TOA ประกาศรางวัล ‘ARX’ สุดยอดเวทีสร้างสรรค์เยาวชนนักออกแบบรุ่นใหม่

TOA ประกาศรางวัล ‘ARX’ สุดยอดเวทีสร้างสรรค์เยาวชนนักออกแบบรุ่นใหม่

TOA ประกาศรางวัล ‘ARX’ สุดยอดเวทีสร้างสรรค์เยาวชนนักออกแบบรุ่นใหม่

วันศุกร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA ผู้นำนวัตกรรมสีรักษ์โลก – เคมีภัณฑ์ของไทย ประสบความสำเร็จในการจัดงาน ‘ARX’ สุดยอดเวทีสร้างสรรค์เยาวชนนักออกแบบรุ่นใหม่ พร้อมประกาศรางวัลในรอบชิงชนะเลิศกับ                 20 ผลงานสุดว้าว! เพื่อเฟ้นหาเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่มีไอเดียการออกแบบสถาปัตยกรรมเชิงทดลองแบบไร้ขีดจำกัด ภายใต้แนวคิด LIMINAL TERMINAL: Transitioning something to anything โดย ‘ชวิน เหล่าอนันต์ชัย’ นิสิตคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ  สามารถคว้าแชมป์อันดับ 1 ไปครอง พร้อมรับเงินรางวัล 150,000 บาท จากเยาวชนที่เข้าร่วมกว่า 1,000 คนทั่วประเทศ

TOA มุ่งมั่นยกระดับและส่งเสริมพลังของเยาวชนไทย ล่าสุด! เราได้ปั้นเวทีขึ้นมาใหม่ ‘ARX’ (ARCHITECTURE ‧ REALITY ‧ XPERIMENTAL) เพื่อเป็นพื้นที่จุดประกายและสร้างสรรค์เยาวชนนักออกแบบรุ่นใหม่ ได้ปลดปล่อยพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ในโลกของสถาปัตยกรรมเชิงทดลอง ภายใต้แนวคิด LIMINAL TERMINAL: Transitioning something to anything – พื้นที่รอยต่อแห่งการปรับเปลี่ยนและตีความ โดยผู้เข้าแข่งขันต้องเปลี่ยนแนวคิดจากกระดาษให้เป็นสุดยอดผลงานที่จับต้องได้จริง บนพื้นที่ออกแบบอเนกประสงค์ (Pavilion) ขนาด 10×10 เมตร ที่เชื่อมโยงผู้คนหลากหลายให้มาปฏิสัมพันธ์กัน โดยเปิดโอกาสให้นักออกแบบรุ่นใหม่สามารถกำหนดฟังก์ชันการใช้งานของพื้นที่ได้ด้วยตัวเองอย่างอิสระที่ท้าทายกรอบเดิมของสถาปัตยกรรม

เวที ARX เปิดรับสมัครตั้งแต่เยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายถึงนักออกแบบรุ่นใหม่ อายุไม่เกิน 30 ปี เพื่อสร้างเวทีที่ไร้ขีดจำกัดอย่างแท้จริง โดยเริ่มเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 สิงหาคม 68 ที่ผ่านมา และมีเยาวชนผู้สนใจสมัครเข้าร่วมกว่า 1,000 คนจากทั่วประเทศ เพื่อชิงเงินรางวัลรวมกว่า 280,000 บาท

รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ นายชวิน เหล่าอนันต์ชัย จากผลงาน FLUXn’FLOW นิสิตชั้นปีที่ 4   คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รับเงินรางวัล จำนวน 150,000 บาท, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จากผลงาน ANCHORED AIR ได้แก่ นายชยนยุทธ์ ฉินนะโสต นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร รับเงินรางวัล จำนวน 60,000 บาท, รองชนะเลิศอันดับที่ 2 ผลงาน อรุณสวัสดิ์ โดย นางสาวพัชธ์ธมน บุญอยู่  นางสาววรันธร   พราวเนตร และนางสาวณัฐพัชร์ รัตนพิทักษ์กุล นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ รับเงินรางวัล จำนวน 40,000 บาท แล รางวัลพิเศษ ‘สุดยอดการสร้างสรรค์ยอดเยี่ยม’ ได้แก่ ผลงาน Bangkok Bounding Box โดย นายธาวิน ต่างใจ นางสาวณัฐภัสสร จึงมานะกิจ และนายมหาสมุทร ปัญจปภาวิน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนเซนต์คาเบรียล, โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม และโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รับเงินรางวัล จำนวน 30,000 บาท  โดยมี นายจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TOA เป็นประธานมอบรางวัล และมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ นางสนิทัศน์ ประดิษฐ์ทัศนีย์  ผู้ก่อตั้ง Sanitas Studio นายอังกฤษ อัจฉริยโสภณ ศิลปิน คิวเรเตอร์ ผู้จัดการแกลเลอรี  และ นายประธาน ธีระธาดา บรรณาธิการบริหาร art4d ร่วมตัดสิน ณ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน      

 ด้านผู้ชนะเลิศ นายชวิน เหล่าอนันต์ชัย นิสิตชั้นปีที่ 4 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เผยว่า ตนได้ออกแบบผลงานชิ้นนี้ ในชื่อ FLUXn’FLOW ด้วยแนวคิดที่เชื่อว่าธรรมชาติคือแรงบันดาลใจสูงสุด เป็นการสังเกตและประยุกต์การออกแบบจากธรรมชาติ ผลงานนี้จึงเกิดขึ้นจากความตั้งใจให้ Pavilion สามารถอยู่ได้ทุกที่  บางครั้งกลมกลืนกับธรรมชาติ บางครั้งแทบจะหายไป และยังคงความหลากหลายที่ไม่สิ้นสุด ให้ธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของผลงานและสร้างประสบการณ์ใหม่แก่ผู้คนที่เข้ามาใช้งาน

นายจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TOA เผยว่า TOA มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่ได้จัดเวที ARX ขึ้นมา เพื่อเป็นพื้นที่ “โชว์ของ” โชว์ผลงานจากพลังความคิดสร้างสรรค์ของน้องๆ เยาวชนคนรุ่นใหม่ที่มีใจรักด้านการออกแบบเชิงสถาปัตยกรรม เราจึงเปิดรับสมัครเยาวชนตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ระดับปริญญาตรี และนักออกแบบรุ่นใหม่จนถึงอายุ 30 ปี เพื่อเป็นเวทีแบบไร้ขีดจำกัดจริงๆ

“สำหรับผู้ที่ผ่านเข้ารอบ 20 ทีมสุดท้าย หรือทีมที่ไม่ได้รางวัล อย่าเสียใจ ถือว่าได้ประสบการณ์ล้ำค่าไปพัฒนาต่อ ปีหน้า TOA สัญญาว่าจะยกระดับงานประกวด ARX ให้เข้มข้นยิ่งขึ้น พร้อมผนึกพันธมิตร VG, PODIUM, CUCINA GALLERIA และ WoodDen เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและเปิดโอกาสให้น้องๆ ได้โชว์ผลงานสุดว้าวกันต่อไป

ท้ายนี้ ผมต้องขอชื่นชมและขอร่วมแสดงความยินดีกับน้องๆ ทุกคน ทั้งผู้ชนะเลิศที่ได้รับเงินรางวัลไปถึง 150,000 บาท และรางวัลรองชนะเลิศอีก 2 รางวัล จนมาถึงรางวัลพิเศษที่ตอนแรกไม่มี แต่เรามอบให้เพื่อแสดงความชื่นชมและยินดีเป็นพิเศษ โดยเผยว่าได้ตัดสินใจมอบ รางวัลพิเศษ ‘สุดยอดการสร้างสรรค์ยอดเยี่ยม’ เพิ่มเติม ด้วยเงินรางวัล 30,000 บาท เนื่องจากคณะกรรมการประทับใจในไอเดียของทีมเยาวชนระดับมัธยมศึกษาที่โดดเด่นเกินคาด” นายจตุภัทร์ กล่าวให้กำลังใจ

สำหรับเยาวชนนักออกแบบและสถาปนิกที่พลาดโอกาสในปีนี้ สามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมของโครงการได้ที่         เว็บไซต์ arxawards.wordpress.com Facebook: facebook.com/ARXperimental และ Tiktok: https://www.tiktok.com/@arxawards เตรียมตัวให้พร้อม เพื่อร่วมสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมแห่งอนาคตไปพร้อมกัน

ซีพี แอ็กซ์ตร้า นำทัพเชฟดังส่งมอบอาหาร 3,600 กล่องสู่ชุมชนในกทม. ‘ยืนหยัดให้คุณยิ้มได้ CHEF DAY’s CHARITY EVENT’

ซีพี แอ็กซ์ตร้า นำทัพเชฟดังส่งมอบอาหาร 3,600 กล่องสู่ชุมชนในกทม.  ‘ยืนหยัดให้คุณยิ้มได้ CHEF DAY’s CHARITY EVENT’

ซีพี แอ็กซ์ตร้า นำทัพเชฟดังส่งมอบอาหาร 3,600 กล่องสู่ชุมชนในกทม. ‘ยืนหยัดให้คุณยิ้มได้ CHEF DAY’s CHARITY EVENT’

วันศุกร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แม็คโคร ผู้นำธุรกิจค้าส่ง ภายใต้บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) แหล่งรวมอาหารและวัตถุดิบคุณภาพจากทุกมุมโลก ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการยืนหยัดเคียงข้างสังคม จัดกิจกรรมพิเศษเนื่องในโอกาสครบรอบ 36 ปี “ยืนหยัดให้คุณยิ้มได้ CHEF DAY’S CHARITY EVENT” โดยผนึกกำลังเชฟชื่อดังระดับประเทศ และพันธมิตรร้านอาหาร ร่วมรังสรรค์เมนู อัดแน่นด้วยคุณค่าและความอร่อย เพื่อนำไปส่งต่อยังเขตและชุมชนต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ รวมกว่า 3,600 กล่อง เติมเต็มทุกมื้อด้วยรอยยิ้มและความสุขให้กับสังคม สะท้อนบทบาทความเป็นผู้นำในการสนับสนุนความมั่นคงทางอาหาร พร้อมขับเคลื่อนสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

