แพทย์ชี้เส้นเลือดขอด ภัยเงียบแต่ร้ายแรง! เสี่ยงแผลเรื้อรัง-เสียขา ไม่รู้ตัว

แพทย์ชี้เส้นเลือดขอด ภัยเงียบแต่ร้ายแรง! เสี่ยงแผลเรื้อรัง-เสียขา ไม่รู้ตัว

แพทย์ชี้เส้นเลือดขอด ภัยเงียบแต่ร้ายแรง! เสี่ยงแผลเรื้อรัง-เสียขา ไม่รู้ตัว

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เริ่มต้นอย่างเป็นทางการแล้วกับแคมเปญ “PRINC Group Fair ตลาดนัดเพื่อคนรักสุขภาพ” กิจกรรมเพื่อสุขภาพประจำปีจากเครือโรงพยาบาล PRINC Group โดยจัดสัมมนาให้ความรู้แก่ประชาชนในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยเปิดเวทีแรกที่ โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ พร้อมหัวข้อสุขภาพสำคัญ “หยุด! แผลเรื้อรังก่อนลุกลาม” นำโดย นายแพทย์หลักชัย วิชชาวุธ ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านหลอดเลือด ที่มาให้ความรู้เกี่ยวกับภัยเงียบจาก “ภาวะหลอดเลือดดำเสื่อมเรื้อรัง” หรือ “เส้นเลือดขอดเรื้อรัง” ซึ่งกำลังคุกคามกลุ่มคนทำงานจำนวนมากในยุคปัจจุบัน

 นายแพทย์หลักชัย วิชชาวุธ ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านหลอดเลือด 

เปิดอาชีพเสี่ยง เส้นเลือดดำเสื่อมโดยไม่รู้ตัว

นพ.หลักชัย เปิดเผยว่า ภาวะหลอดเลือดดำเสื่อมเรื้อรัง (Chronic Venous Insufficiency – CVI) คือภาวะที่ลิ้นในหลอดเลือดดำทำงานผิดปกติ ทำให้เลือดไม่สามารถไหลกลับสู่หัวใจได้ตามปกติ จึงเกิดการคั่งของเลือดบริเวณขา ซึ่งหากปล่อยไว้นาน จะพัฒนาเป็นแผลเรื้อรัง หรือในกรณีรุนแรงอาจถึงขั้นต้องตัดขา โดยกลุ่มอาชีพที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ผู้ที่ต้องยืนหรือนั่งนาน เช่น พนักงานออฟฟิศ, พนักงานขาย, พยาบาล, ศัลยแพทย์, พนักงานเสิร์ฟ และคนขับรถ รวมถึงผู้ที่มีประวัติเส้นเลือดขอดในครอบครัว และผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือไม่ออกกำลังกาย

สัญญาณเตือนสำคัญ อย่านิ่งเฉย

นพ.หลักชัย แนะนำให้ประชาชนสังเกตอาการเบื้องต้น ได้แก่ ขาหนัก ปวดแน่นน่อง โดยเฉพาะช่วงเย็น ขาบวม หรือเป็นตะคริวบ่อย เส้นเลือดโป่งพอง หรือเห็นเส้นเลือดคล้ายใยแมงมุม และพบว่าผิวคล้ำบริเวณข้อเท้า หรือเริ่มเป็นแผลเรื้อรัง

แนวทางป้องกัน และรักษา หลีกเลี่ยงการนั่งหรือยืนนานโดยไม่ขยับตัว ควรลุกเดินหรือยืดขาทุก 30-60 นาทีใส่ถุงน่องทางการแพทย์สำหรับผู้ที่เริ่มมีอาการ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการเดินหรือว่ายน้ำ ควบคุมน้ำหนัก ดื่มน้ำเพียงพอ และเลี่ยงบุหรี่ ในรายที่มีอาการรุนแรง ควรเข้ารับการตรวจและรักษาอย่างเหมาะสม โดยแพทย์อาจพิจารณาการใช้ยา การฉีดหลอดเลือด หรือการผ่าตัดหากจำเป็น 

สำหรับชาวนครสวรรค์ที่พลาดงาน โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ ยังเปิดโอกาสให้เข้าร่วมงานสัมมนาให้ความรู้สุขภาพอีกครั้ง ในวันที่ 19 กรกฎาคม  2568 เวลา 9.00-12.00 น. เรื่องกระดูกหักจากอุบัติเหตุและกีฬา รักษาได้ แนะนำการพยาบาลเบื้องต้นก่อนถึงมือหมอ และเพลิดเพลินช้อปปิ้งตลาดนัดสินค้าเพื่อสุขภาพ พิเศษ! สำหรับลูกค้าเก่า เพียงเข้าร่วมงานรับทันที คูปองส่วนลด 500 บาท (จำนวนจำกัด) ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ้ก โรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ นครสวรรค์ หรือโทร 056-000-111

อย่างไรก็ตาม PRINC Group ยังสานต่อกิจกรรมเพื่อสุขภาพทั่วประเทศ ภายใตแคมเปญ  “PRINC Group Fair ตลาดนัดเพื่อคนรักสุขภาพ” จะทยอยจัดในโรงพยาบาลเครือพริ้นซ์ทั่วประเทศ ทั้งงานสัมมนาให้ความรู้ด้านสุขภาพเจาะลึก หัวข้อเฉพาะทาง พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าร่วมตรวจสุขภาพเบื้องต้นโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อส่งเสริมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและเข้าถึงการรักษาได้อย่างทันท่วงที และโปรโมชั่น One Price (รวมค่าบริการแล้ว) และส่วนลดมากมาย ตลอดเดือนกรกฎาคม 2568

ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โรงพยาบาลในเครือ PRINC Group ใกล้บ้าน หรือดูรายละเอียดแคมเปญได้ที่เฟซบุ้ก PRINC Group และสายด่วนสุขภาพ 1208

Under Armour สร้างคอมมิวนิตี้คนรุ่นใหม่สายฟิต เปิดตัวแคมเปญวิ่ง ‘I Run but I’m not a Runner’

Under Armour สร้างคอมมิวนิตี้คนรุ่นใหม่สายฟิต เปิดตัวแคมเปญวิ่ง ‘I Run but I’m not a Runner’

Under Armour สร้างคอมมิวนิตี้คนรุ่นใหม่สายฟิต เปิดตัวแคมเปญวิ่ง ‘I Run but I’m not a Runner’

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Under Armour (อันเดอร์ อาร์เมอร์) เปิดตัวแคมเปญซีรีส์กิจกรรมวิ่งสุดยิ่งใหญ่ “I Run but I’m not a Runner” เพราะการวิ่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันสำหรับทุกคนได้ ไม่ว่าจะเป็นนักวิ่งมืออาชีพหรือแค่อยากเริ่มต้นขยับร่างกาย แคมเปญ 5 ครั้งสไตล์นี้จะพาผู้เข้าร่วมไปสัมผัสการวิ่งใน 5 ประสบการณ์หมู่ พร้อมสร้างคอมมูนิตี้คนรุ่นใหม่ที่รักการใช้ชีวิตแบบแอคทีฟไปด้วยกัน ตลอดเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม นี้

กิจกรรมแรกได้เปิดฉากความมันส์ไปแล้วอย่างเป็นทางการเมื่อเร็วๆ นี้  กับ “The Yacht Celebration” ที่ปลุกเหล่าสายฟิตให้มารวมตัวกันตั้งแต่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น นัดพบกัน ณ อาคารไปรษณีย์กลางบางรัก วิ่งไปตามเส้นทางบางรัก-สาทร ชมเมืองกรุงเทพฯ ในยามเช้า และปิดท้ายด้วยการขึ้นเรือยอร์ชสุดหรูฉลองวันใหม่ ไปกับ Under Armour สร้างบรรยากาศแห่งความประทับใจหลังการวิ่ง 5K ด้วยดีเจคลอเสียงเพลง และอาหารเช้า รับกับวิววัดอรุณและแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีเหล่าอินฟลูเอนเซอร์และเซเลบริตี้ อาทิ ไวท์ ณวัชร์, ฮง Bangkokboy, น้ำมนต์ กฤตนัย รวมไปถึง Friends of UA และผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

