V-ZUG เปิดเวทีเสวนากูรูด้านดีไซน์ สถาปัตยกรรมและอาหาร แบ่งปันประสบการณ์การใช้ชีวิตอย่างมีจิตสำนึกบนความยั่งยืน

V-ZUG เปิดเวทีเสวนากูรูด้านดีไซน์ สถาปัตยกรรมและอาหาร แบ่งปันประสบการณ์การใช้ชีวิตอย่างมีจิตสำนึกบนความยั่งยืน

V-ZUG เปิดเวทีเสวนากูรูด้านดีไซน์ สถาปัตยกรรมและอาหาร แบ่งปันประสบการณ์การใช้ชีวิตอย่างมีจิตสำนึกบนความยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

V-ZUG (เฟา-ซูก) แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านระดับอัลตร้าลักซ์ชัวรี่ชั้นนำ จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ตอกย้ำพันธกิจของการเป็นนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน ผ่านงานเสวนา “V-ZUG Thailand Sustainability Talk” ซึ่งจัดขึ้นที่ V-ZUG Studio Bangkok ภายใต้แนวคิด “Form, Function & Flavor: มุมมองข้ามวงการว่าด้วยความยั่งยืนในเชิงสถาปัตยกรรม การตกแต่งภายใน ไลฟ์สไตล์ และศาสตร์การปรุงอาหาร”  เชิญเหล่าคนดังระดับแถวหน้าจากวงการสถาปัตยกรรม การออกแบบตกแต่งภายใน และวงการอาหารของไทย มาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ด้านการออกแบบอย่างยั่งยืน และการใช้ชีวิตอย่างมีจิตสำนึกต่อสิ่งแวดล้อม

งานเสวนานี้ ผู้บริหารของแบรนด์ V-ZUG คือ แองเจลีน ยับ กรรมการผู้จัดการ V-ZUG ประจำประเทศสิงคโปร์ และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  เชฟตาม ชุดารี เทพาคำ เชฟแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ V-ZUG  เชฟและเจ้าของร้านอาหารบ้านเทพา ระดับรางวัลสองดาวมิชลิน และวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ กุลธิดา ทรงกิตติภักดี ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ASA) สถาปนิกและผู้ร่วมก่อตั้ง Jenchieh Hung + Kulthida Songkittipakdee/ HAS Design and Research; และ สายวิภา พัฒนพงศ์พิบูล สมาชิกคณะกรรมการสมาคมมัณฑนากรแห่งประเทศไทย (TIDA) มัณฑนากรและผู้ก่อตั้งบริษัท P49 Deesign & Associate มาร่วมในการพูดคุย

ประเด็นในการเสวนาเน้นสาระเกี่ยวกับแนวปฏิบัติด้านความยั่งยืนในชีวิตจริง ตั้งแต่สถาปัตยกรรมประหยัดพลังงาน และการนำพื้นที่เชิงประวัติศาสตร์มาใช้ใหม่ร่วมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ออกแบบเป็นพิเศษสำหรับการใช้ชีวิตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำมาใช้ใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในงานออกแบบและการพัฒนาโครงการต่างๆ ในประเทศไทย ซึ่งอาคารแบบดั้งเดิมได้รับการปรับเปลี่ยนเพื่อการใช้งานในยุคสมัยใหม่ ที่เป็นการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมขณะเดียวกันยังเป็นการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมด้วย

แองเจลีน ยับ, เชฟตาม ชุดารี เทพาคำ,  กุลธิดา ทรงกิตติภักดี และสายวิภา พัฒนพงศ์พิบูล 

แองเจลีน ยับ กรรมการผู้จัดการ V-ZUG ประจำประเทศสิงคโปร์ และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “เป็นเวลากว่าศตวรรษ ที่ V-ZUG มุ่งมั่นในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยความแม่นยำ ผสานความเป็นงานฝีมือแบบสวิตเซอร์แลนด์ และความเป็นเลิศที่ยั่งยืน ความยั่งยืนสำหรับเราไม่ใช่เพียงกระแส แต่เป็นค่านิยมหลักที่เป็นแนวทางในทุกการตัดสินใจของเรา เรามองความยั่งยืนในแบบองค์รวมที่สร้างสมดุลระหว่างโลก (Planet) ผู้คน (People) และผลกำไร (Profit) สำหรับประเทศไทย เรามองเห็นถึงความตื่นตัวในเรื่องความยั่งยืนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในกลุ่มนักออกแบบ เชฟ และเจ้าของที่พักอาศัย ซึ่งยึดหลักความยั่งยืนในการทำงานและการใช้ชีวิต และเราภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ผ่านนวัตกรรม ความร่วมมือ และความรับผิดชอบที่สร้างแรงบันดาลใจ เพื่อการใช้ชีวิตที่ยั่งยืนเพิ่มมากขึ้น

และในฐานะของแบรนด์ที่มีรากฐานมาจากงานฝีมือและความแม่นยำแบบสวิตเซอร์แลนด์ที่ได้รับการรับรองด้วยตราสัญลักษณ์ ‘Swiss Made’ อันทรงเกียรติ V-ZUG ได้นำความยั่งยืนเข้าในทุกมิติของห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การพัฒนาเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า การเลือกแหล่งวัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการรักษาไว้ซึ่งมาตรฐานทางจริยธรรมอันเข้มงวดตลอดห่วงโซ่อุปทานของแบรนด์ทั่วโลก นอกจากนี้ บริษัทยังส่งเสริมโมเดลธุรกิจแบบหมุนเวียน และความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน พร้อมทั้งทำให้ความยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจในทุก ๆ วัน”

ขณะที่นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและการปฏิบัติด้านสภาพภูมิอากาศ เป็นองค์ประกอบสำคัญในพันธกิจระยะยาวของ V-ZUG บริษัทมีเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดย V-ZUG เป็นแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์แรกที่บรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน 100% ในกระบวนการผลิตตั้งแต่ปี 2020 ซึ่งสอดคล้องกับข้อกำหนดและแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตาม Greenhouse Gas Protocol (GHGP) โดยได้รับการสนับสนุนจากการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อาคารประหยัดพลังงาน และการเปลี่ยนไปใช้รถพลังงานไฟฟ้าในสำนักงานและโรงงานทุกแห่ง  กองทุน CO₂ เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนภายในองค์กรได้รับการสนับสนุนด้านการเงินโดยรับสิทธิประโยชน์ด้านภาษี  และยังมีการสนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อมที่สร้างผลลัพธ์แต่ไม่ให้ผลเชิงกำไร สำหรับการชดเชยการปล่อยก๊าซที่คงค้างในกระบวนการดำเนินงานตั้งแต่ปี 2020 ผ่านโครงการ “V-Forest” เพื่อฟื้นฟูผืนป่าในสกอตแลนด์  ขณะเดียวกัน V-ZUG กำลังมุ่งสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 3 ให้ได้ 30% ภายในปี 2030 โดยได้ยื่นความจำนงในการตรวจสอบเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศภายใต้โครงการ Science Based Targets initiative (SBTi) เพื่อให้สอดคล้องกับกฎระเบียบการเปิดเผยความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศของสวิตเซอร์แลนด์ อีกทั้งบริษัทยังมีการรายงานความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศตามกรอบการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ Task Force on Climate-related Financial Disclosures (TCFD) ด้วย

ในปี 2024 V-ZUG ได้ดำเนินการวิเคราะห์ประเด็นความยั่งยืนที่สำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ โดยประเมินผลกระทบทั้งในด้านบวกและลบที่มีต่อธุรกิจและผู้มีส่วนได้เสียตามมาตรฐานการจัดทำรายงานด้านความยั่งยืนของทวีปยุโรป (the European Sustainability Reporting Standards (ESRS)) ที่ระบุประเด็นสำคัญ 15 หัวข้อ อาทิ นวัตกรรมที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ความหลากหลายทางชีววิทยา และการออกแบบผลิตภัณฑ์แบบหมุนเวียน การดำเนินการนี้ทำให้แบรนด์ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน ไม่เพียงแต่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แต่ยังขยายไปยังตลาดที่กำลังเติบโตเช่นประเทศไทยอีกด้วย

