คุณแหน : 13 มิถุนายน 2568

คุณแหน : 13 มิถุนายน 2568

คุณแหน : 13 มิถุนายน 2568

วันศุกร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

ll  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม ท่านผู้หญิงพันธุ์สวลี กิติยากร ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรวิหาร 12-17 มิ.ย.  เวลา 19.00น.  เจ้าภาพของดรับพวงหรีด และท่านใดที่สนใจสมทบทุนปัจจัยเข้ามูลนิธิผึ้งหลวงอัศวิน ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์และอุทิศถวาย ท่านผู้หญิงพันธุ์สวลี กิติยากร ในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และช่วยเหลือสาธารณะประโยชน์ จะมีการรับบริจาคบริเวณหน้างาน หรือโอนเข้าชื่อบัญชี  มูลนิธิผึ้งหลวงอัศวิน ธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี  6614032801..

ll ธนียา นัยพินิจ ผวจ.พิจิตร เป็นประธานเปิดการแข่งขันจักรยานประเภทถนน ชิงแชมป์ประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทาน “คิงส์ภูมิพล” และการแข่งขันจักรยานประเภทเสือภูเขา อิลิมิเนเตอร์ ชิงแชมป์ประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยการจัดกิจกรรมขี่จักรยานเพื่อสุขภาพ ประจำปี 2568..

ll เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมฯ (ส.อ.ท.) พร้อมด้วย วิเชาวน์ รักพงษ์ไพโรจน์, อรินทร์ จิรา และอสิ ตัณสถิตย์ ร่วมแสดงความยินดีกับ H.E. Mr. Paolo Dionisi เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิตาลีประจำประเทศไทย เนื่องในโอกาสวันชาติอิตาลี..

ll ชาว Digital CEO#3 เตรียมเลี้ยงฉลองให้ สุรพล เธียนสูตร ที่ได้รับเลือกเป็น ว่าที่นายกเทศมนตรีเมืองน่าน (ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ)..

ll มิตรสหายปลื้มใจแทน พลิษฐ์ จวนขจรพงศ์ และ จรินทร์ทิพย์ ปฐมศักดิ์ ที่ลูกสาวคนเก่ง น้องจีนนี่-ณัฐธิดา จวนขจรพงศ์ จบปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ จาก Imperial College London..

ll Mr. Joko Yang ให้การต้อนรับ จรุง เกียรติสุภาพงศ์ พร้อมเพื่อนๆชาว Digital CEO#8 ไปดูศึกษางานดิจิทัลเทคโนโลยีของ เทนเซ็นต์ (Tencent) ณ สำนักงานใหญ่ เมืองเซินเจิ้น โดยมี ยิ่งศักดิ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา, ดร.เกรียงศักดิ์ ศิวะสนธิวัฒน์, ภก.ไพศาล พุทธสันติธรรม, กล้า ตั้งสุวรรณ, วีระชัย ประเสริฐโส, พ.ญ.พรรษพร เจริญสกุลวงค์, ศรีวรรณ เศรษฐีวรรณ, อธิตานันท์ อภิธนทวีพัฒน์, ณรงวิทย์ ชดช้อย, วิวรรธน์ เทียนศิริ, ภัทริณี ภูมิวาร, สิริรัตน์ อร่ามเสรีวงศ์, สมศักดิ์ ตรียากิจ, ศ.ดร.วันประชา เชาวลิตวงศ์, ศศิพัชร์ จ่างจรูญโรจน์, นทชาติ จินตกานนท์, ภิภพ วาสนาอาชาสกุล, ดร.ศศิมา ทองสมัคร ร่วมด้วย..

ll เพื่อนๆยินดีกับ ชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ที่ บมจ. นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) คว้ารางวัลบริษัทยอดเยี่ยมแห่งปี 2568 ในหมวดธุรกิจการเกษตร จากวารสารการเงินธนาคาร และจะมีพิธีมอบรางวัล MONEY & BANKING AWARDS 2025 ณ รร.ไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ สุขุมวิท 16 กค. 14.00-16.00 น…

ll จารุวรรณ พงษ์จารุวัฒน์ ผอ.ด้านการศึกษา หน่วยงานการศึกษานิวซีแลนด์ ฝากใครที่อยากพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ เชิญร่วมสัมมนาออนไลน์ (ฟรี)  “Learn English Every Day – Only in New Zealand!” หาทางเลือกในการเรียนภาษาอังกฤษเพื่อเรียนต่อในระดับต่างๆ หรือพัฒนาทักษะเพื่อทำงานกับโปรแกรมอบรมภาษาอังกฤษ Pathway ทั้งเรียนระยะสั้นและระยะยาว  ฟังตัวแทนจากสถาบันสอนภาษาและมหาวิทยาลัยนิวซีแลนด์โดยตรง ในวันเสาร์ที่ 21 มิ.ย. 11.00-12.15 น.  ลงทะเบียนร่วมงาน (ฟรี) ที่นี่ https://www.learnenglishnewzealand.com/..

น้องใหม่

สภากาชาดไทย ตอบแทน “ผู้ให้” พร้อม “รักษ์โลก” ไปด้วยกัน

สภากาชาดไทย ตอบแทน “ผู้ให้” พร้อม “รักษ์โลก” ไปด้วยกัน

สภากาชาดไทย ตอบแทน “ผู้ให้” พร้อม “รักษ์โลก” ไปด้วยกัน

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 16.38 น.

สภากาชาดไทย ตอบแทน “ผู้ให้” บริจาค 2,000 บาท รับกระบอกน้ำรักษ์โลกเนื่องในวันสิ่งแวดล้อม ลดหย่อนภาษี 2 เท่า 5 มิถุนายน 2568 – Donation HUB สภากาชาดไทย ศูนย์รวมการบริจาคและจัดกิจกรรมหารายได้เพื่อสนับสนุนทุกภารกิจของสภากาชาดไทย เชิญชวนประชาชนผู้มีจิตศรัทธาร่วมแสดงพลังแห่งการให้ผ่าน การบริจาคสมทบทุนโครงการพัฒนาศูนย์มะเร็งแบบบูรณาการ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ร่วมบริจาคทุกๆ 2,000 บาท รับ “กระบอกน้ำอิ่มใจ by Donation HUB” ของที่ระลึกสุดพิเศษเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ภายใต้แนวคิดลดการใช้พลาสติกมาพร้อมกับดีไซน์พกพาง่าย ทนทาน ใช้งานซ้ำได้ ร่วมบริจาคได้ 2 ช่องทาง ได้แก่ 1. บริจาคด้วยตนเองที่ Donation HUB สภากาชาดไทย (ศูนย์การบริจาคสัมพันธ์)  และ 2. สแกนเพื่อบริจาคผ่าน e-Donation พร้อมส่งหลักฐานการโอนมาที่ Line @redcrossfund ระบุ “แคมเปญผู้ให้รักษ์โลก” บริจาคได้ตลอดทั้งเดือนมิถุนายน หรือจนกว่าของจะหมด

เปิดตัวคักคัก เริ่มแล้ว! นิทรรศการ Next Gen Toy Showcase จากของเล่นพื้นบ้าน สู่ดีไซน์ระดับสากล

เปิดตัวคักคัก เริ่มแล้ว! นิทรรศการ Next Gen Toy Showcase จากของเล่นพื้นบ้าน สู่ดีไซน์ระดับสากล

เปิดตัวคักคัก เริ่มแล้ว! นิทรรศการ Next Gen Toy Showcase จากของเล่นพื้นบ้าน สู่ดีไซน์ระดับสากล

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 16.21 น.

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมกับ บริษัท ปีเตอร์มู จำกัด และ ICS Lifestyle Complex เปิดตัวนิทรรศการ “RE-PLAY HISTORY: NEXT GEN TOY SHOWCASE จากรากวัฒนธรรม สู่ของเล่นไทยยุคใหม่” ซึ่งจัดขึ้น ณ ICS Lifestyle Complex ตรงข้ามไอคอนสยาม โดยงานได้รับเกียรติจาก นายอิสระ ริ้วตระกูลไพบูลย์ ผู้อำนวยการกองกิจการเครือข่ายทางวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ให้เกียรติกล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย คุณไพรัช วิเศษศิริลักษณ์ ผู้บริหารสายงานบริการลูกค้า บริษัท ไอซีเอส จำกัด อังศุมาลิน เทพหัสดิน ผู้บริหาร บริษัท ปีเตอร์มู จำกัด ,อุไรวรรณ บุนนาค นายกสมาคมการค้าของเล่นและผลิตภัณฑ์เด็กไทย ,อารีย์รัชต์ ชวกาญจนกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมนวัตกรรมการเรียนรู้ OKMD ,ประเวศน์ หงส์ทอง ผู้จัดการฝ่ายการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท แปลน ครีเอชั่นส์ จำกัด ,ประดิษฐ์ รัตนวิจิตราศิลป์ อาจารย์พิเศษ ภาควิชาการตลาด Chulalongkorn Business School พันธมิตรและคณะกรรมการ เข้าร่วมงาน

การจัดนิทรรศการในครั้งนี้ เป็นการรวบรวม 20 ผลงานของเล่นต้นแบบ จากผู้เข้าประกวดรอบสุดท้าย โชว์ศักยภาพการต่อยอดของเล่นพื้นบ้านไทยด้วยวิทยาศาสตร์สมองและนวัตกรรม พร้อมประกาศผลรางวัลชนะเลิศของเล่นสำหรับเด็กและของเล่นสำหรับผู้สูงอายุ และกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ที่ได้รับความสนใจจากเยาวชนคนรุ่นใหม่ นักเรียน นักออกแบบ ผู้ประกอบการและผู้เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

โดยกิจกรรมตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา มีการเปิดรับผลงานออกแบบของเล่นจากเยาวชน นักศึกษา และบุคคลทั่วไปทั่วประเทศ รวมกว่า 167 ผลงาน ซึ่งสะท้อนพลังของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการอนุรักษ์และต่อยอดของเล่นไทยด้วยแนวคิดสร้างสรรค์และทุนทางวัฒนธรรม ก่อนจะผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มข้นเหลือเพียง 20 ทีมสุดท้าย โดยทั้ง 20 ทีม ได้รับการอบรมและขัดเกลาผลงานผ่านกิจกรรม Incubation Camp กับผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ อาทิ อัตลักษณ์และวัฒนธรรมไทย วิทยาศาสตร์สมอง การออกแบบผลิตภัณฑ์ และการวางแผนสู่การตลาด เพื่อพัฒนาแนวคิดสู่ของเล่นต้นแบบที่พร้อมใช้งานจริง เพื่อพัฒนาให้ตอบโจทย์ทั้งด้านพัฒนาการเรียนรู้และศักยภาพเชิงพาณิชย์

โดยภายในงานนิทรรศการ ได้มีการประกาศผลรางวัลชนะเลิศผลงานผู้เข้าประกวด 2 ประเภท ได้แก่ ของเล่นสำหรับเด็ก และของเล่นสำหรับผู้ใหญ่

โดยผลงานสำหรับเด็ก ได้แก่

 รางวัลชนะเลิศ ทีม เควทมิวซ์ ตะลุยสมบัติโบราณสุโขทัย บอร์ดเกมแสนสนุกที่ได้รับแรงบันดาลใจหลักมาจากตุ๊กตาดินเผาสังคโลกของสุโขทัย ซึ่งทีมออกแบบได้เลือกใช้เป็นสื่อเพื่อเชื่อมโยงเด็ก ๆ ไปสู่การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาไทยทั้งในอดีตและปัจจุบัน

 รางวัลรองชนะเลิศลำดับที่ 1 ทีมจับปูใส่กระด้ง เกมบาลานซ์แสนสนุกที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสุภาษิตไทย “จับปูใส่กระด้ง” ซึ่งหมายถึง “ยากจะทำให้อยู่นิ่ง” โดยเกมนี้ยังเปรียบกระด้งให้เป็นระบบนิเวศ เพื่อสร้างสื่อการเรียนรู้ พร้อมกับชวนให้เด็ก ๆ สวมบทเป็นนักอนุรักษ์ตัวน้อยมาช่วยกันดูแลป่าชายเลน

– รางวัลรองชนะเลิศลำดับที่ 2 ทีม SANFUN ของเล่นที่มีแรงบันดาลใจจากความต้องการส่งต่อมรดกทางภูมิปัญญาการทำงานจักสานของ อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี “ศูนย์จักสานที่ใหญ่ที่สุดในโลก” จึงต้องการนำเสนอเป็นของเล่นเด็กในรูปแบบร่วมสมัย

ของเล่นสำหรับผู้สูงอายุ ได้แก่

– รางวัลชนะเลิศ ทีม Khanom Chan เป็นบอร์ดเกมเพื่อผู้สูงอายุและครอบครัวที่มีแรงบันดาลใจมากจากความต้องการส่งเสริมสุขภาพ กาย ใจ และสังคมให้กับผู้สูงอายุในเมืองไทย

– รางวัลรองชนะเลิศลำดับที่ 1 ตีเลขเด็ด เป็นเกมที่จัดทำขึ้นจากแรงบันดาลใจการเล่น “น้ำเต้าปูปลา” ในเชิงสร้างสรรค์ เพื่อความสนุกสนานภายในครอบครัว และการฝึกสมอง

– รางวัลรองชนะเลิศลำดับที่ 2 KNOTORITHM ของเล่นรูปแบบ Puzzle Game ที่รวมวัฒนธรรมไทย ความคิดสร้างสรรค์ และการเรียนรู้เชิงบูรณาการ ไว้ในชิ้นเดียว

ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความยินดีและความภาคภูมิใจของทั้งผู้เข้าร่วมประกวด และผู้เข้าร่วมงานที่มาร่วมชมผลงาน

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงาน คือกิจกรรม Business Matching ที่เปิดโอกาสให้นักออกแบบรุ่นใหม่และผู้เข้าประกวดได้พบกับผู้ผลิตและผู้จำหน่ายของเล่นชั้นนำ เพื่อสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ ขยายโอกาสในการต่อยอดผลงานสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ ผลักดันของเล่นพื้นบ้านไทยให้ก้าวสู่ตลาดโลกในฐานะนวัตกรรมสร้างสรรค์ที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ผู้ที่สนใจ สามารถเข้าชมงาน “RE-PLAY HISTORY: NEXT GEN TOY SHOWCASE จากรากวัฒนธรรม สู่ของเล่นไทยยุคใหม่” ได้ตั้งแต่วันที่ 11-15 มิถุนายน 2568 เวลา 10.00–22.00 น. ณ Event Space ชั้น M ICS Lifestyle Complex ตรงข้ามไอคอนสยาม เข้าชมฟรีตลอดงาน หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและภาพบรรยากาศงานได้ทาง Facebook: Replay History เรื่องไม่เล่น ของเล่นวิถีไทย

ถอดบทเรียนขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพ จัดอาหารกลางวัน 2:1:1 ลดปัญหาพัฒนาการเด็กปฐมวัย

ถอดบทเรียนขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพ จัดอาหารกลางวัน 2:1:1 ลดปัญหาพัฒนาการเด็กปฐมวัย

ถอดบทเรียนขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพ จัดอาหารกลางวัน 2:1:1 ลดปัญหาพัฒนาการเด็กปฐมวัย

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 15.21 น.

สสส. ลงพื้นที่ถอดบทเรียนขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพ “ฮ่วมใจ๋ ฮ่วมก่อสุข (ภาวะ)” หนุน จ.ลำปาง ใช้แนวคิด “สามเหลี่ยมสมดุล” จัดอาหารกลางวัน 2:1:1 ลดปัญหาพัฒนาการเด็กปฐมวัย น้ำหนักเกินและอ้วน พร้อมเดินหน้ายกระดับศูนย์วิทย์ฯ จ.ลำปาง เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้สุขภาวะด้านจัดการโภชนาการผู้สูงอายุ เตรียมขยายผลส่งต่อองค์ความรู้ 8 จังหวัดภาคเหนือ ภายในปี 2568

เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2568 ที่โรงเรียนอนุบาลลำปางเขลางค์รัตน์อนุสรณ์ ต.เวียงเหนือ อ.เมือง จ.ลำปาง คณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 8 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) นำโดย นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ กรรมการกองทุน สสส. และประธานคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 8 สสส. พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร สสส. และสื่อมวลชน ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน “ฮ่วมใจ๋ ฮ่วมก่อสุข (ภาวะ)” ถอดบทเรียนด้านการบริหารจัดการพื้นที่สุขภาวะในโรงเรียน ปรับพฤติกรรมเสี่ยงด้านสุขภาพให้เด็กและเยาวชน พร้อมเยี่ยมชมศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาลำปาง พื้นที่เรียนรู้สุขภาวะของคนทุกเพศทุกวัย

นายวิเชษฐ์ กล่าวว่า สสส. มุ่งสร้างโอกาสการเข้าถึงสื่อ องค์ความรู้ เพิ่มทักษะของกลุ่มเป้าหมาย และการสร้างค่านิยมในการสร้างเสริมสุขภาวะ ขับเคลื่อนสังคมลดปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของการเสียชีวิตทั้งหมดของคนไทยหรือเกือบ 4 แสนคนต่อปี คิดเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจของไทยถึง 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี การจัดกิจกรรมลงพื้นที่ จ.ลำปาง ครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญ คือการเสริมสร้างความเข้าใจในการดำเนินงานด้านสุขภาวะและเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างคณะกรรมการบริหารแผนคณะ 8 กับผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ โดยคาดหวังว่าความร่วมมือระหว่าง สสส. และภาคีเครือข่าย จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของผู้นำการเปลี่ยนแปลงและยกระดับความเข้าใจเกี่ยวกับสุขภาวะของประชาชน นำไปสู่การสร้างแรงบันดาลใจและทัศนคติเชิงบวกต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาวะอย่างยั่งยืน

“ขอชื่นชมภาคีเครือข่าย จ.ลำปาง ที่มีความพร้อมในการจัดกระบวนการร่วมกับ สสส. เร่งป้องกันและแก้ไขปัญหาการเกิดโรค NCDs ได้ครอบคลุมตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ โดยพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรม ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ จัดสภาพแวดล้อมด้านอาหารเพื่อสุขภาวะที่เอื้อต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ใช้แนวคิด “สามเหลี่ยมสมดุล” เสริมสร้างศักยภาพเด็กนักเรียนจำนวน 3,295 คนให้ตระหนักต่อการสร้างเสริมสุขภาวะ ผ่านเมนูอาหารกลางวันที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ ตลอดจนพัฒนาโครงการอาหารปลอดภัยในผู้สูงอายุ โดยศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาลำปาง มีแกนนำชมรมผู้สูงอายุในระดับอำเภอร่วมส่งต่อองค์ความรู้เลือกอาหารที่เหมาะสมกว่า 100 คน ช่วยให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพดี ลดอัตราของโรค NCDs ในพื้นที่ได้อย่างเห็นผล ซึ่งภายในปี 2568 จะมีการขยายผลโครงการไปสู่กลุ่มแกนนำผู้สูงอายุ 8 จังหวัดภาคเหนือ ตอกย้ำความเข้มแข็งในการขับเคลื่อนงานประเด็นการบริโภคอาหารที่เหมาะสมและปลอดภัยซึ่งเป็น 1 ใน 7 ประเด็นเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ ภายใต้ทิศทางและเป้าหมายการดำเนินงานระยะ 10 ปี (พ.ศ. 2565-2574) ของ สสส.” นายวิเชษฐ์ กล่าว

