รมว.ยุติธรรม ร่วมเปิดงาน ‘SPLASH – Soft Power Forum 2025’

รมว.ยุติธรรม ร่วมเปิดงาน 'SPLASH – Soft Power Forum 2025'

รมว.ยุติธรรม ร่วมเปิดงาน ‘SPLASH – Soft Power Forum 2025’

วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 18.40 น.

‘ทวี สอดส่อง’ รมว.ยุติธรรม ร่วมเปิดงาน SPLASH – Soft Power Forum 2025 จัด 8-11 ก.ค. ได้รับความสนใจจากผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน นักการทูต และผู้ประกอบการเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

8 กรกฎาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และคณะ ประกอบด้วย นางจิรภา สินธุนาวา รองปลัดกระทรวงยุติธรรม นายรวิศ สอดส่อง หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายพลรักษ์ รักษาพล คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ นางสาวนรีลักษณ์ แพไชยภูมิ ผู้อำนวยการกองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ร่วมพิธีเปิดงาน “SPLASH – Soft Power Forum 2025” ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร รัฐมนตรีว่าการกระ ทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธี และมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน นักการทูต และผู้ประกอบการเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

สำหรับงาน “SPLASH – Soft Power Forum 2025” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 – 11 กรกฎาคม 2568 โดยมีเป้าหมายเพื่อแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยทั้ง 14 สาขา เช่น อาหาร ดนตรี แฟชั่น ภาพยนตร์ มวยไทย และบริการสุขภาพ โดยภายในงานแบ่งพื้นที่จัดแสดงออกเป็น 6 โซนไฮไลท์ พร้อมกิจกรรมเจรจาธุรกิจและเวิร์คช็อป เพื่อจุดประกายโอกาสใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทย

งาน “SPLASH – Soft Power Forum 2025” มีการจัดพื้นที่จัดแสดงสินค้าและนวัตกรรมใน 6 โซนหลัก ได้แก่ 1. Creative Culture Village – แสดงผลงานของ 14 อุตสาห กรรมสร้างสรรค์ไทยในรูปแบบอินเทอร์แอ็กทีฟ 2.THACCA Pavilion – พื้นที่ถ่ายทอดองค์ความรู้และเครื่องมือสำหรับผู้ประกอบการ 3.Glo-Cal Networking – เวทีจับคู่ธุรกิจไทย-ต่างประเทศ 4.Workshop & Masterclass – อบรมทักษะใหม่ให้เยาวชนและ SMEs ภายใต้โครงการ OFOS 5.Experiential Zone – นิทรรศการซอฟต์พาวเวอร์ผ่านประสบการณ์ 5 มิติ และ 6.Visionary Stage – เวทีเสวนาระดับนานาชาติ ที่เปิดมุมมองจากผู้นำความคิดหลากหลายวงการ

-(016)

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ความแตกร้าวระหว่างไทยกับกัมพูชาในปัจจุบัน

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ความแตกร้าวระหว่างไทยกับกัมพูชาในปัจจุบัน

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ความแตกร้าวระหว่างไทยกับกัมพูชาในปัจจุบัน

วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 17.25 น.

ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน 2568 ความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชาเผชิญแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่   ความตึงเครียดที่สะสมในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านชายแดน เศรษฐกิจ วัฒนธรรม หรือกฎหมายระหว่างประเทศ กลายเป็น ต้นเพลิง แบบไม้ขีดก้านเดียว ที่จุดไฟป่าให้ลุกลามหากไม่มีการระงับดับลงอย่างทันท่วงที   ผลของการวิวาทระหว่างผู้นำประเทศ     สร้างความเสียหายวายวอดต่อประชาชนตาดำๆ ที่ตกเป็นเหยื่อแบบ “เมื่อช้างสารชนกัน  หญ้าแพรกก็แหลกกระจุย”

สัญญาณแรกของรอยร้าวเริ่มชัดเจนเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568  ด้วยเหตุปะทะบริเวณช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี ภายหลังจากที่ทหารกัมพูชาขุดคูดินใกล้เขตแดน ทำให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างทหารทั้งสองฝ่าย จนมีทหารกัมพูชาเสียชีวิต  ต่อมาในเดือนมิถุนายน ความตึงเครียดยังคงปะทุอย่างต่อเนื่อง เมื่อมีรายงานว่าโดรนจากฝั่งกัมพูชาบินล้ำเข้ามาในเขตแดนไทยรวมถึงกรณีที่ชาวกัมพูชากลุ่มหนึ่งรวมตัวร้องเพลงบริเวณโบราณสถาน “ตาควาย–ตาเมือนธม” จนทหารต้องรีบเข้าแทรกแซง

นอกจากภัยเงียบตามแนวชายแดนแล้ว   มาตรการตอบโต้ทางเศรษฐกิจได้เดินหน้าอย่างเข้มข้น โดยกัมพูชารณรงค์ “ไม่ซื้อสินค้าไทย” ต่อเนื่องด้วยการระงับส่งผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในประเทศไทย รวมถึงสั่งห้ามนำเข้าผลไม้และผักและการระงับการนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากไทย

ฝ่ายไทยตอบโต้ด้วยการเพิ่มความเข้มงวดต่อการนำเข้า “มันสำปะหลัง” จากกัมพูชา โดยเริ่มชะลอการอนุมัติใบอนุญาตและเพิ่มขั้นตอนตรวจสอบซึ่งกระทบต่อเกษตรกรกัมพูชาโดยตรง เนื่องจากมันสำปะหลังเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจหลักที่พึ่งพาตลาดไทย

ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนก็ไม่พ้นแรงกระเพื่อม  เมื่อทางการกัมพูชาสั่งห้ามการฉายภาพยนตร์ไทยในสถานีโทรทัศน์ทุกช่อง   พร้อมรณรงค์ให้แรงงานชาวกัมพูชาที่ทำงานในไทยเดินทางกลับประเทศ

ในเวทีระหว่างประเทศ กัมพูชาเตรียมนำกรณีข้อพิพาทเขตแดนช่องบก และสามปราสาทเข้าสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ขณะเดียวกัน ฝ่ายไทยเองก็ตอบโต้ด้วยมาตรการด้านความมั่นคง เช่น การปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ คอลเซนเตอร์ และการพนันออนไลน์ ที่มีต้นตอจากฝั่งกัมพูชา การตัดไฟและอินเทอร์เน็ตในบางจุดชายแดน รวมถึงห้ามพลเมืองไทยข้ามแดนไปเล่นการพนันฝั่งกัมพูชา

