EnCo Terminal คว้ารางวัล FIABCI-Thai PRIX D’EXCELLENCE AWARDS 2025 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน

EnCo Terminal คว้ารางวัล FIABCI-Thai PRIX D’EXCELLENCE AWARDS 2025 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน

EnCo Terminal คว้ารางวัล FIABCI-Thai PRIX D’EXCELLENCE AWARDS 2025 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.49 น.

นายศิรศักดิ์ จันเทรมะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และนางกิตติยา บรรทัดจันทร์ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์ พัฒนาธุรกิจและการตลาด บริษัท เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ จำกัด (EnCo) เป็นตัวแทนรับมอบรางวัล โครงการอสังหาริมทรัพย์ดีเด่น FIABCI-Thai PRIX D’EXCELLENCE AWARDS 2025 จาก นายวุฒิพงศ์ จิตตั้งสกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง งานนี้จัดขึ้นโดยสมาคมการค้าอสังหาริมทรัพย์สากล (FIABCI) เพื่อมอบแก่โครงการที่มีความโดดเด่น และได้รับการยอมรับในระดับสากล ณ โรงแรมรอยัล ออร์คิด เชอราตัน ริเวอร์ไซด์ แบงค็อก โดย EnCo Terminal (EnTer) หนึ่งในอาคารสำนักงานให้เช่าย่านหลักสี่–ดอนเมือง ภายใต้การบริหารของ EnCo คว้ารางวัลประเภท Sustainable & Innovative Office ไปครอง ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมการอนุรักษ์พลังงาน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนให้กับสังคมไทยมากว่า 20 ปี

โครงการ EnCo Terminal (EnTer) โดดเด่นด้วยการออกแบบสถาปัตยกรรมและฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบโจทย์การทำงานยุคใหม่ ด้วยแนวคิด “The Future Station” ที่ผสานความก้าวหน้า เทคโนโลยี และความยั่งยืนไว้อย่างลงตัว รองรับไลฟ์สไตล์การทำงานแบบ Hybrid พร้อมสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะของผู้ใช้อาคารในทุกด้าน อาทิ

· สถาปัตยกรรมและแนวคิดการออกแบบ

ออกแบบให้โดยเน้นความทันสมัย พร้อมพื้นที่ภายในสำนักงานที่ยืดหยุ่น ตอบสนองการทำงานในรูปแบบต่าง ๆ อย่างคล่องตัว

· เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม

ระบบระบายความร้อนอาคาร ระบบระบายอากาศให้อากาศหมุนเวียน ระบบจัดการน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วม และพื้นที่สีเขียวภายในอาคาร เพื่อสร้างบรรยากาศการทำงานที่ผ่อนคลายและมีความสุข

· มาตรฐานสากลและการรับรอง

อาคารได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 14001 ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม และ WELL Health Safety Rating 2024 จาก IWBI มาตรฐานระดับโลกด้านสุขภาวะและความปลอดภัยของผู้ใช้อาคาร

· สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

พร้อมรองรับทุกความต้องการของชีวิตและการทำงาน ด้วยฟิตเนส สระว่ายน้ำ ฟู้ดคอร์ท ห้องประชุมขนาดใหญ่ พื้นที่จัดงานอเนกประสงค์ พร้อมที่จอดรถกว่า 600 คัน และ EV Charger

รางวัลโครงการอสังหาริมทรัพย์ดีเด่น FIABCI-Thai PRIX D’EXCELLENCE AWARDS 2025 ในครั้งนี้ ตอกย้ำถึงบทบาทของ EnCo ในฐานะผู้พัฒนาและบริหารอสังหาริมทรัพย์ที่มีมาตรฐานสากล คำนึงถึงความยั่งยืนในทุกมิติ พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจตามแนวทาง ESG เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมในชุมชนเมืองต่อไป

-(016)

ชลิต อินดัสทรี ถวายเทียนพรรษา สืบสานประเพณีไทยช่วงเข้าพรรษา

ชลิต อินดัสทรี ถวายเทียนพรรษา สืบสานประเพณีไทยช่วงเข้าพรรษา

ชลิต อินดัสทรี ถวายเทียนพรรษา สืบสานประเพณีไทยช่วงเข้าพรรษา

วันศุกร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.43 น.

เทศกาลเข้าพรรษา คือช่วงเวลาสำคัญทางพระพุทธศาสนา มีจุดเริ่มต้นจากพุทธบัญญัติในสมัยพุทธกาล ที่ทรงให้พระสงฆ์งดการเดินธุดงค์ในฤดูฝน เพื่อหลีกเลี่ยงการเหยียบย่ำต้นกล้าและสัตว์เล็กในนา ซึ่งพระสงฆ์จะจำพรรษาอยู่ ณ วัดใดวัดหนึ่งเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อปฏิบัติธรรม ศึกษาพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด และเป็นโอกาสให้พุทธศาสนิกชนร่วมทำบุญ รักษาศีล ฟังธรรม และถวายสังฆทานอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงพรรษา โดยเริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ไปจนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี ซึ่งในปี 2568 นี้ตรงกับวันที่ 11 กรกฎาคม – 7 ตุลาคม 2568

กิจกรรมสำคัญในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา ชาวพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศจะร่วมกันทำบุญ รักษาศีล ฟังธรรม และสืบสานประเพณี “การถวายเทียนพรรษา” ซึ่งเป็นประเพณีสำคัญที่สืบทอดกันมายาวนานในสังคมไทยที่แสดงถึงความเคารพศรัทธาในพระพุทธศาสนาและความร่วมมือของชุมชนในการส่งเสริมคุณธรรมและวัฒนธรรมไทย นอกจากจะเป็นการสั่งสมบุญกุศลแล้ว การถวายเทียนพรรษายังสะท้อนถึงวิถีชีวิตและจิตใจอันงดงามของชาวพุทธสานิกชน ที่ร่วมใจกันส่งเสริมพระพุทธศาสนาและอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีไทยให้คงอยู่คู่สังคมสืบไป

เพื่อร่วมสืบสานพุทธศาสนาและส่งเสริมวัฒนธรรมประเพณีไทย บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายชิ้นส่วนยานยนต์และอะไหล่ยาง ภายใต้แบรนด์ “POP” ได้จัดกิจกรรม “ชลิต อินดัสทรี สืบสานพุทธศาสนา ร่วมใจถวายเทียนพรรษา” ณ วัดศรีบูรณาวาส (วัดโคก) ตำบลโคกขาม อำเภอเมืองสมุทรสาคร

ในโอกาสนี้ นายชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ พร้อมคณะผู้บริหาร นางมนัสนันท์-นายอธิวัฒน์ เปรมพุฒิพันธ์ รวมทั้งพนักงานบริษัทฯ ได้ร่วมกันถวาย “ต้นเทียนพรรษา” พร้อมด้วยผ้าอาบน้ำฝน และเครื่องจตุปัจจัยไทยธรรม แด่ พระครูสาครจริยาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดศรีบูรณาวาส พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์จำนวน 5 รูป นอกจากนี้ยังได้ร่วมกิจกรรม “หล่อเทียนพรรษา” ที่ทางวัดศรีบูรณาวาสได้จัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนในชุมชนใกล้เคียงได้ร่วมกันทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและสืบสานวัฒนธรรมไทยอันดีงาม อีกทั้งยังเป็นการเสริมสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัวอีกด้วย

กิจกรรมในครั้งนี้ สะท้อนถึงเจตนารมณ์ของบริษัทฯ ในการปลูกฝังคุณธรรมและจิตสำนึกที่ดีให้กับบุคลากร สร้างความสามัคคีภายในองค์กร ตลอดจนส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจในการพัฒนาสังคมและชุมชนอย่างยั่งยืน พร้อมกันนี้ ชลิต อินดัสทรี ยังมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ยานยนต์อย่างต่อเนื่อง ด้วยมาตรฐานคุณภาพระดับสากล เช่น ISO 9001 และ IATF 16949 ตลอดจนการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว โดยผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ “POP” ได้รับความไว้วางใจจากทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ได้แก่ เอเชียตะวันออก แอฟริกา ตะวันออกกลาง ออสเตรเลีย อเมริกาใต้ และยุโรปตะวันออก

-(016)

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ราชมรรคา : สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ราชมรรคา : สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน

บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ ราชมรรคา : สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน

วันศุกร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.03 น.