นายสุนธร ธรรมสิทธิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลเขลางค์รัตน์อนุสรณ์ จ.ลำปาง กล่าวว่า โรงเรียนฯ ร่วมกับ สสส. พัฒนากระบวนการจัดกิจกรรมห้องเรียนพ่อแม่ “The Parents Lab” ภายใต้แนวคิด “สามเหลี่ยมสมดุล” มุ่งสร้างสมดุลให้เด็กมีพัฒนาการดีสมวัย 3 ด้านคือ 1.การรับประทานอาหารตามหลักโภชนาการ 2. การเล่นหรือการขยับร่างกายที่เหมาะสมและ 3.การนอนหลับพักผ่อนอย่างน้อย 8 ชั่วโมง โดยเน้นการมีส่วนร่วมทั้งในระดับนักเรียนและครอบครัว เริ่มจากการจัดอาหารกลางวันตามหลักโภชนาการ หลังจากพบว่าเด็กมีปัญหาน้ำหนักเกินและอ้วนสูงถึง 20.6% หรือประมาณ 679 คน จากเด็กนักเรียน 3,295 คน สาเหตุเกิดจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารไม่ถูกหลักโภชนาการ กินผักและผลไม้ไม่เพียงพอ กินขนมกรุบกรอบ ดื่มเครื่องดื่มที่มีรสหวาน

“กิจกรรมห้องเรียนพ่อแม่ ดำเนินงานด้วยกลยุทธ์ 3 สร้างคือ 1.สร้างความรู้ความเข้าใจ ผ่านช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ในการเผยแพร่ความรู้ผ่านกิจกรรม งานครัวสุขภาพ 2.สร้างพื้นที่ให้เด็กมีส่วนร่วม ในการออกแบบสื่อและจัดกิจกรรมปฏิบัติการเพื่อสร้างความเข้าใจผ่านการมีส่วนร่วม เช่น แนะแนวโภชนาการในห้องเรียน ทดลองการจัดจานอาหารสุขภาพแบบ 2:1:1 ทุกสัปดาห์ ควบคู่กับกิจกรรม “ขยับวันละ 60 ” เพื่อลดพฤติกรรมเนือยนิ่งและ 3.สร้างเครือข่ายความร่วมมือ บ้าน โรงเรียน ชุมชน และหน่วยงานภาคีเครือข่าย เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและขยายผลโครงการสู่กลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง ซึ่งนอกจากทำให้เด็กเข้าใจโภชนาการตามหลักที่ถูกต้องแล้ว ยังส่งผลให้ลดอัตราเด็กที่เคยน้ำหนักเกิน-อ้วนลง 11 คน คิดเป็น 1.6%” นายสุนธร กล่าว

ต่อมาเวลา 14.00 น. คณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 8 สสส. พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร สสส. และสื่อมวลชน ลงพื้นที่เยี่ยมชมและศึกษาดูงาน ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาลำปาง (ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะภูมิภาค)

นายสังข์ กาญจนเพิ่มพูน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาลำปาง กล่าวว่า ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาลำปาง เป็น 1 ใน 18 พันธมิตรแหล่งเรียนรู้ทั่วประเทศ ที่ได้รับการสนับสนุนนวัตกรรม เครื่องมือ องค์ความรู้ด้านสุขภาวะ และการพัฒนาศักยภาพเรื่องการสื่อสาร จาก สสส. ทำให้สามารถยกระดับเป็นศูนย์เรียนรู้สุขภาวะภูมิภาคของคนทุกเพศทุกวัย มุ่งส่งเสริมองค์ความรู้ด้านสุขภาวะผ่านการสร้างแรงบันดาลใจ ปรับทัศนคติเรื่องสุขภาพสู่การเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อสุขภาวะที่ดี ที่ผ่านมาศูนย์ฯ ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปาง สภาผู้สูงอายุจังหวัดลำปาง และชมรมผู้สูงอายุในอำเภอ พัฒนาโครงการอาหารปลอดภัยในผู้สูงอายุ เน้นสร้างเสริมองค์ความรู้ผ่านเมนูอาหารพื้นถิ่นภาคเหนือที่บริโภคเป็นประจำ เช่น ลดปริมาณโซเดียมจากเครื่องปรุง ใช้เครื่องปรุงสมุนไพร รวมถึงพัฒนานวัตกรรมดูโภชนาการอย่างง่ายด้วยสัญลักษณ์ “เขียว-เหลือง-แดง” ช่วยให้ผู้สูงอายุเลือกอาหารได้อย่างเหมาะสม ลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ นำไปสู่การขยายผลในกลุ่มแกนนำผู้สูงอายุ 8 จังหวัดภาคเหนือ ภายในปี 2568

-(016)

ปักหมุดลำปาง พื้นที่ต้นแบบ ‘สร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา’

ปักหมุดลำปาง พื้นที่ต้นแบบ ‘สร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา’

ปักหมุดลำปาง พื้นที่ต้นแบบ ‘สร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา’

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 15.06 น.

สสส. หนุน การอ่านเพื่อพัฒนาสุขภาวะในเด็กปฐมวัย / มีเด็กเข้าถึงหนังสือสร้างโอกาสการวางรากฐานกระบวนการเรียนรู้ กว่า 4,000 คน  ช่วยเสริมพัฒนาการดีสมวัย พร้อมขยายผลสู่นโยบายระดับท้องถิ่น  ปลื้ม! ผลงานภาคีกลุ่มขะไจ๋ สร้าง “ชุมชนกรุณา” เพื่อการอยู่ดี-ตายดีระดับท้องถิ่น   เชื่อมโยงการทำงานระดับบุคคล-ชุมชน-นโยบาย / เตรียมยกระดับสู่โมเดล ตำบลกรุณา-เมืองกรุณา

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน “ฮ่วมใจ๋ ฮ่วมก่อสุข (ภาวะ)” ที่เทศบาลตำบลเสริมซ้าย อ.เสริมงาม จ.ลำปาง พร้อมถอดบทเรียนการขับเคลื่อนงานระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา ประเด็น “การอ่านเพื่อพัฒนาสุขภาวะในเด็กปฐมวัย”  โครงการ “ฮ่วมใจ๋ ฮ่วมก่อสุข (ภาวะ)”  ขับเคลื่อนงานด้วยการใช้ “ทุนทางสังคมและวัฒนธรรม” ร่วมกับกลไกนโยบายท้องถิ่น สู่การบรรจุนโยบายระดับท้องถิ่น ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน สสส. ได้เยี่ยมชมการทำงานของโรงพยาบาลลำปาง ในการขับเคลื่อนชุมชนกรุณาเพื่อการอยู่และตายดี ด้วยพลังของภาคประชาชน หน่วยบริการสุขภาพและภาคีเครือข่าย เพื่อดูแลกันและกัน ช่วยให้กลุ่มเปราะบางได้อยู่ดีและตายดี

ดร.จิรพร วิทยศักดิ์พันธุ์ รองประธานคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 8 สสส. กล่าวว่า สสส. มุ่งพัฒนาระบบสื่อและวิถีสุขภาวะทางปัญญา ควบคู่ไปกับการสร้างเสริมความเข้าใจสุขภาวะ ในมิติการสร้างทักษะรู้เท่าทันสื่อและการมีสุขภาวะทางปัญญาที่ดี โดยสนับสนุนและเสริมศักยภาพให้ จ.ลำปาง พัฒนาเป็นพื้นที่ต้นแบบด้านการสร้างเสริมสุขภาวะทางปัญญา เพราะเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ มีการขับเคลื่อนงานที่เป็นรูปธรรม ตั้งแต่การเตรียมความพร้อมกลุ่มเด็กปฐมวัยไปจนถึงกลุ่มผู้สูงอายุ และผู้ป่วยระยะประคับประคองหรือระยะท้ายของชีวิต มีกลไกการดำเนินงานสำคัญ คือ 1. ส่งเสริมให้เด็กมีทักษะด้านภาษา การสื่อสาร การจัดการอารมณ์ และการใช้ชีวิตอย่างสุขภาวะดี  2. สนับสนุนชุมชนให้พัฒนาอาสาสมัครร่วมสื่อสารคุณค่าการอ่านผ่านกิจกรรมเล่านิทาน และสันทนาการ โดยมุ่งเพิ่มความสัมพันธ์ระหว่างเด็ก ครอบครัว และผู้แวดล้อมเด็ก 3. บูรณาการทำงานระหว่างภาคีเครือข่ายและหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ ในการเพิ่มสวัสดิการการอ่านให้เด็กและเยาวชน  ผ่านการสนับสนุนจากกองทุนสุขภาพตำบล 