ความแตกร้าวระหว่างไทยกับกัมพูชาในครั้งนี้ ไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์เฉพาะหน้าใดเพียงเหตุการณ์เดียว แต่เป็นผลสะสมจากความไม่ไว้วางใจในหลายมิติ ทั้งทหาร เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความมั่นคง ที่สะสมมานานโดยไม่มีพื้นที่คลี่คลายที่เพียงพอ

หากไม่มีการรับมือด้วยสติและการฟื้นสัมพันธ์ไมตรี   ความขัดแย้งครั้งนี้อาจไม่ใช่แค่ลมที่พัดผ่านไป แต่จะกลายเป็นประวัติศาสตร์บทใหม่ของ “การพ่ายแพ้ร่วมกัน” ของทั้งสองประเทศ ที่ไม่มีใครเป็นผู้ชนะ เหลือไว้เพียงเศษซาก และถ่านเถ้าของความเสียหายและความไม่เข้าใจที่จะลุกลามต่อไปอีกหลายร้อยปี

โดย สุริยพงศ์

มูลนิธิสมเด็จพระญาณสังวร ชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมงานวิ่งการกุศล ‘ก้าวด้วยธรรม’ ครั้งที่ 9 ช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ขาดแคลน 19 รพ.ทั่วไทย

มูลนิธิสมเด็จพระญาณสังวร ชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมงานวิ่งการกุศล 'ก้าวด้วยธรรม' ครั้งที่ 9 ช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ขาดแคลน 19 รพ.ทั่วไทย

มูลนิธิสมเด็จพระญาณสังวร ชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมงานวิ่งการกุศล ‘ก้าวด้วยธรรม’ ครั้งที่ 9 ช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ขาดแคลน 19 รพ.ทั่วไทย

วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 17.07 น.

เปิดรับสมัครแล้ว!!อย่างเป็นทางการ วิ่งการกุศล ครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี “ก้าวด้วยธรรม” ครั้งที่ 9 เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ขาดแคลน 19 โรงพยาบาลทั่วไทย

มูลนิธิสมเด็จพระญาณสังวร ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธา ร่วมบุญกับกิจกรรมงานวิ่งการกุศล “ก้าวด้วยธรรม” ครั้งที่ 9 ประจำปี 2568  เปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้ โดยเงินบริจาคให้กับ 19 โรงพยาบาลทั่วประเทศ เพื่อใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์และการรักษาเยียวยาผู้ป่วยในกรณีเร่งด่วน อันเป็นการช่วยเหลือโดยตรงต่อประชาชนในพื้นที่ห่างไกลและผู้ป่วยยากไร้ เข้าถึงการรักษาที่รอคอยการช่วยเหลือได้อย่างทั่วถึง โดยมึเหล่าดารานักแสดร่วมจิตกุศล นำโดย ก้อง ปิยะ เศวตพิกุล ,หนิง ปณิตา พัฒนาหิรัญ ,สุภาพร วงษ์ถ้วยทอง พร้อมทีมผู้สนับสนุนหลายภาคส่วน ที่มาร่วมประชาสัมพันธ์เชิญชวน ผู้ที่สนใจสามารถสมัครได้ที่ลิงค์ https://liff.line.me/1656404333-XmDp4d6p/register/KDT9Online หรือสมัครด้วยตัวเองพร้อมรับเสื้อได้ที่ศาลาแดง ข้างพระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร  ตั้งแต่เวลา 10.00 – 16.00 น.

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  Line ID @Kaoduaydham ,  inbox เพจก้าวด้วยธรรม โทร. O98-932-0545 ,098-278 -0545

-(016)

ททท. เปิดตัวโครงการ ‘Let Me Be Your Journey’ รับอาสาสมัครคนรุ่นใหม่ ร่วมสร้างโมเมนต์แห่งการให้

ททท. เปิดตัวโครงการ 'Let Me Be Your Journey' รับอาสาสมัครคนรุ่นใหม่ ร่วมสร้างโมเมนต์แห่งการให้

ททท. เปิดตัวโครงการ ‘Let Me Be Your Journey’ รับอาสาสมัครคนรุ่นใหม่ ร่วมสร้างโมเมนต์แห่งการให้

วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 17.03 น.

ททท. เปิดตัวโครงการ “Let Me Be Your Journey”  รับอาสาสมัครคนรุ่นใหม่ ร่วมสร้างโมเมนต์แห่งการให้ แบ่งปันความสุขพาเด็กด้อยโอกาสท่องเที่ยว 3 เส้นทาง พัทยา-ชลบุรี-เขาใหญ่ ตลอดสิงหาคมนี้

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) แถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “Let Me Be Your Journey” อย่างเป็นทางการ โดยมีนายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. เป็นประธานงานแถลงข่าวฯ และได้รับเกียรติจากผู้แทนจากหน่วยงานพันธมิตรเข้าร่วมงาน ณ SCB Next Tech ชั้น 4  ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพมหานคร ททท. ตั้งใจ ชวนเหล่าอาสาสมัครคนรุ่นใหม่ 90 คน แบ่งฝันปันความสุข ร่วมทริปออกเดินทางอันแสนพิเศษเพื่อค้นพบความสุขจากการเป็น “ผู้ให้” นำพากลุ่มผู้ด้อยโอกาส 60 คน เปิดโลกกว้างและเปิดประสบการณ์ผ่านการท่องเที่ยวใน 3 เส้นทาง ได้แก่ พัทยา ชลบุรี และเขาใหญ่ ตลอดเดือนสิงหาคม 2568 ขณะนี้เปิดรับอาสาสมัครแล้ว ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 15 กรกฎาคม 2568 ทางเว็บไซต์ http://www.letmebeyourjourney.com

นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. กล่าวว่า ปี 2568 เป็นปี Amazing Thailand Grand Tourism & Sport Year 2025 ที่เน้นกระตุ้นให้คนไทยออกเดินทางท่องเที่ยวผ่านการสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำและสร้างแรงบันดาลใจให้เกิด “Grand Moment” ที่มีความหมายสำหรับนักท่องเที่ยว จึงได้จัดทำโครงการ Let Me Be Your Jouney ภายใต้แนวคิด “Moment of Giving” มุ่งสร้างประสบการณ์การเดินทางที่เปี่ยมด้วยคุณค่าและความหมาย ผ่านกิจกรรมจิตอาสาเชิงท่องเที่ยว ชวนอาสาสมัครคนรุ่นใหม่ 90 คน ร่วมเปิดมุมมองใหม่ของการท่องเที่ยว พร้อมค้นพบความสุขจากการเป็น “ผู้ให้” โดยการพาน้องผู้ด้อยโอกาส จำนวน 60 คน จาก มูลนิธิ Five for All, โรงเรียนบ้านเด็กรามอินทรา-บ้านเด็กตาบอดผู้พิการซ้ำซ้อน, โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ และมูลนิธิเพื่อเด็กพิการ ออกเดินทางเปิดโลกกว้างผ่านการท่องเที่ยวใน 3 เส้นทาง ตลอดเดือนสิงหาคม 2568