สุวรรณภูมิในอดีต  ไม่รู้จักคำว่า “พรมแดน” หรือ “ประเทศ”  แบบที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน หากแต่ผืนแผ่นดินและผู้คนล้วนเชื่อมโยงกันด้วยเครือข่ายแห่งวัฒนธรรม ศรัทธา และการคมนาคมที่สานรวมอารยธรรมหลากหลายในภูมิภาคเข้าด้วยกัน “ราชมรรคา” เส้นทางหลวงโบราณพันปี  คือหนึ่งในรากฐานสำคัญของความเชื่อมโยงดังกล่าว โดยเฉพาะเส้นทางสายหลักที่ทอดยาวจากวิมายปุระ (พิมาย) สู่ศูนย์กลางอำนาจของอาณาจักรขอมที่นครวัด ซึ่งมิใช่เพียงทางเดินของกองทัพหรือกองเกวียนขนเกลือ หากคือเส้นเลือดหล่อเลี้ยงอารยธรรมของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในยุคนั้น

พิมาย: เมืองแม่บทก่อนนครวัด

ก่อนที่นครวัดจะปรากฏเป็นปราสาทหินชื่อดังในประวัติศาสตร์ เมืองพิมาย หรือวิมายปุระ กลับก่อรูปมาก่อน  เมืองพิมายแห่งนี้ตั้งอยู่ริมลำจักราชและแม่น้ำมูล ที่หล่อเลี้ยงชีวิตของดินแดนอุดมสมบูรณ์ “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” มาแต่โบราณ ความชุ่มชื้นของดิน น้ำ และความสามารถของชาวพื้นเมือง ทำให้พื้นที่นี้กลายเป็นศูนย์กลางทั้งด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรมตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ จากหลักฐานชิ้นส่วนสัตว์โลกล้านปีเช่นเสือเขี้ยวดาบ และเต่ายักษ์ ที่บ่อทราย บ้านตะกุดขอน   หรือโครงกระดูกมนุษย์โบราณที่บ้านธารปราสาท แสดงถึงการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์เมื่อกว่า 3,000 ปีมาแล้ว  ขุดเรืออีโปงจากต้นตาลเพื่อใช้สัญจรไปตามลำน้ำ ตอกย้ำความเก่าแก่และความสามารถในการปรับตัวต่อภูมิประเทศที่ชาญฉลาด

ราชมรรคา: เส้นทางขนส่งเกลือ เหล็ก เครื่องปั้นดินเผา ปลาร้า และวัฒนธรรม

ราชมรรคาไม่ได้เป็นเพียงเส้นทางของขบวนราชรถหรือทัพศึก แต่ยังเป็นโครงข่ายเศรษฐกิจที่มีชีวิตชีวา   เครื่องปั้นดินเผาพิมายดำ และเตาถลุงแร่เหล็กใกล้เส้นทาง     พิสูจน์ถึงความสามารถทางเทคโนโลยีอันชาญฉลาดของคนโบราณ ชาวอีสานแถบทุ่งกุลาร้องไห้และแม่น้ำสงคราม ใช้เกวียนเทียมวัวขนเกลือสินเธาว์  ผ่านเส้นทางราชมรรคาสู่หมู่บ้านริมทะเลสาบเขมร เพื่อใช้ในการผลิต “ปราฮก” หรือปลาร้าที่เป็นเครื่องปรุงพื้นฐานของครัวเขมรและอีสานจนถึงปัจจุบัน ขบวนวัวเกวียนเหล่านี้มิใช่เพียงผู้ค้า แต่ยังทำหน้าที่เป็นพาหะทางวัฒนธรรมที่นำความเชื่อ ภาษา งานหัตถกรรม และเทคนิคการเกษตรระหว่างดินแดนพรมแดนให้ทำการแลกเปลี่ยนและผสมกลมกลืน

นอกจากนี้ ราชมรรคา ยังเอื้อให้เกิดการเผยแพร่ศิลปะและศาสนา ตั้งแต่ยุคของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 และ 2 ที่นำพาศิลปะแบบไวษณพที่เป็นลัทธิบูชาพระวิษณุเข้าสู่อีสาน ปราสาทหินพิมายนั้นแม้จะเป็นพุทธสถานมหายาน แต่ก็รับอิทธิพลศิลปะเขมร ชวา และอินเดียอย่างกลมกลืน ผ่านภาพแกะสลัก เทวรูป และการวางผังเมืองที่สะท้อนทั้งความศักดิ์สิทธิ์และความเป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณของภูมิภาค

การเมืองระหว่างแผ่นดิน เบื้องหลังความรุ่งเรืองของราชมรรคา ยังมีบริบทของสายเลือดและการสืบอำนาจที่แผ่ขยายไปทั้งสองฝั่งของเทือกเขาพนมดงรัก ราชวงศ์มหิธรปุระ (Mahidharapura) ซึ่งเป็นเชื้อสายของกษัตริย์ขอมสำคัญหลายพระองค์ เช่น พระเจ้าชัยวรมันที่ 6 และ 7 มีบทบาทในการขยายอิทธิพลผ่านศาสนา สถาปัตยกรรม และการปกครองที่รวมศูนย์อย่างมีแบบแผน ในขณะที่ราชวงศ์ตระซ๊อกประแอม (Trasak Paem) ซึ่งถือเป็นราชวงศ์ของเขมรในยุคถัดมา มีบทบาทในการฟื้นคืนอำนาจท้องถิ่นและรูปแบบการปกครองแบบผสมผสานกับอิทธิพลของอาณาจักรอื่นอย่างอยุธยา ทำให้ราชมรรคาในช่วงหลังไม่เพียงรับบทเป็นทางเดินของสินค้า หากแต่เป็นเวทีทางการทูตและความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์

เส้นทางแห่งความทรงจำ แม้เมื่อกาลเวลาล่วงเลย เส้นทางราชมรรคาจะเงียบเหงาไปตามการเสื่อมถอยของอาณาจักรขอม โดยเฉพาะในปลายสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 9 (ราว พ.ศ. 1821–1845) แต่ซากหลักหิน บาราย และหมู่บ้านที่ยังดำรงอยู่บริเวณสองฝั่งเส้นทางโบราณ ยังยืนหยัดเป็นพยานแห่งอารยธรรม

วันนี้ พิมายยังคงเป็นเมืองเกษตรกรรมที่อุดมสมบูรณ์ เป็นที่ตั้งของปราสาทหินพิมาย สมบัติแห่งชาติที่ดึงดูดผู้มาเยือนทั้งเพื่อชมสถาปัตยกรรม และสัมผัสมรดกทางจิตวิญญาณที่ยังคงเต้นอยู่ในจังหวะของราชมรรคา เส้นทางที่ไม่เพียงเชื่อมเมืองต่อเมือง แต่เชื่อมใจของคนสองแผ่นดินเข้าด้วยกันผ่านกาลเวลาที่ผ่านไป