“สสส. สร้างโอกาสการเข้าถึงสื่อและองค์ความรู้สุขภาวะ เพื่อลดช่องว่างการเข้าถึงองค์ความรู้สุขภาวะจึงมุ่งริเริ่มโครงการพัฒนาสุขภาวะเด็กปฐมวัยด้วยการอ่าน จ.ลำปาง มีการรณรงค์ส่งเสริมการอ่านโดยการส่งมอบชุดหนังสือนิทานเพื่อเด็กปฐมวัย (Book Bank) และนิทรรศการเคลื่อนที่ “อ่านปลอดภัย”??? พร้อมเทคนิควิธีการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ส่งผลให้เกิดนักสื่อสารสุขภาวะระดับพื้นที่กว่า 100 คน มีกลุ่มเด็กผู้ได้รับประโยชน์ 4,365 คน ในจำนวนนี้ เป็นกลุ่มเด็กเปราะปาง เด็กด้อยโอกาส และเด็กที่ต้องการความดูแลเป็นพิเศษ 735 คน พร้อมขับเคลื่อนชุมชนกรุณาลำปางเพื่อการอยู่และตายดี เกิดอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยระยะท้ายในระดับตำบลและชุมชนกว่า 20 คน ช่วยให้ความรู้ ความเข้าใจผู้ป่วยในโรงพยาบาลลำปาง ถึงสิทธิในการแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้าย เพื่อให้ผู้ป่วย “อยู่อย่างมีความหมาย และตายอย่างมีศักดิ์ศรี” ตลอดจนสร้างแรงบันดาลใจและทัศนคติในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาวะ เพื่อสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) ให้ทุกคนในสังคมมีสุขภาพดีทุกมิติ”  ดร.จิรพร กล่าว

น.ส.สุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. กล่าวว่า สสส.สนับสนุนโครงการอ่านยกกำลังสุข ปลุกพลัง (กาย-ใจ) พลเมืองเด็ก ร่วมพัฒนาระบบนิเวศวัฒนธรรมการอ่าน ผ่านการสร้างคุณค่าใหม่ (New value) ชวนครอบครัวยุคใหม่เลี้ยงลูกด้วยหนังสือ “สื่อแห่งความรัก” มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มเด็กปฐมวัยให้มีคุณภาพใน 3 มิติ คือ 1. พัฒนาการสมวัยทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม 2. พัฒนาการด้านตัวตน 3. มีทักษะสมอง EF (Executive Function of brain) เพื่อการเติบโตเป็นพลเมืองที่มีสุขภาวะดี มีการขับเคลื่อนผ่านกระบวนการออกแบบนวัตกรรมสื่อ โดยพัฒนางานสื่อสารร่วมกับสื่อภาคเอกชนในพื้นที่ อินฟลูเอนเซอร์ และช่องทางสื่อที่ได้รับความนิยม รวมถึงสื่อสารตรงกับกลุ่มเป้าหมายผู้แวดล้อมเด็กปฐมวัย โดยเครือข่ายภาควิชาการเพื่อกระตุ้นให้ทุกฝ่ายตระหนักและร่วมมือกันสร้างเสริมศักยภาพพลเมืองเด็ก

“ที่ผ่านมา มีการดำเนินโครงการใน 13 พื้นที่ คลอบคลุม 11 จังหวัดทั่วประเทศ ทำให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่ปฏิบัติการมีสัมพันธภาพและสุขภาวะที่ดี มีพัฒนาการเหมาะกับช่วงวัย เพิ่มจำนวนครอบครัวอบอุ่น ชุมชนท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง มีเด็กปฐมวัยเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้และสุขภาวะสมวัยด้วยหนังสือและการอ่านกว่า 16,000 คน พื้นที่ปฏิบัติการเกิดผลลัพธ์เชิงคุณภาพในหลากหลายบริบท ขณะที่ พื้นที่ จ.ลำปาง มีหน่วยงานท้องถิ่นที่ร่วมขับเคลื่อนงานส่งเสริมการอ่าน และบรรจุเป็นนโยบายในข้อบัญญัติและเทศบัญญัติ ปี 2567-2568 จำนวน 24 แห่ง ใน 9 อำเภอ ครอบคลุมเด็กและเยาวชน 4,365 คน” น.ส.สุดใจ กล่าว

นายเอกภพ สิทธิวรรณธนะ เลขาธิการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาชุมชนกรุณา สนับสนุนโดย สสส. กล่าวว่า ชุมชนกรุณา ทำงานร่วมกับบุคลากรสุขภาพ บุคลากรในโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ในระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ และผู้ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ โดยมีกลุ่ม KAJAI (ขะไจ๋) เป็นภาคีเครือข่ายแนวหน้า ขับเคลื่อนงานชุมชนกรุณาเพื่อการอยู่และตายดี โดยทำงานเชิงพื้นที่ และฝึกอบรมกระบวนกรชุมชนหรือนักสื่อสารสุขภาวะ ใช้กระบวนการสุขภาวะทางปัญญาของ สสส. ผ่านกลยุทธ์ในการทำงาน 4 ด้าน ได้แก่ 1. พัฒนาสื่อการเรียนรู้  2. พัฒนาพื้นที่ปฏิบัติการ  3. บริหารจัดการความรู้  4. พัฒนาทีมเครือข่าย เพื่อปรับปรุงนโยบายชุมชนและนโยบายการดูแลแบบประคับประคองระดับชาติ มีพื้นที่ในการทำงานร่วมกับหน่วยงานผู้นำการเปลี่ยนแปลงนโยบายท้องถิ่น 21 แห่งทั่วประเทศ

“โรงพยาบาลลำปาง ถือเป็น 1 ใน 21 พื้นที่นำร่องขับเคลื่อนงานชุมชนกรุณา มีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย พัฒนาศักยภาพเครือข่ายบริการแบบเยี่ยมบ้าน ชุมชน และโรงพยาบาล เกิดผลลัพธ์เชิงประจักษ์ 3 ระดับ ได้แก่ 1. ระดับบุคคล ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และครอบครัว ได้เรียนรู้การเผชิญความเปลี่ยนแปลงอย่างมีสติ ไม่รู้สึกไม่โดดเดี่ยว และวางแผนการตายดี  2. ระดับชุมชน เกิดผู้นำชุมชน อาสาสมัคร แกนนำเยาวชน เข้าใจการดูแลแบบประคับประคอง และมีทักษะการสื่อสารเชิงบวกในการดูแลความเจ็บป่วย  3. ระดับนโยบายและระบบบริการ เกิดความร่วมมือระหว่างชุมชนกับหน่วยบริการสุขภาพ มุ่งเป้าต่อยอดขยายผลสู่ “ตำบลกรุณา” หรือ “เมืองกรุณา” ในอนาคต  ทั้งนี้ การพัฒนาให้เกิดชุมชนกรุณา จะช่วยให้ประชาชนในชุมชนมีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคอง พร้อมเป็นแกนนำในการดูแลสุขภาพของคนในชุมชนด้วยจิตอาสาพึ่งพากันและกัน” นายเอกภพ กล่าว

-(016)

HWPL จัดงานรำลึกครบรอบ 12 ปีแห่งการประกาศสันติภาพโลกที่ขอนแก่น

HWPL จัดงานรำลึกครบรอบ 12 ปีแห่งการประกาศสันติภาพโลกที่ขอนแก่น

HWPL จัดงานรำลึกครบรอบ 12 ปีแห่งการประกาศสันติภาพโลกที่ขอนแก่น

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 14.58 น.

องค์กรพัฒนาเอกชนระดับนานาชาติด้านสันติภาพ HWPL ประเทศไทย จัดงานรำลึกครบรอบ 12 ปีแห่งการประกาศสันติภาพโลก ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรมหนองบัวพรหมอุทยาน จังหวัดขอนแก่น ประเทศไทย โดยมีองค์กรพัฒนาเอกชนระดับนานาชาติด้านสันติภาพ อย่าง Heavenly Culture, World Peace, Restoration of Light (HWPL) และประชาชนผู้มุ่งมั่นในสันติภาพเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

ตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษที่ผ่านมา สาขา HWPL ประเทศไทยได้จัดพิธีรำลึกและกิจกรรมเดินขบวนเพื่อสันติภาพเป็นประจำทุกปี เพื่อระลึกถึงการประกาศคำประกาศสันติภาพโลกของ HWPL นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมความตระหนักรู้ด้านสันติภาพแก่ประชาชนผ่านกิจกรรมอาสาสมัคร โครงการ Legislate Peace (LP) ค่ายสันติภาพระหว่างศาสนา การจัดตั้งสำนักงาน WARP (World Alliance of Religions’ Peace) รวมถึงการดำเนินโครงการการศึกษาสันติภาพ

งานรำลึกในครั้งนี้เริ่มต้นด้วยการอ่านสารจากประธาน HWPL นายลี มันฮี ตามด้วยคำกล่าวแสดงความยินดีจากผู้อำนวยการโรงเรียนดงแข้ และการแสดงเฉลิมฉลองจำนวน 2 ชุดที่จัดเตรียมโดยชาวบ้าน แม้ว่าการแสดงรำไทยของนักเรียนและกลุ่มสตรีในชุมชนจะเป็นการแสดงที่เรียบง่าย แต่กลับแสดงออกถึงความรู้สึกอย่างจริงใจ และถ่ายทอดข้อความแห่งสันติภาพอย่างลึกซึ้งให้แก่ผู้ชม

