เปิดโลกนวัตกรรมกับ ‘Innovation World’ ที่ฟิวเจอร์เรียม พร้อมผจญภัยกับนวัตกรรมการจัดการภัยพิบัติ

เปิดโลกนวัตกรรมกับ 'Innovation World' ที่ฟิวเจอร์เรียม พร้อมผจญภัยกับนวัตกรรมการจัดการภัยพิบัติ

เปิดโลกนวัตกรรมกับ ‘Innovation World’ ที่ฟิวเจอร์เรียม พร้อมผจญภัยกับนวัตกรรมการจัดการภัยพิบัติ

วันศุกร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 16.37 น.

เปิดโลกนวัตกรรมกับ “Innovation World” ที่ฟิวเจอร์เรียม(FUTURIUM) ศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคต คลอง 5 ปทุมธานี พบความตื่นตาตื่นใจกับ 7 แกลเลอรี่สมัยใหม่ตั้งแต่หุ่นยนต์ไปจนถึงอวกาศและการบิน ห้ามพลาด! ผจญภัยกับนวัตกรรมการจัดการภัยพิบัติได้ทดลองโรยตัวจากที่สูง ได้เจอพายุและความหนาวเย็น 

20 มิถุนายน 2568 ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผอ.องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ(อพวช.) หรือ NSM เปิดเผยว่า หลังจากที่ NSM ได้เปิดตัวฟิวเจอร์เรียม(FUTURIUM) ศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคต เพื่อทดลองเปิดให้บริการและเพื่อทดสอบระบบและการให้บริการต่างๆ เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนาก่อนเปิดให้บริการจริงในช่วงปลายปี 2568 นี้ เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.ที่ผ่านมา ปรากฎว่าได้รับความสนใจและเสียงตอบรับจากผู้ปกครองและน้องๆ เยาวชนจำนวนมาก โดยเฉพาะโซน Job World ที่เป็นโลกจำลองนิทรรศการที่เกี่ยวกับอาชีพทั้งในปัจจุบันและอนาคต บนพื้นที่ 37,700 ตารางเมตรที่ได้รวบรวมเอาวัตถุจัดแสดงและอุปกรณ์เวิร์กชอปต่างๆ เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้สัมผัสบรรยากาศและประสบการณ์สายอาชีพอันหลากหลาย ได้ลงมือทำ ได้ค้นคว้าทดลองซึ่งจะทำให้พวกเขาเกิดจินตนาการในการตอบคำถามเกี่ยวกับอาชีพในฝันของตัวเองได้

ผอ.NSM กล่าวต่อว่า แต่อย่างไรก็ตาม ภายในฟิวเจอร์เรียม ยังมีอีกหนึ่งโซนที่น่าสนใจคือ โซน “Innovation World”  ที่จัดแสดงนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่การพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะรับความเปลี่ยนแปลง อันหลากหลายของสังคมในอนาคต และส่งเสริมให้เกิดการสร้างจินตนาการเพื่อสร้างชีวิตและอนาคตที่ดีกว่าด้วยเทคโนโลยีสร้างสรรค์ จัดแสดงนิทรรศการทั้งหมด 7 แกลเลอรี่ ได้แก่

1.นวัตกรรมการคมนาคมขนส่ง สัมผัสความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านระบบขนส่งได้พลิกโฉมการเดินทางไปสู่ยุคใหม่ที่มีประสิทธิภาพเหนือระดับ การปฏิวัติเทคโนโลยีการขนส่งไม่เพียงช่วยให้ผู้คนสามารถเดินทางได้ไกลขึ้น รวดเร็วขึ้น และสะอาดขึ้น แต่ยังมีส่วนสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างสังคมที่เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ระบบขนส่งแห่งอนาคตจึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมืออำนวยความสะดวก แต่เป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ และสร้างความสมดุลระหว่างความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีกับความยั่งยืนของโลกใบนี้

2.นวัตกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ก้าวสู่โลกแห่งหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ สัมผัสนวัตกรรมที่พลิกโฉมวิถีชีวิตมนุษย์ ที่ซึ่งเครื่องจักรและปัญญาประดิษฐ์ทำงานร่วมกันเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของเรา ในอดีต หุ่นยนต์อาจเป็นเพียงเรื่องราวในจินตนาการ หรือเป็นส่วนหนึ่งของความบันเทิง แต่ทุกวันนี้ พวกมันได้เข้ามาเป็นส่วนสำคัญของชีวิตประจำวัน และเป็นรากฐานที่ขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจยุคใหม่ พร้อมสำรวจวิวัฒนาการของหุ่นยนต์ตั้งแต่แนวคิดแรกเริ่มของ คาเรล ชาเป็ก ไปจนถึง ระบบอัตโนมัติอัจฉริยะ ที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลก เราจะตั้งคำถามว่า “เราจะปรับตัวอย่างไร เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตของเรามากขึ้น?”

3.นวัตกรรมการจัดการภัยพิบัติ การเผชิญหน้ากับความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ความท้าทายแห่งการจัดการภัยพิบัติ ร่วมสำรวจเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ช่วย ทำนาย ป้องกัน และรับมือ กับภัยพิบัติต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อโลกของเรา   เราไม่ได้เพียงนำเสนอข้อมูล แต่จะสร้าง ประสบการณ์ ที่กระตุ้นให้ผู้เข้าชมตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต จาก ระบบตรวจจับล่วงหน้า ที่ช่วยให้การรับมือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ไปจนถึง นวัตกรรมฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ ที่ช่วยให้ชุมชนสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว นิทรรศการนี้จะพาผู้เข้าชมสำรวจโซลูชันที่โลกกำลังพัฒนา เพื่อให้เราสามารถสร้างอนาคตที่มั่นคงและปลอดภัยกว่าที่เคย

4.นวัตกรรมพลังงานหมุนเวียน เปิดมุมมองใหม่สู่อนาคตพลังงานที่ยั่งยืนร่วมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความสำคัญของการใช้พลังงานอย่างยั่งยืน พร้อมนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง ก่อนที่ทุกสิ่งจะสายเกินไป เริ่มต้นการเดินทางด้วยการทำความเข้าใจ สถานการณ์พลังงานในปัจจุบันผ่านภาพยนตร์สั้น ที่จะถ่ายทอดผลกระทบของการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นต้นเหตุของ ภาวะโลกร้อน และ ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพื่อสร้างโลกที่มั่นคงและยั่งยืนสำหรับทุกคน

5.นวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะ เปิดโลกแห่ง “เกษตรอัจฉริยะ” ผ่านนวัตกรรมล้ำสมัย ที่ผสานเทคโนโลยีเข้ากับการเพาะปลูกเพื่อสร้างระบบการเกษตรที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน สัมผัสประสบการณ์การควบคุมการเพาะปลูกผ่านแอปพลิเคชันอัจฉริยะ ที่ช่วยบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมเรียนรู้เกี่ยวกับ ระบบเซ็นเซอร์และโดรนทางการเกษตร ซึ่งช่วยตรวจสอบสภาพแวดล้อม วิเคราะห์ข้อมูล และเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลพืชผล นอกจากนี้   ยังสามารถสำรวจพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์หายาก พร้อมเรียนรู้ถึงความสำคัญของ การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่เพียงช่วยให้การทำเกษตรมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังเป็นกุญแจสู่อนาคตของการผลิตอาหารที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

6.นวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพและนาโนเทคโนโลยี การเดินทางของเทคโนโลยีชีวภาพและนาโนคือเรื่องราวแห่งความก้าวหน้า ที่เชื่อมโยงนวัตกรรมเข้ากับการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตของมนุษย์ ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสถึงจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเทคโนโลยีที่กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของยุคสมัย ก่อนจะก้าวเข้าสู่ความพยายามของมนุษย์ในการสร้างสรรค์และต่อยอดเทคโนโลยีเหล่านี้ไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตประจำวันของเรา

และ 7.นวัตกรรมอวกาศและการบิน พื้นที่แห่งแรงบันดาลใจที่ถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางของประเทศไทยสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่เน้นย้ำถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมอวกาศ ซึ่งเป็นหนึ่งในสิบอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ พร้อมเสริมสร้างศักยภาพด้านการบิน เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการบินระดับภูมิภาค ถ่ายทอดพัฒนาการของการบินและการสำรวจอวกาศ ตั้งแต่ก้าวแรกของความฝันที่จะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ไปจนถึงการเดินทางที่ไกลเกินขอบฟ้า ผ่านเทคโนโลยีที่ปฏิวัติวงการและเปลี่ยนแปลงโลก ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ช่วยให้มนุษย์สามารถเดินทางจากโลกสู่จักรวาล ค้นพบอนาคตแห่งการสำรวจที่ไร้ขีดจำกัด และร่วมเปิดประตูสู่ยุคใหม่ของอุตสาหกรรมอวกาศที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญ

“ทั้ง 7 แกเลอรี่คือการมอบสายตาที่กว้างไกลขึ้นให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ว่านวัตกรรมมีความสำคัญกับชีวิตเราอย่างไร เด็กๆ เป็นความหวังของประเทศที่จะบุกเบิกนวัตกรรมใหม่ๆ  เพื่อสร้างชีวิตและอนาคตที่ดีกว่า” ผศ.ดร.รวิน กล่าว

สำหรับฟิวเจอร์เรียม ศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคต จะเปิดรอบพิเศษให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมได้ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 13 ก.ค.2568 

ราคาเข้าชมนิทรรศการ Innovation World ราคาปกติ ผู้ใหญ่ 300 บาท เด็ก 100 บาท ช่วงเปิดรอบพิเศษ ลดราคา 50%

ราคากิจกรรม Job World (เฉพาะเด็กอายุ 13 ปีขึ้นไป) เด็กราคา 300 บาท ผู้ใหญ่ 300 บาท ช่วงเปิดรอบพิเศษ ลดราคา 50%

ผู้สนใจเข้าชม สามารถจองเข้าชมได้ที่ https://ticket.nsm.or.th/ เปิดให้บริการ วันอังคาร – วันศุกร์: 09.30 – 15.00 น. และวันเสาร์ – วันอาทิตย์: 09.30 – 17.00 น.

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 0 2577 9999 ต่อ 2122-2123 หรือ Faceook : NSMThailand

-(016)

สศท.มอบรางวัล ‘ผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมคนรุ่นใหม่’ สร้างแรงบันดาลใจ สืบสาน รักษาองค์ความรู้ ภูมิปัญญาไทย

สศท.มอบรางวัล ‘ผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมคนรุ่นใหม่’ สร้างแรงบันดาลใจ สืบสาน รักษาองค์ความรู้ ภูมิปัญญาไทย

สศท.มอบรางวัล ‘ผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมคนรุ่นใหม่’ สร้างแรงบันดาลใจ สืบสาน รักษาองค์ความรู้ ภูมิปัญญาไทย

วันศุกร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 16.26 น.

พิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบเกียรติบัตรผลการคัดเลือก ผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมคนรุ่นใหม่ ประจำปี 2568” (New Young Craft 2025) สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้มีความสามารถในงานศิลปหัตถกรรม สืบสาน รักษาองค์ความรู้ ภูมิปัญญาไทยให้ยังคงอยู่คู่สังคมจำนวน  10 คน  ประกอบด้วยผู้สร้างสรรค์งานจากหลายแขนง จัดโดยสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ สศท.

รางวัล New Young Craft จัดขึ้นเพื่อให้โอกาสคนรุ่นใหม่ ได้แสดงศักยภาพทางความคิด ทักษะฝีมือ ในการสร้างสรรค์งานในรูปแบบที่มีความร่วมสมัยให้เข้ากับผู้คนในยุคปัจจุบัน โดย สศท. ได้นำผลงานของผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมคนรุ่นใหม่จัดแสดงและจัดจำหน่ายภายในงาน Craft Bangkok  2025 ที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ Hall 5  ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 22 มิถุนายน  2568 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่มีใจรักในงานศิลปหัตถกรรม ได้ร่วมสืบสาน และปรับประยุกต์องค์ความรู้ในงานศิลปหัตถกรรมไทย  สร้างสรรค์เป็นงานหัตถกรรมร่วมสมัยที่เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น

สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ สศท. เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ในการส่งเสริม สนับสนุนงานศิลปหัตถกรรมไทยของประเทศ โดยให้ความสําคัญในการส่งเสริมคุณค่า บุคคลผู้อนุรักษ์ สืบสานเพื่อรักษาคุณค่าภูมิปัญญาดั้งเดิมในศาสตร์และศิลป์เชิงช่าง เพื่อส่งต่อไปถึงคนรุ่นใหม่ได้เห็นคุณค่า และเกิดเป็นแรงบันดาลใจในการช่วยกันอนุรักษ์ รักษา สืบสาน รวมถึงการสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรม และ ยังให้ความสําคัญกับคนรุ่น ใหม่ ที่ได้นําเอาภูมิปัญญาดั้งเดิม มาปรับประยุกต์ ต่อยอดในงานศิลปหัตถกรรมไทย โดย สศท. ส่งเสริม บุคคล “ผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมคนรุ่นใหม่” หรือ New Young Craftเพื่อให้โอกาสคนรุ่นใหม่ ได้แสดงศักยภาพทางความคิด ทักษะฝีมือ ในการสร้างสรรค์งานในรูปแบบที่มีความร่วมสมัยให้เข้ากับผู้คนในยุคปัจจุบัน นับเป็นการดําเนินงานที่ สศท. มุ่งมั่นให้ความสําคัญ และดําเนินการอย่างต่อเนื่อง

สำหรับในปีนี้ พ.ศ. 2568 มีผู้ที่ได้รับการคัดสรร เป็นผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมคนรุ่นใหม่” (New Young Craft 2025)   จำนวน  10 คน  ดังนี้

นายธีระกิจ  เมณร์กูล   ประเภทงานหัตถกรรม เครื่องประดับ จังหวัดสุโขทัย สืบทอดวิชาชีพงานหัตถกรรมท้องถิ่น สู่พัฒนาทางด้านรูปแบบและผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย จากเป็นผ้าผืน สู่การแตกลายงานเป็น สร้อยคอ ข้อมือ ต่างหู เสริมสร้างคุณค่างานหัตกรรม ด้วยการถอดเรื่องราวที่น่าสนใจในด้านวัฒนธรรมและวิถีชีวิต สู่การออกแบบและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ ชุดห่มเงิน ที่สื่อถึงเรื่องราวการนุ่งห่มของหญิงสตรีในไทย

นางสาวณพกมล  อัครพงศ์ไพศาล  ประเภทงาน เครื่องดิน จังหวัดกรุงเทพมหานคร สืบสานภูมิปัญญาเดิมและมีการพัฒนาและปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยผ่านการสร้างสรรค์ใหม่ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนเมือง ผสมผสานวัสดุใหม่เข้ากับเซรามิกพัฒนาเคลือบและเนื้อดินให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

นางสาวอารียา บุญช่วยแล้ว  ประเภทงานหัตถกรรม เครื่องปั้นดินเผา  จังหวัดสมุทรปราการ ผลงานออกแบบเครื่องประดับเซรามิกสืบทอดเทคนิคกระบวนการงานและให้ความสำคัญกับการรักษาแก่นของลวดลายงานหัตถกรรมไทยดั้งเดิม นำมาประยุกต์ใช้สร้างสรรค์ชิ้นงานในรูปแบบที่ทันสมัย ทำงานร่วมกับกลุ่มช่างฝีมือ เพื่อช่วยกัน ถ่ายทอด สืบทอดภูมิปัญญาไทยที่หลากหลายให้เป็นที่รู้จักในประเทศและระดับสากลมากขึ้น

นายนุรดิน แลหะ ประเภทงานหัตถกรรม บล็อคไม้บาติก จังหวัดปัตตานี นำเอาลวดลายมลายูดั้งเดิมที่มีอยู่ในพื้นที่ ทั้งตามโบราณสถานและศาสนสถานมาออกแบบ ประยุกต์ ผสมผสานเข้ากับลวดลายสมัยใหม่ สร้างสรรค์ชิ้นงานที่มีความทันสมัย มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ยังคงมีกลิ่นอายของภูมิปัญญาคุณค่าและแนวคิดศิลปะดั้งเดิม