ฌอน หวอง

ฌอน หวอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวางแผนองค์กร บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “Chef’s Club by Makro มุ่งสนับสนุนเชฟ เจ้าของร้านอาหาร และคนรักอาหาร ให้มีพื้นที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์ แรงบันดาลใจ และเข้าถึงโซลูชันครบวงจร ที่ช่วยยกระดับมาตรฐานและต่อยอดความสำเร็จในทุกจานอาหาร เรามุ่งผลักดันศักยภาพเชฟและธุรกิจร้านอาหารไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัย ในโอกาสครบรอบ 36 ปี แม็คโครได้จัดกิจกรรมพิเศษ “ยืนหยัดให้คุณยิ้มได้ CHEF DAY’S CHARITY EVENT” ร่วมกับเชฟแถวหน้าของประเทศและพันธมิตรร้านอาหาร เปิดครัวที่แม็คโคร สาทร ปรุงอาหารสดใหม่กว่า 3,600 กล่อง มอบให้ชุมชนทั่วกรุงเทพฯ เพื่อส่งต่อความอร่อยและรอยยิ้มจากฝีมือเชฟมืออาชีพ กิจกรรมนี้สะท้อนถึงพลังแห่งการแบ่งปัน พร้อมตอกย้ำเจตนารมณ์ของแม็คโครในการยืนหยัดเคียงข้างผู้ประกอบการและสังคมไทย เดินหน้าเติบโตไปพร้อมกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกคน”

เชฟวิลเมนท์ ลีออง และเชฟเอก

สำหรับกิจกรรม “ยืนหยัดให้คุณยิ้มได้ CHEF DAY’S CHARITY EVENT” เชฟและพันธมิตรได้รังสรรค์เมนูจากวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์คุณภาพของแม็คโคร ครอบคลุมอาหารทั้งตะวันตก ไทย จีน เกาหลี ญี่ปุ่น และฟิวชัน ที่ปรุงสดใหม่ ได้แก่ เมนูสเต๊กไก่ซอสจูส์กับมันบด จากเชฟวิลเมนท์ ลีออง และเชฟเอก, เมนูปีกบนไก่บัฟฟาโล่วิงส์ ราดซอสชีสกับหอมทอด จากเชฟเมย์และเชฟบาส, เมนูพิซซ่าซาวโดวจ์ จากเชฟอ๊อฟ, เมนูยากิอุด้งไก่ จากเชฟพฤกษ์, เมนูคิมบับ จากเชฟอาร์, เมนูติ่มซำ จากเชฟป้อม, เมนูกุ้งทอดรสโนริ จากเชฟบิว ร้าน Eat Me Shrimp, เมนูสุกี้ผัดแห้งซอสหมาล่า จากเชฟโอ๋ ญาณัช และเชฟน้อย และเมนูข้าวกระเพราไก่ จากร้านกระเพราลุงหวัง ก่อนบรรจุใส่กล่องรวม 3,600 กล่อง และส่งมอบให้ชุมชนต่างๆ ในเขตกรุงเทพฯ ซึ่งแม็คโครยังได้ต่อยอดเมนูดังกล่าวสู่ผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมปรุง–พร้อมทาน (RTC–RTE) ภายใต้แนวคิด “เอ็กซ์คลูซีฟจากเชฟชื่อดัง เฉพาะที่แม็คโคร” เพื่อสร้างความแตกต่าง ตอบโจทย์ทั้งผู้ประกอบการและลูกค้า ด้วยรสชาติคุณภาพมาตรฐานในราคาที่คุ้มค่า ที่สำคัญยังเป็นการเปิดโอกาสและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการรายเล็กได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาสูตรอาหาร สร้างรายได้เพิ่มขึ้น และเติบโตไปพร้อมกับแม็คโครอย่างยั่งยืน

 เชฟอาร์

เชฟโอ๋ ญาณัช และเชฟน้อย

เชฟพฤกษ์

Thailand Privilege Card เปิดตัว “อาโป-ณัฐวิญญ์” โกลบอล แบรนด์แอมบาสเดอร์คนแรก

Thailand Privilege Card เปิดตัว “อาโป-ณัฐวิญญ์” โกลบอล แบรนด์แอมบาสเดอร์คนแรก

Thailand Privilege Card เปิดตัว “อาโป-ณัฐวิญญ์” โกลบอล แบรนด์แอมบาสเดอร์คนแรก

วันศุกร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด (TPC) ผู้ดำเนินโครงการบัตรสมาชิก “ไทยแลนด์ พริวิเลจ” ภายใต้การกำกับดูแลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เดินหน้าสานต่อพันธกิจส่งมอบประสบการณ์การใช้ชีวิตเหนือระดับในประเทศไทยให้แก่สมาชิก พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ระดับเวิลด์คลาส ด้วยการเปิดตัว “อาโป” ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์ นักแสดงและนายแบบชื่อดัง ในฐานะโกลบอล แบรนด์แอมบาสเดอร์คนแรกของ Thailand Privilege Card ผ่านภาพยนตร์โฆษณาล่าสุด ภายใต้แนวคิด “The Ultimate Luxury”  ที่ถ่ายทอดไลฟ์สไตล์เหนือระดับ สำหรับสมาชิกพำนักระยะยาวในประเทศไทย ที่ให้ความสำคัญกับเวลาและการบริการ  โดยสะท้อนเอกลักษณ์การให้บริการจาก Thailand Privilege Card อีกด้วย

นายมนาเทศ อันนวัฒน์ เพรสซิเดนท์ บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด  กล่าวว่า การเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ และได้ อาโป-ณัฐวิญญ์ มาร่วมแสดง ในฐานะโกลบอล แบรนด์แอมบาสเดอร์ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสื่อสารภาพลักษณ์ใหม่ของแบรนด์ภายใต้วิสัยทัศน์ “World’s Premier Residency Program and Privileged Services Providers for Exclusive Individuals”  ดังนั้น นอกจากจะเป็น “ครั้งแรก” ที่บริษัทมี โกลบอลแบรนด์แอมบาสเดอร์แล้ว ยังเป็นการเปิดตัว ภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ เพื่อถ่ายทอดบริการและประสบการณ์การเป็นสมาชิก โดยนำเสนอเรื่องราวที่น่าสนใจผ่าน “อาโป-ณัฐวิญญ์” ที่เปรียบเสมือนตัวแทนของไทยแลนด์ พริวิเลจ นำเสนอสิทธิประโยชน์และบริการของบริษัทและพันธมิตรคู่ค้า โดยมี “BeOnCloud” บริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายซีรีส์และภาพยนตร์ชั้นนำของไทย ที่ครอบคลุมงานบันเทิงครบวงจร และยังมีผลงานของบริษัทเป็นที่ยอมรับทั้งในไทยและต่างประเทศ เข้ามาดูแลการผลิตภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ที่มีมิติ น่าสนใจ และสื่อสารกับชาวช่างชาติได้เป็นอย่างดี

“การที่ได้คุณอาโปร่วมแสดงในภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่นี้ จะช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ในหลายๆด้าน เพราะนอกจากเป็นนักแสดงและนายแบบระดับโลกและมีแฟนคลับมากมายในหลากหลายประเทศ คุณอาโปยังเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของสินค้าสินค้าลักชัวรีชั้นนำที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก ซึ่งจะส่งผลดีต่อการสร้างการรับรู้แบรนด์ สะท้อนถึงแก่นแท้ของความเป็นไทยที่ผสมผสานกับความหรูหราระดับสากลได้อย่างลงตัว การสื่อสารในภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้สร้างสรรค์ภายใต้แนวคิด ‘คุณค่าของเวลา’ ที่เปรียบเสมือนสิ่งที่มีค่ามากที่สุดของคนในยุคปัจจุบัน และยังสื่อสารถึงบริการและสิทธิประโยชน์เหนือระดับที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับสมาชิก ทำให้สามารถมีเวลาในการใช้ชีวิตกับครอบครัว หรือคนที่รักอย่างคุ้มค่าตลอดระยะเวลาที่พำนักในประเทศไทย โดยบริษัทฯ มีการบูรณาการกลยุทธ์ในการสื่อสารทั้งในประเทศและต่างประเทศ  ในช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพ อาทิ สื่อโฆษณาภายในสนามบิน, สื่อ In-flight Media บนเครื่องบินสายการบินไทย และสายการบินอื่นๆ ในอนาคต,  สื่อบนรถไฟฟ้า, รวมทั้งสื่อนอกบ้าน (Out-of-Home) และจอ LED ทั้งในและต่างประเทศ ในโลเคชันที่สำคัญ อาทิ Time Square (นิวยอร์ก), ถนน NanJing Lu (เซี่ยงไฮ้) และสิงคโปร์ เป็นต้น เพื่อสื่อสารไปยังตลาดกลุ่มเป้าหมายหลัก พร้อมขยายไปยังกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพเพิ่มเติมอื่นๆ อาทิ อินเดีย และตะวันออกกลาง”  นายมนาเทศ กล่าว

ทั้งนี้ บัตรสมาชิก Thailand Privilege  ประกอบด้วยพิเศษที่แตกต่าง คือ สิทธิในการพำนักระยะยาว ในประเทศไทย เริ่มต้นตั้งแต่ 5 ปี ไปจนถึง 20 ปี+ พร้อมการบริการสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ณ สนามบิน (Airport Signature Services)  ซึ่งจะรวมถึงบริการผู้ช่วยส่วนตัว (Elite Personal Assistant – EPA) บริการห้องรับรองพิเศษ ณ สนามบิน (VIP Lounge), Electro Carts, พนักงานอำนวยความสะดวกระหว่างการพำนักในประเทศไทย (Elite Personal Liaison – EPL)  และสิทธิประโยชน์เหนือระดับที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ทุกรูปแบบ  (Lifestyle Privileges) อาทิ บริการด้านสุขภาพและความงาม, สิทธิพิเศษในโรงแรม, สนามกอล์ฟ  ทั้งในและต่างประเทศกว่า 1,000 แห่ง และร้านอาหารชั้นนำทั่วประเทศ

สามารถติดตามรายละเอียดของ Thailand Privilege Card หรือข้อมูลในการสมัครเพื่อพำนักระยะยาวในไทยได้ทางwebsite : www.thailandprivilege.co.th  IG :thailandprivilege     FB : thailandprivilege   Youtube : thailandprivilegecardofficial สำหรับพันธมิตรที่สนใจเข้าร่วมเป็นคู่ค้ากับบริษัทฯ สามารถติดต่อได้ที่แผนกพันธมิตรคู่ค้า โทร +(66) 2-353-4145, Email: vendor_relations@thailandprivilege.co.th  ผู้ที่สนใจเป็นตัวแทนจำหน่าย สามารถติดต่อได้ที่แผนกบริหารตัวแทนจำหน่าย โทร +(66) 2-353-4120 , Email : salesgroup@thailandprivilege.co.th

