ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์จัดประชุมวิชาการรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ครั้งที่ 2 เรื่อง “Thailand against Cancer as One”

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์จัดประชุมวิชาการรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ครั้งที่ 2 เรื่อง “Thailand against Cancer as One”

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์จัดประชุมวิชาการรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ครั้งที่ 2 เรื่อง “Thailand against Cancer as One”

วันอังคาร ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.31 น.

มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ในพระอุปถัมภ์ ฯ ร่วมกับราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตลอดจนองค์กร/หน่วยงานด้านการดูแลรักษาโรคมะเร็ง นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งในประเทศไทย บูรณาการความร่วมมือจัดประชุมวิชาการรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ครั้งที่ 2 เรื่อง “Thailand against Cancer as One” วันที่สองภายหลังพิธีพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ประจำปี 2567 ณ ห้องอัศวิน แกรนด์ บอลรูม A โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร เพื่อสนับสนุนให้เกิดการบูรณาการขับเคลื่อนนโยบายที่สำคัญในด้านการป้องกัน ควบคุม และการดูแลรักษาโรคมะเร็งในประเทศไทย ซึ่งสำหรับในปีนี้เพื่อให้สอดคล้องกับผลงานของผู้ได้รับพระราชทาน “รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์” ประจำปี2567

ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ เดนนิส เจ. สเลมอน อายุรแพทย์โรคมะเร็งชาวอเมริกัน ผู้ค้นพบยีน Human Epidermal Growth Factor Receptor 2 (HER2) ซึ่งนำไปสู่การพัฒนายาชีววัตถุ ทราสทูซูแมบ (Trastuzumab) ซึ่งเป็นยารักษาแบบโมเลกุลมุ่งเป้าที่ปฏิวัติวงการรักษาโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งเต้านมชนิด HER2-positive ทำให้ช่วยชีวิตผู้หญิงนับล้านคนทั่วโลก และปัญหามะเร็งของประเทศไทย การประชุมวิชาการดังกล่าวจึงครอบคลุมการให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่อง ATMP Advanced Therapeutic Medicinal Products รวมทั้งอัปเดตนวัตกรรมการรักษามะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ครอบคลุมทั้งการผ่าตัด รังสีรักษา ยา ตลอดจนการคัดกรองมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงในประเทศไทย บรรยายให้ความรู้โดยนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งในประเทศไทย ได้แก่ ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง , ผศ.พญ.นันทกานต์ อภิวโรดมภ์ , รศ.พญ.ศุทธินี อิทธิเมฆินทร์ , ดร.นพ.ธนากร ธราพงษ์พันธ์ , รอ.นพ.สมชาย ธนะสิทธิชัย ,รศ.พญ.บุษยามาส ชีวสกุลยง , รศ.นพ.ชลเกียรติ ขอประเสริฐ , รศ.นพ.วิทูร ชินสว่างวัฒนกุล , นพ.ศุภกร พิทักษ์การกุล เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิชาการ นักวิจัย บุคลากรทางการแพทย์และผู้ปฏิบัติงานด้านมะเร็งได้มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับนโยบาย สถานการณ์ และการดำเนินงานเกี่ยวกับมะเร็งของหน่วยงานในระดับต่าง ๆ ของประเทศไทย อันจะก่อให้เกิดพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานระดับนโยบาย สถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย และสถานบริการสุขภาพในทุกระดับในการขับเคลื่อนนโยบายของประเทศไทยให้ไปในทิศทางเดียวกันต่อไป เพื่อให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านมะเร็ง อันเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของการป้องกัน ควบคุม และรักษาดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็ง และยกระดับสุขภาพคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะผู้ยากไร้และด้อยโอกาส ตามพระปณิธานขององค์อุปถัมภ์มูลนิธิฯ ต่อไป

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ เหตุลุกลาม ‘สามปราสาท’

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ เหตุลุกลาม 'สามปราสาท'

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ เหตุลุกลาม ‘สามปราสาท’

วันอังคาร ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ความตึงเครียดไทย-กัมพูชาปะทุขึ้นอีกครั้งในปี พ.ศ.  2568 เมื่อกัมพูชาประกาศจะยื่นฟ้องประเทศไทยต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) เพื่ออ้างสิทธิ์เหนือโบราณสถานสำคัญสามแห่ง ได้แก่ ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด และปราสาทตาควาย รวมถึงพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญอย่าง “สามเหลี่ยมมรกต” บริเวณช่องบก ซึ่งเป็นจุดบรรจบชายแดนของสามประเทศ คือ ไทย กัมพูชา และลาวปราสาทตาเมือนธม

สามปราสาทชายแดน  

กลุ่มปราสาทตาเมือน ตั้งอยู่บนเทือกเขาพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ประกอบด้วยปราสาทสามหลัง  คือ ปราสาทตาเมือนธม: ปราสาทหินทรายขนาดใหญ่ที่เชื่อว่าใช้ในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ ปราสาทตาเมือนโต๊ด สันนิษฐานว่าเป็นอโรคยาศาล (โรงพยาบาล) ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7  และปราสาทตาเมือนบายกรีม ที่คาดว่าเป็นธรรมศาลาหรือจุดพักของนักเดินทาง     ส่วน ปราสาทตาควาย ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 12 กิโลเมตร ก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่กัมพูชาอ้างว่าอยู่ในพื้นที่จังหวัดอุดรมีชัยของตน และเคยเป็นพื้นที่ที่มีความตึงเครียดทางทหารในอดีต

ช่องบก : รอยต่อสามประเทศ

ช่องบก เป็นส่วนหนึ่งของ “สามเหลี่ยมมรกต” (Emerald Triangle) ซึ่งเป็นรอยต่อชายแดนไทย-ลาว-กัมพูชา ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 12 ตารางกิโลเมตร เชื่อมโยงระหว่างอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานีของไทย  เมืองมูลประโมกข์ แขวงจำปาศักดิ์ของลาว และเมืองจอมกระสานต์ จังหวัดพระวิหารของกัมพูชา พื้นที่นี้เป็นพื้นที่ทับซ้อนที่ไม่มีการปักปันเขตแดนที่ชัดเจน

ย้อนกลับไปในช่วงปี พ.ศ. 2528-2530 ช่องบกเคยเป็นสมรภูมิสำคัญที่ทหารไทยต้องต่อสู้กับกองทัพเวียดนาม ซึ่งเข้ายึดครองกัมพูชาหลังโค่นล้มเขมรแดง ส่งผลให้ทหารไทยต้องพลีชีพถึง 109 นาย

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 เกิดเหตุปะทะระหว่างทหารไทยและกัมพูชาในพื้นที่ช่องบก สาเหตุมาจากการที่ทหารกัมพูชาขุดคูดินยาว 650 เมตร  ซึ่งไทยมองว่าเป็นการละเมิดข้อตกลง MOU ปี 2543 โดยมีทหารกัมพูชาเสียชีวิต 1 นาย

รากฐานความขัดแย้ง : แผนที่และอธิปไตยที่ทับซ้อน

การอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่สามปราสาทและช่องบกของทั้งสองประเทศมีรากฐานมาจากความไม่ชัดเจนของแนวเขตแดนตามสนธิสัญญาสยาม–ฝรั่งเศส (พ.ศ. 2447 และ 2450) และแผนที่ในยุคอาณานิคมที่ฝ่ายไทยไม่ยอมรับ กัมพูชาอ้างว่าปราสาททั้งสามอยู่ในเขตแดนของตน และได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกแห่งชาติแล้ว ขณะที่ไทยยืนยันว่าโบราณสถานทั้งหมดอยู่ในอธิปไตยของไทย โดยกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537

บทเรียนจากอดีต : กรณีปราสาทพระวิหารและการปะทะที่ผ่านมา

ในปี พ.ศ. 2505 ศาลโลกเคยมีคำตัดสินให้ปราสาทพระวิหารตกเป็นของกัมพูชา แม้คำตัดสินนั้นจะไม่ได้ครอบคลุมถึงสามปราสาทที่เป็นปัญหา  แต่ก็กลายเป็นบรรทัดฐานให้กัมพูชาใช้อ้างสิทธิ์ในพื้นที่อื่นๆ ตามแนวชายแดน ความตึงเครียดยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยในปี 2554 เกิดการปะทะทางทหารอย่างรุนแรงบริเวณปราสาทตาควายและตาเมือนธม และในปี 2567 ยังมีเหตุการณ์ที่ชาวกัมพูชาร้องเพลงชาติบนปราสาทตาเมือนธม ซึ่งฝ่ายไทยมองว่าเป็นการยั่วยุ

สถานการณ์ปี 2568    ความตึงเครียดที่ยังไม่คลี่คลาย     กองกำลังของทั้งสองฝ่ายมีการเสริมอาวุธ และลาดตระเวนอย่างเข้มข้นตลอดแนวชายแดน การเจรจาระหว่างไทยและกัมพูชาดำเนินไปอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางกระแสชาตินิยมที่เริ่มปรากฏให้เห็นในพื้นที่ ผู้คนถูกปลุกระดมผ่านสื่อออนไลน์ ทั้งจากการแสดงสัญลักษณ์ความเป็นเจ้าของปราสาท การเผยแพร่คลิปยั่วยุทหารไทย และการเปลี่ยนแปลงพิกัดใน แผนที่กูเกิล ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็น “สงครามไซเบอร์” รูปแบบใหม่