สำหรับเส้นทางการท่องเที่ยว จำนวน 3 เส้นทาง ประกอบด้วย เส้นทางที่ 1 ชลบุรี : “ตะลุยชลบุรี เมืองนี้มีความตื่นเต้น” วันที่ 16 สิงหาคม 2568 พาน้อง ๆ ด้อยโอกาสและพิการทางสายตา จำนวน 20 คน ไปกระทบไหล่กับเซเลบดังของสวนสัตว์เขาเขียว “น้องหมูเด้ง” และสัตว์นานาชนิด อิ่มท้องอาหารทะเลสด ๆ และตื่นเต้นกับ”หุบเขาไดโนเสาร์” ที่รวบรวมไดโนเสาร์ขนาดเท่าตัวจริงมากกว่า 400 ชนิดที่สวนนงนุช เส้นทางที่ 2 เขาใหญ่ (นครราชสีมา) : “Adventure เขาใหญ่สนุกสุขใจไปด้วยกัน” วันที่ 23 สิงหาคม 2568  พาน้อง ๆ ผู้ด้อยโอกาส เด็กยากไร้และกำพร้าจำนวน 20 คน ไปปล่อยพลังกับกิจกรรม Soft Adventure ที่ Rootser Khaoyai ก่อนจะไปตะลอนฟาร์มเรียนรู้การรีดนมวัวสดๆ จากเต้า ณ ฟาร์มโชคชัย แวะเติมพลังก่อนกลับที่โชคชัย สเต๊กเฮ้าส์ และเส้นทางที่ 3 พัทยา (ชลบุรี) : “พัทยานี้มีหนาว” วันที่ 30-31 สิงหาคม 2568  พาน้อง ๆ พิการทางสายตาจำนวน 20 คน สู่พัทยาอิ่มอร่อยอาหารทะเลสด ๆ สนุกใกล้ชิดให้อาหารสัตว์หลายชนิดที่ทำฟาร์มดี ตื่นเต้นไปกับประสบการณ์สัมผัสอากาศหนาวในอุณหภูมิติดลบ เพลิดเพลินสวนสนุกเมืองน้ำแข็งที่ FROST Magical Ice Of Siam

โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและหน่วยงาน สมาคม และภาคเอกชนที่ร่วมแบ่งปันความสุขให้กับน้องๆ ได้แก่ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด , SCB Next Tech , วิทยาลัยนานาชาติเพื่อศึกษาความยั่งยืน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, Bolt, เพจพลเมืองจิตอาสา, เครือข่ายจิตอาสาและสมาคมจิตอาสา,  บริษัท ทรัพย์เจริญ แทรเวล (2007) จำกัด, In the box  และ Alice Café เพื่อเติมเต็มประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณค่า มีความหมาย และเกิดเป็นความประทับใจจนไม่อาจลืมเลือนอีกด้วย

ดร.ชนัญกร สุวรรณชื่น ประธานมูลนิธิ Five For All กล่าวว่า โครงการ “Let Me Be Your Journey” เปิดโอกาสให้น้องๆ ผู้พิการที่ขาดโอกาสทางสังคมได้ออกเดินทางท่องเที่ยว เพื่อเปิดโลกกว้างและเรียนรู้สิ่งใหม่ โดยกิจกรรมครั้งนี้ไม่เพียงมอบความสุขให้กับน้องผ่านการเดินทางและการดูแลอย่างใกล้ชิดเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างโมเมนต์พิเศษให้กับเหล่าอาสาสมัครที่ได้สัมผัสถึงความสุขจากการเป็นผู้ให้ และเรียนรู้คุณค่าของการแบ่งปันตลอดเส้นทางแห่งการเดินทางร่วมกัน

นายเกรียงศักดิ์ สุวรภามณีสวัสดิ์ ผู้บริหารกลุ่มงาน GLOBAL PARTNERSHIP MANAGEMENT บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวว่า โครงการ “Let Me Be Your Journey” สะท้อนถึงแนวทางและวิสัยทัศน์ของสยามพิวรรธน์ในการเป็นแพลตฟอร์มแห่งโอกาสที่มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าให้กับสังคมในหลากหลายมิติ สยามพิวรรธน์รู้สึกยินดีที่ได้มีส่วนร่วมในการเผยแพร่เรื่องราวอันเปี่ยมพลังของเยาวชน เพื่อเป็นแรงบันดาลใจและสื่อสารคุณค่าของการแบ่งปันในสังคมไทยอย่างแท้จริง พร้อมตอกย้ำจุดยืนขององค์กรที่ให้ความสำคัญต่อความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วมของทุกคน เพื่อขับเคลื่อนสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกันในทุกภาคส่วน

ทั้งนี้ อาสาสมัครที่สนใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแบ่งฝันปันความสุข ยังสามารถลงทะเบียน ผ่านเว็บไซต์ http://www.letmebeyourjourney.com  ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 โครงการฯ จะประกาศรายชื่ออาสาสมัคร จำนวน 90 คน ผ่านทาง http://www.letmebeyourjourney.com  และ Facebook : Letmebeyourjourney ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 โดยผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและรายละเอียดการเข้าร่วมโครงการ Let me be your journey เพิ่มเติมได้ทีเว็บไซต์ http://www.letmebeyourjourney.com, แฟนเพจเฟสบุ๊ก Letmebeyourjourney และ Line Officail Account : @letmebeyourjourney

-(016)

มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี เปิดเวทีประชุมสามัญ ประจำปี 2568

มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี เปิดเวทีประชุมสามัญ ประจำปี 2568

มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี เปิดเวทีประชุมสามัญ ประจำปี 2568

วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.06 น.