นางสาววิชชุลดา  ปัณฑรานุวงศ์  ประเภทงานหัตถกรรม งานศิลปะจากวัสดุเหลือใช้  จังหวัดนนทบุรี แบรนด์ WISHULADA เกิดจากแนวคิดอยากพัฒนาต่อยอดรูปแบบการจัดการขยะในรูปแบบที่ผสมผสานงานฝีมือ มาเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม สร้างอาชีพให้กับคนในชุมชน  สร้างสรรค์สิ่งของไร้ค่าให้เกิดประโยชน์ใหม่ ใช้วัสดุเหลือใช้ กว่า 40 ประเภท ใช้ทักษะฝีมือทุกขั้นตอน ด้วยฝีมือคนไทย 100%

นายวริศพล  สีเทียม  ประเภทงานหัตถกรรม ผ้าทอลายโบราณ“ภูสอยดาว”   จังหวัดอุตรดิตถ์ สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น “การทอผ้า ของชาวไท-ยวน ตำบลน้ำอ่าง อำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์” ด้วยเทคนิคการทอ ดั้งเดิมของชาวไท-ยวนมาใช้สร้างผลงาน  ใช้ลวดลายดั้งเดิมและลวดลายใหม่ และนำความเป็นสิริมงคล มาผสมผสานเพื่อเพิ่มเอกลักษณ์ให้แปลกใหม่ร่วมสมัยมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นขึ้น

นางสาวช่อฟ้า หงษ์สิทธิชัยกุล ประเภทงาน เครื่องประดับร่วมสมัย จังหวัดภูเก็ต ถ่ายทอดเรื่องราวอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ลวดลายต่างๆ ที่ปรากฏอยู่บนสถาปัตยกรรม การแต่งกาย เครื่องประดับ อุดมคติและความเชื่อต่างๆ ผสมผสานงานหัตถศิลป์ของชาวเพอรานากัน ได้แก่ การปักลูกปัด การพันดิ้นโบราณ การปักดิ้นโบราณเฉพาะเพื่อให้เข้ากับทิศทางการเปลี่ยนแปลงของตลาดยุคสมัยใหม่

นางสาวอดา  กลิ่นบุญฟุ้ง ประเภทงานหัตถกรรม งานศิลปะการปั้นของจิ๋วเสมือนจริง จังหวัดกรุงเทพมหานคร สืบสานคุณค่างานหัตถกรรมสะท้อนความเป็นไทยผ่านงานศิลปะการปั้นเสมือนจริงในรูปแบบของจิ๋ว เกี่ยวกับอาหาร และเครื่องดื่มไทย ด้วยวิธีการที่เรียกว่า “Freehand” ดึงรูปธรรมในยุค 80’s-90’s ผสมผสานกับรสนิยมความร่วมสมัยใช้การดีไซน์เป็นตัวเชื่อมความต่างให้กลายเป็นชิ้นงานที่ลงตัวได้อย่างสมบูรณ์

นายนพรุจ  แซ่ลิ้ม ประเภทงานหัตถกรรม เสื่อจันทบูร จังหวัดจันทบุรี แบรนด์ SUM MAT เป็นตัวแทนของความสมดุลระหว่าง ความดั้งเดิมและความร่วมสมัย สะท้อนเสน่ห์ของเสื่อจันทบูร นำเสื่อกกมาประยุกต์เข้ากับสินค้าไลฟ์สไตล์ อย่างกระเป๋า พาสปอร์ตเคส และของแต่งบ้าน ผลักดันให้เสื่อกกเป็นงานหัตถกรรมที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ง่ายขึ้น

นางสาวภัทรบดี  พิมพ์กิ ประเภทงานหัตถกรรม ผลิตภัณฑ์จักสานร่วมสมัย จังหวัดจันทบุรี เครื่องประดับเสื่อกกจันทบูรถูกสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการที่ผสมผสานระหว่างงาน เชิงช่างด้านการทอเสื่อกกจันทบูร ร่วมกับตัวเรือนเครื่องประดับ มีการใช้เสื่อกกประกอบร่วมกับวัสดุอื่นๆ เช่น หนัง 

‘Showcase Your Imagination : จากตำนาน สู่มูลค่าทางเศรษฐกิจ’ นิทรรศการที่ปลุกตำนานผีไทยให้มีชีวิตอีกครั้ง ผ่านการออกแบบและจินตนาการของคนรุ่นใหม่

‘Showcase Your Imagination : จากตำนาน สู่มูลค่าทางเศรษฐกิจ’ นิทรรศการที่ปลุกตำนานผีไทยให้มีชีวิตอีกครั้ง ผ่านการออกแบบและจินตนาการของคนรุ่นใหม่

‘Showcase Your Imagination : จากตำนาน สู่มูลค่าทางเศรษฐกิจ’ นิทรรศการที่ปลุกตำนานผีไทยให้มีชีวิตอีกครั้ง ผ่านการออกแบบและจินตนาการของคนรุ่นใหม่

วันศุกร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 16.19 น.

บริษัท ซิกเนเจอร์ มาร์เก็ตติ้ง แอนด์ เทคโนโลยี จำกัด ร่วมกับ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม  กระทรวงวัฒนธรรม และ ไอคอนสยาม เปิดพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจผ่านนิทรรศการสุดสร้างสรรค์ “Showcase Your Imagination : จากตำนาน สู่มูลค่าทางเศรษฐกิจ” ณ บริเวณ Walkway ชั้น M ไอคอนสยาม ซึ่งเป็นการจัดแสดงผลงานของเยาวชนและนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่จากการประกวดออกแบบคาแรคเตอร์และสินค้าที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก “ตำนานผีไทย” อันเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Unleashing the Art of Thai Ghosts: วิญญาณแห่งศิลป์ ตำนานท้องถิ่นผีไทย

นิทรรศการครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการนำตำนานความเชื่อเรื่องผีไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรากฐานทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น มาต่อยอดเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย อาทิ คาแรคเตอร์ดีไซน์, Art Toy, สินค้าแฟชั่น, ของที่ระลึกจากท้องถิ่นเจ้าของตำนาน รวมถึงแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในระดับชุมชน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน

ภายในงานได้รับเกียรติจาก ลิปิการ์ กำลังชัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธี โดยมี ตริตราภรณ์ โพธิ์ศรี ประธานอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านการออกแบบ สำนักงานส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ (THACCA) อนนต์ อัตถวิบูลย์ ผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด ผู้แทนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเยาวชนผู้สร้างสรรค์ผลงานเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

นิทรรศการประกอบด้วยผลงานของผู้ชนะจากกิจกรรมการประกวด “Spirit of Art: Thai Ghost Creator – ศิลปะไม่ตาย ท้าทายไอเดียหลอน” ซึ่งเปิดรับผลงานจากทั่วประเทศกว่า 200 ผลงาน และผ่านการคัดเลือกเหลือเพียง 10 ผลงานสุดท้าย ซึ่งเป็นผลงานออกแบบคาแรคเตอร์ที่นำตำนานผีไทยอย่าง เสือสมิง แม่ย่านาง รัก-ยม ผีตาโขน ผีจะกละ ผีมด-ผีเม็ง แมงสี่หูห้าตา ที่ได้รับโอกาสในการพัฒนาต่อยอดจากต้นแบบสู่สินค้าจริงและนำมาจัดแสดงในครั้งนี้

ไฮไลต์สำคัญภายในงานคือกิจกรรม Business Matching ซึ่งเปิดโอกาสให้เจ้าของผลงานได้พูดคุยกับผู้ประกอบการ นักลงทุน และแบรนด์สินค้า เพื่อหาแนวทางการต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ และเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์เหล่านี้เข้ากับตลาดจริง โดยได้รับความสนใจจากบริษัท อาทิ Anilephant Studio, MITTA Studio, Jumbo Jumps, JP Toys, Siam Piwat, Chic Car Rent, Bangchak Corporation, KTC และ Friday Trip เข้าร่วมงาน นอกจากนี้ ทั้ง 10 ผลงานที่จัดแสดงในครั้งนี้ ยังเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางไปจัดแสดง ณ ประเทศญี่ปุ่นในโอกาสต่อไป เพื่อเผยแพร่เสน่ห์ของผีไทยสู่สายตานานาชาติทั้งนี้ การจัดงานนิทรรศการ ณ ไอคอนสยาม ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางด้านศิลปะ วัฒนธรรม และไลฟ์สไตล์ระดับโลก สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการส่งเสริมศิลปินนักออกแบบไทยให้สามารถใช้ต้นทุนวัฒนธรรมมาพัฒนาเป็น “พลังสร้างสรรค์” ที่จับต้องได้ และส่งเสริมให้ศิลปินไทยสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล

นิทรรศการเปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 18–27 มิถุนายน 2568 เวลา 10.00–22.00 น. โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ติดตามข่าวสารและกิจกรรมอื่นๆ ได้ที่ Facebook Page : Unleashing the Art of Thai Ghosts 

‘ไมเนอร์ โฮเทลส์’คว้า26รางวัลทรงเกียรติจาก T+L Luxury Awards Asia Pacific ประจำปี 2025

'ไมเนอร์ โฮเทลส์'คว้า26รางวัลทรงเกียรติจาก T+L Luxury Awards Asia Pacific ประจำปี 2025

‘ไมเนอร์ โฮเทลส์’คว้า26รางวัลทรงเกียรติจาก T+L Luxury Awards Asia Pacific ประจำปี 2025

วันศุกร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 15.10 น.