นอกจากการฟ้องร้องในเวทีระหว่างประเทศแล้ว กัมพูชายังใช้มาตรการตอบโต้ทางเศรษฐกิจ เช่น การหยุดซื้อน้ำมันจากไทย รณรงค์ไม่ซื้อสินค้าจากไทย รวมถึงห้ามส่งสินค้าผักผลไม้จากไทยไปยังเวียดนาม ขณะที่ไทยก็มีมาตรการปิดพรมแดน ห้ามคนไทยเดินทางข้ามแดนไปเล่นการพนัน ส่งผลให้เศรษฐกิจบริเวณชายแดนได้รับผลกระทบอย่างหนัก

ความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์นี้มีความเสี่ยงสูงที่จะลุกลามออกเป็น 4 รูปแบบ:

1.        สันติภาพผ่านการเจรจา: ผ่านกลไกอาเซียนหรือทวิภาคี ซึ่งเป็นทางออกที่ดีที่สุด แต่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อย  เพราะต่างฝ่ายต่างไม่ยอมถอย

2.        ความตึงเครียดต่อเนื่อง: โดยฝ่ายกัมพูชาเดินหน้าสร้างภาพ เช่นส่งนักท่องเที่ยวมาร้องเพลงชาติในพื้นที่พิพาท  ซึ่งอาจใช้เป็นหลักฐานในศาลโลกทำนองเดียวกับภาพกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จเยือนเขาพระวิหารแล้วมีทหารฝรั่งเศสมาต้อนรับ  ซึ่งศาลพิจารณาว่า  หากเขาพระวิหารเป็นของไทย ทหารฝรั่งเศสจะมาต้อนรับไม่ได้ 

3.        การปะทะทางทหารเฉพาะจุด: ที่อาจลุกลามบานปลายหากเกิดความเข้าใจผิดหรือการยั่วยุเกินขอบเขต

4.        สงครามชายแดนเต็มรูปแบบ: หากการเจรจาล้มเหลวและรัฐบาลไทยถูกกดดันจากภาคประชาชน

หากสถานการณ์ถึงจุดวิกฤต มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดผลกระทบรุนแรงตามมา ได้แก่:

•          การเสียชีวิตของกำลังพลทั้งสองฝ่าย

•          จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงอย่างมากในทั้งสองประเทศเนื่องจากความกังวลต่อสถานการณ์สงคราม

•          การอพยพของประชาชนทั้งสองประเทศในพื้นที่ความขัดแย้ง

•          ความเสียหายต่อภาพลักษณ์และเศรษฐกิจของทั้งสองชาติ

•          วิกฤตด้านมนุษยธรรมจากจำนวนผู้ลี้ภัยที่เพิ่มขึ้น

ในกรณีที่ประชาชนสองชาติปะทะกันบริเวณพื้นที่พิพาท ไม่ว่าจะเป็นการยั่วยุ หรือการใช้ความรุนแรง อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การปลุกกระแสชาตินิยมและทำให้ต้องใช้มาตรการที่แข็งกร้าวขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยตรง

คนไทยควรเตรียมพร้อมรับมืออย่างไร?

ในสถานการณ์ที่อ่อนไหวเช่นนี้ คนไทยควรเตรียมความพร้อม :

•          ติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่อง และระมัดระวังการส่งต่อข้อมูลที่ไม่ผ่านการตรวจสอบอย่างดี

•          รายงานเหตุผิดปกติ ให้กับหน่วยงานความมั่นคงทันที

•          สงบนิ่งและไม่ตอบโต้ทางอารมณ์ เพื่อลดความตึงเครียด

•          ส่งกำลังใจและสิ่งของจำเป็น ให้เจ้าหน้าที่ชายแดน ที่ทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของไทย

•          ใช้หลัก “กาลามสูตร” ของพระพุทธเจ้า   “อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อสิ่งใด ต้องพิจารณาด้วยตนเองอย่างรอบคอบก่อน”

ไทยรวมกำลังตั้งมั่น จะสามารถป้องกันขันแข็ง ถึงแม้ว่าศัตรูผู้มีแรง มายุทธแย้งก็จะปลาศไป”

โดย สุริยพงศ์

ขอบคุณภาพจากเพจเฟสบุ๊ก ข่าวทหาร

Big Bad Wolf Books 2025 มหกรรมหนังสือภาษาอังกฤษลดราคาแห่งปี

Big Bad Wolf Books 2025 มหกรรมหนังสือภาษาอังกฤษลดราคาแห่งปี

Big Bad Wolf Books 2025 มหกรรมหนังสือภาษาอังกฤษลดราคาแห่งปี

วันอังคาร ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หนอนหนังสือเตรียมตัวให้พร้อม มหกรรมแห่งการอ่านครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของปี! งาน Big Bad Wolf Books 2025 เทศกาลหนังสือภาษาอังกฤษที่ใหญ่ที่สุดในโลก กำลังจะกลับมาสร้างปรากฏการณ์อีกครั้งในกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 7 – 17 สิงหาคม 2568 ณ อิมแพ็ค ฟอรั่ม ฮอลล์ 4 เมืองทองธานี  พร้อมขนหนังสือมากกว่า 2 ล้านเล่ม และมอบส่วนลดสูงสุดถึง 95% แบบที่นักอ่านตัวจริงพลาดไม่ได้!

ใครเคยไปงาน Big Bad Wolf มาก่อน จะรู้ดีว่าความอลังการของเทศกาลนี้ไม่เคยธรรมดา ทั้งภูเขาหนังสือเรียงรายสุดลูกหูลูกตา โต๊ะวางแน่นขนัดไปด้วยเรื่องราวจากทั่วโลก ตั้งแต่นิยายขายดี หนังสือเด็กสุดน่ารัก การ์ตูน กราฟิกโนเวล หนังสือภาพสวย ไปจนถึงหนังสือหายากที่คุณไม่เคยรู้ว่ากำลังตามหา… จนกระทั่งได้เจอที่นี่ และปีนี้?

ปีนี้พบกับความยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าเดิม ทั้งพื้นที่ที่กว้างขวาง หมวดหนังสือที่หลากหลาย  ไฮไลต์ที่ห้ามพลาดคือ หนังสือภาษาอังกฤษจากทั่วทุกมุมโลกมากกว่า 2 ล้านเล่ม ครอบคลุมทุกหมวดหนังสือครบทุกความสนใจของนักอ่านตัวจริง ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเด็กทุกช่วงวัย หนังสือภาพแบบ Pop-up สุดตระการตา วรรณกรรมเยาวชน นิยายคลาสสิก หนังสือวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ สุขภาพและไลฟ์สไตล์ หนังสือท่องเที่ยว และคู่มือทำอาหารจากทั่วโลก หนังสือแนวพัฒนาตัวเองและสร้างแรงบันดาลใจให้เลือกแบบไม่รู้จบ รวมถึงหนังสือรถยนต์สำหรับผู้หลงใหลในเครื่องยนต์ และแน่นอนว่า ปีนี้เอาใจสายศิลปะและคนรักบ้าน ด้วยหมวด กราฟิกดีไซน์ สถาปัตยกรรม การออกแบบบ้าน และตกแต่งสวน ที่อ่านแล้วอยากลุกขึ้นมารีโนเวทบ้านแบบทันที

ที่พิเศษไปกว่านั้น คือการกลับมาจัดที่ เมืองทองธานี ซึ่งเป็นสถานที่แห่งความทรงจำของแฟนนักอ่านตั้งแต่ปีแรกที่ Big Bad Wolf Books เริ่มต้นในประเทศไทย ความยิ่งใหญ่ของพื้นที่จัดงาน บรรยากาศที่เต็มไปด้วยพลังของผู้รักการอ่าน และความรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ท่ามกลางโลกของหนังสือ—ทั้งหมดจะกลับมาอีกครั้งในปีนี้ และด้วยการเดินทางที่สะดวกสบายกว่าเดิมด้วยรถไฟฟ้าสายสีชมพูที่เพิ่งเปิดให้บริการ ให้เดินทางตรงมาถึงฮอลล์จัดงานได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ต้องห่วงเรื่องรถติดหรือหาที่จอดรถอีกต่อไป

ไม่ว่าคุณจะกำลังสร้างห้องสมุดในฝัน มองหาของขวัญล่วงหน้า หรือแค่เดินเลือกหนังสือพร้อมกาแฟเย็นในมือ — นี่คือช่วงเวลาที่คุณจะได้ดื่มด่ำกับจักรวาลแห่งหนังสืออย่างจุใจ เตรียมกระเป๋าผ้าให้พร้อม เคลียร์วันให้ว่าง แล้วมาลุยกันให้เต็มที่ ที่ Big Bad Wolf Books 2025

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ Big Bad Wolf Books Thailand ทาง Facebook: Big Bad Wolf Books และ Instagram: bigbadwolfbooks_th เพื่อไม่พลาดทุกข่าวสาร โปรโมชั่นลับ และไฮไลต์เด็ดก่อนใคร