เทพฤทธิ์ ไรวินท์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาด บริษัท ยูเอ สปอร์ต ประเทศไทย กล่าวถึงแคมเปญนี้ว่า “ที่ Under Armour เราเชื่อว่า การวิ่งไม่ได้เป็นเพียงแต่เป็นการออกกำลังกายอีกต่อไป แต่คือการสร้างคอมมูนิตี้และไลฟ์สไตล์ที่ทุกคนเข้าถึงได้ กิจกรรมแคมเปญซีรีส์ ‘I Run but I’m not a Runner’ จึงเป็นบทพิสูจน์ที่เราอยากให้ทุกคนได้สัมผัสประสบการณ์วิ่งในรูปแบบที่หลากหลาย สร้างทั้งประสบการณ์ดีๆ รอยยิ้ม และได้ปลดปล่อยตัวตนสุดขีดไปกับ Under Armour”

Under Armour ยังจัดเต็มอีก 4 กิจกรรมสุดพิเศษ ที่จะจัดขึ้นทุกวันเสาร์ตลอดเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม ให้ผู้เข้าร่วมทุกคนได้ออกไปสัมผัสประสบการณ์การวิ่งที่แตกต่างในแต่ละอีเวนต์: 12 กรกฎาคม : UA Dawn of Coffee Run ณ F.I.X. Sarasin & The Lazy Bunch วิ่งรับแสงยามเช้าไปตามเส้นทางสวนเบญจกิติพร้อมปลดปล่อยพลังไปกับบีทสุดมันส์ของ DJ Rhun ร่วมด้วย เจนิส BNK48, เนย BNK48 แรปเปอร์ขวัญใจคนรุ่นใหม่ Nicecnx และเหล่าอินฟลูเอนเซอร์อีกมาก ตบท้ายการวิ่งกันด้วยปาร์ตี้ยามเช้า จิบกาแฟเคล้าเสียงเพลง เริ่มต้นวันใหม่ด้วยพลังงานดี ๆ กับเสียงเพลง

19 กรกฎาคม: UA x Brew Run Club การร่วมมือครั้งพิเศษระหว่าง Under Armour และคลับวิ่งยอดนิยมอย่าง Brew Run Club ณ โรงแรม Marriott Executive โดยครั้งนี้จะท้าทายความสามารถในการวิ่งแนว Vertical Run พาขึ้นอาคารจอดรถ 8 ชั้น ต่อด้วยเซสชัน HIIT Workout สุดมันส์กลางสวน ซึ่งออกแบบเพื่องานนี้โดยเฉพาะ

26 กรกฎาคม: Rhythm and Race with 22 Bullets ณ Phill Club ค่ำคืนแห่งประวัติศาสตร์ที่ไม่ควรพลาด Under Armour จัดปาร์ตี้วิ่งสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ให้คนรุ่นใหม่ได้มาสลัดความเหนื่อยล้าไปพร้อมกับ DJ ชื่อดังระดับโลก 22 Bullets (อันดับที่ 74 ของโลก) ที่จะมาเปิดตัว New Track ครั้งแรกของโลกในงานนี้เท่านั้น

2 สิงหาคม: The Finish Line Run with Joss Way-ar ปิดท้ายแคมเปญอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการเปิดตัว “จอส เวอาห์” นักแสดงชื่อดังแห่งยุค ในฐานะ Under Armour Ambassador คนล่าสุดที่จะมาชวนวิ่งไปพร้อมกันมุ่งหน้าสู่ Under Armour Flagship Store ณ ห้างสรรพสินค้าสยามเซ็นเตอร์ พร้อมรับสิทธิพิเศษส่วนลดสุดพิเศษเมื่อซื้อสินค้าจาก Under Armour เพื่อให้คุณได้เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์คุณภาพเข้ากับไลฟ์สไตล์สายแอคทีฟ

Under Armour พร้อมสนับสนุนทุกเส้นทางการวิ่ง ด้วยเทคโนโลยี UA HOVR™ โดดเด่นด้วยโฟมรองรับแรงกระแทกที่มีความนุ่มนวลแต่ยังคงให้การตอบสนองที่ยอดเยี่ยม ช่วยให้ทุกย่างก้าวเปี่ยมไปด้วยพลังและช่วยลดแรงกระแทกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“I Run but I’m not a Runner” เป็นแคมเปญล่าสุดจาก Under Armour Thailand ที่มุ่งสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนได้เริ่มต้นวิ่งในแบบของตัวเอง เพราะการวิ่งเป็นมากกว่าการออกกำลังกาย และไม่ว่าเส้นชัยของแต่ละคนจะอยู่ที่ใด ระยะทางจะยาวหรือสั้นเพราะสิ่งที่สำคัญคือการได้วิ่งในแบบของตัวเอง พร้อมสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำ ผ่านการผสานระหว่างกิจกรรมสร้างสรรค์ นวัตกรรมรองเท้าวิ่ง และคอมมูนิตี้ของคนรักการออกกำลังกาย โดยมี Under Armour ที่พร้อมเคียงข้างในทุกย่างก้าว เพื่อให้ทุกเส้นทางของคุณเต็มไปด้วยพลัง ความสนุกสนาน และความเป็นตัวเองอย่างแท้จริง

ผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ กับแคมเปญ “I Run but I’m not a Runner” ผ่านแอปพลิเคชัน UA Rewards โดยใช้คะแนนแลกรับสิทธิ์ เริ่มตั้งแต่ 100 แต้มขึ้นไป (ผู้ที่ดาวน์โหลดจะได้รับ 100 แต้มหลังสมัคร) และเลือกกิจกรรมที่สนใจ สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน UA Rewards ได้ทั้งระบบ iOS และ Android: onelink.to/ua-rewards หรือติดตามรายละเอียดข่าวสารและกิจกรรมต่าง ๆ ของ Under Armour ได้ที่ Line Official: @underarmourth และ Facebook: Under Armour Thailand

‘ต้อหิน’ โรคตาที่ไม่สัญญาณเตือน อาการน้อยแต่เสี่ยง ‘ตาบอดถาวร’

‘ต้อหิน’ โรคตาที่ไม่สัญญาณเตือน อาการน้อยแต่เสี่ยง ‘ตาบอดถาวร’

‘ต้อหิน’ โรคตาที่ไม่สัญญาณเตือน อาการน้อยแต่เสี่ยง ‘ตาบอดถาวร’

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในชีวิตประจำวันที่เราพึ่งพาการมองเห็นแทบตลอดเวลา กลับมีโรคหนึ่งที่อาจคืบคลานเข้ามาแบบไม่รู้ตัว และส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร นั่นคือ “ต้อหิน” หนึ่งในสาเหตุสำคัญของการตาบอดถาวรทั่วโลก และที่น่ากังวลคือ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่รู้ตัวจนกระทั่งการมองเห็นเริ่มแคบลงหรือเสียไปแล้ว

ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิงกิติยา รัตนวงศ์ไพบูลย์ จักษุแพทย์ชำนาญด้านต้อหิน โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า ต้อหิน (Glaucoma) เป็นโรคที่เกิดจากความเสียหายต่อเส้นประสาทตา ซึ่งส่วนใหญ่มีความสัมพันธ์กับความดันในลูกตาที่สูงเกินไป หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้

อาการของต้อหินจะไม่มีอาการหรือสัญญาณปรากฏเด่นชัดในตอนแรก และจะเกิดอาการแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับชนิดของต้อหิน ได้แก่ ต้อหินมุมเปิด (Primary Open-Angle Glaucoma) ชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากการอุดตันของช่องระบายน้ำหล่อเลี้ยงภายในตา แม้มุมระบายจะเปิดอยู่ ทำให้ความดันในลูกตาสูงขึ้นอย่างช้าๆ โดยไม่แสดงอาการใด ๆ จนกว่าการมองเห็นรอบข้างจะเริ่มแคบลงเรื่อย ๆ ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษา อาจนำไปสู่การตาบอดถาวรได้