โดย   สุริยพงศ์

ขอบคุณภาพจาก อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย , วิกิพีเดีย

‘เซ็นทารา’ เนรมิต Secret Garden จัดงาน ‘Centara Journeys’ สร้างการรับรู้ของแบรนด์ พร้อมเผยแพร่วัฒนธรรมไทยสู่สากล

‘เซ็นทารา’ เนรมิต Secret Garden จัดงาน ‘Centara Journeys’ สร้างการรับรู้ของแบรนด์ พร้อมเผยแพร่วัฒนธรรมไทยสู่สากล

‘เซ็นทารา’ เนรมิต Secret Garden จัดงาน ‘Centara Journeys’ สร้างการรับรู้ของแบรนด์ พร้อมเผยแพร่วัฒนธรรมไทยสู่สากล

วันศุกร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา จัดงาน Centara Journeys: Where Flavours & Rhythms Come to Life ขึ้นที่สวน Secret Garden ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เพื่อขอบคุณลูกค้าคนสำคัญ พาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ รวมถึงสื่อมวลชนต่างชาติที่ให้การสนับสนุนแบรนด์ไทยอย่างเซ็นทาราเสมอมา และเพื่อส่งเสริมการรับรู้ของแบรนด์ในประเทศอังกฤษ  อีกทั้ง ยังร่วมเผยแพร่วัฒนธรรมไทยสู่สากล  

เหล่าเซเลบริตี้คนดังและผู้บริหารระดับสูงในแวดวงอุตสาหกรรมต่างๆ ให้เกียรติเข้าร่วมงานมากมาย อาทิ โจดี้ คิดด์ ดารานางแบบและพิธีกรรายการโทรทัศน์ชาวอังกฤษ, โซอี้ ฮาร์ดแมน พิธีกรรายการโทรทัศน์และวิทยุชาวอังกฤษ, ณัฐพงศ์ สิทธิชัย อัครราชทูต และรองหัวหน้าคณะผู้แทน ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ, วรภา อังคสิริทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประจำประเทศอังกฤษ และ ชาติ จิราธิวัฒน์ Head of Retail Development, Central Group Europe ซึ่งกลุ่มเซ็น ทรัลเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในเซลฟริดเจส กรุ๊ป (Selfridges Group)

ทั้งนี้ ผู้บริหารระดับสูงของเซ็นทารา ร่วมตอบรับแขกผู้เข้าร่วมงานอย่างอบอุ่น นำโดย ธีระยุทธ  จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา, ทอม ธรัสเซล รองประธานฝ่ายแบรนด์ การตลาดและดิจิตอล โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา, ยัน ไวไชท์ ผู้จัดการทั่วไป ประจำโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ทและวิลลา หัวหิน และ แอนดรูว์ แจนสัน ผู้จัดการทั่วไป ประจำโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ ลากูน มัลดีฟส์ และเซ็นทารา มิราจ ลากูน มัลดีฟส์

“เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้จัดงาน Centara Journeys ขึ้น เพื่อขอบคุณลูกค้า พันธมิตรทางธุรกิจ รวมถึงสื่อมวลชนต่างชาติที่ให้การสนับ สนุนแบรนด์ไทยอย่างเซ็นทาราด้วยดีตลอดมา อีกทั้ง เพื่อสร้างการรับรู้ของแบรนด์ในประเทศอังกฤษ พร้อมเผยแพร่วัฒนธรรมไทยสู่สากล” ธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา กล่าว “ประเทศอังกฤษ ถือเป็นหนึ่งในตลาดเป้าหมายหลักของเซ็นทารา ซึ่งเราพร้อมที่จะถ่ายทอดการบริการด้วยไมตรีจิตไทยอันอบอุ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของเราในตลาดนี้ เพื่อเติบโตแบรนด์เซ็นทาราและส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างเข้มแข็ง”

ภายในงานแขกผู้มีเกียรติต่างประทับใจไปกับความลงตัวของการผสมผสานเสน่ห์ของสวนฤดูร้อนแบบอังกฤษเข้ากับการบริการด้วยไมตรีจิตไทยอันอบอุ่นของเซ็นทาราอย่างเหนือระดับ ลิ้มลองเครื่องดื่มและอาหารไทย พร้อมเพลิดเพลินกับการแสดงดนตรีสด และศิลปะวัฒนธรมไทยต่างๆ ภายในงานอย่างงดงาม

งาน Centara Journeys ช่วยส่งเสริมการรับรู้ของแบรนด์เซ็นทาราในภูมิภาคยุโรปให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น อีกทั้งสะท้อนความมุ่งมั่นของเซ็นทาราในการมอบประสบการณ์การเข้าพักอันน่าประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวทั่วโลก สอดรับกับการขยายธุรกิจในต่างประเทศของเซ็นทาราอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา ได้ที่ https://www.centarahotelsresorts.com/th

ธีระยุทธ จิราธิวัฒน์  ต้อนรับ วรภา อังคสิริทรัพย์ และ อัครราชทูต  ณัฐพงศ์ สิทธิ

ธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ ต้อนรับ วรภา อังคสิริทรัพย์ และ อัครราชทูต ณัฐพงศ์ สิทธิ

ธีระยุทธ จิราธิวัฒน์

ธีระยุทธ จิราธิวัฒน์

โซอี้ ฮาร์ดแมน และ โจดี้ คิดด์

โซอี้ ฮาร์ดแมน และ โจดี้ คิดด์

(จากขวา) ชาติ จิราธิวัฒน์

(จากขวา) ชาติ จิราธิวัฒน์

(ยืนกลาง) ยัน ไวไชท์

(ยืนกลาง) ยัน ไวไชท์

มูลนิธิ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ จับมือกับ ไทยเบฟ เปิดร้าน BAB Café มาพร้อมแนวคิด Casual Dining & Gallery

มูลนิธิ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ จับมือกับ ไทยเบฟ  เปิดร้าน BAB Café  มาพร้อมแนวคิด Casual Dining & Gallery

มูลนิธิ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ จับมือกับ ไทยเบฟ เปิดร้าน BAB Café มาพร้อมแนวคิด Casual Dining & Gallery

วันศุกร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มูลนิธิ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ ร่วมกับ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เปิดร้าน BAB Café อย่างเป็นทางการ ภายใต้คอนเซ็ปต์ Casual Dining & Gallery ที่มีผลงานศิลปะหมุนเวียนให้ลูกค้าได้ชื่นชม พร้อมเสิร์ฟเครื่องดื่มเมนูพิเศษให้ได้ลิ้มลอง โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ ประธานอำนวยการ และผู้อำนวยการศิลป์ “บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่” ไพศาล อ่าวสถาพร ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจอาหาร (ประเทศไทย) บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด(มหาชน) ธารินทร์ รินธนาเลิศ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บิสโตร เอเชีย จำกัด  อดุลญา ฮุนตระกูล ผู้อำนวยการหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย ยุรี เกนสาคู และ  ดาว วาสิกศิริ ศิลปินบางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ และแขกผู้มีเกียรติร่วมงาน ท่ามกลางบรรยากาศอบ อุ่น ณ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