‘Dine in the Dark’ มื้อค่ำท่ามกลางความมืดสนิท เสิร์ฟโดยผู้พิการทางสายตา

‘Dine in the Dark’  มื้อค่ำท่ามกลางความมืดสนิท เสิร์ฟโดยผู้พิการทางสายตา

‘Dine in the Dark’ มื้อค่ำท่ามกลางความมืดสนิท เสิร์ฟโดยผู้พิการทางสายตา

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท, เอ ลักซ์ชัวรี่ คอลเล็คชั่น โฮเท็ล ชวนมาเปิดประสบการณ์ใหม่ของการรับรสโดยไร้แสงไฟ กับห้องอาหาร ไดน์ อิน เดอะ ดาร์ค (Dine in the Dark-DID) พร้อมร่วมสนับสนุนสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ผ่านมื้ออาหารที่เปี่ยมด้วยความหมาย รังสรรค์พิเศษ 4 คอร์ส ท่ามกลางความมืดสนิท เสิร์ฟโดยผู้เชี่ยวชาญผู้พิการทางสายตา

ที่ห้องอาหาร “ไดน์ อิน เดอะ ดาร์ค” (DID)  จะพาคุณสัมผัสโลกแห่งความมืดมิดอย่างแท้จริง ท่ามกลางบรรยากาศที่ไม่เหมือนใครโดยมีผู้เชี่ยวชาญผู้พิการทางสายตาจะเป็นผู้นำทางประสบการณ์ตลอดมื้ออาหาร คอยดูแลและเสิร์ฟอาหารท่ามกลางความมืดสนิทอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทุกสัมผัสของรสชาติเปี่ยมด้วยความหมายและเข้าใจโลกในความมืดในมุมใหม่ ที่ห้องอาหาร “ไดน์ อิน เดอะ ดาร์ค” (DID) โดยใช้ประสาทสัมผัสอื่นๆ เช่น การสัมผัส การลิ้มรส กลิ่น และเสียง เพื่อเข้าถึงรสชาติและเนื้อสัมผัส 4 เมนูสุดพิเศษที่เต็มไปด้วยความหลากหลายและรสชาติที่ลงตัว รังสรรค์อย่างพิถีพิถันจากเชฟมากประสบการของโรงแรม เชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท ไม่ว่าจะเป็น หอยเชลล์ย่างเนื้อนุ่ม เสิร์ฟคู่กับซอสถั่วลันเตาและสลัดแอปเปิ้ล เพิ่มความกรอบด้วยโครเกต์มันฝรั่งและครีมทรัฟเฟิลหอมๆ ข้าวซอยไก่ต้นตำรับมาจากภาคเหนือ หอมกรุ่นด้วยเครื่องเทศสูตรพิเศษ, แซลมอนคอนฟิตเนื้อนุ่มที่คัดสรรมาอย่างดี ราดด้วยฮอลแลนเดสซอสทาร์รากอนรสเข้มข้น และซอสส้ม เสิร์ฟคู่กับมันบดเนื้อเนียนและครัคเกอร์ทรอปิกา เพิ่มความหวานให้เต็มจานด้วยเบบี้แครอท จบมื้ออร่อยด้วยของหวานที่ไม่เหมือนใคร โมจิชาไทยหอมหวาน ทูเล่มะพร้าวกรอบและเชอร์เบทตะไคร้

เมนูพิเศษ ทุกคอร์สที่รังสรรค์ จะถูกเก็บไว้เป็นความลับจนกว่าจะสิ้นสุดมื้ออาหาร โดยแขกจะได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้งรส กลิ่น เสียง และสัมผัส เพื่อคาดเดาว่าสิ่งที่กำลังลิ้มลองคืออะไร อย่างไรก็ตาม ทางทีมงานจะสอบถามข้อมูลข้อจำกัดด้านอาหาร และความต้องการพิเศษล่วงหน้า เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยและความพึงพอใจสูงสุด

ทั้งนี้ โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท, เอ ลักซ์ชัวรี่ คอลเล็คชั่น โฮเท็ล ขอร่วมสานต่อพลังแห่งการให้ โดยจะบริจาครายได้ส่วนหนึ่งจากมื้ออาหารเพื่อสนับสนุนสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย สู่การสร้างสังคมที่เข้าใจและโอบรับความแตกต่างอย่างแท้จริง

“ไดน์ อิน เดอะ ดาร์ค” เปิดให้บริการทุกวันพุธถึงเสาร์ ตั้งแต่เวลา 18:00 – 22:00 น. ในราคาคอร์สละ 1,990++ บาท  ที่นั่งมีจำนวนจำกัด สามารถสำรองที่นั่งล่วงหน้าได้ที่โทร.02-649-8888 หรืออีเมล bkklcdining@marriott.com และ https://sheratongrandesukhumvit.info/DIDbooking  FB: https://www.facebook.com/sheratongrandesukhumvit?locale=th_TH  IG: sheratongrandesukhumvit

เปิดตัวตำราอาหาร ‘สุขภาพดี วิถีสำรับไทย’ จากต้นตำรับ 4 ภาค คงเอกลักษณ์ ครบ 5 หมู่

เปิดตัวตำราอาหาร ‘สุขภาพดี วิถีสำรับไทย’ จากต้นตำรับ 4 ภาค คงเอกลักษณ์ ครบ 5 หมู่

เปิดตัวตำราอาหาร ‘สุขภาพดี วิถีสำรับไทย’ จากต้นตำรับ 4 ภาค คงเอกลักษณ์ ครบ 5 หมู่

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อาจารย์ภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ และทีมงานจากสถาบันต่างๆ ร่วมกันจัดทำตำราอาหาร “สุขภาพดี วิถีสำรับไทย” นำเสนอสูตรอาหารไทย 4 ภาค จับคู่ “กับข้าว” กินกับข้าวให้ครบคุณค่าโภชนาการในแต่ละมื้อ หวังรักษาเอกลักษณ์รสชาติอาหารไทย พร้อมส่งเสริมให้คนไทยสุขภาพดี

“วันนี้จะทำอะไรกินดีนะ” คำถามง่ายๆที่บางครั้งก็คิดไม่ออก ตอบไม่ถูกเหมือนกัน ถ้ามีตัวช่วยเป็นตำราอาหารดีๆ สักเล่มก็น่าจะช่วยได้ ล่าสุด ผศ.ดร.ณัฐธิดา โชติช่วง อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนึ่งในทีมงานผู้จัดทำตำราอาหารกล่าวว่า ตำรานี้นำเสนอสูตรอาหารเป็น “สำรับ” กล่าวคือการจับคู่กับข้าวไทย 2 เมนู พร้อมวิธีการปรุงที่ถูกหลักโภชนาการให้พลังงาน โปรตีน ไขมัน น้ำตาล โซเดียมและใยอาหารตามเกณฑ์ที่กำหนดในแต่ละมื้อ และที่สำคัญอาหารที่มีคุณค่าต้องมาพร้อมความอร่อยที่คงเอกลักษณ์อาหารไทย โดยตำราอาหารเล่มนี้นำเสนอกับข้าวไทยทั้งสิ้น 20 สำรับ และอาหารไทยจานเดียวทั้งหมด 11 เมนู

นอกจากภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ การจัดทำตำราอาหารเล่มนี้ได้รับความร่วมมือจากสถาบันต่างๆ ได้แก่ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล, สมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย วิทยาลัยดุสิตธานี และ บจก.อายิโนโมะโต๊ะ (ประเทศไทย)

“เราให้เกณฑ์อาหารตามมุมมองของนักวิชาการ นักโภชนาการหรือนักกำหนดอาหารและเชฟช่วยกันจับคู่อาหาร สูตรอาหารมีการปรับวิธีการปรุงเพื่อให้ส่งผลดีต่อสุขภาพ รสชาติอร่อย และคงความเป็นเอกลักษณ์ไทย” ผศ.ดร.ณัฐธิดา กล่าวถึงจุดเด่นของตำราอาหารเล่มนี้

เพราะคนไทยนิยมกินข้าวเป็นหลักและมักกินกับ “กับข้าว” หลายชนิดในแต่ละมื้อ เรียกว่าอาหารสำรับ ดังนั้น การเลือก “กับข้าว” ในแต่ละมื้อจึงเป็นเรื่องสำคัญ “สำรับอาหารไทยต้องมีการจับคู่ ถ้าเราจับคู่ให้ถูก เลือกให้เป็น และกินในปริมาณที่เหมาะสม ก็จะได้คุณค่าทางโภชนาการครบและสมดุล” ผศ.ดร.ณัฐธิดาอธิบาย พร้อมยกตัวอย่างการกินไก่ทอด ถ้าเรากินไก่ทอดเพียงอย่างเดียวกับข้าว ก็อาจทำให้ขาดใยอาหาร (ไฟเบอร์) เราต้องกิน “กับข้าว” อีกอย่างคู่ไปด้วย เช่น ผัดผัก หรือน้ำพริกผักต้ม หรือแกงส้มผักรวม อย่างนี้ก็จะช่วยให้มื้อนั้นได้รับสารอาหารสมดุลมากขึ้น ดังนั้น ในตำราอาหาร “สุขภาพดี วิถีสำรับไทย” จึงนำเสนอแนวทางการจับคู่กับข้าว 2 อย่างให้กินในปริมาณที่เหมาะสมและตามเกณฑ์โภชนาการ พลังงาน ไขมัน โปรตีน น้ำตาล โซเดียม และใยอาหาร เป็นต้น โดยมีทั้งหมด 20 สำรับด้วยกัน 