ไมเนอร์ โฮเทลส์ (Minor Hotels) ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านธุรกิจโรงแรมระดับหรู โดยการนำโรงแรมและรีสอร์ทในเครือคว้า 26 รางวัล ซึ่งรวมผลโหวตอันดับหนึ่งใน 3 สาขา จากงาน Travel + Leisure Luxury Awards Asia Pacific ประจำปี 2025 โดยรางวัลอันทรงเกียรติซึ่งมาจากผลโหวตโดยผู้อ่านนิตยสารผู้รักการท่องเที่ยวจากทั่วโลกนี้ จัดขึ้นเพื่อยกย่องโรงแรม รีสอร์ท ประสบการณ์การท่องเที่ยว รวมถึงผู้นำในแวดวงการบริการที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดอนาคตของการท่องเที่ยวระดับลักชัวรีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ผลรางวัลในปีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายอันโดดเด่นของไมเนอร์ทั่วทั้งภูมิภาค ตั้งแต่ที่พักในเมืองและรีสอร์ทริมทะเล ไปจนถึงแคมป์กลางป่าและสถานที่พักผ่อนเพื่อสุขภาพ

โดยในปีนี้ อวานี พลัส หลวงพระบาง (Avani+ Luang Prabang) โดดเด่นด้วยการคว้ารางวัล สระว่ายน้ำโรงแรมที่ดีที่สุด (Best Hotel Pools) หนึ่งในโรงแรมที่ดีที่สุด (Best Hotels) และหนึ่งในสปาโรงแรมที่ดีที่สุด (Best Hotel Spas) ของประเทศลาว ซึ่ง แม็กซ์ ชิน (Max Chin) ผู้จัดการทั่วไปของโรงแรม ยังได้รับรางวัลผู้จัดการทั่วไปยอดเยี่ยม (Best General Managers) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นผู้บริหารอันยอดเยี่ยมของโรงแรมอีกด้วย

สำหรับประเทศเวียดนาม อนันตรา ฮอยอัน รีสอร์ท (Anantara Hoi An Resort) คว้ารางวัลสูงสุดในสาขาโรงแรมต่างจังหวัดยอดเยี่ยม (Best Upcountry Hotels) ในขณะที่ อนันตรา กวีเญิน วิลล่าส์ (Anantara Quy Nhon Villas) ติดอันดับหนึ่งในรีสอร์ทและหนึ่งในสปาที่ดีที่สุดของประเทศอีกด้วย

ในส่วนของมัลดีฟส์ อนันตรา คิฮาวาห์ มัลดีฟส์ วิลล่าส์ (Anantara Kihavah Maldives Villas) ติดอันดับหนึ่งใน 5 สาขารางวัล ได้แก่ Best Resorts, Best House Reefs, Best Resort Pools และ Best Resort Spas รวมถึง 1 ใน 10 วิลล่าสุดอลังการ โดยรีสอร์ทในเครืออย่าง อนันตรา ดิกูห์ มัลดีฟส์ (Anantara Dhigu Maldives Resort), อนันตรา เวลิ มัลดีฟส์ (Anantara Veli Maldives Resort) และ นิยามา ไพร์เวท ไอส์แลนด์ มัลดีฟส์ (Niyama Private Islands Maldives) ยังติดอันดับรางวัลในสาขาเป็นผู้นำความเป็นเลิศของสปา และวิลล่าเหนือน้ำที่มีดีไซน์สวยงามเป็นเอกลักษณ์

สำหรับประเทศไทย โรงแรมอนันตรา 4 แห่งติดอันดับในสาขาสปา โรงแรมในเมือง และโรงแรมต่างจังหวัด โดย อนันตรา เชียงใหม่ รีสอร์ท (Anantara Chiang Mai Resort) และ อนันตรา สามเหลี่ยมทองคำ แคมป์ช้าง แอนด์ รีสอร์ท (Anantara Golden Triangle Elephant Camp & Resort) ติดอันดับหนึ่งใน 10 โรงแรมต่างจังหวัด (Upcountry Hotels) โดย อนันตรา สามเหลี่ยมทองคำ ยังติดอันดับหนึ่งในสระว่ายน้ำในโรงแรมที่ดีที่สุด (Best Hotel Pools) ของประเทศอีกด้วย ในขณะที่ อนันตรา ลายัน ภูเก็ต รีสอร์ท (Anantara Layan Phuket Resort) ติดอันดับหนึ่งในรีสอร์ทริมชายหาดและเกาะที่ดีที่สุด (Best Beach + Island Resorts) โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ (Anantara Siam Bangkok Hotel) ติดอันดับหนึ่งในโรงแรมในเมืองที่ดีที่สุด (Best City Hotels) และ ลอย เพลา โวยาจส์ (Loy Pela Voyages) เรือล่องแม่น้ำเจ้าพระยาสุดหรู ติดอันดับหนึ่งในเรือสำราญล่องแม่น้ำที่ดีที่สุด (Best River Cruise Lines)

สปาและเวลเนสเป็นอีกหมวดหมู่รางวัลที่โดดเด่นสำหรับเครือไมเนอร์ โฮเทลส์ โดย อนันตรา สปา (Anantara Spas) ถึง 4 แห่ง ที่ อนันตรา กวีเญิน วิลล่าส์ ในเวียดนาม (Anantara Quy Nhon Villas)อวานี พลัส หลวงพระบาง (Avani+ Luang Prabang) ในลาว อนันตรา คิฮาวาห์ มัลดีฟส์ วิลล่าส์ (Anantara Kihavah Maldives Villas) และ อนันตรา เวลิ มัลดีฟส์ รีสอร์ท (Anantara Veli Maldives Resort) ต่างติดอันดับรางวัลในหมวดหมู่นี้

กลุ่มไมเนอร์ โฮเทลส์ ยังได้รับเกียรติยกย่องในด้านความเป็นเลิศด้านของโปรแกรมความภักดี (Loyalty) โดยเครือโรงแรมอนันตรา (Anantara Hotels & Resorts) ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในแบรนด์โรงแรมที่ดีที่สุด (Best Hotel Brands) และ GHA DISCOVERY ซึ่ง ไมเนอร์ โฮเทลส์ เป็นสมาชิกพร้อมโปรแกรมสะสมคะแนน Minor DISCOVERY ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในโปรแกรมความภักดีของโรงแรม (Best Hotel Loyalty Programs) ที่ดีที่สุดอีกด้วย

H&M Move เปิดตัวแคปซูลคอลเลกชันชุดโยคะสุดพิเศษ ต้อนรับวันโยคะสากล

H&M Move เปิดตัวแคปซูลคอลเลกชันชุดโยคะสุดพิเศษ ต้อนรับวันโยคะสากล

H&M Move เปิดตัวแคปซูลคอลเลกชันชุดโยคะสุดพิเศษ ต้อนรับวันโยคะสากล

วันศุกร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 15.07 น.

