พิธีบวงสรวงเทพยดาครูอาจารย์และพิธีเจริญพระพุทธมนต์ การจัดแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เรื่องรามเกียรติ์ ตอน ‘สัตยาพาลี’

พิธีบวงสรวงเทพยดาครูอาจารย์และพิธีเจริญพระพุทธมนต์ การจัดแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เรื่องรามเกียรติ์ ตอน ‘สัตยาพาลี’

พิธีบวงสรวงเทพยดาครูอาจารย์และพิธีเจริญพระพุทธมนต์ การจัดแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เรื่องรามเกียรติ์ ตอน ‘สัตยาพาลี’

วันพุธ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.00 น.

พันโท สมชาย กาญจนมณี รองเลขาธิการพระราชวัง และรองประธานกรรมการ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นประธานในพิธีบวงสรวงเทพยดาครูอาจารย์และพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ ณ อาคารเรียน-รู้-เรื่องโขน ตำบลเกาะเกิด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

โดย​เมื่อเวลา 08.45 น. วันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม 2568 ณ อาคารเรียนรู้เรื่องโขน ตำบลเกาะเกิด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พันโท สมชาย กาญจนมณี รองเลขาธิการพระราชวังและรองประธานกรรมการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นประธานในพิธีบวงสรวงเทพยดา ครูอาจารย์ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อบอกกล่าวขออนุญาตเทพยดาครูอาจารย์ให้ช่วยเปิดทาง ปกป้องคุ้มครองและอำนวยพรให้การจัดสร้างฉากโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอนสัตยาพาลี เป็นไปอย่างราบรื่นอย่างสม บูรณ์แบบ จากนั้นเวลา 10.00 น. เริ่มพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ เพื่อความเป็นสิริมงคลต่อคณะดำเนินงาน นักแสดงและผู้เข้าร่วมพิธีด้วย

ในปี 2568 นี้ นับเป็นปีมหามงคลของปวงชนชาวไทยอีกวาระหนึ่ง เนื่องในวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 73 พรรษา และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเจริญพระ ชนมพรรษา 93 พรรษา วันที่ 12 สิงหาคม 2568 มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จึงร่วมเฉลิมฉลองโอกาสมหามงคลนี้ ด้วยการจัดการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ตอน “สัตยาพาลี” ขึ้น ในระหว่างวันที่ 6 พฤศจิกายน – 8 ธันวาคม 2568 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

 “สัตยาพาลี” เป็นเรื่องราวของพญาพาลีกษัตริย์วานรเมืองขีดขิน ที่เสียสัจจะเพราะความหลงผิด แต่ภายหลังมีความสำนึกผิดในสัจจะ ผลของการเสียสัตย์ของพาลีนำพาเข้าสู่เรื่องราวมากมาย ส่วนเรื่องราวจะเป็นอย่างไร ความพิเศษของฉากจะยิ่งใหญ่อลังการขนาดไหนนั้น ติดตามรับชมได้ในการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน “สัตยาพาลี” เริ่มเปิดจำหน่ายบัตรวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป ที่ไทยทิคเก็ตเม เจอร์

สำหรับอาคารเรียน-รู้-เรื่องโขน เป็นแหล่งรวมเรื่องราวของโขน นาฏกรรมชั้นสูงของไทย ที่ได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลก ภายในจัดแสดงอย่างครอบคลุมตั้งแต่ประวัติความเป็นมาอันยาวนานไปจนถึงขั้นตอนการจัดสร้างเครื่องแต่งกายและหัวโขนที่สะท้อนความประณีตของช่างฝีมือไทย นอกจากนี้ยังมีจุดไฮไลท์สำคัญของนิทรรศการแสดงโขน ฉากจำลองการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ที่ถูกจัดแสดงขึ้นอย่างงดงามและสมจริงซึ่งเป็นฉากสำคัญไม่ว่าจะเป็นฉากท้องพระโรงกรุงลงกา สำหรับฉากที่จะเห็นได้ชัด ของท้องพระโรงกรุงลงกา คือ ตอนพิเภกสวามิภักดิ์ เป็นต้น ฉากต่อมาคือฉากหนุมานอมพลับพลา ซึ่งอยู่ในตอนศึกมัยราพณ์ และฉากหนุมานเนรมิตกาย ตอนสืบมรรคา ทำให้ผู้เข้าชมสามารถจินตนาการถึงความยิ่งใหญ่และความสง่างามของการแสดงโขนที่จัดขึ้นในวาระพิเศษต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูและอนุรักษ์ศิลปะโขน ให้กลับมารุ่งเรืองและเป็นมรดกอันล้ำค่าให้ยังคงอยู่สืบไป อาคารเรียน-รู้-เรื่องโขน เปิดให้ผู้สนใจเข้าชมโดยมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำบรรยายและพาเที่ยวชมตามจุดต่างๆ ในระหว่างวันพุธ – วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 09.30 น.- 16.00 น. โทร.035-352-991 

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ได้จัดการแสดงโขนเพื่อการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม เพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้ชื่นชมความงดงามของศิลปะดั้งเดิมของไทยหลากหลายแขนงในการแสดงโขน โดยสิ่งที่เป็นขวัญกำลังใจในการดำเนินงาน คือพระราชดำรัสเกี่ยวกับการอนุรักษ์ศิลปะแขนงนี้ว่า “ขาดทุนของฉันคือกำไรของแผ่นดิน” นับเป็นความโชคดีของคนไทยและประเทศไทย ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงส่งเสริมและสนับสนุนการแสดงโขนอย่างเอาพระ ทัยใส่ทุกมิติ เป็นการธำรงนาฏศิลป์ อันทรงคุณค่าของชาติให้สืบทอดอยู่อีกนานเท่านาน

ความพิเศษของโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ได้รวบรวมองค์ความรู้จากครูผู้เชี่ยวชาญทุกสาขา ทั้งโขน ละคร ดนตรี คีตศิลป์ ร่วมกันทำงานด้วยความวิริยะอุตสาหะ ทุกขั้นตอนทำด้วยความประณีต การแสดงจึงออกมางดงาม โดยนักแสดงที่ผ่านการคัดเลือกและได้ฝึกฝนจนเกิดความชำนาญจากครูผู้เชี่ยวชาญ เป็นการส่งเสริมให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสฝึกฝีมือและได้มีโอกาสแสดงความสามารถตามที่ถนัด อีกทั้งเพื่อเป็น การส่งเสริมให้เยาวชนเป็นผู้ร่วมรักษาและสืบสานศิลปะการแสดงโขน สมดังพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงสืบไป 

สำหรับการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน สัตยาพาลี กำหนดเปิดการแสดงในระหว่างวันที่ 6 พฤศจิกายน – 8 ธันวาคม 2568 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เริ่มเปิดจำหน่ายบัตรวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ สอบถามรายละ เอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook : Khon Performance โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ แรงงานกัมพูชาในประเทศไทย

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ แรงงานกัมพูชาในประเทศไทย

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ แรงงานกัมพูชาในประเทศไทย

วันพุธ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.26 น.

