‘โก โฮลเซลล์’ ชวนผู้ประกอบการร้านอาหาร ‘สร้างโอกาสในวิกฤต’ เปิดเวทีเสวนาพลิกมุมคิด สู่การทำธุรกิจยุค ‘ต้องวิ่งออกไปหาปลา’

‘โก โฮลเซลล์’ ชวนผู้ประกอบการร้านอาหาร ‘สร้างโอกาสในวิกฤต’ เปิดเวทีเสวนาพลิกมุมคิด สู่การทำธุรกิจยุค ‘ต้องวิ่งออกไปหาปลา’

‘โก โฮลเซลล์’ ชวนผู้ประกอบการร้านอาหาร ‘สร้างโอกาสในวิกฤต’ เปิดเวทีเสวนาพลิกมุมคิด สู่การทำธุรกิจยุค ‘ต้องวิ่งออกไปหาปลา’

วันอังคาร ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โก โฮลเซลล์ (GO WHOLESALE) เปิดเวทีเสวนา “สร้างโอกาสในวิกฤต พลิกวิธีคิดสู่ทางรอดธุรกิจร้านอาหาร” เพื่อหวังให้ผู้ประกอบการร้านอาหารและธุรกิจโฮเรก้า มองเห็น “โอกาส” ในการผ่านช่วงเวลาพายุฝนฟ้าคะนองทางเศรษฐกิจไปให้ได้

งานนี้จัดขึ้นภายใต้กิจกรรม “HoReCa GO MORE โปรแรง ขายง่าย กำไรงาม” ณ โก โฮลเซลล์ สาขาศรีนครินทร์  โดยมี ผู้คนในแวดวงธุรกิจอาหารตลอดห่วงโซ่ มาพูดคุยและแชร์แนวคิด  นำโดย เสาวกิจ ปรีเปรม นายกสมาคมสมาพันธ์เชฟประเทศไทย, เสน่ห์  สมศรี ที่ปรึกษาสมาคมผู้ประกอบการร้านอาหาร,  ศุภกิจ ตระกูลกิจเจริญ เจ้าของร้านนายอ้วนเย็นตาโฟ,  ซันนี่ ซิดิค รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานบริหารสินค้าธุรกิจค้าส่ง บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด (โก โฮลเซลล์) โดยมี ต่อเพนกวิน – ธนพงศ์ วงศ์ชินศรี เจ้าของเพจ Torpenguin กูรูและอินฟลูเอนเซอร์ด้านร้านอาหารที่มีผู้ติดตามมากกว่า 6 แสน เป็นผู้ดำเนินรายการ

เสน่ห์ สมศรี ที่ปรึกษาสมาคมผู้ประกอบการร้านอาหาร

ยุคนี้ อาหารจานเดียว ตอบโจทย์

เสน่ห์ สมศรี ที่ปรึกษาสมาคมผู้ประกอบการร้านอาหาร ฉายภาพสถานการณ์ของร้านอาหารในปัจจุบันว่า “ทุกวันนี้คนประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น กำลังซื้อลดลงอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลกับพฤติกรรมการรับประทานอาหารนอกบ้าน ที่หันมาเลือกทานอาหารง่ายๆ อย่าง อาหารจานเดียว  ไม่เลือกเข้าร้านใหญ่ เน้นร้านสตรีทฟู้ดริมทาง ทานเสร็จแล้วกลับ การมาเป็นกลุ่มเพื่อน กลุ่มครอบครัว เพื่อนั่งทานในร้านอาหารน้อยลง  และจากข้อมูลของสมาคมผู้ประกอบการร้านอาหารที่มีสมาชิกใน 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ พบว่า ภาคการท่องเที่ยวส่งผลกับธุรกิจร้านอาหารไม่น้อย จากที่ขายดี ก็เหลือสถานะพอขายได้  แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังพบว่า มีบางจังหวัดที่ยอดขายไปได้ดี อาทิ พิษณุโลก ลำพูน ชลบุรี(บางแสน)”

เช่นเดียวกับ  ศุภกิจ ตระกูลกิจเจริญ เจ้าของร้านนายอ้วนเย็นตาโฟ กล่าวว่า “ผลกระทบเป็นเรื่องที่เราได้รับอยู่แล้ว แต่จะดิ้นอย่างไรให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ตอนโควิดก็เคยดิ้นหนีตายมาแล้ว ปัจจุบันมี 45 ร้านทั้งในและนอกห้างสรรสินค้า ซึ่งในห้างสรรพสินค้าจะช่วยดึงลูกค้าอยู่แล้ว แต่ทุกวันนี้ในห้างฯ คนจะเยอะก็ช่วงศุกร์ เสาร์ อาทิตย์  ส่วนร้านนอกห้างฯ เราก็ขยายเวลาเปิดปิดได้ ทำให้กลุ่มลูกค้าเปลี่ยน จากเดิมจะเป็นกลุ่มเบบี้บูม ก็ได้กลุ่มเจนวายเพิ่มขึ้น”

เสาวกิจ ปรีเปรม นายกสมาคมสมาพันธ์เชฟประเทศไทย

เชฟยุคนี้ต้องบริหารงานครัวเป็น

เสาวกิจ ปรีเปรม นายกสมาคมสมาพันธ์เชฟประเทศไทย กล่าวว่า “ปัจจุบันธุรกิจโรงแรมหลายแห่งลดค่าใช้จ่าย ไม่อยากจ้างเชฟที่มีอัตราเงินเดือนสูง เขาจะเน้นดันผู้ช่วยเชฟขึ้นมา ทำให้เชฟต้องปรับตัว โดยทักษะที่เชฟต้องพัฒนาคือ kitchen management และการบริหารธุรกิจ ต้องครีเอทเมนูใหม่ๆ อยู่ในครัวไม่ได้ยิ่งใหญ่ในครัวอย่างเดียว เราต้องทำงานร่วมกับทุกแผนก ที่สำคัญรสชาติอาหารต้องคงที่เหมือนเดิม ที่เป็นเช่นนั้น เพราะเจ้าของร้านอาหาร นิยมเรียนทำอาหาร เพื่อหวังเป็นหน่วยเสริม กรณีบุคลากรขาด หรือบางร้านอาจเป็นแกนหลักประหยัดพ่อครัว ประกอบกับ วัตถุดิบยุคนี้ ผลิตมาเพื่อเน้นสะดวกใช้งาน มีซอสสำเร็จ วัตถุดิบพร้อมปรุง ให้เลือกใช้ เป็นตัวช่วยคนทำธุรกิจอาหารได้เยอะ”

ซันนี่ ซิดิค ผู้บริหาร โก โฮลเซลล์

ซันนี่ ซิดิค ผู้บริหาร โก โฮลเซลล์ กล่าวปิดท้ายว่า  “แต่เดิมร้านอาหารต้องมีขนาดใหญ่ ห้องครัวต้องใหญ่ มีที่เก็บสต๊อก ปัจจุบันไม่ใช่แล้ว โก โฮลเซลล์ ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหารเพื่อผู้ประกอบการ เป็นเสมือนตู้เย็น หรือคลังสินค้า ให้กับผู้ประกอบการร้านอาหารและโฮเรก้า ที่มีวัตถุดิบคุณภาพ วัตถุดิบหายาก สินค้าสะดวกปรุง สินค้าพร้อมใช้งาน สินค้า Own brand A-Choice ราคาคุ้มค่าสำหรับเชฟมืออาชีพ และเจ้าของธุรกิจ บริการสั่งสินค้าออนไลน์ GO WHOLESALE Application นอกจากนี้ ยังมีบริการให้ความรู้เพิ่มทักษะที่จะช่วยสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการ ผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ มุมเบเวอร์เรจ โซลูชั่น กิจกรรมเวิร์กชอป ฯลฯ รวมถึงมีกิจกรรม HoReCa GO MORE ที่จัดขึ้นเพื่อผู้ประกอบการร้านอาหารโดยเฉพาะ”