คุณแหน : 22 กรกฎาคม 2568

คุณแหน : 22 กรกฎาคม 2568

คุณแหน : 22 กรกฎาคม 2568

วันอังคาร ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ll “รู้ใจเขาหน่อย…บอกไปเลย!” เขาในที่นี้คือ ประธานาธิบดีทรัมป์ นั่นเอง ฟังผู้มีประสบการณ์สูง ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ นักวิชาการอิสระระดับแนวหน้าพูดให้ฟังชัดๆสองหู สำทับสิ่งที่ข้าราชการ, นักธุรกิจและสื่อมวลชนเตือนแล้วเตือนอีกให้ “ทีมไทยแลนด์” ภายใต้การนำโดยรองนายกฯและ รมว.คลัง พิชัย ชุณหวชิร รีบตื่นตัวเดินทางไปเจาะเจรจากับขุนพลระดับสูงในสหรัฐฯ ไม่ใช่โปรยหัวไว้ว่าเราต้องมีกลยุทธ์, รอดูคนอื่นเขาทำผลเป็นอย่างไร เราค่อยมาทำข้อเสนอของเรา “ช้าๆได้พร้าเล่มงาม” แล้วเป็นอย่างไร ?? มัวแต่รำป้อกลายเป็นพูดเองเออเอง ประเทศไทยโดนทรัมป์ลงโทษอัตราภาษีขาเข้าสูง 36% ไปแล้ว ย้อนกลับมาฟังในคำพูดของท่านศาสตราจารย์ว่า ท้ายที่สุดถ้าเราต้องโดนบีบให้รับอัตราดังกล่าว จะเป็นข่าวร้ายกับการส่งออกสินค้านานาชนิดไปสหรัฐฯ ในขณะที่เวียดนามคู่แข่งรายสำคัญได้รับอัตรา 20% ในสหรัฐฯ ไทยจะเสียเปรียบทุกประตู ข้อแรก, ต้นทุนการผลิตสินค้าเราสูงอยู่แล้ว (รวมเรื่องคอรัปชั่นด้วย) ถัดมาเมื่อโดนภาษีนำเข้าสูงกว่าเขาอีก 16% ลูกค้าก็ต้องเบือนหน้าหนี…

ll อีกแล้วค่ะท่าน…ประวัติศาสตร์ยาวนานสหรัฐฯยังไม่เคยมีประธานาธิบดีคนไหนมีบุคลาธิษฐานใกล้เคียงกับ DONALD TRUMP เลย เขากล้าพูดและทำ โดยไม่คำนึงถึงสถานภาพตำแหน่งประธานาธิบดี อีกครั้งที่ผู้คนทั่วโลกตะลึงงง-และกลายเป็นเรื่องตลกไป เมื่อทรัมป์ถูกเชิญเป็นประธานมอบถ้วยชนะเลิศให้แก่ทีมผู้ชนะ CHELSEA V. PSG ในแมทช์ชิงชนะเลิศ “THE CLUB WORLD CUP” ที่รัฐนิวเจอซีย์มีคนดูในสนามกว่าแปดหมื่นคนและชมทีวีทั่วโลกอีกหนึ่งพันกว่าล้านคน เมื่อการแข่งขันยุติ CHELSEA เป็นแชมป์ 3-0 คณะ กก.เชิญทรัมป์ไปที่เวทีกลางสนามซึ่งมีนักฟุตบอลรออยู่แล้ว ทรัมป์ทำพิธีมอบถ้วยทองคำแก่เหล่านักบอล กติกาและมารยาทจุดนี้ทรัมป์ต้องรีบลงจากเวทีเปิดโอกาสให้ทีมชูถ้วยถ่ายภาพ แต่เขากลับตีหน้าตายยืนบนเวที นักเตะก็อึดอัดได้แต่มองหน้ากัน ประธานฟีฟ่าเองก็ผายมือให้ลงเวทีแต่ไม่มีผล สุดท้ายออแกไนเซอร์ต้องขึ้นมาเชิญตัวทรัมป์ลงจากเวทีเรื่องจึงลงเอยได้…

ll ครูเล็ก-ภัทราวดี มีชูธน บอกขอบคุณ เพลินจันทร์ วิญญรัตน์ นักออกแบบสิ่งทอระดับโลก ผู้ถักทอพรมที่สวยงามในฉากหนึ่งของ The white lotus season 3 ที่ให้เกียรติมาสอนนักเรียน รร.ภัทราวดี หัวหิน โดยการนำศิลปะเชื่อมโยงสอนทักษะชีวิต ด้วยการนำเศษขยะ ที่เก็บมาจาก ชายหาด และเศษผ้า มาถักทอ สร้างสรรค์ อย่างอิสระ เป็นงานศิลปะ เปิดโลกทัศน์เด็กๆ ให้เห็นคุณค่า และความงามของทุกสิ่งรอบตัวเรา …ดีงามยิ่งนัก…

ll ชาว วบส. 1 สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) ขอขอบคุณ พิชิต จงสถิตย์วัฒนา แห่งบริษัทนานมีบุ๊คส์ ที่ร่วมบริจาคหนังสือ มูลค่ารวม 50,000 บาทให้กับ รร.ประถมศึกษา และรร.มัธยมศึกษา จำนวน 6 รร. ในจังหวัด สงขลา พัทลุง และ ตรัง…ใน กิจกรรม ปัน ปัญญา จัดโดย ชาว วบส. 1 นิด้า ระหว่าง 27-29 ก.ค.นี้…

ll อนุชา โมกขะเวส นัดสิงห์ดำรุ่น 21 จุฬาฯ พบปะสังสรรค์ที่ภัตตาคารชายทะเลจันทร์เพ็ญ พระราม 4 ในวันที่ 10 สค. 11.00 น…

ll งานพระราชทานเพลิงศพ สมเทพ ลาชโรจน์ เมื่อวันก่อน มีแขกเหรื่อมาร่วมงานมากมาย…หลายคนยังรำลึกถึงอาหารรสชาติเยี่ยม โดยเฉพาะแกงเผ็ดผักล้วนที่อร่อยมาก ซึ่งผู้วายชนม์มักจะเข้าครัวบรรจงปรุงมาแจกเพื่อนฝูงอยู่เสมอ…

ll โซไรดา ซาลวาลา ประธานมูลนิธิเพื่อนช้าง ว่างจากทำกายภาพบำบัด มีเวลาว่างไปนั่งจิบกาแฟ พร้อมของว่างอร่อยๆที่โอเรียนเต็ล…มีความสุขจริงๆ…

ll ส่วน พัชลดา แก้วสีปลาด หนีกลิ่นสีที่ทาใหม่ที่คอนโด ย่านอ่อนนุช ไปนอนคอนโดย่านพระโขนง พร้อมเยี่ยมเยียนพี่ที่รัก สุดา ติวยานนท์ ที่บ้านสุขุมวิท 67 พร้อมพบ ชาญวิทย์ ไกรฤกษ์ อดีตรองเลขา กพ.ด้วย ได้พบพี่เก่าที่เคารพ เธอสุขใจยิ่งนัก !!…

บารอนเนส

‘ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2025’ ส่งต่อเงินบริจาคแก่ศิริราชมูลนิธิ ถวายเป็นพระราชกุศล 70 พรรษา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ

‘ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2025’ ส่งต่อเงินบริจาคแก่ศิริราชมูลนิธิ ถวายเป็นพระราชกุศล 70 พรรษา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ

‘ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2025’ ส่งต่อเงินบริจาคแก่ศิริราชมูลนิธิ ถวายเป็นพระราชกุศล 70 พรรษา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ

วันอังคาร ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

การแข่งขันกอล์ฟสตรีระดับโลก “ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2025” สานต่อเจตนารมณ์แห่งการให้ สนับสนุนและส่งต่อความช่วยเหลือสู่สังคมไทยอย่างต่อเนื่อง ด้วยการมอบเงินบริจาคจากกิจกรรมประมูลไอเทมสุดพิเศษและของรักจากนักกอล์ฟระดับโลกในงาน “Honda LPGA Thailand 2025 Charity Night” รวมกับเงินสมทบอื่น ๆ ทั้งสิ้น 2,149,000 บาท ให้แก่ศิริราชมูลนิธิ เพื่อสมทบกองทุนเพื่อผู้ป่วยด้อยโอกาส ฯ ถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวโรกาส 70 พรรษา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี

ทั้งนี้ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ของโรงพยาบาลศิริราช และเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านการแพทย์และสาธารณสุข เช่น การจัดหาเครื่องมือแพทย์ที่จำเป็น การส่งเสริมงานวิจัยทางการแพทย์ การมอบทุนการศึกษาแก่นักศึกษาแพทย์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข และการยกระดับศักยภาพของบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง

กิจกรรม Honda LPGA Thailand 2025 Charity Night จัดขึ้น ณ โรงแรมเมอเวนพิค สยาม นาจอมเทียน พัทยา จังหวัดชลบุรี โดยไฮไลต์ของงาน คือ การประมูลของที่ระลึกสุดพิเศษจากนักกอล์ฟระดับโลกที่เข้าร่วมการแข่งขัน อาทิ  ถุงกอล์ฟรุ่นพิเศษจากฮอนด้าพร้อมลายเซ็นจากนักกอล์ฟทั้ง 72 คนที่เข้าร่วมการแข่งขัน, พัตเตอร์และเสื้อกอล์ฟของ แพตตี้–ปภังกร ธวัชธนกิจ, ธงพร้อมลายเซ็นของนักกอล์ฟหญิงไทยทั้ง 12 คนที่ร่วมแข่งขัน, ภาพวาดโปสเตอร์การแข่งขันที่มีลายเซ็นของนักกอล์ฟระดับโลก 5 คน ได้แก่ จีโน่–อาฒยา ฐิติกุล, แพตตี้–ปภังกร ธวัชธนกิจ, รัวหนิง หยิน, ยูกะ ซาโสะ และบรู๊ค เอ็ม เฮนเดอร์สัน รวมถึงเหล็ก 3 ของจอร์เจีย ฮอลล์,  เวดจ์ของพี่น้องฝาแฝดจากญี่ปุ่น ชิซาโตะ และ อากิเอะ อิวาอิ และรองเท้ากอล์ฟของซีลีน บูติเยร์