H&M Move ได้เปิดตัวแคปซูลคอลเลกชันโยคะลิมิเต็ดอิดิชันสำหรับผู้หญิง ต้อนรับวันโยคะสากลอย่างมีสไตล์ เมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา คอลเลกชันนี้ผสานดีไซน์เรียบหรูเข้ากับเนื้อผ้านุ่มลื่นดุจแพรไหม สัมผัสเบาสบาย มอบอิสระในทุกจังหวะการเคลื่อนไหว

เสื้อผ้าแต่ละชิ้น ถ่ายทอดความอ่อนช้อยของท่วงท่าโยคะออกมาได้อย่างสง่างาม รังสรรค์แต่ละไอเทมผ่านผ้าเนื้อเบาบางพิเศษ ระบายอากาศได้อย่างดีเยี่ยม ดูดซับเหงื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับหน้าร้อน

Marie Fredros หัวหน้าฝ่ายออกแบบของ H&M Move กล่าวว่า “ความพิเศษของแคปซูลคอลเลกชันนี้ อยู่ที่ดีไซน์ที่ดูเรียบง่าย แต่ก็เปี่ยมด้วยรายละเอียด ด้วยสัมผัสนุ่มนวลและเบาสบายของเนื้อผ้า สะท้อนถึงความอ่อนโยนแบบผู้หญิง ส่วนตัวฉันชอบโทนสีของคอลเลกชันมาก สีเอิร์ธโทนอย่างสีน้ำตาลและเทอร์ราคอตตา ให้ความรู้สึกซับซ้อนแต่ก็ยังคงความเป็นธรรมชาติ” 

คอลเลกชันนี้ประกอบด้วยจัมป์สูทขาสั้นรองรับทุกท่วงท่า พร้อมสายไขว้เปิดหลังลึก, บรากีฬาดีไซน์เปิดหลัง เสริมฟองน้ำถอดได้, และเลกกิ้งทรงขาม้า ยาวระดับข้อเท้า ที่ทั้งเคลื่อนไหวได้คล่องตัวและดูโดดเด่นแคปซูลคอลเลกชันโยคะใหม่จาก H&M Move วางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ร้าน H&M สาขาที่ร่วมรายการ และทางออนไลน์

คณะพยาบาลศาสตร์ ม.มหิดล ชวนเข้าร่วมเรียนการให้การปรึกษาด้านสุขภาพ พัฒนาทักษะการเป็นผู้ให้

คณะพยาบาลศาสตร์ ม.มหิดล ชวนเข้าร่วมเรียนการให้การปรึกษาด้านสุขภาพ พัฒนาทักษะการเป็นผู้ให้

คณะพยาบาลศาสตร์ ม.มหิดล ชวนเข้าร่วมเรียนการให้การปรึกษาด้านสุขภาพ พัฒนาทักษะการเป็นผู้ให้

วันศุกร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 14.27 น.

คุณเคยคิดไหมว่า การเข้าใจและช่วยเหลือคนที่กำลังเผชิญกับความท้าทายด้านสุขภาพจิตนั้นสำคัญแค่ไหน? ถ้าคุณสนใจที่จะพัฒนาทักษะนี้ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีโอกาสดีมานำเสนอ!

ปลดล็อกศักยภาพสู่การเป็นผู้ให้การปรึกษาด้านสุขภาพจิต

คณะพยาบาลศาสตร์ ม.มหิดล ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจด้านสุขภาพจิตและการให้การปรึกษาทุกท่าน เข้าร่วมเรียนใน**รายวิชา NSID 600 การให้การปรึกษาด้านสุขภาพ (Health Counseling)** ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาสุขภาพจิตและการพยาบาลจิตเวช รายวิชานี้จะช่วยให้คุณพัฒนาทักษะที่จำเป็นในการเป็นผู้ให้คำปรึกษาที่มีประสิทธิภาพ ทั้งในด้าน**การสื่อสาร การสร้างสัมพันธภาพ** และ**กระบวนการให้การปรึกษาอย่างมืออาชีพ**ในบริบทสุขภาพ

เรียนรู้จากตัวจริง ประสบการณ์จริง

หลักสูตรนี้จัดสอนโดยทีมคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาควิชาสุขภาพจิตและการพยาบาลจิตเวชศาสตร์ นำโดย **รองศาสตราจารย์ ดร.พวงเพชร เกษรสมุทร** หัวหน้ารายวิชา พร้อมด้วยคณาจารย์ผู้มีประสบการณ์สูงด้านการพยาบาลจิตเวช การให้การปรึกษา และการดูแลสุขภาพจิตในสังคมไทย คุณจะได้เรียนรู้ผ่าน**การปฏิบัติจริง**และการ**สะท้อนประสบการณ์** เพื่อให้คุณมีทักษะที่ยั่งยืนและนำไปใช้ได้จริง

โอกาสที่ไม่ใช่แค่การเรียน แต่คือการลงทุนเพื่ออนาคต

**คุณต่าย สายธาร นิยมการณ์** นักแสดงและบุคคลสาธารณะที่หลายคนรู้จัก ก็เป็นหนึ่งในผู้ที่เล็งเห็นความสำคัญและเข้าร่วมในรายวิชานี้ ด้วยเป้าหมายที่จะพัฒนาทักษะด้านการให้การปรึกษา และที่สำคัญกว่านั้นคือ **สามารถนำหน่วยกิตที่ได้ไปนับรวมเพื่อต่อยอดสู่การศึกษาระดับปริญญาโทในหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิตได้ในอนาคต!**

เปิดประตูสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต

การเปิดรับบุคคลทั่วไปเข้าร่วมในรายวิชานี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของคณะพยาบาลศาสตร์ ม.มหิดล ในการเป็น**แหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)** ที่เปิดกว้างให้ทั้งบุคคลทั่วไป นักวิชาชีพ และผู้ที่สนใจด้านสุขภาพจิตได้เข้ามาเรียนรู้และเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง

สนใจเรียน หรืออยากรู้จักหลักสูตรมากกว่านี้ ติดต่อ: งานบัณฑิตศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์ ม.มหิดล โทร. 02-441-5333 ต่อ 1206  https://grad.nurse.mahidol.ac.th

-(016)

NSM ขนความสนุกวิทย์ฯ จัดเต็มให้เยาวชนในงาน ‘คาราวานวิทยาศาสตร์ อพวช. จ.กาญจนบุรี’

NSM ขนความสนุกวิทย์ฯ จัดเต็มให้เยาวชนในงาน 'คาราวานวิทยาศาสตร์ อพวช. จ.กาญจนบุรี'

NSM ขนความสนุกวิทย์ฯ จัดเต็มให้เยาวชนในงาน ‘คาราวานวิทยาศาสตร์ อพวช. จ.กาญจนบุรี’

วันศุกร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 13.20 น.

NSM ขนความสนุกวิทย์ฯ จัดเต็มให้เยาวชนในงาน “คาราวานวิทยาศาสตร์ อพวช. จ.กาญจนบุรี” เยาวชนได้สัมผัสประสบการณ์จริงในการลงมือเล่น ทดลองและค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง

นายสุวิทย์ เปานาเรียง ผอ.สำนักวิทยาศาสตร์สู่ชุมชน องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วย นายไพชยา พิมพ์สารี ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี และนายศิลป์พิสุทธิ์ พันชะวะนัด ผอ.โรงเรียนทองผาภูมิวิทยา ร่วมเปิดงาน “คาราวานวิทยาศาสตร์ อพวช. จ.กาญจนบุรี” ที่ขนขบวนความสนุกมหัศจรรย์ของนิทรรศการและกิจกรรมด้านวิทยาศาสตร์ไปส่งมอบความรู้ให้กับเยาวชนมากมาย อาทิ นิทรรศการวิทยาศาสตร์เคลื่อนที่ ชุด Science for Fun, นิทรรศการสูงวัยใกล้ตัว, กิจกรรมการแสดงทางวิทยาศาสตร์, กิจกรรมเปิดฟ้ามองดาว, กิจกรรมมุมประดิษฐ์ และกิจกรรมเกมของเล่นวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่วันที่ 17 – 20 มิ.ย.2568 นี้ ณ โรงเรียนทองผาภูมิวิทยา อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีนิทรรศการและกิจกรรมจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว. และหน่วยงานทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมด้วย อาทิ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.), สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ (มว.), สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), โครงการโคแฟค (COFACT:Collaborative Fact Checking) และเขื่อนวชิราลงกรณ์ ร่วมด้วย