คุณแหน : 3 ตุลาคม 2568

คุณแหน : 3 ตุลาคม 2568

คุณแหน : 3 ตุลาคม 2568

วันศุกร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

ll พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา เป็นประธานในพิธี 108 ปี วันพระราชทานธงไตรรงค์ ณ เมืองโบราณ จ.สมุทรปราการ…

ll ชัชวาลย์ เบญจสิริวงศ์ ผวจ.ร้อยเอ็ด ในฐานะผู้แทนองค์ประธานมูลนิธิคุณพุ่ม เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาแก่เด็กออทิสติกและเด็กพิการ ประจำปี 2568…

ll มิตรสหายและเหล่าลูกศิษย์ร่วมยินดีกับ ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง ที่ได้รับรางวัลอาจารย์ดีเด่นแห่งชาติ ปอมท. ประจำปี 2568 สาขารับใช้สังคม…

ll ดร.ปรีสาร รักวาทิน แจ้งประกาศผู้มีสิทธิเข้าร่วมอบรมหลักสูตรดิจิทัลจั๊มสตาร์ท (DJS) รุ่นที่ 3 ดูได้ที่ https://www.depa.or.th/storage/app/media/file-announce/AN_IN-05017-2568%20DJS2%203.pdf…

ll ข่าวน่ายินดี ภก.ดร.สุวิทย์ ธีรกุลชน นายกเภสัชกรรมสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ แจ้งผลคัดเลือกเภสัชกรดีเด่นประจำปี 2568 ดังนี้ ภก.ยงยุทธ โล่ศุภกาญจน์ สาขาเภสัชกรรม รพ., ภญ.ธรณิศ ประตังถาโต สาขาเภสัชกรรมชุมชน, ภญ.กิตติวรรณ รัตนจันทร์ สาขาเภสัชกรรมการตลาด, ภก.ปราโมทย์ ชลยุทธ์ สาชาเภสัชกรรมอุตสาหการ, ภก.วันชัย นนทกิจไพศาล สาขาเภสัชกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค, ภญ.ดร.นีรนารถ จิณะไชย สาขาเภสัชกรรมด้านทะเบียนและกฎหมายผลิตภัณฑ์, ภก.ศ.(พิเศษ)ดร.มณฑล สงวนเสริมศรี สาขาเภสัชศาสตร์การศึกษา, ภก.ศ.ดร.ปิติ จันทร์วรโชติ สาขาเภสัชกรรมด้านวิจัย และนวัตกรรม, ภญ.พล.ท.หญิง อิษฎา ศิริมนตรี สาขาเภสัชกรรมสี่เหล่า, ภญ.เนตรนภิส สุชนวนิช สาขาการประยุกต์ใช้วิชาชีพเภสัชกรรมให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม, ภญ.ศ.ร.ต.อ.หญิง ดร.สุชาดา สุขหร่อง สาขาเภสัชกรรมด้านสมุนไพร, ภก.จตุพร ทองอิ่ม สาขาเภสัชกรรมปฐมภูมิ, ภญ.โฉมคนางค์ ภูมิสายดร, ภญ.ภนิตา สรรพกิจภิญโญ และ ภก.พ.ต.ธนัญชัย จวบประสพ สาขาเภสัชกรรุ่นใหม่…

ll อ.สุรวัฒน์ ชมภูพงษ์ กรรมการบริหาร AFS (Thailand) เป็นประธานเปิดงานแข่งขันโบว์ลิ่งการกุศล “AFS Bowling 2025” (Strike for the Future) เพื่อนำรายได้ไปสนับสนุนนักเรียนที่สอบได้ไปแลกเปลี่ยนด้านการศึกษาและวัฒนธรรมในต่างประเทศ แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์  วันอาทิตย์ที่ 5 ต.ค.68 นี้เวลา 9.00 -12.00 น. ณ Blu -O สยามพารากอน  ขอเชิญชวนพี่ๆน้องๆชาว AFS มาสนุกสนานร่วมกันนะครับ…

ll ยินดีกับน้องๆ คณะวิศวฯ ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ที่ได้รับรางวัลทุนวิจัยโครงงานปริญญานิพนธ์ดีเด่น “ชลิต อินดัสทรี อวอร์ด 2025” ปีที่ 6 โดยมี รศ.ดร.ทวิช พูลเงิน, ชวิศ ยงเห็นเจริญ และ ดร.สมพร เพียรสุขมณี ร่วมมอบรางวัลเพื่อจุดประกายคนรุ่นใหม่ในการต่อยอดผลงานวิจัยสู่การประยุกต์ใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม…

น้องใหม่

งานวิจัยชี้ ‘โพรไบโอติกส์ในมดลูก’ สัมพันธ์กับโอกาสตั้งครรภ์สำเร็จ

งานวิจัยชี้ 'โพรไบโอติกส์ในมดลูก' สัมพันธ์กับโอกาสตั้งครรภ์สำเร็จ

งานวิจัยชี้ ‘โพรไบโอติกส์ในมดลูก’ สัมพันธ์กับโอกาสตั้งครรภ์สำเร็จ

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 22.25 น.

งานวิจัยชี้ “โพรไบโอติกส์ในมดลูก” สัมพันธ์กับโอกาสตั้งครรภ์สำเร็จ

โพรไบโอติกส์ (Probiotics) จุลินทรีย์ชนิดดีที่หลายคนคุ้นเคยว่าเกี่ยวข้องกับสุขภาพลำไส้และการย่อยอาหาร แท้จริงแล้วยังมีผลโดยตรงต่อสุขภาพช่องคลอดและมดลูก ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการฝังตัวอ่อน โดยเฉพาะในผู้หญิงที่อยู่ระหว่างการทำเด็กหลอดแก้วหรืออิ๊กซี่ (ICSI)

ครูก้อย  นัชชา ลอยชูศักดิ์ ครูวิทยาศาสตร์และผู้ก่อตั้งเพจ BabyAndMom.co.th แหล่งความรู้ด้านการเตรียมตั้งครรภ์ยืนหนึ่งในใจผู้มีบุตรยาก  ได้ให้ข้อมูลว่า โพรไบโอติกส์ไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะต่อระบบทางเดินอาหาร แต่ยังมีผลโดยตรงต่อ สุขภาพของมดลูกและช่องคลอด ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่อาจถูกมองข้ามในการเตรียมความพร้อมก่อนตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในผู้ที่อยู่ระหว่างการรักษาด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ เช่น อิ๊กซี่ (ICSI)

โพรไบโอติกส์ คือจุลินทรีย์ชนิดดีที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติในหลายระบบของร่างกาย เช่น ลำไส้ มดลูก ช่องคลอด ผิวหนัง ช่องปาก ทางเดินหายใจ และระบบปัสสาวะ โดยทำหน้าที่เฉพาะตามตำแหน่งที่อยู่ โดยในลำไส้โพรไบโอติกส์ช่วยย่อยอาหาร ดูดซึมสารอาหาร ผลิตกรดไขมันสายสั้น (SCFAs) ที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ กระตุ้นภูมิคุ้มกัน และยับยั้งการเจริญของเชื้อก่อโรค ซึ่งแน่นอนว่า ระบบลำไส้มีความเชื่อมโยงกับภูมิคุ้มกันโดยตรง โดยประมาณ 70% ของระบบภูมิคุ้มกันเริ่มต้นที่ลำไส้ และถ้าลำไส้มีจุลินทรีย์ที่ดีน้อยลงหรือถูกทำลาย ก็จะมีผลให้ภูมิคุ้มกันลดลง ก่อให้เกิดการอักเสบในร่างกาย ซึ่งเชื่อมโยงกับหลายๆ ระบบในร่างกาย ซึ่งการอักเสบมีบทบาทสำคัญสำหรับผู้หญิงเตรียมตั้งครรภ์ ถ้ามีการอักเสบในร่างกายสูง อาจลดคุณภาพของไข่ ตัวอ่อน และอาจกระทบต่อมดลูกและลดโอกาสการฝังตัวของตัวอ่อนได้ สำหรับระบบสืบพันธุ์เพศหญิง โพรไบโอติกส์ มีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลของจุลินทรีย์ในมดลูกและช่องคลอด ป้องกันการติดเชื้อ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการฝังตัวของตัวอ่อน

ครูก้อย นัชชา กล่าวเสริมว่า สำหรับสตรีที่วางแผนตั้งครรภ์ การมีภูมิคุ้มกันแข็งแรงย่อมช่วยเพิ่มโอกาสสำเร็จ ทั้งในการตั้งครรภ์ธรรมชาติและการทำเด็กหลอดแก้ว ซึ่งจากการศึกษางานวิจัยในระดับนานาชาติเกี่ยวกับโพรไบโอติกส์และภาวะเจริญพันธุ์ พบว่าโพรไบโอติกส์สายพันธุ์ Bifidobacterium และ Lactobacillus จุลินทรีย์ดีทั้งสองประเภทนี้เกี่ยวข้องกับการเสริมภูมิคุ้มกันและส่งผลดีต่อภาวะเจริญพันธุ์ และเหมาะสมกับคนที่เตรียมตัวมีบุตร คนตั้งครรภ์

โดยมีการศึกษาวิจัยพบว่า โพรไบโอติกส์กลุ่มบิฟิโดแบคทีเรียม (Bifidobacterium) ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ อ้างอิงรายงานวิจัย เรื่อง  Enhancement of Natural Immune Function by Dietary Consumption of Bifidobacterium lactis (HN019) ที่ตีพิมพ์ในวารสาร European Journal of Clinical Nutrition ปี 2000 ได้ทำการทดลองในอาสาสมัครที่รับประทาน Bifidobacterium lactis HN019 สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ต่อเนื่อง 6 สัปดาห์ พบว่ากลุ่มที่รับประทานมีระดับ Interferon Alpha สูงขึ้น ซึ่งเป็นโปรตีนสำคัญในการต่อต้านเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย นอกจากนี้ บิฟิโดแบคทีเรียมยังมีบทบาทในการย่อยอาหาร ผลิตกรดไขมันสายสั้น ลดการอักเสบของร่างกาย และพบได้ในอาหารหมัก เช่น โยเกิร์ต กิมจิ ผักดอง นัตโตะ และขนมปังเปรี้ยว