กิจกรรมนี้ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมเพื่อสังคมที่จัดควบคู่กับการแข่งขันมาอย่างต่อเนื่อง โดยผู้จัดการแข่งขันได้ร่วมมือกับนักกอล์ฟและพันธมิตรในการระดมทุนเพื่อมอบให้แก่ศิริราชมูลนิธิ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รวมถึงการบริจาคในปีนี้ มีมูลค่ายอดเงินบริจาคสะสมกว่า 8 ปี จากกิจกรรมดังกล่าว รวม 13,171,730 บาท

การแข่งขัน “ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์” เป็นรายการกอล์ฟสตรีระดับโลกที่จัดขึ้นในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง ถึง 18 ครั้ง ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามทั้งจากนักกอล์ฟระดับโลกและแฟนกีฬาทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ โดยมุ่งมั่นในการยกระดับวงการกอล์ฟไทย เปิดโอกาสให้นักกอล์ฟไทยได้ร่วมแข่งขันในเวทีระดับโลก พร้อมส่งเสริมกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความตั้งใจของฮอนด้าและพันธมิตรในการสนับสนุนและส่งเสริมกีฬา เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมไทยสู่อนาคตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนต่อไป

ธรรมศาสตร์-มหิดล จับมือพลิกโฉมการศึกษา พัฒนาหลักสูตรใหม่ตอบโจทย์โลกอนาคต

ธรรมศาสตร์-มหิดล จับมือพลิกโฉมการศึกษา พัฒนาหลักสูตรใหม่ตอบโจทย์โลกอนาคต

ธรรมศาสตร์-มหิดล จับมือพลิกโฉมการศึกษา พัฒนาหลักสูตรใหม่ตอบโจทย์โลกอนาคต

วันอังคาร ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สองมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ  มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ประกาศความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์ เดินหน้าสร้างระบบการศึกษายุคใหม่ ภายใต้แนวคิด “การศึกษาเพื่อโลกใบใหม่” ที่เน้นความยืดหยุ่น บูรณาการ และเปิดกว้างสู่ทุกช่วงวัย ผ่านระบบ Open and Integrated Education Ecosystem ความร่วมมือครั้งนี้นำร่องด้วยหลักสูตร “ศิลปศาสตรบัณฑิต – วิทยาศาสตรบัณฑิต” ซึ่งเปิดโอกาสให้นักศึกษาเรียน 2 ปีแรกที่ธรรมศาสตร์ และอีก 2 ปีที่มหิดล พร้อมฝึกงานกับภาคเอกชนเพื่อเพิ่มประสบการณ์จริง และเตรียมพร้อมสู่การทำงานอย่างแท้จริง

ศ.นพ. ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ชี้ว่า การศึกษายุคใหม่ต้องยืดหยุ่น ผสมผสานศาสตร์หลากหลาย และให้ผู้เรียนมีบทบาทในการกำหนดเส้นทางของตนเอง โดยมหาวิทยาลัยต้องเป็นมากกว่าแหล่งความรู้ แต่ต้องเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงความถนัดของผู้เรียนกับตลาดงาน พร้อมสนับสนุน lifelong learning ในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะในสังคมสูงวัย

ด้าน ศ.ดร. ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เน้นย้ำว่า การศึกษาสมัยใหม่ควรให้ผู้เรียนมีสิทธิเลือกเส้นทางของตัวเอง ไม่ยึดติดกับระบบปริญญาแบบเดิม และควรส่งเสริมการเรียนรู้แบบ “เย็บเสื้อเฉพาะตัว” แทนการผลิตตามมาตรฐานเดียวกัน เพื่อตอบโจทย์ศักยภาพเฉพาะบุคคลและความต้องการของประเทศ

นอกจากนี้ ทั้งสองมหาวิทยาลัยยังร่วมเปิดตัวพอดแคสต์ “TU x MU Battle: จากโลกวิชาการสู่โลกความจริง” รายการ Casual Talk Show ที่เปิดเวทีให้นักวิชาการจากทั้งสองสถาบัน แลกเปลี่ยนมุมมองแบบตรงไปตรงมา ตอนแรกชวนคิดด้วยคำถาม “มหาวิทยาลัยยังจำเป็นอยู่ไหม?” พร้อมประเด็นเข้มข้นอีกมากมายที่สะท้อนบทบาทใหม่ของการศึกษายุคเปลี่ยนผ่าน

ความร่วมมือ TU x MU ครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การพัฒนาหลักสูตรร่วมกัน แต่เป็นก้าวสำคัญสู่การสร้าง “Synergy ทางปัญญา” ที่จะเปลี่ยนบทบาทของมหาวิทยาลัยไทย ให้กลายเป็นศูนย์กลางของการออกแบบชีวิต พัฒนาคน และขับเคลื่อนสังคมอย่างยั่งยืน

ความสำเร็จ ‘กาแฟพิเศษไทย’ เติบโตอย่างทรงพลัง บนความร่วมแรงของผู้คนและวัฒนธรรม

ความสำเร็จ ‘กาแฟพิเศษไทย’  เติบโตอย่างทรงพลัง บนความร่วมแรงของผู้คนและวัฒนธรรม

ความสำเร็จ ‘กาแฟพิเศษไทย’ เติบโตอย่างทรงพลัง บนความร่วมแรงของผู้คนและวัฒนธรรม

วันอังคาร ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จากเวทีประกวด Thai Specialty Coffee Awards 2025  ในงาน Thailand Coffee Fest 2025 ที่เพิ่งปิดฉากลงไป เผยบทพิสูจน์ “กาแฟพิเศษไทย”  จากเมล็ดเล็กๆ บนดอยสูง สู่ถ้วยกาแฟที่โลกต่างยกย่อง ไทยไม่ได้เป็นแค่ผู้ปลูก แต่คือผู้สร้างวัฒนธรรมกาแฟที่ “สวยงาม แข็งแกร่ง และมีหัวใจ”

ทศวรรษที่ผ่านมา วงการกาแฟไทยเดินทางไกลจากจุดเริ่มต้นที่หลายคนมองข้าม จนมาถึงวันนี้ วันที่กาแฟพิเศษไทยถูกกล่าวถึงในเวทีระดับนานาชาติ ด้วยคุณภาพที่ทัดเทียมแหล่งผลิตระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นเอธิโอเปีย โคลอมเบีย หรือปานามา เบื้องหลังความสำเร็จนั้น ไม่ได้เกิดจากใครคนใดคนหนึ่ง หากคือการรวมพลังของผู้คนมากมายใน ecosystem กาแฟไทย ทั้งเกษตรกรที่ตั้งใจปรับเปลี่ยนวิถีการปลูก โรงคั่วที่เรียนรู้ศาสตร์การสร้างรสชาติ บาริสต้าที่หมั่นฝึกฝน และผู้ดื่มที่ให้คุณค่ากับความใส่ใจในทุกขั้นตอน

ณัฏฐ์รดา คุณะวิวัฒนานนท์

Thai Specialty Coffee Awards 2025 บทพิสูจน์คุณภาพ

ในการประกวด Thai Specialty Coffee Awards 2025 ซึ่งจัดโดย สมาคมกาแฟพิเศษไทย (SCATH) และจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 12ในปีนี้ มีผู้ส่งกาแฟเข้าประกวดมากถึง 351 ตัวอย่าง และที่น่าภูมิใจคือ มีถึง 61 ตัวอย่าง ที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานกาแฟพิเศษระดับโลก (84 คะแนนขึ้นไป) คะแนนเฉลี่ยของกาแฟไทยเพิ่มขึ้นกว่า 2 คะแนน ซึ่งถือเป็นก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมในระดับประเทศ โดยเฉพาะในหมวด “Washed Process” และ “Natural Process” ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นจุดอ่อนของไทย แต่วันนี้กลับโดดเด่นจนกรรมการหลายคนเอ่ยปากว่า “ไม่แพ้ใครในโลก”

“กาแฟไทยไม่ได้แค่ดีขึ้นในเชิงเทคนิค แต่ดีขึ้นในมิติของวัฒนธรรม ความเข้าใจ และความเกื้อกูล เราเห็น community ที่แข็งแรง เติบโตไปด้วยกัน ไม่ใช่ใครคนหนึ่งล้ำหน้า แต่อยู่ในจังหวะที่เกื้อหนุนกัน” นางสาวณัฏฐ์รดา คุณะวิวัฒนานนท์ นายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย กล่าว

วัลลภ ปัสนานนท์

ผู้ชนะเลิศแห่งปี สร้างความประทับใจในทุกหยด

ในปีนี้ ผู้ชนะเลิศของเวที Thai Specialty Coffee Awards 2025 ทั้งสามกระบวนการล้วนเป็นเกษตรกรจากอำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน โดย ทวนทอง หอมดอก จากหมู่บ้านปางแทกสามารถคว้ารางวัลสูงสุดได้ถึงสองประเภท ได้แก่ Washed Process ด้วยคะแนน 92.39 และ Honey Process ด้วยคะแนน 91.25 โดยทั้งสองประเภทใช้สายพันธุ์กาแฟ Geisha ที่ขึ้นชื่อเรื่องความซับซ้อนของกลิ่นหอมและรสสัมผัสอันโดดเด่น ขณะที่รางวัลชนะเลิศในประเภท Natural Process ตกเป็นของ เรวัตร ยอดอ่อน จากหมู่บ้านเทพฤทธิ์ อำเภอเดียวกัน ด้วยคะแนนสูงถึง 92.78 ซึ่งถือเป็นคะแนนที่สูงที่สุดในปีนี้ โดยใช้สายพันธุ์ Geisha เช่นกัน

