ต้อนรับตรุษอีฎิ้ลอัฎฮา ‘เซ็นทรัล’ เปิดแคมเปญ Central EID Mubarak

ต้อนรับตรุษอีฎิ้ลอัฎฮา 'เซ็นทรัล' เปิดแคมเปญ Central EID Mubarak

ต้อนรับตรุษอีฎิ้ลอัฎฮา ‘เซ็นทรัล’ เปิดแคมเปญ Central EID Mubarak

วันพุธ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 13.26 น.

ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ร่วมกับกลุ่มพันธมิตรชั้นนำ เปิดตัวแคมเปญ “Central EID Mubarak” เพื่อต้อนรับเทศ กาลแห่งการให้ของวันตรุษอีฎิ้ลอัฎฮา พร้อมรับฤดูกาลท่องเที่ยวจากภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมีมาสเตอร์การ์ด (Mastercard),โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ (Sindhorn Kempinski Hotel Bangkok),โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล กรุงเทพ (The Athenee Hotel, a Luxury Collection Hotel, Bangkok),โรงแรม อัล มีรอซ (Al Meroz Hotel Bangkok),สายการบินเอมิเรตส์ (Emirates Airlines), เอไอเอส (AIS) ,ท็อปส์ (Tops) รวมถึงร้านอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำที่เป็นที่นิยมในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ อาทิ มอซซ่า บาย โคคอต (Mozza by Cocotte),TIENGNA Patisserie และ % ARABICA THAILAND สาขาเซ็นทรัล ชิดลม เข้าร่วมเป็นพันธมิตรสำคัญ

นับเป็นครั้งแรกของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลที่ได้จัดแคมเปญพิเศษเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวและเฉลิมฉลองช่วงวันหยุดต่อเนื่องของศาสนาอิส ลาม (วันตรุษอีฎิ้ลอัฎฮา หรือวันฮารีรายอฮัจยี) โดยมีตัวแทนสถานทูตจากกลุ่มประเทศมุสลิม ได้แก่ ฟูอาด เตาฟิก (H.E. Mr. Fuwad Thowfeek) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐมัลดีฟส์ประจำประเทศไทย,โมฮาเหม็ด ฮาฟิส มูฮัมหมัด ชารีฟ (Mr Mohamed Hafiz Md Shariff) ทูตที่ปรึกษาด้านการค้าและการลงทุน สถานเอกอัครราชทูตมาเลเซียประจำประเทศไทย ,ราฟิก้า อาค์ฟานี่ (Mrs. Rafika Arfani) เจ้าหน้าที่ฝ่ายการค้า จากสถานเอกอัครราชทูตอินโดนีเซียประจำประเทศไทย และ เมห์ลิคา ยิลดิซ เอร์เซน (Mrs. Mehlika Yildiz Ersen) เลขานุการตรีจากสถานเอกอัครราชทูตตุรกีประจำประเทศไทยให้เกียรติเข้าชมพื้นที่ในการจัดกิจกรรม EID MUBARAK CORNER รวมทั้งร่วมพูดคุยและแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการจัดการท่องเที่ยวสู่ประเทศไทยที่สอดคล้องกับหลักศาสนาอิสลาม และค่านิยมของชาวมุสลิม เมื่อวันที่ 28 พฤษ ภาคม ที่ผ่านมา