เดินหน้ารวมพลังทุกภาคส่วนเข้มแข็งเพื่อขับเคลื่อนการศึกษาไทยให้ยั่งยืน…มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี นำโดย องคมนตรี พลเอก ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ ในฐานะประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ จัดการประชุมสามัญประจำปี 2568 ณ แกรนด์ฮอลล์ ทรู ดิจิทัล พาร์ค (เวสต์) พร้อมด้วยคณะที่ปรึกษาและผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน โดย ศุภชัย เจียรวนนท์  ประธานคณะผู้บริ หาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานกรรมการ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ในฐานะประธานคณะกรรมการมูลนิธิฯ พร้อมด้วยซีอีโอ คณะผู้บริหารจากองค์กรผู้ร่วมก่อตั้ง คณะกรรมการ และคณะทำงานมูลนิธิฯ เพื่อร่วมกันหารือ วางแผนและแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ สานต่อพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน พิชิตภารกิจร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทย และยกระดับการจัดการการศึกษายุคดิจิทัลในโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี ขยายผลโมเดล “Smart School with AI” ให้ก้าวทันการเรียนรู้แห่งอนาคต ภายใต้ความร่วมมืออันเข้มแข็งของ 3 ภาคส่วนหลัก ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชนที่มีเครือข่ายพันธมิตร 59 องค์กรแล้ว ในปี 2568 นี้ มีโรงเรียนคุณภาพจากภาครัฐเข้ามาอยู่ในการดูแลของมูลนิธิฯ ส่งผลให้ปัจจุบันมีโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดีทั่วประเทศรวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 7,019 แห่ง และเริ่มใช้ระบบ School Management System ซึ่งจากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง มีนักเรียนที่ได้รับการสนับสนุนด้านการศึกษาสะสมแล้วกว่า 2.47 ล้านคน บุคลากรทางการศึกษาได้รับการ พัฒนาศักยภาพ 88,128 คน ขณะที่มีผู้นำรุ่นใหม่ (School Partner) ผ่านการพัฒนาทักษะผู้นำ 1,900 คน คุณครูผ่านการอบรมผู้นำด้านเทคโน โลยีเพื่อการศึกษา (ICT Talent) ภาครัฐ และอยู่ในระหว่างการแต่งตั้งจำนวน 13,000 คน โดยมีแผนครอบคลุมโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดีทั่วประเทศในปี 2568 และคุณครู 75,000 คน ได้รับการส่งเสริมทักษะด้านดิจิทัล ทั้งนี้ การดำเนินงานของมูลนิธิฯ มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับ 5 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่

ยุทธศาสตร์ที่ 1 : การเปิดเผยข้อมูลสถานศึกษาสู่สาธารณะอย่างโปร่งใส (Transparency)

– พัฒนาระบบเก็บข้อมูล (School Management System)โดยปรับคุณภาพชุดคำถาม เพิ่มระบบคัดกรองคะแนนเพื่อความแม่น ยำ พบว่าผลการประเมินคุณภาพโรงเรียน (School Grading) มีจำนวนโรงเรียน 58% ที่อยู่ในระดับ Good ขึ้นไป ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีการศึกษาที่ผ่านมา 30%

– ปรับตัวชี้วัดให้ยืดหยุ่นมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะค่าเฉลี่ยด้าน ‘การมีส่วนร่วม’ เพิ่มขึ้นสูงสุด ขณะที่ด้านผู้สอนและผู้บริหารสถานศึกษายังเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ซึ่งเป็นจุดที่เรายังต้องร่วมกันพัฒนาเพิ่มเติมต่อไป

– และในการประชุมครั้งนี้ ได้มีนักวิชาการจากภายนอกมาร่วมรายการผลการประเมินโรงเรียนเชิงคุณภาพ เพื่อเปรียบเทียบกับ School Grading พบว่าตัวชี้วัดส่วนใหญ่มีความสอดคล้องกัน

– ตั้งเป้าหมายนโยบายการใช้ระบบ School Management System กับโรงเรียน สพฐ. ทั่วประเทศ

ยุทธศาสตร์ที่ 2 : กลไกตลาดและวัฒนธรรมการมีส่วนร่วม (Market Mechanisms)

– สร้างการรับรู้ผ่านเรื่องราวความสำเร็จของโรงเรียน และข่าวด้านการศึกษาผ่านช่องทางต่างๆ เช่น อมรินทร์ทีวี ช่อง 3 TNN True4U OBEC Channel รวมถึงโซเชียลมีเดีย โดยมีพันธมิตรเอกชนได้ร่วมกันเผยแพร่แคมเปญ โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มยอดผู้ชมและการเข้าถึงในช่องทางออนไลน์ให้สูงกว่าปีที่ผ่านมาอย่างมีนัยสำคัญ

– ตั้งเป้าสร้างผู้นำรุ่นใหม่ School Partner ต้นแบบ 250 คน ซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการพัฒนา

ยุทธศาสตร์ที่ 3 : การพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน (High Quality Principals & Teachers)

– มีการประเมินจากตัวชี้วัดด้านคุณภาพ ผอ. ครู ซึ่งเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยจากปีที่ผ่านมา ซึ่งยังเป็นด้านที่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพราะถือเป็นปัจจัยหลักในการสร้างการเปลี่ยนแปลง

– ภาคเอกชนจัดอบรมครูอย่างต่อเนื่อง เน้นทักษะที่ขาดแคลน และสอดคล้องกับนโยบายภาครัฐ อาทิ Coding /AI / การผลิตสื่อการสอน /Facilitator, ทักษะภาษาอังกฤษ ทั้งแบบ online และ onsite  

ยุทธศาสตร์ที่ 4 : เด็กเป็นศูนย์กลาง เสริมสร้างคุณธรรมและความมั่นใจ (Child Centric & Curriculum)

– ผลักดันให้มีศูนย์การเรียนรู้ชุมชน หรือ Learning Center ทั้ง 7,019 แห่งในโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี และภาครัฐได้ประกาศนโยบายขยายผล Learning Center สู่โรงเรียนคุณภาพ

– ร่วมกับคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ พัฒนาหลักสูตร Extracurricular และจัดอบรมครูเพื่อขับเคลื่อนการเรียนรู้แบบ Child-Centric พร้อมเตรียมส่งมอบงานวิจัยเป็นคู่มือให้ภาครัฐภายในปีนี้

– ได้พัฒนา World Library เพื่อเป็น Exploration Platform โดยมีเป้าหมายเพื่อรวบรวมสื่อการเรียนรู้ 3,000 Content ภายในปีนี้ โดยปัจจุบัน ภาคเอกชนได้ร่วมแบ่งปันองค์ความรู้แล้วกว่า 1,200 content

ยุทธศาสตร์ที่ 5 : การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของสถานศึกษา (Digital Infrastructure)

– มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี ร่วมกับองค์กรพันธมิตรภาคเอกชนและภาครัฐ โดยมีสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษาและสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ส่งมอบคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่ติดตั้ง Filtering Software (K9) โดยมีสถาบันการอาชีวศึกษาทั่วประ เทศ เป็นศูนย์ตรวจสภาพ ซ่อมบำรุง และส่งมอบคอมพิวเตอร์แก่โรงเรียน

สำหรับองค์กรที่สนใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี สอบถามข้อมูลเพิ่ม เติมได้ที่ โทร. 02-858-1881-2 หรืออีเมล : Partners.connexted@gmail.com รวมถึงสามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมของมูลนิธิฯ ได้ที่ connexted.org

Nick Ut นำภาพถ่าย ‘The Terror of War’ จัดแสดงที่สยามพารากอน 9 ก.ค.2568

Nick Ut นำภาพถ่าย 'The Terror of War' จัดแสดงที่สยามพารากอน 9 ก.ค.2568

Nick Ut นำภาพถ่าย ‘The Terror of War’ จัดแสดงที่สยามพารากอน 9 ก.ค.2568

วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.16 น.