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในปลายทางสำคัญสำหรับแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะจากประเทศเพื่อนบ้าน และ แรงงานกัมพูชา ถือเป็นกลุ่มแรงงานขนาดใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในหลายภาคส่วน บทความนี้จะเจาะลึกสถานการณ์แรงงานกัมพูชาในประเทศไทย เพื่อทำความเข้าใจถึงจำนวน อาชีพ ถิ่นที่อยู่ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากแรงงานกลุ่มนี้เดินทางกลับประเทศ

จำนวนและสถานะของแรงงานกัมพูชาในประเทศไทย

ในปัจจุบัน (ข้อมูลปี 2567-2568) มีแรงงานกัมพูชาที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายในประเทศไทยประมาณ 1 ล้านคน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ยังไม่รวมแรงงานที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน ซึ่งคาดการณ์ว่าอาจมีจำนวนใกล้เคียงกัน ทำให้คาดการณ์ได้ว่า มีแรงงานกัมพูชาในประเทศไทยรวมกันไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคน แรงงานเหล่านี้เข้ามาในไทยหลายรูปแบบ ทั้งแบบใบอนุญาตทำงานตามมาตรา 64 หรือผู้ติดตามครอบครัว

อาชีพและแหล่งที่อยู่อาศัยหลัก

แรงงานกัมพูชาส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในภาคอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานที่คนไทยไม่นิยมทำ อาชีพหลักที่พบได้แก่:

ภาคก่อสร้าง: เป็นภาคที่พึ่งพาแรงงานกัมพูชาอย่างมาก ตั้งแต่การก่อสร้างอาคารสูง ที่พักอาศัย ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ

ภาคเกษตรกรรม: โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคกลาง เช่น การปลูกผัก ผลไม้ และการทำประมง

ภาคบริการ: เช่น งานบ้าน ผู้ช่วยร้านอาหาร หรือพนักงานในธุรกิจขนาดเล็ก

ภาคอุตสาหกรรม: เช่น โรงงานแปรรูปอาหาร โรงงานผลิตเสื้อผ้า และโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

แรงงานเหล่านี้มักอาศัยอยู่ในแหล่งชุมชนใกล้สถานประกอบการ หรือตามแคมป์คนงานที่นายจ้างจัดหาให้ จังหวัดที่มีแรงงานกัมพูชาหนาแน่น ได้แก่ สมุทรสาคร ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล

ผลกระทบต่อไทยหากแรงงานกัมพูชากลับประเทศ

เมื่อไม่นานมานี้ มีกระแสข่าวเรื่องการเรียกร้องให้แรงงานกัมพูชากลับประเทศโดยผู้นำกัมพูชา หากเกิดขึ้นจริง จะส่งผลกระทบเช่น

ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน: โดยเฉพาะในภาคก่อสร้างและเกษตรกรรม ซึ่งจะส่งผลให้โครงการต่างๆ ชะลอตัวหรือหยุดชะงัก ผลผลิตทางการเกษตรลดลง และต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น

การชะลอตัวของเศรษฐกิจ: ภาคการผลิตและบริการที่ต้องพึ่งพาแรงงานกลุ่มนี้จะได้รับผลกระทบโดยตรง ทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจชะลอตัวลง

ผลกระทบต่อวิถีชีวิตและสังคม: หลายครอบครัวในไทยที่พึ่งพาแรงงานกัมพูชาในครัวเรือน หรือในธุรกิจขนาดเล็กจะต้องปรับตัว

หากแรงงานกัมพูชากลับประเทศ ส่วนใหญ่จะกลับไปประกอบอาชีพเดิมในประเทศ เช่น การเกษตรกรรม หรือทำงานในภาคอุตสาหกรรมและบริการที่กำลังเติบโตในกัมพูชา

แนวทางการรับมือและทดแทน

แม้ว่าการพึ่งพาแรงงานข้ามชาติ  เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน แต่การเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญ รัฐบาลและผู้ประกอบการควรพิจารณาแนวทางดังนี้:

ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรทดแทนแรงงาน: โดยเฉพาะในงานที่ใช้แรงงานเข้มข้น เพื่อลดการพึ่งพาแรงงานคนในระยะยาว

พัฒนาทักษะแรงงานไทย: ส่งเสริมให้แรงงานไทยเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ที่ตลาดต้องการ เพื่อให้สามารถเข้ามาทดแทนตำแหน่งงานที่แรงงานข้ามชาติเคยทำได้

ปรับปรุงสภาพการจ้างงานและสวัสดิการ: เพื่อดึงดูดและรักษาแรงงานไทยให้เข้ามาทำงานในภาคส่วนที่ยังขาดแคลน

ทบทวนนโยบายการนำเข้าแรงงาน: วางแผนการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติให้รัดกุมและยั่งยืนยิ่งขึ้น  โดยอาจหาแรงงานจาก ลาว พม่า หรือบังคลาเทศมาทดแทนแรงงานกัมพูชา

การทำความเข้าใจสถานการณ์แรงงานกัมพูชาอย่างรอบด้าน จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถวางแผนและรับมือกับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต

โดย สุริยพงศ์

ชวนร่วมกิจกรรม ‘มหกรรมวิทย์ฯ ส่วนภูมิภาค’68’ เปิดคลังความสนุกเรียนรู้วิทยาศาสตร์อย่างสร้างสรรค์

ชวนร่วมกิจกรรม 'มหกรรมวิทย์ฯ ส่วนภูมิภาค'68' เปิดคลังความสนุกเรียนรู้วิทยาศาสตร์อย่างสร้างสรรค์

ชวนร่วมกิจกรรม ‘มหกรรมวิทย์ฯ ส่วนภูมิภาค’68’ เปิดคลังความสนุกเรียนรู้วิทยาศาสตร์อย่างสร้างสรรค์

วันพุธ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.28 น.