“ถ้าเราจะกินแกงส้ม เราควรจะกินคู่กับอะไร ถ้ามื้อนี้อยากจะกินแกงเขียวหวาน อีกเมนูที่ควรเลือกมาคู่กันคืออะไร” ตำราอาหารเล่มนี้มีคำตอบ “เมื่อเรากินแบบจับคู่ในปริมาณที่เหมาะสม เราก็จะได้รับสารอาหารที่เป็นไปตามเกณฑ์” ผศ. ดร.ณัฐธิดากล่าวย้ำ  

ในเรื่องเกณฑ์การจับคู่เมนูหรือจัดสำรับ ภักษ์ภัสสร สระฉันทพงษ์ นักโภชนาการ จาก บจก.อายิโนโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) อีกหนึ่งในทีมงานจัดทำตำราอาหารอธิบายว่า เกณฑ์ในการจัดสำรับมี 2 ส่วนด้วยกัน ส่วนแรกคือเรื่องโภชนาการ โดยเราอ้างอิงข้อแนะนำการรับประทานอาหารของคนไทยว่าควรมีพลังงาน โปรตีน ไขมัน ผักเท่าไร ส่วนที่สองคือความเข้ากันได้ของรสชาติ ซึ่งการจัดสำรับไทยมักจะจับคู่อาหารที่เข้ากันได้ดี เช่น เผ็ดอย่างจืดอย่าง เปรี้ยวกับมัน เค็มกับหวาน เป็นต้น ความอร่อยและความเข้ากันได้ของอาหารเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของสำรับอาหารไทย ที่ทีมผู้จัดทำตำราอาหารเล่มนี้ให้ความสำคัญ

ตำราอาหาร “สุขภาพดี วิถีสำรับไทย” ประเมินปริมาณสารอาหารในเมนูต่างๆ โดยอ้างอิงจาก Thai RDI (Thai Recommended Daily Intakes) คือ ปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน สำหรับคนไทย อายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป ซึ่งกำหนดโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข

“เราใช้โปรแกรมที่ชื่อว่า INMUCAL ที่พัฒนาโดยสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ในการคำนวณว่าอาหารไทยชนิดนี้มีสารอาหารอะไรบ้างและในปริมาณเท่าไร เช่น พลังงาน โปรตีน โซเดียม แล้วนำค่าสารอาหารที่ได้ไปเปรียบเทียบกับปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคต่อวันสำหรับคนไทย” ผศ.ดร.ณัฐธิดา กล่าวและว่า คุณค่าทางโภชนาการที่ใช้ในการประเมินสูตรอาหารเล่มนี้มี 6 อย่าง คือ พลังงาน โปรตีน ไขมัน น้ำตาล โซเดียม และผัก (ตัวแทนใยอาหาร) พลังงานมีหักลบส่วนที่เป็นนม ผลไม้ และอาหารว่างออกไป 20% โดยพลังงานควรบริโภคไม่มากและไม่น้อยเกินไป ไขมัน โซเดียม และน้ำตาลจะต้องบริโภคไม่เกินเกณฑ์ สำหรับโปรตีนและผักควรบริโภคให้เพียงพอ แล้วจึงนำเอาอาหารแต่ละเมนูมาจับคู่กันเพื่อสร้างความสมดุลทางโภชนาการให้กับสำรับอาหารนั้น

สูตรอาหารสำรับไทยจึงมีเกณฑ์ตั้งต้นสารอาหารที่ควรได้ในแต่ละมื้อสำหรับ 1 คน คือ พลังงาน 553 กิโลแคลอรี โปรตีน 15 กรัม ไขมัน 19 กรัม น้ำตาล 1.6 กรัม โซเดียม 667 มิลลิกรัมและผัก 53 กรัม

ผศ.ดร.ณัฐธิดา กล่าวต่อไปว่า ตำราอาหารมีสูตรสำรับอาหารไทยทั้ง 4 ภาค  นำเสนอการจับคู่อาหารกับการกินข้าวซึ่งเป็นวัฒนธรรมการกินของคนไทย อาทิ – สำรับภาคอีสาน เช่น ข้าวเหนียว อ่อมไก่ และลาบหมู อ่อมไก่มีผักและสมุนไพรช่วยเพิ่มรสชาติ สำรับนี้ให้พลังงาน 480 กิโลแคลอรี โปรตีน 24 กรัม ไขมัน 17 กรัม โซเดียม 708 มิลลิกรัม น้ำตาล 0 กรัม และผัก 148 กรัม – สำรับภาคกลาง เช่น ข้าวสวย แกงเขียวหวาน ยำไข่ต้ม แกงเขียวหวานมีรสชาติเผ็ดหวานและหอมเครื่องเทศ สำรับนี้ให้พลังงาน 512 กิโลแคลอรี โปรตีน 25 กรัม ไขมัน 20 กรัม โซเดียม 959 มิลลิกรัม น้ำตาล 5 กรัม และผัก 124 กรัม                 – สำรับภาคเหนือ เช่น ข้าวสวย แกงฮังเล ยำวุ้นเส้น แกงฮังเลมีรสชาติเผ็ดหวานและหอมเครื่องเทศ สำรับนี้ให้พลังงาน 603 กิโลแคลอรี โปรตีน 25 กรัม ไขมัน 20 กรัม โซเดียม 1,195 มิลลิกรัม น้ำตาล 6 กรัม และผัก 119 กรัม และสำรับภาคใต้ เช่น ข้าวสังข์หยด ใบเหลียงผัดไข่ หมูฮ้อง สำรับนี้ให้พลังงานปริมาณ 622 กิโลแคลอรี โปรตีน 19 กรัม ไขมัน 35 กรัม โซเดียม 631 มิลลิกรัม น้ำตาล 10 กรัม และผัก 45 กรัม

นอกจากนี้ ในตำราอาหารเล่มนี้ยังนำเสนอสูตรอาหารจานเดียว 11 เมนูที่คนไทยนิยมรับประทาน เช่น – ผัดหมี่โคราช ที่มีองค์ประกอบอาหารครบถ้วนอยู่แล้ว มีรสชาติเค็มและหวาน เวลาปรุงอาหารสามารถปรับโซเดียมและน้ำตาลลดลงได้ – ข้าวมันไก่ที่ปรับสูตรน้ำจิ้ม โดยใช้น้ำส้มคั้นเป็นส่วนประกอบเพื่อลดน้ำตาลและโซเดียม – ก๋วยเตี๋ยวเรือที่แนะนำให้ทานเป็นแบบน้ำขลุกขลิก เพื่อลดโซเดียมและกินคู่กับผักเพื่อช่วยขับโซเดียม

อาหารไทยส่วนมากมีความจัดจ้าน โดยเฉพาะอาหารสตรีทฟู้ดที่มักจะใส่เครื่องปรุงมากเกินความพอดี ในเรื่องนี้ ผศ. ดร.ณัฐธิดา ให้คำแนะนำว่า “การปรุงอาหารไทยไม่ควรใช้เครื่องปรุงซ้ำซ้อน เช่น ผัดกระเพราเติมน้ำปลาและใส่น้ำมันหอยให้มีรสอูมามิเพิ่ม ไม่จำเป็นต้องใส่ซีอิ๊วเพิ่มความเค็ม เราต้องรู้ว่าเอกลักษณ์อาหารอยากได้กลิ่นและรสอะไร เมนูบางอย่างไม่อยากได้กลิ่นน้ำปลา เราก็ควรใส่ซีอิ๊วแล้วพอ นอกจากนี้ เวลาปรุงเครื่องปรุง ก็ควรใส่ทีละอย่าง ชิมไป ปรุงไป ไม่ใช่ใส่ทุกอย่างในปริมาณเยอะ หรือปรุงเสร็จแล้วค่อยชิม”

นอกจากนี้ ผศ. ดร.ณัฐธิดา กล่าวว่า ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่ลดปริมาณโซเดียม เช่น น้ำปลาลดโซเดียม แต่ก็ใช่ว่าเราจะได้รับโซเดียมน้อยลง