นอกจากนี้ งานดังกล่าวยังได้รับความสนใจจากการมีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้นของนักเรียนระดับประถมศึกษา ซึ่งไม่ได้เพียงแค่แสดงบนเวทีเท่านั้น แต่ยังเข้าร่วมกิจกรรมตลอดทั้งวัน โดยได้ร่วมคิดทบทวนถึงความหมายของสันติภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่นักเรียนได้เข้าร่วมเดินขบวนเพื่อสันติภาพร่วมกับประชาชน นับเป็นโอกาสอันมีค่าสำหรับการสัมผัสและตระหนักถึงคุณค่าแห่งสันติภาพอย่างใกล้ชิด

ปฏิฐา ตาชะโบระวัติ รองผู้อำนวยการสาขา HWPL ประเทศไทย ได้กล่าวถึงความสำคัญของงานนี้ว่า “ทุกปี เราเริ่มต้นเตรียมงานล่วงหน้าหลายสัปดาห์เพื่อจัดกิจกรรมเดินขบวนเพื่อสันติภาพในประเทศไทย และข้าพเจ้ารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เราสามารถจัดงานในปีนี้ได้สำเร็จอีกครั้ง หลังจากการเตรียมงานประมาณหนึ่งเดือน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การได้อ่านสารจากประธานลี ผู้เป็นทูตสันติภาพ นับเป็นเกียรติอย่างยิ่ง และข้าพเจ้าเชื่อว่าสารดังกล่าวได้ปลุกเร้าความปรารถนาในสันติภาพในหัวใจของหลายๆ คน”

ทั้งนี้ ทางสาขา HWPL ประเทศไทยยังคงมุ่งมั่นในการส่งเสริมสังคมพลเรือนที่สงบสุขมากยิ่งขึ้น โดยในเดือนมิถุนายนนี้ จะมีการจัด สถาบันสันติภาพระหว่างศาสนา และการสาธิต การศึกษาสันติภาพ ซึ่งสร้างความคาดหวังว่าจะเกิดการขยายวัฒนธรรมแห่งสันติภาพในชุมชนท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง

ฟูจิฟิล์มเผยนวัตกรรมวินิจฉัยภาพทางการแพทย์ล่าสุดในงาน AACRT 2025

ฟูจิฟิล์มเผยนวัตกรรมวินิจฉัยภาพทางการแพทย์ล่าสุดในงาน AACRT 2025

ฟูจิฟิล์มเผยนวัตกรรมวินิจฉัยภาพทางการแพทย์ล่าสุดในงาน AACRT 2025

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ฟูจิฟิล์ม (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำการเป็นผู้นำด้านโซลูชันการดูแลสุขภาพแบบครบวงจร (One-Stop, Total Healthcare Solution) เดินหน้าสร้างสรรค์นวัตกรรมการวินิจฉัยทางการแพทย์ที่ล้ำสมัย มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์การใช้งานจริงที่สะดวกสบาย โดยล่าสุดร่วมงานประชุมนานาชาติ AACRT 2025 (The 25th Asia Australasia Conference of Radiological Technologists) ซึ่งจัดขึ้นในธีม “Innovations in Medical Imaging and Radiation Therapy: Bridging Technology and Patient Care” โดยอีเวนต์ใหญ่ระดับสากลได้รวมบุคลากรชั้นนำในวงการรังสีวิทยาในไทยและทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการทำงานและอัพเดตเทรนด์ล่าสุดที่จะช่วยยกระดับการวินิจฉัยผู้ป่วยและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและการวิเคราะห์ผลภาพถ่ายรังสีของบุคลากรด่านหน้า

มร. โซ มารูโอะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟูจิฟิล์ม (ประเทศไทย) 

ภายในงาน ฟูจิฟิล์ม จัดแสดงนวัตกรรมวินิจฉัยภาพทางการแพทย์ล่าสุด ทั้งเครื่องเอกซเรย์แบบพกพารุ่น FDR Xair ที่โดดเด่นด้วยน้ำหนักเพียง 3.5 กิโลกรัม สามารถนำไปให้บริการทางการแพทย์แก่ประชาชนได้ทุกที่ โดยเฉพาะการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ในพื้นที่ห่างไกล ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการตรวจคัดกรองโรค มาพร้อมระบบ AI ช่วยคัดกรองวัณโรคและรอยโรคในปอดได้อย่างแม่นยำ อีกหนึ่งโซลูชันสำคัญคือเครื่องอัลตราซาวด์ ARIETTA 750 DeepInsight มอบคุณภาพของภาพขั้นสูง ด้วยเทคโนโลยี DeepInsight ที่พัฒนาโดยฟูจิฟิล์ม ซึ่งใช้ AI มาช่วยปรับปรุงความคมชัดของภาพ ประสิทธิภาพการสแกน และความสามารถในการทำซ้ำ ทำให้สามารถแสดงภาพโครงสร้างเนื้อเยื่อที่ละเอียดและซับซ้อนได้ชัดเจน ทำให้ได้ภาพโครงสร้างเนื้อเยื่อที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น แม้ในผู้ป่วยที่มีค่าดัชนีมวลกายสูง ที่อาจถูกบดบังด้วยสัญญาณรบกวนหรือการโฟกัสที่ไม่สม่ำเสมอในขณะที่สแกน โดยผู้เข้าชมบูธได้สัมผัสความอัจฉริยะอย่างใกล้ชิดผ่านการสาธิตการใช้งานโซลูชันทั้ง 2 รุ่นเรือธง พร้อมโชว์ฟีเจอร์ใช้งานที่สะดวกสบายและความชาญฉลาดในการประมวลภาพ โดยโซลูชันทั้งสองช่วยยกระดับความแม่นยำในการตรวจวินิจฉัย พร้อมเพิ่มโอกาสในการพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถรับการรักษาได้อย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ จากความมุ่งมั่นของฟูจิฟิล์มในการนำเสนอนวัตกรรมการวินิจฉัยที่ช่วยยกระดับวงการสาธารณสุข เพื่อส่งต่อสังคมที่ผู้คนสามารถเข้าถึงการตรวจคัดกรองได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง บริษัทยังเปิดตัวเทคโนโลยีล้ำสมัย 2 รุ่นใหม่เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งจะเข้ามาเป็นมาตรฐานใหม่ให้การวินิจฉัยที่เป็นระบบ มีความแม่นยำ และใช้ AI เข้ามาอำนวยความสะดวกให้คนไข้และบุคลากรทางการแพทย์ ได้แก่

Amulet Sophinity เครื่องตรวจเอกซเรย์เต้านมระบบดิจิทัลรุ่นใหม่ที่มาพร้อมระบบช่วยจัดท่าผู้ป่วยด้วย AI ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมสำคัญที่จะเข้ามาช่วยยกระดับสังคมไทย จากข้อมูลโดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในสตรีไทย คิดเป็น 34.2% ของผู้ป่วยมะเร็งทั้งหมด ฟูจิฟิล์ม ตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจคัดกรอง ที่ยิ่งตรวจเจอเร็ว ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาดได้ AMULET Sophinity ออกแบบมาเพื่อยกระดับการวินิจฉัยเต้านมด้วยเทคโนโลยี AI สำหรับการจัดท่า หรือ Positioning MAP ที่ช่วยให้นักรังสีเทคนิคจัดท่าผู้รับบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกับ Positioning Analysis ที่ช่วยวิเคราะห์การจัดท่า เพื่อใช้ปรับปรุงและพัฒนาทักษะเพื่อการทำงานอย่างตรงจุดในอนาคต นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยี Tomosynthesis ชนิด Dual Angle และ Detector Technology ที่มีขนาดของพิกเซลเล็กสุดถึง 50 ไมครอน ทำให้ได้ภาพที่คมชัด เพื่อให้รังสีแพทย์วินิจฉัยได้อย่างแม่นยำ

อีกหนึ่งโซลูชันสำคัญที่เปิดตัว คือ FDR Visionary Suite ระบบเอกซเรย์ดิจิทัลระดับไฮเอนด์ที่ให้ภาพคมชัดแม้ใช้รังสีน้อย ด้วยเทคโนโลยีเฉพาะ ISS และระบบประมวลผลภาพขั้นสูง เครื่องเอกซเรย์ระบบดิจิทัลฟูลฟังก์ชันรุ่นนี้ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้เจ้าหน้าที่ ด้วยฟีเจอร์ที่หลากหลาย เช่น การแจ้งเตือนการเคลื่อนไหว การช่วยจัดท่าโดยใช้เทคโนโลยีผ่านกล้อง Live View, ระบบการจัดท่าอัตโนมัติที่ลดอัตราการถ่ายภาพซ้ำ และรองรับการตรวจพิเศษตั้งแต่การถ่ายภาพ Long View, Dual Energy Subtraction จนถึงการทำ Tomosynthesis นอกจากนั้นยังรองรับการทำงานของ AI สำหรับภาพถ่ายทรวงอกบนตัวเครื่องอีกด้วย ทำให้การวินิจฉัยหลากหลายรูปแบบเป็นไปอย่างสะดวกและแม่นยำ