ศุภกิจ ตระกูลกิจเจริญ  เจ้าของร้านนายอ้วนเย็นตาโฟ

ปลาไม่ได้วิ่งมาหาเรา เรามีหน้าที่วิ่งออกไปหาปลา

ศุภกิจ ตระกูลกิจเจริญ  เจ้าของร้านนายอ้วนเย็นตาโฟ กล่าวอีกว่า “สิ่งสำคัญของการทำธุรกิจยุคนี้คือ การวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าให้ได้ การหาไอเดียใหม่มาเสริม อย่างธุรกิจผม ต้องคิดเมนูใหม่ทุก 3 เดือน เพื่อสร้างความสนุกให้กับลูกค้า เพราะลูกค้าไม่สามารถรับประทานเย็นตาโฟได้ 30 วันได้ จึงมีเมนูอื่นเสริม อาทิ บีบีมบับเย็นตาโฟ หรือร่วมกับน้าเนค เอาน้ำเก็กฮวยน้าเน็กมาขาย ร่วมกับชินคังเซน เถ้าแก่น้อย ฯ ร้านเราก็จะมีความหลากหลาย มีความสนุก ได้เมนูใหม่ๆ โดยมีสตอรี่ของเขากับเรารวมกัน ทำให้ได้ awareness และ CRM ที่ใหญ่ขึ้น Win ทั้งคู่ ปัจจุบันคนที่อยู่รอดในธุรกิจนี้ ผมว่าไม่ใช่คนที่เก่ง แต่เป็นคนที่ปรับตัวได้ และคล่องตัว ยุคนี้ ปลาไม่ได้วิ่งมาหาเรา เรามีหน้าที่วิ่งออกไปหาปลา”  ศุภกิจ กล่าว

ขณะที่  เสน่ห์ สมศรี ที่ปรึกษาสมาคมผู้ประกอบการร้านอาหาร เสริมว่า “ผู้ประกอบการต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ ตอนนี้ร้านจะเน้นซื้อของน้อยลง แต่ซื้อบ่อยขึ้น ต้องลดต้นทุนบางอย่าง เพื่อให้ร้านอยู่ได้ โดยที่คุณภาพและรสชาติต้องเหมือนเดิม นอกจากนี้ควรมีพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจ จะได้ช่วยกัน ที่สำคัญต้องไม่ลืมโซเชียลมีเดีย คนรุ่นใหม่มีร้านอาหารอยู่ในมือถือ บริการเดลิเวอรี่จะเป็นตัวช่วยทำให้ร้านอยู่ได้ แม้ว่าอาจจะต้องปรับขนาดร้านให้เล็กลง”

ทั้งนี้ กิจกรรมล่าสุด HoReCa GO MORE สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อผู้ประกอบการร้านอาหาร และธุรกิจโฮเรก้า โดยเฉพาะ ครบครันทั้ง สินค้าราคาพิเศษลดต้นทุน กิจกรรมเวิร์กชอป โดยเชฟจากสมาคมสมาพันธ์เชฟประเทศไทยกว่า 60 คอร์ส ให้เก็บเกี่ยวความรู้เป็นไอเดียสร้างเมนูทำเงิน จัดหมุนเวียนที่ โก โฮลเซลล์ ทั้ง 13 สาขา ตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน – 12 สิงหาคมนี้

ผู้สนใจเข้าร่วมงานและกิจกรรมเวิร์กชอป ติดตามรายละเอียดได้ที่ โก โฮลเซลล์ ทุกสาขา หรือหน้าเพจเฟชบุ๊ค: https://www.facebook.com/gowholesaleth/ และเว็บไซต์ :  www.centralfoodwholesale.co.th 

‘ต้อหิน’ ภัยเงียบของดวงตา อาการน้อยแต่เสี่ยง ‘ตาบอดถาวร’

'ต้อหิน' ภัยเงียบของดวงตา อาการน้อยแต่เสี่ยง ‘ตาบอดถาวร’

‘ต้อหิน’ ภัยเงียบของดวงตา อาการน้อยแต่เสี่ยง ‘ตาบอดถาวร’

วันอังคาร ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในชีวิตประจำวันที่เราพึ่งพาการมองเห็นแทบตลอดเวลา กลับมีโรคหนึ่งที่อาจคืบคลานเข้ามาแบบไม่รู้ตัว และส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร นั่นคือ “ต้อหิน” หนึ่งในสาเหตุสำคัญของการตาบอดถาวรทั่วโลก และที่น่ากังวลคือ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่รู้ตัวจนกระทั่งการมองเห็นเริ่มแคบลงหรือเสียไปแล้ว

ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิงกิติยา รัตนวงศ์ไพบูลย์ จักษุแพทย์ชำนาญด้านต้อหิน โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า ต้อหิน (Glaucoma) เป็นโรคที่เกิดจากความเสียหายต่อเส้นประสาทตา ซึ่งส่วนใหญ่มีความสัมพันธ์กับความดันในลูกตาที่สูงเกินไป หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้ อาการของต้อหินจะไม่มีอาการหรือสัญญาณปรากฏเด่นชัดในตอนแรก และจะเกิดอาการแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับชนิดของต้อหิน ได้แก่

ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิงกิติยา รัตนวงศ์ไพบูลย์ จักษุแพทย์ชำนาญด้านต้อหิน โรงพยาบาลเวชธานี

ต้อหินมุมเปิด (Primary Open-Angle Glaucoma) ชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากการอุดตันของช่องระบายน้ำหล่อเลี้ยงภายในตา แม้มุมระบายจะเปิดอยู่ ทำให้ความดันในลูกตาสูงขึ้นอย่างช้าๆ โดยไม่แสดงอาการใด ๆ จนกว่าการมองเห็นรอบข้างจะเริ่มแคบลงเรื่อย ๆ ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษา อาจนำไปสู่การตาบอดถาวรได้

ต้อหินมุมปิด (Angle-Closure Glaucoma)  เกิดจากมุมระบายน้ำในลูกตาถูกปิด ทำให้น้ำในตาไม่สามารถระบายออกได้ ซึ่งมีทั้งชนิดเรื้อรังและเฉียบพลัน หากเป็นชนิดเฉียบพลัน ความดันตาจึงพุ่งสูงทันที ส่งผลให้เกิดอาการปวดตา ตาแดง ตามัว เห็นแสงรุ้งรอบดวงไฟ คลื่นไส้ และอาเจียน ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

ต้อหินชนิดความดันตาปกติ (Normal-Tension Glaucoma) แม้ความดันตาอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่เส้นประสาทตากลับถูกทำลาย โดยมักเกี่ยวข้องปัจจัยอื่นๆ นอกเหนือจากเรื่องของความดันตา เช่น การไหลเวียนของเลือดที่ไม่ดี หรือภาวะหลอดเลือดผิดปกติ ผู้ป่วยอาจไม่รู้ตัวจนกระทั่งเกิดการสูญเสียการมองเห็น

ต้อหินทุติยภูมิ (Secondary Glaucoma) เกิดจากโรคหรือปัจจัยอื่น เช่น การอักเสบในตา อุบัติเหตุทางตา ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน หรือการใช้ยาสเตียรอยด์ต่อเนื่อง เป็นต้น ส่งผลให้ความดันตาสูงขึ้นและทำลายเส้นประสาทตา

ต้อหินในเด็ก (Congenital Glaucoma)  พบในทารกหรือเด็กเล็ก เกิดจากความผิดปกติของระบบระบายน้ำในลูกตาตั้งแต่กำเนิด มีอาการลูกตาขนาดใหญ่ น้ำตาไหลมาก กลัวแสง และกระจกตาขุ่น ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาโดยเร็ว

การวินิจฉัยโรคต้อหิน จักษุแพทย์จะเริ่มจากการวัดความดันภายในลูกตา ตรวจดูขั้วประสาทตา และโครงสร้างภายในตาด้วยเครื่องมือเฉพาะ หากพบความผิดปกติหรือสงสัยว่าเป็นต้อหิน อาจมีการตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจลานสายตาเพื่อประเมินการทำงานของเส้นประสาทตา และการตรวจดูมุมตาเพื่อจำแนกชนิดของต้อหิน

การรักษาต้อหินมักต้องดูแลต่อเนื่องตลอดชีวิต ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่การรักษาจะเป็นการประคับประคองเพื่อไม่ให้ประสาทตาถูกทำลายมากขึ้น และเพื่อคงการมองเห็นที่มีอยู่ให้นานที่สุด ซึ่งการรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิดของโรคต้อหินและระยะของโรคที่เป็นอยู่ดังนี้

การรักษาต้อหินโดยใช้ยา เป็นรูปแบบของยาหยอดตา ที่จะช่วยลดการสร้างน้ำในลูกตา หรือช่วยให้น้ำในลูกตาระบายออกได้ดีขึ้น เพื่อลดความดันตา หลังจากนั้นแพทย์จะนัดติดตามอาการเรื่อยๆ เพื่อดูอาการและภาวะแทรกซ้อน หากรักษาวิธีนี้แล้วไม่ดีขึ้น แพทย์อาจพิจารณาให้รักษาด้วยการใช้เลเซอร์ร่วมด้วย