นายสุวิทย์ กล่าวว่า NSM  มีภารกิจหลักในการสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนสนุกกับการค้นพบ เรียนรู้ตลอดชีวิต ด้วยความมหัศจรรย์ของวิทยาศาสตร์ ผ่านการจัดแสดงนิทรรศการและจัดกิจกรรมในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งยังตระหนักถึงโอกาสการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ของเยาวชนในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ผ่านกิจกรรม “คาราวานวิทยาศาสตร์ อพวช.” ที่เยาวชนจะได้สัมผัสประสบการณ์จริงในการลงมือเล่น ทดลอง และค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนรักวิทยาศาสตร์มากยิ่งขึ้น พร้อมช่วยเติมเต็มความรู้ให้กับเยาวชนใน จ.กาญจนบุรี ให้สามารถเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้เช่นเดียวกับเยาวชนในเขตเมือง 

นายไพชยา กล่าวว่า รู้สึกดีใจแทนเด็ก ๆ เยาวชน รวมทั้งคุณครู อาจารย์ และผู้ปกครองใน จ.กาญจนบุรี ที่จะได้มาสัมผัสความสนุก และสร้างประสบการณ์ด้านวิทยาศาสตร์ผ่านกิจกรรม “คาราวานวิทยาศาสตร์ อพวช.” กิจกรรมนี้นับว่าเป็นการสร้างโอกาสให้เยาวชนใน อ.ทองผาภูมิ และพื้นที่ใกล้เคียง ได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์เทียบเท่ากับเยาวชนในพื้นที่ส่วนกลาง นับเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาทักษะทางวิทยาศาสตร์ของเยาวชนในระดับภูมิภาคอย่างสร้างสรรค์ ขอขอบคุณ NSM และโรงเรียนทองผาภูมิวิทยา ที่ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมดี ๆ เช่นนี้ ซึ่งจะช่วยพัฒนาคุณภาพการศึกษาของเยาวชนในจ.กาญจนบุรี ให้ได้รับการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพตามหลักสูตรมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานและมาตรฐานสากลอีกด้วย

นายศิลป์พิสุทธิ์ กล่าวว่า กิจกรรมคาราวานวิทยาศาสตร์ อพวช. ครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือที่ NSM และโรงเรียนทองผาภูมิวิทยา ช่วยส่งเสริมให้เยาวชนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านนิทรรศการและกิจกรรมที่หลากหลาย นับได้ว่าเป็นกิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียนที่จะช่วยสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับเยาวชนทุกคน ได้ตระหนักถึงวิทยาศาสตร์ว่าเป็นเรื่องใกล้ตัว อีกทั้ง ยังสามารถสร้างความสนุกสนาน สร้างประสบการณ์ เพื่อให้เยาวชนในจ.กาญจนบุรี ได้เข้าใจและมีความสนใจในวิทยาศาสตร์เพิ่มมากขึ้น รวมถึงเกิดแรงบันดาลใจในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ต่อไปในอนาคต

สามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมฯ เพิ่มเติมได้ที่ Facebook : คาราวานวิทยาศาสตร์ อพวช.

-(016)

ยันฮี x มูลนิธิปวีณาฯ ฟื้นชีวิตใหม่ 4 เยาวชน เยียวยาร่างกาย เติมความหวัง สร้างโอกาสสู่อนาคต

ยันฮี x มูลนิธิปวีณาฯ ฟื้นชีวิตใหม่ 4 เยาวชน เยียวยาร่างกาย เติมความหวัง สร้างโอกาสสู่อนาคต

ยันฮี x มูลนิธิปวีณาฯ ฟื้นชีวิตใหม่ 4 เยาวชน เยียวยาร่างกาย เติมความหวัง สร้างโอกาสสู่อนาคต

วันศุกร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 12.21 น.

โรงพยาบาลยันฮี สถาบันสุขภาพและความงามครบวงจรที่ดำเนินงานมากว่า 40 ปี ยังคงเดินหน้าสานภารกิจเพื่อสังคมอย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยความเชื่อว่า “สุขภาพที่ดี” ไม่ได้จบแค่การไม่มีโรค แต่หมายถึงการมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างรอบด้าน ล่าสุดร่วมมือกับมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ในโครงการช่วยเหลือเยาวชน 4 รายที่ประสบปัญหาทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ด้วยการให้การรักษาและฟื้นฟูอย่างเหมาะสมโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อคืนโอกาส คืนความมั่นใจ และคืนชีวิตใหม่ให้กับเด็ก ๆ ที่ไม่เคยมีสิทธิ์เลือกเส้นทางชีวิตของตนเอง

พญ.สิรินทรา สัมฤทธิวณิชชา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลยันฮี  กล่าวถึงความตั้งใจในการสนับสนุนโครงการนี้ว่า “ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา เราทำภารกิจเพื่อสังคมมาโดยตลอด ทั้งในรูปแบบของการผ่าตัดปากแหว่งเพดานโหว่ การลบรอยสักเพื่อคืนโอกาสให้ผู้กลับตัว การช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุรุนแรง ไปจนถึงการผ่าตัดฟื้นฟูรูปลักษณ์ให้กับเหยื่อความรุนแรง เราเชื่อว่าโรงพยาบาลไม่ควรเป็นเพียงสถานที่รักษาโรค แต่ควรเป็นพื้นที่ของการเยียวยาทั้งกายและใจ โดยเฉพาะสำหรับเด็ก ๆ ที่ยังมีอนาคตอีกยาวไกลรออยู่ ถ้าเราเลือกช่วยเหลือในเวลาที่เขาต้องการมากที่สุด ก็อาจเปลี่ยนทั้งชีวิตของเขาไปตลอดกาล”

การจับมือกันในครั้งนี้เกิดจากความตั้งใจตรงกันของทั้งสององค์กรที่เห็นคุณค่าของ “การให้” ที่มากกว่าการบริจาคเงินหรือสิ่งของ แต่คือการลงมือเปลี่ยนแปลงชีวิตจริงให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยโรงพยาบาลยันฮีได้นำความเชี่ยวชาญทางการแพทย์มาประยุกต์ใช้ร่วมกับความเข้าใจเชิงจิตวิทยา เพื่อออกแบบการรักษาและฟื้นฟูที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละราย ซึ่งแต่ละคนต่างมีบาดแผลชีวิตที่แตกต่าง แต่ล้วนสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงโอกาสอย่างชัดเจน

โดยเยาวชนทั้ง 4 รายที่ได้รับการช่วยเหลือ มีดังนี้

น้องณัฐ – เด็กชายณัฐชนนท์ ผุดเผือก อายุ 14 ปี จาก จ.ระนอง ประสบอุบัติเหตุตกรถจักรยานยนต์ ทำให้ฟันหน้าหักและผิดรูป ส่งผลต่อการใช้ชีวิตและความมั่นใจ
น้องฟิว – นายอณุวัฒน์ กลั่นนุช อายุ 17 ปี จาก จ.พิจิตร มีแผลเป็นคีลอยด์บริเวณใบหน้าจากการผ่าตัดและฉายแสง แต่ไม่มีทุนทรัพย์เข้ารับการรักษาศัลยกรรมตกแต่ง
น้องเคน – เด็กหญิงอภิสรา จันทร์แจ่ม อายุ 13 ปี จาก จ.สงขลา ป่วยด้วยภาวะปากแหว่งเพดานโหว่แต่กำเนิด กระทบต่อการพูด การกิน และการเรียน ถูกเพื่อนรังแกจนขาดความมั่นใจ
น้องคิว – นายอนุสรณ์ ชนะมูล อายุ 15 ปี จาก จ.พิจิตร เคยหลงผิดในวัยเด็ก มีรอยสักเต็มใบหน้าและลำตัว ปัจจุบันต้องการกลับตัว และขอลบรอยสักเพื่อเตรียมสมัครเรียนต่อ

ด้าน ปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี กล่าวว่า “เราทำงานกับเด็กและผู้หญิงทั่วประเทศมาหลายสิบปี และเห็นชัดว่าความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษายังคงมีอยู่จริง เด็กหลายคนมีแผลที่รักษาได้ แต่ไม่เคยได้รับการรักษา เพราะไม่มีโอกาส ไม่มีเงิน ไม่มีคนพาไปโรงพยาบาล ความร่วมมือกับยันฮีที่ทั้งมีศักยภาพและหัวใจเมตตา คือคำตอบที่ดีที่สุด เพราะเราไม่ได้แค่ช่วย ‘รักษา’ แต่เราช่วยให้เขากลับมามีความหวังอีกครั้ง สิ่งที่ดูเหมือนเล็กสำหรับคนทั่วไป บางครั้งคือทั้งชีวิตของเด็กหนึ่งคน”