ศาสตราจารย์ ดร. อภินันท์ โปษยานนท์ ประธานอำนวยการและผู้อำนวยการศิลป์ บางกอก อาร์ต  เบียนนาเล่ กล่าวว่า “เราเปิดร้าน BAB Café อย่างเป็นทางการ  โดยเชิญศิลปินและเครือข่ายหลากหลายแขนงมาร่วมกิจกรรม เพื่อเปิดพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิด และแสดงผลงานในบรรยากาศที่เป็นมิตรและสร้างสรรค์  เราวางแผนตกแต่งตัวร้าน BAB Café  โดยนึกถึงศิลปินในเครือข่ายของเราที่มีอยู่แล้ว และงานของคุณดาว วาสิกศิริ ที่ทำอย่างต่อเนื่องคือการถ่ายภาพ Portrait ของศิลปิน BAB ที่ดูมีเสน่ห์มีความพิเศษ ส่วนของ คุณยุรี เกนสาคู ร่วมกิจ กรรมกับทาง BAB มาโดยตลอด และเป็นหนึ่งในศิลปิน BAB 2020 เรามองว่า คุณยุรี สามารถพลิกโฉมทั้งเรื่องของการออกแบบ ดีไซน์ และเรื่องของฝาก Souvenir ได้เป็นอย่างดี  และอนาคตต่อไปเราก็จะมีการหมุนเวียนผลงานศิลปินเข้ามาแสดงอย่างต่อเนื่อง

BAB Cafe ถูกออกแบบอย่างพิถีพิถันในทุกองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องดื่ม เฟอร์นิเจอร์ รวมไปถึงกิจกรรมทางศิลปะที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง พื้นที่นี้ถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าคาเฟ่ เพราะคือเวทีที่ให้ศิลปินและผู้คนทั่วไปได้มาพบปะ แลกเปลี่ยน สร้างแรงบันดาลใจ และร่วมกันเติมเต็มพลังสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง  BAB Café  ไม่ได้จำกัดแค่ผู้ที่อยู่ในวงการศิลปะเท่านั้น แต่เปิดต้อนรับทุกคนให้เข้ามาเยี่ยมชม ดื่มด่ำกับบรรยากาศ และสัมผัสงานศิลปะผ่านทุกแง่มุมของพื้นที่แห่งนี้ ขอขอบคุณมูลนิธิบางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ และบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ที่ได้ให้การสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่องครับ”

ยุรี เกนสาคู  ศิลปินบางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ 2020 เผยความรู้สึกว่า “รู้สึกดีใจมากๆ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ BAB Café เพราะที่นี่ไม่ได้เป็นแค่คาเฟ่ แต่เป็นเหมือนครอบครัวของศิลปิน ที่ทุกคนรู้สึกเป็นกันเองและใกล้ชิดกันมาก ศิลปินที่เดินทางมาร่วมโปรเจกต์ต่าง ๆ ก็จะมาทานอา หาร ขนม ดื่มกาแฟ และที่สำคัญยังได้เห็นผลงานของพวกเราจัดแสดงอยู่ที่นี่ด้วยค่ะ คอนเซปต์ของผลงานยุรี  คือ สัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ มีทั้งสัตว์บกและสัตว์น้ำ ที่เป็นสัตว์หายาก และมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ สังคม การเมือง  และเรื่องความเท่าเทียมกันทางสังคม ทั้งเรื่องเพศ ความเป็นผู้หญิง หรือ LGBTQ ที่ถูกถ่ายทอดผ่านงานศิลปะ ขอเชิญชวนมาร้าน BAB Café นะคะ จะมีทั้งงานของ ยุรี และของคุณดาว ที่มาร่วมแสดงผลงานในพื้นที่แห่งนี้ ทุกองค์ประกอบไม่ว่าจะเป็นงานศิลป์ งานดีไซน์ หรือพื้นที่สำหรับนั่งเล่น เดินชม ก็ล้วนเต็มไปด้วยความตั้งใจค่ะ”

ดาว วาสิกศิริ เผยความรู้สึกว่า รู้สึกดีใจและเป็นเกียรติอย่างมากครับ ที่ได้มาร่วมแสดงงานที่ BAB Café ผมร่วมงานกับ BAB มาหลายปี สำหรับผลงานในครั้งนี้ ผมเลือกโฟกัสไปที่ตัวศิลปินของ BAB เอง แนวคิดของผมคือ ไม่อยากให้ศิลปินยืนอยู่แค่หน้างานของตัวเอง แต่ศิลปินควรเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะเช่นกัน ในภาพถ่ายหรือผลงานที่นำเสนอ ผมจึงร่วมครีเอทกับศิลปิน เพื่อถ่ายทอดตัวตนของเขาผ่านมุมมองของผม อยากเชิญชวนทุกท่านที่สนใจงานศิลปะมาที่ BAB Café กันนะครับ ที่นี่มีงานศิลปะหมุนเวียนให้ชมอยู่ตลอด รวมถึงอาหารและเครื่องดื่มก็อร่อยมาก ๆ ด้วยครับ”

ติดตามข่าวสาร และตารางกิจกรรมของเทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ (Bangkok Art Biennale) เพิ่มเติมได้ทาง  Facebook และ Instagram : Bkkartbiennale

ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์

ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์

ดาว วาสิกศิริ

ดาว วาสิกศิริ

ยุรี เกนสาคู

ยุรี เกนสาคู

Amaze Super App แอปช้อปปิ้งใหม่จากเครือซีพี ‘รวมพอยท์เป็นพลังช้อป’ทะยานสู่ 2 ล้านผู้ใช้งานใน 2 เดือน

Amaze Super App แอปช้อปปิ้งใหม่จากเครือซีพี  ‘รวมพอยท์เป็นพลังช้อป’ทะยานสู่ 2 ล้านผู้ใช้งานใน 2 เดือน

Amaze Super App แอปช้อปปิ้งใหม่จากเครือซีพี ‘รวมพอยท์เป็นพลังช้อป’ทะยานสู่ 2 ล้านผู้ใช้งานใน 2 เดือน

วันศุกร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เพียงสองเดือนหลังจากการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ อเมซ ซูเปอร์แอป (Amaze Super App) แอปช้อปปิ้งคอนเซ็ปต์ใหม่จากเครือซีพี สร้างปรากฏการณ์ด้วยยอดดาวน์โหลดทะลุ ล้านครั้ง สะท้อนถึง การตอบรับอย่างล้นหลามจากผู้บริโภค และตอกย้ำบทบาทของ อเมซ ซูเปอร์แอป ในฐานะผู้นำในการสร้างมูลค่าจากพอยท์สะสมให้กลายเป็นพลังการจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวันได้อย่างแท้จริง

ดร.สรินทิพย์ สถิตย์เสถียร กรรมการผู้จัดการ Amaze Super App บริษัท แอสเซนด์ คอมเมิร์ซ จำกัด กล่าวว่า “การที่ อเมซ ซูเปอร์แอป มียอดผู้ใช้งานทะลุถึง 2 ล้านคนภายในระยะเวลาเพียงสองเดือน เป็นสิ่งที่เราภูมิใจมาก  ความสำเร็จนี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขที่น่าประทับใจ แต่ยืนยันถึงวิสัยทัศน์ของ อเมซ ซูเปอร์แอป ในการสร้างอีโคซิสเต็มที่แข็งแกร่งและยั่งยืน เราเห็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริ โภคอย่างชัดเจน โดยมีผู้ใช้งานกว่า 400,000คน หรือคิดเป็น 20% ของฐานผู้ใช้งานทั้งหมด ที่เลือกโอนพอยท์จากบัตรเครดิตชั้นนำและโปร แกรมสะสมสมาชิกในเครือซีพีทั้ง ALL POINT, My Lotus’s, Makro PRO POINT และ True Point มารวมไว้ใน อเมซ ซูเปอร์แอป ซึ่งเป็นสัญ ญาณที่ชัดเจนว่าผู้บริโภคต้องการความสะดวกสบายและความง่ายในการบริหารจัดการพอยท์สะสมในที่เดียว