รวิศรา จิราธิวัฒน์ ประธานบริหารฝ่ายการตลาด กลุ่มห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า  “เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลอีฎิ้ลอัฎฮา และต้อนรับฤดูกาลเดินทางของชาวตะวันออกกลาง ห้างเซ็นทรัลได้ร่วมมือกับมาสเตอร์การ์ด โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ และพันธมิตรทางธุรกิจที่สำคัญของเรา ในการจัดแคมเปญ Central EID Mubarak ขึ้นเป็นครั้งแรกของห้าง เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากิจกรรมของเราในครั้งนี้จะเป็นการสร้างความสุข และประสบการณ์อันน่าประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวชาวมุสลิมในช่วงเวลาอันพิเศษนี้ ซึ่งห้างเซ็นทรัล ชิด ลม ในฐานะ The Store of Bangkok  จุดหมายของการช้อปปิ้งระดับเวิลด์คลาส เราเข้าใจในความต้องการของลูกค้าที่มองหาประสบการณ์ที่ มากกว่าแค่การจับจ่ายใช้สอย แต่ยังให้ความสำคัญกับการได้รับการบริการชั้นเลิศ ที่มาพร้อมกับความลักซ์ชัวรีและเอ็กซ์คลูซีฟ อีกทั้งทางห้างยังให้ความสำคัญเกี่ยวกับความเข้าใจในเรื่องความแตกต่างทางวัฒนธรรมและการปฏิบัติตามหลักของศาสนา รวมถึงความต้องการของนักท่องเที่ยวชาวมุสลิม โดยเรามีบริการ Personal Shopper ที่สามารถสื่อสารภาษาอาหรับและอังกฤษได้ รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ ห้องละ หมาด สำหรับการปฏิบัติกิจทางศาสนา และ Personal Shopping Suite เพื่อรองรับความเป็นส่วนตัว รวมไปถึงร้านอาหาร Halal-friendly ที่มีให้บริการอย่างครบครัน พร้อมต้อนรับผู้มาเยือนทุกท่านอย่างอบอุ่น”

แคมเปญ Central EID Mubarak ในครั้งนี้ ยังมีเป้าหมายในการสนับสนุนการท่องเที่ยวในช่วงฤดูกาลไตรมาสที่สองของปี โดยส่งมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งและความลักซ์ชัวรี่ รวมถึงกิจกรรมที่เป็นการเปิดประตูต้อนรับแขกผู้มาเยือนจากประเทศต่างๆในช่วงเวลาสำคัญของทางศาส นาอิสลามด้วยไมตรีจิต และยังเป็นช่วงเวลาที่เป็นที่นิยมในการเดินทางของนักท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศภูมิภาคตะวันออกกลาง ถือเป็นการสนับสนุนแคมเปญของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย “Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025” ในปีนี้ เพื่อตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับ ภายใต้แคมเปญ Central EID Mubarak ในครั้งนี้ ห้างเซ็นทรัและกลุ่มพันธมิตรชั้นนำมีสิทธิพิเศษและข้อเสนอต่างๆ มากมาย ตั้งแต่วันนี้จนถึง 16 มิถุนายน 2568

ร่วมส่งมอบความสุขในช่วงเทศกาลของการให้และมอบความสุขให้แก่กันกับ Central EID Mubarak ได้ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลทุกสาขาที่เข้าร่วมกิจกรรมทั่วประเทศ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือติดตามข่าวสารล่าสุดของห้างเซ็นทรัลทุกสาขา พร้อมช้อปอย่างต่อเนื่องได้หลากหลายช่องทางการช้อปปิ้งผ่านทาง Central App,ช้อปบนเว็บไซต์www.central.co.th,ช่องทางออนไลน์ที่ LINE OA: @CENTRALOFFICIAL และ Chat & Shop หรือช้อปผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์และอินบ็อกซ์ของห้างเซ็นทรัลที่ Facebook Page: Central Department Store หรือ Tiktok Shop: @centraldepartmentstore

‘เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์’เฉลิมฉลองPRIDE MONTHจัดงาน’THE MALL LIFESTORE THE HEART OF PRIDE’

'เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์'เฉลิมฉลองPRIDE MONTHจัดงาน'THE MALL LIFESTORE THE HEART OF PRIDE'

‘เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์’เฉลิมฉลองPRIDE MONTHจัดงาน’THE MALL LIFESTORE THE HEART OF PRIDE’

วันพุธ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 11.03 น.