พญ.สิรินทรา กล่าวปิดท้ายว่า “เราจะไม่หยุดแค่โครงการนี้ แต่จะเดินหน้าทำต่อไป เพราะเราเชื่อว่าเยาวชนคืออนาคตของสังคม และในบางครั้ง แค่โอกาสเล็ก ๆ ที่เขาไม่เคยมี อาจทำให้เด็กคนหนึ่งลุกขึ้นมายืนอย่างมั่นคงในวันข้างหน้าได้ เราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเริ่มต้นนั้น”

โครงการนี้จึงนับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการส่งต่อโอกาสจากภาคเอกชนสู่สังคม ไม่เพียงช่วยพลิกชีวิตของเยาวชนทั้ง 4 คน แต่ยังสะท้อนถึงพลังแห่งความร่วมมือขององค์กรที่มีหัวใจเดียวกัน คือ หัวใจของ ‘การให้’ อย่างจริงใจ เราเชื่อว่า เมื่อร่างกายได้รับการเยียวยา จิตใจก็จะได้รับพลังใหม่ และพวกเขาจะสามารถก้าวต่อไปได้อย่างมั่นใจ เพราะในบางครั้ง… โอกาสเพียงหนึ่งครั้ง ก็สามารถเปลี่ยนชีวิตคนคนหนึ่งไปตลอดกาล

vivo จับมือ UNESCO และ วารสารศาสตร์ มธ. ปั้นเยาวชนสู่นักเล่าเรื่องผ่านภาพถ่ายมืออาชีพ ก้าวสู่เวทีโลก

vivo จับมือ UNESCO และ วารสารศาสตร์ มธ. ปั้นเยาวชนสู่นักเล่าเรื่องผ่านภาพถ่ายมืออาชีพ ก้าวสู่เวทีโลก

vivo จับมือ UNESCO และ วารสารศาสตร์ มธ. ปั้นเยาวชนสู่นักเล่าเรื่องผ่านภาพถ่ายมืออาชีพ ก้าวสู่เวทีโลก

วันศุกร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แบรนด์สมาร์ตโฟน vivo เดินหน้าพันธกิจส่งเสริมพลังสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ผ่านเทคโนโลยีการถ่ายภาพบนสมาร์ตโฟน หลังจากประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) และคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวล ชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดตัวโครงการ “vivo Academy Capture the Future” ไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ล่าสุด vivo ได้จัดกิจ กรรมบูทแคมป์ถ่ายภาพเพื่อพัฒนาทักษะและต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ให้แก่เหล่าเยาวชนระดับอุดมศึกษา พร้อมจุดประกายแรงบันดาลใจสู่การเป็นนักเล่าเรื่องมืออาชีพผ่านเลนส์สมาร์ตโฟน อีกทั้งยังมอบโอกาสคว้ารางวัลรวมมูลค่ากว่า 130,000 บาทและเปิดประตูสู่เวทีระดับโลก

vivo และคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกันเปิดเวทีให้นิสิตนักศึกษาผู้หลงใหลในการเล่าเรื่องด้วยภาพ ถ่ายทั่วประเทศได้มีโอกาสเข้าร่วมเวิร์กช็อปสุดเข้มข้นร่วมกับเหล่าวิทยากรและช่างภาพชื่อดังระดับประเทศอย่างใกล้ชิด ณ มหาวิทยาลัยธรรม ศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ภายใต้หัวข้อ “Cultural Preservation & Storytelling” ที่มุ่งเน้นด้านการบันทึกเรื่องราวทางวัฒนธรรม มรดกประเพณี และวิถีชีวิตที่สะท้อนอัตลักษณ์ของสังคมไทย พร้อมยกระดับทักษะการถ่ายภาพจากพื้นฐานสู่การเล่าเรื่องอย่างมืออาชีพ

ภัทร โกมลฐิตินันท์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ จาก vivo ประเทศไทย กล่าวในพิธีเปิดโครงการว่า ” vivo เชื่อว่าภาพถ่ายคือพลังแห่งการสื่อสารที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้อย่างทรงคุณค่า และมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีการถ่ายภาพให้ผู้ใช้งานทุกคนได้มีโอกาสปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ ส่งต่อแรงบันดาลใจ ตลอดจนสร้างประโยชน์กลับคืนสู่สังคมผ่านเลนส์ของสมาร์ตโฟน ความร่วมมือในครั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อส่งมอบโอกาสและความรู้ให้กับเยาวชนไทยซึ่งเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคต โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่านิสิตนักศึกษาทุกท่านจะได้รับความรู้ ประสบการณ์ และแรงบันบันดาลใจกลับไปอย่างเต็มเปี่ยม เพื่อ ‘Capture the Future’ ของพวกเราไปด้วยกัน”

ตลอดระยะเวลา 4 วันเต็มของโครงการ vivo Academy Capture the Future นิสิตนักศึกษาที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 33 คน มีโอกาสได้รับสมาร์ตโฟน vivo V50 สำหรับใช้เพื่อฝึกฝนการถ่ายภาพตลอดกิจกรรม พร้อมได้เข้าคลาสอบรมเกี่ยวกับการถ่ายภาพเชิงวัฒนธรรมและเทคนิคพื้นฐานการถ่ายภาพ เพื่อปูพื้นฐานการถ่ายภาพบนกล้องสมาร์ตโฟนและพูดคุยถึงการต่อยอดในด้านที่สนใจร่วมกับ สุรชัย แสงสุวรรณ ช่างภาพและบรรณาธิการแฟชั่นผู้มีประสบการณ์ในแวดวงมายาวนานกว่า 15 ปี และ อุรชา จักรคชาพล ช่างภาพหญิงมากฝีมือชาวไทยที่การันตีด้วยตำแหน่ง Brand Ambassador ของ ZEISS

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการยังมีโอกาสได้แบ่งปันประสบการณ์และเรียนรู้เทคนิคการถ่ายภาพร่วมสมัยเพื่อสร้างสรรค์คอนเทนต์บนโลกออน ไลน์ พร้อมได้ลงพื้นที่ถ่ายภาพจริงในกิจกรรม Photo Walk บริเวณถนนทรงวาดและชุมชนตลาดน้อย ร่วมกับ 2 คอนเทนต์ครีเอเตอร์ชื่อดังอย่าง คุณโอ๊ต ปราโมทย์ ปาทาน ศิลปินเจ้าของบทเพลงฮิตและผู้ก่อตั้งบริษัท โคตรคูล จำกัด และ คุณว่านไฉ อคิร วงษ์เซ็ง ผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ท่องเที่ยวสุดฮิตจากเพจอาสาพาไปหลง ที่มาให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด

คว้าโอกาสทำงานร่วมกับ vivo ประเทศไทย และก้าวสู่เวทีระดับโลก

มากไปกว่านั้นในช่วงท้ายของโครงการยังเปิดโอกาสให้เหล่านิสิตนักศึกษาผู้เข้าอบรมได้นำความรู้และทักษะทั้งหมดที่ได้รับจากเหล่าวิทยากรมืออาชีพไปประยุกต์ใช้จริง ด้วยการลงพื้นที่ถ่ายภาพพอร์ตเทรตในชุมชนที่สนใจและพัฒนาเป็นโปรเจกต์ชุดภาพถ่าย (Photo Set) ในรูปแบบของตนเองภายใต้คอนเซ็ปต์วัฒนธรรมร่วมสมัย ผ่านเลนส์สมาร์ตโฟน vivo V50 ที่ได้รับการยกระดับเทคโนโลยีพอร์ตเทรตสู่ประสิทธิภาพระ ดับโปรบนเลนส์คุณภาพมาตรฐาน ZEISS ความละเอียด 50 ล้านพิกเซลในทุกกล้อง เสริมด้วยเซนเซอร์คุณภาพสูง ตลอดจนฟีเจอร์และเทค โนโลยีตัวช่วยต่าง ๆ เพื่อการสร้างสรรค์ภาพถ่ายที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร และนำเสนอผลงานกับเหล่าคณะกรรมการและช่างภาพมืออาชีพเพื่อชิงรางวัลรวมมูลค่ากว่า 130,000 บาท

สำหรับสุดยอดผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการคัดเลือกโดยคณะกรรมการผู้ทรงเกียรติในครั้งนี้ ได้แก่ ภาพชุด “สายน้ำแห่งวัฒนธรรม” หรือ “River Culture” โดย นายต้นน้ำ วงษ์สำอาง นักศึกษาชั้นปีที่ 2 จากคณะนิเทศศาสตร์ หลักสูตรนานาชาติ สาขา Innovative Media Production (IMI) มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่เลือกถ่ายทอดเรื่องราวเชิงวัฒนธรรมร่วมสมัยออกมาผ่านวิถีชีวิตของชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา

ทั้งนี้ เจ้าของผลงานที่ได้รับการคัดเลือก 3 อันดับแรก จะได้รับเงินรางวัลจำนวน 50,000 บาท 30,000 บาท และ 10,000 บาทตามลำดับ พร้อมสมาร์ตโฟน vivo V50 จำนวน 1 เครื่อง และโอกาสสุดเอ็กซ์คลูซีฟในการเซ็นสัญญาเพื่อทำงานร่วมกับ vivo ประเทศไทย นอกจากนี้ โครงการ vivo Academy Capture the Future ยังมอบประกาศนียบัตรจากความร่วมมือของ vivo, UNESCO และคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวมถึงโอกาสเข้าร่วมประกวดในเวทีระดับโลกอย่าง vivo Vision+ Mobile Photo Awards 2025 ให้แก่นิสิตนักศึกษาทุกคนที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันสำคัญในการเปิดประตูสู่เส้นทางนักเล่าเรื่องผ่านภาพถ่ายมืออาชีพอย่างเต็มตัว

สอบถามรายละเอียด และติดตามข่าวสารเทคโนโลยีอื่น ๆ จาก vivo ได้ที่เว็บไซต์ https://vivo.com/th/ และเฟซบุ๊ก vivo Thailand

ภัทร โกมลฐิตินันท์  และ ผศ.กานตชาติ เรืองรัตนอัมพร พร้อมวิทยากร คณะกรรมการ และช่างภาพมืออาชีพ

ภัทร โกมลฐิตินันท์ และ ผศ.กานตชาติ เรืองรัตนอัมพร พร้อมวิทยากร คณะกรรมการ และช่างภาพมืออาชีพ

ภัทร โกมลฐิตินันท์

ภัทร โกมลฐิตินันท์

ต้นน้ำ วงษ์สำอาง กับภาพชุด “สายน้ำแห่งวัฒนธรรม”

ต้นน้ำ วงษ์สำอาง กับภาพชุด “สายน้ำแห่งวัฒนธรรม”

กลับมาอีกครั้ง ‘อิตาเลียน พาวิลเลียน’ ในงาน ‘คอสโมพรอฟ ซีบีอี อาเซียน 2025’

กลับมาอีกครั้ง  ‘อิตาเลียน พาวิลเลียน’ ในงาน ‘คอสโมพรอฟ ซีบีอี อาเซียน 2025’

กลับมาอีกครั้ง ‘อิตาเลียน พาวิลเลียน’ ในงาน ‘คอสโมพรอฟ ซีบีอี อาเซียน 2025’

วันศุกร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“อิตาเลียน พาวิลเลียน”  กลับมาอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่ในงานแสดงสินค้าเพื่อธุรกิจความงาม (B2B) ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คอสโมพรอฟ ซีบีอี อาเซียน 2025 ประตูสำคัญสู่ธุรกิจอุตสาหกรรมความงามครบวงจร ครอบคลุมทุกห่วงโซ่อุปทานด้านความงาม บนพื้นที่จัดแสดงงานใจกลางกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่  25 – 27 มิถุนายน นี้ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ฮอลล์ 2 บูธ K39 – K48 และ L39 – L50

“อิตาเลียน พาวิลเลียน” จัดขึ้นโดย สำนักงานพาณิชย์อิตาเลียนประจำประเทศไทย และ สถานทูตอิตาลีประจำประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมโอกาสทางการค้า ความร่วมมือ และการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการด้านความงามจากประเทศอิตาลีได้เข้าสู่ตลาดเอเชีย ภายใน “อิตาเลียน พาวิลเลียน”  พบกับ 20 บริษัทชั้นนำจากประเทศอิตาลีที่พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์ความงาม บริการ อุปกรณ์และเครื่องมือสร้างความงามระดับพรีเมียม ซึ่งสะท้อนถึงนวัตกรรม คุณภาพระดับและความเป็นเลิศตามแบบฉบับอิตาเลียนอย่างแท้จริง

เปาลา กุยด้า (Paola Guida) ข้าหลวงพาณิชย์ประจำสำนักงานพาณิชย์อิตาเลียนประจำประเทศไทยกล่าวว่า “อิตาลีเป็นประเทศที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในด้านการผสมผสานกันอย่างลงตัวของประเพณี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม ไม่เว้นแม้แต่ในอุตสาหกรรมความงาม ในนามของสำนักงานพาณิชย์อิตาเลียนประจำประเทศไทย ดิฉันขอเชิญชวนทุกท่านร่วมเยี่ยมชม “อิตาเลียน พาวิลเลียน” พบกับ ผู้ประกอบการชั้นนำจากประเทศอิตาลีที่จะนำเสนอกลุ่มผลิตภัณฑ์ความงามคุณภาพเยี่ยม ทั้งเครื่องสำอางระดับพรีเมียม ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวสุดหรู ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมสำหรับมืออาชีพ อุปกรณ์ทันสมัย เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ พร้อมทั้งเปิดโอกาสในการสร้างความร่วมมือทางธุรกิจที่มีคุณค่าและสะท้อนถึงความเป็นเลิศของ “Made in Italy” ที่แท้จริง

ขยายโอกาสทางธุรกิจความงามสู่ระดับสากล

ประเทศอิตาลี ได้รับการยอมรับในระดับสากลด้านความเป็นเลิศในอุตสาหกรรมความงามและเครื่องสำอาง “อิตาเลียน พาวิลเลียน” คือต้นทางสำคัญที่จะพาท่านท่องไปในโลกแห่งความงามจากอิตาลี ค้นพบเทรนด์ความงามล่าสุด สัมผัสผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่มาพร้อมกับนวัตกรรมล้ำสมัย ตลอดจนการสาธิตผลิตภัณฑ์โดยผู้เชี่ยวชาญตัวจริงจากอิตาลี ครั้งนี้คือโอกาสสำคัญในการสร้างโอกาสขยายเครือข่ายทางธุรกิจ จับคู่เจรจาธุรกิจกับกับผู้ผลิตและแบรนด์ชั้นนำจำนวน 20 รายจากอิตาลีโดยตรง เพื่อก้าวขึ้นสู่ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์และยกระดับธุรกิจความงามสู่มาตรฐานโลก

กิจกรรมพิเศษ ITA Talk / Cosmo on Stage

อย่าพลาด ร่วมกิจกรรมสุดพิเศษ “ITA Talk / Cosmo on Stage” ในหัวข้อ “The Italian Beauty Touch: Innovation, Heritage, Lifestyle” วันที่ 26 มิถุนายน 2568 เวลา 17.00 น. ณ Main Stage Hall 2 การเสวนาที่เน้นย้ำถึงจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ความงามคุณภาพสูงที่สะท้อนถึงความประณีต ความชำนาญ และวิถีชีวิตแบบอิตาเลียน ที่พร้อมสร้างแรงบันดาลใจและแสดงให้เห็นถึงเสน่ห์แห่งความงามเหนือกาลเวลาในแบบฉบับของ “Italian Beauty”

ทั้งนี้ สามารถดาวน์โหลด E-CATALOG ได้ที่ https://bit.ly/4dVWfpL และลงทะเบียนเข้าชมงานได้ที่ https://shorturl.asia/c6Tyd สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ITA Facebook Page: ITA Bangkok Line ID:  aforall หรือ Email: idothailand@yahoo.com

เปาลา กุยด้า (Paola Guida)

เปาลา กุยด้า (Paola Guida)