“ยิ่งใหญ่กว่าทุกปี” 14-16, 18 ส.ค. 68 นี้ พบกับ “งานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ส่วนภูมิภาค ประจำปี พ.ศ. 2568” ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) และหน่วยงานผู้สนับสนุนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ขอเชิญชวนเยาวชนทั่วภาคเหนือ เข้าร่วมกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของปี กับงาน “งานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ส่วนภูมิภาค ประจำปี พ.ศ. 2568” ระหว่างวันที่ 14-16 และ 18 สิงหาคม 2568 ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

สำหรับหัวข้อการจัดงานหลักในปีนี้ คือ “Science in Action for Sustainable Community” โดยจะเน้นการเรียนรู้แบบลงมือทำจริง คิดจริง และสนุกจริง ผ่านนิทรรศการที่เชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ท้องถิ่น เพื่อเตรียมความพร้อมคนไทยสำหรับศตวรรษที่ 21 โดยจะเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้เข้ามาเรียนรู้ และสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ ในการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

การจัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ  และสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ส่วนภูมิภาค ประจำปี พ.ศ. 2568 จะแบ่งพื้นที่การจัดงานออกเป็น 2 โซน ได้แก่ โซนคณะวิทยาศาสตร์ และโซนหอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดังนี้

โซนคณะวิทยาศาสตร์ จะมีการจัดงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ส่วนภูมิภาค ประจำปี พ.ศ. 2568 โดยช่วงเวลาการจัดงานแบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงแรก คือวันที่ 14-16 สิงหาคม 2568 คณะวิทยาศาสตร์จะเปิดโอกาสให้เยาวชนทั่วภาคเหนือได้เข้ามาร่วมกิจกรรมทางด้านวิทยาศาสตร์อย่างเต็มอิ่ม ประกอบไปด้วย 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่

1. การแข่งขันกิจกรรมเยาวชน 12 รายการ ได้แก่ การแข่งขันตอบปัญหาทางวิทยาศาสตร์ วาดภาพจินตนาการทางวิทยาศาสตร์ การแสดงทางวิทยาศาสตร์ (Science Show) ชุมนุมนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ กระบวนการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ โครงงานวิทยาศาสตร์ Data Science Project Contest 2025, CSCMU Coding Challenge 2025 การแข่งขันอีสปอร์ต ตอบปัญหาทางคณิตศาสตร์ SiT Talks for SDGs และ Green Production Pitching Challenge ผู้สนใจสามารดูรายละเอียดการแข่งขันได้ที่ http://www.scw.science.cmu.ac.th

2. กิจกรรม ณ ภาควิชาและศูนย์ภายในคณะวิทยาศาสตร์ พี่ ๆ นักศึกษาวิทยา มช. จะคอยต้อนรับ และเปิดคลังความสนุกทุกพื้นที่ของคณะฯ ให้น้อง ๆ ได้เข้ามาเล่น และเรียนรู้วิทยาศาสตร์สุดสร้างสรรค์กันอย่างเต็มอิ่ม ไม่ว่าจะเป็นบูธกิจกรรม Drug discovery by AI, MOF: Chemistry and innovation for the sustainable future, ซัพพอร์ตพี่ฉลาม น้องกระต่าย กะเฮียกบ หน่อยได้มั้ยฮะ, Bio theatre, The wonder of nature, Astrovenger ภารกิจลับสู่ดวงดาว, Geologist & Gemologist at the museum X topographic feather, Jurassic Park paper craft, เขาวงกต, ปั้นสีเติมสไตล์ ร้อยกำไลสุดจึ้ง, รวมพลคนกลั่นสุดต๊าซซซซซ!!!!!, ควิซวิซาร์ด: ศึกปัญญาพ่อมด, ห้องแห่งความลับของนักสร้างเกม, Magic MOF: วัสดุนาโนเพื่ออนาคตสีเขียว, Alternatives for Air: Rethinking Community Solutions, สนุกคิด with Data Science, สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า “เซลล์” และกิจกรรมสนุกๆ อีกมากมายนับ 100 กิจกรรม (*วันที่ 16 ส.ค. 68 กิจกรรมจัดเฉพาะภาคเช้าเท่านั้น)

3. เวทีกิจกรรมกลาง ณ อาคาร 40 ปี คณะวิทยาศาสตร์ จะมีการเล่นเกม ชิงรางวัล การแข่งขัน Science Show การประกาศผลรางวัลกิจกรรมเยาวชน การแสดงดนตรี Science and Song โดย ชมรมดนตรีสากล คณะวิทยาศาสตร์ การบรรยาย “เรียน เล่น งาน อาชีพ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อความยั่งยืน” นอกจากนี้ยังมีการจัดนิทรรศการแนะนำหลักสูตรปริญญาตรี ของคณะวิทยาศาสตร์ นิทรรศการ “Science in Action for Sustainable Community” พร้อมแลกรับของรางวัลจากการสะสมแสตมป์ SDGs รวมไปถึงนิทรรศการฉบับพกพา โดย สโมสรนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ อพวช. และหน่วยงานอื่น ๆ

ทั้งนี้ หลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมในช่วงแรก คือวันที่ 14-16 สิงหาคม 2568 จะมีการจัดกิจกรรมในช่วงที่ 2 คือ วันที่ 18 สิงหาคม 2568 คือการจัดพิธีวางพานพุ่มถวายราชสักการะ “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” โดยมีคณะผู้บริหารและผู้แทนองค์กรต่างๆ เข้าร่วมงาน ณ ห้องบรรยาย SCB2100 อาคาร 40 ปี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

โซนหอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จะมีการจัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ระหว่างวันที่ 14-16 สิงหาคม 2568 เพื่อเทิดพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 4 “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” และในหลวงรัชกาลที่ 9 “พระบิดาแห่งเทคโนโลยีและนวัตกรรมไทย” และเพื่อสร้างความสนใจในวิทยาศาสตร์ให้กับเยาวชนและคนไทยทุกคน เพื่อให้เกิดการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