การรักษาต้อหินด้วยเลเซอร์ มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดความดันภายในลูกตา โดยช่วยให้ของเหลวภายในตาไหลเวียน หรือระบายออกได้ดีขึ้น ซึ่งชนิดของเลเซอร์ที่ใช้จะขึ้นอยู่กับชนิดของต้อหินที่ผู้ป่วยเป็น โดยแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก ดังนี้

1.ต้อหินมุมปิด (Angle-closure glaucoma)ในกรณีนี้ จักษุแพทย์จะใช้เลเซอร์ชนิดที่เรียกว่า Laser Peripheral Iridotomy (LPI) ยิงเลเซอร์เจาะรูขนาดเล็กบนม่านตา เพื่อสร้างช่องทางใหม่ให้ของเหลวในลูกตาสามารถไหลผ่านได้อย่างสะดวกมากขึ้น วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดต้อหินมุมปิดเฉียบพลัน หรือในผู้ที่มีมุมระบายน้ำแคบจากโครงสร้างทางกายภาพของตา 2.ต้อหินมุมเปิด (Primary Open-Angle Glaucoma ) ในผู้ป่วยกลุ่มนี้ จะใช้เลเซอร์ที่เรียกว่า Selective Laser Trabeculoplasty (SLT) ซึ่งเป็นการยิงเลเซอร์พลังงานต่ำไปยังบริเวณมุมระบายน้ำของลูกตา (trabecular meshwork) เพื่อกระตุ้นการทำงานของเซลล์บริเวณนั้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำภายในตา ลดความดันตาได้โดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อข้างเคียง ซึ่งมักใช้ในกรณีที่ยาหยอดตาควบคุมความดันตาได้ไม่ดีพอ หรือเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่สามารถใช้ยาหยอดตาได้ต่อเนื่อง

หากการใช้ยาและเลเซอร์ไม่สามารถควบคุมความดันในตาได้ แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดเพื่อลดความดันภายในลูกตา ป้องกันไม่ให้เส้นประสาทตาถูกทำลายเพิ่มเติม โดยมีวิธีหลักๆ ดังนี้ Trabeculectomy เป็นการเปิดช่องระบายน้ำใหม่ในดวงตา ช่วยให้น้ำหล่อเลี้ยงไหลออกได้ดีขึ้น ลดความดันตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ Glaucoma Drainage Device Surgery แพทย์จะใส่ท่อระบายน้ำขนาดเล็กในลูกตา เชื่อมต่อกับบริเวณใต้เยื่อบุตาขาว เหมาะสำหรับผู้ที่ความดันตาสูงมากหรือผ่าตัดวิธีอื่นไม่สำเร็จ Minimally Invasive Bleb Surgery เป็นการผ่าตัดที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ โดยใส่ท่อระบายชนิดพิเศษขนาดเล็กและยืดหยุ่น เพื่อช่วยให้น้ำในตาระบายออก ลดความดันตา ฟื้นตัวไว และเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนน้อย

ทั้งนี้ ต้อหินเป็นโรคตาที่เป็นภัยมืด มักไม่มีอาการเตือนในระยะแรก หากตรวจพบช้าอาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้ การตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี หรืออายุมากกว่า 35 ปีในกรณีมีประวัติคนในครอบครัวเป็นต้อหิน จึงเป็นวิธีสำคัญในการป้องกันและตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะแรก

เทศกาลประดับไฟ ‘เสน่หา มนตรา น่านนครา เมืองเก่ามีชีวิต’ ชวนแชะ&แชร์ สัมผัสเสน่ห์น่านยามค่ำคืน สู่เป้าหมายเมืองมรดกโลก

เทศกาลประดับไฟ ‘เสน่หา มนตรา น่านนครา เมืองเก่ามีชีวิต’ ชวนแชะ&แชร์ สัมผัสเสน่ห์น่านยามค่ำคืน สู่เป้าหมายเมืองมรดกโลก

เทศกาลประดับไฟ ‘เสน่หา มนตรา น่านนครา เมืองเก่ามีชีวิต’ ชวนแชะ&แชร์ สัมผัสเสน่ห์น่านยามค่ำคืน สู่เป้าหมายเมืองมรดกโลก

วันอังคาร ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กลางฤดูฝนปีนี้ เมืองน่านไม่ได้หม่นเทา หากแต่เรืองรองไปด้วยแสงไฟตระการตา ชวนทุกคนมาสัมผัสเสน่ห์น่านยามค่ำคืน ในงาน “เสน่หา มนตรา น่านนครา เมืองเก่ามีชีวิต” จัดขึ้นระหว่างนี้จนถึงวันที่ 6 สิงหาคม 2568 ณ บริเวณกำแพงเมืองเก่าน่าน ข่วงเมือง ถนนผากอง และถนนมหาวงศ์ ซึ่งไม่เพียงเป็นเทศกาลประดับไฟ หากยังเป็นก้าวสำคัญของเมืองน่านบนเส้นทางสู่การเป็น “เมืองมรดกโลกที่มีชีวิต”

สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่านได้เปิดงานอย่างยิ่งใหญ่ไปเรียบร้อยแล้ว ภายในงานมีโชว์พิเศษจากศิลปินล้านนา ลานนา คัมมินส์ และ มัสแตง – พีรภัทร พร้อมด้วยการแสดงซอและดนตรีพื้นบ้านจากนักเรียนโรงเรียนสามัคคี (พระเนตร) จังหวัดน่าน และการฟ้อนร่มแบบล้านนา” ที่มีชื่อว่า “บุปผานันทบุรี สุขสะหรี่ม่วนใจ๋” ด้วยการโปรยดอก

ไม้ขึ้นเหนือศีรษะ อันเป็นการบูชาเสริมสิริมงคล การฟ้อนถือว่าเป็นการแสดงออกถึงวัฒนธรรมและขนบประเพณีของชาวเหนือที่ทรงคุณค่า โดยพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการจัดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน ที่ผ่านมา โดยมี วิไลวรรณ บุดาสา  รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ประธานในพิธี กล่าวเปิดงานว่า “น่านเป็นเมืองที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และภูมิปัญญาท้องถิ่น โครงการนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนเมืองเก่าให้กลับมามีชีวิต พร้อมยกระดับการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ และมุ่งสู่การเป็นเมืองมรดกโลกอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต ซึ่งสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่านและทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมครั้งนี้อย่างเต็มที่”

นพรัตน์ ศตะรัตน์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน กล่าวว่า “งานนี้อยู่ภายใต้โครงการ น่านเมืองเก่ามีชีวิต สร้าง สรรค์เมืองแห่งวัฒนธรรมสู่มรดกโลก เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ฟื้นฟูอัตลักษณ์ท้องถิ่น และสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน ยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวในเขตเมืองเก่าน่าน ผ่านกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบัน ภายใต้แนวคิดเมืองเก่ามีชีวิต หวังว่างานนี้จะสร้างแรงบันดาลใจและความภูมิใจแก่ชาวน่าน พร้อมดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้มาเยือนจังหวัดน่านมากยิ่งขึ้นในช่วงฤดูกาล Green Season ของปีนี้”

กิจกรรมภายในงานประกอบไปด้วย เทศกาลประดับไฟย้อนรอยประวัติศาสตร์เมืองเก่าน่าน ณ บริเวณกำแพงเมืองเก่าน่าน(บริเวณบ้านมงคล) เป็นหลัก มีการย้อมไฟและจัดแสดงไฟที่วัดภูมินทร์ วัดมิ่งเมืองและวัดช้างค้ำ จัดแสดงไฟบริเวณข่วงเมืองน่าน รวมถึงห้อยโคมมะเต้าประดับไฟถนนผากองและถนนมหาวงศ์ จัดแสดงอุโมงค์ไฟ การตกแต่งประดับไฟ ย้อมไฟกำแพงเมืองเก่าน่าน และประดับตกแต่งเส้นทางด้วยอัตลักษณ์ของจังหวัดน่าน เช่น โคมล้านนา โคมมะเต้า โคมกระต่าย และหัตถกรรมท้องถิ่น ทำให้เมืองน่านกลายเป็น “เมืองเก่ามีชีวิต ส่องแสงงดงามยามค่ำคืน”  ผ่านศิลป์แห่งแสงสีและเรื่องเล่าแห่งกาลเวลา