ฉลอง PRIDE MONTH อย่างยิ่งใหญ่ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ศูนย์การค้า LGBTQ+ FRIENDLY DESTINATION จัดงาน “THE MALL LIFESTORE THE HEART OF PRIDE”  ส่งพลังแห่งความรักที่เท่าเทียม ความหลากหลายทางเพศของชาว LGBTQ+   ภายใต้คอนเซ็ปต์ “THE HEART OF PRIDE” พร้อมยกทัพแบรนด์แฟชั่นกับ PRIDE คอลเลกชั่น และเมนูพิเศษ PRIDE จากร้านอาหารในศูนย์การค้า อัดแน่นกิจกรรมและโปรโมชั่นพิเศษมากมายฉลองเดือนแห่งสีรุ้ง ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายนนี้ ที่ศูนย์การค้า       เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ทุกสาขาและเดอะมอลล์ โคราช

 PRIDE ไม่ใช่แค่เรื่องของสีสัน แต่คือพลังแห่งตัวตน เพื่อต้อนรับเดือนแห่งความเท่าเทียม  เดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ ได้เนรมิตแลนด์มาร์ก ‘สายรุ้ง’ ขนาดใหญ่ด้านหน้าศูนย์การค้าเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ และตกแต่งทั่วทั้งศูนย์ฯ – ห้างฯ  ด้วย ‘สีรุ้ง’ มอบสีสันของความสุขและความเท่าเทียมสุดไพรด์  พร้อมชวนทุกครอบครัวกิน ช้อป เที่ยว ร่วมเฉลิมฉลองกับหลากหลายกิจกรรมสร้างสีสัน เติมเต็มความภาคภูมิใจในเทศกาล PRIDE ตลอดเดือนมิถุนายนนี้ ที่เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ทุกสาขา

ปักหมุดจุดแรก ที่ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ สายฟู้ดเลิฟเวอร์ เตรียมฟินกับเมนูอร่อยในงาน “A fair อร่อยเกรดเอ by A Supachai”  นำทีมโดย “เอ-ศุภชัย” ร้านครัวบ้านเอ พร้อมเสิร์ฟเมนูเด็ดของร้านทั้งพะโล้, นางฟ้าอ่าวไทย, กุ้งตัวใหญ่จากสุราษฎร์ธานี, ผัดเผ็ดกระดูกหมู พร้อมยกขบวนร้านค้าเหล่าดารา เซเลบริตี้คนดัง อาทิ ร้านชีสเค้กของคุณกิ๊ก Kumo Kumo Cheese Cake , ร้านขนม Ken Phu Pang ของ เคน-ภูภูมิ,ร้าน    Le Destin ของ บีม D2Bร้าน WhiBe ขนมปังถั่วขาวของแอมป์-พีรวัศ, บะหมี่มาเฟีย เป๊ก-สัณณ์ชัย, น้ำพริกปุยแสบปาก ปุยฝ้าย, สยามชาไทยของเด่นคุณ, โรตีสายไหมของยุ้ย-ปัทมวรรณและอีกมากมายที่นำมาให้ชาวเอแฟร์ได้ชิมกัน   งานจัดวันที่ 5 – 11 มิถุนายน 2568 ที่บริเวณ M GRAND HALL ชั้น G เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์  บางกะปิ  พร้อมเซอร์ไพรส์สุดพิเศษ ในวันที่ 5 มิถุนายนนี้ เวลา 16.00 น. เตรียมกระทบไหล่กับศิลปินดารา นักร้อง นักแสดงและเหล่าอินฟลูตัวแม่ นำทีมโดย กัน-นภัทร, ฐิสา วริฏฐิสา และแก๊งหิ้วหวี  

เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค จัดกิจกรรมเอาใจเหล่า PET LOVERS กับขบวนพาเหรดน้องหมา และน้องแมว สุดคิวท์ในธีมหลากสีสัน บน RUNWAY สีรุ้งสดใส มาชมความน่ารักได้ในวันที่ 22 มิถุนายน 2568 ที่บริเวณ SKY PARK & M GREEN PARK

เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน สนุกกับการช้อปในโซนใหม่ M LIFE MARKET กับสินค้าแฟชั่น บิวตี้ ไลฟ์สไตล์สุดชิค  ทุกวันเสาร์อาทิตย์ ตลอดเดือนมิถุนายนนี้ พิเศษ ช้อปครบ 500 บาท รับ CASH COUPON ศูนย์การค้า มูลค่า 100 บาท (จำนวนจำกัด) หรือ บัตรกำนัลร้านค้าภายในศูนย์ฯ และพิเศษ ฉลอง PRIDE MONTH  ร่วมกิจกรรมเวิร์กช็อปสีสันสุด PRIDE ที่บริเวณ M LIFE MARKET ชั้น 6 และสนุกไปกับ M LIFE PARADE FLASH MOB  ที่มามอบความสุขทั่วทั้งศูนย์การค้า