Nick Ut ช่างภาพดัง นำผลงานภาพถ่ายที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20 จัดแสดงนิทรรศการ ฉลองเปิดตัว Leica Store Siam Paragon  วันที่ 9 กรกฎาคม 2568 ณ ลานกิจกรรม Fashion Hall ชั้น 1 ศูนย์การค้า สยามพารากอน

Nick Ut ช่างภาพข่าวรางวัลพูลิตแซอร์ ปี 1973 เจ้าของภาพถ่าย “The Terror of War” หรือที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในนาม “Napalm Girl” ภาพถ่ายที่มีบทบาทสำคัญในการยุติสงครามเวียดนาม ได้นำผลงานที่ทรงพลังที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20 มาจัดแสดงนิทรรศการ เพื่อร่วมฉลองการเปิดตัว “Leica Store Siam Paragon” ภายใต้คอนเซ็ปต์ใหม่ล่าสุดแห่งแรกในประเทศไทย ที่หลอมรวมตำนานอันทรงคุณค่าของไลก้าเข้ากับวัฒนธรรมร่วมสมัยของไทยอย่างลงตัว

นิทรรศการภาพถ่าย Nick Ut Journey: From Hell to Hollywood

นิทรรศการภาพถ่าย Nick Ut’ Journey: From Hell to Hollywood โดย Nick Ut ช่างภาพข่าวรางวัลพูลิตแซอร์ ปี 1973 เจ้าของผลงานภาพถ่าย “The Terror of War” หรือที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในนาม “Napalm Girl” หนึ่งในภาพข่าวที่ทรงพลังที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20 และเป็นภาพที่มีบทบาทสำคัญในการยุติสงครามเวียดนาม

สำหรับผลงานที่นำมาจัดแสดง เป็นผลงานภาพถ่ายตลอดชีวิต ถ่ายทอดเรื่องราวของ Nick Ut จากความโหดร้ายในสงครามเวียดนาม สู่โลกแห่งแสงสีและความซับซ้อนของฮอลลีวูด นิทรรศการภาพถ่ายนี้ไม่ใช่เพียงการย้อนรำลึกผลงาน แต่คือเรื่องเล่าที่สะท้อนความเป็นมนุษย์อย่างลึกซึ้ง เชื่อมโยงบาดแผล การเปลี่ยนผ่าน และพลังแห่งภาพถ่ายที่ยืนยง ตัวแทนบทพิสูจน์ถึงพลังความเข้มแข็งของจิตวิญญาณมนุษย์ ที่เตือนให้เราระลึกว่าเลนส์เดียวกันที่เคยบันทึกความเจ็บปวด ก็สามารถเฉลิมฉลองชีวิตได้เช่นกัน

ที.เอ.เอส. ปลื้ม TECO Flexshield คว้ารางวัลนวัตกรรมระดับโลก ณ กรุงเจนีวา

ที.เอ.เอส. ปลื้ม TECO Flexshield คว้ารางวัลนวัตกรรมระดับโลก ณ กรุงเจนีวา

ที.เอ.เอส. ปลื้ม TECO Flexshield คว้ารางวัลนวัตกรรมระดับโลก ณ กรุงเจนีวา

วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.49 น.

ที.เอ.เอส. ปลื้ม TECO Flexshield สุดปังเป็นแบรนด์ไทยรายแรกคว้ารางวัลนวัตกรรมระดับโลก ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมชูจุดขาย #TECOFlexshield นวัตกรรมระดับโลก

บริษัท ที.เอ.เอส. คอร์ปอเรชั่น จำกัด ทีเอเอส สุดปัง หลัง TECO Flexshield คว้ารางวัล นวัตกรรม   จากงาน The 50th Geneva Inventions ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และเป็นแบรนด์ไทยแบรนด์แรกที่ได้รางวัลดังกล่าว พร้อมชูจุดขาย #TECOFlexshieldนวัตกรรมระดับโลก รุกสื่อสารการตลาดด้วย O2O (Offline2Online) นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน และเติบโตไปพร้อมกับพันธมิตรทางธุรกิจ

TECO Flexshield แบรนด์ไทยแบรนด์แรก— ผงาดคว้ารางวัลนวัตกรรมที่สวิส

TECO Flexshield นวัตกรรมฉนวนเคลือบหลังคากันความร้อนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สร้างชื่อให้กับ บริษัท ที.เอ.เอส. คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในฐานะที่เป็นแบรนด์ไทยแบรนด์แรกที่ได้รับ รางวัลเหรียญทองแดงเกียรติยศ ซึ่งเป็นรางวัลนวัตกรรมระดับโลก จากงาน The 50th Geneva Inventions ในหมวดผลิตภัณฑ์นวัตกรรมหลังคา

ทั้งนี้ คุณธนากร ศิริวัฒนาเลิศ ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท ที.เอ.เอส. คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้เปิดเผยถึงความภาคภูมิใจกับรางวัลเกียรติยศในครั้งนี้ว่า

“TECO Flexshield เป็นผลิตภัณฑ์ฉนวนกันความร้อนชนิดบาง ผลิตโดย ที.เอ.เอส. คอร์ปอเรชั่น มีคุณสมบัติเด่น คือ ต้านทานความร้อน ลดเสียง ไม่ลามไฟ ทนน้ำ ทนกรด และไม่หลุดร่อน และก่อนหน้านี้ แบรนด์ TECO Flexshield ก็ได้รับรางวัลระดับชาติมาแล้วหลายรางวัล ล่าสุด สำหรับรางวัลนวัตกรรมที่ได้รับจากงาน The 50th Geneva Inventions ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์นั้นต้องเป็นความภาคภูมิใจของเราอย่างแท้จริง เพราะ TECO Flexshield เป็นแบรนด์ไทยแบรนด์แรกที่ได้รับรางวัลฯ นี้”