และที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ 80% ของการทำธุรกรรมบนแพลตฟอร์มเป็นการใช้พอยท์จ่ายแทนเงินสด ตอกย้ำว่า อเมซ ซูเปอร์แอป เข้ามาปฏิวัติการใช้พอยท์ให้เกิดมูลค่าสูงสุดอย่างแท้จริง และเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพการใช้จ่ายของผู้บริโภค สร้างประโยชน์สูง สุดให้กับทุกฝ่าย”

อเมซ ซูเปอร์แอป ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจากความหลากหลายของสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ โดยหมวดสินค้ายอดนิยมที่มีการใช้พอยท์จ่ายแทนเงินสดสูงสุด ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ได้แก่ อเมซมอลล์ (Amaze Mall) สินค้าแบรนด์ดัง การันตีของแท้ 100% สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และมือถือ ผลิตภัณฑ์ความงามและของใช้ส่วนตัว เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน สินค้าเพื่อสุขภาพ แฟชั่นและเครื่องประดับ

สินค้าจาก 7-Eleven และ Lotus’s  เครื่องดื่ม เช่น น้ำดื่ม น้ำอัดลม นม, อาหารพร้อมทาน แช่เย็น หรืออุ่นร้อน, วัตถุดิบอาหารสด เช่น เนื้อหมู ไข่ ผัก อาหารแห้ง เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนม, สินค้าอุปโภค เช่น ผลิตภัณฑ์ซักล้าง ของใช้ในบ้าน

เปลี่ยนพอยท์ที่มีเป็นมือถือเครื่องใหม่! เกิดขึ้นแล้วที่ อเมซ ซูเปอร์แอป หนึ่งในเรื่องราวความสำเร็จและเป็นข้อพิสูจน์ถึงพลังของอเมซ ซูเปอร์แอป คือกรณีที่ลูกค้าโอนพอยท์จำนวนมหาศาลจากบัตรเครดิต (เป็นล้านพอยท์) มารวมไว้ในแอปฯ ใช้ซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ได้ทั้งเต็มจำนวน โดยไม่ต้องจ่ายเงินสดแม้แต่บาทเดียว เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า อเมซ ซูเปอร์แอป สามารถเปลี่ยนพอยท์ที่เคยถูกมองข้าม ให้กลายเป็นเงินและนำไปใช้จับจ่ายได้จริงในชีวิตประจำวัน

เพื่อขอบคุณทุกการสนับสนุนจากผู้ใช้งาน อเมซ ซูเปอร์แอป ขอมอบโปรโมชั่นแบบจัดเต็ม ชอบช้อปแบบไหน อเมซให้โปรแบบนั้น สมาชิกอเมซ ช้อปในแอปครั้งแรก (ไม่จำกัดประเภทสินค้า) ครบ 100 บาท รับพอยท์คืนทันที 50% มูลค่าสูงสุด 50 บาท  ลูกค้าใหม่ สมัครสมาชิกอเมซ รับฟรีทันที 1,000 Amaze Point (มูลค่า 10 บาท) สินค้าอเมซ มอลล์  ลดสูงสุด 90% ทุกวันพุธ ใน Amaze Mall Day ทุกการช้อป รับพอยท์คืนสูงสุด 15% พร้อมโปร Flash Sale จากแบรนด์ดัง แรงทุกวัน ไม่เว้นวันหยุด

ดาวน์โหลดอเมซและสมัครสมาชิกได้แล้ววันนี้ ทั้งบนระบบ iOS ​​และ Android เพียงค้นหา ‘Amaze Super App’​  ลิงก์ดาวน์โหลด: https://amazeshop.onelink.me/21uQ/d7ewyfsn ​​ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ​www.amaze.shop/th/ 

SCOPE Thonglor หลอมรวม ‘ศิลปะ–สถาปัตยกรรม–การใช้ชีวิต’ ผ่านนิทรรศการภาพถ่าย ‘SCOPE from Different Scopes’ ผลงาน 5 ช่างภาพดัง

SCOPE Thonglor  หลอมรวม ‘ศิลปะ–สถาปัตยกรรม–การใช้ชีวิต’ ผ่านนิทรรศการภาพถ่าย ‘SCOPE from Different Scopes’ ผลงาน 5 ช่างภาพดัง

SCOPE Thonglor หลอมรวม ‘ศิลปะ–สถาปัตยกรรม–การใช้ชีวิต’ ผ่านนิทรรศการภาพถ่าย ‘SCOPE from Different Scopes’ ผลงาน 5 ช่างภาพดัง

วันศุกร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สโคป จำกัด เปิดประสบการณ์การอยู่อาศัยระดับอัลตร้าลักซ์ชูรีที่งดงามราวกับงานศิลปะร่วมสมัย ผ่านนิทรรศการภาพถ่ายสุดเอกซ์คลูซิฟ “SCOPE from Different Scopes” – Through the Lens of 5 Iconic Thai Photographers  จากมุมมองของ 5 ช่างภาพแถวหน้าของไทย พีรพัฒน์ วิมลรังครัตน์พรพจน์ กาญจนหัตถกิจธนวัฒน์ เพชรจันทรพิวัสส์ ชีวกิตติกุล และกัณกวี กาญจนาเดชา  จัดแสดง ณ Saloon Lounge ชั้น 9 ของ สโคป ทองหล่อ — All-Penthouse คอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จสมบูรณ์พร้อมเข้าอยู่แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย

นายยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สโคป จำกัด กล่าวว่า “นิทรรศการภาพถ่าย ‘SCOPE from Different Scopes’ – Through the Lens of 5 Iconic Thai Photographers นี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของ SCOPE ในการสร้างพื้นที่อยู่อาศัยที่ดี ไม่จำกัดเพียงแค่คุณภาพหรือฟังก์ชัน แต่เป็นพื้นที่ที่ศิลปะและดีไซน์สามารถผสานเข้าด้วยกันอย่างสวยงาม ที่เติมเต็มศักยภาพและไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัยได้อย่างแท้จริง เราภูมิใจที่ได้สร้างสรรค์ประสบการณ์สุดเอกซ์คลูซิฟนี้ เพื่อให้ผู้ที่รักงานดีไซน์และไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียมได้สัมผัสความพิเศษอย่างใกล้ชิด”

นิทรรศการ “SCOPE from Different Scopes” นำเสนอสถาปัตยกรรมอันประณีตและไลฟ์สไตล์เหนือระดับของ สโคป ทองหล่อ ผ่านเลนส์ มุมมอง และสไตล์การนำเสนอที่แตกต่าง สะท้อนความงามในแบบเฉพาะตัวของ 5 ช่างภาพชั้นนำ ได้แก่ พีรพัฒน์ วิมลรังครัตน์, พรพจน์ กาญจนหัตถกิจ, ธนวัฒน์ เพชรจันทร, พิวัสส์ ชีวกิตติกุล และกัณกวี กาญจนาเดชา เปรียบเสมือนบทสนทนาระหว่าง “ศิลปะ–สถาปัตยกรรม–การใช้ชี วิต” ที่ร้อยเรียงผ่านเลนส์ของช่างภาพ