ชัยชนะของทั้งสองคนไม่เพียงแสดงถึงความสามารถในการควบคุมปัจจัยการผลิตอย่างพิถีพิถันเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงศักยภาพของพื้นที่เล็กๆ บนดอยสูงในภาคเหนือของไทย ที่สามารถสร้างกาแฟระดับโลกขึ้นมาได้อย่างน่าทึ่ง นอกจากนี้ การที่ผู้ผลิตจาก อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน คว้ารางวัลสูงสุดทั้ง 3 ประเภท ชี้ให้เห็นถึงการพัฒนาเชิงพื้นที่อย่างเข้มแข็ง รวมถึงศักยภาพของภาคเหนือไทยในการปลูกกาแฟคุณภาพสูงที่ควบคุมปัจจัยทุกขั้นตอนได้อย่างมืออาชีพ

“เกษตรกรไทยวันนี้ไม่ได้แค่เข้าใจวิธีการผลิต แต่ไปไกลกว่านั้นมาก พวกเขาสามารถควบคุมความชื้น อุณหภูมิ สายพันธุ์ และแม้แต่รายละเอียดของกระบวนการหมักและตากแห้งได้อย่างมหัศจรรย์ เราไม่ได้เห็นแค่กาแฟ ‘ดี’ แต่เป็นกาแฟที่ ‘มีตัวตน’ และแตกต่างอย่างมีความหมาย” แดนนี่ แปง หัวหน้าคณะกรรมการตัดสินการประกวดสุดยอดเมล็ดกาแฟพิเศษไทย กล่าว

ทวนทอง หอมดอก

จากกาแฟหางแถว ถึงกาแฟแห่งความหวัง

นายวัลลภ ปัสนานนท์ อดีตนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย ได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงว่า ประเทศไทยปลูกกาแฟมานานกว่า 70 ปี แต่ในอดีตแทบไม่มีใครเห็นคุณค่า “เมื่อสิบปีก่อน ไม่มีใครพูดถึงกาแฟไทยในฐานะกาแฟพิเศษ แต่มีกลุ่มคนเล็ก ๆ กล้าฝัน และเริ่มลงมือปฏิวัติวงการ ตั้งแต่การหาสายพันธุ์ใหม่ การฝึกอบรมเกษตรกร การจัดประกวด การให้ความรู้เรื่อง tasting และ cupping จนกระทั่งวันนี้ คนไทยมีแชมป์โลกกาแฟ และกาแฟไทยกลายเป็นที่ยอมรับอย่างจริงจัง”

เรวัตร ยอดอ่อน

ก้าวต่อไปจาก Specialty สู่ Identity

หลายคนอาจมองว่า “กาแฟพิเศษ” คือเรื่องของกลิ่นและรส แต่สำหรับคนในวงการ มันคือเรื่องของ ตัวตน วัฒนธรรม และจิตวิญญาณ กาแฟไทยกำลังเดินทางสู่จุดที่น่าตื่นเต้น จุดที่กาแฟไม่ใช่แค่พืชเศรษฐกิจ แต่คือ สินค้าที่สะท้อนความเข้าใจในภูมิประเทศ ทักษะของผู้คน และการร่วมมือกันในชุมชน

อีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า กาแฟไทยมีทั้ง “หัวใจ” และ “ศักยภาพ” ที่โลกควรรู้จัก เพราะกาแฟไทย…ไม่ใช่แค่ถ้วยหนึ่งของรสชาติ แต่มันคือถ้วยหนึ่งของความตั้งใจ ศักดิ์ศรี และเรื่องเล่าที่งดงามที่สุดจากภูเขาสู่เมือง ซึ่งไม่ใช่แค่รสชาติ แต่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและโลก

แดนนี่ แปง

อีอีซี มอบตรารับรอง EEC Select Best Service 2025 ให้ 25 ผู้ประกอบการ มุ่งยกระดับสินค้าและบริการชุมชนอีอีซีสู่สากล

อีอีซี มอบตรารับรอง EEC Select Best Service 2025  ให้ 25 ผู้ประกอบการ มุ่งยกระดับสินค้าและบริการชุมชนอีอีซีสู่สากล

อีอีซี มอบตรารับรอง EEC Select Best Service 2025 ให้ 25 ผู้ประกอบการ มุ่งยกระดับสินค้าและบริการชุมชนอีอีซีสู่สากล

วันอังคาร ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(สกพอ.) หรือ อีอีซี เป็นประธานในพิธีมอบตรารับรองผลิต ภัณฑ์ชุมชนต้นแบบประเภทบริการ หรือ EEC Select Best Service ประจำปี 2025 ให้กับผู้ประกอบการ จำนวน 25 ราย ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) 3 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และ ระยอง ที่การบริการและผลิตภัณฑ์เพื่อการบริการ มีมาตรฐาน สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดดเด่น มีนวัตกรรม สนับสนุนวัตถุดิบท้องถิ่นและการจ้างงานในพื้นที่อีอีซี และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด  EEC Select Best Service = Service + SMART & SMILE      ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล พัทยา บีช ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 เมื่อวันที่ 16 กรก ฎาคม 2568

เลขาธิการ อีอีซี กล่าวว่า “EEC Select Best Service คือกลไกยกระดับสินค้าและบริการของชุมชนในพื้นที่อีอีซีสู่สากล ตามแนวคิด  LOCAL ROOTS to GLOBAL REACH ซึ่งคาดหวังว่า ผลิตภัณฑ์ชุมชนต้นแบบประเภทบริการ หรือ EEC Select Best Service ของผู้ประกอบการทั้ง 25 รายในปีนี้จะเป็นที่รู้จักยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ สามารถขยายช่องทางการตลาดและโอกาสในการทำธุรกิจการค้าให้กับผลิตภัณฑ์ ชุมชน รวมถึงสร้างเครือข่ายทางธุรกิจใหม่ ๆ เสริมสร้างความเชื่อมั่นในแง่คุณภาพให้กับผู้บริโภค ที่สำคัญหวังว่าจะมีส่วนช่วยส่งเสริมการสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับชุมชน”

ผลิตภัณฑ์ชุมชนต้นแบบประเภทบริการ หรือ EEC Select Best Service ประจำปี 2025 แบ่งออกเป็น 6 กลุ่ม ได้แก่ ประเภทธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ประเภทสถานประกอบการท่องเที่ยวชุมชน ประเภทธุรกิจที่พักโรงแรม ประเภทร้านค้า ของที่ระลึก ประเภทสปา&สุขภาพ (Wellness) และประเภทผลิตภัณฑ์เพื่อการบริการ โดยพิจารณาจากเกณฑ์ 5 ด้าน คือ ปัจจัยที่ใช้ในการผลิต การสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน ขั้นตอนและกระบวนการให้บริการ ความโดดเด่นการให้บริการ และการตลาด โดยบริการหรือผลิตภัณฑ์เพื่อการบริการที่ได้คะแนนเฉลี่ยตั้งแต่ 65 คะแนน จะได้รับ 1 ดาว ตั้งแต่ 75 คะแนน จะได้รับ 2 ดาว และตั้งแต่ 85 คะแนน จะได้รับ 3 ดาว

25 ผู้ประกอบการที่ได้รับตรารับรอง EEC Select Best Service ประจำปี 2025 มีดังนี้ ประเภทธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ได้แก่ ร้านอาหารบ่อทองบุรี จ.ชลบุรี 2 ดาว Uncloud Coffee (บริษัท เจพีเจเอ็น จำกัด) จ.ชลบุรี 2 ดาว และร้านเจ๊หน่องแซ่บเวอร์ จ.ระยอง 1 ดาว ประเภทสถานประกอบการท่องเที่ยวชุมชน ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวตะเคียนเตี้ย จ.ชลบุรี 3 ดาว วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวพัทยา ตำบลหนองปลาไหล จ.ชลบุรี 3 ดาว และมีสุขฟาร์ม วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรผลิตไม้กฤษณา 3 ดาว ประเภทธุรกิจที่พักโรงแรม ได้แก่ โรงแรม สตาร์ คอนเวนชั่น ระยอง 2 ดาว และโรงแรม บีซีพี บ้านฉาง ระยอง 2 ดาว ประเภทสปา&สุขภาพ (Wellness)ได้แก่ Deya Massage จ.ชล บุรี 3 ดาว ประเภทผลิตภัณฑ์เพื่อการบริการ มีจำนวนทั้งสิ้น 17 ผู้ประกอบการ 38 ผลิตภัณฑ์ กลุ่มที่ได้รับ 3 ดาว จ.ชลบุรี ได้แก่ แตงโมผลสด โดย บริษัท ณิชชา ชามม์ จำกัด, แชมพูเปลี่ยนสีผม ดำธรรมชาติ กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรบ้านตม, จ๊อปลานิลและปลานิลแดดเดียว กลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลานิลแปลงใหญ่, ซินไบโอติก JU LIN C จากโปรตีนจี้งหรีด บริษัท คามิสุ ซุปเปอร์ เอ็นโต โปรดักส์ จำกัด จ.ฉะเชิงเทรา ได้แก่ ซอสมะม่วงสามรสและซอสสุกี้ กลุ่มมะม่วงท่าพลับโรงสีล่าง, ไวน์เมล่อน ไวน์มะม่วงและไวน์มะพร้าว แบรนด์ FURANO วิสาหกิจชุมชนเกษตรปลอดภัยสูง อ.บ้านโพธิ์  จ.ระยอง ได้แก่ ชุดอาบน้ำ ถุงหอมและบาล์ม แบรนด์มีสุขฟาร์ม วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตร ผลิตไม้กฤษณา