ผศ.พญ. กิติยา รัตนวงศ์ไพบูลย์

ต้อหินมุมปิด (Angle-Closure Glaucoma) เกิดจากมุมระบายน้ำในลูกตาถูกปิด ทำให้น้ำในตาไม่สามารถระบายออกได้ ซึ่งมีทั้งชนิดเรื้อรังและเฉียบพลัน หากเป็นชนิดเฉียบพลัน ความดันตาจึงพุ่งสูงทันที ส่งผลให้เกิดอาการปวดตา ตาแดง ตามัว เห็นแสงรุ้งรอบดวงไฟ คลื่นไส้ และอาเจียน ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

ต้อหินชนิดความดันตาปกติ (Normal-Tension Glaucoma)  แม้ความดันตาอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่เส้นประสาทตากลับถูกทำลาย โดยมักเกี่ยวข้องปัจจัยอื่นๆ นอกเหนือจากเรื่องของความดันตา เช่น การไหลเวียนของเลือดที่ไม่ดี หรือภาวะหลอดเลือดผิดปกติ ผู้ป่วยอาจไม่รู้ตัวจนกระทั่งเกิดการสูญเสียการมองเห็น

ต้อหินทุติยภูมิ (Secondary Glaucoma) เกิดจากโรคหรือปัจจัยอื่น เช่น การอักเสบในตา อุบัติเหตุทางตา ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน หรือการใช้ยาสเตียรอยด์ต่อเนื่อง เป็นต้น ส่งผลให้ความดันตาสูงขึ้นและทำลายเส้นประสาทตา

ต้อหินในเด็ก (Congenital Glaucoma) พบในทารกหรือเด็กเล็ก เกิดจากความผิดปกติของระบบระบายน้ำในลูกตาตั้งแต่กำเนิด มีอาการลูกตาขนาดใหญ่ น้ำตาไหลมาก กลัวแสง และกระจกตาขุ่น ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาโดยเร็ว

การวินิจฉัยโรคต้อหิน จักษุแพทย์จะเริ่มจากการวัดความดันภายในลูกตา ตรวจดูขั้วประสาทตา และโครงสร้างภายในตาด้วยเครื่องมือเฉพาะ หากพบความผิดปกติหรือสงสัยว่าเป็นต้อหิน อาจมีการตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจลานสายตาเพื่อประเมินการทำงานของเส้นประสาทตา และการตรวจดูมุมตาเพื่อจำแนกชนิดของต้อหิน

การรักษาต้อหินมักต้องดูแลต่อเนื่องตลอดชีวิต ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่การรักษาจะเป็นการประคับประคองเพื่อไม่ให้ประสาทตาถูกทำลายมากขึ้น และเพื่อคงการมองเห็นที่มีอยู่ให้นานที่สุด ซึ่งการรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิดของโรคต้อหินและระยะของโรคที่เป็นอยู่ดังนี้

การรักษาต้อหินโดยใช้ยา เป็นรูปแบบของยาหยอดตา ที่จะช่วยลดการสร้างน้ำในลูกตา หรือช่วยให้น้ำในลูกตาระบายออกได้ดีขึ้น เพื่อลดความดันตา หลังจากนั้นแพทย์จะนัดติดตามอาการเรื่อยๆ เพื่อดูอาการและภาวะแทรกซ้อน หากรักษาวิธีนี้แล้วไม่ดีขึ้น แพทย์อาจพิจารณาให้รักษาด้วยการใช้เลเซอร์ร่วมด้วย

การรักษาต้อหินด้วยเลเซอร์ มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดความดันภายในลูกตา โดยช่วยให้ของเหลวภายในตาไหลเวียน หรือระบายออกได้ดีขึ้น ซึ่งชนิดของเลเซอร์ที่ใช้จะขึ้นอยู่กับชนิดของต้อหินที่ผู้ป่วยเป็น โดยแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก ดังนี้

1.ต้อหินมุมปิด (Angle-closure glaucoma) ในกรณีนี้ จักษุแพทย์จะใช้เลเซอร์ชนิดที่เรียกว่า Laser Peripheral Iridotomy (LPI) ยิงเลเซอร์เจาะรูขนาดเล็กบนม่านตา เพื่อสร้างช่องทางใหม่ให้ของเหลวในลูกตาสามารถไหลผ่านได้อย่างสะดวกมากขึ้น วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดต้อหินมุมปิดเฉียบพลัน หรือในผู้ที่มีมุมระบายน้ำแคบจากโครงสร้างทางกายภาพของตา

2.ต้อหินมุมเปิด (Primary Open-Angle Glaucoma) ในผู้ป่วยกลุ่มนี้ จะใช้เลเซอร์ที่เรียกว่า Selective Laser Trabeculoplasty (SLT) ซึ่งเป็นการยิงเลเซอร์พลังงานต่ำไปยังบริเวณมุมระบายน้ำของลูกตา (trabecular meshwork) เพื่อกระตุ้นการทำงานของเซลล์บริเวณนั้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำภายในตา ลดความดันตาได้โดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อข้างเคียง ซึ่งมักใช้ในกรณีที่ยาหยอดตาควบคุมความดันตาได้ไม่ดีพอ หรือเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่สามารถใช้ยาหยอดตาได้ต่อเนื่อง

หากการใช้ยาและเลเซอร์ไม่สามารถควบคุมความดันในตาได้ แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดเพื่อลดความดันภายในลูกตา ป้องกันไม่ให้เส้นประสาทตาถูกทำลายเพิ่มเติม โดยมีวิธีหลักๆ ดังนี้ Trabeculectomy เป็นการเปิดช่องระบายน้ำใหม่ในดวงตา ช่วยให้น้ำหล่อเลี้ยงไหลออกได้ดีขึ้น ลดความดันตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ Glaucoma Drainage Device Surgery แพทย์จะใส่ท่อระบายน้ำขนาดเล็กในลูกตา เชื่อมต่อกับบริเวณใต้เยื่อบุตาขาว เหมาะสำหรับผู้ที่ความดันตาสูงมากหรือผ่าตัดวิธีอื่นไม่สำเร็จ Minimally Invasive Bleb Surgery เป็นการผ่าตัดที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ โดยใส่ท่อระบายชนิดพิเศษขนาดเล็กและยืดหยุ่น เพื่อช่วยให้น้ำในตาระบายออก ลดความดันตา ฟื้นตัวไว และเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนน้อย

ทั้งนี้ ต้อหินเป็นโรคตาที่เป็นภัยมืด มักไม่มีอาการเตือนในระยะแรก หากตรวจพบช้าอาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้ การตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี หรืออายุมากกว่า 35 ปีในกรณีมีประวัติคนในครอบครัวเป็นต้อหิน จึงเป็นวิธีสำคัญในการป้องกันและตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะแรก

Puppy Yoga โยคะกับเหล่าสุนัขตัวน้อย บาลานซ์ร่างกาย ปลุกพลังใจ และส่งต่อพลังบวกไปด้วยกัน

Puppy Yoga โยคะกับเหล่าสุนัขตัวน้อย บาลานซ์ร่างกาย ปลุกพลังใจ และส่งต่อพลังบวกไปด้วยกัน

Puppy Yoga โยคะกับเหล่าสุนัขตัวน้อย บาลานซ์ร่างกาย ปลุกพลังใจ และส่งต่อพลังบวกไปด้วยกัน

