คุณแหน : วันเสาร์ที่ 27 กันยายน 2568

คุณแหน : วันเสาร์ที่ 27 กันยายน 2568

คุณแหน : วันเสาร์ที่ 27 กันยายน 2568

วันเสาร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

ll สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงเปิดโครงการ “กองทุนหทัยทิพย์” ภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์ พร้อมกับพระราชทานเงิน 1 ล้านบาท สมทบ “กองทุนหทัยทิพย์” เพื่อเป็นทุนตั้งต้นในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน โครงการนี้ จัดตั้งขึ้นเพื่อให้การสนับสนุนภาครัฐ เอกชน และประชาชนในการป้องกันและแก้ปัญหาอันเกิดจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ความขัดแย้ง ภัยพิบัติ หรือเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดภยันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งสนับสนุนภาครัฐและเอกชนในการดำเนินการให้เกิดความมั่นคงปลอดภัยแก่ประชาชน ให้การช่วยเหลือและแก้ไขเหตุการณ์อื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นและก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่สังคม ทั้งยังสนับสนุนและส่งเสริมให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น…ทั้งนี้ ในสถานการณ์ปัจจุบันมีความน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งถึงความปลอดภัยในกำลังพลแนวหน้าและประชาชนที่อยู่บริเวณชายแดน จึงเห็นควรสนับสนุนการสร้างรั้วและบังเกอร์เป็นอันดับต้น…ผู้มีจิตกุศลร่วมบริจาคสมทบฯ ได้ที่สำนักงาน “กองทุนหทัยทิพย์” ชั้น 1 อาคารวิจัยเคมี สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ โทร 02-553-8618-19 ในวันและเวลาราชการ หรือ บัญชี ธนาคารกรุงเทพ สาขาหลักสี่พลาซ่า ชื่อบัญชี “เงินกองทุนหทัยทิพย์” เลขบัญชี 229-4-29977-7 …เงินบริจาคสามารถลดหย่อนภาษีได้…

ll ในโอกาสพิธีพระราชทานปริญญาบัตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประจำปี 2567 ขอแสดงความยินดีกับ ศ.กิตติคุณ ทพ.Lakshman Samaranyake ในโอกาสได้รับพระราชทานปริญญาทันตแพทยศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ , อโนชา ชีวิตโสภณ นิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ , ศ.กิตติคุณ นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล แพทยศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ , รศ.ดร.นลิน นิลอุบล วิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ , รศ.ดร.ปริทรรศน์ พันธุบรรยงก์ วิศวกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ และ รศ.นายสัตวแพทย์ ดร.ชัยณรงค์ โลหชิต สัตวแพทยศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ …

ll เกริ่นข่าวมาแต่เนิ่นๆ ขอเชิญชาวจุฬาน้องใหม่ในปี 2511 เตรียมตัวร่วมงาน ” 57 ปี จามจุรีรวมใจ“ ซึ่งจะรวบรวมชาว CU 2511 รวม 11 คณะมาปะทะสังสรรค์กัน ในวันที่ 11 พ.ย.นี้ ที่สวนอาหารนาทอง ถ.ประชาอุทิศ…งานนี้ พิสิษฐ์ สายัมพล คณะสถาปัตย์ฯ และ วิเชียร สุขภุมรินทร์ คณะบัญชีฯ เป็นพ่องาน ส่วน พิมลพรรณ กาญจนกุญชร สิงห์ดำ 21 ทำหน้าที่ตีฆ้องร้องป่าว…

ll ผลพวงจากแผ่นดินทรุด ถนนยุบที่หน้าโรงพยาบาลวชิระฯ วรวิมล ณ ระนอง ผู้มีนิวาสสถานอยู่ย่านบางกระบือ สามเสน ต้องซื้อน้ำประปามาใช้ ในวันเกิดเหตุ กว่าจะมาส่งน้ำได้ ล่วงเวลาตีหนึ่งแล้ว เพราะคิวยาวมาก…เพิ่งประจักษ์ว่า ชีวิตขาดน้ำลำเค็ญดั่งนี้…]

ll พอเป็น สว.ก็ต้องเข้าซ่อมแซมสุขภาพกันเป็นแถว ชาววารสารฯ มธ. 2513 ทั้ง ยุพดี ชัยภักดิ์ และ ภุชงค์ ตัณห์ไพโรจน์ เข้าคิวผ่าตัดในเวลาใกล้เคียงกัน ตอนนี้เธอทั้งสองปลอดภัยดีเป็นที่เรียบร้อย เพื่อนๆไม่ต้องเป็นห่วง…

ll ตอนนี้ไม่ว่าคนรุ่นไหน ก็ “อิน” กับการรักชาติยิ่งชีพ เยี่ยงทหารกล้าชายแดนกันทั้งนั้น งานของ “คุณลุงแม่ทัพภาค 2″ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ช่วงก่อนเกษียณ คือเดินสายบรรยายเรื่อง ชีวิตและการต่อสู้ตลอดจนแนวคิดชีวิตทหารหาญชายแดน ตามคำเชิญของโรงเรียน และสถาบันต่างๆอย่างไม่มีเว้นวรรค…ความน่ารัก ติดตลก เป็นกันเอง แต่มีความเข้มแข็งใน”จุดยืน เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์” ของ คุณลุงแม่ทัพ เป็นที่ถูกอกถูกใจของเด็กๆรุ่นใหม่เป็นอย่างยิ่ง กลายเป็น “ลุงแม่ทัพ ฟิวเวอร์”ในบัดดล…ข่าวว่า แม้เกษียณแล้ว ลุงแม่ทัพกุ้ง-พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ก็จะไม่ไปพาดที่ไหนไกล แต่ยังคงเดินสายช่วยเหลือชายแดน ในสถานะอื่นๆต่อไป(ที่ไม่ได้เป็นนักการเมือง)…เพราะชีวิตเลือกได้ และท่านก็เลือกแล้ว ขอให้เกษียณอย่างเกษมในทุกๆวัน !!…

บารอนเนส

องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก มอบวัคซีนพิษสุนัขบ้าต่อเนื่อง 10,000 เข็มเนื่องในวันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลก

องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก มอบวัคซีนพิษสุนัขบ้าต่อเนื่อง 10,000 เข็มเนื่องในวันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลก

องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก มอบวัคซีนพิษสุนัขบ้าต่อเนื่อง 10,000 เข็มเนื่องในวันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลก

วันศุกร์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2568, 20.46 น.

เนื่องในวันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลก 28 กันยายน องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย (World Animal Protection) ตอกย้ำความมุ่งมั่น 75 ปี “Don’t Forget Them – เราไม่ทิ้งกัน” เดินหน้าสนับสนุนวัคซีนพิษสุนัขบ้าอย่างต่อเนื่อง โดยมอบวัคซีนจำนวน 10,000 เข็ม ให้แก่กรมปศุสัตว์ เพื่อนำไปใช้ในพื้นที่เสี่ยง เพื่อสร้างชุมชนปลอดภัย ปลอดโรคทั้งคนและสัตว์ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้โรคพิษสุนัขบ้าหมดไปจากประเทศไทยอย่างถาวร

การมอบวัคซีนครั้งนี้นำโดย นางสาวโรจนา สังข์ทอง ผู้อำนวยการองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย พร้อมด้วยนายโชคดี สมิทธิ์กิตติผล หัวหน้าฝ่ายโครงการ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย เป็นผู้แทนมอบให้แก่ น.สพ.ณรงค์ เลี้ยงเจริญ ผู้อำนวยการสำนักควบคุมป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ กรมปศุสัตว์ ซึ่งเป็นผู้แทนรับมอบ ทั้งนี้ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกได้เริ่มสนับสนุนวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าแก่กรมปศุสัตว์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 รวมแล้วเกือบ 100,000 เข็ม

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก พร้อมด้วยอาสาฮีโร่พิทักษ์สัตว์ ได้เข้าร่วมติดตามการทำงานของกรมปศุสัตว์ในโครงการเร่งรัดผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมว จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งจัดโดยสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดฉะเชิงเทรา ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและองค์การบริหารส่วนตำบลดอนฉิมพลี โดยมีประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ 61 ราย ทำหมันสุนัขและแมวได้ 94 ตัว และฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าเพิ่มอีก 101 ตัว สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ องค์กร และชุมชน ภายใต้พระปณิธานของศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่ทรงให้ความสำคัญต่อการป้องกันและควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าอย่างยั่งยืน

นอกเหนือจากการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกยังให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตต่าง ๆ ทั้งภัยธรรมชาติและภัยสงคราม เพราะในหลายสถานการณ์ สัตว์มักถูกมองข้ามหรือรอความช่วยเหลือเสมอ สำหรับองค์กรฯ แล้ว ความช่วยเหลือไม่ใช่เพียงการบรรเทาทุกข์ฉุกเฉิน แต่คือการมุ่งเน้นสวัสดิภาพของสัตว์เป็นที่ตั้ง โดยทำงานร่วมกับภาครัฐและภาคีเครือข่ายในการจัดหาอาหาร กรง และอุปกรณ์จำเป็น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของสัตว์และเจ้าของ สะท้อนพันธกิจ “Don’t Forget Them – เราไม่ทิ้งกัน” ที่เป็นหัวใจสำคัญตลอด 75 ปีที่ผ่านมา

องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกเชื่อมั่นว่า การสร้างโลกที่ปลอดภัยและน่าอยู่ ไม่อาจเกิดขึ้นได้หากปราศจากความร่วมมือของมนุษย์ทุกคน ทั้งในฐานะเจ้าของสัตว์ เพื่อนร่วมโลก และผู้มีส่วนรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม การดูแลและเอื้ออาทรต่อสัตว์ไม่เพียงช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขา แต่ยังเป็นการร่วมกันสร้างสังคมที่มีความเมตตาและยั่งยืนสำหรับคนรุ่นปัจจุบันและอนาคต

ศศินทร์ มอบรางวัล Sasin Distinguished Alumni Awards 2025

ศศินทร์ มอบรางวัล Sasin Distinguished Alumni Awards 2025

ศศินทร์ มอบรางวัล Sasin Distinguished Alumni Awards 2025

วันศุกร์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.19 น.

ในโอกาสสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  (Sasin School of Management) ศศินทร์ ครบรอบ 43 ปี ได้จัดงาน Sasin Homecoming and Alumni Awards 2025 เพื่อต้อนรับนิสิตเก่ากลับมาเยี่ยมเยือนสถาบันฯ พร้อมมอบรางวัล Sasin Distinguished Alumni Awards 2025 เพื่อเชิดชูนิสิตเก่าที่ประสบความสำเร็จโดดเด่นในอาชีพและมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมสนับสนุนสังคม พร้อมทั้งเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และเป็นแบบอย่างที่ดี สำหรับในปี 2025

นิสิตเก่าที่ได้รับ รางวัล Sasin Distinguished Alumni Awards มีดังต่อไปนี้

Linda Cheng (ลินดา เชง) MBA 1990 Managing Director, River City Bangkok กรรมการผู้จัดการ ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก 

ม.ล.อาภาวดี เทวกุล EMBA 1997 Executive Coach โค้ชผู้นำ/โค้ชผู้บริหาร

ภูริต ภิรมย์ภักดี MBA 2002 Group CEO, Boonrawd Brewery กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทบุญรอด บริวเวอรี่ จำกัด

ปนิษฐา บุรี MBA 2004 Vice Chairperson, Bhiraj Buri Group รองประธาน ภิรัชบุรี กรุ๊ป

ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ MSC 2006 CEO, Bumrungrad Hospital ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

รศ.ดร.คณิสร์ แสงโชติ MBA 2006 Associate Dean for Research Affairs, Chulalongkorn Business School รองคณบดีฝ่ายวิจัย คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Joseph Chia (โจเซฟ เชีย) EMBA 2008 EVP – Corporate Marketing Advisor, Bank of China Thailand (BOCT)  

ปีตาชัย เดชไกรศักดิ์ MBA 2009 CEO/Co-founder, Jasberry ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท แจสเบอร์รี่ จำกัด

ฮัรเปรม ดูวา MBA 2011 Founder & CEO, Eazy Digital กรรมการและผู้ก่อตั้งบริษัท บริษัทอีซี่ ดิจิตอล จำกัด

ธนะโชติ วงศ์สืบชาติ MBA 2015 Merchandise Director, Sinsomboon Group ผู้อำนวยการฝ่าย ซัพพลายเชน บริษัทสินสมบูรณ์เทรดดิ้ง จำกัด

สสธวท ยกย่อง เชิดชูสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพที่ประสบความสำเร็จ ส่งต่อแรงบันดาลใจผู้หญิงรุ่นใหม่ สู่พลังสร้างสรรค์การเปลี่ยนแปลง

สสธวท ยกย่อง เชิดชูสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพที่ประสบความสำเร็จ  ส่งต่อแรงบันดาลใจผู้หญิงรุ่นใหม่ สู่พลังสร้างสรรค์การเปลี่ยนแปลง

สสธวท ยกย่อง เชิดชูสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพที่ประสบความสำเร็จ ส่งต่อแรงบันดาลใจผู้หญิงรุ่นใหม่ สู่พลังสร้างสรรค์การเปลี่ยนแปลง

วันศุกร์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.56 น.

สหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ (สสธวท) จัดงาน ”พิธีประกาศเกียรติคุณรางวัลสหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ ประจำปี 2568”  ได้รับเกียรติจาก  คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล ประธานสหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ เป็นประธานในพิธี ซึ่งมี มาลีรัตน์ ปลื้มจิตชม ที่ปรึกษาสหพันธ์และ ประธานการจัดงานฯ โดยมี อนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, แรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมกิจการสตรีและครอบครัว, ฐิตินันท์  วัธนเวคิน รองประธานสหพันธ์ฯ และประธานดำเนินงานโครงการรณรงค์สร้างวินัยทางการเงิน 6 ภาคี, อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ดร.สร้อยเพชร เรศานนท์ ประธานรางวัลเกียรติคุณประเภทนักธุรกิจสตรีและนักวิชาชีพสตรีอนุรักษ์โลกตัวอย่างประจำปี 2568, Ms.Niamh  Maree  Collier-Smith  Residence Representative, United Nations Development Program (UNDP) ร่วมแสดงความยินดี ณ ห้องแกรนด์ บอลรูม โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพ เมื่อวันเสาร์ที่  20 กันยายนที่ผ่านมา 

คุณหญิงณัฐิกา  วัธนเวคิน  อังอุบลกุล ประธานสหพันธ์สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์  กล่าวว่า พิธีประกาศเกียรติคุณฯ เป็นพันธกิจหลักที่สหพันธ์ฯ จัดขึ้นทุกปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกย่อง เชิดชูบทบาทสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพที่ประสบความสำเร็จ และมีคุณธรรม จริยธรรมเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม  อีกทั้งเพื่อเป็นกำลังใจแก่สตรีนักธุรกิจและนักวิชาชีพที่มีผลงานโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืนในระยะยาว และกระตุ้นการพัฒนาผลงานที่ดีอยู่แล้วให้ทวีคุณค่ายิ่งขึ้น  สร้างแรงบันดาลใจ  จุดประกายความคิดที่จะทำให้เกิดการสร้างสรรค์ผลงานไปสู่ความสำเร็จที่กว้างขวางแก่กลุ่มสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพรุ่นใหม่ๆ มากขึ้น และพร้อมที่จะร่วมเป็นสมาชิกของ สสธวท ในจังหวัดต่างๆ ทั้ง 24 สมาคม

สำหรับสตรีผู้ได้รับการคัดเลือกให้รับรางวัลเกียรติคุณ ประจำปี 2568 มีทั้งสิ้น 62 คน จากสาขาต่างๆ ได้แก่  นักธุรกิจสตรีตัวอย่างผู้ทรงคุณค่า ระดับภาค 5 คน  ได้แก่ จวงจิรา สุริยวนากุล, เพ็ญพักตร์ ศรีทอง นักธุรกิจสตรีตัวอย่างระดับประเทศ 3 คน ได้แก่ พัชรภรณ์ ยิ้มแย้ม, นักธุรกิจสตรีตัวอย่างระดับจังหวัด 21 คน, นักวิชาชีพสตรีตัวอย่างประดับประเทศ 2 คน ได้แก่ น.อ. (พิเศษ) แพทย์หญิงจินตนา มโนรมย์ภัทรสาร, นักวิชาชีพสตรีตัวอย่างระดับจังหวัด 16 คน, นักธุรกิจสตรีดาวรุ่งตัวอย่างระดับภาค 4 คน, ได้รับทุนไปร่วมประชุม 1 คน, นักวิชาชีพสตรีดาวรุ่งตัวอย่างระดับภาค 4 คน , นักธุรกิจสตรีอนุรักษ์โลกตัวอย่าง 4 คน และ นักวิชาชีพสตรีอนุรักษ์โลกตัวอย่าง 2 คน

มาลีรัตน์  ปลื้มจิตรชม ประธานดำเนินงานการจัดงานฯ กล่าว ทุกรางวัลล้วนคัดเลือกสตรีที่มีความสามารถ ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงทั้งในภาคธุรกิจและวิชาชีพจากภาครัฐและเอกชน เชื่อว่าจะเป็นแบบอย่างและแรงบันดาลใจให้แก่สตรีรุ่นใหม่ พัฒนาตัวเอง ยกระดับสถานภาพในการประกอบธุรกิจหรือในด้านการใช้ชีวิตให้มีประสิทธิภาพทันยุคสมัย ตลอดจนคำนึงถึงประโยชน์ของสังคมส่วนรวม ในการสร้างสรรค์และพัฒนาผลงงานเพื่อความมั่นคงด้านเศรษฐกิจของประเทศ

จวงจิรา สุริยวนากุล เจ้าของรางวัลนักธุรกิจสตรีตัวอย่างผู้ทรงคุณค่าระดับภาค ประจำปี 2568 เผยถึงความสำเร็จกล่าวว่า ตนเองยึดมั่นการดำเนินชีวิตอยู่ในความคิดดีทำดี และถือปฏิบัติตามหลักคุณธรรม 5 ประการ ได้แก่ ความพอเพียง มีวินัย สุจริต จิตอาสา และความกตัญญู เธอและสามีร่วมกันก่อร่างสร้างตัวจากธุรกิจโรงสีข้าวที่จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อเล็งเห็นถึงโอกาสเติบโตทางธุรกิจใหม่จึงขยายตัวสู่กิจการปั๊มน้ำมัน และธุรกิจร้านค้าวัสดุอุปกรณ์ จนประสบความสำเร็จ สามารถส่งไม้ต่อให้บุตรชายทั้ง 3 รับช่วงธุรกิจ ปัจจุบันนอกจากเป็นที่ปรึกษาให้ลูกๆ ยังแบ่งเวลาและกำลังทรัพย์ช่วยเหลืองานสังคมอย่างต่อเนื่อง