ผลิตภัณฑ์เพื่อการบริการ กลุ่มที่ได้รับ 2 ดาว จ.ชลบุรี ได้แก่ กระเป๋าเงินทรงบะจ่างและผ้าพันคอ “ห่มย้อม ห่มเย็บ” กูเก้ สไตล์ ชุมชนพนัส นิคม,นาฬิกาฉลุลาย ปลากัดฉลุลายและแจกันฉลุลาย โดย Realy Trend แกะสลักฉลุลาย,สุวรรณเบต้าไพนีน บอดี้บาล์ม สุวรรณเบต้าไพนีน สเปรย์ และสุวรรณลูกกลิ้งผ่อนคลาย บริษัท เบญสุ จำกัด,แตงโมกิมจิ บริษัท ณิชชา ชามม์ จำกัด, น้ำยาถูพื้นประจำวัน กลิ่นฟลอรัล น้ำยาล้างห้องน้ำ กลิ่นพฤกษาและสบู่เหลวล้างมือ กลิ่นพิงค์เลิฟลี่ แบรนด์ EVOSTARโดย บริษัท แอล ที เค อินเตอร์เทรดดิ้ง จำกัด จ.ฉะเชิงเทรา ได้แก่ ซอสผัดไทย น้ำยำปรุงรสสำเร็จรูปและน้ำส้มตำไทย แบรนด์ รสมือเรา วิสาหกิจชุมชนแปรรูปสานฝัน,ไวน์อินทผลัม สปาร์คกลิ้งไวน์พีช สปาร์คกลิ้งไวน์องุ่น แบรนด์ BUZZ วิสาหกิจชุมชนทิพย์วารี จ.ระยอง ได้แก่ ผ้าหมักโคลนทะเลเพ้นสีธรรมชาติและผ้าหมักโคลนทะเลลายใบไม้ วิสาหกิจชุมชนลีลาฝ้าย,เจลลี่เนื้อสำรอง แบรนด์ “อิมดี” วิสาหกิจชุมชนครัวแม่ฉัน By Nana,กระเป๋า แจกัน ตะกร้ากระจูด วิสาหกิจชุม ชนกลุ่มจักสานกระจูดมาบเหลาชะโอน

ผลิตภัณฑ์เพื่อการบริการ กลุ่มที่ได้รับ 1 ดาว ได้แก่ เสื้อพิมพ์ลายธรรมชาติ (Eco Print)โดย ทิสาผ้าไทย จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งชุมชนที่ได้รับตรารับรอง EEC Select Best Service นอกจากจะเสริมสร้างความเชื่อมั่นในแง่คุณภาพให้กับผู้บริโภคแล้วยังได้ประชาสัมพันธ์สินค้าอย่างกว้างขวาง ร่วมจัดจำหน่ายสินค้ากับภาคีเครือข่ายของอีอีซี อาทิ ปาร์คนายเลิศ,สมาคมมิตรภาพไทยเวียดนาม,ตลาดบางคล้า และภายหลังจบงานมอบตรารับรองยังจะได้ร่วมแสดงสินค้าในงาน Smart SME Expo 2025 ในวันที่ 7-10 สิงหาคม 2568 ที่อิมแพคเมืองทองธานี

คณะกรรมการ ดร.ดารินันท์ นันทวงค์ รักษาการ ผอ.สกพอ.,ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร ประ
ธานบริหาร Nai LertGROUP,วิรัตน์ ศิริสกุลงาม ประธานหอการค้าภาคตะวันออก หอการค้าไทย,ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ สกพอ. ,ดร.จิตรกร เผด็จศึก กก.หอการค้าไทยและประธานหอการค้ากลุ่ม จ.ภาคตะวันออก 1,วสันต์ ศิรินภารัตน์ เลขาธิการประธานหอ
การค้ากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 1 และรองประธานหอการค้า จ.ฉะเชิงเทรา

คณะกรรมการ ดร.ดารินันท์ นันทวงค์ รักษาการ ผอ.สกพอ.,ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร ประ ธานบริหาร Nai LertGROUP,วิรัตน์ ศิริสกุลงาม ประธานหอการค้าภาคตะวันออก หอการค้าไทย,ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ สกพอ. ,ดร.จิตรกร เผด็จศึก กก.หอการค้าไทยและประธานหอการค้ากลุ่ม จ.ภาคตะวันออก 1,วสันต์ ศิรินภารัตน์ เลขาธิการประธานหอ การค้ากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 1 และรองประธานหอการค้า จ.ฉะเชิงเทรา

กรมวิทย์ฯ เผยผลตรวจภาวะดื้อต่ออินซูลิน หนุนวิจัยการใช้โปรแกรมเวชศาสตร์วิถีชีวิต

กรมวิทย์ฯ เผยผลตรวจภาวะดื้อต่ออินซูลิน หนุนวิจัยการใช้โปรแกรมเวชศาสตร์วิถีชีวิต

กรมวิทย์ฯ เผยผลตรวจภาวะดื้อต่ออินซูลิน หนุนวิจัยการใช้โปรแกรมเวชศาสตร์วิถีชีวิต

วันอังคาร ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรมวิทยศาสตร์การแพทย์ เผยผลตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาภาวะดื้อต่ออินซูลิน หนุนวิจัยการใช้โปรแกรมเวชศาสตร์วิถีชีวิต เพื่อให้โรคสงบในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ไม่ต้องการอินซูลิน ในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 4

นายแพทย์บัลลังก์ อุปพงษ์ รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นประธานเปิดการประชุมเครือข่ายห้องปฏิบัติการเขตสุขภาพที่ 4, 5 และ 6 ประจำปี 2568 พร้อมเผยผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาภาวะดื้อต่ออินซูลิน: HOMA-IR” สนับสนุนโครงการวิจัย ประสิทธิผลของการใช้โปรแกรมเวชศาสตร์วิถีชีวิตเพื่อให้โรคสงบในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ไม่ต้องการอินซูลินโดยศึกษาในสถานการณ์จริงในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 4 เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 ณ ห้องประชุม อิงธาร รีสอร์ท นครนายก จังหวัดนครนายก โดยมีหน่วยงานด้านการแพทย์สาธารณสุข และเครือข่ายในพื้นที่ร่วมงาน

นายแพทย์บัลลังก์ เปิดเผยว่า โรคเบาหวานชนิดที่ 2 (Type 2 Diabetes) ถือเป็นปัญหาสุขภาพที่มีความสำคัญทั่วโลก ข้อมูลจาก International Diabetes Federation พบว่าปัจจุบันมีผู้ป่วยเบาหวานมากกว่า 537 ล้านคนและมีผู้เสียชีวิตจากโรคเบาหวานมากกว่า 4 ล้านคนต่อปี นอกจากนี้ยังคาดการณ์ว่าในปี 2573 จำนวนผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้นเป็น 643 ล้านคน และอาจพุ่งสูงถึง 783 ล้านคน ในปี 2588  ซึ่งมากกว่า 90% เป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2  ปัจจุบันคนไทยป่วยด้วยโรคเบาหวาน 6.5 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และร้อยละ 40 ไม่ทราบว่าตัวเองป่วย

สำหรับประเทศไทย ปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ โดยในปี 2553 พบการเสียชีวิตจากโรคเบาหวานเฉลี่ยวันละ 19 รายหรือประมาณ 7,000 คนต่อปี นอกจากนี้ยังส่งผลให้เกิดความเสี่ยงโรคแทรกซ้อน เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง ซึ่งเพิ่มโอกาสเสียชีวิตก่อนวัยอันควรถึง  2-4 เท่าเมื่อเทียบกับคนทั่วไป ส่วนข้อมูลจากรายงานสถิติสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข พบอุบัติการณ์โรคเบาหวานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2566 มีผู้ป่วยรายใหม่ เพิ่มขึ้น 3 แสนคนต่อปี ส่วนในปี พ.ศ. 2565 มีผู้ป่วยโรคเบาหวานสะสมจำนวน 3.3 ล้านคนเพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2564 มากถึง 1.5 แสนคน โดยในเขตสุขภาพที่ 4 ซึ่งประกอบด้วย 8 จังหวัด ได้แก่ นครนายก สระบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี นนทบุรี พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง และปทุมธานี  มีผู้ป่วยโรคเบาหวานสะสมจำนวน 331,687 รายและอัตราป่วยโรคเบาหวาน ปี 2565, 2566, 2567 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.24, 7.51, 7.93  ตามลำดับ

ในปีงบประมาณ พ.ศ.2568 กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้มอบหมายให้ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 4 สระบุรี ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์ในส่วนภูมิภาคของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ดูแลรับผิดชอบพื้นที่ในเขตสุขภาพที่ 4 ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัย “ประสิทธิผลของการใช้โปรแกรมเวชศาสตร์วิถีชีวิตเพื่อให้โรคสงบในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ไม่ต้องการอินซูลินโดยศึกษาในสถานการณ์จริงในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 4” โดยตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาระดับของอินซูลิน และกลูโคสในเลือดในขณะอดอาหาร และนำไปคำนวณตามแบบจำลองโฮมีโอสตาซิส (Homeostasis Model Assessment of Insulin Resistance หรือ HOMA-IR) ซึ่งสามารถใช้ในการทำนายภาวะดื้อต่ออินซูลิน ค่า HOMA-IR ที่สูงขึ้นบ่งชี้ถึงภาวะดื้อต่ออินซูลินที่มากขึ้น ใช้เป็นเครื่องมือในการประเมินความเสี่ยงของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งเกิดจากการต้านทานต่ออินซูลิน หรือการผลิตอินซูลินไม่เพียงพอ โดยมักเกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงเช่น โรคอ้วนและการขาดการออกกำลังกาย และใช้เพื่อติดตามผลของการรักษาภาวะดื้อต่ออินซูลิน HOMA-IR สำหรับความต้านทานอินซูลินปกติอยู่ในช่วง 0.7-2