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยศึกษาพบว่า โพรไบโอติกส์กลุ่มแลคโตบาซิลลัส (Lactobacillus) มีบทบาทสำคัญในการยับยั้งเชื้อก่อโรคที่ทำให้เกิดการอักเสบในช่องคลอด โดยงานวิจัย Effect of Lactobacillus rhamnosus and Lactobacillus acidophilus on bacterial vaginal pathogen ตีพิมพ์ใน International Journal of Immunopathology and Pharmacology ปี 2017 ได้ศึกษาสายพันธุ์ Lactobacillus rhamnosus HN001 และ Lactobacillus acidophilus La-14 พบว่าโพรไบโอติกส์ ทั้ง 2 สายพันธุ์ ช่วยยับยั้งการฟักตัวและการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียชนิดอื่น ซึ่งเป็นสาเหตุของการติดเชื้อในช่องคลอดได้อย่างสมบูรณ์

กลไกสำคัญของแลคโตบาซิลลัสคือการปรับสมดุลจุลชีพและลดค่า pH ในช่องคลอด ทำให้สภาพแวดล้อมไม่เหมาะต่อการเจริญของเชื้อก่อโรค จึงช่วยป้องกันการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแหล่งอาหารที่อุดมด้วยแลคโตบาซิลลัส ได้แก่ โยเกิร์ต นมเปรี้ยว กิมจิ มิโสะ นัตโตะ คีเฟอร์ (Kefir) ชาหมักคอมบูชา

ครูก้อย กล่าวด้วยว่า ความสมดุลของจุลินทรีย์ในมดลูกเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม หากเยื่อบุโพรงมดลูกมีสภาพแวดล้อมที่ดีและมีจุลินทรีย์ที่เอื้อต่อสุขภาพในปริมาณมาก ก็ยิ่งเอื้อต่อกระบวนการฝังตัวของตัวอ่อน ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการตั้งครรภ์ ซึ่งมีงานวิจัยพบความเชื่อมโยง “จุลินทรีย์ในมดลูกกับโอกาสตั้งครรภ์สำเร็จ” อ้างอิงงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Microbiome ปี 2022 เปิดเผยว่า องค์ประกอบของจุลินทรีย์ในเยื่อบุมดลูกอาจมีผลโดยตรงต่อความสำเร็จของการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในผู้หญิงที่มีบุตรยากและเข้ารับการรักษาด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ การศึกษาจากกลุ่มผู้หญิง 342 คน พบว่า ผู้ที่ไม่สามารถตั้งครรภ์หรือแท้งในระยะแรก มักมีจุลชีพกลุ่ม Atopobium, Gardnerella, Streptococcus และชนิดก่อโรคอื่น ๆ มากกว่าปกติ ในขณะที่ผู้ที่ตั้งครรภ์สำเร็จและคลอดบุตรได้ มีจุลินทรีย์กลุ่ม Lactobacillus ในปริมาณสูงกว่าอย่างต่อเนื่อง นักวิจัยชี้ว่า องค์ประกอบจุลินทรีย์ในมดลูกอาจใช้เป็น ตัวบ่งชี้ (biomarker) เพื่อประเมินโอกาสความสำเร็จของการย้ายตัวอ่อน และอาจช่วยพัฒนาการวินิจฉัยและการรักษาผู้มีบุตรยากในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ร่างกายอาจสูญเสียโพรไบโอติกส์ได้จากหลายปัจจัย เช่น การบริโภคอาหารแปรรูป การใช้ยาบางชนิด ความเครียด การติดเชื้อ หรืออายุที่เพิ่มขึ้น การดูแลสมดุลของจุลินทรีย์ที่ดีในร่างกายจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะอาจช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบย่อยอาหาร ระบบภูมิคุ้มกัน รวมถึงสุขภาวะของอวัยวะสืบพันธุ์ในผู้หญิง สำหรับผู้ที่อยู่ระหว่างการวางแผนตั้งครรภ์หรือเตรียมตัวสำหรับกระบวนการช่วยการเจริญพันธุ์ เช่น ICSI การใส่ใจสุขภาพในทุกมิติ รวมถึงการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับโพรไบโอติกส์สำหรับผู้หญิง ก็อาจเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการดูแลตัวเอง ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เฟอร์ตี้ โพรไบโอติกส์ บาย ครูก้อย (Ferty Probiotics By KruKoy)

ติดตามความรู้เตรียมตั้งครรภ์สำหรับผู้มีบุตรยากได้ที่

Facebook: https://www.facebook.com/BabyAndMom.co.th/

TikTok: https://www.tiktok.com/@babyandmom.co.th

Line OA: @BabyAndMom.co.th (ปรึกษาครูก้อยและเคล็ดลับบำรุงเตรียมตั้งครรภ์สำหรับผู้มีบุตรยาก)

ทีเส็บพัฒนาเส้นทางไมซ์ใหม่ ชูเสน่ห์ไทยสร้างความต่าง – ประสบการณ์ทรงคุณค่า

ทีเส็บพัฒนาเส้นทางไมซ์ใหม่ ชูเสน่ห์ไทยสร้างความต่าง - ประสบการณ์ทรงคุณค่า

ทีเส็บพัฒนาเส้นทางไมซ์ใหม่ ชูเสน่ห์ไทยสร้างความต่าง – ประสบการณ์ทรงคุณค่า

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.16 น.

ทีเส็บพัฒนา  เส้นทางไมซ์ใหม่ เส้นทางที่ใช่สำหรับทุกงาน ชูเสน่ห์ไทย หลากหลายทางเลือกที่คุ้มค่า สร้างความต่าง และประสบการณ์ทรงคุณค่า ให้กับงานไมซ์ในทุกมิติ

สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ โดยฝ่ายการตลาดไมซ์ในประเทศ ได้พัฒนา“เส้นทางไมซ์ใหม่ เส้นทางที่ใช่สำหรับทุกงาน” เพื่อนำเสนอตัวอย่างทางเลือกสำหรับการจัดงาน ไมซ์ในประเทศ ที่มีครบทั้งจุดหมายการจัดงานที่พร้อมสรรพสำหรับทุกกิจกรรมไมซ์รวมถึงกิจกรรมระหว่างการเดินทาง ที่ปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการเฉพาะของแต่ละองค์กร  เป็นทางเลือกใหม่ให้ผู้จัดงานไมซ์ สามารถคัดสรรจุดหมายและเส้นทางสำหรับจัดงานไมซ์ ที่ตอบโจทย์มากที่สุด นอกจากสถานที่และองค์ประกอบรองรับการจัดงานที่ได้มาตรฐานการจัดงานระดับสากลแล้ว ในแต่ละเส้นทางที่คัดสรรมานี้ยังเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ไทยที่หลากหลาย ผ่านอัตลักษณ์ของท้องถิ่นไทย ไม่ว่าจะเป็นด้านศิลปะ วัฒนธรรม อาหาร ดนตรี กีฬา ภาพยนตร์ วิถีชีวิต หรือภูมิทัศน์ธรรมชาติ ที่พร้อมจะสร้างความประทับใจ และและประสบการณ์ที่น่าจดจำให้กับผู้เข้าร่วมไปพร้อมๆ กับการสร้างประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

เพื่อการค้นพบเส้นทางที่ใช่อย่างรวดเร็ว ทีเส็บ โดยฝ่ายการตลาดไมซ์ในประเทศ ได้จัดทำคู่มือเส้นทางสายไมซ์ใหม่ ผ่านลิงก์ https://online.flipbuilder.com/ebooksj/xrcj/ ออกแบบมาให้ทุกองค์กรนำไปปรับใช้ได้จริง เปรียบเสมือน “แผนที่แห่งแรงบันดาลใจ” ที่ช่วยให้องค์กรเลือกเส้นทางไมซ์ที่เหมาะสมกับเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ทีม การประชุมขับเคลื่อนองค์ความรู้ การสร้างเครือข่ายธุรกิจ หรือทริปก่อนหรือหลังเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและงานเทศกาล ที่เชื่อมโยงกับท้องถิ่นและตลาดใหม่ ๆ

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ Facebook: TCEB Domestic MICE

-(016)

สสธวท จับมือเครือข่ายผู้ประกอบการสตรีอาเซียนและพันธมิตร จัดเวิร์คชอปเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการสตรีกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยุคดิจิทัล

สสธวท จับมือเครือข่ายผู้ประกอบการสตรีอาเซียนและพันธมิตร  จัดเวิร์คชอปเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการสตรีกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยุคดิจิทัล

สสธวท จับมือเครือข่ายผู้ประกอบการสตรีอาเซียนและพันธมิตร จัดเวิร์คชอปเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการสตรีกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยุคดิจิทัล

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.43 น.

สหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (สสธวท) และเครือข่ายผู้ประกอบการสตรีอาเซียน ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ และมหาวิทยาลัยศรีปทุม จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการสตรีกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับยุคดิจิทัล”

(ที่ 3 จากซ้าย) ดร. ม.ล.ปรียพรรณ ศรีธวัช, คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล, ดร.รัชนีพร พุคยาภรณ์ พุกกะมาน, เบญจมาส แก่นเมือง ร่วมด้วย พราวนรินทร์ เรืองฤทธิเดช, วัชรี ศรีตระกูล,  มาลีรัตน์ ปลื้มจิตรชม และอนุสรี ทับสุวรรณ

ผศ.ดร.ชลธิศ เอี่ยมวรวุฒิกุล, วทันยา อมตานนท์ และ พัสชนันท์ คงวณิชกิจเจริญ

(ที่ 6 จากซ้าย) ผศ.ดร.ชลธิศ เอี่ยมวรวุฒิกุล, วัชรี ศรีตระกูล, กรรณนิกา เจริญลักษณ์, มาลีรัตน์ ปลื้มจิตรชม และผู้เข้าร่วมประชุมที่ได้รับใบประกาศนียบัตร

คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล ประธานสหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วย ดร.หม่อมหลวงปรียพรรณ ศรีธวัช ประธานเครือข่ายผู้ประกอบการสตรีอาเซียน-ประเทศไทย (ASEAN Women Entrepreneurs Network-Thailand) หรือ AWEN ประเทศไทย ร่วมกับ อธิบดี แรมรุ้ง วรวัธ จากกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และ ดร.รัชนีพร พุคยาภรณ์ พุกกะมาน อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีปทุม เจ้าของรางวัล สุดยอดผู้ประกอบการสตรีอาเซียน ปี 2558 ได้ร่วมมือกันจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการสตรีกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับยุคดิจิทัล” ขึ้น เมื่อวันจันทร์ที่ 22 กันยายน 2568 ณ มหาวิทยาลัยศรีปทุม โดยมี เบญจมาส แก่นเมือง รองอธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ กล่าวเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการในช่วงเช้า และ กรรณนิกา เจริญลักษณ์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ กล่าวปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการและมอบประกาศนียบัตรแก่กลุ่มผู้ประกอบการสตรี นักธุรกิจ และผู้ที่ต้องการพัฒนาทักษะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในยุคดิจิทัล ที่สนใจเข้าร่วมกว่า 100 คน ในช่วงเย็น

บรรยากาศการประชุมเชิงปฏิบัติการ “เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการสตรีกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับยุคดิจิทัล”

งานประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ได้รับเกียรติจากทีมคณาจารย์ผู้ชำนาญจากหลักสูตร เอบีไอ หรือ Academy of Business Intelligence จากมหาวิทยาลัยศรีปทุม ร่วมให้ความรู้และประสานงาน อาทิเช่น ผศ.ดร.ชลธิศ เอี่ยมวรวุฒิกุล ผู้ช่วยอธิการบดี ผศ.ดร.รวิภา อัครจินดานนท์ คณบดีคณะบริหารธุรกิจ พร้อมด้วย วทันยา อมตานนท์ ผู้เชี่ยวชาญและผู้บรรยายจากบริษัทฟอร์ท เวนดิ้ง จำกัด (เต่าบิน) และ พัสชนันท์ คงวณิชกิจเจริญ บริษัท เก็ทบิซ (ประเทศไทย) จำกัด มาร่วมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับการนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการธุรกิจ รวมทั้งเทคนิคการปรับวิธีการและวางกลยุทธ์ในโลกดิจิทัล นอกจากนี้ พราวนรินทร์ เรืองฤทธิเดช ได้นำผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มและขนม จาก “ชาตรามือ” ซึ่งเป็นเครื่องดื่มไทยชื่อดัง มาให้ผู้เข้าอบรมได้ลิ้มลองเพื่อเพิ่มความสดชื่นและสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายระหว่างกิจกรรม ทำให้การอบรมครั้งนี้เต็มไปด้วยความอบอุ่นและการแลกเปลี่ยนที่สร้างสรรค์ โดยมี มาลีรัตน์  ปลื้มจิตรชม ที่ปรึกษาและอดีตประธานสหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ และวัชรี ศรีตระกูล กรรมการ AWEN อาเวน ไทยแลนด์ ร่วมเป็นกำลังใจตลอดการอบรม

การประชุมเชิงปฏิบัติการ “เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการสตรี กับ AI สำหรับยุคดิจิทัล” เกิดจากผลกระทบของเทคโนโลยี AI ที่เข้ามาแทนที่งานหลายประเภท เช่น การตลาด บริการลูกค้า งานเอกสาร บัญชี และโรงงาน ทำให้คนที่ปรับตัวไม่ทัน เสี่ยงรายได้ลดลง และเผชิญปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงขึ้น ดังนั้น เพื่อให้การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด มหาวิทยาลัยศรีปทุมจึงได้จัดทีมนักศึกษาของมหาวิทยาลัยผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้เอไอ (AI Business Talent) อีก 20 คน ร่วมเป็นพี่เลี้ยงสนับสนุนวิธีการลงมือปฏิบัติ และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI อย่างสร้างสรรค์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และขยายโอกาสทางธุรกิจ การประชุมในครั้งนี้สอดคล้องกับนโยบายสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการสตรีไทยในยุคดิจิทัลเพื่อให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในตลาดโลก อีกทั้งเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่พร้อมสนับสนุนแนวทางการใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิผล นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับศักยภาพสตรีนักธุรกิจไทยให้ก้าวทันยุคสมัยและเข้มแข็งในทุกมิติ

รพ.พระรามเก้า มอบกล้องผ่าตัดเคลื่อนที่สู่พื้นที่ห่างไกลให้ทุกคนเข้าถึงมาตรฐานการรักษาอย่างเท่าเทียม

รพ.พระรามเก้า มอบกล้องผ่าตัดเคลื่อนที่สู่พื้นที่ห่างไกลให้ทุกคนเข้าถึงมาตรฐานการรักษาอย่างเท่าเทียม

รพ.พระรามเก้า มอบกล้องผ่าตัดเคลื่อนที่สู่พื้นที่ห่างไกลให้ทุกคนเข้าถึงมาตรฐานการรักษาอย่างเท่าเทียม

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.59 น.

โรงพยาบาลพระรามเก้า เดินหน้ากิจกรรมเพื่อสังคมและสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดี เพิ่มโอกาสการเข้าถึงการรักษาพยาบาลระหว่างผู้ป่วยในเมืองใหญ่และผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ความคิดริเริ่มนี้เกิดจากความมุ่งมั่นของโรงพยาบาลที่อยากเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับให้ทุกคนเข้าถึงมาตรฐานการรักษาเทียบเท่าระดับสากล

นพ.วิทยา วันเพ็ญ รองกรรมการผู้อำนวยการ โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า “โครงการดังกล่าวเกิดจากความตั้งใจที่จะนำมาตรฐานการรักษาระดับสากลขยายไปสู่สังคมในวงกว้าง โดยเฉพาะพื้นที่ที่โรงพยาบาลไม่สามารถเข้าถึงโดยตรง เราจึงส่งมอบเครื่องมือแพทย์ทันสมัยให้โรงพยาบาลอื่น ๆ เพื่อนำไปใช้ดูแลผู้ป่วยในท้องถิ่นห่างไกล และสร้างโอกาสให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพใกล้บ้านมากที่สุด”

นพ.จิรัชย์ จิรธรรมโอภาส,นพ.วิทยา วันเพ็ญ ,นพ.เสถียร ภู่ประเสริฐ และ ขมาภรณ์ ธัมพิพิธ

โครงการ “ส่งต่อการให้” ต่อยอดจากความสำเร็จของปีที่ผ่านมา ที่โรงพยาบาลได้บริจาครถตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมเคลื่อนที่ (Mobile Mammogram) แก่ รพ. ท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี เพื่อป้องกันและคัดกรองโรค และในปีนี้โรงพยาบาลได้ยกระดับเป้าหมายด้วยการสนับสนุนชุดผ่าตัดผ่านผนังหน้าท้องความละเอียดสูง พร้อมระบบสร้างภาพด้วยเทคนิคการเรื่องแสง และเครื่องตัดเลาะเนื้อเยื่อเย็บปิดหลอดเลือด ซึ่งสามารถเคลื่อนย้ายไปยังโรงพยาบาลชุมชนได้อย่างคล่องตัวและใช้ในการรักษาผู้ป่วยโดยตรง

ขมาภรณ์ ธัมพิพิธ รองกรรมการผู้อำนวยการ กำกับดูแลฝ่ายบัญชีการเงิน โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวเสริมว่า การมอบกล้องผ่าตัดเคลื่อนในครั้งนี้ “เราเข้าใจปัญหาและความต้องการของพื้นที่อย่างแท้จริง โดยพิจารณาจากสองปัจจัยหลัก คือ การยกระดับจากการป้องกันสู่การรักษา หลังจากโครงการคัดกรองมะเร็งพบผู้ป่วยระยะเริ่มต้น กล้องผ่าตัดเคลื่อนที่จะช่วยเชื่อมต่อระหว่างการตรวจพบโรคกับการรักษาได้ทันที และหัวใจของความคล่องตัว (Mobility) ที่ช่วยให้เครื่องมือนี้เคลื่อนย้ายไปยังโรงพยาบาลชุมชน ลดภาระผู้ป่วยที่ต้องเดินทางไกลเข้าสู่โรงพยาบาลศูนย์ นี่คือแนวทางที่ตอบโจทย์ความต้องการของพื้นที่และสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ป่วย”

นพ.จิรัชย์ จิรธรรมโอภาส ศัลยแพทย์ส่องกล้องและผ่าตัดผ่านกล้อง โรงพยาบาลหาดใหญ่ กล่าวว่า โรงพยาบาลหาดใหญ่ซึ่งเป็นโรงพยาบาลศูนย์ที่รับส่งต่อผู้ป่วยระดับสูงสุด กำลังประสบภาวะคอขวด เนื่องจากเคสผู้ป่วยทั้งง่ายและซับซ้อนถูกส่งต่อมาที่นี่ทั้งหมด ส่งผลให้ผู้ป่วยฉุกเฉินต้องรอคิวผ่าตัดนานถึง 2 วัน และผู้ป่วยจากพื้นที่ห่างไกลต้องเผชิญอุปสรรคด้านภาษา ค่าใช้จ่าย และการเดินทางซ้ำหลายครั้ง จนบางรายต้องยุติการรักษาก่อนเวลา

“กล้องผ่าตัดเคลื่อนที่” ที่ได้รับบริจาคไม่ใช่เพียงเครื่องมือใหม่ แต่เป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยและปลอดภัย ช่วยยกระดับการผ่าตัดเคสซับซ้อนในโรงพยาบาลศูนย์และสามารถเคลื่อนย้ายไปยังโรงพยาบาลชุมชนได้อย่างกว้างขวาง ผู้ป่วยจึงเข้าถึงการผ่าตัดส่องกล้องที่เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว ลดเวลารอคอยและจำนวนครั้งที่ต้องเดินทาง ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและความกังวลของครอบครัว รวมถึงสร้างเส้นทางการรักษาที่ต่อเนื่องจากการคัดกรองมะเร็งไปสู่การรักษา แพทย์และโรงพยาบาลชุมชนยังสามารถใช้เครื่องมือนี้ต่อยอดโครงการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ และเสริมศักยภาพบุคลากรในการผ่าตัดซับซ้อน คาดว่าเครื่องมือนี้จะช่วยผู้ป่วยได้กว่า 500–600 รายต่อปี