พีรพัฒน์ วิมลรังครัตน์ หรือ Add Candid  พาเราเข้าไปสัมผัสบรรยากาศของการอยู่อาศัยอย่างแท้จริงผ่านภาพถ่ายที่เต็มไปด้วยความรู้สึกอบอุ่น เป็นกันเอง และมีชีวิตชีวาในแบบที่บ้านควรจะเป็น, พรพจน์ กาญจนหัตถกิจ จากสตูดิโอ Sixtysix Visual ถ่ายทอดเสน่ห์ของสถา ปัตยกรรมผ่านมุมมองที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ ด้วยเทคนิคภาพถ่ายที่ให้ความรู้สึกราวกับอยู่ในหนังเรื่องโปรด ทุกองค์ประกอบจึงดูละเมียดละไม ทั้งแสง เงา และรายละเอียดที่ชวนให้หยุดมอง เพื่อบอกเล่าความพิถีพิถันและหรูหราขององค์ประกอบสถาปัตยกรรมในทุกซอกมุม ด้วยความคมชัดและการจัดแสงที่น่าหลงใหล

ขณะที่ ธนวัฒน์ เพชรจันทร จาก Thanawatchu  ตีความความงามของพื้นที่ผ่านความเรียบง่าย สงบ และโปร่งโล่ง ด้วยแสงธรรมชาติที่ไหลผ่านเข้ามาอย่างพอดี ทุกเฟรมสะท้อนความมินิมอลอย่างมีคลาส, พิวัสส์ ชีวกิตติกุล จาก BkkGrapher โดดเด่นด้วยมุมมองที่เฉียบคมในด้านโครงสร้างและเรขาคณิต ถ่ายทอดความงามของเส้นสายและจังหวะที่แม่นยำออกมาได้อย่างน่าทึ่ง ปิดท้ายกับ กัณกวี กาญจนาเดชา จาก Kan Kankavee ศิลปินรุ่นใหม่ที่มีลายเซ็นชัดเจน ถ่ายทอดวิถีชีวิตของคนเมืองยุคใหม่ได้อย่างมีสไตล์ ผ่านมุมมองที่ผสมผสานความอบอุ่นของชีวิตจริงเข้ากับความทันสมัยได้อย่างลงตัว

โครงการสโคป ทองหล่อ และนิทรรศการ “SCOPE from Different Scopes”  เปิดให้เข้าชมแบบนัดหมายล่วงหน้าเท่านั้น พร้อมมอบประสบ การณ์เหนือระดับ ท่ามกลางบรรยากาศที่ผสานศิลปะ การออกแบบ และไลฟ์สไตล์อย่างสมบูรณ์แบบ  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายการเข้าชมได้ที่ http://www.scopecollection.com หรือโทร. 02 028 9788

ยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์

ยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์

RISE 2025 จุดประกายพลังผู้หญิงในธุรกิจบริการ กับงานสัมมนาระดับมืออาชีพแบบเข้มข้นที่ภูเก็ต

RISE 2025 จุดประกายพลังผู้หญิงในธุรกิจบริการ กับงานสัมมนาระดับมืออาชีพแบบเข้มข้นที่ภูเก็ต

RISE 2025 จุดประกายพลังผู้หญิงในธุรกิจบริการ กับงานสัมมนาระดับมืออาชีพแบบเข้มข้นที่ภูเก็ต

วันศุกร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เตรียมพบกับอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการผลักดันบทบาทของผู้หญิงในอุตสาหกรรมการบริการ กับการเปิดตัว “RISE 2025 – Reshaping Hospitality by Empowering Women” ในเดือนสิงหาคม นี้ ที่ จังหวัดภูเก็ต งานสัมมนาระดับมืออาชีพตลอดทั้งวันที่มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะ ความก้าวหน้าในสายอาชีพ และการสร้างภาวะความเป็นผู้นำ

กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง C9 HotelworksMrs B Group และ Delivering Asia ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ที่อยู่ในแวดวงโรงแรม ท่องเที่ยว ร้านอาหาร และธุรกิจบริการ ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา คนทำงานรุ่นใหม่ ผู้บริหารระดับสูง หรือเจ้าของกิจการ โดยมีสองผู้ดำเนินรายการหลัก ได้แก่  Sumi Soorian ผู้ก่อตั้ง Mrs B Group และ  จิรารัตน์ นิลประดับ ผู้จัดการทั่วไปโรงแรมเลอ เมอริเดียน ภูเก็ต ไม้ขาว บีช รีสอร์ท (Le Méridien Phuket Mai Khao Beach ) ที่จะนำพาผู้ร่วมงานไปพบกับเวิร์กช็อปลงมือปฏิบัติ เซสชันให้คำปรึกษาจากเมนเทอร์ และการเสวนาที่เข้มข้น เพื่อมอบความรู้ที่ใช้ได้จริงให้ทุกคนสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำได้อย่างมั่นใจ

“เมื่ออุตสาหกรรมการบริการเดินหน้าเปลี่ยนแปลง เราต้องสร้างพื้นที่ที่ช่วยให้ผู้หญิงมีทักษะและความโดดเด่นเพียงพอในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำ”  Viona Zhang รองกรรมการผู้จัดการ C9 Hotelworks กล่าว “RISE ไม่ได้เป็นแค่เวทีแห่งแรงบันดาลใจ แต่คือพื้นที่ของการลงมือทำและสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้”

กิจกรรมจะเริ่มต้นด้วยการทำสมาธิในหัวข้อ Manifest the Career You Want by Connecting with Your Inner Voice” นำโดย  Viona Zhang จากนั้น กรกนก ยงสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร RBL Training และผู้ร่วมก่อตั้ง V Yachts Asia จะเป็นผู้เปิดเวทีอย่างเป็นทางการ พร้อมแบ่งปันแนวคิดในหัวข้อ “Making a Life Plan – Achieving Goals One Step at a Time” เพื่อส่งเสริมให้ผู้หญิงลุกขึ้นมาวาง แผนอนาคตของตัวเองอย่างมีทิศทาง ต่อด้วย  Rohit Sachdev ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Soho Hospitality กับหัวข้อ “Developing Your Own Personal Brand Statement” ซึ่งจะให้คำแนะนำอย่างมืออาชีพในการพัฒนาอัตลักษณ์เฉพาะตัวในสายอาชีพ

หลังจากนั้น กนกณัฐ อรรถญาณสกุล ผู้อำนวยการบริหาร Amatara Welleisure Resort จะพูดถึงหัวข้อ “The Importance of Training” ในการสร้างเส้นทางการเติบโตในระยะยาว และปิดท้ายช่วงเช้าด้วย Dr. Nisha Abu Bakar ผู้ร่วมก่อตั้งสมาคม Women in Tourism Association กับบทบรรยายหัวข้อ “Catalyst for Change: Women Leaders Accelerating Hospitality Transformation” ที่จะชวนผู้ฟังมองเห็นศักยภาพของความเป็นผู้นำผ่านการลงมือทำจริง

ขณะที่ Chantal Fernandes กงสุลกิตติมศักดิ์อังกฤษประจำจังหวัดภูเก็ต จะร่วมถ่ายทอดประสบการณ์จากชีวิตในสายงานบริการ ผ่านหัวข้อ “Expect the Unexpected: Career Lessons from a Life in Hospitality” ที่จะพาผู้ร่วมงานมองเห็นโอกาสในความไม่คาดฝัน จากนั้น ศุภพิมพ์ วัณโณภาศ  ตัวแทนจาก UN Women จะพูดถึงหัวข้อ “Establishing Sustainable Entrepreneurship Programs” เพื่อส่งเสริมผู้หญิงในแวดวงท่องเที่ยวและการบริการให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว และปิดท้ายกับ Michaela Connor และ  Jenna Xue ที่จะชวนผู้ฟังเปิดใจเรียนรู้ผ่านหัวข้อ “What Failure Teaches That Success Never Will” ซึ่งสะท้อนถึงคุณค่าของประสบการณ์ที่มักถูกมองข้าม

ปิดท้ายด้วยมุมมองอันสดใหม่จากตัวแทนนักเรียนของ UWC Thailand โรงเรียนนานาชาติชั้นนำของประเทศ ที่จะขึ้นเวทีแบ่งปันแนวคิดในหัวข้อ “Global Movement: Education – A Force for Peace and a Sustainable Future” session” ต่อด้วย Mimi Chuenpanichayakul จาก Delivering Asia ที่จะนำเสนอประสบการณ์จากคนรุ่นใหม่ผ่านหัวข้อ “Under 30: Finding My Own Identity” เพื่อจุดประกายให้ผู้ร่วมงานกล้าสำรวจเส้นทางชีวิตของตัวเอง และปิดเวทีอย่างลึกซึ้งกับการกลับมาของ  Viona Zhang ที่จะถ่ายทอดเรื่องราวส่วนตัวในหัวข้อ “From Fear to Voice: How I Learned to Speak Up”

หลังจากช่วงเซสชันที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ จึงเข้าสู่เวิร์กช็อปเจาะลึกในหัวข้อ “Workplace Equity in Action: Metrics, Gaps, and Progress” นำโดย  Supapim Wannopas ตัวแทนจาก UN Women ช่วงสุดท้ายของงานจะเป็นกิจกรรมเวิร์กช็อปแบบ Speed Learning Collaborative Roundtable โดยมีผู้เชี่ยวชาญชั้นนำในอุตสาหกรรมร่วมเป็นผู้นำการสนทนา เช่น  Jayne MacDougall ผู้อำนวยการบริหารสมาคมโรงแรมภูเก็ต, Leanne Reddie ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์แห่ง Chedi Hospitality และ  Pan Voravee ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการ Voravee Hospitality

“RISE 2025 คือการสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยและมีพลัง ซึ่งผู้หญิงในทุกช่วงของเส้นทางอาชีพสามารถเติบโตและสนับสนุนกันได้ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในช่วงเริ่มต้นอาชีพ หรือกำลังปรับทิศทางใหม่ งานนี้ออกแบบมาเพื่อเชื่อมพลังร่วมกัน และมอบเครื่องมือที่ใช้ได้จริงเพื่อก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน Soomi  Soorian ผู้ก่อตั้ง Mrs B Group กล่าว

งาน RISE 2025 จัดขึ้นด้วยความร่วมมือจากพันธมิตรผู้สนับสนุนที่มีเป้าหมายเดียวกันในการผลักดันความเท่าเทียมและความก้าวหน้าในอุตสาหกรรมบริการ เช่น SAii Laguna Phuket, QUO Global, Creative Concept AV, Phuket Hotels Association, UN Women Asia and the Pacific, Inspiring Women in Hospitality และ International Women’s Travel Awards by Travel Daily Media ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรแกรมและลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ https://www.eventbrite.com/e/rise-2025-tickets-1436139805819?aff=ebdsoporgprofile

Soomi  Soorian

Soomi Soorian

Viona Zhang

Viona Zhang

กรกนก ยงสกุล

กรกนก ยงสกุล

Tod’s ถ่ายทอดสไตล์ความเป็นอิตาลี ผ่านแคมเปญ Fall/Winter 2025/26

Tod’s ถ่ายทอดสไตล์ความเป็นอิตาลี ผ่านแคมเปญ Fall/Winter 2025/26

Tod’s ถ่ายทอดสไตล์ความเป็นอิตาลี ผ่านแคมเปญ Fall/Winter 2025/26

วันศุกร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Tod’s เปิดตัวแคมเปญ Fall/Winter 2025/26 พร้อมเผยบทใหม่ของ Italian Stories เพื่อเป็นการยกย่องศิลปะแห่งการใช้ชีวิตแบบอิตาลี ผสมผสานความสง่างาม ความเป็นธรรมชาติ และความสุขในการใช้เวลาร่วมกัน ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบของ Villa Colucci ในแคว้น Apulia ทางตอนใต้ของอิตาลี ถ่ายทอดความอบอุ่นและความจริงแท้ของวิถีชีวิตแบบอิตาลีผ่านบรรดาภาพถ่าย ตั้งแต่ช่วงเวลาริมสระน้ำ การตกแต่งภายในที่สดใสมีชีวิตชีวา ไปจนถึงช่วงมื้อกลางวันอันแสนอบอุ่นในสวน ชุดภาพเหล่านี้ล้วนสะท้อนความงดงามอันเรียบง่ายและความหรูหราที่ดูผ่อนคลายเป็นธรรมชาติอย่างแท้จริง

แคมเปญนี้ ถ่ายทอดโดยช่างภาพและผู้กำกับชาวอเมริกาชื่อดัง Theo Wenner พร้อมกำกับการสร้างสรรค์โดย Kevin Tekinel และ Charles Levai โดยนำเสนอภาพที่สะท้อนเรื่องราวความผูกพันและความอบอุ่นเป็นกันเอง

Tod’s ภายใต้วิสัยทัศน์ของครีเอทีฟไดเรกเตอร์ Matteo Tamburini ยังคงต่อยอดมรดกของแบรนด์และผสานเข้ากับความประณีตที่ร่วมสมัย พร้อมเผยโฉมคอลเลกชั่นที่เชิดชูคุณภาพงานฝีมือชั้นสูงและสไตล์ที่มีความเรียบหรูเหนือกาลเวลา แคมเปญนี้จึงได้ตอกย้ำผ่านไอเทมชิ้นไอคอนิกของ Tod’s และผลงานใหม่ประจำคอลเลกชั่น ไม่ว่าจะเป็น W.G. (Winter Gommino) และ Gommino: รองเท้าบูทหุ้มข้อและรองเท้าโลฟเฟอร์ที่โดดเด่นด้วยปุ่มยาง Rubber Pebble  ซึ่งเป็นทั้งไอคอนเหนือกาลเวลาของ Tod’s และสัญลักษณ์ของวิถีชีวิตอิตาลีอันร่วมสมัย

กระเป๋า Tod’s Di Folio Bag: การตีความใหม่ของกระเป๋า Di Bag รุ่นคลาสสิก  โดยรังสรรค์เป็นกระเป๋า Di Folio Bag ซึ่งโดดเด่นด้วยการตัดเย็บบริเวณใจกลางกระเป๋า มอบดีไซน์ที่เรียบหรูมากยิ่งขึ้นด้วยทักษะการตัดเย็บอันละเอียดลออและการเลือกใช้วัสดุที่มีความนุ่มเป็นพิเศษ

กระเป๋า T Timeless: ไอเทมสำคัญตลอดกาลที่มาพร้อมความทนทาน พร้อมปรับโฉมโทนสีประจำฤดูกาลให้มีความสง่างามและคัดสรรหนังที่มีความนุ่มนวลมากยิ่งขึ้น

เสื้อ Pashmy Bomber: รังสรรค์จากหนัง Pashmy Suede ของ Tod’s ซึ่งเปี่ยมด้วยความนุ่มนวลและเบาสบายราวแพรไหม ชิ้นงานนี้สะท้อนความเป็นเลิศทั้งด้านการคัดสรรอย่างพิถีพิถันและงานฝีมืออันวิจิตรบรรจง ชวนให้นึกถึงความประณีตของผ้า Pashmina

Tod’s ถ่ายทอดสไตล์ความเป็นอิตาลีผ่านแคมเปญ Fall/Winter 2025/26 ซึ่งเต็มไปด้วยความใกล้ชิดเป็นกันเอง ความสนุกสนาน และความพิถีพิถัน ชุดภาพถ่ายเหล่านี้จึงเปรียบเสมือนไดอารีที่บันทึกภาพความงดงามในชีวิตแต่ละวัน ผสมผสานเข้ากับคุณค่าของแบรนด์ที่ยึดมั่นในเรื่องคุณภาพ งานฝีมือ และความสุขแห่งการใช้ชีวิตอันเรียบง่าย