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เติมพลังให้ร่างกายและรีเฟรชจิตใจกับกิจกรรมสุดพิเศษ Puppy Yoga ที่ เดอะ ปาร์ค (The PARQ) ร่วมกันกับ Mind Over Matters ชวนทุกคนมาสัมผัสประสบการณ์ สร้างโมเมนต์ดี ๆ ร่วมกัน ฉลองเดือนแห่งการส่งเสริมสุขภาวะทางสังคม (Social Wellness Month) ผ่านกิจกรรมโยคะกับเหล่าสุนัขตัวน้อย ที่ เสริมสร้างความสมดุลทั้งร่างกายและจิตใจภายใต้คอนเซ็ปต์ Life Well Balanced เชื่อมต่อความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในบรรยากาศอบอุ่นหัวใจ พร้อมสัมผัสความน่ารักของเหล่าสุนัข ในวันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม 2568

เชื่อมสุขภาพกาย และสุขภาพใจ ผ่านกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ได้แก่ Puppy Yoga (45 นาที) คลาสโยคะแบบผ่อนคลาย โฟกัสทุกการเคลื่อนไหวไปพร้อมกับความน่ารักสดใสของเหล่าสุนัขตัวน้อย ที่พร้อมให้คุณมาเล่นด้วย Craft Your Calm Workshop (30 นาที) เวิร์กชอปเรื่องกลิ่นบำบัด โดย JAZZZ ที่ชวนคุณค้นหากลิ่นเฉพาะตัว และสร้างเจลอาบน้ำที่ดูแลทั้งกายและใจในแบบของคุณ 

มาให้ตัวเองได้หยุดพัก และรับพลังดีๆ ผ่านกิจกรรม Puppy Yoga ที่จะเติมเต็มบาลานซ์ทั้งกายและใจได้อย่างแท้จริง จำกัดสิทธิ์เพียง 25 ที่เท่านั้น ในวันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม 2568 เวลา 10.00น. – 12.00น. ที่ BAB Café ชั้น 3 The PARQ Life (MRT ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ทางออก 2) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และ สำรองที่นั่ง ได้ที่ Line ID: @puppyyogabkk

ติดตามข่าวสารล่าสุดและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับงาน “Puppy Yoga” ได้ที่ Line OA: @The PARQ Facebook: The PARQ Instagram: @THEPARQBKK   Website: www.theparq.com โทร. 02-080-5700

Bangkok Art Auction จัดประมูลศิลปะ ‘The Prime Platinum’ นำผลงานจาก 6 ศิลปินชั้นครูของไทย ร่วมประมูล

Bangkok Art Auction จัดประมูลศิลปะ ‘The Prime Platinum’ นำผลงานจาก 6 ศิลปินชั้นครูของไทย ร่วมประมูล

Bangkok Art Auction จัดประมูลศิลปะ ‘The Prime Platinum’ นำผลงานจาก 6 ศิลปินชั้นครูของไทย ร่วมประมูล

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กลับมาอีกครั้งกับงานประมูลครั้งสำคัญสำหรับนักสะสมและคนรักศิลปะ Bangkok Art Auction (บางกอก อาร์ตอ็อกชั่น) จัดงานประมูลศิลปะภายใต้ชื่อ “The Prime Platinum” (เดอะ ไพร์ม แพลตินัม) เปิดประสบการณ์งานประมูลศิลปะ ครั้งแรกของประเทศไทยที่มีผลงานระดับไอคอนิคจากศิลปินชั้นครูทั้ง 6 ท่าน ได้แก่ ถวัลย์ ดัชนี, นที อุตฤทธิ์, อังคาร กัลยาณพงศ์, เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์, ชาติชาย ปุยเปีย และ ทวี นันทขว้าง มาปรากฏบนเวทีประมูลเดียวกัน คัดสรรผลงานศิลปะโดดเด่นที่มีเอกลักษณ์ทรงคุณค่าหาชมได้ยาก และมีมูลค่ารวมกันสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาในวงการประมูลศิลปะไทย  

เสริมคุณ คุณาวงศ์ ประธานบางกอก อาร์ต อ๊อกชั่น

The Prime Platinum ผลงานที่เข้าร่วมประมูลทั้งหมดล้วนเป็นที่สุดมีความพิเศษในแง่มุมต่างๆ และน่าหลงใหล เตรียมประมูลในวันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม 2568 เวลา 14.00 น พร้อมจัดแสดงนิทรรศการให้ชมก่อนอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่วันที่ 11–20 กรกฎาคม 2568 เวลา 10.00 น. – 18.00 น. ณ บ้านพิพิธภัณฑ์คุณาวงศ์ ซอยลาดพร้าว 54 โดยมีชิ้นงาน 77 ผลงาน แบ่งเป็น ระดับมาสเตอร์พีซ จำนวน 6 ชิ้น ตามด้วยการประมูล The Prime อีกจำนวน 51 ชิ้น และขายแบบไพรเวทเซลล์ 20 ชิ้น

เสริมคุณ คุณาวงศ์ ประธานบางกอก อาร์ต อ๊อกชั่น กล่าวว่า นับเป็นการรวมงานชิ้นเยี่ยมที่มีราคาสูงครั้งสำคัญที่สุดของไทย ตอบรับกระแสความตื่นตัวในการสะสมงานศิลปะทั้งในฐานะชิ้นงานทางสุนทรียะภาพ และทางเลือกด้านการลงทุน ภาพรวมการลงทุนในศิลปะทั่วโลกในปี 2024 มีมูลค่ารวมถึง 1.88 ล้านล้านบาท โดยประเทศที่มีกำลังซื้อสูงคือ สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐประชาชนจีนและอังกฤษ ส่วนในเอเชียประเทศที่มีกำลังซื้อสูงอันดับต้นๆ คือ ญี่ปุ่นและเกาหลี ขณะที่ความตื่นตัวในแวดวงศิลปะของประเทศแถบอาเซียนก็แสดงออกสะท้อนจากจำนวนชิ้นงานที่ขายได้ มูลค่าการประมูลที่สูงขึ้น และจำนวนผู้สะสมงานที่มากขึ้นทั้งในสิงคโปร์,อินโดนีเซีย และเวียดนาม ส่วนในประเทศไทยมีความตื่นตัวเป็นลำดับตลอด 5 ปีที่ผ่านมา พร้อมๆ กับการขยายตัวของสินค้าที่เชื่อมโยงกับศิลปะ เช่น ภาพพิมพ์ offset และ Art Toy เป็นแรงหนุนให้ตลาดศิลปะขยายไปสู่คนวงกว้างอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ใบหน้าแผ่นดิน” โดย ถวัลย์ ดัชนี