สำหรับกระบวนการนำเสนอผลงานในครั้งนี้ คุณธนากรกล่าวว่า “TECO Flexshield ได้ผ่านการคัดเลือกจาก สำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) พร้อมทั้งนำเสนอผลงานที่สำนักงานวิจัยแห่งชาติ (วช.) ก่อน หลังผ่านการคัดเลือกแล้ว ทาง วช. จึงได้นำเสนอต่อทางคณะกรรมการของ “งานแสดงสิ่งประดิษฐ์นานาชาติเจนีวา” (The 50th Geneva Inventions) ซึ่งเป็นเวทีที่มีความสำคัญระดับโลกสำหรับนักประดิษฐ์และนักวิจัยในการนำเสนอผลงานนวัตกรรมใหม่ๆ สำหรับบริษัทอุตสาหกรรม, สถาบันการศึกษา, นักประดิษฐ์และนักวิจัยจากทั่วโลกในการแสดงผลงาน, สร้างเครือข่าย, และเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ  ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อนำเสนอให้พิจารณาเข้าร่วมงานแสดงนวัตกรรมครั้งสำคัญในวาระก้าวเข้าสู่ปีที่ 50 ของงาน  The 50th Geneva Inventions ระหว่างวันที่ 9-13 เม.ย. 2025 นอกจากนี้ ยังเป็นเวทีสำหรับนักประดิษฐ์ไทยในการเปรียบเทียบผลงานกับนานาชาติ และยกระดับมาตรฐานของสิ่งประดิษฐ์ของไทยอีกด้วย” 

ทั้งนี้ เกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกผลงาน เพื่อเข้ารับรางวัลแห่งนวัตกรรมดังกล่าวจะต้องผ่านการพิจารณารายละเอียดแบบเชิงลึกทางด้านนวัตกรรมจากผู้เชี่ยวชาญ 135 ท่านที่เข้ามารับฟังการนำเสนอด้วย คือ 1) ความแปลกใหม่ (Novelty) 2) ความฉลาดคิดในการประดิษฐ์ (Ingenuity) 3) ศักยภาพทางด้านการขายและควรค่าแห่งรางวัลอันทรงเกียรติ (Sales Potential & Numerous Awards) และ 4) ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (Environment Sustainable) และในการจัดงานครั้งสำคัญครั้งนี้มีผู้สนใจเข้าร่วมแสดงผลงาน 1,050 ผลงานจากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก อันเป็นผลงานด้านนวัตกรรมจากมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย กลุ่มผู้สนใจเข้าร่วมแสดงผลงาน สตาร์ทอัพ และรวมถึงกลุ่มบริษัท หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน

ชูจุดขาย #TECOFlexshield นวัตกรรมระดับโลก พร้อมต่อยอดพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง

คุณธนากรกล่าวถึงจุดแข็งของ TECO Flexshield ที่ทำให้สามารถรางวัลอันทรงเกียรติ ท่ามกลางผลงานนวัตกรรมที่ถูกส่งเข้าร่วมแข่งขันจากนานาชาติว่า “เนื่องจาก TECO Flexshield เป็นนวัตกรรมฉนวนกันความร้อนที่บริษัทฯ มีความเชื่อมั่น เนื่องจากได้รับการออกแบบเพื่อแก้ปัญหาในจุดที่เป็น PainPoint ของลูกค้ากลุ่ม B2B และ B2C และเพื่อให้ตอบโจทย์ความเป็นนวัตกรรมรูปแบบใหม่ สามารถนำไปใช้งานได้จริง มีมาตรฐานรองรับ ลดการใช้วัตถุดิบ สร้างแนวคิดต่อยอดกับผลิตภัณฑ์ใหม่ มีมูลค่านำไปขายได้จริงในเชิงพาณิชย์ อีกทั้งยังสร้างความยั่งยืนให้สิ่งแวดล้อมด้วย ด้วยคุณสมบัติดังกล่าวจึงนับเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ TECO Flexshield เป็นผลงานแบรนด์ไทยแบรนด์แรกที่ได้รับรางวัลจากเวทีนี้ และบริษัทฯ ก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะคิดค้น ผลิต พัฒนาและวิจัยผลิตภัณฑ์ที่มีความทนทาน ปลอดภัย สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้จริง เป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในราคาที่คนทั่วไปสามารถจับต้องได้อย่างต่อเนื่อง”

นอกจากนี้ คุณธนากรยังกล่าวถึงแผนการรุกตลาดในปีนี้ว่า “ที.เอ.เอส. คอร์ปอเรชั่น จะส่งแคมเปญเพื่อสื่อสารการตลาดใหม่ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงวิวัฒนาการของแบรนด์ TECO Flexshield ที่เป็น “นวัตกรรมท้องถิ่น” สู่การเป็น “นวัตกรรมระดับโลก”

ด้วยสโลแกนใหม่ TECO Flexshield นวัตกรรมไทยสู่เวทีโลก รวมทั้งเดินหน้าใช้แคมเปญ #TECOtoGeneva หรือ #TECOFlexshieldนวัตกรรมระดับโลก โดยชูจุดขายของการเป็นแบรนด์ไทยรายแรกที่ได้รับการยอมรับด้วยรางวัลระดับนานาชาติจากกรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ด้วยข้อความ “การันตีด้วยรางวัลจากเจนีวา ปี 2025” พร้อมชูภาพลักษณ์ของการเป็นแบรนด์ระดับพรีเมี่ยมที่มาพร้อมกับนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน และจุดแข็งทางเทคนิค เช่น การเคลือบกันกรด ทนเคมี ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม ฯลฯ รวมทั้งมีแผนสื่อสารการตลาดแบบ O2O ทั้งออนไลน์ – ออฟไลน์ ด้วยการสร้างคลิปวีดีโอชุดใหม่ที่สะท้อนถึงเบื้องหลังความมุ่งมั่นของ TECO Flexshield ที่ทำให้สามารถคว้ารางวัลดังกล่าวได้ พร้อมกับวิดีโอสัมภาษณ์ซีอีโอ และทีมพัฒนา เพื่อตอกย้ำจุดแข็งของแบรนด์ ขณะเดียวกัน ก็ยังมุ่งทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อให้สามารถเติบโตไปด้วยกันในอนาคตได้อย่างยั่งยืน พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังเพิ่มโอกาสให้กับคู่ค้าในหลายช่องทางไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้และกำไรให้กับคู่ค้าอย่าง เครื่องจักร Hercules  เคมีภัณฑ์ที่นำมาผลิตและต่อยอดให้กับคู่ค้า  และการเป็นผู้ถือครองสิทธิ์ในต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการเพื่อศึกษาทางด้านข้อกฎหมาย” รวมถึงยังมีการเซ็น MOU กับสมาคมโลกสีเขียวเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และในอนาคตยังมีแผนรุกเดินหน้าเซ็น MOU กับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ (มทร.) เพื่อต่อยอดพัฒนานวัตกรรมที่สร้างความยั่งยืน