ถนนสายวัฒนธรรม  เส้นทางแห่งเรื่องเล่า ความสร้างสรรค์ที่ถูกปรับปรุง ตกแต่ง และเนรมิตใหม่ให้เป็นพื้นที่แสดงออกของชุมชน ทั้งงานหัตถกรรม งานศิลป์และกิจกรรมของคนท้องถิ่น ตลาดนัดวัฒนธรรมหรือ “NAN Craft Folk & Market” ร้านอาหารพื้นถิ่น งานสร้างสรรค์และของดีเมืองน่าน ทุกคืนวันศุกร์และเสาร์สัปดาห์ที่ 1 และ 3 ของเดือน เวลา 16.00-21.00 น. และการแสดงดนตรีของศิลปินล้านนา วันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน การแสดงของวงดนตรี Craft and Folk Songs วันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน การแสดงของ “เตวิชญ์ ชัยธัช” วันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม การแสดงของ “ตู่ ดารณี” วันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคม การแสดงของ “วง เดอะเพอะ” และวันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม การแสดงของศิลปินล้านนา “ไม้เมือง”

นิทรรศการเมืองเก่ามีชีวิต การเสวนาทางวิชาการและกิจกรรมเยาวชน กิจกรรมแชะ&แชร์ “เมืองเก่ามีชีวิต”สัมผัสกลิ่นอายประวัติศาสตร์ควบคู่กับความร่วมสมัย รวมถึงหัตถกรรมท้องถิ่นของน่าน มุมถ่ายรูปมากมาย ร้านเช่าชุดพื้นเมืองล้านนา บริการถ่ายภาพที่ระลีก ณ บริเวณกําแพงเมืองเก่าน่าน

งาน “เสน่หา มนตรา น่านนครา เมืองเก่ามีชีวิต” ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างการรับรู้และยกระดับคุณค่าทางวัฒนธรรมของเมืองน่านสู่เวทีสากล พร้อมสะท้อนความตั้งใจของทุกภาคส่วนในการอนุรักษ์เมืองเก่าให้คงอยู่ “อย่างมีชีวิต” อย่างแท้จริง

วธ.เทิดไท้องค์วิศิษฏศิลปิน จัดแสดงศิลปวัฒนธรรมทุกแขนงอย่างยิ่งใหญ่ เฉลิมพระเกียรติ 70 พรรษา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

วธ.เทิดไท้องค์วิศิษฏศิลปิน จัดแสดงศิลปวัฒนธรรมทุกแขนงอย่างยิ่งใหญ่ เฉลิมพระเกียรติ 70 พรรษา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

วธ.เทิดไท้องค์วิศิษฏศิลปิน จัดแสดงศิลปวัฒนธรรมทุกแขนงอย่างยิ่งใหญ่ เฉลิมพระเกียรติ 70 พรรษา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

วันอังคาร ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) น้อมใจจัดแสดงศิลปวัฒนธรรมทุกแขนงอย่างยิ่งใหญ่ เทิดไท้องค์วิศิษฏศิลปิน จัดงานเฉลิมพระเกียรติ 70 พรรษา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  ในฐานะทรงเป็น “วิศิษฏศิลปิน” และ “เอกอัครราชูปถัมภกมรดกวัฒนธรรมไทย”  ผนึกกำลังศิลปินแห่งชาติ ศิลปินพื้นบ้าน และเครือข่ายทางวัฒนธรรมร่วมจัดแสดง

นางมงคลทิพย์ รุ่งงามฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันวัฒนธรรมศึกษา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ 70 พรรษา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมีคณะศิลปินแห่งชาติ คณะผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม คณะผู้บริหารบริษัท เอ็ม บี เค จํากัด (มหาชน) และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมงาน ณ Avenue A ชั้น G ศูนย์การค้า เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์

นางมงคลทิพย์ รุ่งงามฤกษ์ กล่าวว่า พุทธศักราช 2568  นับเป็นปีมหามงคลของปวงชนชาวไทย เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ ๗๐ พรรษา 2 เมษายน 2568 เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติในฐานะทรงเป็น “วิศิษฏศิลปิน” และ “เอกอัครราชูปถัมภกมรดกวัฒนธรรมไทย” ที่ทรงมีคุณูปการต่อเหล่าศิลปิน และศิลปวัฒนธรรมของชาติ ทรงเปี่ยมไปด้วยพระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพหลายแขนง เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาปวงพสกนิกรชาวไทยและชาวต่างชาติตลอดมา

ทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจเพื่อเทิดทูนและธำรงไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันอันสูงสุดของปวงชนชาวไทย สร้างความมีส่วนร่วมของเครือข่ายในการขับเคลื่อนงานทางวัฒนธรรม รวมถึงสร้างจิตสำนึก ความตระหนักถึงคุณค่า อัตลักษณ์ และความเป็นไทย ตลอดจนร่วมกันอนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดศิลปวัฒนธรรมไทยให้ดำรงอยู่สืบไป จึงได้ดำเนินการจัดงานเฉลิมพระเกียรติฯ ขึ้น เพื่อเผยแพร่พระราชจริยาวัตรอันงดงาม และพระปรีชาสามารถเป็นเลิศต่องานทางด้านศิลปวัฒนธรรมไทย เพื่อเทิดพระเกียรติของพระองค์ให้ปรากฏเป็นเกียรติภูมิแห่งประเทศ รวมถึงเปิดโอกาสให้หน่วยงานทุกภาคส่วนและประชาชนทุกหมู่เหล่ามีส่วนร่วมเฉลิมพระเกียรติในวโรกาสมหามงคลนี้

“การจัดงานในครั้งนี้จะรวบรวมพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ พระอัจฉริยภาพและการทรงงานด้านวรรณศิลป์ ด้านทัศนศิลป์ และด้านศิลปะการแสดง นำเสนอในรูปแบบนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ การเสวนาและการประชุมเชิงปฏิบัติการ รวมถึงการแสดงดนตรีและการแสดงทางศิลปวัฒนธรรม โดยบูรณาการความร่วมมือจากศิลปินแห่งชาติ ศิลปินพื้นบ้าน และเครือข่ายทางวัฒนธรรมทุกภาคส่วน เพื่อเป็นการเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรม อันเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ให้เป็นที่รับรู้แก่ประชาชนชาวไทยและชาวต่างชาติซึ่งเป็นแนวทางการนำทุนทางวัฒนธรรม มาสืบสาน รักษาและต่อยอด สร้างคุณค่าและเพิ่มมูลค่า ต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม”

กิจกรรมไฮไลต์ที่น่าสนใจ ประกอบด้วย การแสดงขับร้องบทเพลง โดย นายวินัย พันธุรักษ์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทยสากล) พุทธศักราช 2562, นางรุ่งฤดี แพ่งผ่องใส ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทยสากล-ขับร้อง) พุทธศักราช 2563, นางสุดา ชื่นบาน ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทยสากล-ขับร้อง) พุทธศักราช 2563, การแสดงชุด “งามตระการทั่วถิ่น ศาสตร์ศิลป์แผ่นดินไทย” โดยคณะคชมุข สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ รางวัลการประกวดดนตรีและการแสดงพื้นบ้าน ถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พุทธศักราช 2562, การแสดงดนตรีและวัฒนธรรมพื้นบ้านจากเครือข่ายสมาคมเพลงพื้นบ้านภาคกลางประเทศไทย สมาคมศิลปินพื้นบ้านอีสานใต้ เครือข่ายศิลปินพื้นบ้าน (โนรา) และการแสดงร่วมกัน (Finale’) ร่วมสมัย ชุด “วิศิษฏศิลปินเกริกฟ้า เจ้าฟ้าสิรินธร”

ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมของ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ได้ทาง Facebook กรมส่งเสริมวัฒนธรรม Facebook ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย หรือสอบถามได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-2470013 ต่อ 4113 และ4115

SIRIRAJ H SOLUTIONS เปิด ‘Pride Clinic’ ตอบโจทย์สุขภาพเพื่อความหลากหลายทางเพศ

SIRIRAJ H SOLUTIONS เปิด ‘Pride Clinic’ ตอบโจทย์สุขภาพเพื่อความหลากหลายทางเพศ

SIRIRAJ H SOLUTIONS เปิด ‘Pride Clinic’ ตอบโจทย์สุขภาพเพื่อความหลากหลายทางเพศ

วันอังคาร ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ฉลองเดือนแห่งความภาคภูมิใจ SIRIRAJ H SOLUTIONS  เปิด Pride Clinic  เพื่อตอบโจทย์คุณภาพชีวิต LGBTQIA+ ครอบคลุมหลากหลายบริการตั้งแต่การให้คำปรึกษาการปรับฮอร์โมนและผ่าตัดรูปหน้า การตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งและโรคติดต่อ การตรวจสุขภาพประจำปีตามเพศสภาพ และ ปรึกษาสุขภาพทางใจ เพื่อการบรรลุเป้าหมายเพศวิถี คลินิก Pride มีทีมแพทย์และทีมสหสาขาวิชาชีพผู้ชำนาญการเฉพาะทาง ที่มีประสบการณ์และความชำนาญในการดูแลรักษากลุ่ม LGBTQIA+ ในทุกช่วงอายุ โดยส่งมอบการบริการด้วยความเข้าใจ คำนึงถึงความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของผู้รับบริการสูงสุด