อีกหนึ่งเจ้าของรางวัลนักธุรกิจสตรีตัวอย่างผู้ทรงคุณค่าระดับภาค ประจำปี 2568 เพ็ญพักตร์ ศรีทอง เจ้าของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในจังหวัดอุบลราชธานี เผยว่า ตนทำเองทำธุรกิจควบคู่การพัฒนาท้องถิ่นและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ด้วยการจ้างแรงงานภายในหมู่บ้านและพื้นที่ใกล้เคียงเข้าทำงานในโครงการก่อสร้างต่างๆ ก่อให้เกิดประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน นอกจากนี้เธอยังอุทิศตนเพื่องานสาธารณะอย่างต่อเนื่องและจริงจังอีกด้วย อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวฝากถึงสตรีนักธุรกิจรุ่นใหม่ว่า แม้ว่าสตรีได้รับการยอมรับในสิทธิเสรีภาพและโอกาสทางสังคมเศรษฐกิจและการเมืองมากขึ้น แต่อย่าละทิ้งความเป็นกุลสตรี ควรยืดมั่นในขนมธรรมเนียมประเพณี รักษาความเป็นไทย มีความภาคภูมิใจในตัวเองและพร้อมขับเคลื่อนพัฒนาตนเองอย่างมีประสิทธิภาพเสมอ

น.อ. (พิเศษ) พญ.จินตนา มโนรมย์ภัทรสาร เจ้าของรางวัล นักวิชาชีพสตรีตัวอย่างประดับประเทศ (กรุงเทพฯ) ประจำปี 2568 แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู อดีตผู้อำนวยการ โรงพยาบาลกองบิน 46 เชียงใหม่ ปฏิบัติหน้าที่แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูประจำพระองค์ พระบาทสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร (พระอิสริยยศขณะนั้น) เป็นเวลากว่า 20 ปี ต่อมาปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ รับหน้าที่หัวหน้าคณะแพทย์ปฏิบัติงานในเตนท์พระราชทาน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ดูแลประชาชนที่เข้าถวายความเคารพพระบรมศพ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ปัจจุบันนอกจากเปิดคลินิกรักษาคนไข้ ยังใช้วิชาความรู้และประสบการณ์เป็นวิทยากรสอนให้แก่ โดยไม่คิดมูลค่า

ด้านนักธุรกิจสตรีอนุรักษ์โลกตัวอย่าง ประจำปี 2568 อัจฉราภรณ์ จึงรุ่งเรืองวัฒนา กรรมการบริษัท ไทยพลาสติกรีไซเคิล กรุ๊ป จำกัด ดำเนินการรีไซเคิลพลาสติกครบวงจร ให้ความสำคัญกับการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการสร้างรายได้แก่ชุมชนท้องถิ่นและร้านค้าของเก่าทั่วประเทศ ด้วยหลักการไม่นำเข้าขยะจากต่างประเทศ แต่ใช้วัตถุดิบที่เกิดขึ้นภายในประเทศไทย นำมาผ่านกระบวนการรีไซเคิลตามมาตรฐานสากล ในปี 2567 ได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 2 คนไทย เข้าร่วมโครงการ YSEALI Professional Fellows Program 2024 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้านการพัฒนาความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม โดยนำความรู้และนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม กลับมาเผยแพร่และขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนในจังหวัดสมุทรสาครและพื้นที่อื่นๆ

เปิดตำนาน! คอนเสิร์ตรวมสุดยอดศิลปินระดับตำนาน ‘ยอดเพชร 11 กะรัต Vol.2’ กับบทเพลงดังที่คิดถึง

เปิดตำนาน! คอนเสิร์ตรวมสุดยอดศิลปินระดับตำนาน 'ยอดเพชร 11 กะรัต Vol.2' กับบทเพลงดังที่คิดถึง

เปิดตำนาน! คอนเสิร์ตรวมสุดยอดศิลปินระดับตำนาน ‘ยอดเพชร 11 กะรัต Vol.2’ กับบทเพลงดังที่คิดถึง

วันศุกร์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.53 น.

บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)  ร่วมกับ  “ก้อง ปิยะ เศวตพิกุล” ผู้จัดมือทองในนาม บริษัท  โซนิกซ์ ยูธ 1999 จำกัด ปลุกตำนานครั้งที่ 2 ของยุคทองเพลงลูกกรุงเมืองไทย กับบทเพลงลูกกรุงอันไพเราะ เปิดตำนานเพลงดังที่คิดถึง กับ คอนเสิร์ต “ยอดเพชร ๑๑ กะรัต Vol.2 : Timeless Legend, Eternal Melodies” รวมสุดยอด ๑๑ ศิลปินแห่งประวัติศาสตร์เพลงลูกกรุงที่ได้รับความนิยม มากกว่า 30 บทเพลง คัดสรรเพลงไพเราะระดับตำนานที่คุณคิดถึง อาทิ หยาดเพชร, เริงลีลาศ , สี่แผ่นดิน, จูบเย้ยจันทร์, โพระดก, รักข้ามขอบฟ้า, จำเลยรัก และอื่นๆ อีกมากมาย รวบรวมไว้ในคอนเสิร์ตครั้งนี้ มาร่วมจารึกท่วงทำนองแห่งความทรงจำ ร้อยเรียงเรื่องราวผ่านบทเพลงอันไพเราะ ที่ยังตราตรึงในความประทับใจของแฟนเพลงอีกครั้ง    โดยได้จัดงานแถลงข่าว คอนเสิร์ตเพลงลูกกรุง “ ยอดเพชร ๑๑ กะรัต Vol.2 ”   ในวันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน 2568  ณ  ชั้น 6  ห้องออดิทอเรียม บมจ.อสมท (ถนนพระราม9)

บรรยากาศภายในงาน   2  พิธีกร   ผัดไท-ดีใจ ดีดีดี  และ หมอก้อง-สรวิชญ์ สุบุญ   กล่าวต้อนรับ คุณผาติยุทธ ใจสว่าง  รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)  และแขกผู้มีเกียรติ จากนั้นกล่าวต้อนรับและร่วมพูดคุยกับ  คุณวศิน บุณยาคม  ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สำนักโทรทัศน์  บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)   และ   ก้อง ปิยะ เศวตพิกุล   ผู้จัดมือทองในนาม     บริษัท โซนิกซ์ ยูธ 1999 จำกัด  ถึงที่มาของสุดยอดคอนเสิร์ตเพลงลูกกรุง ยอดเพชร ๑๑ กะรัตVol .2 ที่ยังทรงคุณค่า  กับ 11 ศิลปินคุณภาพ  อาทิ  สุดา ชื่นบาน,  วินัย พันธุรักษ์, วิชัย ปุญญะยันต์,  รุ่งฤดี แพ่งผ่องใส,  จิตติมา เจือใจ,ทิพย์วรรณ ปิ่นภิบาล, อุมาพร บัวพึ่ง, ศรวณี โพธิเทศ และศิลปินยอดเพชรรุ่นใหม่ สปาย ภาสกรณ์  พร้อมนำเข้าสู่ห้วงเวลาแห่งบทเพลงอันไพเราะ Opening โชว์กับบทเพลง “ดาวล้อมเดือน”  ร่วมพูดคุยกับเหล่าศิลปิน โชว์บทเพลงร้องเสียงสดๆ ที่จะนำมาโชว์ในคอนเสิร์ตครั้งนี้ เพื่อมอบความความสุข ความประทับใจ แบบไม่รู้ลืมกับบทเพลงที่คิดถึง

คอนเสิร์ตเพลงลูกกรุง “ยอดเพชร ๑๑ กะรัต Vol.2”  อิ่มเอมไปกับการร้อยเรียงบทเพลงที่ถักทอเรื่องราวในรูปแบบ    “Variety Songs”  ผ่านการเล่าเรื่องเชื่อมอารมณ์     โดยพิธีกรอารมณ์ดีที่เป็นกูรูเพลงเก่า  ”ผัดไท-ดีใจ ดีดีดี” และนักแสดงหนุ่มตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่มากความสามารถและเติบโตมากับบทเพลงลูกกรุง “หมอก้อง-สรวิชญ์  สุบุญ”  มาร่วมมอบความสุขจากบทเพลงให้เป็นของขวัญแทนความรัก ความห่วงใย ให้กับคนที่คุณรัก   และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการจารึกประวัติศาสตร์ตำนานบทใหม่   ไปกับ   คอนเสิร์ต  “ยอดเพชร ๑๑ กะรัต Vol.2 : Timeless Legend, Eternal Melodies” โดยจัดแสดง 2 รอบ ในวันเสาร์ที่ 1 และ วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน 2568  ณ  โรงละคร M Theatre ถนนเพชรบุรี เริ่มแสดงเวลา 14.00 น เป็นต้นไป เปิดจองบัตรแล้ว!! ตั้งแต่วันนี้ทางไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา หรือ ช่องทาง http://www.thaiticketmajor.com  บัตรราคา 1,000, 2,000, 3,000 และ 3,500 บาท

*รายได้ส่วนหนึ่งมอบให้สมาคมดนตรีแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้คอนเสิร์ตนี้เป็นของขวัญให้คนที่คุณรัก กับบทเพลงแห่งความคิดถึง

#ยอดเพชร11กะรัต #ยอดเพชร11กะรัตครั้งที่2 #ยอดเพชร11กะรัตคอนเสิร์ต #เพลงลูกกรุง #คอนเสิร์ตเพลงลูกกรุง

-(016)

กรมพระศรีสวางควัฒนฯ ทรงจัดตั้ง “กองทุนหทัยทิพย์” พระราชทาน 1 ล้านบาท เพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ

กรมพระศรีสวางควัฒนฯ ทรงจัดตั้ง “กองทุนหทัยทิพย์”  พระราชทาน 1 ล้านบาท เพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ

กรมพระศรีสวางควัฒนฯ ทรงจัดตั้ง “กองทุนหทัยทิพย์” พระราชทาน 1 ล้านบาท เพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ

วันศุกร์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.54 น.