“Venus” โดย นที อุตฤทธิ์

“กนกรุขชาติ” โดย อังคาร กัลป์ยาณพงศ์

ผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่เข้าร่วมประมูล จำนวน 6 ชิ้น มีดังนี้ “ใบหน้าแผ่นดิน” โดย ถวัลย์ ดัชนี งานระดับมาสเตอร์พีซที่ อ.ถวัลย์เขียนขึ้นอย่างประณีตในปี 2012 เป็นการเขียนแบบจัดเต็มด้วยเทคนิคสีน้ำมันและปิดทองบนผ้าใบขนาด 1.50 × 2.00 เมตร รูปแสดงถึงความมีพลังดุดันแต่ซ่อนความอ่อนไหว นุ่มนวล เห็นได้จากตาของนก เขี้ยวของเสือหรือเขี้ยวฉลามซึ่งมีพลังและความดุดัน แต่เส้นสายแห่งพลังที่อาจารย์ถวัลย์เขียนกลับเต็มไปด้วยความนุ่มนวลและอ่อนไหว จากรูปจั๊กจั่นสร้างความรื่นเริงน่ารักท่ามกลางเรื่องต่างๆ ของสรรพสัตว์บนโลกมีความสงบและความเมตตา ซึ่ง อ.ถวัลย์ได้ถ่าย ทอดบนใบหน้าของพระพุทธองค์ รูปเขียนอันทรงคุณค่าชิ้นนี้เริ่มต้นประมูลที่ 10,000,000 บาท, “Venus” โดย นที อุตฤทธิ์ ผลงานในยุคคลาสสิคของศิลปินร่วมสมัยลือนามของไทยที่มีสถิติบันทึกการประมูลในระดับนานาชาติต่อเนื่องถึง 10 ปี งานชิ้นนี้สร้างในปี 2004 เป็นหนึ่งใน movement สำคัญต่อเนื่องจากงานชุด Silent Laughing of Monsters ซึ่งเป็นชุดงานที่ศิลปินเขียนถึงชิ้นงานคลาสสิคของศิลปะตะวันตก ใช้เทคนิคราดสีเคลือบไม้ลงบนชิ้นงานที่เขียนอย่างสมบูรณ์แล้วเพื่อสร้างร่องรอยคั่นกลางระหว่างชิ้นงานกับผู้ชม ชิ้นงานขนาด 1.20 x 1.70 เมตร เริ่มประมูลที่ 4,500,000 บาท, “กนกรุขชาติ” โดย อังคาร กัลยาณพงศ์ ชิ้นงานสีฝุ่นบนผ้าใบที่เป็น rare item ของ อ.อังคารอย่างแท้จริง ชิ้นงานขนาด 0.75 x 1.08 เมตร สร้างขึ้นในปี 1997 เป็นงานชิ้นเยี่ยมหนึ่งใน 4 ของชุดผลงานที่มีความสำคัญและเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในงานเขียนเกี่ยวกับพืชพันธุ์แห่งสวรรค์ ด้วยเส้นสาย สี และเทคนิคเฉพาะตัวอันทรงคุณค่า เริ่มต้นประมูลที่ 2,900,000 บาท, “มังกรในจินตนาการ” โดย เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ งานเขียนสัตว์มงคลชิ้นนี้เป็นจินตนาการของอาจารย์ที่รวมเอาความยิ่ง ใหญ่ของมังกรเข้ากับความศักดิ์สิทธิ์ของพญานาค ประกอบร่างเป็นรูปสัตว์มงคลองค์นี้ เทคนิคอะคริลิคและดินสอบนผ้าใบขนาด 64.5 x 89.5 เซนติเมตร บนโทนสีอ่อนเบาตา เริ่มต้นประมูลที่ 2,200,000 บาท,“Still Life”โดย ชาติชาย ปุยเปีย ผลงานยุคคลาสสิคของศิลปินร่วมสมัยคนสำคัญของไทยที่สร้างขึ้นเมื่อ 17  ปีที่แล้ว ด้วยสโตรกอันฉกาจฉกรรจ์ ในวัยหนุ่มเมื่อศิลปินสร้างผลงานระดับ ท็อปฟอร์มบนผ้าใบขนาด 1.00 x 2.00 เมตร กับเทคนิคสีน้ำมัน แว็กซ์และเทคนิคปิดทอง งานชุดดอกไม้เป็นหนึ่งในงานหายากของศิลปิน เริ่มต้นประมูลที่ 3,200,000 บาท ,“Untitled” โดย ทวี นันทขว้าง ศิลปินแลนด์สเขปและหุ่นนิ่งที่มีสีสันและบรรยากาศเฉพาะตัวกับงาน Landscape realisticในยุคคลาสสิคที่สร้างขึ้นในปี 1978 อันทรงคุณค่า ขนาด 60 x 90 เซนติเมตร เริ่มต้นประมูลที่ 2,400,000 บาท

“Still Life” โดย ชาติชาย ปุยเปีย

“มังกรในจินตนาการ” โดย เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์

“Untitled” โดย ทวี นันทขว้าง

ในงานประมูลครั้งนี้ นอกจากผลงานจากศิลปินไทยระดับมาสเตอร์พีซแล้วยังประกอบด้วยผลงานการประมูลThe Prime ซึ่งมีศิลปะของศิลปินชั้นนำหลากหลายเข้าร่วม ทั้งผลงานสีพลาสเทลของจักรพันธุ์ โปษยกฤต งาน Abstract ระดับคุณภาพของประเทือง เอมเจริญ ชิ้นงานยุคต้นของพินรี สัณฑ์พิทักษ์ งานไอคอนิกของ Alex Face งานชิ้นอลังการของ 2Choeyภาพพิมพ์ Murakami ที่ราคาเริ่มต้นเพียง 30,000 บาท รวมไปถึงบรัชเวิร์คทรงพลังของถวัลย์ ดัชนี บนพื้นแดงที่หาได้ยาก สำทับด้วยงานไพรเวทเซลล์หลากหลายระดับราคาจำนวน 21 ชิ้น อีกด้วย

ตามรอยวิถีชีวิตสาย Healthspan กับโครงการปันสุข ค้นสูตรลับภูมิปัญญาท้องถิ่น คำตอบของชีวิตยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี

ตามรอยวิถีชีวิตสาย Healthspan กับโครงการปันสุข ค้นสูตรลับภูมิปัญญาท้องถิ่น คำตอบของชีวิตยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี

ตามรอยวิถีชีวิตสาย Healthspan กับโครงการปันสุข ค้นสูตรลับภูมิปัญญาท้องถิ่น คำตอบของชีวิตยืนยาวอย่างมีสุขภาพดี

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

การมี “อายุยืน” (Lifespan) คือการมีชีวิตที่ยาวนาน  แต่การมี “ช่วงเวลาที่ยืนยาวพร้อมสุขภาพดี” (Healthspan) ต่างหาก ที่ทำให้แต่ละวัน “มีความหมาย”

บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและหน่วยงานการศึกษา ได้แก่ มูลนิธิแสงสิทธิการ (เพื่อคุณภาพชีวิต), สมาคมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพไทย (สครท.), ศูนย์อนามัยที่ 1 เชียงใหม่ กระทรวงสาธารณสุข และวิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขอร่วมเป็นพลังเล็กๆ ในการต่อยอดแนวคิด Healthspan ให้เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย ผ่าน “โครงการปันสุข” ที่ไม่ได้เพียงมุ่งเน้นการลงพื้นที่เพื่อเรียนรู้วิถีชุมชน หากแต่เป็นการเปิดประตูสู่ “ขุมทรัพย์แห่งภูมิปัญญา” ที่บรรพบุรุษได้ฝากไว้ในรูปแบบวิถีชีวิตเรียบง่าย สมดุล และมีความสุข โครงการนี้ได้เชิญชวนตัวแทนนักธุรกิจแอมเวย์ และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เดินทางไปร่วมค้นหา “คำตอบของการมีชีวิตที่ดี” ผ่านการใช้เวลาอยู่กับ 3 ชุมชนต้นแบบ ด้วยแนวคิดการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย

แต่บาลานซ์ 4 ไลฟ์สไตล์ ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติที่มาจากแนวคิด Blue Zones ของ Dan Buettner นักสำรวจจาก National Geographic ผู้ค้นพบแหล่งชุมชนอายุยืน 5 แห่งในโลก

Move Naturally – ร่างกายที่แข็งแรง ไม่ได้มาจากการออกกำลังกายตามสูตร แต่คือการขยับร่างกายอย่างสม่ำเสมอจาก วิถีชีวิตจริงผู้สูงวัยในชุมชนนี้ยังคงทำไร่ ทำนา เลี้ยงสัตว์ เก็บของป่า ด้วยแรงกายที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสุข ทุกก้าวย่างในแต่ละวันจึงเป็นเหมือนการดูแลสุขภาพไปพร้อมกับการใช้ชีวิต  

Eat Wisely – ในชุมชนแห่งนี้ คุณลุงชาวกะเหรี่ยงเลือกวัตถุดิบจากธรรมชาติรอบตัว ไก่ที่เลี้ยงเองด้วยความเอาใจใส่ พืชผักสมุนไพรที่เก็บสดจากป่า ทุกขั้นตอนสะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่นที่รู้จัก “กินอย่างพอดี” และ “กินอย่างมีความหมาย” เพราะสำหรับพวกเขา อาหารไม่ใช่แค่เรื่องของรสชาติ แต่คือการเชื่อมโยงระหว่างชีวิตคนและธรรมชาติ 