ปิดท้ายที่ เดอะมอลล์ โคราช ร่วมฉลองเดือนแห่งความภูมิใจในตัวเอง จัดงาน “THE MALL KORAT THE HEART OF PRIDE” ภายใต้คอนเซ็ปต์ THE CENTER OF LOVE , PEACE , EQUALITY ศูนย์กลางความเท่าเทียมและความภาคภูมิใจของคนโคราช โดยในวันที่ 7 มิถุนายน 2568 ร่วมกับภาคีภาครัฐและเอกชนร่วมใจเดินขบวนพาเหรดยิ่งใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน ‘PRIDE CARNIVAL’ การรวมตัวของเหล่า LGBTQIA+ นำโดย   “ยุวเฟิร์น-ยุวภรณ์ ทรงงาม” รองมิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2024 ร่วมขบวนพาเหรดที่ลานมอลล์พาร์ค หน้าศูนย์ฯ ตั้งแต่เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป พร้อมความสนุกสุดมันส์กับมินิคอนเสิร์ตจาก ZOLAR  รวมทั้งแฟลชม็อบและโชว์ COVER DANCE BY GUN SQUAD แชมป์รางวัลชนะเลิศระดับโลก WINNER K-POP COVER DANCE FESTIVAL ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลี และวันที่ 8 มิถุนายน 2568 พบกับการประกวด MISS QUEEN M PLUS 2025 COMPETITION ชิงเงินรางวัลกว่า 300,000 บาท  ที่บริเวณวาไรตี้ ฮอลล์ ชั้น 3

ไม่เพียงเท่านี้ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ยังมีแบรนด์แฟชั่นชั้นนำร่วมรังสรรค์ PRIDE COLLECTION สุดพิเศษ ทั้งเสื้อผ้า แอคเซสเซอร์รี่ ไอเทมสุดชิคมาสร้างสีสันแห่งความภาคภูมิใจ ไม่ว่าจะเป็น JASPAL, JELLY BUNNY, POMELO, PANDORA, CC DOUBLE O, YUEDPAO และ ADIDAS พร้อมชวนลิ้มรสเมนูพิเศษสุดสร้างสรรค์ในธีม PRIDE จากร้านอาหารชั้นนำในศูนย์ฯ มากกว่า 20 ร้านและโปรโมชั่นพิเศษ PRIDE MONTH อาทิ SECRET RECIPE , WOO GOGI , HUA SENG HONG , AMOR ,  CAFÉ  AMAZON, BONCHON , ป้อน , BLENDIES , MCDONALD’S, MISTER DONUT,  PACAMARA COFFEE ROASTER และ KOGORO KATSUเฉลิมฉลองพลังแห่งความรักที่หลากหลายและความเท่าเทียมในเดือน PRIDE MONTH ตลอดเดือนมิถุนายนนี้ ที่ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ทุกสาขาและเดอะมอลล์ โคราช  ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : The Mall Group

‘นฤมิตไพรด์’ เปิดเวที ‘Bangkok Pride Forum 2025’ ถกพลัง LGBTQIAN+ ขับเคลื่อน ‘พลังทางเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูง’

‘นฤมิตไพรด์’ เปิดเวที ‘Bangkok Pride Forum 2025’  ถกพลัง LGBTQIAN+ ขับเคลื่อน ‘พลังทางเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูง’

‘นฤมิตไพรด์’ เปิดเวที ‘Bangkok Pride Forum 2025’ ถกพลัง LGBTQIAN+ ขับเคลื่อน ‘พลังทางเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูง’

วันพุธ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เริ่มต้น Pride Month เดือนแห่งการเฉลิมฉลองของเหล่า LGBTQIAN+ กับ “บิ๊กเฟสติวัล” งาน “Bangkok Pride Festival 2025” (บางกอกไพรด์ เฟสติวัล 2025) อย่างยิ่งใหญ่ ทั้งงาน Bangkok Pride Forum 2025, Bangkok Pride Awards 2025,Bangkok Pride Parade 2025, Drag Bangkok Festival 2025 และ Bangkok Pride Party 2025 ที่พร้อมปักหมุด กรุงเทพมหานคร สู่ศูนย์กลางความหลากหลายทางเพศระดับโลก และเป้าหมายการเป็นเจ้าภาพจัดงาน Bangkok World Pride ปี 2030