ในตอนท้าย คุณธนากรได้กล่าวเพิ่มเติมถึง TECO Flexshield ว่า บริษัทฯ ต้องขอขอบพระคุณความไว้วางใจที่มีให้กับ TECO Flexshield ตลอดมา จนถึงวันนี้วันที่เราได้รับการยอมรับระดับโลก จากเวทีประกวดนวัตกรรมที่เจนีวา ซึ่งนี่ไม่ใช่รางวัลของ ที.เอ.เอส. คอร์ปอเรชั่น เท่านั้น หากแต่นี่คือรางวัลของผู้บริโภคทุกคนที่ร่วมกันเลือกคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้กับบ้านและสังคมของเรา”

-(016)

มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย ส่งกล่องสำรองไฟให้ชายแดน

มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย ส่งกล่องสำรองไฟให้ชายแดน

มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย ส่งกล่องสำรองไฟให้ชายแดน

วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.47 น.

มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย โดย ดร.อาทร จันทวิมล เป็นประธานมูลนิธิฯ จัดส่งกล่องสำรองไฟ power box และโซลาร์เซล ให้ ทหาร กองกำลังสุรนารี ค่ายพิทักษ์อุทุมพรเขต อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ  สำหรับใช้ที่หน่วยเฝ้าระวังชายแดนไทย-กัมพูชาที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ หรือกรณีไฟฟ้าดับ

42 GRAND RESIDENCE ที่พักสุดคลาสสิคใจกลางเอกมัย เตรียมเติบโตต่อกับโปรเจ็คใหม่เร็วๆ นี้

42 GRAND RESIDENCE ที่พักสุดคลาสสิคใจกลางเอกมัย เตรียมเติบโตต่อกับโปรเจ็คใหม่เร็วๆ นี้

42 GRAND RESIDENCE ที่พักสุดคลาสสิคใจกลางเอกมัย เตรียมเติบโตต่อกับโปรเจ็คใหม่เร็วๆ นี้

วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 11.20 น.

ในเวลาที่โรงแรม คอนโด อพาร์ตเม้นท์ แข่งกันเติบโต จำนวนห้อง และขนาดห้องเล็กลงเรื่อยๆ แต่ 42 Grand Residence ยังเป็นเซอร์วิส อพาร์ตเม้นท์ไม่กี่ที่ ที่ยังคงความคลาสสิคและยิ่งใหญ่อยู่ใจกลางถนนสุขุมวิท 42 นอกจากห้องนอนที่กว้างขวางแล้ว ยังอยู่ใจกลาง รายล้อมด้วยแลนด์มาร์กที่สำคัญ เช่น Gateway Ekamai, Emquatier, Emporium และ K-Village เป็นต้น รวมถึงสามารถเดินทางไปสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิในระยะทางเพียง 25 กม. ตอบโจทย์ชีวิตทันสมัยพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันนอกจากนั้นยังใกล้ทางพิเศษบางนา –อาจณรงค์ที่สามารถเดินทางไปถึงชลบุรีได้เพียงหนึ่งชั่วโมงกว่าๆเท่านั้น และล่าสุด 42 Grand Residence กำลังเตรียมเปิดโปรเจ็คใหม่ร้านกาแฟสุดชิคสำหรับคนเมืองที่จะสามารถมาพักผ่อน หย่อนใจ หรือทำงานได้ในเร็ววันนี้

อิ๊ก – นนทกร ตันติวัตนะ กรรมการบริหาร 42 Grand Residence กล่าวว่า “ก่อนหน้านี้เราได้สร้าง 42 Grand Residence ด้วยไอเดียของการอยากสร้างที่พักที่เหมือนบ้าน ณใจกลางเมือง จะเห็นได้ว่าห้องของ 42 Grand Residence จะค่อนข้างใหญ่ และกว้างขวาง เริ่มต้นไซส์เล็กสุดก็ 70 ตร.ม. สำหรับ 1 ห้องนอน และ ขนาดใหญ่ที่สุดที่เป็นห้องนอน Duplex 2 ชั้น3 ห้องนอน คือ ขนาด 235 ตร.ม. เราเลือกทำเลทองตรงใจกลางกรุงเทพฯเลยครับ

ผมมองว่า ที่นี่คือ โอกาสทองในการจัดสรร และบริหารเวลาสำหรับคนทำงานในเมืองครับ เพราะนอกจากจะอยู่ในทำเลย่านธุรกิจแล้วการเดินทางก็สะดวกเพราะมีทั้งรถไฟฟ้าบีทีเอสเอกมัย และอยู่บนถนนเส้นหลักของกรุงเทพ สาธารณูปโภคต่างๆ เหมาะทั้งสำหรับผู้ที่มองหาที่อยู่อาศัยในพื้นที่ใจกลางเมือง ถ้าคุณกำลังมองหาที่พักอาศัยที่คุ้มทั้งการเช่าอาศัยระยะสั้นและระยะยาว 42 Grand Residence คือคำตอบครับ

เราไม่ได้ขายแค่ที่อยู่ แต่เราปักหมุดที่ความมั่นคงในอนาคตด้วยครับ เพราะ มองด้านการดำเนินชีวิตที่สะดวกสบาย การเดินทางสะดวกมากไปทางพระราม 4 ก็สามารถขึ้นทางด่วนได้เลย หรือจะไปสุขุมวิทก็อยู่แค่ด้านหน้าซอย เดินไปรถไฟฟ้าเอกมัยเพียง 2 นาที (300 เมตร) ใกล้ทั้งเอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์เพียง 2.5 กม. ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 4 กม. และห่างจาก One Bangkok กับเซ็นทรัล เอ็มบาสซี เพียงประมาณ 5-6 กิโลเมตร ก็เลยคิดว่าที่นี่ตอบโจทย์คนเมือง ได้ เป็นอย่างดี เรามีทั้ง service apartment สำหรับผู้เช่าระยะยาว และ บริการในรูปแบบโรงแรมสำหรับเช่ารายวันด้วยครับ”