นอกจากนี้ Pride Clinic ยังสามารถส่งต่อผู้รับบริการไปยังโรงพยาบาลศิริราช ในการดูแลเรื่องความงามและรูปร่างเพื่อการผ่าตัดแปลงเพศให้คุณดูดีที่สุดในแบบฉบับของตัวเอง ด้วยจุดเด่นของ SIRIRAJ H SOLUTIONS คือการเป็น Health Coach ที่สามารถให้คำแนะนำผู้ใช้บริการได้ตลอด ผสมผสานร่วมกับศาสตร์การแพทย์แบบองค์รวม (Holistic Wellness) เพื่อดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน โดยแพทย์ผู้ชำนาญการแขนงต่าง ๆ ร่วมกันออกแบบเพื่อจัดโปรแกรมดูแลสุขภาพ เพื่อให้คุณมีสุขภาพที่ดีอย่างยาวนาน และพร้อมที่จะเป็นผู้ให้คำปรึกษาช่วยเหลือดูแลสุขภาพคุณอย่างต่อเนื่อง

SIRIRAJ H SOLUTIONS ยอมรับในความแตกต่างหลากหลายของแต่ละบุคคล ในด้านอัตลักษณ์ทางเพศสภาพและรสนิยมทางเพศ เราเชื่อมั่นว่าคนทุกคน สามารถบรรลุศักยภาพของตัวเองได้อย่างเต็มที่ SIRIRAJ H SOLUTIONS จึงได้จัดตั้ง Pride Clinic เพื่อให้กลุ่ม LGBTQIA+ ได้เข้าถึงการบริการที่โอบรับทุกความหลากหลายทางเพศ โดยออกแบบการดูแลและให้คำปรึกษาตามเป้าหมายและความต้องการของผู้รับบริการแต่ละบุคคล (personalized care)

ทั้งนี้ สามารถนัดหมายและขอรับคำปรึกษาได้ที่ SIRIRAJ H SOLUTIONS ชั้น 5 ไอซีเอส ไลฟ์สไตล์ คอมเพล็กซ์ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่   ผ่าน call center : 0 2 414 1144 line : @sirirajhsolutions ตั้งแต่เวลา 07:00 – 20:00 น.

Metro Art เปิดพื้นที่งานศิลป์ ‘In Search of Something Lost – ในการตามหาสิ่งที่หายไป’

Metro Art เปิดพื้นที่งานศิลป์ ‘In Search of Something Lost - ในการตามหาสิ่งที่หายไป’

Metro Art เปิดพื้นที่งานศิลป์ ‘In Search of Something Lost – ในการตามหาสิ่งที่หายไป’

วันอังคาร ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในโลกที่ความเร่งรีบกลายเป็นวิถีชีวิตหลักของเมืองใหญ่ พื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้หยุดคิด ทบทวน และเชื่อมต่อกับความรู้สึกของตนเองจึงกลายเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ร่วมกับ บริษัท แบงคอก เมโทร เน็ทเวิร์คส์ จำกัด (BMN) และพันธมิตรด้านศิลปะร่วมสมัย Bridge Art Agency ร่วมกันพัฒนาโครงการ Metro Art New Series ภายใต้แนวคิดการใช้ศิลปะเป็นจุดเชื่อมระหว่างผู้คนและพื้นที่การเดินทาง เปิดนิทรรศการศิลปะ “In Search of Something Lost – ในการตามหาสิ่งที่หายไป”  ตั้งแต่วันนี้ – 15 กรกฎาคม 2568 ณ  Metro Art  สถานีรถไฟฟ้า MRT พหลโยธิน

นิทรรศการจัดแสดงผลงานของ 2 ศิลปินไทยร่วมสมัย Patpixels และ Missing the Cat โดยมี Bridge Art Agency ทำหน้าที่เป็นครีเอทีฟคิวเรเตอร์ นิทรรศการนำเสนอผ่านสองมุมมองที่แตกต่างแต่เชื่อมโยงกันด้วยแก่นแนวคิดร่วม นั่นคือ การตั้งคำถามถึงสิ่งที่อาจเลือนหายไปจากชีวิตคนเมือง ไม่ว่าจะเป็นความผูกพัน ความเป็นส่วนหนึ่ง หรือความไร้เดียงสาที่ครั้งหนึ่งเคยมี จุดมุ่งหมายของการจัดแสดงครั้งนี้ คือการเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้ “หยุด” และหวนกลับมาเชื่อมต่อกับความรู้สึกเหล่านั้นอีกครั้งผ่านการเดินเรื่องอย่างเรียบง่ายแต่เปี่ยมไปด้วยความหมาย

ดร.อารยา ปานุราช กรรมการผู้จัดการ บริษัท แบงคอก เมโทร เน็ทเวิร์คส์ จำกัด (BMN) 

ผลงานชุด “สนามเด็กเล่นแห่งความทรงจำ” โดย Patpixels ถ่ายทอดภาพของพื้นที่สาธารณะในความทรงจำของผู้คน โดยเลือกจำลองสนามเด็กเล่นให้เป็นพื้นที่เปิดที่ผู้ชมสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้โดยเสรี ไม่ว่าจะเพื่อการพักผ่อน ถ่ายภาพหรือสัมผัสความรู้สึกที่เคยคุ้น ศิลปินนำเสนอความไร้เดียงสาและอิสรภาพในแบบที่ไม่ได้เรียกร้องความคิดถึง แต่อยากชี้ให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้ยังสามารถมีอยู่ได้แม้ในโลกที่เปลี่ยนไป

ขณะที่ Missing the Cat ถ่ายทอดผลงาน “บันทึกแห่งความคิดถึง” ผ่านเรื่องราวของแมวจรจัดที่กำลังตามหาสิ่งที่เรียกว่า “บ้าน” และชายหนุ่มผู้ตามหาแมวที่เขารัก ผลงานของศิลปินเปรียบเสมือนสมุดบันทึกแห่งความรู้สึกที่ถ่ายทอดความสัมพันธ์ มิตรภาพและการเยียวยาหัวใจในเมืองที่เร่งรีบ ผ่านภาพประกอบที่มีอารมณ์ละเอียดอ่อนและลุ่มลึก ด้วยโทนภาพที่อบอุ่นแต่แฝงความเงียบงัน

การจัดแสดง “In Search of Something Lost” ถือเป็นการเปิดตัวอีกหนึ่งซีรีส์ของ Metro Art New Series  ซึ่งสะท้อนความตั้งใจของ BEM และ BMN ในการขยายบทบาทของพื้นที่ในระบบรถไฟฟ้า MRT จากโครงสร้างพื้นฐานของการเดินทาง ไปสู่การเป็นศูนย์รวมของวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์และแรงบันดาลใจ ผ่านแนวทางที่เข้าถึงง่ายและเกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมในชีวิตประจำวัน

ดร.อารยา ปานุราช กรรมการผู้จัดการ บริษัท แบงคอก เมโทร เน็ทเวิร์คส์ จำกัด (BMN) ในนามตัวแทน BEM กล่าวว่า “ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เรามองว่าระบบขนส่งสาธารณะไม่ได้ทำหน้าที่เพียงพาผู้คนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นพื้นที่ที่มีคุณค่าทางจิตใจ เป็นพื้นที่เรียนรู้และเป็นพื้นที่แห่งการมีส่วนร่วมของสังคม Metro Art จึงเป็นมาก

กว่าโครงการนิทรรศการศิลปะ แต่คือการลงทุนในมิติของ ‘ประสบการณ์”และ“ความรู้สึก” ที่เราหวังว่าจะอยู่กับผู้โดยสารไปตลอดเส้นทางของเขา ไม่ว่าจะใช้เวลาชั่วครู่ระหว่างรอรถไฟ หรือแค่ผ่านสายตาเพียงไม่กี่วินาที ศิลปะก็สามารถสร้างความหมายได้เสมอ”