หนึ่งในกิจกรรมไฮไลท์ “นฤมิตไพรด์” เปิดเวทีสัมมนา “Bangkok Pride Forum 2025” ระดมความคิดที่ผสานระหว่างภาคนโยบาย ธุรกิจสร้างสรรค์ ภาคประชาสังคม และผู้นำด้านความหลากหลายทางเพศเพื่อร่วมกันผลักดันแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่ครอบคลุมและเท่าเทียม หัวข้อ“Economic Impact : พลังเศรษฐกิจจากความหลากหลายทางเพศ” ที่ SCBX NEXT TECH ศูนย์การค้าสยามพารากอน มีจุดประสงค์ในการชี้ให้เห็นว่ากลุ่มLGBTQIAN+ ไม่ได้เป็นเพียงผู้มีบทบาทในเชิงสัญลักษณ์หรือสีสันของสังคม แต่คือกลุ่มที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับชาติและนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านอุตสาหกรรมบันเทิง การท่องเที่ยว แฟชั่น เทศกาลสร้างสรรค์ และเศรษฐกิจวัฒนธรรม เช่น แฟชั่น Drag Show, การประกวดนางงาม, การแสดงนางโชว์ รวมถึงอุตสาหกรรมหนังและซีรี่ส์ Y (วาย /Yuri (ยูริ) ที่กำลังเติบโตและได้รับการยอมรับในระดับสากล

เปิดปาฐกถาพิเศษด้วยหัวข้อ “Soft Power Festivals : เทศกาลในฐานะเวทีสร้างเศรษฐกิจและพื้นที่แห่งความหลากหลาย” โดย นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ประธานคณะกรรมการซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ กล่าวถึงนโยบายระดับชาติเกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการส่งออกอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของไทย โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางเพศ อีกทั้ง ยังพร้อมขับเคลื่อน Bangkok Pride ในฐานะเทศกาลสำคัญของประเทศไทยที่ได้รับการส่งเสริมการคิด การลงทุนของภาครัฐอย่างจริงจังปูทางไปสู่การเป็นเจ้าภาพ World Pride สร้างรายได้สู่ประเทศในอนาคต

ต่อด้วย SECTION 2 เวทีเสวนา “The Business of Entertainment : Beyond Stereotypes to Empowerment” จากผู้มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมบันเทิงและสื่อกระแสหลัก โดย เต้-ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก กรรมการบริษัทในเครือกันตนา กรุ๊ป ผู้บุกเบิกการเปิดพื้นที่ความหลากหลายทางเพศในสื่อกระแสหลัก ผ่านรายการ The Face Thailand และ Drag Race Thailand ซีซั่น 1–2, อลิสา พันธุศักดิ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ทิฟฟานี่โชว์ พัทยา และประธานคณะกรรมการจัดการกองประกวด Miss Tiffany’s Universe, ณพสิทธิ์ เที่ยงธรรม นายกสมาคมส่งเสริมคอนเทนต์วายไทย, วู้ดดี้-วุฒิธร มิลินทจินดา อนุกรรมการซอฟต์พาวเวอร์ สาขา Festival และ ภัทร เลิศสุกิตติพงศา ผู้ก่อตั้ง Drag Bangkok ที่ร่วมพูดคุยถึงบทเรียน ความท้าทาย และแนวทางการใช้ความหลากหลายทางเพศเป็นกลยุทธ์สร้างคุณค่าใหม่ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

ปิดท้ายด้วยเวทีนโยบายหัวข้อ “Policy for Progress : Empowering LGBTQIAN+Representation and Diversity in Entertainment, Fashion, and Media” ที่มุ่งเสนอแนวทางการพัฒนานโยบายและกลไกสนับสนุน LGBTQIAN+ให้มีบทบาทมากกว่าการปรากฏตัว แต่เป็นผู้ออกแบบ ทำนโยบาย และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมในฐานะผู้นำ โดยมี ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, ปาริฉัตร เศวตเศรณี ผู้อำนวยการฝ่ายเมกะอีเว้นท์และเทศกาลนานาชาติ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) และ วาดดาว-อรรณว์ ชุมาพร ประธานและผู้ก่อตั้ง บริษัท นฤมิตไพรด์ จำกัด ในฐานะผู้จัดงาน “Bangkok Pride Festival 2025” มาร่วมแชร์ประสบการณ์ โดยมี เอก-ธนกร วงศ์ปัญญา เป็นผู้ดำเนินรายการ