มร. โซ มารูโอะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟูจิฟิล์ม (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “นวัตกรรมทั้งหมดนี้ สะท้อนความตั้งใจของฟูจิฟิล์ม ในการนำเทคโนโลยีการแพทย์ล้ำสมัยมายกระดับสังคมเพื่อสุขภาวะที่ดีขึ้นของคนไทยทุกกลุ่ม สอดคล้องกับธีมหลักของงาน AACRT 2025 ในครั้งนี้ นอกเหนือจากการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ ฟูจิฟิล์ม ยังมุ่งนำเสนอโซลูชันแบบบูรณาการที่ครอบคลุมตั้งแต่ระบบเอกซเรย์ อัลตราซาวด์ แมมโมแกรม ไปจนถึงระบบจัดการภาพ PACS และเครื่องมือ AI ที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการวินิจฉัยและยกระดับผลลัพธ์ทางสุขภาพของผู้ป่วย การพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงของเราซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทั้งบุคลากรทางการแพทย์และคนไข้นั้น สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของเราในการ ‘แต่งแต้มรอยยิ้มให้โลกของเรา’ ฟูจิฟิล์ม ยังคงเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยให้ตรวจพบโรคได้ตั้งแต่ระยะแรกและขยายโอกาสในการเข้าถึงเครื่องมือคัดกรองคุณภาพ ผ่านความร่วมมือกับภาครัฐ หน่วยงานสาธารณสุข และพันธมิตรที่แข็งแกร่ง ทั้งยังเร่งสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการตรวจคัดกรองโรคภัยเงียบในสังคมไทย อาทิ มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด วัณโรค และโรคอันท้าทายอีกมากมาย เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนในการดูแลผู้คนทุกกลุ่มในสังคม”

ฟูจิฟิล์ม มุ่งมั่นสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการแพทย์ที่เปิดโอกาสใหม่ๆ ให้การดูแลสุขภาพในเมืองไทย ทำให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจคัดกรองโรคร้ายแรงได้มากขึ้นแม้อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและเพิ่มโอกาสในการรักษาอย่างทันท่วงที เพื่อสร้างสังคมที่ไม่มีใครต้องสูญเสียชีวิตจากการตรวจพบโรคช้าเกินไป

TK Park เปิดโลกสร้างสรรค์ให้เด็กและครอบครัว ‘จินตนาการถึงพระจันทร์’ ผ่านนิทาน ศิลปะ และการเล่น

TK Park เปิดโลกสร้างสรรค์ให้เด็กและครอบครัว ‘จินตนาการถึงพระจันทร์’ ผ่านนิทาน ศิลปะ และการเล่น

TK Park เปิดโลกสร้างสรรค์ให้เด็กและครอบครัว ‘จินตนาการถึงพระจันทร์’ ผ่านนิทาน ศิลปะ และการเล่น

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

TK Park เชิญชวนเด็กและครอบครัวร่วมออกเดินทางสู่โลกแห่งจินตนาการใต้แสงจันทร์ กับกิจกรรมพิเศษ “นิทานสร้างงานศิลป์ ตอน ในอ้อมกอดคุณพระจันทร์” ที่จะพาผู้เข้าร่วมสัมผัสความสนุกผ่านการเล่านิทาน ศิลปะ และการเล่น ในบรรยากาศอบอุ่นและสร้างแรงบันดาลใจ

เมื่อพระจันทร์ไม่ได้เป็นเพียงดวงกลมบนฟ้า…กิจกรรมครั้งนี้จะชวนเด็กๆ ตั้งคำถามจากความสงสัยในใจ – พระจันทร์คือบ้านของกระต่ายน้อย? คือ แหล่งขุมทรัพย์ที่รอการค้นพบ? หรืออาจเป็นเพื่อนเงียบ ๆ ที่คอยฟังเสียงในใจของเรา? ผ่านกิจกรรมเล่านิทานสร้างสรรค์และเวิร์กช็อปศิลปะ เด็กๆ จะได้แปลงจินตนาการให้กลายเป็นผลงานที่จับต้องได้ เสริมสร้างทักษะการสังเกต การคิดอย่างมีระบบ และความคิดสร้างสรรค์ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง เพื่อสร้างประสบการณ์เรียนรู้ร่วมกันในครอบครัว ที่ TK Park ชั้น 8 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ตั้งแต่วันนี้–22 มิถุนายน 2568  

ครูเจ-อุษา ศรีนวล

“พระจันทร์เป็นสัญลักษณ์ของความลึกลับ ความฝัน และความอ่อนโยน เราอยากให้เด็กๆ ได้สัมผัสคุณพระจันทร์ในแบบของตัวเอง ผ่านกิจกรรมที่เน้นการสำรวจ สร้างสรรค์ และสนุกไปพร้อมกับครอบครัว” อุษา ศรีนวล (ครูเจ) นักจัดการความรู้อาวุโส TK Park กล่าว

ด.ญ.นับเนื่อง งามบุญอนันต์

ไฮไลต์ของกิจกรรมประกอบด้วย  นิทรรศการศิลปะ “ในอ้อมกอดคุณพระจันทร์” พบกับผลงานภาพประกอบที่สะท้อนความงามและความมหัศจรรย์ของพระจันทร์ ผ่านมุมมองจินตนาการของศิลปินทั้ง 3 ท่าน ได้แก่ กฤษณะ กาญจนาภา, วชิราวรรณ ทับเสือ และ เกื้อกมล นิยม โดยใช้เทคนิค Mixed Media Collage ถ่ายทอดเรื่องราวพระจันทร์ในสายตาของผู้คนหลากหลายอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นนักเล่านิทาน นักวิจัย ชาวประมง นักอนุรักษ์นก เชฟขนม พระภิกษุ ผู้พิการทางสายตา LGBTQ+ ไปจนถึงพนักงานรักษาความปลอดภัย เช่น ชาวประมงที่เล่าว่า พระจันทร์เปรียบเหมือนปฏิทินธรรมชาติที่ช่วยกำหนดจังหวะชีวิต

มุมจัดแสดงผลงานศิลปะพระจันทร์ในจินตนาการของเด็กเล็กจนถึงเด็กชั้นประถมศึกษา โดย CREAM Bangkok รวมผลงานจากเด็ก ๆ ที่ถ่ายทอดภาพคุณพระจันทร์ในแบบของตัวเอง ผ่านการตัดแปะ ปั้น วาด และระบายสี ให้เป็นพระจันทร์ที่เด็ก ๆ แต่งตัวได้ตามใจฝัน

มุมอ่านอิสระ & พื้นที่เล่นสร้างสรรค์  จัดไว้ให้เด็ก ๆ ได้เลือกหนังสือภาพในธีมพระจันทร์ และสร้างงานศิลปะอย่างอิสระ เช่น การ “ย้อมสีคุณพระจันทร์” ที่เด็กสามารถทดลองใช้สีและวัสดุได้ตามจินตนาการ

เวิร์กชอปสุดพิเศษตลอดทั้ง 3 สุดสัปดาห์ ชวนเด็กๆมานั่งฟังนิทาน เรื่องมหัศจรรย์ในคืนพระจันทร์เต็มดวง โดย โรงแรมมหัศจรรย์ CREAM Bangkok พร้อมสร้างสรรค์งานศิลป์ที่เกี่ยวกับตัวเองขึ้นมา ทั้งงานเพ้นท์ งานปั้น และสร้างของเล่นเป็นพระจันทร์และนำมาเล่นด้วยกันกับครอบครัว รวมทั้ง เวิร์กชอป “มาเล่นสนุกกับคุณพระจันทร์กันเถอะ” สำหรับครอบครัวที่มีเด็กเล็กอายุ 1.5–6 ปี กิจกรรมนี้ออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างพัฒนาการด้านอารมณ์และความสัมพันธ์ในครอบครัว พ่อแม่จะได้เป็นเพื่อนเล่น ร่วมสร้างงานศิลปะเคียงข้างลูก ๆ ผ่านพระจันทร์หลายรูปแบบ ทั้งพระจันทร์นุ่มนิ่ม พระจันทร์ลอยตุ๊บป่อง หรือพระจันทร์แต่งตัวสุดพิเศษในแบบที่ไม่มีใครเหมือน ทุกกิจกรรมช่วยเปิดพื้นที่ให้เด็กเล็กได้สื่อสารความรู้สึกของตัวเองผ่านศิลปะอย่างเป็นธรรมชาติ

ส่วนน้องๆที่ชอบการผจญภัย ต้องมาร่วมเวิร์กชอปสุดพิเศษนี้ “เปิดแผนล่าขุมทรัพย์บนพระจันทร์” เด็ก ๆ วัย 5–10 ปี จะได้เริ่มต้นจากนิทานแสนสนุก แล้วออกเดินทางสู่ “เขาวงกตแห่งพระจันทร์” ที่ซ่อนขุมทรัพย์ไว้ในห้องลับ 5 ห้อง ไม่ว่าจะเป็น ห้องแห่งพื้นผิวจะทำให้ขรุขระเหมือนผิวพระจันทร์ ห้องแห่งสติ จะมีสิ่งกีดขวางฉะนั้นเด็กที่เข้าไปจะต้องก้าวย่างด้วยความระมัดระวังและมีสติเพื่อจะผ่านไปให้ได้  ห้องชมดาว จะมีดาวเรืองแสงวิบวับให้เด็กเห็นความงามของดวงดาว ห้องกลุ่มกระต่าย จะมีกระต่ายเรืองแสงซ่อนไว้ และสุดท้าย ห้องขุมทรัพย์ ซึ่งเด็กจะต้องหาห้องนี้ให้เจอ จะมีตะกร้าใส่พระจันทร์ดวงน้อยเอาไว้ เด็กจะต้องหยิบพระจันทร์ออกมาเขียน “ลายแทง” เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์การผจญภัยของตัวเอง กิจกรรมนี้ออกแบบให้เด็กได้ใช้ทั้งทักษะทางกาย การคิดแก้ปัญหา ความกล้า และการเล่าเรื่องเชิงสร้างสรรค์ ทั้งหมดนี้ภายใต้บรรยากาศที่ปลอดภัย อบอุ่น และเต็มไปด้วยความสนุก จัดรอบละ 20 คน ในวันอาทิตย์ที่ 15 วันเสาร์ที่ 21 และวันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน 2568 รอบเวลา 13:00–14:30 น. และรอบ 14:30–16:00 น.