Outlook – เมื่อชาวบ้านพูดถึงอนาคตของลูกหลาน ไม่มีใครฝันถึงความมั่งคั่งใหญ่โต แต่กลับพูดถึง “ความพอดี” และ “ความสุข” ในการอยู่กับธรรมชาติ ความเชื่อและวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่น การรู้คุณค่าในตัวเอง และการได้ใช้ชีวิตอย่างไม่เร่งรีบ มีทัศนคติที่ดีและมองโลกในแง่บวกเสมอ เหล่านี้คือยารักษาใจที่ดีที่สุดที่ใคร ๆ ก็เข้าถึงได้

Connect – ความสัมพันธ์ของผู้คนทั้ง 3 ตำบล ก็ไม่ต่างกันมากนัก ชาวบ้านในชุมชนต่างก็มีกิจกรรมไปมาหาสู่และร่วมวิถีประเพณีท้องถิ่นกัน ผู้เฒ่าผู้แก่ยังคงเป็นศูนย์รวมของครอบครัว ทุกคำแนะนำไม่ได้อยู่ในหนังสือ แต่ซึมซับจากการใช้ชีวิตร่วมกัน การได้ใช้เวลาด้วยกันในแต่ละวัน แม้เพียงนั่งพูดคุย หรือทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ ร่วมกัน เด็กเล็กวิ่งเล่นกันที่ลานบ้าน ผู้ใหญ่ดูแลสวนผักและปศุสัตว์ภายในบริเวณบ้าน การได้ถ่ายทอดพลังงานความสดใสของลูกหลานสู่ปู่ย่าตาทวด และการถ่ายทอดภูมิปัญญาของผู้เฒ่าผู้แก่สู่เด็กน้อย นี่ไม่ใช่แค่ “ชุมชน” แต่มันคือ “ครอบครัวใหญ่” ที่ผูกพันกันด้วยหัวใจ

การเดินทางของ “โครงการปันสุข” เพื่อเรียนรู้วิถีชีวิตชาวบ้านในครั้งนี้ ไม่ได้ทิ้งไว้แค่ในความทรงจำ แต่ถูกนำกลับมาสู่การศึกษาค้นคว้าเพื่อพัฒนาต่อยอด โดยหลังจากกลับจากพื้นที่ โครงการปันสุขยังได้เปิดเวทีให้อาสาสมัครได้ร่วมระดมความคิดสร้างสรรค์เป็นไอเดียใหม่ ๆ ที่สามารถนำไปเสริมจุดแข็งให้ 3 ตำบล หรือนำไปประยุกต์ใช้ในชุมชนของตนเอง เช่น การปรับวิถีชีวิตให้ใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น การปลูกพืชผักปลอดสารพิษในพื้นที่เมือง การแปรรูปอาหารตามภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือแม้แต่การเลือกเดินเท้าในชุมชนแทนการใช้รถ เหล่านี้คือไอเดียง่ายๆ ที่ไม่ต้องรอการเปลี่ยนแปลงจากนโยบายใหญ่ แต่เริ่มได้ที่ตัวเราเอง   

สำหรับอาสาสมัครที่ได้ร่วมเดินทางไปกับ “โครงการปันสุข” สิ่งที่ได้รับกลับมาไม่ได้มีเพียงแค่ความรู้เรื่องการดูแลตัวเองแต่คือความเข้าใจชีวิตในแบบที่ไม่มีสอนในห้องเรียน วิถีของผู้เฒ่าในชุมชนที่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ตื่นพร้อมแสงแรกของวัน กินจากสิ่งที่มี ปรุงจากสิ่งที่ปลูก และนอนหลับอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้ใครหลายคนเริ่มทบทวนตัวเองอย่างเงียบๆ ว่าชีวิตที่ดีนั้นไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย หลายคนเริ่มกลับมาสนใจเวลานอน อาหารจานบ้านๆ อยากกอดคนที่เรารัก และอยากใช้ชีวิตให้ช้าลง แต่มีความสุขมากขึ้น สำคัญที่สุดคือได้แรงบันดาลใจที่จะส่งต่อวิถีแบบนี้ให้คนรอบข้าง เพราะเมื่อเห็นรอยยิ้มของผู้คนที่ใช้ชีวิตอย่างมีความหมายแล้ว ใครจะไม่อยากมีสุขภาพดีทั้งกายและใจไปพร้อมกับคนที่เรารัก

ผู้ที่สนใจข้อมูลข่าวสารและสาระด้านสุขภาพและสุขภาวะที่ดี สามารถติดตามผ่านทุกช่องทาง Official ของ แอมเวย์ประเทศไทย ได้ที่ Website: www.amway.co.th ,Facebook:www.facebook.com/amwaythailand ,Line Official: @amwaythailandTikTok: @sarasookth และ Amway Contact Center: 0-2725-8000

ไทยเบฟคว้า 4 รางวัลจากงาน Institutional Investor Corporate Awards ครั้งที่ 15

ไทยเบฟคว้า 4 รางวัลจากงาน Institutional Investor Corporate Awards ครั้งที่ 15

ไทยเบฟคว้า 4 รางวัลจากงาน Institutional Investor Corporate Awards ครั้งที่ 15

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) “ไทยเบฟ” คว้า 4 รางวัลอันทรงเกียรติจากงาน Institutional Investor Corporate Awards ครั้งที่ 15 ประจำปี 2568 โดยได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งใน 5 บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ที่ได้รับคะแนนสูงสุดจากกลุ่มนักลงทุนและนักวิเคราะห์ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไทยเบฟในการรักษามาตรฐานสูงสุดด้านการกำกับดูแลกิจการ ความโปร่งใส และการเปิดเผยข้อมูล

ในกลุ่มบริษัทจดทะเบียนในประเทศสิงคโปร์ ไทยเบฟได้รับคะแนนสูงสุดเป็นอันดับ 1 ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมเชิงกลยุทธ์ที่ดีที่สุด (Best Strategic Corporate Social Responsibility) และอันดับ 2 ด้านการจัดการงานนักลงทุนสัมพันธ์ที่ดีที่สุด (Most Organized Investor Relations) รวมถึงได้คะแนนเป็นอันดับ 4 ด้านการยึดมั่นในการกำกับดูแลกิจการสูงสุด (The Strongest Adherence to Corporate Governance) และด้านนโยบายการจ่ายเงินปันผลที่สม่ำเสมอที่สุด (Most Consistent Dividend Policy)

น้ำฝน อังศุธรรังสี ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร และหัวหน้างานนักลงทุนสัมพันธ์ เป็นผู้แทนรับมอบรางวัล ณ โรงแรมแชงกรีล่า ประเทศสิงค์โปร์ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา

งานประกาศรางวัลดังกล่าวจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 15 โดย Alpha Southeast Asia นิตยสารด้านการลงทุนชั้นนำของภูมิภาค เพื่อมอบให้กับบริษัทจดทะเบียนชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมถึง อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย โดยมีการจัดอันดับบริษัทในแต่ละประเทศ 5 อันดับแรกที่ได้รับคะแนนสูงสุดของ 5 สาขารางวัล ได้แก่ การจัดการด้านนักลงทุนสัมพันธ์ที่ดีที่สุด การสนับสนุนงานนักลงทุนสัมพันธ์จากฝ่ายบริหารระดับสูงที่ดีที่สุด การยึดมั่นในการกำกับดูแลกิจการสูงสุด และนโยบายการจ่ายเงินปันผลที่สม่ำเสมอที่สุด

ผลการจัดอันดับในปีนี้มาจากการสำรวจความคิดเห็นของนักลงทุนและนักวิเคราะห์ 612 รายจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สหรัฐอเมริกา และยุโรป โดยมีบริษัทจดทะเบียนจำนวนทั้งสิ้น 36 แห่งที่ได้รับการยอมรับในฐานะองค์กรที่มีความเป็นเลิศด้านการดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาล งานนักลงทุนสัมพันธ์ การเปิดเผยข้อมูล ความโปร่งใส การบริหารจัดการทางการเงิน การรายงานแบบบูรณาการ ความรับผิดชอบต่อสังคม และนโยบายเงินปันผล