นอกจากนี้ BMN ยังเตรียมขยายแนวทางการบริหารพื้นที่ในระบบ MRT ไปสู่รูปแบบกิจกรรมอื่นๆ อย่างต่อเนื่องในส่วนของ Metro Mall ที่กำลังจะได้รับการพัฒนาให้กลายเป็นพื้นที่จัด Music Festival และกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมร่วมกับศิลปิน ร้านค้าและเครือข่ายครีเอทีฟ เพื่อสร้าง “แพลตฟอร์มของชีวิตเมือง” ที่เชื่อมโยงทุกมิติของความเป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง การพักผ่อน หรือแรงบันดาลใจในชีวิตประจำวัน

ผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการ “In Search of Something Lost – ในการตามหาสิ่งที่หายไป”  โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันนี้ – 15 กรกฎาคม 2568 ณ Metro Art สถานีรถไฟฟ้า MRT พหลโยธิน ตั้งแต่เวลา 06.00 – 21.00 น. ทุกวันตลอดระยะเวลาจัดแสดง นิทรรศการนี้เปิดกว้างให้ทุกคนได้ใช้เวลาในระหว่างการเดินทาง เพื่อกลับมาเชื่อมต่อกับความทรงจำ ความรู้สึกและคุณค่าภายในที่อาจหล่นหายไป พร้อมเชิญชวนให้ Metro Art เป็นจุดหมายใหม่ของการใช้ชีวิตในเมืองอย่างมีความหมาย         

‘ครูเอวา’ ผู้ถอดรหัส ‘Hologram Brain’ เปิดตัวหนังสือ ‘เปลี่ยนชีวิตผ่านจิตใต้สำนึก’

‘ครูเอวา’ ผู้ถอดรหัส ‘Hologram Brain’ เปิดตัวหนังสือ ‘เปลี่ยนชีวิตผ่านจิตใต้สำนึก’

‘ครูเอวา’ ผู้ถอดรหัส ‘Hologram Brain’ เปิดตัวหนังสือ ‘เปลี่ยนชีวิตผ่านจิตใต้สำนึก’

วันอังคาร ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ครูเอวา – สุรัญญา ธรรมสุนทร” ผู้เชี่ยวชาญด้านการปลดล็อกศักยภาพมนุษย์และศาสตร์จิตใต้สำนึก  เผยแนวคิดจิตใต้สำนึกยุคใหม่ เตรียมเปิดตัวหนังสือที่อาจเปลี่ยนชีวิตคุณทั้งระบบในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูล ความเร่งรีบ และการแข่งขัน พร้อมนำเสนอ “ทางเลือกใหม่” ที่ไม่ได้เริ่มต้นจากภายนอก แต่เริ่มที่ “จิตใต้สำนึก” ผ่านแนวคิด “Hologram Brain” หรือที่เธอเรียกว่า “สมองเงา” ศาสตร์ที่เชื่อมโยงพลังงานชีวิต ความทรงจำ และคลื่นสมองในระดับลึก เพื่อช่วยให้มนุษย์ออกแบบชีวิตได้จากภายใน

ครูเอวา – สุรัญญา ธรรมสุนทร

ครูเอวา สุรัญญา กล่าวว่า “คนจำนวนมากที่เราคิดว่า ‘มีครบทุกอย่าง’ กลับรักษาสิ่งสำคัญในชีวิตไว้ไม่ได้ เพราะพวกเขาไม่ได้ขาดเวลา หรือความพยายาม แต่ขาด ‘รหัสในจิตใต้สำนึก’ ที่กำหนดความเชื่อ ความคิด และการตอบสนองโดยที่เราไม่รู้ตัว”

แนวคิดนี้มีรากฐานจากทฤษฎี “Holographic Brain” ของนักวิทยาศาสตร์ระดับโลก Karl Pribram และ David Bohm ที่อธิบายว่าสมองมนุษย์บันทึกประสบการณ์ไว้ในระดับคลื่นความถี่ลึก เหมือนโฮโลแกรม และสิ่งเหล่านี้คือ “รหัสชีวิต” ที่สามารถ “เขียนใหม่” ได้

ครูเอวา ได้นำแนวคิดนี้ไปประยุกต์ใช้จริงในโปรแกรม “Recode You” โดยใช้ช่วงเวลา Theta และ Delta Wave ช่วงที่สมองไร้ตัวตนและจิตใต้สำนึกเปิดกว้างที่สุด เพื่อให้ผู้เรียนสามารถ “ปล่อยของเก่า” และ “ฝังรหัสใหม่” เข้าไปอย่างลึกซึ้งและยั่งยืน “Hologram Brain ไม่ใช่แค่แนวคิดล้ำๆ แต่มันทำงานอยู่ตลอดเวลา คำถามคือ — คุณกำลังให้สมองของคุณรันโปรแกรมแบบไหนอยู่?” ครูเอวา เสริม

จุดเปลี่ยน: ความท้าทายในการ “ฝังรหัสใหม่” ในบริบทของคนไทย

แม้ศาสตร์ของ Hologram Brain จะมีต้นทางจากฝั่งตะวันตก แต่ครูเอวา เชื่อว่าคนไทยสามารถปรับใช้ได้ หากเข้าใจความแตกต่างของ “โค้ดสังคม” อย่างลึกซึ้ง

“ศาสตร์จากตะวันตก เช่น อเมริกา ถูกออกแบบให้คน ‘ดูแลตัวเอง’ เน้นความเป็นอิสระของปัจเจก แต่ในบริบทไทย เราเติบโตมาในครอบครัวที่ต้องดูแลกัน ต้องแบกรับความคาดหวัง ความเห็นอกเห็นใจ จนบางครั้งคนไทยกลายเป็น ‘ดีต่อคนอื่นแต่ลืมดูแลตัวเอง’ การฝังรหัสใหม่ในแบบไทย จึงต้องเริ่มจากการเข้าใจบริบทวัฒนธรรมของเรา และค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านแบบสมดุล ไม่ใช่ตัดขาด” ครูเอวา กล่าว

แนวคิดของ Hologram Brain เวอร์ชันไทยจึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงตนเองแบบโดดเดี่ยว แต่เป็น “พลังภายในที่เชื่อมโยงกับความรัก ความเข้าใจ และจังหวะของวัฒนธรรมไทย” เพื่อเปลี่ยนตัวเองไปพร้อมกับการรักษาความเป็นมนุษย์ไว้ได้อย่างแท้จริง

ถอดรหัสลึกสุดของชีวิต สู่การเขียนรหัสใหม่ด้วยตัวคุณเอง

ในปีนี้ ครูเอวาเตรียมถ่ายทอดแนวคิด Hologram Brain ออกมาเป็นหนังสือเล่มแรก ภายใต้ชื่อที่ยังไม่เปิดเผย โดยมุ่งหวังให้คนทั่วไปเข้าถึงพลังของจิตใต้สำนึกในเชิงวิทยาศาสตร์และจิตวิญญาณอย่างเป็นรูปธรรม หนังสือเล่มนี้จะกลายเป็นเครื่องมือให้ผู้อ่านได้เขียนรหัสชีวิตใหม่ของตนเอง จากระดับลึกที่สุด “หนังสือเล่มนี้จะไม่สอนให้คุณเปลี่ยนแปลงตัวเองแบบผิวเผิน แต่มันจะพาคุณเข้าไปเขียนรหัสใหม่ให้ตัวเอง…จากจุดลึกที่สุด”ครูเอวา สรุป

ปัจจุบัน ครูเอวา เผยแพร่แนวคิดนี้ผ่านช่องทาง Facebook Page: I am Ava – ไอแอมเอวา และเตรียมจัดกิจกรรมบรรยายพิเศษ รวมถึงเวิร์กช็อปอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้าง “สนามพลังใหม่” ให้คนไทยกล้าคิด กล้าฝัน และกล้าออกแบบชีวิตด้วยตัวเอง ติดตามแนวคิด Hologram Brain และอัปเดตการเปิดตัวหนังสือ ได้ที่: Facebook: I am Ava – ไอแอมเอวา, Line Official: @kru_ava และ Instagram: @iamava.official

กรมการพัฒนาชุมชน สานต่อแนวพระดำริ ‘แฟชั่นแห่งความยั่งยืน’ ต่อยอดสู่คุณค่าผ้าอัตลักษณ์และงานหัตถกรรม OTOP ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

กรมการพัฒนาชุมชน สานต่อแนวพระดำริ ‘แฟชั่นแห่งความยั่งยืน’ ต่อยอดสู่คุณค่าผ้าอัตลักษณ์และงานหัตถกรรม OTOP ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

กรมการพัฒนาชุมชน สานต่อแนวพระดำริ ‘แฟชั่นแห่งความยั่งยืน’ ต่อยอดสู่คุณค่าผ้าอัตลักษณ์และงานหัตถกรรม OTOP ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