นายแพทย์ไพโรจน์ กวินเลิศวัฒนา รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครนายก กล่าวเพิ่มเติมว่า กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (non-communicable diseases ; NCDs) ก่อผลกระทบทางเศรษฐกิจ ทั้งในด้านภาระค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษาพยาบาลและผลิตภาพของประชากรที่สูญเสียไป โดยมีการประมาณการว่าในระหว่าง พ.ศ. 2554 ถึง 2573 นั้น ต้นทุนของกลุ่มโรค NCDs ต่อสังคมโลกจะมีมูลค่าถึง 46.7 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐหรือคิดเป็นประมาณ 1,401 ล้านล้านบาท หนึ่งในสี่ของประชากรโลกจากกลุ่มโรค NCDs เป็นการเสียชีวิตก่อนวัย 60 ปี สำหรับประเทศไทยนั้น การประเมินความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากโรค NCDs ใน 4 กลุ่มโรคหลักพบว่า มีมูลค่าทั้งสิ้น 198,512 ล้านบาท ซึ่งต้นทุนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 74) เป็นต้นทุน

จากการสูญเสียผลิตภาพจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร การสูญเสียประสิทธิภาพในการทำงานจากการขาดงานของผู้ป่วยและต้นทุนจากการสูญเสียประสิทธิภาพในการทำงานจากการขาดงานของผู้ดูแล องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประมาณการว่า ร้อยละ 11 ของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพทั้งหมดในประเทศไทย ถูกจัดสรรให้กับการดูแลรักษาโรคเบาหวาน ซึ่งใกล้เคียงกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคและคาดการณ์ว่าตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 41 ภายในปี พ.ศ.2573 ซึ่งทำให้สังคมรับภาระจากโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นถึงสองเท่า การเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยเบาหวานและโรคแทรกซ้อนทำให้ระบบสาธารณสุขต้องเผชิญกับความท้าทายในการให้บริการและจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจนำไปสู่ความไม่เสมอภาคในการเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพ ผู้ป่วยเบาหวานมักจะต้องหยุดงานหรือขาดงานบ่อยครั้ง ซึ่งส่งผลให้เกิดการสูญเสียผลิตภาพในตลาดแรงงาน

โครงการวิจัย “ประสิทธิผลของการใช้โปรแกรมเวชศาสตร์วิถีชีวิตเพื่อให้โรคสงบในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ไม่ต้องการอินซูลินโดยศึกษาในสถานการณ์จริงในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 4” มีเป้าหมายเพื่อศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของการรักษาเบาหวานเพื่อให้โรคสงบโดยชุดโปรแกรมเวชศาสตร์วิถีชีวิต (การควบคุมอาหาร  การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด การนอนหลับที่เพียงพอ การหลีกเลี่ยงสารเสพติด ความสัมพันธ์ทางสังคม) กับการรักษาแบบมาตรฐานในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ไม่ต้องการอินซูลินในเขตสุขภาพที่ 4 เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและการลดต้นทุนการรักษาระยะยาว โดยกลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้รับการวินิจฉัยมาไม่เกิน 6 ปี ที่มีความต้องการจะเข้าสู่เบาหวานระยะสงบและมารับบริการที่โรงพยาบาล ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ใน 8 จังหวัด ของเขตสุขภาพที่ 4 จำนวน 14,000 ราย (นครนายก สระบุรี ลพบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง จำนวน 72 อำเภอ ๆ ละ 200 ราย) ซึ่งการตรวจหาภาวะดื้อต่ออินซูลิน ก่อนและหลังการปรับพฤติกรรมของผู้ป่วยโดยใช้โปรแกรมเวชศาสตร์วิถีชีวิต จะเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ ช่วยยืนยันความสำเร็จของโปรแกรมดังกล่าว

นางสิรดา ปงเมืองมูล ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 4 สระบุรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ห้องปฏิบัติการศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 4  สระบุรี ได้ตรวจวิเคราะห์หาค่า HOMA-IR ในผู้ป่วยที่เข้าร่วมโครงการ โดยเป็นการตรวจหาค่าก่อนเริ่มใช้โปรแกรมเวชศาสตร์วิถีชีวิต แล้วทั้งสิ้นจำนวน 3,140 ราย พบค่า HOMA-IR อยู่ในช่วงปกติ 0.7 – 2.049 จำนวน 2,104 ราย ตั้งแต่ 2.05 – 4.99 จำนวน 853 ราย, ตั้งแต่ 5 – 9.99 จำนวน 143 ราย, ตั้งแต่ 10 – 19.99 จำนวน 29 ราย และสูงกว่า 20 จำนวน 11 ราย ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำไปวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลอื่นๆ ภายใต้โครงการต่อไป

120 ปี ‘ศรีบูรพา’ จิตวิญญาณที่ไม่เคยล้าสมัยในมุมมองของ 5 นักคิดชื่อดังของไทย

120 ปี ‘ศรีบูรพา’ จิตวิญญาณที่ไม่เคยล้าสมัยในมุมมองของ 5 นักคิดชื่อดังของไทย

120 ปี ‘ศรีบูรพา’ จิตวิญญาณที่ไม่เคยล้าสมัยในมุมมองของ 5 นักคิดชื่อดังของไทย

วันอังคาร ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เพื่อรำลึกถึง 120 ปีชาตกาล “ศรีบูรพา” หรือ กุหลาบ สายประดิษฐ์ (พ.ศ. 2448-2517) นักคิด นักเขียน และนักสู้ผู้ฝากมรดกทางปัญญาไว้ให้แก่วงการน้ำหมึกและสังคมไทย แบรนด์สิ่งทอชั้นนำของไทยอย่าง “PASAYA” ร่วมกับ “กองทุนศรีบูรพา” จัดงานเสวนา “120 ปี ศรีบูรพา Young Today” ณ PASAYA Flagship Store ชั้น 3 สยามพารากอน พร้อมเปิดตัว​ “กระเป๋าศรีบูรพา” ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากผลงานและจิตวิญญาณของศรีบูรพา ภายใต้แนวคิด “ผืนผ้าที่บอกเล่าเรื่องใจ” คัดเลือกวลีอมตะจากบทประพันธ์ของศรีบูรพานำมาถักทอลงบนเนื้อผ้าอย่างประณีต 

บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างอบอุ่น ท่ามกลางนักคิด นักเขียน และสื่อมวลชนมากมาย ที่มาร่วมฟังเสวนาจากวิทยากรผู้ทรงความรู้จากหลายสาขา ได้แก่ ชมัยภร แสงกระจ่าง, วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์, โตมร ศุขปรีชา, กษิดิศ อนันทนาธร, และจรูญพร ปรปักษ์ประลัย พร้อมลำนำบทกวี  “รำลึกศรีบูรพา” โดย อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ และ อัศวุธ อุปติ กรรมการกองทุนศรีบูรพา  โดยต่างเชื่อมโยงชีวิตและผลงานของศรีบูรพา ทั้งในฐานะนักเขียนและในฐานะปัจเจกบุคคลเข้ากับบริบทของสังคมปัจจุบันได้อย่างลึกซึ้ง สะท้อนถึงตัวตนของศรีบูรพาที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ ความกล้าหาญ เปี่ยมด้วยความรักในเพื่อนมนุษย์ และความปรารถนาที่จะเห็นสังคมที่ดีขึ้น วรรณกรรมของท่านเป็นกระจกสะท้อนสังคม ตลอดจนเครื่องมือในการจุดประกายความคิดแก่ผู้อ่าน ให้ลุกขึ้นมาตั้งคำถามและกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ผ่านเสียงสะท้อนทางความคิดดังนี้

ศรีบูรพาเขียนถึง “ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์” ผ่านความรัก

ในฐานะศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พ.ศ. 2557 ชมัยภร แสงกะจ่าง เริ่มต้นด้วยมุมมองที่ลุ่มลึกและเข้าถึงแก่นของความเป็นมนุษย์ในงานเขียนของศรีบูรพา ความอ่อนโยนและเมตตาที่สะท้อนผ่านตัวละครในนวนิยายเรื่อง “ข้างหลังภาพ” จากตัวละครอย่าง  “นพพร” ชายหนุ่มผู้มีความรู้สึกนึกคิดที่ซับซ้อน และ “ม.ร.ว. กีรติ” ที่เต็มไปด้วยความเมตตาและความเข้าใจในธรรมชาติของความรัก

“ศรีบูรพาแสดงให้เห็นว่าความรักที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องครอบครอง แต่เป็นการเข้าใจและยินดีในความสุขของอีกฝ่าย แต่สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นคือ ศรีบูรพาไม่ได้เขียนแค่เรื่องรัก หากแต่เขียนถึง ‘ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์’ ผ่านมุมมองของความรัก คุณหญิงกีรติเลือกที่จะเก็บงำความรู้สึกไว้ ไม่ใช่เพียงเพราะจารีต แต่เพื่อรักษาศักดิ์ศรีของตนเองและของคนที่เธอรัก ตัวละครของท่านมีชีวิตที่เลือกได้ แม้ในกรอบของสังคมที่จำกัด และนี่คือสิ่งที่ทำให้ผลงานของท่านมีความเป็นสากล” วรรคทองนี้ชวนให้มองถึงเรื่องราวความรักต่างวัย สู่การเคารพในการตัดสินใจและเกียรติของปัจเจกบุคคล ซึ่งเป็นแนวคิดที่ยังคงท้าทายสังคมไทยมาจนถึงปัจจุบัน