เบื้องหลังคนที่ชอบทำตัวเด่น เรียกร้องความสนใจ อาจเป็น ‘โรคฮิสทีเรีย’

เบื้องหลังคนที่ชอบทำตัวเด่น เรียกร้องความสนใจ อาจเป็น ‘โรคฮิสทีเรีย’

เบื้องหลังคนที่ชอบทำตัวเด่น เรียกร้องความสนใจ อาจเป็น ‘โรคฮิสทีเรีย’

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในชีวิตคนเราทุกคนล้วนพบเจอคนหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นคนที่มีอารมณ์แปรปรวนง่าย หรือชอบทำตัวเป็นจุดเด่น เพื่อดึงดูดความสนใจจากคนรอบข้าง โดยบางคนอาจไม่รู้ตัวว่า อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของ “โรคฮิสทีเรีย” หรือ “บุคลิกภาพแปรปรวนแบบฮิสทริโอนิก” ซึ่งเป็นโรคทางจิตเวชที่ส่งผลต่อการควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมของบุคคล

แพทย์หญิงณัฏฐพัชร์ ลำเลียงพล จิตแพทย์โรงพยาบาล BMHH- Bangkok Mental Health Hospital กล่าวว่า คำว่า ฮิสทีเรีย (Hysteria) หมายถึง การแสดงออกทางอารมณ์ และท่าทางมากกว่าปกติ พฤติกรรมลักษณะนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ถ้ามีพฤติกรรมนี้ร่วมกับมีปัญหาด้านการควบคุมอารมณ์ ควบคุมความวิตกกังวลของตัวเองไม่ค่อยได้ และไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมของตัวเองได้ดีเท่าคนปกติ อาจนึกถึงโรคบุคลิกภาพแปรปรวนในกลุ่มบี (Cluster B Personality Disorder)

แพทย์หญิงณัฏฐพัชร์ ลำเลียงพล จิตแพทย์โรงพยาบาล BMHH- Bangkok Mental Health Hospital 

โรคฮิสทีเรียมี 2 ประเภท ดังนี้

1.โรคประสาทฮิสทีเรีย(Conversion Reaction) คือ  เมื่อมีความเครียดหรือความกังวลใจมาก จะทำให้เกิดอาการผิดปกติที่ระบบการเคลื่อนไหว และการรับรู้ เช่น ชาที่แขน ขา พูดไม่มีเสียง ตามองไม่เห็น กล้ามเนื้อกระตุก สูญเสียความทรงจำบางเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจ แต่เมื่อผู้ป่วยตรวจร่างกายอาจจะไม่พบความผิดปกติเพราะเกิดจากสภาพจิตใจของผู้ป่วยเอง

2.โรคบุคลิกภาพแปรปรวนแบบฮิสทริโอนิก(Histrionic Personality Disorder) เป็นอาการที่หลายคนอาจจะเข้าใจผิดว่าเป็นโรคติดเซ็กซ์ ที่ไม่สามารถขาดผู้ชายได้ ซึ่งที่จริงแล้ว ผู้ป่วยแค่ต้องการได้รับความสนใจจากคนอื่นเป็นอย่างมาก โดยมีอาการดังนี้  ต้องการเป็นจุดเด่น หรือจุดสนใจ เช่น พูดจา แสดงท่าทางเกินจริง ซึ่งผู้ป่วยโรคนี้จะรู้สึกอึดอัด และทนไม่ได้ทันทีหากตัวเองไม่ได้รับความสนใจจากคนรอบข้าง การแสดงออกดูเหมือนยั่วยวน พยายามเข้าหาผู้อื่น โดยเฉพาะเพศตรงข้าม ด้วยพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น ชอบแต่งตัวยั่วยวนเพื่อให้ตนเองเป็นจุดสนใจ  แสดงออกถึงความสนิทสนมกับผู้อื่นมากเกินจริง คิดไปเองว่าสนิทสนมกับอีกฝ่าย ทั้งที่อีกฝ่ายอาจไม่ได้รู้สึกสนิทใจด้วย

นอกจากนี้ ยังมีพฤติกรรมดราม่าแสดงอารมณ์รุนแรง แปรปรวนง่าย และชอบสร้างเรื่องราวให้ดูน่าตื่นเต้น ต้องการการเอาใจใส่: ต้องการได้รับการยกย่อง ชมเชย และสนับสนุนจากผู้อื่น ขาดความมั่นใจในตนเอง: ต้องการการยืนยันจากผู้อื่น กลัวถูกทอดทิ้ง มีความสัมพันธ์ที่ไม่มั่นคง: มักมีความสัมพันธ์ที่สั้น รุนแรง และเต็มไปด้วยความขัดแย้ง

ตัดสินใจโดยใช้อารมณ์: มักตัดสินใจโดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์ อาจมีพฤติกรรมขู่หรือลงมือทำร้ายตัวเองเพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้อื่น

สาเหตุของโรคบุคลิกภาพแบบฮิสทริโอนิก อาจเกิดจากประสบการณ์ในวัยเด็ก เช่น  การไม่ได้รับความรัก ความอบอุ่น การถูกทอดทิ้ง ทำให้เด็กเกิดความกังวลที่ต้องแยกจากพ่อแม่ การถูกทารุณกรรม เป็นต้น, มีความเสี่ยงทางพันธุกรรม โดยหากบุคคลในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคนี้ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นผู้ที่มีบุคลิกภาพฮิสทริโอนิกได้ จนเกิดจากการเลียนแบบพฤติกรรมของคนในครอบครัวที่เป็นโรคฮิสทีเรีย และปัจจัยส่วนบุคคล เช่น ลักษณะทางจิตวิทยา วิธีจัดการกับอารมณ์และความเครียดของแต่ละคน เป็นต้น

การรักษาโรคบุคลิกภาพแปรปรวนแบบฮิสทริโอนิก จิตแพทย์จะเน้นการรักษาด้วยการทำจิตบำบัดเพื่อหาสาเหตุการเกิดโรค พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ปรับความคิดให้ผู้ป่วยมีมุมมองบวกกับตัวเองและทำให้ผู้ป่วยเกิดความเชื่อมั่นในความรักความสัมพันธ์ของตัวเอง แต่อาจจะมีการรักษาด้วยยาหากผู้ป่วยมีอาการซึมเศร้า หรือวิตกกังวล ร่วมด้วยก็จะมีการให้ยาต้านเศร้า หรือยารักษาวิตกกังวล

สำหรับการอยู่ร่วมกับผู้ป่วยโรคบุคลิกภาพแปรปรวนแบบฮิสทริโอนิก ต้องดูแลตามความเหมาะสมกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง หรือถ้าพบว่าผู้ป่วยมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม สามารถบอกกับผู้ป่วยตรงๆ เพื่อให้เค้ารู้ว่า สิ่งที่ตัวเองทำอยู่ส่งผลกระทบอย่างไรต่อคนรอบข้าง

ทั้งนี้ โรคฮิสทีเรียเป็นโรคทางจิตเวชที่มีความซับซ้อนและต้องได้รับการรักษาเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการที่สงสัยว่าเป็นโรคฮิสทีเรีย ควรปรึกษาจิตแพทย์เพื่อเข้ารับการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง

ชวนร่วม ‘งานบวร ๑๐’ นิทรรศการศิลปะเฉลิมพระเกียรติฯ และการประกาศผลการประกวดวาดภาพบนพัดจีบ ชิงถ้วยพระราชทาน

ชวนร่วม ‘งานบวร ๑๐’ นิทรรศการศิลปะเฉลิมพระเกียรติฯ  และการประกาศผลการประกวดวาดภาพบนพัดจีบ ชิงถ้วยพระราชทาน

ชวนร่วม ‘งานบวร ๑๐’ นิทรรศการศิลปะเฉลิมพระเกียรติฯ และการประกาศผลการประกวดวาดภาพบนพัดจีบ ชิงถ้วยพระราชทาน

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ์ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 กลุ่มศิลปาศรี ร่วมกับ กระทรวงวัฒนธรรม, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  และ 40 สถาบันการศึกษาจะจัดการประกวดสร้างสรรค์ผลงานศิลปะภาพเขียนบนพัดจีบชิงรางวัลถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ครั้งที่ 2 ในโครงการ กล้า ๙ ท่องเที่ยวกรุง เพื่อคัดสรรผลงานยอดเยี่ยมที่สื่อถึงพระอัจฉริยภาพ และพระราชกรณียกิจในด้านการส่งเสริมพัฒนาแหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรม ซึ่งได้ช่วยเหลือราษฎร นำมาจัดแสดงในงานบวร ๑๐  และเปิดตัวผลงานศิลปะดิจิตอลเฉลิมพระเกียรติชุดใหม่ ณ ลานกิจกรรม Living Hall ชั้น 3 ศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายถวายวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก เพื่อสมทบสร้างอาคารศูนย์การเรียนปลูกรากแก้วศาสนทายาท (รร.สามเณร)  

การจัดงานครั้งนี้ยังแสดงให้เห็นถึงอุดมการณ์แห่งความจงรักภักดี อันเป็นวิถีแห่งการสร้างสังคมที่น่าอยู่อย่างยั่งยืนด้วย “พลังบวร” ที่มีการเกื้อกูล ส่งเสริม ช่วยเหลือซึ่งกันและกันอย่างเป็นธรรม เป็นการร่วมถวายพระเกียรติ พระอัจฉริยภาพ และพระราชกรณียกิจด้วยศิลปะ  

งานประกวดวาดภาพบนพัดจีบนี้เปิดโอกาสให้โรงเรียนระดับต่างๆ เข้าร่วมประกวด ได้แก่ โรงเรียนพระปริยัติธรรม, โรงเรียนประถมศึกษาตอนปลาย, โรงเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น และโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย รวม 32 โรงเรียน โดยมีนักเรียนที่สนใจเข้าประกวดมากกว่า 150 คน เพื่อเข้าร่วมชิงรางวัลกว่า 20 รางวัล ซึ่งผู้ชนะเลิศจะได้รับรางวัลถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, โล่รางวัลเกียรติยศ พร้อมเกียรติบัตร อีกทั้งยังได้รับทุนการศึกษาจำนวน 20 รางวัล รวมทั้งสิ้น 80,000 บาท ได้แก่ รางวัลชนะเลิศสำหรับโรงเรียนทุกประเภท รวม 4 รางวัลๆ ละ 10,000 บาท, รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 สำหรับโรงเรียนทุกประเภท รวม 4 รางวัลๆ ละ 5,000 บาท, รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 สำหรับโรงเรียนทุกประเภท รวม 4 รางวัล ๆ ละ 3,000 บาทและรางวัลชมเชย สำหรับโรงเรียนทุกประเภท รวม 8 รางวัล ๆ ละ 8,000 บาท  ผู้สนใจขอเชิญส่งผลงานร่วมประกวดภายในวันที่ 10 กรกฏาคม 2568

ขอเชิญประชาชน ผู้สนใจร่วมชมนิทรรศการศิลปะเฉลิมพระเกียรติ อาทิ ชมดารา คนดังมีชื่อเสียงวาดภาพบนพัดจีบ,การแสดงพัดศิลป์ถวายองค์ราชันย์, การประกวดผลงานจิตรกรรมบนพัดจีบ, นิทรรศการศิลปกรรมเฉลิมพระเกียรติ, ศิลปะภาพยนต์ชุด “สรรเสริญบารมีสดุดีจักรีวงศ์” ร่วมถวายพระพร, ร่วมวาดภาพพัดจีบ และกิจกรรมอื่น ๆ ในระหว่างวันที่ 17-28  กรกฎาคม 2568  ณ ลานกิจกรรม Living Hall ชั้น 3 ศูนย์การค้าสยามพารากอน  เวลา 10.00 – 22.00 น.

คุณแหน : 10 กรกฎาคม 2568

คุณแหน : 10 กรกฎาคม 2568

คุณแหน : 10 กรกฎาคม 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

ll พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล เนื่องในวันอาสาฬหบูชาและเทศกาลเข้าพรรษา พุทธศักราช 2568   ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง วันอาสาฬหบูชา วันที่  10  ก.ค.   เวลา 17.00  น.เทศกาลเข้าพรรษา วันที่ 11 ก.ค.  เวลา  18.00 น…

ll สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระเมตตาพระราชทานพระราชวโรกาสให้ สุรวัฒน์ ชมภูพงษ์ เข้าเฝ้าทูลเกล้าฯถวายเงินค่าตอบแทนจากการเป็นวิทยากรให้กับส่วนราชการต่างๆประจำปี 2567 (เป็นปีที่ 31) โดยเสด็จพระราชกุศลสมทบกองทุนเพื่อนักเรียนที่ขาดแคลน  17 กค.68 เวลา 09.00 ณ วังสระปทุม..

ll สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเจริญอริยมรรค “สัมมาทิฏฐิ” ระลึกถึงพระรัตนตรัย ว่าเป็นสรณะที่พึ่งที่ยึดถือ อันเป็นทางเป็นธรรมที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้โดยชอบ เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ วันที่ 13  ก.ค. ผ่านแอปพลิเคชัน “สมาธิเสบียงบุญ” 12-14 ก.ค…

ll มูลนิธิโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ขอเชิญร่วมงาน โบว์ลิ่งการกุศล “Share Love for Charity #9 ด้วยรัก แห่งความสนุก พร้อมสร้างสุข แบ่งปันน้ำใจ”  9 ส.ค.   09.00 น.  ที่  Blu-O Rhythm & Bowl สยามพารากอน ชั้น 5   รายได้หลังหักค่าใช้จ่าย สมทบทุน มูลนิธิโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย เพื่อสนับสนุนการศึกษาสำหรับสตรีไทย..

ll ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย บิ๊กบอส DMT เซ็นสัญญาใช้บริการไฟฟ้า UGT1 หรือ “ไฟฟ้าสีเขียว”  จากการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ซึ่งผลิตจากแหล่งพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มาใช้ภายในสำนักงานใหญ่  มุ่งสู่องค์กร Net Zero carbon ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์  เพื่อการใช้พลังงานสีเขียวให้ครอบคลุมทั้งสายทางดอนเมืองโทล์ลเวย์เพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน..

ll แรงบันดาลใจในการเขียนบทเพลง “กตัญญู” ของ ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์และประธาน กก. บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสามเณรปลูกปัญญาธรรม กระทั่งได้รับรางวัลชนะเลิศ เวที Thailand Moral Awards 2024 จาก ศูนย์คุณธรรม(องค์การมหาชน) มาจากคุณพ่อ ธนินท์  และ คุณแม่ คุณหญิงเทวี ที่เพิ่งจากไปครบ 2 ปีเป็นการระลึกถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่ อีกทั้งเป็นการสะท้อนแนวคิดด้านคุณธรรมที่ควรยึดถือในการดำเนินชีวิตและเป็นหนึ่งในค่านิยมองค์กรของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ..

ll เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ 5 และกระตุ้นการท่องเที่ยวประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมในพื้นที่ จังหวัดสมุทรปราการ โดย ประทีป นทีทวีวัฒน์ รองผู้ว่าฯ ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด โดย สุนทร ปานแสงทอง นายก อบจ.เชิญชมการแสดง “ปราการพระจุลจารึกคุณ มหาราช รศ.112 เดอะมิวสิคัล” จากแนวคิด “จากปราการ สู่ปณิธาน..พระราชา ผู้ปกป้องแผ่นดิน” โดยนักแสดงอาทิ ปุ๊- มนตรี เจนอักษร,ตั๊ก – นภัสรัญชน์ มิตรธีรโรจน์  ณ ป้อมพระจุลจอมเกล้า อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ 13-16 ก.ค.ชมฟรี ที่นั่งจำกัด ช่องทางรับบัตร Line OA: ปราการพระจุล รศ.112 ..