“พอรู้ว่าลดโซเดียม เลยใส่ไปในอาหารเยอะเลย สรุปคือได้โซเดียมเท่าเดิม” ผศ. ดร.ณัฐธิดากล่าว “ผู้บริโภคต้องรู้ว่าถ้าเราจะจำกัดโซเดียม เราควรเลือกอาหารที่มีรสชาติเค็มลดลง ถ้าปรุงเองได้ ก็ควรปรุงรสชาติให้ความเค็มลดลง เวลาปรุงอาหารใส่น้ำปลา 1 ช้อนชา พอมาใช้น้ำปลาลดโซเดียมก็ใส่ 1 ช้อนชาเท่าเดิม ไม่ใช่ใส่อีกเท่าตัว ที่สำคัญเราควรปรับรสชาติการกินของตัวเอง ไม่กินรสจัด”

ด้าน ภักษ์ภัสสร แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมในเรื่องเครื่องปรุงอาหารไทยว่า “เราควรเลือกใช้ในปริมาณที่เหมาะสม เราควรจะรู้จักคุณสมบัติของเครื่องปรุงแต่ละชนิดว่าให้คุณสมบัติอะไร เช่น เกลือให้ความเค็ม น้ำปลาให้ความเค็ม ซีอิ๊ว ก็ให้ความเค็ม แต่มีรสชาติคนละแบบ เราต้องย้อนกลับมาดูว่าเมนูที่เราทำ รสชาติเป็นอย่างไร และเราต้องการคุณสมบัติอะไรในเมนูของเรา ไม่ใช่ประโคมใส่เครื่องปรุงที่ให้ความเค็มทั้งหมด”

คำกล่าวที่ว่า “กินอะไรก็เป็นอย่างนั้น” หรือ “You are what you eat.” ยังคงใช้ได้ในปัจจุบัน โดย ภักษ์ภัสสร กล่าวว่า ทุกวันนี้โรคทั้งหลายเกิดจากการกิน เทคโนโลยีสมัยนี้ดูได้ว่าเรามียีนแบบไหน ควรจะกินอะไรอย่างไรก็จริง แต่สุดท้ายแล้วเราควรกินอาหารให้สมดุลได้โภชนาการ ไม่ใช่ว่าพอรู้ว่าร่างกายสามารถเผาผลาญน้ำตาลได้ดีก็กินน้ำตาลเต็มที่ จะทำให้ร่างกายทำงานหนัก เรื่อง You are what you eat. หรือ You eat what you are. ยังคงเป็นจริงอยู่

“กินอะไรก็เป็นอย่างนั้น ถ้าเรากินอาหารไขมันสูงบ่อยๆ ไม่ออกกำลังกาย กินอาหารไม่สมดุล ร่างกายก็จะสะสมไปเรื่อยๆ โรคประจำตัวถามหาแน่นอน ถ้ากินโซเดียมสูง อาหารรสจัดบ่อย ๆ ก็จะสะสมและเริ่มเห็นผลเมื่ออายุมากขึ้น เราต้องมีวินัยในการใช้ชีวิต เลือกกินให้เหมาะสม เลือกกินให้สุขภาพดี สร้างสมดุลให้อาหาร กินอาหารให้อร่อยและไม่ฝืนจนเกินไป” ผศ. ดร.ณัฐธิดา กล่าวทิ้งท้าย

“วันนี้ทำอะไรกินดีนะ” ถ้ายังนึกไม่ออก ดาวน์โหลดตำราอาหาร “สุขภาพดี วิถีสำรับไทย” ฉบับ E-book ได้ฟรีที่ https://bit.ly/cookbook-healthyset สำหรับผู้ที่สนใจรูปเล่ม สามารถขอรับหนังสือฟรี (ในนามหน่วยงาน) ได้ที่ https://bit.ly/cookbook-healthyset

วิกฤตเงียบที่หยั่งรากลึก มูลนิธิศุภนิมิตฯ สะท้อนปัญหา ‘เด็กหลุดจากระบบการศึกษา สู่ตลาดแรงงานก่อนวัย’

วิกฤตเงียบที่หยั่งรากลึก มูลนิธิศุภนิมิตฯ สะท้อนปัญหา ‘เด็กหลุดจากระบบการศึกษา สู่ตลาดแรงงานก่อนวัย’

วิกฤตเงียบที่หยั่งรากลึก มูลนิธิศุภนิมิตฯ สะท้อนปัญหา ‘เด็กหลุดจากระบบการศึกษา สู่ตลาดแรงงานก่อนวัย’

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เดือนมิถุนายน นี้ถือเป็นเดือนแห่งการให้ความสำคัญกับสิทธิความเท่าเทียม รวมถึงคุณภาพชีวิตของแรงงาน แต่เบื้องหลังแรงงานเหล่านี้ คือ แรงงานเด็กในวัยเรียนจำนวนมากที่ต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของวงจรที่นำไปสู่การหมดโอกาสและกลายเป็นแรงงานที่ขาดศักยภาพในอนาคต

รสลิน โกแวร์ ผอ. มูลนิธิศุภนิมิตฯ

มีข้อมูลจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ระบุว่าในปี 2567 ประเทศไทยมีเด็กและเยาวชน 9.8 แสนคน ที่ไม่มีชื่อในระบบการศึกษา และในจำนวนนี้เป็นการรายงานของเด็กกลุ่มใหม่ถึง 391,747 คน

นี่คือชุดข้อมูลสถานการณ์เด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษา ที่ผู้เชี่ยวชาญจาก มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย  นำมาใช้เป็นข้อมูลตั้งต้น เพื่อหาทางออกของปัญหาร่วมกับเครือข่ายในท้องถิ่น ตามพันธกิจของมูลนิธิศุภนิมิตฯ กับบทบาทด้านพัฒนาเยาวชน ให้มีทักษะชีวิตและมีต้นทุนชีวิตที่ดี  ซึ่งเผยให้เห็นถึงปัจจัยเสี่ยงหลัก ๆ ที่ทำให้เด็กไทยต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา นั่นก็คือ ปัญหาความยากจนและรายได้ครอบครัวที่ไม่แน่นอน  การทำงานนอกถิ่นฐานของพ่อแม่หรือผู้ปกครอง ซึ่งส่งผลต่อการเลี้ยงดูเด็ก อีกทั้ง ความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงสถานศึกษาที่อยู่ห่างไกล คุณภาพของการศึกษาที่ไม่เท่าเทียม อาจส่งผลให้เด็กเล็งเห็นถึงความสำคัญของการเรียนลดลง รวมไปถึงค่าใช้จ่ายแฝงต่างๆ ที่ตามมาในแต่ละวัน ทำให้เด็กและเยาวชนเหล่านี้ ตัดสินใจออกจากโรงเรียน และเบนเข็มเข้าสู่ตลาดแรงงานก่อนวัยอันควรไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งเด็กและเยาวชนที่ต้องทำงานตั้งแต่อายุยังน้อย มักจะขาดทักษะและความรู้ที่จำเป็นสำหรับการทำงานที่มีคุณภาพในอนาคต วงจรความยากจน จึงถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมให้หยั่งรากลึกและรุนแรงยิ่งขึ้น

โกวิทย์ รักษา หรือ ครูเบส

นางรสลิน โกแวร์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย สะท้อนถึงสถานการณ์และแนวทางแก้ไขปัญหาด้วยว่า “ท่ามกลางความท้าทายของสภาพเศรษฐกิจและสังคมในทุกวันนี้ มูลนิธิศุภนิมิตฯ เราได้ดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง  เพื่อแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนในหลากหลายมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการป้องกันปัญหาแรงงานเด็กที่เกิดจากการหลุดออกจากระบบการศึกษาก่อนวัยอันควร เราตระหนักดีว่า การสร้างโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมและทั่วถึงทุกพื้นที่ คือรากฐานสำคัญในการแก้ไขปัญหาแรงงานเด็กอย่างยั่งยืน ซึ่งแนวทางการทำงานของเรา จะมุ่งเน้นไปที่การช่วยเหลือให้เด็กและเยาวชนที่ด้อยโอกาสสามารถเข้าถึงและคงอยู่ในระบบการศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการหลักของมูลนิธิศุภนิมิตฯ นั่นคือ โครงการอุปการะเด็กและกิจกรรมส่งเสริมทักษะอาชีพที่หลากหลาย ตัวอย่างเช่น โครงการกลไกการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในท้องถิ่นเพื่อเพิ่มโอกาสทางการศึกษาสำหรับกลุ่มเปราะบาง ที่เน้นการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชนและแกนนำท้องถิ่น เน้นการเข้าถึงกลุ่มเปราะบาง และดำเนินตามมาตรการให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที  โครงการพัฒนาชุมชนเป็นพื้นที่แบบพึ่งตนเองและยั่งยืน โครงการนี้เราเน้นการสร้างงาน สร้างอาชีพ พัฒนาศักยภาพเด็กให้เหมาะสมกับช่วงวัย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต หากเด็กและเยาวชนจำเป็นต้องหลุดจากระบบการศึกษา จะได้มีทักษะวิชาชีพติดตัวไว้สร้างรายได้ต่อไป”