เปิดตำนาน ‘Plácido Domingo’ ศิลปินโอเปราชื่อก้องโลก บุรุษเสียงทรงพลังที่เตรียมเปิดการแสดงครั้งแรกและครั้งเดียวในไทย

เปิดตำนาน ‘Plácido Domingo’ ศิลปินโอเปราชื่อก้องโลก บุรุษเสียงทรงพลังที่เตรียมเปิดการแสดงครั้งแรกและครั้งเดียวในไทย

เปิดตำนาน ‘Plácido Domingo’ ศิลปินโอเปราชื่อก้องโลก บุรุษเสียงทรงพลังที่เตรียมเปิดการแสดงครั้งแรกและครั้งเดียวในไทย

วันศุกร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในโลกของโอเปราที่เต็มไปด้วยเสียงอันทรงพลังและเรื่องราวสะเทือนอารมณ์มากมาย Plácido Domingo เป็นหนึ่งในศิลปินโอเปราชื่อดังเพียงไม่กี่คนในโลกที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ตำนานที่ยังมีลมหายใจแห่งวงการโอเปรา” ด้วยเสียงร้องอันเป็นเอก ลักษณ์ที่ดังก้องบนเส้นทางสายดนตรียาวนานกว่า 6 ทศวรรษ  พร้อมเตรียมมาสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ กับการเยือนประเทศ ไทยครั้งแรกและครั้งเดียว ในงานมหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติกรุงเทพฯ ครั้งที่ 27 หรือ Bangkok’s 27th International Festival of Dance & Music ที่จะมามอบประสบการณ์สุดตราตรึงใจไม่รู้ลืม 

ตำนานเสียงโอเปราอันทรงพลังที่โลกทั้งใบเงียบฟัง

Plácido Domingo ศิลปินผู้มากความสามารถ เกิดที่กรุงมาดริด ประเทศสเปน และย้ายตามครอบครัวมาเติบโตในประเทศเม็กซิโก Domingo สร้างชื่อเสียงในฐานะนักร้องโอเปราระดับโลก ด้วยการแสดงกว่า 4,000 ครั้ง และบทบาทมากกว่า 150 เรื่อง กวาดรางวัล  Grammy Awards  ไปถึง 12 รางวัล เขาได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากเสียงร้องอันทรงพลังและเสน่ห์ส่วนตัว ตลอดเส้นทางอาชีพกว่า 6 ทศวรรษ Domingo ไม่เพียงเป็นนักร้อง แต่ยังเป็นวาทยกรและผู้บริหารโอเปรา สะท้อนถึงความทุ่มเทและความมุ่งมั่นที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

Domingo ยังเป็นหนึ่งในสมาชิกของ “The Three Tenors” ร่วมกับ Luciano Pavarotti และ José Carreras พร้อมสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำ คัญในคอนเสิร์ตก่อนรอบชิงฟุตบอลโลกปี 1990 ที่กรุงโรม ซึ่งมีผู้ชมกว่า 800 ล้านคนทั่วโลก ทำให้อัลบั้มจากคอนเสิร์ตครั้งนั้นกลายเป็น อัล บั้มดนตรีคลาสสิกที่มียอดขายสูงสุดตลอดกาล ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ทำให้ศิลปะโอเปราเข้าถึงใจผู้คนทั่วโลกได้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน 

พลังเสียงเทเนอร์-บาริโทน ถ่ายทอดทุกอารมณ์ลึกซึ้งถึงบทบาท

ทักษะการร้องอันไร้ที่ติ ช่วงเสียงที่ก้องกังวานเป็นเอกลักษณ์ทั้งพลังเสียงเทเนอร์ (Tenor) และ บาริโทน (Baritone) รวมกับความสามารถในการถ่ายทอดอารมณ์อย่างลึกซึ้งผ่านการแสดงสีหน้าและภาษากาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวความรักอันปวดร้าว โศกนาฏกรรมสุดขมขื่น หรือความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว ทำให้ Domingo ครองใจผู้ชมได้มากมาย โดยหนึ่งในบทบาทที่สร้างชื่อให้ Domingo คือ Otello ผลงานสุดท้าทายของ Verdi ที่ต้องอาศัยทั้งพลังความอึด ความหลากหลายของช่วงเสียง การถ่ายทอดอารมณ์ และการแสดงที่ลึกซึ้ง ซึ่ง Domingo สามารถแสดงได้อย่างสมบูรณ์แบบ จนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้รับบท Otello ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ 

ครั้งเดียวในชีวิต! กับสามศิลปินระดับโลกบนเวทีเดียว

ในปี 2025 นี้ เสียงโอเปราในตำนานที่โลกทั้งใบเคยเงียบฟังจะมาดังก้องในประเทศไทยเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวกับการแสดงสุดพิเศษในงาน Bangkok’s 27th International Festival of Dance & Music ที่จะกลายเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์สุดยิ่งใหญ่ที่ยากจะลืมเลือน โดยการแสดงในครั้งนี้ Domingo จะขึ้นเวทีประสานเสียงเคียงข้างกับ Monica Conesa โซปราโนสาวดาวรุ่ง เจ้าของเสียงใสเปี่ยมพลังจากสหรัฐ อเมริกา และ Beatrice Venezi วาทยกรหญิงมากฝีมือจากอิตาลี ผู้ถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในสตรีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการดนตรีคลาสสิก ถือเป็นการโคจรมาแสดงร่วมกันบนเวทีครั้งแรกของทั้ง 3 คน พร้อมเตรียมสร้างเซอร์ไพรส์ใหญ่ให้คนไทยได้รอติดตาม ยกระดับหูเคลือบทองแบบสดๆ

โอกาสครั้งเดียวในชีวิต! ที่จะได้สัมผัสพลังเสียงของศิลปินระดับตำนานอย่าง Plácido Domingo บนเวทีเดียวกับสองสาวชื่อดัง Monica Conesa และ Beatrice Venezi  ในค่ำคืนสุดพิเศษที่จัดแสดงขึ้นเพียงรอบเดียวเท่านั้น กับงาน Bangkok’s 27th International Festival of Dance & Music วันอังคารที่ 23 กันยายน 2568 เวลา 19.00 น. ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย นอกจากนี้ ในงานยังมีการแสดงระดับโลกให้เลือกชมอีกมากมายรวมกว่า 14 โชว์ ไม่ว่าจะเป็นโอเปราจากรัสเซีย กายกรรมจีน บัลเลต์ หรือการแสดงแสง สี เสียง สุดตระการตา ระหว่างวันที่ 6 กันยายน – 15 ตุลาคม 2568 

จองบัตรได้แล้ววันนี้ที่ Thaiticketmajor ทุกสาขา และ www.thaiticketmajor.com พร้อมสิทธิพิเศษสำหรับผู้ที่จอง “Platinum Package” รับส่วนลด ของที่ระลึก และที่นั่งพิเศษเฉพาะคุณ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.bangkokfestivals.com

ศิลปินโอเปร่าระดับโลก Plácido Domingo

ศิลปินโอเปร่าระดับโลก Plácido Domingo

โซปราโนสาวดาวรุ่ง Monica Conesa

โซปราโนสาวดาวรุ่ง Monica Conesa

วาทยกรหญิง Beatrice Venezi

วาทยกรหญิง Beatrice Venezi