ไฮไลต์กิจกรรมที่หอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

• นิทรรศการ “มรดกเมล็ดพันธุ์ล้านนา” (Seed Traits of the Northern Tales) มาร่วมค้นหาเรื่องราวของพันธุกรรมพืชท้องถิ่น และภูมิปัญญาการเกษตรของล้านนาที่หลอมรวมกับนวัตกรรมวิทยาศาสตร์ สู่การพัฒนาที่เหมาะกับวิถีชุมชนภาคเหนือ

• นิทรรศการ Science Speak: นิทรรศการเคลื่อนที่ที่จะชวนคุณเปิดโลกแห่งชีววิทยา เรียนรู้ผ่านการเล่น ทดลอง และค้นพบความมหัศจรรย์ของวิทยาศาสตร์ด้วยตัวเองในรูปแบบ Interactive ที่ทั้งสนุกและน่าตื่นตาตื่นใจ

• การแข่งขัน ‘SiT Talks for SDGs: Science inspired by Teen – SDGs in Action’ โดย อพวช. ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ และมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อเปิดเวทีส่งเสริมเยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือเทียบเท่า และระดับอุดมศึกษา ให้กล้าคิด กล้าแสดงออก โดยนำเสนอองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างสร้างสรรค์ และสื่อสารเพื่อสร้างความตระหนักรู้ในสังคมเกี่ยวกับ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs)

• การเสวนา Cyber Security: มาร่วมเรียนรู้และแลกเปลี่ยนมุมมองด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์กับผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ เรื่องสำคัญที่คนยุคนี้ต้องรู้!

ผู้สนใจสามารถติดตามความเคลื่อนไหวการจัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ  และสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ส่วนภูมิภาค ประจำปี พ.ศ. 2568 ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ที่เว็บไซต์ http://scw.science.cmu.ac.th และเฟซบุ๊ก NSTFair Thailand

-(016)

สยามพารากอน ผนึกพันธมิตร จัดงาน ‘ทั่วหล้าเทิดไท้ ถวายใจสดุดี’ ศิลปวัฒนธรรมสองแผ่นดิน เฉลิมพระเกียรติ 73 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

สยามพารากอน ผนึกพันธมิตร จัดงาน ‘ทั่วหล้าเทิดไท้ ถวายใจสดุดี’ ศิลปวัฒนธรรมสองแผ่นดิน เฉลิมพระเกียรติ 73 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

สยามพารากอน ผนึกพันธมิตร จัดงาน ‘ทั่วหล้าเทิดไท้ ถวายใจสดุดี’ ศิลปวัฒนธรรมสองแผ่นดิน เฉลิมพระเกียรติ 73 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วันพุธ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนม พรรษา 28 กรกฎาคม 2568 และเพื่อเฉลิมฉลอง 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทย และสาธารณรัฐประชาชนจีน ศูนย์การค้าสยามพารากอน ร่วมกับ สมาคมการค้าและอุตสาหกรรมไทย-จีน ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กรุงเทพมหานคร และพันธมิตรภาครัฐและเอกชน จัดงาน “ทั่วหล้าเทิดไท้ ถวายใจสดุดี” ระหว่างวันที่ 25 – 28 กรกฎาคม 2568 ณ พาร์ค พารากอน  ชั้น M มหกรรมการแสดง ศิลปวัฒนธรรมอันเป็นมรดกล้ำค่าแห่งภูมิปัญญาทั้งจากไทยและจีน ยกระดับและผสานพลังแห่ง Soft Power และเชื่อมโยงสายสัมพันธ์แห่งมิตรภาพระหว่างสองชาติ

ตื่นตากับไฮไลต์การแสดงสุดพิเศษ ที่ไม่ควรพลาด  ไม่ว่าจะเป็น กังฟูเส้าหลิน – ศิลปะการต่อสู้อันเลื่องชื่อทีโด่งดังไปทั่วโลกมีถิ่นกำเนิดจากเทือกเขาทรงซาน เมืองเติงเฟิงมณฑลเหอหนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน มีอายุกว่า 1,500 ปี ถ่ายทอดท่วงท่าที่แข็งแกร่ง ผสานสมาธิและจิตวิญญาณแห่งเซน (วันละ 1 รอบการแสดง เวลา 18.30 – 19.30 น) การแสดงงิ้วเปลี่ยนหน้ากากเสฉวน – การแสดงที่เปี่ยมมนตร์เสน่ห์จากสมาคมอุปรากรจีน ใช้เทคนิค เปลี่ยนหน้ากากในพริบตา 

การแสดงโขนเด็ก – ถ่ายทอดเรื่องราวรามเกียรติ์โดยนักแสดงตัวน้อย, การแสดงมัจฉาลีลา – ถ่ายทอดเรื่องราวของฝูงปลาและนางสุพรรณมัจฉา โดยใช้ลีลานาฏศิลป์ไทยผสมผสานกับท่าทางของปลา, การแสดงฟ้อนเทียน –การแสดงนาฏศิลป์ไทยที่สะท้อน ความอ่อนช้อย อันทรงเสน่ห์ จากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร, การแสดงดนตรีสืบสายวัฒนธรรมไทย-จีน – การบรรเลงขับกล่อมบทเพลงผ่านเครื่องดนตรีที่สะท้อนวัฒนธรรมธรรมจีน “กู่เจิง” ในสไตล์จีนโบราณ ผสานการแสดงดนตรีไทยอย่าง ขิม และ ซอ รวมทั้งการแสดงดนตรีออร์เคสตราจากกรุงเทพมหานคร และการแสดงดนตรีจากวิทยาลัยดุริยางคศิลปะจากมหาวิทยาลัยมหิดล

ผู้สนใจสามารถเข้าชมการแสดงได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมพิเศษ อาทิ รับสิทธิ์ชมการแสดง กังฟูเส้าหลิน รอบพิเศษ เพียงร่วมกิจกรรมบน Facebook: Siam Paragon  และแลกรับของที่ระลึกเมื่อช้อปครบ 2,000 บาท (จำนวนจำกัดต่อวัน) ตลอดจนการสาธิตชงชาและลิ้มรสชาคุณภาพจากมูลนิธิโครงการหลวง