งานด้านส่งเสริมการศึกษา

“การเป็นเด็กในความอุปการะ นอกจากผมจะได้รับการสนับสนุนปัจจัยทางการศึกษาแล้ว ผมยังได้มีโอกาสเข้ารับการพัฒนาทักษะชีวิต ซึ่งผมได้นำมาปรับใช้ในชีวิต ยิ่งตอนนี้ผมได้มาเป็นครูด้วยแล้ว ผมก็ได้นำทักษะที่เคยได้รับมาปรับสอน ปรับใช้กับลูกศิษย์ ทั้งเรื่องทักษะการใช้ชีวิต ทักษะการประกอบอาชีพ เพื่อให้เด็กนักเรียนมีความรู้และความสามารถที่จะสร้างรายได้ให้กับตัวเอง รวมไปถึงการปลูกฝังให้นักเรียนเป็นคนดีครับ” นายโกวิทย์ รักษา หรือ ครูเบส อดีตเด็กในความอุปการะ และช่วงที่เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษา ครูเบส คือหนึ่งในเด็กอีกหลายคนที่ยากจน และเสี่ยงที่จะหลุดจากระบบการศึกษา ด้วยฐานะทางครอบครัวที่ยากลำบาก ทำให้ขาดโอกาสในด้านต่าง ๆ ทั้งด้านการศึกษา โภชนาการ สุขภาพ และอื่น ๆ แต่ด้วยการสนับสนุนค่าเล่าเรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา การช่วยเหลือสนับสนุนรายได้ และอาชีพเสริมของครอบครัวจากมูลนิธิศุภนิมิตฯ ผ่านโครงการอุปการะเด็ก ทำให้ครูเบสได้รับโอกาสในการศึกษาและครอบครัวก็มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นี่ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างแรงงานคุณภาพที่ได้รับโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิต

งานด้านส่งเสริมทักษะอาชีพเด็ก

 โครงการอุปการะเด็ก ไม่ใช่เพียงให้ทุนการศึกษา แต่คือการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเด็กเปราะบางยากไร้สู่ความอยู่ดีมีสุข ทั้งด้านสุขภาพอนามัยที่ดี มีความปลอดภัยในชีวิต และได้รับการพัฒนารอบด้าน ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ การเรียนรู้ ตลอดจนพัฒนาครอบครัวและชุมชนให้มีความมั่นคงด้านทักษะชีวิตและทักษะอาชีพที่มั่นคง ในอนาคต เด็กเหล่านี้ก็จะเติบโตไปเป็นแรงงานที่มีศักยภาพ มีทักษะ และจริยธรรม ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่าเหตุผลของการให้จะเป็นเช่นไร ทุกเหตุผลของการให้นั้น ยิ่งใหญ่เสมอ

อบรมแกนนำเยาวชน

ติดความเคลื่อนไหวของโครงการและกิจกรรมต่างๆ ของมูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้ที่ https://give.worldvision.or.th/lfWMZ7 FB:https://www.facebook.com/worldvisionthailand  IG:https://www.instagram.com/worldvision_thailand  Youtube: https://www.youtube.com/@worldvisionthailand-wvft  และ X: https://twitter.com/WorldVisionTH

‘กลุ่มเดอะมอลล์’ต้อนรับวันสิ่งแวดล้อมโลกสานต่อภารกิจรักษ์โลกตลอดปี 2568 ประเดิมแคมเปญแรก ‘เดอะมอลล์ กรุ๊ป ชวนแยกแลกมังคุด’

'กลุ่มเดอะมอลล์'ต้อนรับวันสิ่งแวดล้อมโลกสานต่อภารกิจรักษ์โลกตลอดปี 2568 ประเดิมแคมเปญแรก ‘เดอะมอลล์ กรุ๊ป ชวนแยกแลกมังคุด’

‘กลุ่มเดอะมอลล์’ต้อนรับวันสิ่งแวดล้อมโลกสานต่อภารกิจรักษ์โลกตลอดปี 2568 ประเดิมแคมเปญแรก ‘เดอะมอลล์ กรุ๊ป ชวนแยกแลกมังคุด’

วันพุธ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 16.35 น.

เดอะมอลล์ กรุ๊ป ผนึกเครือข่ายภาครัฐ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าสานต่อพันธกิจด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนตลอดปี 2568 ประเดิมแคมเปญแรก “เดอะมอลล์ กรุ๊ป ชวนแยกแลกมังคุด” เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ภายใต้แนวคิด ช่วยโลก ช่วยเกษตรกรไทย ตอกย้ำแบบอย่างของการสร้างสรรค์และจุดประกายกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม เชิญชวนประชาชน ร่วมรณรงค์ลดปัญหาขยะพลาสติก ด้วยการนำขวดพลาสติก PET จำนวน 10 ขวด มาแลกรับมังคุด ราชินีแห่งผลไม้ไทย ส่งเสริมการนำพลาสติกกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล   อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยเหลือเกษตรกรในการกระจายผลผลิต ระหว่างวันที่ 5-8 มิถุนายน 2568 ที่บูธกิจกรรมหน้ากูร์เมต์มาร์เก็ต เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ท่าพระ, งามวงศ์วาน, บางแค,  บางกะปิ, เอ็มควอเทียร์ และสยามพารากอน

นางณัฐศมน วงศ์กิตติพัฒน์ ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “เดอะมอลล์ กรุ๊ป ในฐานะ GREEN RETAIL แห่งแรกของประเทศไทย มุ่งมั่นในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ภายใต้โครงการ “THE MALL GROUP GO TO ZERO” ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นในระดับโลก  และให้ความสำคัญกับบทบาทขององค์กรธุรกิจในการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง โดย เดอะมอลล์ กรุ๊ป เป็นห้างสรรพสินค้าแห่งแรกที่ยกเลิกการใช้ถุงพลาสติก ตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2562 ก่อนที่ภาครัฐจะมีแนวทางออกมาบังคับใช้ ซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจจริงในการลดการใช้พลาสติก ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม

และในปี 2568 เดอะมอลล์ กรุ๊ป  ได้บูรณาการเรื่องสิ่งแวดล้อม พร้อมช่วยเหลือเกษตรกรไทย     จัดกิจกรรมเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนต่อเนื่องตลอดทั้งปี  นำร่องด้วยแคมเปญ “เดอะมอลล์ กรุ๊ป ชวนแยกแลกมังคุด เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก วันที่ 5 มิถุนายน โดยร่วมมือกับ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์  จัดกิจกรรมรณรงค์คัดแยกขยะก่อนทิ้งส่งกลับสู่กระบวนการรีไซเคิล พร้อมช่วยโลก ช่วยเกษตรกรไทยกระจายผลผลิตในช่วงที่มังคุดล้นตลาด ด้วยการนำขวด PET พลาสติกใส จำนวน 10 ขวด มาหยอดตู้ แลกรับมังคุดฟรี ตั้งแต่วันที่ 5-8 มิถุนายน 2568 ที่ที่บูธกิจกรรมหน้ากูร์เมต์มาร์เก็ต เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ท่าพระ, งามวงศ์วาน, บางแค,  บางกะปิ, เอ็มควอเทียร์ และสยามพารากอน

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า “กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการลดการใช้พลาสติกและการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในวาระสำคัญของประเทศ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตสิ่งแวดล้อมและเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน การร่วมมือในโครงการ “เดอะมอลล์ กรุ๊ป ชวนแยกแลกมังคุด” ในครั้งนี้
ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม ที่นอกจากจะช่วยส่งเสริมพฤติกรรมการแยกขยะและการรีไซเคิลในระดับประชาชนทั่วไปแล้ว ยังมีส่วนช่วยสร้างมูลค่าให้กับขยะพลาสติก และสนับสนุนเกษตรกรไทยไปพร้อมกัน

นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังมีแผนที่จะสานต่อความร่วมมือกับ เดอะมอลล์ กรุ๊ป อย่างต่อเนื่องตลอดปี 2568 ผ่านกิจกรรมและโครงการต่าง ๆ ที่มุ่งเน้นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมในทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว”

ร้อยตรีจักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปิดท้ายว่า “กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน มุ่งมั่นในการดูแลเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร และส่งเสริมช่องทางการตลาดที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตของเกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่อง โครงการ “เดอะมอลล์ กรุ๊ป ชวนแยกแลกมังคุด” ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่สร้างสรรค์ ซึ่งผสานการส่งเสริมการบริโภคผลไม้ไทยเข้ากับการมีส่วนร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อม  โครงการนี้ไม่เพียงช่วยบรรเทาปัญหาผลผลิตล้นตลาด แต่ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการแยกขยะและรีไซเคิลอย่างมีคุณค่า พร้อมทั้งตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า

ในปี 2568 กระทรวงพาณิชย์มีแผนที่จะร่วมมือกับเดอะมอลล์ กรุ๊ป อย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมทั้งเศรษฐกิจฐานรากและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติควบคู่กัน เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืน และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยในระยะยาว”

ศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย เตือน HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์พุ่งสูงขึ้น

ศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย เตือน HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์พุ่งสูงขึ้น

ศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย เตือน HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์พุ่งสูงขึ้น

วันพุธ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 16.13 น.

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น หนองในแท้ หนองในเทียม ซิฟิลิส หูด ไวรัสตับอักเสบบี​ ซี เริม ฯลฯ สาเหตุสำคัญมาจากการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน ซึ่งปัจจุบันนี้​มีการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้หลายวิธี เช่น การใช้ถุงยางอนามัย การกินยาป้องกัน การฉีดวัคซีน

จากสถิติผู้มารับบริการตรวจหาเชื้อ HIV ที่คลินิกนิรนาม ศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 ถึง เดือนเมษายน 2568 พบว่า อายุส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อ HIV คือ 20-49 ปี และพบว่าผู้ติดเชื้อ HIV เริ่มมีอายุน้อยลงไปเรื่อย ๆ และพบผู้ติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

รศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย

รศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า “ปัจจุบันพบว่าช่วงอายุที่พบการติดเชื้อ HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อายุเริ่มน้อยลงไปเรื่อย ๆ สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนยังความรู้ความเข้าใจด้านการป้องกันตนเองอย่างไรไม่ให้ติดเชื้อ การสังเกตอาการตนเอง และผู้ที่มีความเสี่ยงไม่กล้าที่จะเข้าไปตรวจในโรงพยาบาลหรือคลินิก ทำให้ปัจจุบันจึงมีการแพร่ระบาดของเชื้อ HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มากขึ้นแบบก้าวกระโดด ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง”

ศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย เชิญชวนเข้ารับบริการตรวจคัดกรองเชื้อเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่คลินิกนิรนาม ถ.ราชดำริ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ สามารถ walk in ได้ ในวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-16.30 น. (ปิดรับบัตรคิว : HIV เวลา 15.00 น. โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เวลา 15.00 น.) ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ สำหรับคนไทยสามารถใช้สิทธิตรวจเอชไอวีฟรี ปีละ 2 ครั้ง เพียงยื่นบัตรประจำตัวประชาชน (ค่าบริการทางการแพทย์ 50 บาท ทำบัตรครั้งแรก 20 บาท) ข้อมูลถูกเก็บเป็นความลับ สอบถามเพิ่มเติมโทร.0 2251 6711-5 (วันและเวลาราชการ) หรือเฟซบุ๊กเพจ : คลิ นิกนิรนาม ศูนย์วิจัยโรคเอดส์และโรคติดเชื้อ สภากาชาดไทย

กูรูไวน์ ‘ภารณี จิตรกร’ จับมือ North Restaurant เปิดชั้นเรียนอาหารเหนือกับไวน์

กูรูไวน์ ‘ภารณี จิตรกร’ จับมือ North Restaurant เปิดชั้นเรียนอาหารเหนือกับไวน์

กูรูไวน์ ‘ภารณี จิตรกร’ จับมือ North Restaurant เปิดชั้นเรียนอาหารเหนือกับไวน์

วันพุธ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 15.28 น.

อ ภารณี จิตรกร หรือ “หน่อง” เปิดชั้นเรียน “Exploring Thai Cuisine & Wine Pairing”  EP 2 กับอาหารเหนือ ปักหมุดร้าน North Restaurant ร้านอาหารเหนือรางวัลมิชลินไกด์เรียนรู้ศาสตร์และศิลป์ในการจับคู่อาหารล้านนาและไวน์ จากทั้ง Old World & New World wine ในวันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน 2568 เวลา: 18:00 – 20:30 น. หลังจากประสบความสำเร็จกับอาหารอีสานใน  EP 1

หลังจากทนเสียงเรียกร้องไม่ไหวจากบรรดาคอไวน์ หรือนักดื่มที่สนใจการจับคู่ไวน์กับอาหารไทย ภารณี จึงตัดสินเปิดชั้นเรียน “Exploring Thai Cuisine & Wine Pairing” ครั้งแรก เริ่ม EP  1 เมื่อเดือนมีนาคม 2568 กับอาหารรสแช่บอย่างอาหารอีสาน  โดยจับมือกับเชฟจิ๊บ กันยารัตน์ และเชฟไพศาล แห่งร้านแก่นกรุง พร้อมเพิ่มอรรถรสด้วยการจับคู่กับไวน์ ซึ่งได้รับเสียงตอบรับดีเกินคาด

หน่อง-ภารณี จิตรกร นักชิมไวน์แถวหน้าของเมืองไทย

EP 2 ของชั้นเรียน “Exploring Thai Cuisine & Wine Pairing”  จึงมาต่อกันที่อาหารเหนือ หรืออาหารล้านนา ที่ร้านมิชลินไกด์ North Restaurant ภายในบ้านแสนคลาสสิกในซอยสุขุมวิท 33  ที่เลื่องชื่อด้วยอาหารเหนือรสชาติดั้งเดิมเสิร์ฟมาในรูปแบบ Fine Dining  โดยในชั้นเรียนนี้จะได้ลิ้มลองอาหารเทสติ้งเมนู 6 คอร์ส กับ 6 ไวน์ เป็นอาหารเหนือจานเด่นจากทั่วทุกภูมิภาค ที่เชิดชูวัตถุดิบและเครื่องปรุงจากจังหวัดต่างๆ เพื่อรู้จักอาหารล้านนา มรดกภูมิปัญญาที่ตกทอดจากอดีตจนถึงปัจจุบันที่สามารถเข้าคู่กับไวน์ได้อย่างลงตัว แต่จะเป็นไวน์ตัวไหนบ้างต้องไปเรียนรู้กัน  นอกจากนี้ จะมีรางวัลสำหรับนักเรียนดีเด่น 3 รางวัลจาก #lucaris new collection และ Special offer จาก IWS  อีกด้วย

“ครั้งแรกเป็นการเรียนรู้ศาสตร์และศิลป์ในการจับคู่ไวน์กับอาหารอีสาน ทั้งไวน์ Old World & New World wine และครั้งที่ 2 นี้  เป็นอาหารจากภาคเหนือ เนื่องจากอาหารไทยเป็น soft power ที่ดีที่สุด และไวน์ก็เป็นเครื่องดื่มในระดับสากลที่ได้รับการยอมรับ การจับคู่อาหารไทยกับไวน์ จึงเป็นสิ่งที่สามารถยกระดับอาหารไทยขึ้นไปอีกขั้น”  ภารณี กล่าว

ภารณี จิตรกร เป็นที่รู้จักในฐานะนักชิมไวน์ระดับกูรู ที่มีประสบการณ์มากว่า 18 ปี  เป็นคณะกรรมการตัดสินไวน์ บนเวทีระดับนานาชาติในต่างประเทศมากมาย ตลอดจนเป็น International Bordeaux Wine Educator คนแรกของประเทศไทย ซึ่งเป็น 1 ใน 178 คนทั่วโลก ของสถาบัน Ecole du Vin de Bordeaux เมืองบอร์กโดซ์ ประเทศฝรั่งเศส  หรืออาจจะคุ้นหน้ากันในฐานะกรรมการ จากรายการ Master Chef Thailand และ Iron Chef Thailand

ชั้นเรียน “Exploring Thai Cuisine & Wine Pairing” EP 2  จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 6  มิถุนายน 2568 เวลา 18:00 – 20:30 น. ที่ร้าน  North Restaurant อาหาร 6 คอร์สและไวน์แพริ่ง ในราคาท่านละ 3,289 บาทสุทธิ สำรองที่นั่งได้ที่ โทร.061 426 2642, LINE: @northbkk8, FB: North และ  Facebook: Parani Chitrakorn

มิสเอิร์ธไทย ชูคอนเซปต์ Down to Earth เตรียมจับมือองค์กรรักษ์โลก จัดประกวดมิสเอิร์ธองค์กร ร่วมผลักดันสิ่งแวดล้อม

มิสเอิร์ธไทย ชูคอนเซปต์ Down to Earth เตรียมจับมือองค์กรรักษ์โลก จัดประกวดมิสเอิร์ธองค์กร ร่วมผลักดันสิ่งแวดล้อม

มิสเอิร์ธไทย ชูคอนเซปต์ Down to Earth เตรียมจับมือองค์กรรักษ์โลก จัดประกวดมิสเอิร์ธองค์กร ร่วมผลักดันสิ่งแวดล้อม

วันพุธ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 14.51 น.