วันอังคาร ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย โดย นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน มอบหมายให้ นางสาวริตยา  รอดนิ่ม ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมภูมิปัญญา รักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการพัฒนาชุมชน เป็นประธานเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ในการต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรมด้วยนวัตกรรมสู่ความยั่งยืน ณ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครศรีธรรมราช ตำบลหนองหงส์ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช

ริตยา  รอดนิ่ม ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมภูมิปัญญา

นางสาวริตยา รอดนิ่ม กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญมาเป็นวิทยากร ได้แก่ นายนุวัฒน์ พรมจันทึก ผู้เชี่ยวชาญด้านการย้อมสีธรรมชาติ นายเก่งกาจ ต้นทองคำ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทยและย้อมสีธรรมชาติ และนายศักดิ์สิทธิ์ ภัทรประกฤต ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทยและย้อมสีธรรมชาติ รวมถึง นายจตุพล ศรีดำ พัฒนาการจังหวัดนครศรีธรรมราช  ซึ่งมีผู้ผลิตผู้ประกอบการ OTOP ในเขตพื้นที่ภาคใต้ 14 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดกระบี่ ชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราชนราธิวาส ปัตตานี พังงา พัทลุง ภูเก็ต ยะลา ระนอง สงขลา สตูล และสุราษฎร์ธานี และสมาชิกกลุ่มศิลปะชีพ เข้าร่วมกิจกรรมฯ

ทั้งนี้ โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการในการต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรม ด้วยนวัตกรรมสู่ความยั่งยืน กรมการพัฒนาชุมชน โดย สำนักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน ขับเคลื่อนตามวัตถุประสงค์ ในการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ในการต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรม ให้ได้รับการส่งเสริมยกระดับพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน เป็นจุดดำเนินการถ่ายทอดองค์ความรู้ 4 จุด ได้แก่ จุดที่ 1 ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง จุดที่ 2 ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุบลราชธานี จุดที่ 3 ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครนายก ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้ว และจุดที่ 4 ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครศรีธรรมราช จุดดำเนินการละ 30 คน  กิจกรรมในครั้งนี้ ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP จะได้รับความรู้ จากทีมผู้เชี่ยวชาญ และผู้ทรงคุณวุฒิ ผ่านเนื้อหาหลักสูตรที่น่าสนใจ ได้แก่ การเลือกเส้นใยและการสกัดสีจากพืชที่ใช้ย้อมสีธรรมชาติ, เทคนิคการจับคู่สีบนผืนผ้า, หลักการและเทคนิคการย้อมสีธรรมชาติ, แหล่งวัตถุดิบในชุมชนสู่นวัตกรรมการย้อมสีธรรมชาติ

กรมการพัฒนาชุมชน สนองแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงทุ่มเท เสียสละ ด้วยความมุ่งมั่น ที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอด เพื่อทำให้พวกเราทุกคนได้มีโอกาสที่ดีในการสร้างสรรค์ผลงาน อีกทั้ง แนวพระดำริ “Sustainable Fashion” หมายถึง “แฟชั่นแห่งความยั่งยืน” ที่ทุกกระบวนการสร้างสรรค์ผืนผ้าและงานหัตถกรรม ล้วนเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปลอดภัยต่อผู้สร้างสรรค์และผู้สวมใส่จะเห็นได้ว่าการนำผ้าอัตลักษณ์ และงานหัตถกรรมทุกรูปแบบ มาเป็นเครื่องมือในการพัฒนา ทำให้เกิดผลงานอันทรงคุณค่า และเป็นที่ต้องการของตลาดได้มากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP มีคุณภาพชีวิตของที่ดีและมีรายได้เพิ่มมากขึ้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ในการต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรม ด้วยนวัตกรรมสู่ความยั่งยืน ผู้เข้ารับการอบรมฯ จะได้รับความรู้จากผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้นั้นไปสร้างสรรค์ต่อยอดผลงานให้ทันสมัย ก้าวสู่ระดับสากล

W9 ‘ถอดรหัสไขมัน’ วิเคราะห์ไขมันเชิงลึก แนะทางเลือกธรรมชาติ เพื่อสุขภาพหัวใจที่ยั่งยืน

W9  ‘ถอดรหัสไขมัน’ วิเคราะห์ไขมันเชิงลึก แนะทางเลือกธรรมชาติ เพื่อสุขภาพหัวใจที่ยั่งยืน

W9 ‘ถอดรหัสไขมัน’ วิเคราะห์ไขมันเชิงลึก แนะทางเลือกธรรมชาติ เพื่อสุขภาพหัวใจที่ยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

W9 wellness center เปิดมุมมองทบทวนความเชื่อเดิมเกี่ยวกับไขมัน LDL ซึ่งเคยถูกขนานนามว่าเป็น “ไขมันเลว” แต่ในปัจจุบันได้ยกเลิกฉายานี้ไปเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ง่าย ในความเป็นจริง LDL ไม่ใช่คอเลสเตอรอล/ไขมันเลว แต่เป็นเพียงแค่ “พาหนะ” ที่ใช้ขนส่งคอเลสเตอรอลในกระแสเลือดเท่านั้น ซึ่ง LDL มีบทบาทสำคัญในการลำเลียงคอเลสเตอรอลไปยังเซลล์ต่าง ๆ เพื่อใช้ในการสร้างฮอร์โมน วิตามินดี เยื่อหุ้มเซลล์ ปลอกหุ้มเส้นใยประสาท ใช้ผลิตน้ำดี และยังใช้ในกระบวนการสร้าง โคเอนไซม์คิวเทน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการผลิตพลังงานในระดับเซลล์อีกด้วย

LDL หรือ Lipoprotein เป็นโปรตีนขนส่งชนิดหนึ่ง ที่ทำหน้าที่ลำเลียงคอเลสเตอรอล จากตับไปยังเซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกาย เพื่อใช้ในการสร้างเซลล์ ฮอร์โมน และวิตามินดี ในขณะที่คอเลสเตอรอล เป็นสารไขมันชนิดหนึ่ง (Steroid Lipid) ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อร่างกายเช่นกัน อย่างไรก็ตาม หากมีระดับของทั้ง LDL และคอเลสเตอรอล มากเกินไป อาจส่งผลให้เกิดการสะสมของไขมันในผนังหลอดเลือด นำไปสู่ความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะในกรณีของคอเลสเตอรอล ที่ต้องอาศัย LDL เป็นพาหนะในการเคลื่อนที่ การทำความเข้าใจบทบาทที่แตกต่างกันของทั้ง LDL และ คอเลสเตอรอล จึงเป็นสิ่งสำคัญต่อการประเมินและดูแลสุขภาพหัวใจอย่างมีประสิทธิภาพ

นพ. พิจักษณ์ วงศ์วิศิษฎ์ แพทย์ผู้อำนวยการ W9 Wellness Center

นพ. พิจักษณ์ วงศ์วิศิษฎ์ แพทย์ผู้อำนวยการ W9 Wellness Center กล่าวว่า ประเด็นเกี่ยวกับไขมันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ซึ่งมีการถกเถียงกันในวงกว้าง เนื่องจากเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญกับโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของโลก และมีรายละเอียดเชิงลึกค่อนข้างมาก ในแง่งานวิจัย ก็ยังคงค้นพบมุมมองและกลไกใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ ทั้งกลไกการทำงาน การเกิดโรค และในแง่การรักษา ซึ่งมีการตีพิมพ์ออกมาอย่างต่อเนื่อง  อย่างไรก็ตาม การทำความเข้าใจเกี่ยวกับ LDL และ คอเลสเตอรอล ในประเด็นสำคัญจะเปลี่ยนมุมมองเดิมที่เคยมีต่อ LDL ที่มักถูกเรียกว่า “ไขมันเลว” ไปอย่างสิ้นเชิง ดังนี้    

LDL เป็นโปรตีนขนส่งไขมันที่ตับ สร้างขึ้นมาเองเป็นหลัก LDL จากอาหารเป็นเพียงปัจจัยส่งเสริมทางอ้อม ที่จะกระตุ้นให้ตับผลิต LDL มากขึ้นหรือน้อยลง โดยไขมันจากอาหารจะส่งผลโดยตรงต่อระดับ ไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ส่วนระดับ LDL จะมีผลจากปัจจัยทางพันธุกรรม และการใช้ชีวิต (Lifestyle) มากกว่า เช่น ความเครียดเรื้อรัง คุณภาพการนอนหลับ และอายุที่มากขึ้นที่ส่งผลกับระดับฮอร์โมนเพศที่ลดลง เมื่อฮอร์โมนเพศลดลง ตับก็จะกำจัด LDL ได้น้อยลง จึงมี LDL ค้างอยู่ในเลือดเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น การคงสมดุลฮอร์โมนให้ดีสมวัย ก็จะส่งผลดีต่อสมดุลไขมันในเลือด รวมทั้งความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดอีกด้วย