ด้าน พญ.กรชนก ตั้งนภาดล แพทย์ผู้ชำนาญการศัลยกรรม โรงพยาบาลยะลา กล่าวว่า การมีเครื่องมือผ่าตัดทันสมัยในพื้นที่ช่วยลดอุปสรรคด้านระยะทางและค่าใช้จ่าย ทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาที่ปลอดภัยและมีคุณภาพสูงสุด กล้องผ่าตัดผ่านส่องกล้องความละเอียดสูง 4K ช่วยลดแผล ฟื้นตัวเร็ว เพิ่มความแม่นยำ ลดภาวะแทรกซ้อน และคืนโอกาสให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ

นพ.วิทยา วันเพ็ญ กล่าวปิดท้ายว่า การจัดหาเครื่องมือผ่าตัดไม่ใช่เพียงการยกระดับเทคโนโลยี แต่คือการทลายกำแพงอุปสรรค ทำให้ผู้คนในพื้นที่เข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพ ลดภาระค่าใช้จ่าย และได้รับผลการรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้โรงพยาบาลยังดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง เช่น เปิดบ้านให้นักเรียนและนักศึกษาแพทย์เข้ามาดูงาน (Shadowing) ส่งทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญไปอบรมบุคลากรโรงพยาบาลต่างจังหวัด รวมถึงแนวคิดใหม่ในการนำอุปกรณ์ใช้ครั้งเดียวจากโรงพยาบาลเอกชนผ่านกระบวนการปลอดเชื้อ (Sterilize) นำกลับมาใช้ในโรงพยาบาลรัฐ สร้างคุณค่าและประโยชน์สูงสุดให้แก่ผู้ป่วยที่ขาดแคลน

รพ.จุฬาภรณ์ฯ บูรณาการทีมรักษาหัวใจและหลอดเลือด ร่วมรณรงค์เนื่องในวันหัวใจโลกปี 2568 ‘อย่ารอให้ใจพัง ฟังเสียงหัวใจ ก่อนจะสาย’

รพ.จุฬาภรณ์ฯ บูรณาการทีมรักษาหัวใจและหลอดเลือด ร่วมรณรงค์เนื่องในวันหัวใจโลกปี 2568  ‘อย่ารอให้ใจพัง ฟังเสียงหัวใจ ก่อนจะสาย’

รพ.จุฬาภรณ์ฯ บูรณาการทีมรักษาหัวใจและหลอดเลือด ร่วมรณรงค์เนื่องในวันหัวใจโลกปี 2568 ‘อย่ารอให้ใจพัง ฟังเสียงหัวใจ ก่อนจะสาย’

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.41 น.

ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดกิจกรรมรณรงค์บริการวิชาการส่งเสริมสุขภาพเนื่องในวันหัวใจโลก ประจำปี 2568 บูรณาการทีมแพทย์และบุคลากรสหสาขาวิชาชีพด้านการดูแลรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ร่วมส่งสารรณรงค์สร้างการตระหนักรู้ถึงอันตรายและภาวะต่างๆ ของโรคหัวใจและหลอดเลือด ภายใต้แนวคิด “อย่ารอให้ใจพัง ฟังเสียงหัวใจก่อนจะสาย” ใช้ใจร่วมกันเอาชนะโรคหัวใจและหลอดเลือดไปด้วยกัน เพื่อร่วมตอกย้ำสารรณรงค์ตามคำขวัญสมาพันธ์หัวใจโลก คือ YES USE HEART FOR ACTION  ทั้งนี้ สมาพันธ์หัวใจโลกได้กำหนดให้ทุกวันที่ 29 กันยายนของทุกปี เป็นวันหัวใจโลก (World Heart Day)และได้ระบุว่า โรคหัวใจและหลอดเลือดยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของโลก โดยพบผู้เสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจ (CVD) คร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 20.5 ล้านคนต่อปี แต่การเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากโรคหลอดเลือดหัวใจถึง 80% สามารถป้องกันได้หากเข้าถึงการรักษาที่มีคุณ ภาพและได้รับการคัดกรองตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น รวมถึงทางเลือกในการเลือกโภชนาการที่ดีต่อสุขภาพและการออกกำลังกาย สำหรับประเทศ ไทยข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ปี 2568 ประเทศไทยมีผู้ป่วยสะสมโรคหัวใจและหลอดเลือดมากถึง 2.6 แสนคน และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในแต่ละปี

ภายในงานได้รับเกียรติจาก รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย นพ. ดำรงค์ สุกิจปัญญาโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และ ดร.นพ.วิโรจน์ เมืองศิลปศาสตร์ ผู้อำนวยการศูนย์หัวใจและหลอดเลือด นำทีมทอล์กสร้างแรงบันดาลใจภายใต้หัวข้อ YES USE HEART FOR ACTION กับ 8 ทีมการดูแลหัวใจครบวงจรของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ พร้อมเปิดตัวบริการใหม่ AF Virtual Ward ระบบการดูแลผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะทางไกล ที่ช่วยให้แพทย์สามารถติดตามอาการผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด แม้จะอยู่ที่บ้าน ลดความเสี่ยงและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วยโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เปิดให้บริการตรวจรักษาผู้ป่วยกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด ตามพระดำริของ ศ.ดร.สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่ทรงมีพระปณิธานในการพัฒนาต่อยอดโรงพยาบาลจุฬาภรณ์เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่ครอบคลุมการรักษาทุกโรคให้กับประชาชน โดยตลอดระยะเวลาของการดำเนินงานศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลได้มุ่งพัฒนาและสร้างนวัตกรรมสุขภาพใหม่ๆ ของการให้บริการดูแลผู้ป่วยกลุ่มหัวใจและหลอดเลือด ด้วยประสบการณ์ของทีมแพทย์เฉพาะทางและบุคลากรสหสาขาวิชาชีพที่ร่วมปฏิบัติงาน ทั้งนี้ ศูนย์หัวใจและหลอดเลือดโรงพยาบาลฯได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมการรักษาที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงมาใช้เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ความปลอดภัย และลดระยะเวลาการฟื้นตัวของผู้ป่วยโดยครอบคลุมการรักษาโรคหัวใจที่ซับซ้อนในทุกมิติด้วย 8 ทีมการดูแลหัวใจครบวงจร ประกอบด้วย

ทีมหัตถการสวนหลอดเลือดหัวใจ ที่มากประสบการณ์และมีความชำนาญสำหรับการตรวจและรักษาผ่านสายสวนโดยไม่ต้องผ่าตัด ทำการขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนและใส่ขดลวด การเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบผ่านสายสวน TAVR, การรักษาภาวะลิ้นหัวใจไมทรัลรั่วด้วย MitraClip โดย ดร.นพ.วิโรจน์ เมืองศิลปศาสตร์ ผู้อำนวยการศูนย์หัวใจและหลอดเลือด และแพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจและหลอดเลือด กล่าวว่า “การรักษาที่ดีเริ่มจากการวินิจฉัยที่แม่นยำ หน่วยหัตถการของเรา เริ่มจากการตรวจสวนหัวใจเพื่อประเมินสภาพหลอดเลือดหัวใจแบบปัจจุบันทันด่วน ร่วมกันวางแผนการรักษาแบบรายบุคคลกับคนไข้และครอบครัว การรักษาด้วยวิธีผ่านสายสวนช่วยลดภาระการผ่าตัด ลดระยะเวลาพักฟื้น และกลับสู่ชีวิตประจำวันได้เร็วขึ้น ขณะเดียวกันเรามีทีมฉุกเฉิน 24 ชั่วโมงรองรับภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน เพื่อ ให้การรักษารวดเร็ว ปลอดภัย และติดตามผลอย่างต่อเนื่อง”

ทีมรักษาภาวะหัวใจล้มเหลว ใช้แนวทางมาตรฐานสากลในการดูแลผู้ป่วยด้วยการปรับยา เทคโนโลยีการบำบัดเพื่อประสานจังหวะการเต้นของหัวใจ โดยใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจ (pacemaker) ที่มีสายไฟไปยังห้องหัวใจทั้งสองข้าง เพื่อให้หัวใจเต้นพร้อมกันดีขึ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิ ภาพการสูบฉีดเลือด ส่วน ICD (Implantable Cardioverter Defibrillator) คือเครื่องกระตุกหัวใจอัตโนมัติ ที่จะตรวจจับและช็อกไฟฟ้าเพื่อรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่เป็นอันตรายถึงชีวิต และระบบติดตามระยะไกล โดย นพ.โชคอนันต์ ไทยถิรโรจน์ แพทย์เฉพาะทางสาขาอายุรศาสตร์โรคหัวใจและหลอดเลือด กล่าวว่า “ภาวะหัวใจล้มเหลวเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องการการดูแลแบบองค์รวม ที่นี่เราใช้แนวทางการรักษาตามมาตรฐานสากล (guideline-directed care) โดยเริ่มจากการปรับยาอย่างเป็นระบบ ติดตามอาการและการทำงานของหัวใจอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการให้การศึกษาเรื่องการดูแลตัวเองที่บ้าน ทีมของเรายังสามารถพิจารณาใช้เทคโนโลยีช่วยรักษา ในผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ เพื่อป้องกันการเสียชีวิตฉับพลันและเพิ่มคุณภาพชีวิต นอกจากนี้เรานำระบบติดตามระยะไกลและบริการผู้ป่วยนอกแบบสหสาขาเข้ามาใช้ เพื่อลดการกลับเข้าโรงพยาบาลซ้ำและดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องจากที่บ้าน” พร้อมกล่าวถึงบริการใหม่ AF Virtual Ward ว่า “โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะเป็นโรคที่ต้องติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง เดิมผู้ป่วยมักต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อการดูแลใกล้ชิด แต่ด้วย AF Virtual Ward ผู้ป่วยสามารถอยู่บ้านได้อย่างปลอดภัย โดยมีการเชื่อมต่อข้อมูลสุขภาพกับทีมแพทย์ตลอดเวลา บริการนี้ผู้ป่วยจะได้รับ อุปกรณ์ตรวจวัดสัญญาณชีพและเครื่องตรวจจังหวะการเต้นของหัวใจ ซึ่งส่งข้อมูลถึงแพทย์ทันที ทำให้สามารถปรับการรักษาและให้คำแนะนำได้แบบเรียลไทม์ ทั้งยังช่วย ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน ลดค่าใช้จ่ายและลดระยะเวลาในการมาโรงพยาบาล ส่งผลให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นอกจากนี้ โรงพยาบาลจุฬา ภรณ์ ยังเป็นแห่งแรกในประเทศไทย ที่นำ AF Virtual Ward มาประยุกต์ใช้จริง ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานการดูแลรักษาโรคหัวใจของประเทศให้ก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ”

ทีมรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ วินิจฉัยด้วย Electrophysiology study และรักษาด้วยการจี้ไฟฟ้า (RF, Cryoablation) ที่มีอัตราการหายขาดสูง โดย นพ.สนัฐชา อาภาคัพภะกุล แพทย์เฉพาะทางสาขาอายุรศาสตร์โรคหัวใจและหลอดเลือด กล่าวว่า “ภาวะหัวใจเต้นผิดจัง หวะมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่ไม่มีอาการจนถึงอาการที่รุนแรงและเสี่ยงต่อชีวิต การตรวจวินิจฉัยด้วย Electrophysiology study (EPS) และการทำแผนที่ไฟฟ้าภายในหัวใจช่วยให้เราระบุตำแหน่งสาเหตุได้อย่างแม่นยำ จากนั้นใช้การจี้ไฟฟ้าหัวใจ (Catheter Ablation) ด้วยพลังงานความร้อน (RF) หรือความเย็น (Cryo) ทำลายจุดที่ก่อปัญหา ซึ่งมีอัตราการหายขาดสูงถึง 80–90% หลังหัตถการ ผู้ป่วยจะถูกติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินผลและปรับการรักษา ทั้งนี้เราจะอธิบายความเสี่ยงและทางเลือกทั้งหมดให้ผู้ป่วยตัดสินใจร่วมด้วยความเข้าใจ”       

ทีมรักษาภาวะหัวใจในผู้ป่วยมะเร็ง ดูแลผู้ป่วยร่วมกับทีมมะเร็งอย่างใกล้ชิด เพื่อลดผลกระทบจากยาและการรักษามะเร็งต่อหัวใจ โดย รศ. พญ.ชลธิชา ตั้งกิจ แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ การตรวจหัวใจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหัวใจ กล่าวว่า “การรักษามะเร็งในปัจจุบันได้ประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่ยาและการรักษาบางชนิดอาจส่งผลต่อหัวใจ การคัดกรองหัวใจก่อนการให้ยารักษามะเร็งจึงเป็นกุญแจสำคัญ เราจะประเมินการทำงานของหัวใจ ตรวจคลื่นไฟฟ้าและคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจก่อน ระหว่างและหลังการรักษาเพื่อจับสัญญาณความผิดปกติแต่เนิ่น ๆ” และ พญ.ชญานี สำแดงปั้น แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์มะเร็งวิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่า “เมื่อพบความเสี่ยงหรือความผิดปกติ ทีมจะแจ้งกับทีมมะเร็งเพื่อปรับแผนการรักษา เช่น ลดความเสี่ยงโดยปรับยาระยะเวลาหรือทางเลือกการรักษา อีกทั้ง ให้การดูแลหัวใจเชิงป้อง กันและการฟื้นฟูเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษามะเร็งต่อเนื่องโดยได้รับการปกป้องหัวใจไปพร้อมกัน”

ทีมรักษาหัวใจในเด็ก ให้บริการตรวจคัดกรอง รักษา และติดตามเด็กที่มีโรคหัวใจแต่กำเนิด โดย  พญ.ศรัยอร ธงอินเนตร แพทย์เฉพาะทางกุมารเวชศาสตร์โรคหัวใจ กล่าวว่า “หัวใจเด็กคือหัวใจของอนาคต เราตระหนักว่าโรคหัวใจไม่ได้เป็นแต่ผู้ใหญ่ เด็กที่มีปัญหาด้านโรคหัวใจแต่กำเนิดหรือเกิดภายหลังต้องการการตรวจคัดกรองและติดตามระยะยาว เราใช้การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง Echocardiogram, อุป กรณ์บันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ Holter และการทดสอบสมรรถภาพตามความเหมาะสมเพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะกับการเจริญเติบโตของเด็กแต่ละคน” และ พญ.ธมกร ขวัญยืน แพทย์เฉพาะทางกุมารเวชศาสตร์โรคหัวใจ กล่าวเพิ่มเติมว่า “สำหรับเด็กบางรายสามารถรักษาด้วยหัตถการผ่านสายสวนที่ไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ได้ ขณะที่บางรายต้องการการผ่าตัดร่วมกับทีมผู้เชี่ยวชาญด้านทารกและวิกฤติเด็ก การให้คำแนะนำแก่ผู้ปกครองและการติดตามการเจริญเติบโตเป็นหัวใจสำคัญของการดูแลระยะยาว”

ทีมผ่าตัดรักษาหัวใจ เน้นการผ่าตัดหัวใจแบบแผลเล็ก (minimally invasive) และการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ เพื่อแก้ไขภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบหรืออุดตัน CABG ร่วมเทคโนโลยีทันสมัย เพื่อลดระยะพักฟื้น โดยแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก นำโดย นพ.สุขสันต์ กนกศิลป์,นพ.พิเชษฐ์ เลิศปันณะพงษ์, นพ.โกเมน เสนงาม และ นพ.ฆนากร แก้วกิติพงษ์ โดยงานนี้ นพ.สุขสันต์ กล่าวว่า “การผ่าตัดหัวใจยุคใหม่มุ่งเน้นความปลอดภัยและการฟื้นตัวเร็ว ที่โรงพยาบาลฯเราให้บริการผ่าตัดหัวใจแบบแผลเล็ก (minimally invasive) สำหรับการซ่อม/เปลี่ยนลิ้นหัวใจ และการทำบายพาสหลอดเลือดหัวใจ (CABG) เมื่อจำเป็น เทคโนโลยีกล้องและเครื่องมือเฉพาะช่วยลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ ทำให้ผู้ป่วยเจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว และลดระยะเวลาพักรักษาตัวในโรงพยาบาล หลังผ่าตัดเรามีระบบการฟื้นฟูและติดตามแบบครบวงจรเพื่อให้ผู้ป่วยกลับสู่ชีวิตประจำวันได้อย่างปลอดภัย”

ทีมตรวจสมรรถภาพหัวใจ ให้บริการตรวจด้วยเทคโนโลยีครบวงจร อาทิ ECG, Holter, Echocardiography, CPET เพื่อประเมินความเสี่ยงอย่างละเอียด นพ.ปรัชญา ระหว่างบ้าน แพทย์เฉพาะทางสาขาอายุรศาสตร์โรคหัวใจและหลอดเลือดกล่าวว่า “การตรวจสมรรถภาพและการวินิจฉัยเชิงลึกคือฐานข้อมูลสำคัญของการดูแลหัวใจ เรามีบริการ ECG, Holter,ExerciseStress Test, Echocardiography รวมถึง CT/MRI หัวใจและการทดสอบการเผาผลาญขณะออกกำลังกาย (CPET) ในบางราย เพื่อให้ได้ข้อมูลทั้งโครงสร้างและการทำงานของหัวใจอย่างครบถ้วนผลการตรวจเหล่านี้ช่วยให้ทีมแพทย์ทุกสาขาร่วมกันตัดสินใจการรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละคน” และเนื่องในวันหัวใจโลก นพ.ปรัชญาได้ฝากข้อคิดสำคัญว่า “หัวใจของทุกท่านมีเพียงดวงเดียว ดูแลด้วยการออกกำลังกาย พักผ่อนเพียงพอ กินอาหารที่ดี ลดความเครียด และตรวจสุขภาพหัวใจอย่างสม่ำเสมอ เพราะหัวใจแข็งแรง คือคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน”

ทีมฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ ปอด และหลอดเลือด ฟื้นฟูด้วยโปรแกรมออกกำลังกาย โภชนาการและกาสนับสนุนด้านจิตใจ โดยนักกายภาพ บำบัด เบญญาดา  สุธนาวรกุล หัวหน้าหน่วยฟื้นฟูสมรรถภาพหัวใจ หลอดเลือดและปอด กล่าวว่า “การรักษาไม่ได้จบเพียงเมื่อหัตถการเสร็จการฟื้นฟูเป็นขั้นตอนสำคัญที่คืนความแข็งแรงและคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วยโปรแกรมฟื้นฟูของเราประกอบด้วยการออกกำลังกายแบบกำหนดเฉพาะบุคคลที่คำนึงถึงความเสี่ยง การฝึกการหายใจและกายภาพบำบัด การให้คำแนะนำด้านโภชนาการ และการสนับสนุนด้านจิตใจ เรามีการติดตามผลเชิงวัตถุประสงค์ เช่น สมรรถภาพการออกกำลังกาย (VO2) และการลดการกลับเข้าโรงพยาบาล เพื่อวัดผลลัพธ์ที่ชัดเจน”

ภายในงานนอกจากการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางการแพทย์จากทีมแพทย์ทั้งหมดแล้ว ยังได้รับการถ่ายทอดประสบการณ์จากผู้ป่วยที่ได้รับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติก (TAVR) พร้อมทั้งพูดคุยกับพระเอกหนุ่ม สมิธ-ภาสวิชญ์  บูรณนัติ ที่มาร่วมทอล์กส่งต่อพลังบวกสร้างพลังใจให้กับผู้ป่วย โดยมี ดีเจเอกกี้–เอกชัย เอื้อสังคมเศรษฐ ร่วมดำเนินรายการเติมเต็มบรรยากาศให้มีความสุข สนุกและอบอุ่นสร้างพลังใจให้กับทุกคนที่มาร่วมงานอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งร่วมรณรงค์ส่งเสริมการดูแลสุขภาพหัวใจคนไทยให้แข็งแรงด้วยการชวนกันลุกขึ้นมาออกกำลังและร่วมเป็นสะพานบุญเชื่อมต่อทุกหัวใจให้แข็งแรงด้วยหัวใจแห่งการให้ ผ่านการร่วมบริจาคสมทบทุนมูลนิธิศรีสวางควัฒน ในพระอุปถัมภ์ฯ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยให้สามารถเข้าถึงการรักษาโรคลิ้นหัวใจผ่านสายสวนได้ที่บัญชี ธนาคารกรุงเทพ เลขที่ 942-300099-2 ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ยังคงเดินหน้าด้วยพันธกิจในการยกระดับคุณภาพการรักษาโรคหัวใจของประเทศไทยสู่มาตรฐานสากล ควบคู่ไปกับการสร้างความตระหนักรู้ด้านการดูแลสุขภาพหัวใจโดยมุ่งหวังให้คนไทยทุกคนมีสุขภาพหัวใจที่แข็งแรงอย่างยั่งยืน