ศ.ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี  เสด็จไปทรงเปิดโครงการ “กองทุนหทัยทิพย์” ภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์ เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 ณ ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

ศ.ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงมีพระดำรัสเปิดโครงการ “กองทุนหทัยทิพย์”

การนี้ พระราชทานพระวโรกาสให้ รศ.ดร.ชูศักดิ์ ลิ่มสกุล รองประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ฝ่ายบริหารและอาคารสถานที่ กราบทูลรายงานวัตถุประสงค์การจัดตั้ง กองทุนหทัยทิพย์ ซึ่ง ศ.ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี มีพระดำริให้จัดตั้งขึ้น พร้อมทรงรับเป็นประธานกรรมการบริหารกองทุน ด้วยทรงยึดมั่นในพระปณิธานในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยที่ยั่งยืนแก่ประเทศชาติและประชาชนในทุกสถานการณ์

ศ.ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี พระราชทานพระวโรกาสให้ คุณหญิงจรัสศรี ทีปิรัช รองประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ฝ่ายบริหารและผู้อำนวยการสำนักองค์ประธาน เข้ารับพระราชทานเงิน 1 ล้านบาท เพื่อเป็นทุนตั้งต้นของกองทุนหทัยทิพย์

โอกาสนี้ มีพระดำรัสเปิดกองทุนหทัยทิพย์ ความว่า “ข้าพเจ้ามีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้มาทำพิธีเปิดกองทุนหทัยทิพย์ในวันนี้ การจัดตั้งกองทุนหทัยทิพย์เป็นความตั้งใจของข้าพเจ้าที่จะให้การสนับสนุนการดำเนินงานของภาครัฐและเอกชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาวิกฤตความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชนในประเทศชาติ อันเกิดจากปัญหาความไม่สงบ หรือเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดภยันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สิน และอธิปไตยของชาติ และยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น กองทุนหทัยทิพย์จึงถือกำเนิดขึ้นจากความตั้งใจของข้าพเจ้าที่จะรวมพลังของทุกฝ่ายให้การบรรเทาทุกข์และสร้างความสงบสุขแก่ปวงชนชาวไทย ข้าพเจ้าขอมอบเงินส่วนตัวจำนวน 1000000 บาทสมทบ กองทุนหทัยทิพย์ เพื่อเป็นเงินทุนตั้งต้นในการขับเคลื่อนการดำเนินงานในกิจกรรม หรือโครงการสาธารณประโยชน์ต่างๆ ตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกองทุนฯ สร้างความปลอดภัยและบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานให้สามารถดำรงชีวิตต่อไปอย่างปกติสุข ส่วนตัวของข้าพเจ้าจะพยายามแสวงหาเงินมาสมทบทุนกองทุนนี้เพิ่มเติมอีกจำนวน 20 ล้านบาท ในอนาคตอันใกล้ เพื่อให้กองทุนสามารถเริ่มดำเนินกิจการต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว สุดท้ายนี้ ข้าพเจ้าหวังว่า จะได้รับความร่วมมือร่วมใจจากพวกเราชาวไทยทุกคน ช่วยให้กองทุนหทัยทิพย์สามารถดำเนินกิจการตามวัตถุประสงค์ต่อไปด้วยความเรียบร้อย สร้างความมั่นคง และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะในบริเวณชายแดนสืบไป”

คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่จากสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ คณะกรรมการมูลนิธิจุฬาภรณ์ คณะกรรมการบริหารกองทุนหทัยทิพย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมเข้าเฝ้าทูลเกล้าฯ ถวายเงิน

จากนั้นพระราชทานพระวโรกาสให้ คุณหญิงจรัสศรี ทีปิรัช รองประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ฝ่ายบริหารและผู้อำนวยการสำนักองค์ประธาน เข้ารับพระราชทานเงิน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาท) เพื่อความเป็นสิริมงคลและเป็นทุนตั้งต้น ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานในกิจกรรมและโครงการสาธารณประโยชน์ด้านต่าง ๆ ภายใต้การบริหารจัดการของคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ โดยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ คือ เพื่อให้การสนับสนุนภาครัฐ เอกชน และประชาชนในการป้องกัน และแก้ไขปัญหาอันเกิดจากสถานการณ์ความไม่สงบ ความขัดแย้ง ภัยพิบัติต่าง ๆ หรือเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดภยันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทย

คุณหญิงจรัสศรี ทีปิรัช รอง ปธ.สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และ ดร.ชูศักดิ์ ลิ่มสกุล รอง ปธ.สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

ในโอกาสนี้พระราชทานพระวโรกาสให้คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่จากสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ สถาบันบัณฑิตศึกษาจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ คณะกรรมการมูลนิธิจุฬาภรณ์ คณะกรรมการบริหารกองทุนหทัยทิพย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมเข้าเฝ้าทูลเกล้าฯ ถวายเงินโดยเสด็จพระกุศลสมทบทุน “กองทุนหทัยทิพย์” และได้พระราชทานเงินดังกล่าวแก่ คุณหญิงจรัสศรี ทีปิรัช รองประธานสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ฝ่ายบริหารและผู้อำนวยการสำนักองค์ประธาน เพื่อนำเข้ากองทุนหทัยทิพย์ต่อไป

สุพรทิพย์ ช่วงรังสี, ศ.เกียรติคุณ ดร.สมศักดิ์  รุจิรวัฒน์ รอง ปธ.สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์, ศ.เกียรติคุณ ดร.คุณหญิงมธุรส  รุจิรวัฒน์ รอง ปธ.สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และ รศ.ดร.จุฑามาศ   สัตยวิวัฒน์ รอง ปธ.สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

“กองทุนหทัยทิพย์” ภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์  จึงถือกำเนิดขึ้นจากพระกรุณาธิคุณและพระปณิธานอันแน่วแน่ของศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ในฐานะประธานกรรมการบริหารกองทุน ที่ทรงมุ่งหวังสร้างความเจริญมั่นคง และความผาสุกร่มเย็นมาสู่ประเทศชาติและประชาชนชาวไทย แม้ในห้วงเวลาที่ประเทศกำลังประสบปัญหาวิกฤตชายแดน พระองค์ยังทรงทุ่มเทอุทิศกำลังพระวรกายและพระสติปัญญาอย่างเต็มที่ เพื่อทรงแสวงหาแนวทางในการพระราชทานความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนและเป็นรูปธรรม  ดังพระประสงค์ในการจัดตั้ง “กองทุนหทัยทิพย์” ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนภาครัฐ เพื่อบรรเทาความทุกข์ยาก และความเดือดร้อนของเหล่าทหารที่ปฏิบัติภารกิจป้องกันชายแดน รวมถึงประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ให้สามารถดำเนินชีวิตและก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างปลอดภัยในเร็ววัน

ทวีพงษ์ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา,คุณหญิงทองทิพ รัตนะรัต และ ร.ท. กมลนัย ชัยเฉนียน

คณะกรรมการบริหารกองทุนหทัยทิพย์ ขอเชิญพี่น้องประชาชนจากทุกภาคส่วนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงพลังปกป้องอธิปไตยของชาติ เพื่อการบรรเทาทุกข์และสร้างประโยชน์สุขสู่ประชาชนในพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน โดยบริจาคเงินสมทบ “กองทุนหทัยทิพย์” ได้ที่ ธนาคารกรุงเทพ สาขาหลักสี่พลาซ่า ชื่อบัญชี “เงินกองทุนหทัยทิพย์” เลขที่ 229-4-29977-7  หรือ สอบถามเพิ่มเติม ได้ที่ สำนักงานกองทุนหทัยทิพย์ โทรศัพท์ 0-2553-8618-19 ในวันและเวลาราชการ

สามรอง ปธ.สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เฉลิมพล ทันจิตต์, เปี่ยมศักดิ์ มิลินทจินดา และ บัญชา เตชะสกุล

ศ.เกียรติคุณ นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และ อุทัย เจิมพิพัฒน์ ผช.ผจก.ใหญ่ บมจ.ธนาคารไทยพาณิชย์

บูรณ์ ฐาปนดุลย์, ศ.เกียรติคุณ นายแพทย์รณชัย คงสกนธ์ และดร.วัชระ ฉัตรวิริย

 ดร.ดำรง ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดี ม.เกษตรศาสตร์ พร้อมคณะผู้บริหาร อาทิ ผศ.ดร.นุชนาถ มั่งคั่ง, ผศ.น.สพ.ดร.คงศักดิ์ เที่ยงธรรม,รศ.ดร.สมหวัง ขันตยานุวงศ์, รศ. ดร.อนันต์ ผลเพิ่ม และเอกวิภา สุทธินุ่น และเจ้าหน้าที่ ร่วมเข้าเฝ้าทูลเกล้าฯ ถวายเงินสมทบทุนกองทุนหทัยทิพย์

‘centralwOrld fashiOn citizen’ สร้างแฟชั่นอีโคซิสเต็ม ผลักดันอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยสู่เวทีโลก

‘centralwOrld fashiOn citizen’ สร้างแฟชั่นอีโคซิสเต็ม ผลักดันอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยสู่เวทีโลก

‘centralwOrld fashiOn citizen’ สร้างแฟชั่นอีโคซิสเต็ม ผลักดันอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยสู่เวทีโลก

วันศุกร์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ประกาศเปิดแคมเปญแฟชั่นแห่งปี “centralwOrld fashiOn citizen” ต่อเนื่องทุกปี ตอกย้ำบทบาทการเป็นแฟชั่นคอมมูนิตี้ในเมืองไทย และจุดหมายปลายทางแฟชั่นระดับโลกที่รวบรวมแบรนด์ดังและไลฟ์สไตล์แฟชั่นที่หลากหลายไว้ในที่เดียว โดยตั้งเป้ายกระดับภาพลักษณ์แฟชั่นไทยสู่เวทีสากล พร้อมสร้างเวทีต่อยอดให้ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ ผ่านกิจกรรมแฟชั่นหลากหลายและการเปิดตัวแบรนด์ระดับโลกอย่างต่อเนื่องตลอดฤดูกาลแฟชั่น โดยจัดขึ้นระหว่างวันนี้จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2568

“centralwOrld fashiOn citizen” สะท้อนกลยุทธ์การพัฒนา Fashion Ecosystem ไทยอย่างยั่งยืนที่ครอบคลุมตั้งแต่ภาคการศึกษา แบรนด์แฟชั่นไทยรุ่นใหม่ ไปจนถึงพื้นที่ Retail ระดับโลก โดยเซ็นทรัลเวิลด์มุ่งผลักดันให้แฟชั่นกลายเป็นหนึ่งในพลัง Soft Power ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ ตอกย้ำความเป็นแลนด์มาร์กแฟชั่นอันดับหนึ่งของไทยที่เป็นที่หมายของแฟชั่นนิสต้าจากทั่วโลก

ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)

ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า งาน “centralwOrld fashiOn citizen ไม่ใช่เพียงแค่แฟชั่นอีเว้นท์ แต่คือการสร้าง ‘แฟชั่นอีโคซิสเต็ม’ ที่ช่วยต่อยอดและยกระดับอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยอย่างเป็นรูปธรรม เราเชื่อว่าแฟชั่นคือหนึ่งในพลัง Soft Power ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของประเทศ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้อย่างมหาศาล เราจึงตั้งใจสร้าง Platform ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ภาคการศึกษาไปจนถึงพื้นที่เชิงพาณิชย์ระดับโลก เพื่อผลักดันดีไซเนอร์รุ่นใหม่ของไทยให้ก้าวขึ้นสู่เวทีโลกได้จริง พร้อมกับการสร้างประสบการณ์ระดับโลกให้คนรักแฟชั่น และตอกย้ำบทบาทการเป็น Global Fashion Destination ของประเทศไทย

โดยเฉพาะงาน centralwOrld Thailand Graduate Fashion Week ซึ่งเป็นเวทีแจ้งเกิดเวทีแรกที่เปิดโอกาสให้นิสิตและนักศึกษาภาควิชาสิ่งทอและการออกแบบจากรั้วมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศ นำเสนอสุดยอดปริญญานิพนธ์ด้านแฟชั่นดีไซน์บนเวทีระดับมาตรฐานสากล เพื่อค้นหา Young Designers ที่มีศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ พร้อมสนับสนุนให้ต่อยอดผลงานสู่โปรเจกต์ที่สามารถนำไปจำหน่ายได้จริงผ่าน Pop-Up ในอนาคต และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยต่อไปในอนาคต งานนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของเซ็นทรัลพัฒนาในการสนับสนุนวงการแฟชั่นอย่างยั่งยืน ผ่าน Art & Exhibition Showcase อันทรงพลัง” ดร.ณัฐกิตติ์ กล่าว

กิจกรรมแฟชั่นต่อเนื่อง : ไฮไลต์สำคัญของฤดูกาล

26 กันยายน 2568  แคมเปญ Vogue Casting Call 2025 ค้นหานางแบบหน้าใหม่จากนิตยสาร Vogue Thailand ได้เดินทางมาถึงโค้งสุดท้าย หลังจากการคัดเลือกผู้สมัครจำนวนมหาศาลจากทั่วประเทศจนเหลือเพียง 20 คนสุดท้าย ที่มีทั้งความโดดเด่นและศักยภาพในการก้าวสู่เวทีแฟชั่นระดับโลกที่จะมาโชว์ความสามารถบนรันเวย์ The Final Cast Fashion Show ต่อหน้าสายตาของวงการแฟชั่นไทยและนานาชาติ งานนี้ไม่เพียงสะท้อนความมุ่งมั่นของ Vogue ในการผลักดันคนรุ่นใหม่ แต่ยังเป็นเวทีสำคัญที่ประกาศจุดเริ่มต้นของ “Rising Stars” ของวงการแฟชั่นไทย ที่จะสร้างแรงบันดาลใจและกำหนดอนาคตของวงการแฟชั่นต่อไป โดยในโชว์รอบสุดท้ายนี้ ยังได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์ชั้นนำร่วมนำเสนอคอลเลกชันสุดพิเศษ อาทิ CALVIN KLEIN, CC DOUBLE O, CHAMPION, GENTLEWOMAN, JASPAL, KATE SPADE NEW YORK, KLOSET, LACOSTE, LEVI’S, LULULEMON, LYN AROUND, MANGO, MARITHÉ + FRANÇOIS GIRBAUD, MATTER MAKERS, MICHAEL KORS, MLB, POLO RALPH LAUREN, POMELO QUINN, TOMMY HILFIGER และ URBAN REVIVO

22-28 กันยายน 2568 พบกับ “centralwOrld Thailand Graduate Fashion Week 2025” เวทีเฟ้นหาและผลักดันดีไซเนอร์รุ่นใหม่ ภายใต้คอนเซปต์ The Original Back to the Roots ในธีม Flower In Full Bloom นำเสนอผลงาน กว่า 300 คอลเลกชันสุดสร้างสรรค์ จาก 12 คณะ ใน 11 มหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศ ที่จะมาย้อนกลับสู่ต้นกำเนิดของแรงบันดาลใจจากผลงานออกแบบที่สะท้อนจาก ‘รากฐาน’ ความเป็นตัวของตัวเอง นำไปสู่การกล้าที่จะแตกต่าง และนิยามแฟชั่นในแบบของทุกคน มีเป้าหมาย เพื่อค้นหาและผลักดันดีไซเนอร์ดาวรุ่งดวงใหม่ประดับแคตวอล์กมืออาชีพ พร้อมโชว์พิเศษจากศิลปิน PERSES (27 ก.ย.) และ PROXIE (28 ก.ย.)

นอกจากนี้ เซ็นทรัลเวิลด์ ยังเป็นแลนด์มาร์กระดับโลกของการเปิดตัวแบรนด์แฟชั่นชั้นนำ อาทิ Songmont, GENTLEWOMAN, lululemon, CASETiFY  Polo Ralph Lauren, Swatch และ Beneunder เลือกเปิด New Flagship Store และ Exclusive Launch ครั้งแรกในไทย และด้วยศักยภาพของ Traffic และยอดขายที่เติบโตสูงสุดในประเทศไทย ทำให้เซ็นทรัลเวิลด์เป็นจุดยุทธศาสตร์หลักที่แบรนด์ดังเลือกขยายสาขา (Shop Expansion) เช่น Bershka, MARITHÉ+FRANÇOIS GIRBAUD, Birkenstock, MLB, Skechers, Adidas, PUMA และ The North Face ที่ยังคงเดินหน้าขยายการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้เซ็นทรัลเวิลด์เป็นเดสติเนชั่นที่รวมแบรนด์แฟชั่นระดับโลกกว่า 1,000 แบรนด์ ครอบคลุมทุกสไตล์สำหรับทุกไลฟ์สไตล์และทุกเจเนอเรชัน

“centralwOrld fashiOn citizen” ยังสะท้อน Global Trends ที่กำลังขับเคลื่อนแฟชั่นโลก ได้แก่ Individuality เปิดโอกาสให้ทุกคนค้นพบและแสดงตัวตนของตัวเอง, Gender-Fluid ที่ไร้กรอบเพศและสนับสนุนให้ทุกคนสวมใส่สิ่งที่รักได้อย่างอิสระ, Variety of Influence ที่เกิดจากคอมมูนิตี้และ Influencer รุ่นใหม่ที่เชื่อมโยงกับผู้บริโภคอย่างจริงใจ ผ่านการทำงานร่วมกับครีเอเตอร์และแบรนด์อย่างต่อเนื่อง ไปจนถึง Sustainable Elegance ที่ผสานแฟชั่นกับความยั่งยืน

แคมเปญ “centralwOrld fashiOn citizen” จัดขึ้นต่อเนื่องทุกปี เพื่อให้ทุกคนได้ค้นพบโลกของแฟชั่นในสไตล์ของตัวเอง ประกอบด้วยแฟชั่นอีเว้นท์หลากหลาย ทั้งแฟชั่นโชว์จากแบรนด์แฟชั่นระดับโลก แบรนด์ดีไซเนอร์ไทยชั้นนำ รันเวย์สำหรับดีไซเนอร์รุ่นใหม่ และงานแฟชั่นพรีเซนเทชั่น เพื่อนำเสนอคอลเลกชันใหม่ล่าสุดให้เหล่าคนรักแฟชั่นได้ชมและช้อปในเวลาเดียวกัน ติดตามความเคลื่อนไหวคลิกที่ https://www.centralpattana.co.th/th/shopping/shopping-update/lifestyle-activities

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ คนเชื้อสายกัมพูชาในประเทศไทย

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ คนเชื้อสายกัมพูชาในประเทศไทย

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ คนเชื้อสายกัมพูชาในประเทศไทย

วันศุกร์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คนไทยในแผ่นดินสยามกับคนขแมร์ในประเทศกัมพูชา  เป็นเพื่อนบ้านกันมาหลายร้อยปี  ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ผ่านยุคอาณาจักรต่างๆ จนถึงปัจจุบัน บางครั้งก็มีความสัมพันธ์อันดี แต่บางคราวก็ทะเลาะรบพุ่งกัน เหมือนพี่น้องในครอบครัว  ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็นหลายช่วงคลื่นของการอพยพและตั้งถิ่นฐาน

สมัยทวารวดีและอาณาจักรละโว้

ราวพันปีมาแล้วดินแดนภาคกลางและอีสานของไทยเคยอยู่ในเขตอิทธิพลของวัฒนธรรมของขอมโบราณมาโดยตลอด เมืองโบราณในยุคทวารวดีหลายแห่ง เช่นอู่ทอง (สุพรรณบุรี) นครปฐม (พระประโทนเจดีย์)  ศรีเทพ (เพชรบูรณ์) รับอิทธิพลทางศิลปะและศาสนาจากขอมโบราณ ต่อมาในยุคอาณาจักรละโว้ (ลพบุรี) ซึ่งเป็นรัฐก่อนสมัยอยุธยา อิทธิพลของวัฒนธรรมขอมเข้มข้นขึ้นอย่างชัดเจน เห็นได้จากปราสาทหินมากมาย   เช่นปรางค์สามยอด ที่ลพบุรี  หรือ ปราสาทหินพิมายที่นครราชสีมา

ชุมชนดั้งเดิมเหล่านี้คือหลักฐานที่เก่าแก่  ที่แสดงว่าพวกเขาไม่ใช่ “ผู้มาใหม่” แต่คือ “ผู้อยู่ดั้งเดิม” ที่สร้างรากวัฒนธรรมร่วมบนผืนแผ่นดินนี้ ก่อนการสถาปนากรุงสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยา

สมัยกรุงสุโขทัย ศิลาจารึกและเอกสารล้านนา กล่าวถึง “ขอมอุโมงค์เสลา   และ “ขอมสบาดโขลญลำพง” ที่เป็นกลุ่มชนอยู่ทางภาคเหนือของประเทศไทย

สมัยกรุงศรีอยุธยา  มีชาวขอมที่อยู่ในอยุธยาแต่ดั้งเดิมบริเวณย่านบางปะอิน โดยมี ตำบลบ้านขอม(วัดยม)   เกาะขอม (เกาะท่าพระ) บ้านขอม(ต.สามเรือน อ.บางปะอิน)  ที่บริเวณวัดขนอน อ.บางบาล  และวัดโปรดสัตว์ วัดท่าเลย์ไท อ.บางปะอิน

พ.ศ. 1893 เมื่อกรุงศรีอยุธยาขึ้นมามีอำนาจ ความขัดแย้งกับอาณาจักรขอมแห่งพระนครหลวงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง หลังได้รับชัยชนะ   สยามมักใช้นโยบาย “การกวาดต้อนผู้คน” เพื่อลดทอนศักยภาพของศัตรูและเพิ่มแรงงานเพื่อพัฒนาประเทศ

พ.ศ.1975 ในสมัยเจ้าสามพระยา มีการส่งกองทัพไปโจมตีเมืองนครธม  กลุ่มคนกัมพูชาที่เป็นเชลยศึกและทาสจำนวนมากถูกอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในอยุธยาและเมืองชั้นใน เกิดเป็นชุมชน  บ้านขมิ้น เกาะโพธิ์     ในเวลาต่อมา พวกเชลยศึกดังกล่าวกลายเป็นชาวนา ทหาร และขุนนางที่มีบทบาทสำคัญในราชสำนักสยาม นำพาความรู้ด้านสถาปัตยกรรม การชลประทาน การทำเกษตร และศิลปะการแสดงเข้ามา

เอกสารคำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม ระบุว่า “ ทุกปีจะมีพ่อค้าชาวเมืองพระตะบอง เดินทางมาโดยคาราวานวัวต่าง มาตั้งร้านค้าอยู่ที่บ้านศาลาเกวียน  ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะเมืองอยุธยา ห่างจากหัวรอขึ้นไปราว4-5 กิโลเมตร  สินค้าที่พ่อค้านำมาได้แก่  เร่ว  กระวาน ไหม กำยาน ครั่ง ดีบุก งา  ผ้าปูม  แพรญวน ทอง  พลอยแดง ฯลฯ

ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  มีชาวเขมรนับถือคริสต์อพยพลี้ภัยจากการเบียดเบียนทางศาสนาเข้ามา  ตั้งบ้านเรือนอยูที่บ้านเขมร  เมืองบางกอก (บริเวณโบสถคอนเซปชั่น  สามเสน เขตดุสิต ในปัจจุบัน        ร่วมกับชาวคริสต์โปรตุเกส เวียดนาม และฝรั่งเศส   ในสมัยพระเจ้าท้ายสระ มีชาวกัมพูชาพวกเขมรใหม่ และเจ้านายชั้นสูง อพยพมาอยู่ใกล้วัดค้างคาว ในเกาะเมืองอยุธยา   ตอนปลายกรุงศรีอยุธยา  กัมพูชาเป็นรัฐบรรณาการของกรุงศรีอยุธยา   แต่พอกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า  กัมพูชาก็หันไปสวามิภักดิ์กับญวน      สมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงยกทัพไปตีกัมพูชาแล้วทรงแต่งตั้งนักองโนน พระอนุชาของกษัตริย์เขมรที่ลี้ภัยเข้ามา ขึ้นเป็นกษัตริย์ครองกรุงกัมพูชาทรงพระนามว่า พระรามราชาธิราช   สมัยกรุงธนบุรีมีชุมชนเขมรตั้งอยู่ที่คลองสำเหร่  คลองสามเสน  คลองสำโรง  คลองทับนาง  วัดบางยี่เรือ 

พ.ศ. 2325  สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ประเทศกัมพูชาอยู่ในภาวะอลหม่าน หลังจากการสวรรคตของสมเด็จพระนารายณ์ราชา กัมพูชาเกิดความแตกแยก แย่งชิงราชสมบัติกัน  ชาวเขมรลี้ภัยมาอยู่ในกรุงเทพ บริเวณชุมชนบ้านบาตร  ถนนวรจักร และบางลำพู ในปัจจุบัน  เสนาบดีเขมร พา นักองเอง ซึ่งขณะนั้นมีพระชนมายุเพียง 10 พรรษา หนีเข้ามาพึ่งรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  โดยนักองเอง ได้รับการเลี้ยงดูอย่างโอรสบุตรบุญธรรม และสร้างวังพระราชทานให้ ตรงข้าม วัดสระเกศ และ ส่งกลับไปครองราชย์ ณ กรุงกัมพูชา โดยเมื่อมีพระชนมายุ 22 พรรษา ได้รับพระราชทานนามว่า “สมเด็จพระนารายณ์รามาธิบดี แต่การครองราชย์ของพระองค์อยู่ได้เพียง 3 ปี ก็สิ้นพระชนม์

หลังจากนั้น บรรดาโอรสของ นักองเอง  แยกเป็นฝ่ายๆ แย่งชิงอำนาจ   พระโอรสองค์ใหญ่คือ นักองจันทร์ แม้ได้รับความช่วยเหลือจากไทยให้ขึ้นครองราชย์แต่ภายหลังกลับหันไปพึ่งญวน สร้างความไม่พอใจให้กับทั้งขุนนาง และ ประชาชน ต่อมา พระโอรสองค์อื่นอย่าง นักองอิ่ม และ นักองด้วง ผู้ยืนอยู่ข้างฝ่ายไทยต้องอพยพเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ และได้รับการอุปการะให้อยู่ในวังเดิมของ นักองเอง   โดยเฉพาะ นักองด้วง ที่อยู่ในไทยถึง 29 ปี จนเป็นที่คุ้นเคยของประชาชนไทย ต่อมาได้ขึ้นครองราชย์ในกัมพูชาในสมัย รัชกาลที่ 3โดยได้รับพระราชทานพระนามว่า “สมเด็จพระหริรักษ์รามาธิบดี”

สมัย รัชกาลที่ 4 สมเด็จพระนโรดมพรหมบริรักษ์หรือ นักองค์ราชาวดีโอรสนักองด้วง   ที่ทรงเป็นปู่ทวดของ สมเด็จนโรดม สีหนุ  ประสูติในกรุงเทพฯ  ต่อมาได้ขึ้นครองราชย์  ทรงยอมให้อาณานิคมฝรั่งเศสเข้าปกครองกัมพูชา  เพื่อให้พ้นจากการปกครองของสยาม

ในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ มีการกวาดต้อนชาวกัมพูชามายังกรุงสยามหลายครั้ง   เช่น  สมัยกรุงธนบุรี  พ.ศ. 2314   มีการกวาดต้อนเขมรจากเมืองโพธิสัตว์ บาราย  เสียมราฐและพระตะบองมาเลี้ยงช้างที่ราชบุรีริมแม่น้ำแม่กลอง  บริเวณ อ.โพธาราม ปากท่อและ อ.บางแพ อ.วัดเพลง  เพื่อเป็นกำลังสู้รบกับพม่า       จังหวัดนครปฐมซึ่งมีอยู่ตั้งแต่ปากคลองเจดีย์บูชา สะพานรถไฟเสาวภา วัดแค ไปจนถึงวัดสัมปทวน เรียงรายไปตลอดริมแม่น้ำท่าจีน   นอกจากนี้ก็มีที่ ตำบลบ้านโพธิ์และตำบลตลิ่งชัน  อ.เมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งอพยพมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และรัตนโกสินทร์ตอนต้น  

ร่องรอยแห่งอารยธรรมแขมร์บนผืนดินอีสาน ทางภาคอีสาน อิทธิพลของอารยธรรมขแมร์แผ่ขยายผ่าน “ราชมรรคา” หรือถนนโบราณที่เชื่อมเมืองสำคัญต่างๆ    คนไทยเชื้อสายเขมร หรือ เขมรลือ จำนวนกว่าล้านคน อยู่ในจังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ ตั้งแต่ตอนจักรวรรดิอังกอร์ล่มสลายด้วยการปฏิวัติของพวกทาสนำโดยนายแตงหวาน 

ในบันทึกของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ จำแนกชาวเขมรในสยาม ไว้เป็น 4 พวก คือ จำพวกที่ 1 เขมรที่เป็นชาวสยามแท้ เรียกในราชการว่า เขมรป่าดง เป็นราษฎรเมืองสุรินทร์ สังฆะ ขุขันธ์ จำพวกที่ 2 เขมรเก่า เป็นคนเขมรที่อพยพมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าตากสินบ้าง รัชกาลที่ 1 บ้าง พวกนี้อยู่ที่มณฑลราชบุรีโดยมาก จำพวกที่ 3 เขมรกลาง คือ เขมรที่อพยพมาในสมัยรัชกาลที่ 3 พวกนี้อยู่ในมณฑลกรุงเทพและมณฑลปราจีนบุรี โดยมาก จำพวกที่ 4 เขมรใหม่ คือ เขมรที่อพยพตั้งแต่ ค.ศ. 1858 มีมากในมณฑลบูรพา หรือเมืองพระตะบองเป็นต้น[6]

ชาวไทยเชื้อสายเขมรนั้นจะมีภาษาที่แตกต่างออกไปจากภาษาเขมรในประเทศกัมพูชา โดยภาษาเขมรที่ใช้พูดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง หรืออีสานใต้ จะเรียกว่า ภาษาเขมรถิ่นไทย หรือเขมรบน โดยมีความต่างจากภาษาเขมรในกัมพูชาในเรื่องของหน่วยเสียงสระ การใช้พยัญชนะ รากศัพท์ และไวยากรณ์ โดยผู้ใช้ภาษาเขมรถิ่นไทยจะสามารถเข้าใจภาษาเขมรทุกสำเนียง ส่วนผู้ใช้สำเนียงพนมเปญจะมีปัญหาในการทำความเข้าใจ

ในยุคปัจจุบัน  มีชาวกัมพูชาเข้ามาทำงานในประเทศไทยราว 5 แสนคน  ส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ   ชลบุรี  สมุทรสาคร  สมุทรปราการ   ทำงานก่อสร้าง  เกษตรกรรม  โรงงานแปรรูปอาหาร  สิ่งทอ  ธุรกิจค้าปลีก งานแม่บ้าน   คัดแยกขยะ  จำหน่ายอาหารเครื่องดื่ม  ผลิตจำหน่ายเสื้อผ้าสำเร็จรูป  ค้าส่งค้าปลีกแผงลอยในตลาด สถานีบริการน้ำมัน 

พ.ศ. 2568  รัฐบาลกัมพูชารณรงค์เชิญชวนให้ชาวกัมพูชาที่ทำงานในประเทศไทยกลับไปทำงานในประเทศกัมพูชา  ทำให้มีชาวกัมพูชาเดินทางกลับไปจำนวนมาก

โดย  สุริยพงศ์

CBS จัดงานวันแห่งเกียรติยศมอบรางวัลคนเก่ง ส่งต่อพลังบวกสร้างแรงบันดาลใจพัฒนาตนเอง

CBS จัดงานวันแห่งเกียรติยศมอบรางวัลคนเก่ง ส่งต่อพลังบวกสร้างแรงบันดาลใจพัฒนาตนเอง

CBS จัดงานวันแห่งเกียรติยศมอบรางวัลคนเก่ง ส่งต่อพลังบวกสร้างแรงบันดาลใจพัฒนาตนเอง

วันศุกร์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CBS) จัดงาน “CBS Pride Within – Together We Achieve Beyond” เชิดชูเกียรติและมอบรางวัลแก่คณาจารย์ บุคลากร และนิสิตของคณะ ที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ มหาวิทยาลัย และคณะ อย่างต่อเนื่อง ณ อาคารมหิตลาธิเบศร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รศ.ดร.ธารทัศน์ โมกขมรรคกุล คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ กล่าวถึงการจัดงานครั้งนี้ว่า “นอกจากจะแสดงความยินดี และสร้างความภาคภูมิใจให้กับผู้รับ ที่สำคัญคือ ต้องการสร้างแรงบันดาลใจ ให้กำลังใจ  ให้น้องๆ เพื่อนๆ นิสิต ว่าตนเองก็สามารถทำได้ เหมือน Role Models ที่เป็นแรงผลักให้ก้าวไปถึงจุดนั้นได้”

ที่ผ่านมามีการจัดงานเชิดชูเกียรติและมอบรางวัลแก่คณาจารย์และนิสิตอยู่แล้ว แต่ปีนี้เป็นปีแรกที่มีการมอบรางวัลให้แก่บุคลากรด้วย ซึ่งเป็นหน่วยสนับสนุนองค์กร ที่ได้รับรางวัล “คนดี ศรีจุฬาฯ” ของมหาวิทยาลัยจาก โครงการ “CBS WE CARE” หรือ “โครงการพัฒนาเครือข่ายการดูแลและให้ความช่วยเหลือนิสิต”  

“คณะบัญชี เป็นคณะแรกที่ริเริ่มโครงการนี้ในรูปแบบเชิงรุก ดูแลสอดส่องนิสิต ให้คำแนะนำในปัญหาต่าง ๆ รวมทั้งปัญหาซึมเศร้า  สุขภาพจิต และมุ่งมั่นช่วยเหลือนิสิตให้ทันการณ์ โดยนิสิตไม่ต้องไปรอคิวขอคำปรึกษากับศูนย์สุขภาวะทางจิตของมหาวิทยาลัย ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่เองก็รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า และได้ประโยชน์จากการนำความรู้ที่ได้จากการอบรมดูแลตนเองและคนรอบข้างด้วย” ณัฐธิดา อัศวเรืองพิภพ หัวหน้างานกิจการนิสิต กล่าว

หนึ่งในรางวัลแห่งความภาคภูมิใจจากคณาจารย์และถือเป็นเกียรติยศของคณะคือ รางวัลป๋วย อึ๊งภากรณ์ สำหรับนักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหม่ที่มีผลงานดีเด่น ประจำปี 2568 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผู้ที่ได้รับรางวัลอยู่ในสายการธนาคารและการเงิน

รศ.ดร.คณิสร์ แสงโชติ รองคณบดีฝ่ายวิจัย คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ และอาจารย์ภาควิชาการเงินและการธนาคาร ผู้ได้รับรางวัลในปีนี้ กล่าวว่า  รางวัลนี้มอบให้แก่นักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหม่ซึ่งมีอายุไม่เกิน 45 ปี ที่สามารถผลิตผลงานวิชาการคุณภาพสูงอย่างต่อเนื่อง และเป็นแบบอย่างที่สร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหม่คนอื่นๆ ในการทำงานวิชาการ

“ผมทำงานวิจัยมาไม่ต่ำกว่า 15 ชิ้น กว่าครึ่งเป็นงานเกี่ยวกับเมืองไทย ได้รับการตีพิมพ์ทั้งในประเทศและในระดับนานาชาติ ผมได้รับรางวัลและโอกาสมามาก จึงอยากส่งต่อโอกาสเหล่านี้ โดยเฉพาะกับลูกศิษย์ ด้วยการส่งเสริมและผลักดันเข้าสู่การประกวด เป็นความตั้งใจอยากให้สังคมได้เห็นงานของลูกศิษย์ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับลูกศิษย์ว่างานวิจัยที่ทำไปไม่สูญเปล่า” รศ.ดร.คณิสร์ กล่าว

ด้านนิสิตที่สร้างชื่อเสียงกับคณะ อาทิ คณุตม์ ทรัพย์ทวีชัยกุล นิสิตปี 4 หลักสูตร BBA ผู้ได้รับรางวัล MIT Award ในการแข่งขัน The ASEAN-China-India Youth Leadership Summit 2024 ที่ประเทศสิงคโปร์  กล่าวว่า  “ความท้าทายนอกจากต้องทำความรู้จักกับเพื่อนต่างชาติในทีมโดยใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารแล้ว เรามีเวลา 5 วันในการหาข้อมูล ลงพื้นที่สำรวจเพื่อคิดนวัตกรรมแผนธุรกิจให้สิงคโปร์  มีความยั่งยืนในเชิงธุรกิจและสิ่งแวดล้อม ผมทำหน้าที่เป็นตัวหลักของทีมโดยไม่ทราบว่ามีเจ้าหน้าที่จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) สหรัฐอเมริกา เข้ามานั่งสังเกตการณ์ระหว่างการแข่งขัน เพื่อคัดสรร 3 คนจาก 180 ผู้เข้าแข่งขัน เข้ารับรางวัลพิเศษ MIT Award โดยได้ทุนเรียน MIT Professional Education 1 คอร์ส ซึ่งผมเป็นหนึ่งในคนที่ได้รับทุนนี้ โดยพิจารณาจาก 1. บุคลิกที่สามารถเข้ากับทีมได้ง่าย 2. ความเป็นผู้นำ  3. การทำโซลูชันแก้แผนธุรกิจในเวลาที่จำกัด” คณุตม์ กล่าว

เหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของรางวัลความสำเร็จที่นิสิตได้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ มหาวิทยาลัย และคณะ ซึ่ง CBS Pride Within – Together We Achieve Beyond ไม่ได้มอบให้กับคนเก่งทางด้านวิชาการเท่านั้น แต่รวมถึงด้านกีฬาทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ เช่น ธนภัสสร คงเกษม นิสิตปี 2 ภาควิชาการบัญชี นักกีฬายิงปืนทีมชาติไทย ผู้คว้าเหรียญทองจากรายการ SEASA Shooting Championship  ซึ่งเป็นการแข่งขันในระดับอาเซียน กล่าวถึงกีฬายิงปืน ต้องมีสมาธิ จึงช่วยให้เธอเรียนได้ดี ในขณะที่การเรียนช่วยเธอด้านการวางตัวเป็นมืออาชีพ

ด้าน รมิตา เตรณานนท์ นิสิตปี 2 ภาควิชาการตลาด เจ้าของรางวัลเหรียญทองจากการแข่งขันกีฬาคาราเต้ระดับอาเซียน Southeast Asian Karate Championship 2025 และเป็นนักกีฬาคาราเต้ทีมชาติไทยในการแข่งขันซีเกมส์ ครั้งที่ 33 เดือนธันวาคมนี้ แสดงความเห็นว่า ในแวด วงกีฬาก็เป็นรูปแบบธุรกิจอย่างหนึ่งที่เธอได้สัมผัสคลุกคลีมาตั้งแต่เด็ก ทำให้เธอตัดสินใจเลือกเรียนการบริหารธุรกิจการตลาด ซึ่งองค์ความรู้จะสามารถช่วยต่อยอดด้านการกีฬาให้กับเธอได้ในอนาคต

รวมทั้ง ชลัมพร วรรัตนธรรม บัณฑิตป้ายแดง อดีตอุปนายกสโมสรนิสิต คณะพณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ที่ได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณ รางวัลนิสิตดีเด่น ประจำปีการศึกษา 2567 ระดับปริญญาตรี ในฐานะบัณฑิตที่เสียสละเพื่อบำเพ็ญประโยชน์และสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัย

ไม่เพียงความภาคภูมิใจ ชลัมพร กล่าวว่า การทำกิจกรรมช่วยพัฒนาตนเองหลายอย่าง การทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ความสัมพันธ์กับเพื่อนพี่น้อง รวมทั้งอาจารย์ด้วย เป็นประโยชน์อย่างมากในเรื่องการสื่อสาร เพราะเมื่อกล้าพูดกล้าคุยทำให้เรียนรู้การทำงานในที่ทำงานได้เร็วขึ้น

“งานมอบรางวัลและเชิดชูเกียรติ CBS Pride Within – Together We Achieve Beyond เป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้น ส่งพลังบวก กำลังใจ เพื่อให้ทุกฝ่ายพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อตนเอง คณะ มหาวิทยาลัย และประเทศชาติ” รศ.ดร.ธารทัศน์ คณบดี กล่าวปิดท้าย

รศ.ดร คณิสร์ แสงโชติ,รศ. ดร.ธารทัศน์ โมกขมรรคกุล, ดร.กีรติ สืบกิจวรรณชัย

รศ.ดร คณิสร์ แสงโชติ,รศ. ดร.ธารทัศน์ โมกขมรรคกุล, ดร.กีรติ สืบกิจวรรณชัย

ณัฐธิดา อัศวเรืองพิภพ และ ชลัมพร วรรัตนธรรม

ณัฐธิดา อัศวเรืองพิภพ และ ชลัมพร วรรัตนธรรม

ธนภัสสร คงเกษม, คณุตม์ ทรัพย์ทวีชัยกุล และ รมิตา เตรณานนท์

ธนภัสสร คงเกษม, คณุตม์ ทรัพย์ทวีชัยกุล และ รมิตา เตรณานนท์

ทีมบุคลากร CBS We Care รับรางวัลจากคณบดี

ทีมบุคลากร CBS We Care รับรางวัลจากคณบดี

นิสิตกลุ่มนักกีฬาดีเด่น รับโล่ประกาศเกียรติคุณ

นิสิตกลุ่มนักกีฬาดีเด่น รับโล่ประกาศเกียรติคุณ

กระทรวงมหาดไทย สานต่อแนวพระดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ จัดประกวด ‘ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์’ และงานหัตถกรรม ระดับภูมิภาค

กระทรวงมหาดไทย สานต่อแนวพระดำริ  ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ จัดประกวด ‘ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์’ และงานหัตถกรรม ระดับภูมิภาค

กระทรวงมหาดไทย สานต่อแนวพระดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ จัดประกวด ‘ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์’ และงานหัตถกรรม ระดับภูมิภาค

วันศุกร์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สานต่อแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก”   กระทรวงมหาดไทย โดย กรมการพัฒนาชุมชน จัดประกวด ‘ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์’ และงานหัตถกรรม ระดับภูมิภาค  ที่ จังหวัดอุดรธานี เผยโฉมสุดยอดผ้าทอและหัตถศิลป์แดนอีสาน สู่เส้นทางเกียรติยศระดับประเทศ

เข้าสู่สนามตัดสินในการประกวดผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” และงานหัตถกรรม  ประจำปี 2568 รอบคัดเลือกระดับภูมิภาค ณ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดอุดรธานี เพื่อเฟ้นหาสุดยอดผลงานผ้าทอและงานหัตถกรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์และมนต์เสน่ห์แห่งแดนอีสาน จากช่างทอผ้าและผู้ประกอบการ OTOP สู่การเป็นตัวแทนเข้าชิงชัยในรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ

การประกวดรอบคัดเลือกภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ที่  มณฑาทิพย์ ฮอลล์ ศูนย์การประชุมและจัดแสดงสินค้านานาชาติ จังหวัดอุดรธานี  โดยมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย, นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจาก นางอรจิรา ศิริมงคล ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน, นายราชันย์ ซุ้นหั้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นางนงลักษณ์ ซุ้นหั้ว ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดอุดรธานี ร่วมด้วย รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน พัฒนาการจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดอุดรธานี ตลอดจนคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทยและนักออกแบบแถวหน้าของเมืองไทยเข้าร่วมพิจารณาคัดเลือกผลงาน

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า  นับเป็นพระกรุณาธิคุณแก่ช่างทอผ้าและงานหัตถกรรม ที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงออกแบบลายผ้าพระราชทาน “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” ให้เป็นต้นแบบ แก่ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ช่างทอผ้า และงานหัตถกรรม ได้พัฒนาฝีมือการทอผ้าในทุกเทคนิค ให้มีคุณภาพ มีความหลากหลาย และประยุกต์รูปแบบลวดลายสีสันที่ร่วมสมัย ซึ่งทุกผลงานได้แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการยกระดับผ้าไทยสู่มิติแฟชั่นที่ร่วมสมัยและยั่งยืน โดยมุ่งส่งเสริมผู้ประกอบการในการสร้างสรรค์ผลงานที่สร้างรายได้ ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมพื้นฐาน ทั้งการนำลวดลายโบราณมาประยุกต์ใช้ และการใช้ลายพระราชทานเพื่อฟื้นฟูและพัฒนาฝีมือช่างทอ ซึ่งกระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน ได้น้อมนำแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” มาดำเนินโครงการฯ เพื่อส่งเสริมให้คนไทยได้สวมใส่ผ้าไทยในรูปแบบที่ทันสมัยสู่สากล และเพื่อเชิดชูเกียรติแก่ผู้สืบทอดภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรมให้ยั่งยืนสืบไป

“ทุกคนทราบดีว่า  พระองค์ท่านทรงมาต่อลมหายใจ ทรงมายกระดับการอนุรักษ์ภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทยให้คงอยู่ด้วยการต่อยอดให้สอดรับกับสมัยนิยมและเป็นที่ชื่นชอบของผู้ซื้อ ด้วยทรงโปรดให้ศิลปิน นักออกแบบ และผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับวงจรการผลิตผ้าชื่อดังระดับประเทศได้เดินทางลงไปบ่มเพาะอบรม (coaching) ให้กับพี่น้องประชาชนช่างทอผ้าทั่วทุกภูมิภาค โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเป็นภาคอันเป็นจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์และต่อยอดมรดกภูมิปัญญาผ้าไทย คือ บ้านนาหว้า ศูนย์ศิลปาชีพในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงแห่งแรก ที่ได้รับการต่อยอดเป็น ‘นาหว้าโมเดล’ ที่ อ.นาหว้า จ.นครพนม รวมถึงวิชชาลัยผ้า ‘ดอนกอยโมเดล’ ที่ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร และพิพิธภัณฑ์บ้านป้าทุ้ม-ป้าไท้ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร ยังผลให้ประชาชนในพื้นที่ได้มีความสุขที่ได้มีงาน มีอาชีพ มีรายได้ มีวิชชาลัยผ้าที่รวมองค์ความรู้ด้านการทอผ้า การย้อมสีธรรมชาติที่แต่เดิมสีจืดชืดไม่สดใส จนได้รับการพัฒนาให้มีลวดลายผ้าที่สีสันสวยงามสดใสควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม”

นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า “กรมการพัฒนาชุมชนได้ดำเนินโครงการประกวดฯ ขึ้น โดยเปิดรับสมัครผลงานทั่วประเทศ ซึ่งมีผู้ส่งผลงานเข้าประกวดทั้งสิ้น 8,903 ชิ้น สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นดินแดนแห่งภูมิปัญญาผ้าทอ มีผู้ส่งผลงานเข้าประกวดมากที่สุดถึง 5,071 ชิ้น แบ่งเป็นผ้า 4,928 ผืน และงานหัตถกรรม 147 ชิ้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวและความมุ่งมั่นของช่างฝีมือในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้เป็นอย่างดี โดยเมื่อเสร็จสิ้นการประกวดรอบคัดเลือกภาคตะวันออกเฉียงเหนือครั้งนี้ คณะกรรมการฯ ได้ทำการพิจารณาคัดเลือกชิ้นงานที่เหมาะสมเป็นตัวแทนระดับภาค รวม 111 ชิ้น เป็นประเภทผ้า 110 ผืน และงานหัตถกรรม 1 ชิ้น โดยหลังจากการประกวดในครั้งนี้จะเข้าสู่การประกวดรอบรองชนะเลิศและรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศต่อไป” 

ทั้งนี้ การประกวดรอบคัดเลือกระดับภูมิภาคที่จังหวัดอุดรธานี ถือเป็นสนามสุดท้าย  โดยรอบตัดสิน ระดับประเทศ (Final) จะมีขึ้นในวันที่ 31 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์การค้าไอคอนสยาม กรุงเทพมหานคร  โดย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา  จะเสด็จเป็นองค์ประธานในการตัดสินด้วยพระองค์เอง