วาดดาว-อรรณว์ ชุมาพร ประธานและผู้ก่อตั้ง บริษัท นฤมิตไพรด์ จำกัด กล่าวย้ำบนเวทีสัมมนาว่า ความสำคัญของการจัด “Economic Impact : พลังเศรษฐกิจจากความหลากหลายทางเพศ”ในมิติ : อุตสาหกรรมบันเทิง, แฟชั่น Drag, เวทีนางงาม/ นางโชว์ และวงการหนัง-ซีรี่ส์ Y (วาย) /Yuri (ยูริ) มีความสำคัญในการยกระดับวงการบันเทิงLGBTQIAN+ เป็น Soft Power ไม่ว่าจะเป็นเวที Drag Show, การประกวดนางงาม และภาพยนตร์-ซีรี่ส์ Y (วาย) / Yuri (ยูริ) ล้วนมีศักยภาพในการขยายภาพลักษณ์ประเทศไทยในระดับโลกและดึงดูดนักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

“เวทีนี้จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมเปิด Forum (ฟอรั่ม)หากแต่เป็นหมุดหมายสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า “ความหลากหลายทางเพศ” ไม่ใช่เพียงสิ่งที่ควรได้รับการยอมรับทางสังคม แต่ยังเป็น “พลังทางเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูง” ซึ่งสามารถสร้างมูลค่า สร้างแรงบันดาลใจ และสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายได้จริง ด้วยการทำงานร่วมกันระหว่างภาคนโยบาย ภาคเอกชน และประชาชน

ปัจจุบันซีรี่ส์ Y (วาย) / Yuri (ยูริ) คือ อุตสาหกรรมที่มีมูลค่ามากว่า 1,000 ล้านบาท และเติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งในตลาดในประเทศและต่างประเทศ สร้างงาน สร้างรายได้ให้กับนักแสดง ผู้ผลิต และแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งเป็นจำนวนมาก และขณะนี้กำลังสร้างโอกาสใหม่ๆ ในแฟชั่นและการแสดง ซึ่งLGBTQIAN+ มีบทบาทสำคัญในวงการแฟชั่น ความงามและงานสร้างสรรค์เป็นอย่างมาก โดย Forum นี้ จะช่วยเปิดประเด็นเรื่องการสร้างระบบสนับสนุนที่ปลอดภัยและเท่าเทียม เน้นให้เห็นถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนโดยความหลากหลายทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นผู้สร้างสรรค์ผลงาน หรือฐานะผู้บริโภคที่ทรงพลัง ไปพร้อมๆ ส่งเสริมความเท่าเทียมผ่านสื่อและเวทีการสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งผ่านสื่อบันเทิง เป็นกุญแจสำคัญในการลดอคติ และสร้างการยอมรับที่ยั่งยืนในสังคมไทยและนานาชาติ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาแนวทางที่เอื้อต่อการจ้างงานอย่างเท่าเทียม การลงทุนในธุรกิจที่สนับสนุนความหลากหลาย และระบบสนับสนุนศิลปิน LGBTQIAN+ อย่างยั่งยืน”

APCO จับมือ มูลนิธิกัลยาณการุณย์ พัฒนา ‘ศูนย์ดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม’ ภายใต้อุดมการณ์ร่วม ‘ชีวิตคือความงดงาม’ ด้วยนวัตกรรมและมนุษยธรรม

APCO จับมือ มูลนิธิกัลยาณการุณย์ พัฒนา ‘ศูนย์ดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม’  ภายใต้อุดมการณ์ร่วม ‘ชีวิตคือความงดงาม’ ด้วยนวัตกรรมและมนุษยธรรม