การแสดงสุดตระการตาและสัมผัสมิตรภาพอันแน่นแฟ้นของไทย-จีน ในงาน “ทั่วเหล้าเทิดไท้ ถวายใจสดุดี” ระหว่างวันที่ 25 – 28 ก.ค. 2568  (สำหรับวันเปิดงาน 25 ก.ค. 2568 การแสดงจะมีรอบ 16.00 น. ส่วนวันที่ 26-28 ก.ค.2568 การแสดงทั่วไปแบ่งเป็น 2 รอบ เวลา 13.00 น. และ 16.00 น. และการแสดงกังฟูเส้าหลิน มีวันละ 1 รอบเวลา 18.30-19.30 น.)  ณ พาร์ค พารากอน ชั้น M ศูนย์การค้าสยามพารากอน  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-610-8000 หรือติดตามรายละเพิ่มเติม เฟสบุ๊ค : SIAMPARAGON 

โครงการ ‘แว่นตาผู้สูงวัยในสมเด็จพระเทพรัตนฯ’ มอบโอกาสใหม่ให้ 400 ผู้สูงวัยในเพชรบุรี

โครงการ ‘แว่นตาผู้สูงวัยในสมเด็จพระเทพรัตนฯ’  มอบโอกาสใหม่ให้ 400 ผู้สูงวัยในเพชรบุรี

โครงการ ‘แว่นตาผู้สูงวัยในสมเด็จพระเทพรัตนฯ’ มอบโอกาสใหม่ให้ 400 ผู้สูงวัยในเพชรบุรี

วันพุธ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “แว่นตาผู้สูงวัยในสมเด็จพระเทพรัตนฯ” โดยมี กันตพงศ์ รังษีสว่าง อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กล่าวบูรณาการดำเนินงานจัดโครงการ ณัฐฐินีย์  คงบูชาเกียรติ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเพชรบุรี กล่าวรายงานความเป็นมาของมูลนิธิฯ และการจัดโครงการ นพศักดิ์ ตรีพรชัยศักดิ์ ประธานกรรมการเจ้าหน้าที่บริหาร แว่นท็อปเจริญ มหาชน นำเสนอความเป็นมาของโครงการฯ และ วันเพ็ญ มังศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี กล่าวต้อนรับ ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มูลนิธิสงเคราะห์เด็กของสภากาชาดไทย, ห้างแว่นท็อปเจริญ  และจังหวัดเพชรบุรี โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในพื้นที่ทุรกันดารให้สามารถมองเห็นชัดเจน และใช้ชีวิตได้อย่างเป็นสุข  ณ อาคารอเนกประสงค์ โรงเรียนป่าเด็งวิทยา อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี  เมื่อวันพุธที่ 16 กรกฎาคม 2568

โครงการฯ ดังกล่าว น้อมนำพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงตระหนักถึงปัญหาด้านสายตาของผู้สูงวัย ซึ่งขาดโอกาสในการเข้าถึงบริการตรวจรักษาเนื่องจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ โดยได้พระราชทานแนวทางให้ภาคีเครือข่ายร่วมกันจัดกิจกรรมตรวจวัดสายตาและมอบแว่นสายตาให้แก่ประชาชนกลุ่มเปราะบางในชนบท มีการคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายในจังหวัดเพชรบุรี จำนวน 400 คน ซึ่งมีอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป และมีปัญหาทางสายตา โดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ได้มอบหมายให้โครงการตามพระราชประสงค์ หมู่บ้านสหกรณ์ ป่าเด็ง หุบกะพง ดอนขุนห้วย กลัดหลวง จังหวัดเพชรบุรีดำเนินการร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับจังหวัด

ภายในงานมีการให้บริการตรวจวัดสายตาโดยผู้เชี่ยวชาญจากห้างแว่นท็อปเจริญ และมอบแว่นสายตาฟรีให้แก่ผู้สูงวัยทุกคน พร้อมการดูแลอย่างอบอุ่นจากเจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร และหน่วยงานภาครัฐ-เอกชนในพื้นที่ ซึ่งต่างมีเป้าหมายเดียวกันในการ “ส่งต่อสายตาที่แจ่มชัด คืนคุณภาพชีวิตให้ผู้สูงวัย”

โครงการแว่นตาผู้สูงวัยในสมเด็จพระเทพรัตนฯ เป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของการพัฒนาสังคมบนพื้นฐานของความเอื้ออาทรที่เปิดโอกาสให้ผู้สูงวัยซึ่งเป็นพลังเงียบในครอบครัวและชุมชนได้กลับมามองเห็นความหวังชัดเจนอีกครั้ง

ซอสพริกศรีราชาพานิช จับมือ The Yard Hostel จัดเวิร์คช้อปสอนทำอาหารไทยให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ

ซอสพริกศรีราชาพานิช จับมือ The Yard Hostel  จัดเวิร์คช้อปสอนทำอาหารไทยให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ

ซอสพริกศรีราชาพานิช จับมือ The Yard Hostel จัดเวิร์คช้อปสอนทำอาหารไทยให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ

วันพุธ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อาหารไทย ถือเป็นหนึ่งในเสน่ห์และวัฒนธรรมไทยที่ไม่เพียงสะท้อนรสชาติจัดจ้านอันเป็นเอกลักษณ์ แต่ยังสะท้อนภูมิปัญญาและความพิถีพิถันแบบไทยแท้ ผ่านวัตถุดิบและวิธีปรุงที่สืบทอดมายาวนาน ด้วยแนวคิดนี้ ซอสพริกศรีราชาพานิช จึงจับมือกับโฮสเทลบรรยากาศอบอุ่นอย่าง The Yard Hostel สาขาอารีย์ จัดกิจกรรมเวิร์กชอปทำอาหารไทยเพื่อเปิดประสบการณ์การให้ชาวต่างชาติได้เรียนรู้ ลงมือทำ และลิ้มลองอาหารไทยแบบต้นตำรับ

Daria Oreshyna

นักท่องเที่ยวต่างชาติอาจคุ้นเคยกับเมนู “ผัดไทยห่อไข่กุ้งสด” แต่ความพิเศษในกิจกรรมเวิร์คชอปครั้งนี้ คือ ได้ลองทำด้วยตนเองเป็นครั้งแรก เริ่มตั้งแต่ทำน้ำปรุงที่มีสูตรเฉพาะรังสรรค์จาก ซอสพริกศรีราชาพานิชเผ็ดกลาง และ ซอสปรุงรสอาหารลุงหนวดฝาส้มตราภูเขาทอง ช่วยเสริมรส “ผัดไทยห่อไข่กุ้งสด สูตรซอสพริกศรีราชาพานิช” ให้กลมกล่อมลงตัว ทั้งเผ็ด เปรี้ยว เค็ม และหวาน รสชาติที่ออกแบบมาให้ถูกปากผู้คนทั่วโลก นอกจากนี้ ยังมีการเสิร์ฟ “ต้มยำม็อคเทล” เครื่องดื่มสูตรพิเศษที่ใช้ซอสพริกศรีราชาพานิชเป็นส่วนประกอบหลัก พร้อมกลิ่นหอมสมุนไพรแบบต้มยำไทย สร้างความตื่นเต้นและรอยยิ้มให้นักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี

กิจกรรมดังกล่าวได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวจากหลากหลายเชื้อชาติ ซึ่งทุกคนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า “เป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ” อย่าง  Daria Oreshyna นักท่องเที่ยวชาวยูเครน บอกเล่าว่า “นี่คือการเดินทางมาเที่ยวเมืองไทยเป็นครั้งแรกและเดินทางมาคนเดียว (solo trip) ซึ่งกิจกรรมสอนทำอาหารไทยครั้งนี้เป็นไฮไลต์ของทริป เพราะได้พบปะผู้คนใหม่ๆ ได้ลองทำอาหารไทยเป็นครั้งแรก ไม่เคยคิดว่าการทำผัดไทยจะสนุกขนาดนี้” พร้อมเสริมว่า แม้จะไม่เคยลองซอสพริกศรีราชาพานิชมาก่อน แต่รสเผ็ดแบบต้นตำรับทำให้เธอเข้าใจวัฒนธรรมอาหารไทยมากขึ้น “ถึงแม้จะมีรสชาติที่เผ็ดจัดจ้าน แต่ฉันสัมผัสได้ถึงความเป็นเอกลักษณ์ของซอสพริกศรีราชาพานิช”

Timothy Yu Cuncheng

แม้จะมาเยือนไทยกว่า 40 ครั้ง แต่สำหรับ Timothy Yu Cuncheng ชาวสิงคโปร์ที่ผูกพันกับ The Yard Hostel มาตั้งแต่ครั้งแรกที่มากรุงเทพฯ กล่าวว่า “ทุกครั้งที่มากรุงเทพฯ จะอยากกลับมาพักที่ The Yard เสมอ เพราะที่นี่ คือ ศูนย์รวมของผู้คนที่ผมผูกพัน เมื่อทราบว่าจะมีเวิร์กชอปทำอาหารไทย ผมเลยถือโอกาสจองตั๋วกลับมาเยือนที่ที่เป็นเหมือนบ้านของผมอีกครั้ง การร่วมกิจกรรมครั้งนี้เป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่น่าจดจำที่สุด ถึงแม้ว่าจะเคยเรียนทำอาหารไทยที่เชียงใหม่ แต่ครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรียนรู้สูตรอาหาร แต่คือบรรยากาศอบอุ่นแบบบ้านเพื่อน ที่ทำให้ทุกอย่างสนุกยิ่งขึ้น”

Timothy ยังเล่าความประทับใจในรสชาติของซอสพริกศรีราชาพานิชว่า “เข้ากันได้ดี กลมกล่อม และไม่เผ็ดเกินไป” นอกจากนี้ ยังประหลาดใจที่ซอสพริกศรีราชาพานิช ซึ่งเคยรู้จักในฐานะเครื่องปรุงคู่ครัวสามารถนำมาสร้างสรรค์ต้มยำม็อกเทลได้อย่างน่าทึ่ง

กิจกรรมเวิร์กชอปนี้ สะท้อนความตั้งใจของแบรนด์ซอสพริกศรีราชาพานิชที่ไม่เพียงรักษาเอกลักษณ์ความเป็นซอสพริกศรีราชาต้นตำรับรายแรกอายุกว่า 90 ปี แต่ยังมุ่งสร้างประสบการณ์ร่วมกับผู้บริโภคทั่วโลกได้เข้าถึงวัฒนธรรมอาหารไทยอย่างลึกซึ้งผ่านความร่วมมือกับ The Yard Hostel โฮสเทลแสนอบอุ่นที่เปรียบเหมือน “บ้านญาติ” ของนักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลก

คุณแหน : 23 กรกฎาคม 2568

คุณแหน : 23 กรกฎาคม 2568

คุณแหน : 23 กรกฎาคม 2568

วันพุธ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

ll ศ.เกียรติคุณ พญ. สมศรี เผ่าสวัสดิ์ และ ศ. นพ.กีรติ เจริญชลวานิช ร่วมเปิดงานโครงการหน่วยแพทย์อาสาเฉพาะทางร่วมใจเฉลิมพระเกียรติฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ครั้งที่ 10 ประจำปี 2568 โครงการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม เฉลิมพระเกียรติ 100 ข้อ จัดโดย ราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ฯ, ราชวิทยาลัยวิสัญญีแพทย์ฯ, แพทยสภา และองค์กรต่างๆ ณ รพ.เจ้าพระยายมราช จ.สุพรรณบุรี..

ll วีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รอง ผวจ.เชียงใหม่ พร้อมด้วย นพ.ธีรพัฒน์ ตันพิริยะกุล รองนายก อบจ.เชียงใหม่ พบปะกับบุคลากรของ อบจ.เชียงใหม่ ที่เข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร “พื้นฐาน Generative AI และแนวคิดสำคัญ” เพื่อนำความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่..

ll โอม ศิวะดิตถ์ รอง กก.ผจก.บจ.ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) ต้อนรับคณะหลักสูตร Digital CEO รุ่นพิเศษ Avantgarde studies ที่มาศึกษาดูงานและเข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการการใช้ Copilot ณ บจ.ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) งานนี้ นพ.ชัยรัตน์ ปัณฑุรอัมพร, ณรงค์ แผ้วพลสง, ผศ.นพ.บุญชัย หวังศุภดิลก, ดร.วิโรจน์ ศิริรัตนรักษ์, ดุสิต เต็งไตรรัตน์, ทวีศักดิ์ นิลวัชรมณี, ประวิทย์ ธงชัยระวีวัฒน์, ยุพธัช ยิบอินซอย, สินชัย ลือสุขประเสริฐ, วิศิษฏ์ เตชาวัฒนากูล, วัชระ เอมวัฒน์, อธิตานันท์ อภิธนทวีพัฒน์, อรอุมา มั่นศิลป์, ณภัทร รัตนกุล ไม่พลาด..

ll NER แจงเหตุการณ์เกิดเพลิงไหม้บริเวณ โกดังคลังสินค้าสำเร็จรูปยางแท่งเฟส1 ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และไม่มีความเสียหายต่อเครื่องจักรหรือ สายการผลิต โดยกระบวนการผลิตของบริษัทฯ ยังคงสามารถดำเนินงานได้ตามปกติขณะนี้บริษัทฯ และอยู่ระหว่างการตรวจสอบและประเมินความเสียหาย โดยบริษัทฯมีการทำประกันภัยครอบคลุมถึงทรัพย์สินและสต็อกสินค้าจากเหตุเพลิงไหม้ไว้ทั้งหมดแล้ว..

ll อนุโมทนาบุญกับ สันทวัฒน์ สินาเจริญ ซีอีโอ บจ.เอนีเพย์ ที่บริจาคเงินเพื่อปรับปรุงต่อเติมห้องผู้ป่วยในชาย รพ.สมเด็จพระยุพราชเวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี โดยมี นพ.ปรีชา สุมาลัย ผอ.รพ. รับมอบ..

ll ยามว่าง นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ ควงมาดาม พญ.สุภาณี ไปทำบุญที่เกาะผูโถวซาน และเดินสายชิ้มอาหารจีนอร่อยๆตลอดทริป..

ll นานๆที พริมา ธรรมมารักษ์ จะได้มาพักอยู่เมืองไทย ช่วงนี้ โปรพริม ฟิตทำกับข้าวเลี้ยงคุณพ่อแม่ สุพจน์-พิริยาภรณ์ ธรรมมารักษ์ รวมทั้งพี่น้องกับผองเพื่อนให้อิ่มอร่อยกันถ้วนหน้า..

ll ดร.นิพนธ์ นาชิน ได้รับแต่งตั้งเป็น ที่ปรึกษาประธานคณะอนุกรรมาธิการครุภัณฑ์ ICT และทุนหมุนเวียน ในคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 สภาผู้แทนราษฎร..

ll วิฑูร บุญรัตกรกิจ มอบเงินบริจาค เพื่อสมทบทุนโครงการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติก (TAVI) รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาด โดยมี รศ.นพ.สุพจน์ ศรีมหาโชตะ รับมอบ..

ll นพ.วิรุฬห์ พรพัฒน์กุล ผู้บริหาร The Parents Wellness and Rehabilitation Center เป็นตัวแทนรับมอบรางวัล “โครงการอาคารที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ Universal Design Standards for Healthcare Facilities 2025″ ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง ศูนย์ออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน คณะสถาปัตยกรรม จุฬาฯ และ สสส…

น้องใหม่

‘รามายณะ..ดั่งสีดา’ ผลงานเพลงใหม่ในรอบ 30 ปี ของแมน วทัญญู มุ่งหมาย

‘รามายณะ..ดั่งสีดา’ ผลงานเพลงใหม่ในรอบ 30 ปี ของแมน วทัญญู มุ่งหมาย

‘รามายณะ..ดั่งสีดา’ ผลงานเพลงใหม่ในรอบ 30 ปี ของแมน วทัญญู มุ่งหมาย

วันอังคาร ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.55 น.

แมน วทัญญู มุ่งหมาย โชว์ผลงานเพลงใหม่ในรอบ 30 ปี  “รามายณะ..ดั่งสีดา” เพลงแนวอนุรักษ์ศิลปะวัฒนธรรม ส่งเสริม Soft power ไทยในงาน International Women’s Day Award & Gala Dinner ครั้งที่ 5 โดย ชลดา โฮลสมันน์ ประธานสมาคมสตรีไทยในออสเตรีย (Thai Women Association in Austria) โอกาสนี้ แมน วทัญญู ยังได้เข้ารับใบประกาศเกียรติคุณในนามศิลปินผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมจากประธานภายในงาน ภัทรัตน์ หงษ์ทอง เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ กรุงเวียนนา ณ โรงแรม Mariott wien 1010 กรุงเวียนนา ประ เทศออสเตรีย โดยมี พระเอกหมอลำ อนันต์ ใจดี และ เจนนี่ เบลล์ ฯลฯ มาร่วมแสดงภายในงาน นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมการประกวดสาวงามหญิงไทยในออสเตรีย  Miss International Thai Woman in Austria 2025 และการจับสลากมอบรางวัลตั๋วเครื่องบิน EVA Air พร้อมรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย

เตรียมพบกับปรากฏการณ์  “รามายณะ… ดั่งสีดา” ได้เร็วๆ นี้

กรมหม่อนไหม เตรียมจัด ‘งานตรานกยูงพระราชทาน ฯ ครั้งที่ 20’ ยกระดับไหมไทย สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้ประเทศ

กรมหม่อนไหม เตรียมจัด ‘งานตรานกยูงพระราชทาน ฯ ครั้งที่ 20’ ยกระดับไหมไทย สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้ประเทศ

กรมหม่อนไหม เตรียมจัด ‘งานตรานกยูงพระราชทาน ฯ ครั้งที่ 20’ ยกระดับไหมไทย สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้ประเทศ

วันอังคาร ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.44 น.

กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตรียมจัด “งานตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย” ครั้งที่ 20 ประจำปี 2568 เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2568 ที่ทรงสืบสานและทรงให้ความสำคัญกับผ้าไหมไทยพร้อมผลักดันมาตรฐานไหมไทย มุ่งสร้างชื่อเสียง สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กรมหม่อนไหม มีการดำเนินงานที่สำคัญเพื่อทำให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ใช้ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” โดยเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร เสริมสร้างความมั่นคงในอาชีพเกษตรกรรม เพื่อเพิ่มพูนประสิทธิภาพการผลิตและยกระดับมาตรฐานสินค้า อีกทั้งส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม และมุ่งเน้นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านหม่อนไหมให้คงอยู่เป็นมรดกของชาติ ตลอดจนสนับสนุนให้เป็น Soft Power ของไทย เพื่อช่วยสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการด้านหม่อนไหมและประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก นอกจากนี้อาชีพหม่อนไหมใน ปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงอาชีพที่ทำเพื่อผลิตผ้าไหมเพียงอย่างเดียว แต่ได้รับการพัฒนาให้มีการขยาย Value Chain ออกไปในหลากหลายสินค้า ซึ่งสามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้หลายพันล้านบาทต่อปี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมหม่อนไหม จึงได้กำหนดจัด “งานตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย” ครั้งที่ 20 เพื่อเฉลิมพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงที่ทรงสืบสานและทรงให้ความสำคัญกับผ้าไหมไทย เป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผ้าไหมไทยคุณภาพผลิตภัณฑ์จากหม่อนและไหม รวมทั้งภารกิจและผลงานของกรมหม่อนไหมให้เป็นที่รู้จัก ตลอดจนเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าผ้าไหมไทยตรานกยูงพระราชทาน ผลิตภัณฑ์จากหม่อมและไหมของเกษตรกรให้ถึงมือผู้บริโภคโดยตรง