ศรีบูรพาคือ “นักสู้ทางความคิด” ที่ใช้ปากกาเป็นอาวุธ

ในฐานะผู้อำนวยการ Thai PBS วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการสารคดี โทรทัศน์ รวมถึงนักเขียนเจ้าของรางวัลศรีบูรพาคนที่ 23 (พ.ศ. 2554) ผู้มีศรีบูรพาเป็นแรงบันดาลใจในการทำงาน วันชัย ยอมรับว่า งานเขียนของศรีบูรพานำพาให้เราท่องโลกกว้างผ่านตัวอักษร เขาเป็นนักเขียนที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ทั้งยังเป็นแบบอย่างที่ดีของนักหนังสือพิมพ์ในทุกยุคสมัย

“เรามักจดจำศรีบูรพาในฐานะนักเขียน แต่เบื้องหลังความอ่อนโยนของภาษา ท่านคือ ‘นักสู้ทางความคิด’ ที่มีปากกาเป็นอาวุธต่อสู้กับความอยุติธรรมในสังคม ชีวิตของท่านตั้งแต่เป็นนักหนังสือพิมพ์ นักเขียน นักกิจกรรมทางสังคม จนถึงการถูกจองจำในคุกถึงสองครั้งคือบทพิสูจน์ว่า อุดมการณ์ที่ยิ่งใหญ่ต้องแลกมาด้วยการเสียสละอันใหญ่ยิ่งเช่นเดียวกัน” ถ้อยคำนี้ฉาบฉายให้เห็นถึง “ราคา” ที่ศรีบูรพาต้องจ่าย เพื่อแลกกับการยืนหยัดในสิ่งที่ตนเชื่อและทำให้ตระหนักว่า เสรีภาพที่เราได้รับในวันนี้ มีหยาดเหงื่อและน้ำตาของนักต่อสู้อย่างท่านเป็นส่วนหนึ่งของมัน

คำว่า “แลไปข้างหน้า” คือการตั้งคำถามกับปัจจุบันอย่างกล้าหาญ

โตมร ศุขปรีชา นักคิดและนักเขียนผู้เฉียบคม ได้เชื่อมโยงอุดมการณ์ของศรีบูรพาเข้ากับโลกยุคใหม่อย่างน่าทึ่ง โตมรเน้นย้ำถึงความกล้าหาญและจุดยืนทางการเมืองของศรีบูรพา ที่สะท้อนให้เห็นว่า ศรีบูรพาเป็นทั้งนักเขียนและนักต่อสู้เพื่อความยุติธรรมและประชาธิปไตย “ศรีบูรพาใช้ชีวิตตามที่เขาเชื่อมั่น ดังที่เขียนไว้ในวรรณกรรม นั่นทำให้งานเขียนของศรีบูรพามีพลังอย่างมาก” คำกล่าวนี้ตอกย้ำให้เห็นถึงความสอดคล้องระหว่างชีวิตจริงและอุดมการณ์อันแน่วแน่ของศรีบูรพา

“นวนิยาย ‘แลไปข้างหน้า’ (ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผลงานที่ดีที่สุดของศรีบูรพา) คือการตั้งคำถามกับปัจจุบันอย่างกล้าหาญ คือการปฏิเสธที่จะยอมจำนนต่อสภาวะที่เป็นอยู่ ถ้าศรีบูรพายังมีชีวิตคงจะไม่ใช่แค่เขียนบทความ แต่ท่านจะตั้งคำถามกับ New Normal ตั้งคำถามกับโครงสร้างอำนาจ และท้าทายให้เรามองไปข้างหน้าเพื่อสร้างสังคมที่ดีกว่า” ด้วยการเป็นคนหนุ่มสาวทางความคิด (Young Today) คือการไม่หยุดตั้งคำถามกับชีวิต และใช้สติปัญญาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความจริงและความเป็นธรรม เฉกเช่นที่ศรีบูรพาได้ทำมาตลอดชีวิต

จากนวนิยายเล่มแรก “สงครามชีวิต” สู่นักเขียนผู้เป็นแรงบันดาลใจ

ในมุมมองของนักวิชาการและกรรมการสภาคณาจารย์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงอย่าง  กษิดิศ อนันทนาธรภาพของศรีบูรพาไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นนักประพันธ์ แต่คือภาพของนักสู้ผู้แน่วแน่ในอุดมการณ์ ที่เติบโตมากับวรรณกรรมของศรีบูรพาและนำไปปรับใช้ในชีวิตจริง เช่น การแจกเป็นของที่ระลึกในงานรับปริญญาและงานแต่งงาน

“หนังสือเล่มแรกของศรีบูรพาที่ผมอ่านคือ ‘สงครามชีวิต’ ทำให้ผมตกหลุมรักการใช้ภาษาและประทับใจงานเขียนของท่านมาตั้งแต่นั้น หนังสือเล่มนี้สะท้อนให้เราเห็นว่าแม้ในสถานการณ์ที่ยากลำบากที่สุด มนุษย์ก็ยังคงต้องรักษาความเป็นตัวเองและคุณค่าที่ยึดถือไว้ อีกเล่มที่ผมชอบคือ ‘จนกว่าเราจะพบกันอีก’ ซึ่งสะท้อนปรัชญาชีวิตได้อย่างลึกซึ้ง ว่าทุกสิ่งล้วนไม่จีรังและคุณค่าของความสัมพันธ์อยู่ที่ความเข้าใจและยอมรับในสิ่งเหล่านั้น”

เขายังกล่าวชื่นชมถึงความทุ่มเทในการแสวงหาความรู้และการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ เพื่อขยายขอบเขตความคิดและนำความรู้มาใช้ในการพัฒนาสังคม “ศรีบูรพาคือต้นแบบของนักอ่านที่ไม่เคยหยุดเรียนรู้ และใช้ความรู้ที่ได้มาเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง” สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและความกระหายในการเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุดของศรีบูรพา

เสน่ห์ในงานของศรีบูรพาคือ “ความตรงไปตรงมา” ในการสื่อสาร

จรูญพร ปรปักษ์ประลัย นักเขียนบทและนักวิจารณ์วรรณกรรมผู้มองเห็นรายละเอียดในงานเขียน ชี้ให้เห็นถึงกลวิธีที่ทำให้งานของศรีบูรพายังคงตรึงใจนักอ่านข้ามยุคสมัย “เสน่ห์ในงานของศรีบูรพาที่หลายคนอาจมองข้ามคือ ‘ความตรงไปตรงมา’ ในการสื่อสารกับคนอ่าน ท่านไม่ประดิษฐ์ประดอยถ้อยคำจนเข้าไม่ถึง แต่ใช้ภาษาที่เรียบง่ายและสวยงามทว่าทรงพลัง เพื่อบอกเล่าความจริงที่ซับซ้อนของชีวิตและสังคมได้อย่างลุ่มลึก ทำให้คนธรรมดาๆ อย่างเราสามารถเชื่อมโยงและเข้าใจอุดมการณ์อันสูงส่งของท่านได้ นี่คือเหตุผลที่ทำให้ท่านยังคง ‘Young’ อยู่ในใจนักอ่านเสมอ”

งานเสวนา “120 ปี ศรีบูรพา Young Today” ชวนให้ระลึกถึงผลงานอันทรงคุณค่าของศรีบูรพา ตลอดจนการใช้ชีวิตที่สอดคล้องกับอุดมการณ์ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นหลังได้อย่างสง่างาม บทเรียนจากศรีบูรพาจึงไม่ใช่แค่วรรณกรรม แต่เป็นบทเรียนของการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ยึดมั่นในอุดมการณ์ และความกล้าหาญที่จะยืนหยัดเพื่อสิ่งที่ถูกต้อง

นอกจากนี้ การนำวรรคทองจากวรรณกรรมชั้นเยี่ยมของศรีบูรพา มาถ่ายทอดลงบน “ กระเป๋าผ้าศรีบูรพา” รังสรรค์โดย PASAYA เปรียบเสมือนการชุบชีวิตให้วรรณกรรมชั้นครูยังคงความคลาสสิค และเป็นส่วนหนึ่งในฉากชีวิตประจำวันของผู้คน เพื่อให้ผลงานของศรีบูรพายังคงส่องทางให้แก่นักอ่านและนักคิดในทุกยุคสมัย

กระเป๋าผ้าศรีบูรพา Woven Art Bag กระเป๋าผ้าทอรุ่นพิเศษนี้ ออกแบบโดย พงศกร มาตกำจร จัดทำขึ้นเพื่อรำลึกครบรอบ 120 ปีศรีบูรพา พร้อมคัดเลือกวลีอมตะจากวรรณกรรมของศรีบูรพานำมาถักทอลงบนกระเป๋าผ้า เพื่อรำลึกถึง “ความรัก ความกล้าหาญ และความงามของจิตวิญญาณมนุษย์”  ราคา 1,400 บาท รายได้ส่วนหนึ่งจำนวน 680 บาทต่อใบ จะถูกนำไปสนับสนุนโครงการ “ยังศรีบูรพา” (Young Sriburapha) เริ่มจำหน่ายแล้วที่ร้าน PASAYA ทั้ง 12 สาขาทั่วประเทศ และช่องทางออนไลน์ของ PASAYA ติดตามได้ที่ https://www.facebook.com/PASAYA.shop