“เราอยากให้เด็ก ๆ เอาชนะความกลัว ความมืด และสิ่งที่ไม่รู้ ด้วยพลังของความอยากรู้อยากเห็น เราอยากให้การเรียนรู้เป็นเรื่องสนุก และใช้ศิลปะเป็นประตูพาเด็ก ๆ ไปค้นพบแง่มุมที่หลากหลายของพระจันทร์ ทั้งความงาม ความลึกลับ และความมหัศจรรย์ที่รอให้สำรวจ” ครูเจ-อุษา กล่าวย้ำ

ด.ญ.นับเนื่อง งามบุญอนันต์ นักเรียนโรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่ง พูดถึงกิจกรรมนี้ว่า ชอบในส่วนของมุมศิลปะเพราะเป็นคนชอบศิลปะ ตนเลือกระบายลูกโป่งให้เป็นพระจันทร์หลากหลายสี เป็นพระจันทร์ ยิ้ม น่ารักดี ส่วนตัวคิดว่า ถ้าสามารถขึ้นไปบนพระจันทร์ได้ อยากไปวิ่งเล่นบนนั้นเพราะบนพระจันทร์ไม่มีแรงดึงดูด ถ้าได้ไปกระโดดโลดเต้นบนนั้นคงสนุกดี

อุทยานการเรียนรู้ TK Park จึงขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมจินตนาการถึงความงามและความลับคุณพระจันทร์ ในนิทานสร้างงานศิลป์ ตอน ในอ้อมกอดคุณพระจันทร์ ณ ลานสานฝัน อุทยานการเรียนรู้ TK Park ชั้น 8 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์  ตั้งแต่บัดนี้จนถึง 22 มิถุนายน 2568 เวลา 10:30–17:30 น. โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมทุกกิจกรรม สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนได้ที่ https://www.tkpark.or.th/tha/what_on_detail/1747901289833/child-story-live-at-tk-park-jun-2025

ฮอร์โมนเพศหญิงกับการรักษาสมดุล ส่งผลต่อสุขภาพระยะยาว

ฮอร์โมนเพศหญิงกับการรักษาสมดุล ส่งผลต่อสุขภาพระยะยาว

ฮอร์โมนเพศหญิงกับการรักษาสมดุล ส่งผลต่อสุขภาพระยะยาว

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เพศหญิงเป็นเพศที่มีความซับซ้อน โดยเฉพาะเรื่องฮอร์โมนเพศหญิง ซึ่งมีความสำคัญที่ส่งผลต่อทั้งร่างกายและจิตใจของผู้หญิง  ตั้งแต่วัยเจริญพันธุ์จนถึงวัยสูงอายุ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องช่วยควบคุมรอบเดือน ดูแลความแข็งแรงของกระดูก การเสริมสร้างกล้ามเนื้อ การควบคุมอารมณ์ ความเครียด ความรู้สึกทางเพศ และการเจริญพันธุ์

หากขาดฮอร์โมน หรือฮอร์โมนไม่สมดุล ย่อมส่งผลต่อสุขภาพระยะยาวได้ พญ.น้ำทิพย์ พันธ์ทิพทวี สูตินรีแพทย์ และ American Board of Anti-Aging Medicine จาก Addlife Anti-Aging Center ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี)  ได้มาให้ข้อมูลเรื่องฮอร์โมนว่า  ฮอร์โมนมีความสำคัญเพราะฮอร์โมนคือสารเคมีที่ผลิตขึ้นโดยต่อมไร้ท่อในร่างกาย เช่น ต่อมไทรอยด์ ต่อมหมวกไต ตับอ่อน ต่อมใต้สมอง และอวัยวะอื่นๆ โดยฮอร์โมนจะปล่อยเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อไปยังอวัยวะและควบคุมกระบวนการต่างๆ ในร่างกาย เช่น การเจริญเติบโต การเผาผลาญพลังงาน อารมณ์ ความรู้สึก การสืบพันธุ์ และระบบภูมิคุ้มกัน หากฮอร์โมนทำงานสมดุลกัน ร่างกายจะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แต่เมื่อใดที่สมดุลนี้เสียไป ก็จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพในการใช้ชีวิตได้

ฮอร์โมนเพศหญิงที่สำคัญจะมีด้วยกัน 4 ตัว คือ ฮอร์โมนเอสโตรเจน ผลิตจากรังไข่ รก และต่อมหมวกไต ถือเป็นฮอร์โมนเพศหญิงที่สำคัญอย่างยิ่ง มีหน้าที่หลักหลายประการ ได้แก่ พัฒนาและรักษาลักษณะทางเพศของผู้หญิง เช่น หน้าอก สะโพก เสียงทีนุ่มนวล ควบคุมรอบเดือนและการตกไข่ ช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิวและช่องคลอด สร้างความแข็งแรงให้แก่กระดูก ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน ช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในเลือด และมีส่วนช่วยในการทำงานของสมองและความจำ

ทั้งนี้ ระดับเอสโตรเจนจะเปลี่ยนแปลงไปตามรอบเดือน และช่วงวัยของผู้หญิง โดยจะลดลงอย่างมากเมื่อเข้าสู่วัยทอง ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน เป็นฮอร์โมนที่ผลิตจากรังไข่หลังการตกไข่ และจากรกระหว่างตั้งครรภ์ มีหน้าที่สำคัญได้แก่

เตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกให้พร้อมสำหรับการฝังตัวของไข่ที่ได้รับการผสมกับอสุจิ รักษาการตั้งครรภ์และป้องกันการแท้งช่วยสร้างสมดุลกับฮอร์โมนเอสโตรเจน มีส่วนช่วยในการนอนหลับและลดความเครียด ช่วยควบคุมอารมณ์และลดอาการซึมเศร้า

ฮอร์โมน Follicular Stimulation Hormone (FSH) เป็นฮอร์โมนที่สร้างจากต่อมใต้สมอง ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของฟอลลิเคิลในรังไข่ ซึ่งจะพัฒนาไปเป็นไข่ และมีหน้าที่ผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจน

ฮอร์โมน Luteinizing Hormone (LH) เป็นฮอร์โมนที่ผลิตจากต่อมใต้สมองเช่นเดียวกับ FSH มีหน้าที่กระตุ้นการตกไข่ และส่งเสริมการสร้างฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน

ทั้งนี้ เราสามารถสังเกตตัวเองได้ว่าหากฮอร์โมนเพศหญิงเกิดความไม่สมดุล จะมีอาการต่างๆ ดังนี้ ประจำเดือนไม่มาติดต่อกันเกิน 12 เดือน หรือภาวะวัยทอง เป็นสัญญาณของการลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรน เนื่องจากรังไข่หยุดทำงาน ร้อนวูบวาบ เกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากระดับเอสโตรเจนลดลง ใจสั่น เหงื่อออก มักเกิดร่วมกับอาการร้อนวูบวาบ โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน ซึ่งเป็นสัญญาณของอาการวัยทองเครียด วิตกกังวล อารมณ์แปรปรวน และหงุดหงิดง่าย เนื่องจากออร์โมนเพศหญิงขาดความสมดุล มีผลต่อสารสื่อประสาทในสมอง มีปัญหาด้านการนอนหลับ เพราะระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนลดน้อยลง ช่องคลอดแห้งเนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งช่วยรักษาความชุ่มชื้นของช่องคลอดมีระดับลดลง ส่งผลให้เจ็บเมื่อมีเพศสัมพันธ์ และยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในบริเวณนั้นก็อ่อนแอ เสี่ยงติดเชื้อได้ง่าย

นอกจากนี้ ภาวะฮอร์โมนไม่สมดุลยังอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพระยะยาวได้ เช่น โรคกระดูกพรุนโรคหัวใจและหลอดเลือด และภาวะซึมเศร้า

ถึงแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนจะเกิดขึ้นได้ตามช่วงวัย แต่เราก็สามารถดูแลร่างกายเพื่อช่วยรักษาสมดุลของฮอร์โมนด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้ 

รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ซึ่งอาหารมีผลโดยตรงต่อการทำงานของฮอร์โมน จึงควรเลือกอาหารที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์ วิตามิน และแร่ธาตุ เช่น ผักผลไม้สด ธัญพืชไม่ขัดสี และอาหารที่มีไขมันดี เช่น อะโวคาโด ปลาแซลมอน เพื่อควบคุมและสร้างสมดุลระดับฮอร์โมนของร่างกาย

พักผ่อนให้เพียงพอ การพักผ่อนให้เพียงพอนับเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะฮอร์โมนหลายชนิดถูกผลิตและปรับสมดุลในระหว่างที่นอนหลับ โดยควรพยายามนอนให้ได้ 7-8 ชั่วโมงต่อคืน และสร้างสุขอนามัยการนอนที่ดี ด้วยการหลีกเลี่ยงหน้าจออิเล็กทรอนิกส์ก่อนนอน รวมถึงจัดสภาพแวดล้อมห้องนอนให้เหมาะสม เย็นสบาย มืด และเงียบ เพื่อให้การนอนหลับมีคุณภาพมากที่สุด

ออกกำลังกายสม่ำเสมอเป็นประจำ ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และส่งเสริมการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย รวมถึงระบบฮอร์โมนด้วยเช่นกัน โดยควรออกกำลังกายอย่างน้อย 45 นาทีต่อครั้ง และ 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์

ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม น้ำหนักตัวที่มากหรือน้อยเกินไป สามารถส่งผลกระทบต่อฮอร์โมนเพศหญิงได้ ดังนั้นควรดูแลให้น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อรักษาสมดุลฮอร์โมนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

วีโร่เปิดตัว MicroFluent แพลตฟอร์มเชื่อมต่ออินฟลูเอนเซอร์กับแบรนด์ชั้นนำ

วีโร่เปิดตัว MicroFluent แพลตฟอร์มเชื่อมต่ออินฟลูเอนเซอร์กับแบรนด์ชั้นนำ

วีโร่เปิดตัว MicroFluent แพลตฟอร์มเชื่อมต่ออินฟลูเอนเซอร์กับแบรนด์ชั้นนำ

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

วีโร่ (Vero) บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำด้านการสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ และการตลาดดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดตัว MicroFluent แพลตฟอร์มสำหรับอินฟลูเอนเซอร์ที่ออกแบบมาเพื่อเปิดโอกาสให้อินฟลูเอนเซอร์หรือครีเอเตอร์หน้าใหม่ได้ร่วมงานกับแบรนด์ชั้นนำในแคมเปญสำคัญต่างๆ

อินฟลูเอนเซอร์ที่เข้าร่วมแพลตฟอร์มจะได้เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายครีเอเตอร์ที่น่าเชื่อถือ ครอบคลุมทุก สาขาและทุกสเกลโดยโปรไฟล์ของอินฟลูเอนเซอร์จะถูกจับคู่กับแคมเปญที่เหมาะสมกับครีเอเตอร์ ทั้งด้านสไตล์การทำคอนเทนต์ กลุ่มเป้าหมาย และความเหมาะสมกับแบรนด์ แพลตฟอร์ม MicroFluent ยังเปิดรับ อินฟลูเอนเซอร์จาก 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม

อุมาพร วิทเทเกอร์-ทอมป์สัน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริการลูกค้าและประธานฝ่ายอินฟลูเอนเซอร์ ของวีโร่ กล่าวว่า “ปัจจุบันตลาดอินฟลูเอนเซอร์มีการแข่งขันที่สูงทำให้การร่วมงานกับแบรนด์กลายเป็น เรื่องยากยิ่งขึ้น เราจึงอยากให้แพลตฟอร์ม MicroFluent เข้ามาเป็นทางเลือกใหม่ที่ช่วยให้อินฟลูเอนเซอร์ ทั้งในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถหาโอกาสร่วมงานกับแบรนด์ได้ง่ายขึ้นรวมถึงได้ทำงานกับแคมเปญที่สอดคล้องกับตัวตนและเป้าหมายของตนเอง”

แพลตฟอร์ม MicroFluent ได้รับการดูแลโดยทีมผู้เชี่ยวชาญด้านอินฟลูเอนเซอร์ของวีโร่จากทั่วภูมิภาค ที่พร้อมช่วยสนับสนุนครีเอเตอร์ที่มีศักยภาพให้สามารถโดดเด่นท่ามกลางโลกโซเชียลยุคปัจจุบันที่เต็มไป ด้วยเนื้อหาและข้อมูลพร้อมทั้งช่วยเพิ่มการมองเห็น โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับ แบรนด์และอินฟลูเอนเซอร์คนอื่น ๆ ที่มีแนวคิดตรงกัน

นอกจากนี้ อินฟลูเอนเซอร์ที่เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย MicroFluent จะได้รับสิทธิพิเศษในการร่วมงานกับ แบรนด์ชั้นนำทั้งในประเทศและภูมิภาคที่วีโร่คัดสรรมาเป็นอย่างดี โดยจะได้รับการติดต่อโดยตรงจาก ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านอินฟลูเอนเซอร์ของวีโร่สำหรับงานสปอนเซอร์ งานแคมเปญ งานโปรโมทสินค้าและ งานอีเวนต์ต่าง ๆ นอกจากนี้ สมาชิกยังจะได้รับเชิญเข้าร่วมเวิร์คช็อปร่วมตอบแบบสอบถามและแสดง ความคิดเห็น และงาน Happy Hours ของวีโร่ ที่เปิดโอกาสให้อินฟลูเอนเซอร์ได้พบปะแลกเปลี่ยน ประสบการณ์และทำกิจกรรมร่วมกันในบรรยากาศที่ผ่อนคลายนอกเหนือจากการทำงาน

รฉัตร พวงเพ็ชร ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายบริหารอินฟลูเอนเซอร์ของวีโร่ ประเทศไทย กล่าวว่า “ที่วีโร่ เราเชื่อว่าพื้นฐานสำคัญของแคมเปญที่ประสบความสำเร็จเกิดขึ้นได้จากความสัมพันธ์อันดีกับอินฟลูเอนเซอร์ที่มีความเข้าใจและความไว้วางใจกัน จากการที่เราร่วมงานกับครีเอเตอร์มาโดยตลอด เราจึงเข้าใจถึง อุปสรรคต่าง ๆ ที่พวกเขาต้องเจอ โดยเฉพาะกับกลุ่มที่เพิ่งเริ่มต้นเป็นครีเอเตอร์ เราจึงสร้างแพลตฟอร์ม MicroFluent ขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือครีเอเตอร์ในทุกด้านโดยไม่เพียงแต่ช่วยหาโอกาสร่วมงานกับแบรนด์ ชั้นนำเท่านั้น แต่ยังให้คำแนะนำสร้างเครือข่าย และมอบประสบการณ์จริงที่จะช่วยให้พวกเขาได้เติบโต ในฐานะอินฟลูเอนเซอร์มืออาชีพ ผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่เราจัดขึ้นไม่ว่าจะเป็นงานสานสัมพันธ์หรือเวิร์คช็อป ต่าง ๆ เราพร้อมที่จะช่วยให้อินฟลูเอนเซอร์สามารถก้าวทันและเติบโตในอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็ว เพื่อให้พวกเขามีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจครีเอเตอร์ให้ยั่งยืนต่อไป”

ด้วยเครือข่ายครีเอเตอร์ที่ได้รับการคัดสรรให้มีจุดเด่นที่หลากหลาย  ไม่ว่าจะเป็นฐานผู้ติดตาม ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และสไตล์การเล่าเรื่องที่โดดเด่น วีโร่จึงสามารถจับคู่โปรไฟล์ครีเอเตอร์ กับแบรนด์ วิเคราะห์กลุ่มผู้ชม และวางแผนคอนเทนต์ให้สอดคล้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ บริษัทจะใช้เครื่องมือเฉพาะที่เพิ่งได้รับการพัฒนาโดยทีมวีโร่อย่าง TrueVibe มาช่วยให้การคัดเลือก อินฟลูเอนเซอร์สำหรับแคมเปญเป็นไปอย่างชาญฉลาดและมีกลยุทธ์มากยิ่งขึ้น

MicroFluent จะช่วยให้แบรนด์เข้าถึงเครือข่ายอินฟลูเอนเซอร์ที่มีคุณภาพของวีโร่ ที่มีความหลากหลาย มีเอกลักษณ์และมีฐานผู้ติดตามที่เหนียวแน่น ในขณะเดียวกันก็ได้ประโยชน์จากระบบคัดเลือกอินฟลูเอนเซอร์ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้แคมเปญของแบรนด์บรรลุเป้าหมาย สร้างผลลัพธ์ ที่วัดผลได้จริง และมั่นใจได้ว่าทั้งแบรนด์และอินฟลูเอนเซอร์จะสามารถเติบโตและประสบความสำเร็จ ไปด้วยกัน

MicroFluent เป็นส่วนหนึ่งของการเสริมสร้างความเป็นผู้นำของวีโร่ ในอุตสาหกรรมอินฟลูเอนเซอร์ มาร์เก็ตติ้ง หลังจากที่ได้รับรางวัล Southeast Asia Influencer Marketing Agency of the Year ประจำปี 2024 จาก Campaign Asia Pacific โดยวีโร่ มีความโดดเด่นในการเล่าเรื่องที่สร้างแรงบันดาลใจ การผลิตสื่อที่มีคุณค่า และกลยุทธ์สร้างสรรค์ที่ทำให้อินฟลูเอนเซอร์มาร์เก็ตติ้งเป็นเรื่องที่ไม่ซับซ้อน พร้อมมุ่งมั่นสร้างมาตรฐานใหม่เพื่อการเติบโตในอุตสาหกรรมครีเอเตอร์ที่เป็นธรรมและยั่งยืน

ไบรอัน กริฟฟิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของวีโร่ กล่าวว่า “ปรัชญาในการให้บริการด้าน อินฟลูเอนเซอร์มาร์เก็ตติ้งของวีโร่นั้นตั้งอยู่บนรากฐานที่ว่า ครีเอเตอร์และแบรนด์จะเติบโตไปด้วยกันได้ ก็ต่อเมื่ออินฟลูเอนเซอร์สามารถแสดงความเป็นตัวของตัวเองในแคมเปญของแบรนด์ ทุกความคิดริเริ่ม กลยุทธ์ และโครงการของเรามีรากฐานมาจากแนวคิดนี้ และเรายังคงมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนศักยภาพ ของอินฟลูเอนเซอร์อย่างมีความรับผิดชอบ โปร่งใส และมีคุณค่าต่อไป”

สนใจสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ MicroFluent ได้ที่เว็บไซต์ vero-microfluent.com