นายนวนิตย์ พลเคน อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัด “งานตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย” ในปีนี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 20 ภายใต้แนวคิด “มหัศจรรย์หม่อนไหม สร้างเศรษฐกิจไทยยั่งยืน” โดยมีกิจกรรมภายในงานที่น่าสนใจมากมาย อาทิ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ นิทรรศการตรานกยูงพระราชทาน จัดแสดงผลงานการประกวดเส้นไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน และผลิตภัณฑ์หม่อนไหม ที่ได้รับรางวัลพระราชทาน ประจำปี 2568 นิทรรศการ”70 พรรษา 70 ภูมิปัญญาผ้าไหมไทย” นิทรรศการทายาทหม่อนไหมในโรงเรียนและชุมชน ผลงานการประกวดเส้นไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานและผลิตภัณฑ์หม่อนไหม ประจำปี 2568 ผลงานของกรมหม่อนไหม และการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับหม่อนไหม เป็นต้น รวมทั้งยังมีการออกร้านจำหน่ายผ้าไหมและผลิตภัณฑ์ไหมไทย และสินค้า – หม่อนไหม จำนวน 228 ร้านค้า

นอกจากนี้ ผ้าไหมที่นำมาจำหน่ายในงานก็มีหลากหลายประเภทให้เลือกชม เลือกซื้อ เช่น ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน ผ้าไหมอัตลักษณ์จากทั่วทุกภาคของประเทศไทย สินค้าแปรรูปต่าง ๆ จากหม่อนและไหม เช่น อาหาร ขนมเครื่องดื่ม เครื่องสำอาง เครื่องประดับ และของแต่งบ้าน เป็นต้น พร้อมกิจกรรมสาธิตและการแสดงต่าง ๆ ตลอดงาน พร้อมทั้งมีคูปองโปรโมชั่นพิเศษแจกตลอดงาน เพื่อให้ประชาชนได้นำไปซื้อผ้าไหมในราคาพิเศษ

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วม “งานตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย” ครั้งที่ 20 ประจำปี 2568 ในระหว่างวันที่ 30 กรกฎาคม – 3 สิงหาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 10.00 น. – 20.00 น. ณ ฮอลล์ 6-7 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

-(016)

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ส่งมอบเครื่องวัดอุณหภูมิฯ แก่สภาสังคมสงเคราะห์หนุนการส่งเสริมดูแลสุขภาพ

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ส่งมอบเครื่องวัดอุณหภูมิฯ แก่สภาสังคมสงเคราะห์หนุนการส่งเสริมดูแลสุขภาพ

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ส่งมอบเครื่องวัดอุณหภูมิฯ แก่สภาสังคมสงเคราะห์หนุนการส่งเสริมดูแลสุขภาพ

วันอังคาร ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.49 น.

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ เดินหน้าส่งเสริมสุขภาพคนไทยด้วยการมอบเครื่องวัดอุณหภูมิแบบอินฟาเรด ให้สภาสังคมสงเคราะห์ฯ นำไปส่งต่อให้กาสถานศึกษาและหน่วยงานทั่วประเทศ

22 กรกฎาคม 2568 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ มอบเครื่องวัดอุณหภูมิแบบอินฟาเรด หรือ เทอร์โมมิเตอร์แบบมือจับ จำนวน 500 ชิ้น รวมมูลค่าทั้งสิ้น 265,000 บาท ให้แก่สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อสนับสนุนการดูแลสุขภาพพื้นฐาน ติดเครื่องมือเบื้องต้นในสถานศึกษาและหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีความจำเป็นทั่วประเทศ โดยมี นางธิดารักษ์ สัจจพงษ์ เลขาธิการ เป็นผู้แทนรับมอบ ณ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ

สำหรับการส่งมอบอุปกรณ์ในครั้งนี้เกิดจากความตั้งใจของมูลนิธิฯ ที่ตระหนักถึงการช่วยเหลือผู้คนในสังคมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเล็ก เยาวชน ที่มีความเปราะบางจากปัจจัยต่าง ๆ รวมถึงการมีเครื่องมือพื้นฐานในการคัดกรองให้แก่เจ้าหน้าที่หน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งอุปกรณ์พื้นฐานที่มีความจำเป็นเหล่านี้จะถูกส่งต่อไปยังสถานศึกษาและประธานคณะกรรมการประสานงานส่วนภูมิภาค ภาค 1-20 ของสภาสังคมสงเคราะห์ เพื่อช่วยเฝ้าระวังและป้องกันโรคติดต่อขั้นพื้นฐาน และต่อลมหายใจให้แก่ผู้ป่วย

ด้านนางเธียรรัตน์ กล่าวว่า มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์มุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้สังคมไทยมีความพร้อมในการดูแลสุขภาพของพี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในชุมชนที่มีการรวมกลุ่มของคนจำนวนมาก เช่น โรงเรียน หรือศูนย์บริการประชาชนต่าง ๆ เครื่องวัดอุณหภูมิฯ จะเป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่สำคัญ ที่ช่วยคัดกรองและป้องกันความเสี่ยงในเบื้องต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราหวังว่าการส่งมอบในครั้งนี้เป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ยังคงเดินหน้าจัดกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ในหลากหลายด้าน ทั้งด้านสุขภาพ การศึกษา และการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ความตั้งใจในการ “สร้างโอกาส ให้สังคมไทย” ด้วยการแบ่งปันทรัพยากร ความรู้ และโอกาสที่สามารถต่อยอดชีวิตผู้คนได้อย่างแท้จริง

-(016)