ดร.น้อง สิริกานต์ อ้นสนกราน ประธานองค์กร มิสเอิร์ธ ไทยแลนด์ เดินหน้าจัดประกวดใหญ่ 2 เวที ‘หนุ่ม-สาวรักษ์โลก’ จัดใหญ่กับงานแถลงข่าว Miss Earth Thailand 2025 & Mister Earth Guys Thailand 2025 พร้อมเปิดมิติใหม่ ประสานมือองค์กร ที่สนใจด้ายสิ่งแวดล้อมร่วมจัดประกวด ‘มิสเอิร์ธองค์กร’ ชูคอนเซปต์ Down to Earth ประเดิมเวทีประกวด ‘มิสเอิร์ธศุลการักษ์’ โดย บิ๊กหยิม นายยุทธนา หยิมการุณ ประธานมูลนิธิศุลการักษ์และเพื่อน ซึ่งผู้ที่คว้ามงกุฎจะเป็นตัวแทนผ่านรอบออดิชั่นในการประกวด Miss Earth Thailand 2025 งานแถลงข่าวครั้งนี้ได้รับเกียรติจากแขกวีไอพีเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง อาทิ คุณสุมณี คุณะเกษม , ปุ๋ย นิทัศน์ , อิ๋งอ้อย สิทธิวดี กิตติสิทโธ , ปิงปอง สะแกวัลย์ , เท่ห์ อุเทน พรหมมินทร์ , เต๋า ทีวีพูล ภูมิพัฒน์ ธรรมพันธ์ นอกจากนี้ยังมีสาวงามรักษ์โลกรุ่นพี่ อาทิ ใบตอง จรีรัตน์ เพชรโสม , โคร่า เบียลท์ , โซดา รัชฎาวัลย์ ฟาวเลอร์ , ยู นันทิชา การ์เซีย , ฟิล์ม วรรณฑิรา พรหมประพันธ์ ,อิ้งค์ จิดาภา เจริญพงษ์ และเฟิร์น กาญจน์ชนก พุทธรักชาติ มาร่วมแฟชั่นโชว์ประมูลเพชร สิริไทยเจมส์ โดยมี ดร.โก้ ธีรศักดิ์ พันธุจริยา รับหน้าที่พิธีกร  ปิดท้ายกับการร่วมฉลองวันคล้ายวันเกิด ดร.น้อง นำทีมโดยลูกสาวคนสวย น้องเนย  นฤภร นฤปิติ ที่มาพร้อมเค้กก้อนโต ท่ามกลาง เสียงร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ดเดย์ อย่างอบอุ่น ณ โรงแรมเอ็นสิริ รีสอร์ทแอนด์สปา ลำลูกกา71 ปทุมธานี

ดร.น้อง สิริกานต์ อ้นสนกราน ประธานองค์กร มิสเอิร์ธ ไทยแลนด์ กล่าวว่า ‘คอนเซปต์ในปีนี้คือ Down To Earth เราจะเข้าไปคลุกคลีกับปัญหาสิ่งแวดล้อมในทุกๆ เรื่อง ทุกๆ หย่อมหญ้าที่เราสามารถช่วยได้ ใช้ความมานะพยายาม ใช้รอยยิ้ม ในการขอความร่วมมือคนที่เขารักโลก รวมไปถึงลดความสง่างามแบบเอื้อมไม่ถึง เข้ามาใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากขึ้น จะปรับปฏิวัตินางงามให้เป็นอะไรที่ง่าย เข้าถึงได้ง่าย แล้วก็สู้ไปด้วยกันค่ะ

‘และสิ่งที่เพิ่มเติมในปีนี้คือ การปลั๊กอินกับองค์กร เริ่มที่สมาคมศุลการักษ์ ที่เห็นว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ว่าให้มิสเอิร์ธไทยแลนด์ทำอย่างโดดเดี่ยว จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการร่วมมือจัดประกวด มิสเอิร์ธศุลการักษ์ โดยสาวงามจะได้ตำแหน่ง ดินน้ำลมไฟ และผ่านเข้ารอบออดิชั่นมาร่วมประกวด มิสเอิร์ธไทยแลนด์ ในเดือนสิงหาคม คือเรามองว่า การจัดประกวดในระดับจังหวัดของมิสเอิร์ธ บางจังหวัดมีองค์กรมากกว่า 10 องค์กรที่อยากเข้ามาช่วยในด้านสิ่งแวดล้อม เลยคิดว่าจัดเป็นมิสเอิร์ธองค์กรน่าจะช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรได้ดีกว่า หมายถึงว่าเราจะได้กลุ่มนางงามในองค์กรที่หลากหลายมาช่วยในเรื่องสิ่งแวดล้อมค่ะ โดยปีนี้ของศุลการักษ์จะเป็นต้นแบบ และมีของ มิสเอิร์ธสิริไทยเจมส์ มิสเอิร์ธเอ็นสิริฯ ตามมา เราคาดว่าจะมีหลากหลายองค์กรมากขึ้นในปี 2026

นอกจากนี้ยังจัดประกวดเวทีชายรักษ์โลกเป็นปีแรก Miss Earth Guy Thailand 2025 เรามองว่าผู้ชายก็รักโลกไม่แพ้ผู้หญิง 5 ปีที่ผ่านมาเราสู้แบบผู้หญิงคนเดียว ถ้า ณ วันนี้ เรามีทั้งผู้ชายและผู้หญิงที่จะมาช่วย รักษ์โลก มันดีแน่นอนค่ะ ซึ่งเราจะเปิดกว้างเรื่องอายุ เริ่มตั้งแต่อายุ 18 ปี บุคลิกดี มีความตั้งใจที่จะมาช่วยโลกของเรา การประกวดจะพร้อมๆ กันกับเวทีผู้หญิงค่ะ’ ดร.น้องกล่าวในที่สุด

Miss Earth Thailand 2025 & Mister Earth Guys Thailand 2025 เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ จนถึง 31 กรกฎาคม 2568 กรอกลิงค์ใบสมัครได้ที่ https://docs.google.com/…/1SsmQ5Qg2diw…/prefill

รอบออดิชัน 16 สิงหาคม รอบไฟนอล 31 สิงหาคม 2568 ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ราชประสงค์ ถ่ายทอดสดทางช่อง เวิร์คพอยท์ 23

-(016)

‘จังซีลอน’ชวนชมผลงานศิลปะจากขยะรีไซเคิล’JUNGCEYLON ART FOR OCEANS’

'จังซีลอน'ชวนชมผลงานศิลปะจากขยะรีไซเคิล'JUNGCEYLON ART FOR OCEANS'

‘จังซีลอน’ชวนชมผลงานศิลปะจากขยะรีไซเคิล’JUNGCEYLON ART FOR OCEANS’

วันพุธ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 14.40 น.

ศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต เตรียมจัดกิจกรรมเนื่องในวันสิ่งแวดล้อม และวันทะเลโลก (World Environment Day & World Ocean Day) ขอเชิญชวนประชาชนทั่วไปและนักท่องเที่ยว ร่วมเชิญชมนิทรรศการ “JUNGCEYLON ART FOR OCEANS” การแสดงผลงานศิลปะจากขยะรีไซเคิล สู่ประติมากรรม “สัตว์ทะเล” ที่สะท้อนผลกระทบของขยะต่อสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเล โดยเฉพาะสัตว์ทะเลที่หายากและใกล้สูญพันธุ์ ผ่านผลงานศิลปะอย่างสร้างสรรค์ อาทิ พะยูน, เต่าทะเล, ปลาหมึกยักษ์, ปลาดาว, ปลาวาฬ และปะการัง พร้อมบอร์ดนิทรรศการให้ความรู้ ความเข้าใจ และสร้างการตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล ปัญหาของขยะพลาสติกที่สร้างผลกระทบอย่างรุนแรงในปัจจุบันและส่งผลสำคัญต่ออนาคต นอกจากนั้นพบกับศิลปินภูเก็ตมากมาย ที่จะมาร่วมแบ่งปันมุมมองและนำเสนอผลงานศิลปะจากวัสดุรีไซเคิลสุดครีเอท พร้อมเลือกช้อปของที่ระลึกจากศิลปินกันได้ ตั้งแต่วันที่ 5 – 8 มิ.ย. 68  โดยนิทรรศการ “JUNGCEYLON ART FOR OCEANS” การแสดงผลงานศิลปะจากขยะรีไซเคิล จะจัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ – 8 มิ.ย. 68 ณ ลานกิจกรรมเดอะเบย์ อารีน่า ศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/JungceylonFanpage หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 076-600-111

‘เมลินดา’ บิวตี้แบรนด์สัญชาติไทย สุดเจ๋ง! คว้า 3 รางวัลยอดขายสูงสุดต่อเนื่อง2ปีซ้อน

'เมลินดา' บิวตี้แบรนด์สัญชาติไทย สุดเจ๋ง! คว้า 3 รางวัลยอดขายสูงสุดต่อเนื่อง2ปีซ้อน

‘เมลินดา’ บิวตี้แบรนด์สัญชาติไทย สุดเจ๋ง! คว้า 3 รางวัลยอดขายสูงสุดต่อเนื่อง2ปีซ้อน

วันพุธ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 14.12 น.

เดินหน้าไม่หยุดยั้งสู่การเป็นแบรนด์เครื่องสำอางสัญชาติไทยยอดนิยมที่ครองใจมหาชนมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน กว่า 25 ปี ล่าสุด เมลินดา (MEILINDA) ผลิตภัณฑ์ภายใต้ บริษัท เอ็ม.ดี.อินเตอร์เนชั่นแนลคอสเมติกส์ (ประเทศไทย) สร้างปรากฏการณ์เป็นปีที่ 2 ด้วยการคว้า 3 รางวัลใหญ่ Best Selling ในงาน EVEANDBOY BEST SELLING AWARDS 2024 ถือเป็นบทพิสูจน์คุณภาพและความสำเร็จที่คนไทยทั้งประเทศต่างให้การยอมรับ

สำหรับงาน EVEANDBOY BEST SELLING AWARDS 2024 เป็นการมอบรางวัลแก่ผลิตภัณฑ์ความงามที่มียอดขายสูงสุดแห่งปี EVEANDBOY BEST SELLING AWARDS 2024  โดยการคัดเลือกสินค้าคุณภาพจากการจัดอันดับบิวตี้ไอเท็มสุดฮิตชั้นนำทั่วโลกที่มียอดจำหน่ายสูงสุดในร้าน EVEANDBOY ทุกสาขาทั่วประเทศ และแบรนด์เมลินดา สามารถสร้างปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ให้กับวงการบิวตี้เป็นปีที่ 2 ด้วยการคว้า 3 รางวัลมาครอง จาก 3 ผลิตภัณฑ์ยอดฮิต ได้แก่ Mood Mellow Eye Palette พาเลทตา, Fitting Lip Shaper ลิปไลเนอร์ และ The Shading Stick เฉดดิ้งสติ้ก โดยงานนี้ คุณพงศธร ลดาสุวรรณกุล  และ คุณนิพัทธา  ลดาสุวรรณกุล สองผู้บริหารแบรนด์เมลินดา นำทีมเข้ารับรางวัล ท่ามกลางเสียงปรบมือและความยินดีของผู้ร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ SPHERE GALLERY 1 ชั้น M ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์

คุณพงศธร ลดาสุวรรณกุล เผยว่า  “เป็นความภูมิใจและดีใจมากๆ ที่แบรนด์เมลินดาของเราได้รับรางวัล EVEANDBOY BEST SELLING AWARDS 2024  ซึ่งเป็นปีที่ 2 แล้วครับ ที่แบรนด์ของเราสามารถคว้ารางวัล Best Selling ที่วัดจากการจัดอันดับบิวตี้ไอเท็มสุดฮิตที่มียอดขายสูงใน EVEANDBOY จากทุกสาขาทั่วประเทศ  ขอขอบคุณลูกค้าที่ชื่นชอบ และไว้วางใจ ในทุกผลิตภัณฑ์ของเรา รวมทั้งรีวิวต่างๆ ในออนไลน์ที่ใช้สินค้าของเราแล้วประทับใจจนกลายเป็นไวรัล และเป็นกระแสพูดถึงค่อนข้างมาก จากนี้ไปแบรนด์เมลินดาจะยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาสินค้าเพื่อให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าและยืนยันคุณภาพของการเป็นแบรนด์เครื่องสำอางสัญชาติไทยที่ครองใจคนไทยทั้งประเทศมาอย่างยาวนานครับ”

ด้าน คุณนิพัทธา  ลดาสุวรรณกุล  เผยต่ออีกว่า “3 ผลิตภัณฑ์ของเมลินดาที่คว้ารางวัล Best Selling ในปีนี้ เป็นไอเท็มยอดฮิตที่ถูกพูดถึงจากลูกค้าที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของเราแล้วประทับใจค่อนข้างมาก ตัวแรกก็คือ  Mood Mellow Eye palette อายแชโดว์พาเลทท์ 9 ช่องสี โทนน้ำตาล ได้ฟินิชลุคละมุนแบบ Neutral Makeup เข้ากับเทรนด์สี Mocha Mousse สีแพนโทนแห่งปี 2025  เนื้อมีความนุ่มนวล โทนสีคลาสสิคที่แต่งได้ตลอด แต่งได้ทุกโอกาส และแต่งได้ทุกสีผิว  ตัวที่สอง Fitting Lip Shaper ลิปไลเนอร์เบลอปากฟุ้ง  เป็นไอเท็มที่มาแรงเข้ากับเทรนด์การทาลิปในปัจจุบันนี้ เนื้อเนียนนุ่ม  ช่วยเบลนด์ขอบปากให้ดูเบลอฟุ้ง และช่วยวาดโครทำให้ปากดูเป็นรูปทรงชัดขึ้น  ทำให้การทาลิป Complete ลุคสวยยิ่งขึ้น  มีความติดทน สามารถใช้ได้กับลิปทุกประเภททั้งเนื้อแมท และ เนื้อที่มีความฉ่ำ และตัวที่สามคือ The Shading Stick คอนทัวร์แบบแท่ง ที่จริงใจ ตอบโจทย์เรื่องการใช้งานและโทนสีที่อิงกับโทนสีเหมือนเงาของแต่ละเฉดสีผิวทำให้ลุคที่ออก มาจากการใช้เฉดดิ้งจะดูมีความเป็นธรรมชาติเพิ่มมิติให้กับโครงหน้า เนื้อเนียน นุ่ม   เบลนด์ ง่าย ติดทนตลอดทั้งวัน เรียกว่าเป็น 3 ไอเทมที่ตอบโจทย์สาวๆ ที่ชอบแต่งหน้าในทุกๆไลฟ์สไตล์ค่ะ”

เรียกว่าเป็นแบรนด์เครื่องสำอางค์ที่เป็นไอเท็มยอดฮิตที่ได้รับความนิยมในทุกๆไลฟ์สไตล์ ตอกย้ำความสำเร็จของการเป็นแบรนด์คุณภาพที่อยู่คู่คนไทยมาอย่างยาวนาน  การันตีความพึงพอใจโดยการเป็นสินค้า Best Selling ในร้าน EVEANDBOY ทุกสาขาทั่วประเทศ พบกับ lipstick, eyeliner, eyebrow, mascara และ makeup tools & accessory สามารถติดตามข่าวสาร และกิจกรรมต่างๆ ของแบรนด์ MEILINDA ได้ที่ Official website: http://www.meilinda.co.th  และช่องทาง social media:

Facebook: https://www.facebook.com/meilinda.fanpage

Instagram: https://www.instagram.com/meilinda_fanpage/

X: https://x.com/Meilindafanpage

Tiktok: https://www.tiktok.com/@meilinda.official

 สำหรับสินค้าของ MEILINDA มีจำหน่ายที่ EVEANDBOY ทั่วประเทศ พร้อมทั้งช่องทาง EVEANDBOY Online : http://www.eveandboy.com