ระดับการอักเสบสะสมหรือเรื้อรังในร่างกาย โดยเฉพาะผนังหลอดเลือด ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยร่วมที่ควรได้รับการพิจารณา หากเปรียบเทียบหลอดเลือดในร่างกายกับระบบท่อน้ำหรือสายยาง การที่ผนังหลอดเลือดมีการอักเสบเรื้อรัง ก็เปรียบเสมือนท่อน้ำที่มีตะกรัน หรือสายยางที่มีคราบตะไคร่น้ำ ผนังหลอดเลือดที่ขรุขระ ไม่ลื่นเรียบ หรือเสียความยืดหยุ่น ก็จะทำให้การไหลของเวียนของเลือดไม่มีประสิทธิภาพ เกิดความเสี่ยงต่อการเกาะติดและอุดตันได้ง่ายขึ้น ซึ่งสามารถตรวจคัดกรองได้จากระดับโปรตีนที่ตอบสนองต่อการอักเสบ ในสภาวะที่ร่างกายปกติ ไม่มีการเจ็บป่วย หรือการอักเสบเฉียบพลัน

ขนาดและจำนวนของ LDL ต่างหาก ที่มีผลกับความเสี่ยงโรคหัวใจ และหลอดเลือดมากกว่า ปริมาณ LDL รวมที่เราตรวจวัดกันอยู่ในการตรวจคัดกรองสุขภาพประจำปีทั่วไป “ไขมันเลว” ที่แท้จริงก็คือ LDL ขนาดเล็ก (เล็กกว่า 22-29 nm) ส่วน LDL ที่มีขนาดใหญ่ พบว่ามักจะไม่ใช่ตัวร้ายที่ก่อการอุดตันบริเวณผนังหลอดเลือดเท่ากับ LDL ขนาดเล็ก ดังนั้น คนที่มีระดับ LDL 130 mg/dl เท่ากัน อาจจะมีความเสี่ยงที่แตกต่างกันได้มาก ดังที่แสดงตัวอย่างในภาพ ซึ่งการตรวจสมดุลไขมันเชิงลึกจะช่วยให้สามารถมองเห็น “โครงสร้าง” ซึ่งบ่งบอก “คุณภาพ” ของไขมันได้ชัดเจนขึ้น ไม่ใช่แค่ “ปริมาณ” ซึ่งจะช่วยให้แพทย์สามารถประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงความจำเป็นในการใช้ยารักษาได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น ซึ่งเหมาะกับกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันสูง คนที่ไขมันสูงมานาน ผู้สูบบุหรี่ หรือผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย

ด้านการรักษาโรคไขมันโลหิตสูงด้วยยาลดไขมัน ยาลดระดับไขมันโดยทั่วไปจะถูกใช้เมื่อไม่ประสบความสำเร็จกับการปรับการใช้ชีวิต ในแง่การรักษาด้วยการใช้ยาลดไขมัน ยังถือว่าเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูง และยังคงมีความจำเป็นอย่างมากโดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนั้นการใช้ยาลดไขมัน อาจไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อลดระดับไขมันเพียงอย่างเดียว เนื่องจากมีงานวิจัยเชิงป้องกันแนะนำว่า การใช้ยาลดไขมัน สามารถช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุในผู้สูงอายุ และผู้ที่มีความเสี่ยงสูงได้ด้วย แต่ยาทุกชนิดล้วนมีข้อดีและข้อเสีย การที่ทราบถึงข้อเสียและข้อควรระวังไว้ก่อนก็ถือเป็นสิ่งที่ดี

ข้อควรระวัง เมื่อต้องใช้ยาลดไขมันกลุ่ม Statins ต่อเนื่อง ผลข้างเคียงต่อกล้ามเนื้อ เช่น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึ่งมีอาการตั้งแต่เล็กน้อย ซึ่งอาจพบอาการปวดกล้ามเนื้อได้ประมาณ 5-10% ไปจนถึงกล้ามเนื้อสลายตัวรุนแรง ซึ่งพบได้น้อยมาก นอกจากนี้ ยังอาจส่งผลต่อตับ เช่น ทำให้ค่าเอนไซม์ตับสูงขึ้น ไม่ควรใช้ในผู้ที่มีโรคตับรุนแรง และควรสังเกตอาการ เช่น เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร หรือมีภาวะตัวเหลือง ตาเหลือง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของปัญหาตับ บางกรณียังพบว่า Statins โดยเฉพาะในขนาดสูง อาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และอาจมีอาการทางระบบประสาท เช่น ความจำสั้นหรือสับสนชั่วคราว ซึ่งมักดีขึ้นเมื่อหยุดยา

W9 Wellness Center เน้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม เพื่อควบคุมระดับไขมัน LDL โดยไม่พึ่งพายา ผ่านการปรับไลฟ์สไตล์ เช่น การเลือกอาหารแนว Whole-food Plant-based ลดไขมันอิ่มตัวและอาหารแปรรูป เสริมใยอาหาร และออกกำลังกายแบบ Anti-aging เพื่อกระตุ้นฮอร์โมนและเพิ่มไขมันดี (HDL) นอกจากนี้ ยังเน้นการดูแลตับให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะระบบดีท็อกซ์ เพื่อป้องกันการสะสมของ homocysteine ที่กระตุ้นการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและสมองเสื่อม พร้อมทั้งอาจพิจารณาการเสริมสารอาหารจากธรรมชาติ เช่น Plant sterols, Niacin, Berberine, Red yeast rice, Flaxseed และสารสกัดชาเขียว ซึ่งมีงานวิจัยรองรับว่าช่วยลด LDL ได้อย่างปลอดภัย  ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่ W9 Wellness Center

‘คาร์นิวัลเมจิก’ คว้ารางวัล Brass Ring Award สาขา The Showstopper จาก IAAPA

‘คาร์นิวัลเมจิก’ คว้ารางวัล Brass Ring Award สาขา The Showstopper จาก IAAPA

‘คาร์นิวัลเมจิก’ คว้ารางวัล Brass Ring Award สาขา The Showstopper จาก IAAPA

วันอังคาร ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คาร์นิวัลเมจิก มหัศจรรย์อาณาจักรเมืองไฟ สวนสนุกยามค่ำคืนในจังหวัดภูเก็ต ได้รับรางวัล Brass Ring Award สาขา The Showstopper จาก IAAPA (International Association of Amusement Parks and Attractions) หรือสมาคมสวนสนุกและสถานที่ท่องเที่ยวระดับโลก ในงาน IAAPA Expo Europe ที่จัดขึ้นเมื่อเดือนเมษายน 2568 ณ Europa-Park ประเทศเยอรมนี

คาร์นิวัลเมจิกได้รับรางวัลการแสดงขบวนแห่พาเหรด “ริเวอร์คาร์นิวัล” (River Carnival Parade) ที่โดดเด่นด้วยขบวนแห่พาเหรดอันยิ่งใหญ่ ซึ่งประกอบด้วยรถพาเหรดที่ยาวที่สุดในโลก พร้อมการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมไทยและเทคนิคพิเศษ สร้างความประทับใจให้กับคณะกรรมการด้วยความคิดสร้างสรรค์ ความอลังการ และการแสดงที่สร้างสถิติโลก ก่อนหน้านี้ คาร์นิวัลเมจิกยังได้รับรางวัลระดับโลกด้วยการคว้า 9 สถิติกินเนสส์เวิลด์เรคคอร์ด (Guinness World Records) และได้รับการคัดเลือกจากนิตยสาร TIME ให้เป็นหนึ่งใน “World’s Greatest Places 2023” หรือสถานที่ท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2566

กิตติกร คิ้วคชา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท คาร์นิวัลเมจิก จำกัด กล่าวว่า “รางวัลทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความทุ่มเทของทีมงานในการสร้างสรรค์ประสบการณ์ความบันเทิงระดับโลก คาร์นิวัลเมจิกจะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาและนำเสนอการแสดงที่น่าประทับใจให้กับผู้ชมจากทั่วโลก”

การได้รับรางวัลนี้ถือเป็นการยืนยันมาตรฐานระดับโลกของคาร์นิวัลเมจิก และผลักดันให้เราไปสู่การเป็นผู้นำด้านการแสดงในระดับนานาชาติ