กรรมการบริหาร 42 Grand Residence ขยายความเรื่องโปรเจ็คใหม่ด้วยอีกว่า “เดี๋ยวจะมีโครงการร้านกาแฟมาเปิดเพิ่ม ซึ่งจะเป็นบริการแก่ผู้พักอาศัยที่ตึก แล้วก็ คนในซอยสุขุมวิท 42 ด้วย เนื่องจาก เราเล็งเห็นแล้วว่า แม้ว่าร้านกาแฟแถวนี้จะมีค่อนข้างมาก แต่ในซอย42 มีร้านที่เป็นไฮ คอนเซ็ปต์ ค่อนข้างน้อย อีกทั้งเป็นทำเลที่มีทั้งชาวไทย ชาวต่างชาติ รวมถึงคนทำงานแถวนี้ก็สามารถมานั่งประชุมงาน ชิวรีแล็กซ์ได้ ก็เลยคิดว่าการมีโครงการร้านกาแฟนี้น่าจะตอบโจทย์แก่ชาว42 เพิ่มได้มากขึ้นอีกครับ”

42 Grand Residence ที่พักพรีเมียมสุดคลาสสิค ตั้งอยู่ในย่านสุขุมวิท เอกมัย ทำเลศักยภาพ ที่เต็มไปด้วยชาวต่างชาติ ผู้เช่าคุณภาพ และแวดล้อมด้วยแหล่งไลฟ์สไตล์ชั้นนำของกรุงเทพมหานคร เพียง 2.5 กม. จากศูนย์การค้า The Emporium 4 กม. จากศูนย์การประชุมแห่งชาติ สิริกิติ์หากสนใจเช่าได้ทั้งระยะสั้น ระยะยาว สามารถติดต่อได้ที่ราคาเช่ารายเดือนเริ่มต้นที่ 40,000 บาท รายวัน เริ่มต้นเพียงคืนละ 1,500 บาท เท่านั้น

Rado ฉลอง 40 ปีแห่งแรงบันดาลใจจากเทนนิส กับเรือนเวลาไฮไลท์ที่สะท้อนดีไซน์เหนือกาลเวลา

Rado ฉลอง 40 ปีแห่งแรงบันดาลใจจากเทนนิส กับเรือนเวลาไฮไลท์ที่สะท้อนดีไซน์เหนือกาลเวลา

Rado ฉลอง 40 ปีแห่งแรงบันดาลใจจากเทนนิส กับเรือนเวลาไฮไลท์ที่สะท้อนดีไซน์เหนือกาลเวลา

วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในปี 2025 นี้ Rado เฉลิมฉลองก้าวสำคัญในวาระครบรอบ 40 ปีแห่งความร่วมมืออันทรงคุณค่ากับวงการเทนนิสระดับโลกภายใต้แนวคิด “Game, Set and Match” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเดินทางร่วมกัน ระหว่างศิลปะของการประดิษฐ์เรือนเวลา และความท้าทายของการแข่งขันกีฬาเทนนิสระดับอาชีพตลอดสี่ทศวรรษที่ผ่านมา นับตั้งแต่การจับมือกันครั้งแรกในรายการ Swiss Open Gstaad ปี 1985 จนถึงปัจจุบัน Rado ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันเทนนิสกว่า 30 รายการทั่วโลก พร้อมส่งเสริมและสนับสนุนนักกีฬาในทุกระดับ ตั้งแต่ดาวรุ่งไปจนถึงแชมป์แกรนด์สแลม

เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 40 ปีของความสัมพันธ์ระหว่าง Rado กับวงการเทนนิสระดับโลก แบรนด์ได้นำเสนอเรือนเวลารุ่นพิเศษ Rado Captain Cook x Tennis Limited Edition ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 1,985 เรือนทั่วโลก ถ่ายทอดเอกลักษณ์ผ่านหน้าปัดไล่เฉดสีจากรูทีเนียมสู่ขาว พร้อมขีดบอกเวลาตำแหน่ง 3/6/8/12 นาฬิกา ซึ่งแทนคะแนน 15/30/40/เกม ตามแบบฉบับของกีฬาเทนนิส พร้อมเข็มวินาทีปลายสีเขียวที่ได้แรงบันดาลใจจากลูกเทนนิส ขับเคลื่อนด้วยกลไก Rado คาลิเบอร์ R763 สำรองพลังงาน 80 ชั่วโมง และมาพร้อมระบบ EasyClip สำหรับเปลี่ยนสายที่สะดวก เรือนเวลานี้สะท้อนแนวคิด Sporty Elegance ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งในด้านเทคนิค ดีไซน์ และความหมาย ถือเป็นการหลอมรวมความคลาสสิกของงานออกแบบเข้ากับพลังแห่งการแข่งขันได้อย่างลงตัว นาฬิการุ่นนี้จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับแฟนกีฬาและนักสะสม ผู้หลงใหลในความเที่ยงตรงเหนือกาลเวลา

Rado กับวงการเทนนิส:พันธกิจที่สานต่อด้วยความมุ่งมั่น

ด้วยบทบาทในฐานะผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการของ ATP และ Davis Cup Rado ไม่เพียงแสดงถึงความเที่ยงตรง แต่ยังเป็น สัญลักษณ์แห่งความน่าเชื่อถือในโลกของกีฬา ความร่วมมือกับการแข่งขันระดับตำนานอย่าง French Open, Mubadala Citi DC Open และ Swiss Indoors Basel ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้เข้าถึงแฟนกีฬาทั่วโลกอย่างลึกซึ้ง Rado ยังเป็นแบรนด์แรกๆ ที่สร้างแพลตฟอร์มเพื่อสนับสนุนนักกีฬาเยาวชนผ่านโครงการ Rado YoungStars ที่ริเริ่มตั้งแต่ปี 2015 และผลักดัน แชมป์โลกหลายคนเติบโตจากโครงการนี้

แบรนด์แอมบาสเดอร์ Rado ผู้ถ่ายทอดแรงบันดาลใจ

หนึ่งในความภาคภูมิใจของ Rado คือการได้ร่วมงานกับนักเทนนิสชั้นนำระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Ash Barty, Cameron Norrie และ Barbora Krejčíková ซึ่งต่างมีบทบาทในการสร้างสรรค์เรือนเวลาที่สะท้อนบุคลิกเฉพาะตัว ทั้งด้านดีไซน์ กลไก และนวัตกรรมวัสดุไฮเทคเซรามิก

Rado ไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตนาฬิกา หากแต่คือผู้นำด้านนวัตกรรมวัสดุและศิลปะการออกแบบที่กลายเป็นเอกลักษณ์ระดับโลกทุกเรือนเวลาคือการรวมกันของศาสตร์แห่งกลไกและความงามทางสายตา ซึ่งถ่ายทอดออกมาผ่านดีไซน์ที่ร่วมสมัยและวัสดุชั้นเลิศ เพื่อมอบประสบการณ์ที่หรูหรา นุ่มนวล และทนทานเหนือกาลเวลา