ศูนย์ฯ สิริกิติ์ ปักหมุด ‘ศูนย์ประชุมแห่งการเรียนรู้’ นอกห้องเรียน เปิดบ้านต้อนรับกิจกรรมเพื่อเยาวชนและคนรุ่นใหม่จากทั่วโลก

ศูนย์ฯ สิริกิติ์ ปักหมุด ‘ศูนย์ประชุมแห่งการเรียนรู้’ นอกห้องเรียน เปิดบ้านต้อนรับกิจกรรมเพื่อเยาวชนและคนรุ่นใหม่จากทั่วโลก

ศูนย์ฯ สิริกิติ์ ปักหมุด ‘ศูนย์ประชุมแห่งการเรียนรู้’ นอกห้องเรียน เปิดบ้านต้อนรับกิจกรรมเพื่อเยาวชนและคนรุ่นใหม่จากทั่วโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ย้ำอีกภาพลักษณ์ในฐานะ “ศูนย์ประชุมแห่งการเรียนรู้” ที่ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่จัดประชุม หรือแสดงนิทรรศการ แต่เป็นพื้นที่สร้างการเรียนรู้  สร้างประสบการณ์นอกห้องเรียนให้เยาวชน และคนรุ่นใหม่ได้เติมเต็มแรงบันดาลใจ  ค้นหาตัวตน ผ่านกิจกรรม และอิเวนต์ที่หลากหลาย โดยในเดือนตุลาคม 2568 ศูนย์ฯ สิริกิติ์ เตรียมพื้นที่ต้อนรับ 3 งานใหญ่ระดับชาติ และนานาชาติ ได้แก่ SX2025 – Sustainability Expo 2025, มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30 (BOOK EXPO THAILAND 2025) และ gamescom asia x Thailand Game Show 2025

ต้องใจ ธนะชานันท์ ผู้อำนวยการคณะจัดงาน SX2025

เริ่มต้นกับงาน SX2025 – Sustainability Expo 2025 : มหกรรมความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ได้เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่และจัดต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 5 ตุลาคม 2568  ในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจ และอิเวนต์ระดับโลกที่สร้างการมีส่วนร่วมของเยาวชนมากมาก โดยเฉพาะ “KIDS ZONE” โซนกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้มาร่วมสร้างจินตนาการ และจุดประกายความคิดด้านความยั่งยืนตั้งแต่วัยเด็ก ผ่านกิจกรรม เวิร์กชอปและคอนเทนต์สร้างสรรค์ตลอด 10 วัน “วันนี้มาวาดรูปนกกระเรียนกับคุณแม่ หนูชอบมากค่ะ”  น้องคาริน ด.ญ. คารินญา แก้วบุตรา อายุ 4 ปี กำลังสนุกกับการระบายสีนกกระเรียน กับคุณแม่โบร์

คุณแม่โบร์ และด.ญ. คารินญา แก้วบุตรา

“คุณแม่ชอบที่จะพาน้องมาทำกิจกรรม ที่นี่มีกิจกรรมให้เด็กๆ ได้ทำเยอะเลยค่ะ สถานที่กว้างขวางให้เด็กได้มีพื้นที่วิ่งเล่น ทำกิจกรรมได้เต็มที่ ร่วมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกครบเลย สะดวกมาก ๆ และน้องก็ชอบด้วยค่ะ” แม่โบร์ กล่าวก่อนที่จะพาน้องคารินเข้าไปทำกิจกรรม ที่ KIDS ZONE กันต่อ

ต้องใจ ธนะชานันท์ ผู้อำนวยการคณะจัดงาน SX2025 กล่าวว่า  งาน SX2025 จัดขึ้นที่ศูนย์ฯ สิริกิติ์ ไม่ได้เป็นเพียงงานมหกรรมด้านความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีแห่งการเรียนรู้ของทุกเจเนอเรชัน โดยเฉพาะเยาวชนและคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาเปิดโลกทัศน์ ผ่านกิจกรรมใน KIDS ZONE และเวที Enactus World Cup 2025 ที่จัดขึ้นโดยมูลนิธิ  รากแก้วร่วมกับ Enactus ประเทศไทย โดยมี บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้สนับสนุนหลัก

สุรพล อุทินทุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

นอกจากนี้ยังมีไฮไลต์สำคัญ คือการแข่งขัน Enactus World Cup 2025 Presented by ThaiBev ที่แข่งขันกันไปตั้งแต่ 26-28 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นการรวบรวมนักศึกษามหาวิทยาลัยกว่า 30 ประเทศ มานำเสนอไอเดียด้านนวัตกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด “Generation: Re.” และนับเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพในเวทีการแข่งขันระดับโลกครั้งนี้   ซึ่งจะเปลี่ยนศูนย์ฯ สิริกิติ์ ให้กลายเป็นพื้นที่ประลองความคิด จุดประกายความคิดสร้างสรรค์และเปิดโอกาสให้เยาวชน คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของโลก

“เรียกว่า 32 ประเทศทั่วโลก มารวมตัวกันที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ค่ะ”  เราได้มีโอกาสพูดคุยกับ  น้องกบ  เกริกกนก เตละวานิช และน้องแก๊ป จอมขวัญ จันทร์สะอาด ตัวแทนน้องทีมCocoa Go Green ตัวแทนจากทีม “Cocoa Go Green” น้องๆ ทีมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตัวแทนประเทศไทย ที่มาร่วมแข่งขัน Enactus World Cup 2025เล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ในครั้งนี้ว่า “ตื่นเต้นกันมากเลยค่ะ เพราะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งในเวทีระดับโลก และยังเป็นครั้งแรกที่จัดการแข่งขัน Enactus World Cup 2025 ที่ศูนย์ฯ สิริกิติ์ ประเทศไทย หนูรู้สึกว่าศูนย์ฯ สิริกิติ์ มันมีครบจบ สถานที่กว้างขวาง ไม่แออัด เพื่อน ๆ  ต่างชาติบอกกับพวกหนูว่ารู้สึกประทับใจสถานที่จัดงานอย่างศูนย์ฯ สิริกิติ์มาก ๆ นอกจากสะดวก สบาย สะอาด ยังเป็นพื้นที่ที่ทำให้พวกเราได้ร่วมกันสร้างประสบการณ์ที่ดีในการการแข่งขัน Enactus World Cup 2025 ที่ประเทศไทยด้วยค่ะ”

เกริกกนก เตละวานิช และ จอมขวัญ จันทร์สะอาด

อีกหนึ่งอิเวนต์ใหญ่ปลายปีกับงาน มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30 งานหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยที่ทุกคนรอคอย เริ่มตั้งแต่วันที่ 9 – 19 ตุลาคม 2568 ภายใต้ธีม “Melody of Books” งานนี้ศูนย์ฯ สิริกิติ์ ยังคงเป็นบ้านหลังใหญ่ที่กลายเป็นจุดนัดพของคนรักหนังสือ ได้มาสัมผัสประสบการณ์การอ่านในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ โดยปีนี้เยาวชน คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจมากขึ้น จากผลสำรวจในงานสัปดาห์หนังสือฯ ครั้งที่ 53 (ที่มา PUBAT, เมษายน 2568) พบว่าผู้เข้าร่วมงาน มากกว่า 43.65% เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ Gen Z (อายุ 11–26 ปี) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่างานมหกรรมหนังสือไม่ได้เป็นเพียงตลาดซื้อขายหนังสือ แต่เป็น “ปรากฏการณ์ทางสังคม” ทำให้เห็นวัฒนธรรมการอ่าน และการเรียนรู้   ของคนรุ่นใหม่ที่ขยายตัวมากขึ้น ตอกย้ำการเป็นพื้นที่ของคนรุ่นใหม่ได้มาพบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และมาใช้เวลาคุณภาพร่วมกัน

คณะอาจารย์และน้องทีม Cocoa Go Green

ปิดท้ายด้วย gamescom asia x Thailand Game Show 2025 งานในครั้งนี้เป็นการรวมตัวครั้งสำคัญของสองอิเวนต์เกมระดับโลกภายใต้ธีม “World of Gaming” จัดขึ้นวันที่ 16 – 19 ตุลาคม 2568 โดยใช้พื้นที่ของศูนย์ฯ สิริกิติ์ เป็นพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ และวัยรุ่นสายเกม สามารถทำกิจกรรม ทั้งการแข่งขันอีสปอร์ต การเปิดตัวเกมใหม่ Meet & Greet กับครีเอเตอร์ชื่อดัง และโซน Interactive Experience ที่ทุกคนได้ลองเล่นเกมแบบเต็มอรรถรส ศูนย์ฯ สิริกิติ์ จึงไม่เพียงเป็นเวทีแห่งความบันเทิง แต่ยังเป็นห้องเรียนไร้กำแพง ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพด้านครีเอทีฟคอนเทนต์ และนวัตกรรมเกมได้ไม่จำกัด

บรรยากาศงาน Thailand Game Show 2024

บรรยากาศมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30 

สุรพล อุทินทุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ศูนย์ฯ สิริกิติ์ พร้อมต้อนรับทุกงานที่สร้างพื้นที่การเรียนรู้ให้เยาวชน และคนรุ่นใหม่ได้มา ใช้ชีวิตที่ศูนย์ฯ สิริกิติ์ โดยเฉพาะทั้ง 3 อิเวนต์ที่มีความยิ่งใหญ่ระดับชาติและนานาชาตินี้ทำให้ศูนย์ฯ สิริกิติ์ ก้าวข้ามความเป็นศูนย์ประชุม แต่เป็น “พื้นที่สร้างการเรียนรู้มีชีวิต” ด้วยสภาพแวดล้อมที่กว้างขวาง และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เต็มไปด้วยกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เยาวชน คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสประสบการณ์นอกห้องเรียน ได้ค้นหาศักยภาพของตนเอง และใช้พื้นที่แห่งนี้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน