ปวดหลัง นั่งนาน เครียดเรื้อรัง คือระเบิดเวลาที่กำลังทำลายสุขภาพ

ปวดหลัง นั่งนาน เครียดเรื้อรัง คือระเบิดเวลาที่กำลังทำลายสุขภาพ

ปวดหลัง นั่งนาน เครียดเรื้อรัง คือระเบิดเวลาที่กำลังทำลายสุขภาพ

วันจันทร์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ออฟฟิศซินโดรม โรคร้ายที่พบเจอมากขึ้นกับยุคสมัยใหม่ ที่ต้องทำงานก้มหน้ามองจอมือถือคอมพิวเตอร์ ทำให้อาการนี้พบเจอได้ในคนไข้อายุน้อยลงเรื่อย ๆ ทำให้โรคพัฒนาไปเป็นอาการข้อเสื่อมในคนอายุน้อยจึงเป็นโรคที่ไม่ควรมองข้าม

 นพ. ฉัตรดนัย พันธุ์อุดม (ว.48555) แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์กระดูกและข้อ – ศัลยกรรมข้อสะโพกและข้อเข่า ศูนย์กล้ามเนื้อกระดูก และข้อ โรงพยาบาลนวเวช ได้อธิบายวิธีสังเกตอาการและแนวทางดูแลตนเอง สำหรับนำไปปรับใช้กับตนเองและคนรอบข้าง กรณีหากเริ่มมีอาการรุนแรงจะได้เข้าสู่กระบวนการรักษาได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที

ออฟฟิศซินโดรมคืออะไร?

ในยุคที่การทำงานส่วนใหญ่อยู่หน้าคอมพิวเตอร์วันละหลายชั่วโมง “ออฟฟิศซินโดรม” ได้กลายเป็นโรคที่คุ้นหูของคนวัยทำงานมากขึ้น ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) คือกลุ่มอาการที่มักเกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้อมัดเดิม ๆ ท่าทางเดิมซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน โดยเฉพาะการนั่งทำงานอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการเปลี่ยนอิริยาบถ และอาการที่พบบ่อย ได้แก่ ปวดคอ บ่า ไหล่ หลัง ตาแห้ง มือชา หรือปวดศีรษะเรื้อรัง หากปล่อยไว้โดยไม่ดูแล อาการอาจลุกลามไปถึงกระดูกสันหลังและระบบประสาทได้

อาการปวดเรื้อรัง….ต้นเหตุจากเรื่องเล็ก ๆ

จุดเริ่มต้นของออฟฟิศซินโดรมส่วนใหญ่มักเกิดจากพฤติกรรมที่ดูเหมือนไม่มีพิษภัย เช่น การนั่งหลังงอ การยกไหล่ขณะใช้เมาส์ การวางจอคอมพิวเตอร์ในระดับที่ไม่เหมาะสม หรือแม้แต่การพิมพ์บนแป้นพิมพ์ในท่าทางที่ไม่สอดคล้องกับสรีระ พฤติกรรมเหล่านี้เมื่อสะสมเป็นเวลานาน ส่งผลให้กล้ามเนื้อบางส่วนเกิดอาการตึงและอักเสบ รวมถึงการไหลเวียนของเลือดไม่ดี ทำให้เกิดอาการชาและปวดเรื้อรัง

นอกจากปัจจัยทางร่างกายแล้ว ความเครียดจากการทำงานก็เป็นอีกหนึ่งตัวการที่กระตุ้นอาการออฟฟิศซินโดรม เพราะความเครียดมีผลต่อกล้ามเนื้อ ทำให้หดเกร็งโดยไม่รู้ตัว และอาจจะกระทบการนอนตอนกลางคืนได้

วิธีสังเกตอาการและแนวทางดูแลตนเอง

ผู้ที่มีแนวโน้มเป็นออฟฟิศซินโดรม มักจะเริ่มจากอาการเล็กน้อย เช่น รู้สึกเมื่อยไหล่หรือคอบ่อย ๆ แต่เมื่อปล่อยไว้ อาการจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนอาจกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ปวดตึงจนขยับคอยาก ปวดหลังจนไม่สามารถนั่งได้นาน หรือมือชาเมื่อต้องพิมพ์งานต่อเนื่อง

การดูแลตัวเองสามารถเริ่มได้จากการปรับท่านั่งให้เหมาะสม ควรนั่งโดยให้หลังตรง เท้าทั้งสองข้างวางแนบพื้น ข้อมือไม่งอขณะพิมพ์ และหน้าจอคอมพิวเตอร์ควรอยู่ในระดับสายตา หมั่นลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายทุก 1-2 ชั่วโมง และทำท่าบริหารกล้ามเนื้อคอ ไหล่ หลัง เป็นประจำจะช่วยลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อได้ดี

หากมีอาการปวดเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด เพื่อรับการตรวจหาอาการแทรกช้อน เช่น อาการกระดูกคอเสื่อม หมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท และเพื่อที่จะได้รับการรักษาที่เหมาะสม ไม่ควรปล่อยให้อาการเรื้อรังเพราะจะนำไปสู่ปัญหากระดูกและเส้นประสาทที่ยากต่อการรักษาในระยะยาว

ยืดเส้นวันละนิด ห่างไกลออฟฟิศซินโดรม

การยืดกล้ามเนื้อระหว่างวันทำงานเป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยลดความตึงของกล้ามเนื้อ กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และช่วยให้ร่างกายไม่เมื่อยล้าจากการนั่งทำงานนานเกินไป ท่าเหล่านี้สามารถทำได้แม้อยู่ที่โต๊ะทำงานโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ 

บริหารต้นคอ : หมุนศีรษะเป็นวงกลมช้า ๆ 5 รอบไปทางซ้าย และอีก 5 รอบไปทางขวา ช่วยคลายกล้ามเนื้อบริเวณต้นคอ

บริหารหัวไหล่และหลังส่วนบน: ประสานมือยกแขนขึ้นระดับอก เหยียดตรงหันฝ่ามือออก เหยียดไปด้านหน้าจนรู้สึกตึงที่กล้ามเนื้อหลังส่วนบน ค้างไว้ 10–15 วินาทีต่อครั้ง และหลังส่วนบน ค้างท่าไว้ประมาณ 10–15 วินาที ทำซ้ำ 10–15 ครั้งต่อรอบ และควรทำประมาณวันละ 3–5 รอบ

บริหารกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว: นั่งหลังตรง แล้วบิดลำตัวไปทางซ้าย มือจับพนักเก้าอี้ค้างไว้ 10 วินาที แล้วสลับไปอีกด้าน

บริหารกล้ามเนื้อขา: เหยียดขาทีละข้างให้ตึงใต้โต๊ะ ค้างไว้ 10 วินาที แล้วสลับข้าง หากเอื้อมมือจับปลายเท้าด้วย จะทำให้ยืดได้มากขึ้น

บริหารกล้ามเนื้อมือและข้อมือ: เพื่อผ่อนคลายข้อมือจากการใช้คีย์บอร์ดหรือเมาส์ ให้กำแล้วแบมือช้า ๆ สัก 10 ครั้ง และหมุนข้อมือไปมา

การยืดกล้ามเนื้อทุก 1–2 ชั่วโมง ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงของออฟฟิศซินโดรม แต่ยังช่วยให้จิตใจปลอดโปร่ง เพิ่มสมาธิ และยังเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานด้วย

สุขภาพดี เริ่มที่โต๊ะทำงาน

 โต๊ะทำงาน ควรเป็นพื้นที่ที่เอื้อต่อการใช้ร่างกายอย่างถูกต้อง ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของอาการปวดเรื้อรัง การจัดวางอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น คีย์บอร์ด เมาส์ และหน้าจอให้เหมาะกับสรีระ จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดออฟฟิศซินโดรมได้มาก และที่สำคัญคือต้องไม่ละเลยสัญญาณเตือนจากร่างกาย หากเริ่มมีอาการปวดหรือชา แม้เพียงเล็กน้อย ก็ควรรีบปรับพฤติกรรมหรือขอคำแนะนำจากแพทย์เฉพาะทางทันที

ทั้งนี้ ศูนย์กล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ ได้ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้ป่วย คุณภาพการรักษา มาตรฐานการให้บริการ  ระบบการดูแลผู้ป่วยด้วยบุคลากรที่มีคุณภาพ ซึ่งโรงพยาบาลนวเวชได้ผ่านการรับรองมาตรฐาน AACI (American Accreditation Commission International) ISO 7101:2023 – Health Care Organization Management และ ISO 9001:2015 – Quality Management Systems สามารถสอบถามรายละเอียดและขอรับคำปรึกษาได้ที่ ศูนย์กล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ โรงพยาบาลนวเวช โทร. 1507 I Line: @navavej ให้ผู้ชำนาญการเฉพาะทางดูแลคุณตั้งแต่จุดเริ่มต้นของอาการ

SACIT ปั้นดาวดวงใหม่ในงานคราฟ์ เปิดตัว ‘New Young Craft 2025’

SACIT ปั้นดาวดวงใหม่ในงานคราฟ์  เปิดตัว ‘New Young Craft 2025’

SACIT ปั้นดาวดวงใหม่ในงานคราฟ์ เปิดตัว ‘New Young Craft 2025’

วันจันทร์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT  ประสบความสำเร็จกับภารกิจเฟ้นหาดาวดวงใหม่ “ผู้สร้างสรรค์งานหัตถศิลป์เจนใหม่  New Young Craft 2025”   เพื่อสืบสานงานศิลปหัตถกรรมอย่างยั่งยืน  เปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน “Crafts Bangkok 2025″  ที่เพิ่งปิดฉากลงไปเมื่อเร็วๆ นี้ ที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย กล่าวว่า SACIT มุ่งเน้นบทบาทการเป็น “นักปั้น” ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของช่างศิลปหัตถกรรมไทยผ่านการสนับสนุนสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์งานคราฟต์ไทยให้มีความร่วมสมัยยิ่งขึ้น ล่าสุดได้มีการเฟ้นหาดาวดวงใหม่ในฐานะ “ผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมคนรุ่นใหม่ : New Young Craft 2025”  ด้วยเล็งเห็นถึงพลังของคนเจนใหม่ที่จะเป็นส่วนช่วยสืบสาน ส่งต่อมรดกทางภูมิปัญญาในงานศิลปหัตถกรรมไทย ควบคู่การ รักษาคุณค่าภูมิปัญญาไทยให้คงอยู่คู่สังคม ผ่านผลงานร่วมสมัย ที่มีการพัฒนาต่อยอดผสมผสานความคิดสร้างสรรค์สู่ความร่วมสมัย นำไปสู่การสร้างโอกาสทางการตลาดในเชิงพาณิชย์  ทั้งนี้ มีกรอบการพิจารณาหลักๆ อาทิ เป็นงานศิลปหัตถกรรมจากคนรุ่นใหม่ ซึ่งมีอายุไม่เกิน 45 ปี ที่สร้างสรรค์หรือริเริ่มการทำงานหัตถกรรมด้วยตนเอง มีการปรับประยุกต์ หรือสร้างสรรค์ผลงานให้มีความร่วมสมัยแต่ยังคงไว้ซึ่งมรดกทางภูมิปัญญาในงานหัตถกรรมไทย

“ในปี 2568 SACIT ได้ปั้นดาวดวงใหม่สู่วงการงานคราฟต์ ภายใต้ New Young Craft 2025 จำนวน 10 ราย และมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการให้ได้ชื่นชมผลงาน พร้อมร่วมพูดคุยอย่างใกล้ชิดในงาน ‘Crafts Bangkok 2025’ เวทีสำคัญที่จะเฉิดฉายให้เห็นแสงแห่งดาวดวงใหม่ของวงการ  และได้รับเสียงตอบรับจากผู้เข้าร่วมชมงานเป็นจำนวนมาก  ทั้งนี้  SACIT ยังมุ่งเน้นการส่งเสริมกลุ่มผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปหัตถกรรมรุ่นใหม่ที่มีฝีมือโดดเด่น และผลักดันให้เป็นที่รู้จักในวงการงานคราฟต์ทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อต่อยอดโอกาสการสร้างรายได้ให้กับกลุ่มผู้สร้างสรรค์ผลงานเชิงช่างศิลปหัตถกรรมอย่างยั่งยืน”

นายธีระกิจ เมณร์กูล หนึ่งในสมาชิก SACIT ผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมคนรุ่นใหม่ ประเภทเครื่องโลหะ (เครื่องประดับ) กล่าวว่า รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นตัวแทนชาวสุโขทัย ถ่ายทอดภูมิปัญญาของอำเภอศรีสัชนาลัย ผ่านงานหัตถศิลป์ท้องถิ่นที่มีคุณค่าอย่าง “หัตถกรรมเงินทองลายโบราณ” ในงาน “Crafts Bangkok 2025” โดยปีนี้เป็นครั้งแรกที่ได้รับโอกาสจากทางสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทยในการร่วมนำสินค้าจัดจำหน่ายภายใต้ชื่อแบรนด์ “ณ ทัย”   ซึ่งทางแบรนด์ได้รับการสนับสนุนจากทาง SACIT ในการเสริมสร้างทักษะองค์ความรู้จากโครงการอบรมต่างๆ ตลอดระยะเวลากว่า 3 ปีที่ผ่านมา จึงทำให้สามารถพัฒนารูปแบบผลงานให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น โดยได้ประยุกต์นำเอาเทคนิคการวางลวดลายและการใช้สี รวมถึงแนวคิดการออกแบบให้โลหะแลดูมีความพลิ้วไหว เพื่อเสริมเอกลักษณ์ความโดดเด่น สร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ที่ฉีกกรอบไปจากเดิม

“ผลงานชิ้นเอกที่ภูมิใจนำเสนอ อาทิ ชุดห่มเงิน ซึ่งเป็นการนำโลหะเงินมาขึ้นรูปเป็นดอกพิกุลร้อยเรียงต่อกันเป็นผืนผ้าคลุมไหล่ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นเครื่องประดับเงินชิ้นใหญ่ชิ้นแรกๆ ของประเทศไทย และต่อยอดไปสู่การสร้างสรรค์งานพุทธศิลป์ ในรูปแบบของสไบ ผ้าคลุมพระ โดยอนาคตมีแนวคิดที่จะต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เพื่อเป็นการขยายกลุ่มเป้าหมายของลูกค้าให้มากขึ้น”  ธีระกิจ กล่าว

ด้าน นางสาวอารียา บุญช่วยแล้ว ผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมคนรุ่นใหม่ผู้เชี่ยวชาญด้านงานเครื่องปั้นดินเผา-งานผ้า และผู้ก่อตั้งแบรนด์สินค้าแฟชั่น INTHAI  กล่าวว่า ได้รับการสนับสนุนจาก SACIT ในหลายด้านนับตั้งแต่แรกเริ่มเป็นสมาชิก SACIT ซึ่งได้มีโอกาสร่วมจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในงานต่างๆ นับเป็นการเปิดตัวแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

อีกทั้ง SACIT ยังคัดเลือกผลิตภัณฑ์ของแบรนด์มาจัดจำหน่าย ณ SACIT Shop สนามบินสุวรรณภูมิ ในหมวดงานคราฟต์กลุ่มไลฟ์สไตล์ เช่น เครื่องแต่งกาย-กระเป๋า ซึ่งมีจุดเด่นลวดลายมงคลในสถาปัตยกรรมไทยที่ได้แรงบันดาลใจจากลายประดับวัดบวรนิเวศวิหาร ผ้าพันคอ งานเซรามิกที่รังสรรค์จากการประยุกต์ลวดลายครามบนจานข้าวโบราณ มาย่อส่วนเป็นเครื่องประดับที่สามารถสวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน  โดยออกแบบแพทเทิร์น ผสมผสานลวดลายกราฟิกเพื่อให้เกิดภาพงานรูปแบบใหม่เฉพาะตัว ซึ่งได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีทั้งในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและชาวไทย นอกจากนี้ ยังได้รับการคัดเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการ “SACIT Concept 2025” ที่มุ่งเน้นการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์เพื่อต่อยอดโอกาสด้านการตลาดรวมถึงเป็นโอกาสในการเรียนรู้วิธีการเสริมศักยภาพแบรนด์ ให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

“ล่าสุดในปี 2568 นี้ SACIT ยังได้ให้โอกาสคัดเลือกเป็น ‘ผู้สร้างสรรค์งานหัตถศิลป์เจนใหม่  New Young Craft 2025’ ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน “Crafts Bangkok 2025”  นับเป็นอีกก้าวหนึ่งที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับแบรนด์ INTHAI เป็นอย่างมาก โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งของดาวดวงเล็ก ๆ ที่สร้างการรับรู้ช่วยผลักดันให้คนไทยและต่างชาติได้รู้จักงานศิลปหัตถกรรมไทยที่มีเอกลักษณ์และมีความสวยงามไม่แพ้ชาติใด”   อารียา กล่าว

ติดตามข้อมูลข่าวสารของสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) ได้ที่เว็บไซต์ https://sacit.or.th/th หรืออัพเดตกิจกรรมงานคราฟต์ต่างๆ ที่น่าสนใจได้ทางเฟซบุ๊กออฟฟิเชียล SACIT : https://www.facebook.com/sacitofficial  หรือ TikTok SACIT Official : https://www.tiktok.com/@sacit_official

Dyson สีเอ็กคลูซีฟจากญี่ปุ่น ‘Sakura Cherry’ มาถึงไทยแล้ว

Dyson สีเอ็กคลูซีฟจากญี่ปุ่น ‘Sakura Cherry’ มาถึงไทยแล้ว

Dyson สีเอ็กคลูซีฟจากญี่ปุ่น ‘Sakura Cherry’ มาถึงไทยแล้ว

วันจันทร์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Dyson ประเทศไทย เปิดตัวสีใหม่ล่าสุดอย่างเป็นทางการ มาในชื่อ สีซากุระ เชอร์รี่ (Sakura Cherry) สีที่เคยวางจำหน่ายแบบเอ็กคลูซีฟในประเทศญี่ปุ่น พร้อมมอบประสบการณ์ฤดูดอกซากุระบานส่งตรงจากประเทศญี่ปุ่นสู่ไทย วางจำหน่ายแล้วใน 3 ผลิตภัณฑ์เพื่อเส้นผม เครื่องเป่าผม เครื่องหนีบผม และอุปกรณ์เป่าผมและจัดแต่งทรง

สีที่ออกแบบมาเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลดอกซากุระบาน

หนึ่งในสิ่งที่ดึงดูดคนทั่วโลกให้เดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่นคงหนีไม่พ้นเทศกาลดอกซากุระบานอันเป็นเอกลักษณ์ ที่ Dyson ในแผนกออกแบบสี วัสดุ และผิวสัมผัส (Colours, Materials, and Finishes) ออกแบบและผสมผสานสี ซากุระ เชอร์รี่ นี้ขึ้นมาเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลนี้ และเพิ่มเทคโนโลยีอย่างผิวสัมผัสแบบ Ultra-Matte ที่ให้สัมผัสนุ่ม หรูหรา ในขณะเดียวกันก็ทำให้หยิบจับได้สะดวก บาลานซ์ระหว่างความสวยงามและฟังก์ชันได้อย่างลงตัว

ผสาน 3 สีที่แอบซ่อนไว้ด้วยเรื่องราว ได้แก่ สี Pale Pink – สีชมพูระเรื่อ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสีของไข่มุก เพิ่มความอ่อนหวานแต่ยังคงความเรียบง่าย หรูหรา เพิ่มประกายสีด้วยเนื้อสัมผัสแบบเซรามิก, สี Blush Pink – สีชมพูสดใส ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสีบานเย็นเมทัลลิก สีแรกของ Dyson สื่อถึงเอกลักษณ์และความเชี่ยวชาญของ Dyson ในฐานะผู้บุกเบิกและพลิกวงการเทคโนโลยีเพื่อเส้นผม โดยปรับผิวสัมผัสเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้นจนกลายมาเป็นสีบลัชพิงก์ และ สี Strawberry Bronze – สีที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสตรอว์เบอร์รี่จริง ๆ จาก Dyson Farm เฉดสีชมพูอมแดงนี้เข้ากันเป็นอย่างดี ผสานจนกลายเป็นสี ซากุระ เชอร์รี่ สุดเอ็กคลูซีฟ

สีใหม่ ซากุระเชอร์รี่ วางจำหน่ายใน 3 ผลิตภัณฑ์เพื่อเส้นผมมาที่พร้อมกล่องจัดเก็บ ได้แก่ เครื่องเป่าผม Dyson SupersonicTM Nural  เครื่องหนีบผม Dyson AirstraitTM และอุปกรณ์เป่าผมและจัดแต่งทรง Dyson AirwrapTM i.d. ทั้งนี้ สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Dyson.co.th หรือสอบถามได้ที่ Dyson Store ทุกสาขา

50 ปี สัมพันธ์จีน–ไทย เพื่อนบ้านที่เชื่อมด้วยภูเขาและสายน้ำ

50 ปี สัมพันธ์จีน–ไทย เพื่อนบ้านที่เชื่อมด้วยภูเขาและสายน้ำ

50 ปี สัมพันธ์จีน–ไทย เพื่อนบ้านที่เชื่อมด้วยภูเขาและสายน้ำ

วันจันทร์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2518 (50 ปีที่แล้ว) นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีนที่เคยมีปฏิสัมพันธ์กันมายาวนานในระดับประชาชนและภาคเอกชน เมื่อ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ตัดสินใจเยือนกรุงปักกิ่ง เพื่อเจรจากับนายกรัฐมนตรีโจว เอินไหล นำไปสู่ข้อตกลงในการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างรัฐไทยและจีน ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันที่จะเปิดสถานเอกอัครราชทูตในประเทศของตน และเริ่มต้นกระบวนการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือในมิติต่าง ๆ และได้กลายมาเป็นรากฐานของความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ขยายตัวต่อเนื่องตลอดห้าทศวรรษต่อมา

เพื่อนบ้านที่เชื่อมด้วยภูเขาและสายน้ำ

ไทยและจีนคือเพื่อนบ้านที่แม้จะมีพรมแดนคั่นกลางด้วยภูเขาและสายน้ำ แต่ก็มีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นมาอย่างยาวนาน ความสัมพันธ์ระหว่างสองชาตินี้ย้อนกลับไปนับพันปี ตั้งแต่การค้าทางเรือในสมัยโบราณ การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมผ่านเส้นทางการค้า การอพยพของชาวจีนโพ้นทะเลที่มาตั้งรกรากในไทย และการผสมผสานทางวัฒนธรรมที่หล่อหลอมทั้งสองสังคมอย่างแนบแน่น ชาวจีนในไทยกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และครอบครัว ความเข้าใจและความคุ้นเคยในระดับประชาชนจึงเป็นพื้นฐานสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มั่นคงและยั่งยืน

การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการในปี 1975 เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟนอยู่แล้วได้รับการยกระดับไปสู่อีกขั้น ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ไทยและจีนได้ร่วมมือกันในหลากหลายมิติ ทั้งในระดับรัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน โดยมีการแลกเปลี่ยนคณะ ผู้นำ นักธุรกิจ นักศึกษา และศิลปินอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งและความไว้วางใจซึ่งกันและกันในระดับที่นานาชาติยกย่องว่าเป็นแบบอย่างของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน

ลึกซึ้งถึงระดับสายสัมพันธ์ทางสายเลือด

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านภูมิรัฐศาสตร์หรือเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังลึกซึ้งถึงระดับสายสัมพันธ์ทางสายเลือด มีรากฐานยาวนานตั้งแต่สมัยโบราณ ตั้งแต่การค้าทางเรือในสมัยราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง ซึ่งได้เชื่อมโยงทั้งสองประเทศให้มีความใกล้ชิด ขณะที่ชาวจีนจำนวนมากอพยพมาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยอย่างกลมกลืน

ในปัจจุบัน มีประชากรไทยเชื้อสายจีนกว่า 10 ล้านคน คิดเป็นประมาณ 14% ของประชากรไทยทั้งหมด เป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญในทุกมิติของสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ การศึกษา การเมือง และวัฒนธรรม บุคคลสำคัญในไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน หลายคนก็มีเชื้อสายจีน ไม่ว่าจะเป็น นักการเมือง นายกรัฐมนตรี นักวิชาการ ศิลปิน หรือนักธุรกิจ

ชาวไทยเชื้อสายจีนจำนวนมากยังคงรักษาความผูกพันกับรากเหง้าทางวัฒนธรรมผ่านการพูดภาษาจีน การเข้าร่วมเทศกาล เช่น ตรุษจีน เชงเม้ง และสารทจีน ตลอดจนการศึกษาต่อในประเทศจีน การมีสายสัมพันธ์ทางครอบครัวระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ทำให้เกิดเครือข่ายสังคมที่เอื้อต่อการขยายความร่วมมือในระดับประชาชนสู่ประชาชน (people-to-people ties) อย่างแน่นแฟ้น

มูลนิธิ สมาคม และหอการค้าของชาวไทยเชื้อสายจีนยังมีบทบาทเป็นสะพานเชื่อมระหว่างภาคเอกชนจีนกับไทย เป็นเครือข่ายที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการลงทุน การแลกเปลี่ยนการศึกษา และการพัฒนาท้องถิ่น สิ่งเหล่านี้เป็นรากฐานที่สำคัญ ที่ช่วยเสริมสร้างทุนทางสังคมระหว่างสองประเทศให้มีพลวัตและความยืดหยุ่นท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

สู่ชะตาร่วมกันในอนาคต

คำว่า “ชะตาร่วม” (命运共同体) ที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ใช้ในการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่างๆ ที่จีนร่วมมือด้วย ได้สะท้อนความจริงของความสัมพันธ์ไทย–จีนในปัจจุบันอย่างลึกซึ้ง ทั้งสองประเทศไม่เพียงแต่ร่วมกันพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ยังร่วมรับมือกับความท้าทายระดับภูมิภาคและโลก ทั้งในด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงทางอาหาร ความปลอดภัยของห่วงโซ่อุปทาน และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ในวาระครบรอบ 50 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูต ระหว่างไทยกับจีน เรามิได้เพียงย้อนรำลึกถึงอดีตอันรุ่งโรจน์ หากแต่ยังได้มองเห็นเส้นทางแห่งอนาคตที่เปี่ยมไปด้วยศักยภาพ ทั้งสองประเทศพร้อมจะสานต่อความร่วมมือในรูปแบบใหม่ ๆ ทั้งในมิติของเทคโนโลยีดิจิทัล เศรษฐกิจเขียว การศึกษา และนวัตกรรม ด้วยความเชื่อมั่นในมิตรภาพที่หยั่งรากลึก ความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน และความปรารถนาร่วมในการสร้างอนาคตที่ดีขึ้น

50 ปีที่ผ่านมา คือบทพิสูจน์ของการเดินร่วมฝ่าฝนลมแห่งประวัติศาสตร์ แต่เส้นทางข้างหน้าคือการเฉลิมฉลองความร่วมมือที่จะยั่งยืนและดียิ่งขึ้น ไทยและจีนจะยังคงเป็นเพื่อนบ้านที่เข้าใจกัน หุ้นส่วนที่เติบโตไปด้วยกัน และญาติมิตรที่ร่วมสร้างโลกที่ดีกว่าให้กับคนรุ่นต่อไป

‘All for Love ครบรอบ 29 ปี’ แห่งแรงบันดาลใจและความรักนิรันดร์ ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น และ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น

‘All for Love ครบรอบ 29 ปี’ แห่งแรงบันดาลใจและความรักนิรันดร์ ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น และ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น

‘All for Love ครบรอบ 29 ปี’ แห่งแรงบันดาลใจและความรักนิรันดร์ ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น และ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น

วันจันทร์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เพราะงานแต่งงาน…ไม่ใช่แค่พิธี แต่คือจุดเริ่มต้นของชีวิตคู่ และเราขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในวันพิเศษนั้น กับแพ็กเกจวิวาห์ที่ดีที่สุดแห่งปี “All for Love” โปรวิวาห์แห่งแรงบันดาลใจ ครบรอบ 29 ปี เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสวันคล้ายวันเกิดของ ดร.อัศวิน อิงคะกุล ผู้สร้างแรงบันดาลใจด้านความรัก และการบริการ และผู้ก่อตั้ง อาณาจักร มิราเคิล กรุ๊ป

วันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน 2568 เวลา 08.09 – 18.59 น. พบกับแพ็กเกจแต่งงานสุดคุ้มที่เติมเต็มทุกความฝัน พิธีหมั้น ยกน้ำชา แห่ขันหมาก พิธีสงฆ์ พิธีหลั่งน้ำพระพุทธมนต์ งานฉลองสมรสเที่ยง / เย็น พร้อม After Party สุดพิเศษ บริการจัดครบวงจร โดยทีมมืออาชีพ ดูแลใส่ใจทุกรายละเอียด เลือกได้ทั้งความเรียบง่าย  อบอุ่น ไปจนถึงความหรูหราอลังการ รองรับแขกได้ตั้งแต่ 100 ถึง 2,000 คน ห้องแกรนด์บอลรูม พร้อมเวดดิ้งวอล์กเวย์ & โถงต้อนรับ (Foyer) กว้างขวาง วิวกระจกโปร่งโล่ง เพิ่มบรรยากาศโรแมนติก อาหารบุฟเฟต์ โต๊ะจีน หรือค็อกเทลรสเลิศ จากทีมเชฟคุณภาพ

ทุกโมเมนต์เปี่ยมด้วยความสุข ความอร่อย และความทรงจำที่ไม่มีวันลืม มากกว่า 5,000 คู่รัก ให้ความไว้วางใจเรา แล้วคุณล่ะ พร้อมหรือยัง?

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และจองวันสำคัญของคุณล่วงหน้าได้ที่ โรงแรม มิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น โทร. 02 575 5599 และโรงแรม อัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น โทร. 02 159 5888

ให้เราอยู่เคียงข้างคุณ … ในวันเริ่มต้นของ “ความรักของคุณ”

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์จัดกิจกรรมฉลอง Pride Month เพราะทุกคน ล้วนมีความหมาย และมีคุณค่าในแบบฉบับของตัวเอง

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์จัดกิจกรรมฉลอง Pride Month เพราะทุกคน ล้วนมีความหมาย และมีคุณค่าในแบบฉบับของตัวเอง

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์จัดกิจกรรมฉลอง Pride Month เพราะทุกคน ล้วนมีความหมาย และมีคุณค่าในแบบฉบับของตัวเอง

วันจันทร์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมจัดกิจกรรม “CRA PRIDE MATCH Born to be yourself”   เพราะทุกคน ล้วนมีความหมาย และมีคุณค่าในแบบฉบับของตัวเอง โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม

 กิจกรรม “CRA PRIDE MATCH Born to be yourself”   จัดขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ในเดือนมิถุนายน เป็นเดือนแห่งการเฉลิมฉลองและแสดงความภาคภูมิใจของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQIA+) ทั่วโลก หรือ Pride Month  เพื่อร่วมสร้างความตระหนักรู้ ส่งเสริมความเข้าใจ การแสดงออกถึงความภาคภูมิใจในการเป็นตัวเอง ยอมรับความแตกต่างของแต่ละบุคคล และส่งเสริมในด้านกิจกรรมกีฬาวอลเลย์บอล

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์  กล่าวว่า ในนามของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เราพร้อมสนับสนุน ผลักดันให้ในทุกภาคส่วนล้วนให้ความสำคัญต่อทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างทางด้านใด เพราะทุกคน ล้วนมีความหมาย และมีคุณค่าในแบบฉบับของตัวเอง

ทั้งนี้ ภายในงานมี คณะผู้บริหาร แพทย์ พยาบาล นักศึกษา บุคลากร ให้ความสนใจและร่วมกิจกรรมอย่างคับคั่ง ณ CRA Hall ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์

เอพี ไทยแลนด์ เปิดซีรีส์ภาพถ่ายฝีมือ ‘คิด – คณชัย เบญจรงคกุล’ ถ่ายทอด ‘ตัวตน’ ที่ซ่อนอยู่ในทุกพื้นที่ ‘บ้านกลางกรุง สาธุประดิษฐ์ 57’

เอพี ไทยแลนด์ เปิดซีรีส์ภาพถ่ายฝีมือ ‘คิด – คณชัย เบญจรงคกุล’ ถ่ายทอด ‘ตัวตน’ ที่ซ่อนอยู่ในทุกพื้นที่ ‘บ้านกลางกรุง สาธุประดิษฐ์ 57’

เอพี ไทยแลนด์ เปิดซีรีส์ภาพถ่ายฝีมือ ‘คิด – คณชัย เบญจรงคกุล’ ถ่ายทอด ‘ตัวตน’ ที่ซ่อนอยู่ในทุกพื้นที่ ‘บ้านกลางกรุง สาธุประดิษฐ์ 57’

วันจันทร์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เอพี ไทยแลนด์ ภายใต้คำมั่นสัญญา ชีวิตดีๆ ที่เลือกเองได้ เดินหน้าสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการที่อยู่อาศัยระดับอัลตร้าลักซ์ชัวรี เปิดตัวโครงการล่าสุด “บ้านกลางกรุง สาธุประดิษฐ์ 57” Majestic Collection ลำดับที่ 3 พร้อมเล่าเรื่องราวอย่างมีอัตลักษณ์ไปกับ Cinematic Photo Story – ซีรีส์ภาพถ่าย ‘RAREST OF RARITY: Living through a Manhattan Lens’ ถ่ายทอดเรื่องราวพื้นที่ชีวิ และรายละเอียดอันพิถีพิถันใน บ้านกลางกรุง สาธุประดิษฐ์ 57 จากฝีมือช่างภาพชื่อดัง คิด – คณชัย เบญจรงคกุล  ซึ่งทั้งหมดหล่อหลอมมุมมองเฉพาะตัวในการเล่าเรื่องผ่านภาพถ่าย โดยมีเซเลบรืตี้ร่วมนำเสนอเรื่องราวที่สะท้อนถึงวิถีชีวิต ความเป็น “ตัวตน” ที่ซ่อนอยู่ในทุกพื้นที่ ท่ามกลางวิถีชีวิตใจกลางเมืองใหญ่

นางพิมพรรณ ปรีชานนท์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานบริหารแบรนด์และพัฒนาสินค้าบ้านเดี่ยว บมจ. เอพี ไทยแลนด์ กล่าวว่า  กลุ่มธุรกิจบ้านเดี่ยวเอพี พร้อมเผยอีกหนึ่งมาสเตอร์พีซแห่งปี ซึ่งเป็นที่สุดของบ้านเดี่ยวระดับตำนาน การกลับมาอีกครั้งของแบรนด์ “บ้านกลางกรุง” กับโครงการ “บ้านกลางกรุง สาธุประดิษฐ์ 57” Majestic Collection ลำดับที่ 3 คอลเลกชันแห่งการรังสรรค์พื้นที่เพื่อการใช้ชีวิตอย่างสง่างาม พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “The Pinnacle of Vertical Estate Living” นิยามใหม่ของการอยู่อาศัยใจกลางเมืองอย่างแท้จริง – ที่ซึ่งความสง่างามเหนือกาลเวลาและความเป็นส่วนตัวจะถูกหล่อหลอมเข้าด้วยกันอย่างประณีต ท่ามกลางที่สุดของความเป็นหนึ่งเดียวบนทำเลหายาก มากด้วยคุณค่าไม่ว่ากาลเวลาจะเปลี่ยนไปเช่นไร พร้อมความเป็นส่วนตัว ที่บ้านกลางกรุงพร้อมส่งมอบให้ เปรียบเสมือน Pinnacle Estate ที่อยู่ใจกลางเมือง

“มากกว่าความสวยงาม คือการใช้ชีวิตที่สะท้อนตัวตนอย่างแท้จริง กับบ้านแนวตั้งสูง 6 ชั้น เป็นส่วนตัวด้วยจำนวนยูนิตเพียง 9 ยูนิต ตัวอาคารนำเสนอผ่านสถาปัตยกรรมที่ผสานเส้นสายแบบคลาสสิกเข้ากับความทันสมัยอย่างกลมกลืน เกิดเป็นดีไซน์ที่เรียบหรูเหนือกาลเวลา กับพื้นที่ใช้สอยที่มากถึง 400-915 ตร.ม. ซึ่งทุกยูนิตออกแบบให้แต่ละชั้นเปรียบเสมือน ‘เพนต์เฮาส์ส่วนตัวขนาดใหญ่’ ที่สามารถถ่ายทอดความเป็นตัวตนของผู้อยู่อาศัย พร้อม Sky Terrace ส่วนตัว พื้นที่ใช้สอยโอ่อ่า เพดานสูง โปร่งโล่ง พร้อมลิฟต์โดยสารส่วนตัวทุกหลัง Grand Staircase ที่สง่างาม และระบบรักษาความปลอดภัยที่เป็นมาตรฐานสากล

ทุกองค์ประกอบของบ้านกลางกรุง ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้เป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย แต่คือพื้นที่แห่งความภาคภูมิใจ ที่บอกเล่าความมีรสนิยมของผู้อยู่อาศัยได้อย่างชัดเจน และด้วยความ Heritage ของแบรนด์บ้านกลางกรุง ที่เสน่ห์คือ ทำเลที่ตั้งโครงการ ที่ต้องอยู่ใจกลางแห่งธุรกิจจริงๆ ทำให้ที่ผ่านมาการเปิดตัวแบรนด์บ้านกลางกรุง จึงไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่เรามั่นใจว่าทุกครั้งที่เอพีเราเปิดตัวโครงการใหม่ด้วยแบรนด์นี้ จะเป็นการการันตีถึงความเป็น Rare Estate อย่างแท้จริง เป็นที่อยู่อาศัยบนทำเลที่จะหาไม่ได้อี” นางพิมพรรณ กล่าว

บ้านกลางกรุง สาธุประดิษฐ์ 57 เปิดให้ทุกคนได้สัมผัสนิยามใหม่ของการอยู่อาศัยใจกลางเมืองอย่างแท้จริง ผ่าน  Cinematic Photo Story ซีรีส์ภาพถ่าย “RAREST OF RARITY: Living through a Manhattan Lens”  ที่ถ่ายทอดเรื่องราวพื้นที่ชีวิต และรายละเอียดอันพิถีพิถันของ บ้านกลางกรุง สาธุประดิษฐ์ 57 จากฝีมือช่างภาพชื่อดังอย่าง คิด – คณชัย เบญจรงคกุล ผู้มีความสนใจในศิลปะ การถ่ายภาพ งานแฟชั่น และการเดินทาง ซึ่งทั้งหมดหล่อหลอมมุมมองเฉพาะตัวในการเล่าเรื่องผ่านภาพถ่าย สะท้อนถึงวิถีชีวิต ความเป็นตัวตน ความเป็นส่วนตัว และความเงียบสงบ ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง Main Gate  สูงถึง 15 เมตร ท่ามกลางวิถีชีวิตใจกลางเมืองใหญ่

คิด – คณชัย เบญจรงคกุล กล่าวว่า “โปรเจกต์นี้ไม่ใช่แค่การถ่ายภาพสถาปัตยกรรม หรือภาพ Lifestyle แต่คือการตีความ ‘บ้านกลางกรุง’ ผ่านมุมมองของอัตลักษณ์และพื้นที่ชีวิตที่ซ่อนอยู่ สำหรับผม บ้านกลางกรุง สาธุประดิษฐ์ 57 ไม่ใช่เพียงที่อยู่อาศัย แต่คือพื้นที่ที่สะท้อนตัวตนของผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ภายใน – ในหลายมิติที่เกินกว่าจะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า รายละเอียดของบ้านที่รู้สึกได้ถึงความเงียบสงบแต่ทรงพลัง – เส้นสายที่คลาสสิก แสงที่เคลื่อนผ่านพื้นผิว และความเป็นส่วนตัวในการอยู่อาศัยในแต่ละชั้นที่เปรียบเหมือนเพนต์เฮาส์ขนาดใหญ่ของแต่ละบุคคล ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่อยากให้ทุกคนได้สัมผัสผ่านเรื่องเล่าในชุดภาพถ่ายนี้ครับ

แมนฮัตตันสำหรับผม สิ่งที่ซ่อนอยู่ในความเป็นมหานครแห่งนี้ คือ เสน่ห์ของการ Balance ระหว่างความสะดวกของการอยู่กลางเมือง กับความสงบและความเป็นส่วนตัวแบบ ‘บ้านจริงๆ’ ซึ่งเราจะทราบกันดีว่ายิ่งเมืองไหนที่เป็นศูนย์กลางธุรกิจ การสร้างที่อยู่อาศัยขึ้นมาใหม่ ถือเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย ดังนั้น  ทาวน์เฮาส์ที่อยู่ในแมนฮัตตัน จึงเปรียบได้กับความเป็น Rare Estate เหมือนของที่โครงการแห่งนี้เช่นกันครับ”  คิด – คณชัย กล่าว

ซีรีส์ภาพถ่าย ‘RAREST OF RARITY: Living through a Manhattan Lens’ ไม่ได้นำเสนอเพียงแค่รูปร่าง เส้นสายของงานสถาปัตยกรรมที่อยู่เบื้องหลัง Main Gate ที่สูงตระหง่านถึง 15 เมตรเพียงเท่านั้น แต่คือการตีความ “ตัวตนของพื้นที่” ให้มีชีวิตขึ้นมา ผ่านแสง องศา และจังหวะของมุมมองที่ถูกจัดวางอย่างตั้งใจ ตลอดจนแต่ละชั้นของบ้านกลางกรุงถูกถ่ายทอดราวกับเป็นเพนต์เฮาส์ที่มีชีวิต มีบุคลิกเฉพาะตัว โดยได้รับเกียรติจากเซเลบริตีชั้นร่วมนำเสนอเรื่องราวผ่านพื้นที่ชีวิตภายในโครงการแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็น  ภัทรียา ณ นคร, เจย์ สเปนเซอร์, อรวรรณ เสตะพันธุ พร้อมลูกชายทั้ง 2 คน, อัครรัฐ วรรณรัตน์ และ คิด คณชัย เบญจรงคกุล ทุกคนคือ ตัวแทนของวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน แต่ถูกร้อยเรียงเป็นเรื่องเดียว ผ่านพื้นที่เพนต์เฮาส์ขนาดใหญ่ที่แต่ละชั้น สะท้อนความเหนือระดับอย่างแท้จริง

บ้านกลางกรุง สาธุประดิษฐ์ 57 พร้อมเปิดให้เข้าชมแบบ Exclusive by Appointment Only นัดหมายได้ที่ https://apthai.ly/baan-klang-krung-sathupradit-57 หรือโทร. 1623

ซิลลิค ฟาร์มา เปิดตัวโครงการ ‘ลดไซซ์ ลดโรค’ ในไทย สร้างความตระหนักรู้ ‘โรคอ้วน’ เป็นปัญหาสุขภาพในกลุ่ม NCD

ซิลลิค ฟาร์มา เปิดตัวโครงการ ‘ลดไซซ์ ลดโรค’ ในไทย สร้างความตระหนักรู้ ‘โรคอ้วน’ เป็นปัญหาสุขภาพในกลุ่ม NCD

ซิลลิค ฟาร์มา เปิดตัวโครงการ ‘ลดไซซ์ ลดโรค’ ในไทย สร้างความตระหนักรู้ ‘โรคอ้วน’ เป็นปัญหาสุขภาพในกลุ่ม NCD

วันจันทร์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ซิลลิค ฟาร์มา (Zuellig Pharma) ผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพชั้นนำในเอเชีย เปิดตัวโครงการ “ลดไซซ์ ลดโรค” เพื่อให้ทุกคนได้เห็นถึงความสำคัญของโรคอ้วน ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาสาธารณสุขของไทย โดยกระทรวงสาธารณสุขได้จัดให้ “โรคอ้วน” อยู่ในกลุ่มโรคโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-communicable Diseases; NCD) เนื่องจากเป็นโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวานชนิดที่ 2ความดันโลหิตสูงไขมันในเลือดสูง 

สุนัยนา กิจเกษตรไพศาล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ซิลลิค ฟาร์มา กล่าวว่า “หัวใจสำคัญของแคมเปญ ‘ลดไซซ์ ลดโรค’ คือการสร้างความตระหนักรู้ว่าโรคอ้วนไม่ใช่เพียงเรื่องรูปลักษณ์ แต่เป็นภาวะทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง เพราะโรคอ้วนนั้นเป็นบ่อเกิดของโรคร้ายแรงมากมาย ทั้งเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และไขมันในเลือดสูง การเปิดตัวแคมเปญในครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงการประชุมวิชาการแพทย์ฯถือเป็นโอกาสอันดีให้เราได้แลกเปลี่ยนความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ ในการรักษาและจัดการโรคอ้วน เราจึงมุ่งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการลดขนาดร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนัก รอบเอว หรือ BMI ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ซึ่งถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญยิ่งในการลดความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังอื่นๆ ในอนาคต”

นพ. สมิทธิ์ อารยะสกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์ป้องกัน สาขาเวชศาสตร์วิถีชีวิต  ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์โรคอ้วนในประเทศไทย พร้อทแนวทางการดูแลโรคอ้วนและควบคุมน้ำหนักตัวว่า “ปัจจุบันเราพบว่าคนไทยจำนวนมากอยู่ในภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) มากกว่า 25 จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคแทรกซ้อนในระบบต่างๆ ได้มากมาย นอกจากนี้ผู้ป่วยจำนวนมากมักจะเข้ารับการรักษาก็ต่อเมื่อมีโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งจริงๆ แล้วเราควร ‘จัดการตั้งแต่ต้นทาง’ ไม่ใช่รอให้ถึงปลายเหตุ  ซึ่งการดูแลโรคอ้วน ควรมองเป็นการป้องกันโรคอย่างหนึ่ง การให้ความรู้ที่ถูกต้อง และการเข้าถึงแนวทางการดูแลแบบองค์รวม ตั้งแต่พฤติกรรมการใช้ชีวิต ไปจนถึงการใช้เครื่องมือทางการแพทย์อย่างเหมาะสม จะช่วยลดภาระสุขภาพในระยะยาวได้จริง คือเราต้องเปลี่ยนแนวทางการดูแลสุขภาพจากเชิงรับ มาเป็นเชิงรุก เพราะทุกครั้งที่เราช่วยให้คนไข้ ‘ลดไซซ์’ ได้อย่างปลอดภัยและเหมาะสม เราก็ช่วย ‘ลดโรค’ ก่อนที่มันจะเกิดขึ้นครับ”

ณิชา ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิชย์  นักแสดงและนางแบบ  กล่าวว่า “ตอนนี้ให้ความสำคัญกับดูแลตัวเองค่อนข้างมาก เลือกคัดสรรสิ่งที่ดีให้กับตัวเอง ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำเยอะๆ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพราะงานของณิชาใช้ร่างกายในการทำงานหนัก ถ้าไม่แข็งแรงก็จะไม่มีแรงทำงานตั้งแต่เช้าจนถึงดึกดื่นได้เลย  ณิชาทำงาน 7 วัน ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะออกกำลังกาย  แต่ตั้งใจว่าต้องบาลานซ์ตัวเองให้ได้ ดีใจที่ได้มาเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนโครงการ ‘ลดไซซ์ ลดโรค’ ณิชาอยากให้คนไทยหันมาดูแลตัวเองกันให้มากขึ้น เพื่อให้เรามีสุขภาพแข็งแรงและปราศจากโรคค่ะ”

คุณแหน : 23 มิถุนายน 2568

คุณแหน : 23 มิถุนายน 2568

คุณแหน : 23 มิถุนายน 2568

วันจันทร์ ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

ll ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ พล.อ.อ.ม.ร.ว.ศิริพงษ์ ทองใหญ่ อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ 23 มิ.ย.17.30 น. ศาลาทักษิณาประดิษฐ วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม 24-25 มิ.ย.18.00 น. และสวดพระอภิธรรมถึง 29 มิถุนายน แล้วบรรจุ ..คุณหญิงจิตตระการ ทองใหญ่ ณ อยุธยา,ม.ล.ปีกทอง ทองใหญ่และภริยา,ม.ล.สวรรณศิริ ทองใหญ่ ขอเรียนเชิญมา ณ โอกาสนี้..

ll ในโอกาสวันสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 91 ปี วันที่ 27 มิ.ย.2568 ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภามหาวิทยาลัย  เป็นประธานในพิธีมอบเข็มเกียรติยศแก่ ผาณิต พูนศิริวงศ์ ศิษย์เก่าที่ได้รับยกย่องเชิดชูให้เป็นศิษย์เก่าดีเด่นและทำคุณประโยชน์แก่สังคมอย่างมาก รวมทั้งมีจริยธรรมอันปรากฎเด่นชัด  พร้อมทั้งมอบโล่เกียรติยศและโล่เกียรติคุณ ณ หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์..

ll วันอาทิตย์ที่ผ่านมา อดิเทพ -ฉัตรพร-ศ.ดร. จตุรนต์ – นนทวัฒน์  ถิระวัฒน์  พร้อมด้วย ลูกหลาน ไปทำบุญเพื่ออุทิศกุศลให้บุพพการี  ประพจน์   ถิระวัฒน์  อดีตประธานศาลฎีกา และคุณหญิงสุชาดา สุจริตกุล ถิระวัฒน์ อดีตรองประธานมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ฯ  เนื่องในวันเกิดครบปีที่ 105 และ 101โดย ถวายภัตตาหารเพลพระอาพาธ 100 รูป ที่โรงพยาบาลสงฆ์ ตามที่ทั้ง 2 ท่าน ถือปฏิบัติตลอดมาด้วยอุปนิสัยชอบความเรียบง่าย..

ll ชัชวาลย์ เบญจสิริวงศ์ ผวจ.ร้อยเอ็ด เปิดมหกรรม “จังหวัดน่าอยู่สำหรับเด็ก เมืองสร้างเด็ก เด็กสร้างเมือง” ตอนเปิดเทอมใหม่ ส่งน้องไปเรียน ปีที่ 4 จังหวัดร้อยเอ็ด ประจำปี 2568 ..

ll สมาคมศิษย์เก่าคณะรัฐประศาสนศาสตร์ ร่วมกับ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ขอเชิญศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน และแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน ร่วมงาน 23 ปี สมาคมศิษย์เก่าฯ  6 ก.ค.18.00 น. หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา นิด้า..

ll สุพร วัธนเวคิน ประธานมูลนิธิอิออน ประเทศไทย มอบทุนการศึกษาให้บุตรของกำลังพลต่างๆ คือ หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน ศูนย์การกำลังสำรอง และกองพลทหารราบที่ 11 นับเป็นปีที่ 7 ติดต่อกันแล้ว..

ll อนุโมทนาบุญกับ ดร.ลักขณา ลีละยุทธโยธิน ที่บริจาคเงินช่วย รพ.สมเด็จพระยุพราชเชียงของ จ.เชียงราย โดยมี นพ.นพปฎล พรรณราย ผอ.รพ.รับมอบ..

ll สมาคมเวชศาสตร์วิถีชีวิตและสุขภาวะไทย (TLWA) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ครั้งที่ 3 กับ 6 องค์กรพันธมิตรใหม่ เพื่อขยายเครือข่ายความร่วมมือในการส่งเสริมการใช้หลักเวชศาสตร์วิถีชีวิตทั้งในระดับสังคมและวิชาชีพ โดยมี ดร.พญ.ประภา วงศ์แพทย์ เป็นประธานและ ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ กล่าวรายงาน..

ll ขอแสดงความยินดีกับ นฤมล ล้อมทอง ในโอกาสมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นผู้พิพากษาสมทบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง..

ll สวด มาลัย วงศ์สมบุญ มารดา พ.ต.กมล วงศ์สมบุญ ศาลา 11 วัดพระศรีมหาธาตุฯ บางเขน ถึง 24 มิ.ย. 18.00 น. ฌาปนกิจ 25 มิ.ย. 14.00 น. ..

ll ดร.อัศวิน อิงคะกุล ประธาน มิราเคิล กรุ๊ป ประธานจัดงาน ALL FOR LOVE  ครบรอบ 29 ปี โปรวิวาห์แห่งแรงบันดาลใจและรักนิรันดร์  28 มิ.ย.   08.09 – 18.59 น.ที่ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น และ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น มีโปรดีๆให้เลือก โทร. 02-575-5599  และ  02-159-5888..

คุณแหน

โรงงานในเครือ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ รับโล่เกียรติคุณ

โรงงานในเครือ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ รับโล่เกียรติคุณ

โรงงานในเครือ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ รับโล่เกียรติคุณ

วันอาทิตย์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 13.27 น.

โรงงานในเครือ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ โดย วีระชัย ไชยมงค์ ผอ.ฝ่ายผลิต บมจ.เบียร์ไทย (1991) รับโล่เกียรติคุณ ระดับ Diamond สูงสุดจาก กิตติกร โล่ห์สุนทร เลขานุการ รมว.สาธารณสุข และ นพ.ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย ในงานต้นแบบสถานประกอบกิจการส่งเสริมสุขภาพและองค์กรสุขภาวะ ประจำปี 2568 ครั้งที่ 1 จัดโดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชิดชูเกียรติและสร้างขวัญกำลังใจให้กับสถานประกอบกิจการและองค์กรที่มีผลการดำ เนินงานด้านการส่งเสริมสุขภาพพนักงานอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ณ ห้องวายุภักดิ์ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์  ศูนย์ราช การและคอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