APCO จับมือ มูลนิธิกัลยาณการุณย์ พัฒนา ‘ศูนย์ดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม’ ภายใต้อุดมการณ์ร่วม ‘ชีวิตคือความงดงาม’ ด้วยนวัตกรรมและมนุษยธรรม

วันพุธ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท เอเชียน ไฟย์โตซูติคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ APCO ผู้นำด้านนวัตกรรมเพื่อสุขภาพ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ มูลนิธิกัลยาณการุณย์ (PCT :
Palliative Care Thailand) องค์กรภาคสังคมผู้มีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้ป่วยเรื้อรังและผู้ป่วยระยะท้าย เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม โดยร่วมส่งเสริมการให้ความรู้ความเข้าใจที่ลึกซึ้งในแต่ละองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เชื่อมโยงองค์ความรู้ทางการแพทย์ร่วมกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการประสานคุณค่าผลิตผลธรรมชาติภายในประเทศต่อการดูแลสุขภาพองค์รวม ทั้งกาย ใจ จิตวิญญาณ และร่วมส่งต่อคุณค่าแทนความห่วงใยถึงเพื่อนมนุษย์ในการฟื้นฟูความเข้มแข็งจากภายในสู่ภายนอก ภายใต้อุดมการณ์ร่วม “ชีวิตคือความงดงาม” เพื่อการมีสุขภาวะที่ดีของประชากรอย่างยั่งยืน คาดว่าจะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อระบบสาธารณสุขของประเทศในระยะยาว

โครงการพัฒนา “ศูนย์ดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม” นี้ มีเจตนาเพื่อส่งเสริมความร่วมมือเพื่อสร้างสังคมคุณภาพ โดย พัฒนาและยกระดับการดูแลผู้ป่วย ภายใต้กิจกรรมของมูลนิธิกัลยาณการุณย์ Curative and Palliative Care Center ให้เป็นต้นแบบของการดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวมอย่างแท้จริงโดยนำนวัตกรรมจากงานวิจัยของ APCO เข้ามาเสริมศักยภาพการดูแลผู้ป่วย และระบบสนับสนุนพัฒนาบุคลากรเฉพาะทางที่สามารถให้คำปรึกษาและดูแลสุขภาพของผู้บริโภคและผู้ป่วยผ่านเครือข่าย BIM ADVISOR ที่สามารถให้คำปรึกษาด้านสุขภาพแบบตรงจุดโดยอ้างอิงจากผลงานวิจัยของคณะนักวิจัย “Operation Balancing Immunity (ปฏิบัติการสร้างภูมิคุ้มกันสมดุล)”

ศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร APCO กล่าวว่า “APCO พร้อมสนับสนุนทั้งองค์ความรู้ทางวิชาการ ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมการดูแลสุขภาพ ตลอดจนการฝึกอบรมและการตลาด พัฒนา BIM ADVISOR ให้เป็นกลุ่มบุคลากรพิเศษที่สามารถให้คำปรึกษาและดูแลสุขภาพของผู้บริโภคและผู้ป่วย เพื่อให้เกิดการดูแลสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน เรามุ่งหวังให้ประชาชนตระหนักถึงการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ และพัฒนาจิตอาสาให้สามารถดูแลสุขภาพและจิตใจของผู้ป่วยได้อย่างเข้าใจและเห็นคุณค่า”

ผศ.ดร.นพ.มโน เมตตานันโท เลาหวณิช ประธานมูลนิธิกัลยาณการุณย์ ได้ให้ทัศนะว่า “จากประสบการณ์ที่ได้ทำงานกับผู้ป่วยระยะท้ายมายาวนาน เห็นว่าความเจ็บป่วยไม่ใช่แค่เรื่องเฉพาะเพียงร่างกาย แต่ส่งผลกระทบรวมถึงจิตใจ ครอบครัว สังคม และสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยด้วย ดังนั้น การร่วมมือกับ APCO คือก้าวสำคัญในการพัฒนาการดูแลแบบองค์รวม ที่มีความเข้าใจ
ในมนุษย์อย่างลึกซึ้ง สามารถช่วยเติมเต็มความต้องการแท้จริงในการอยู่เพื่อพบคุณค่าของชีวิตทั้งผู้ให้และผู้รับ”

ดังนั้น เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนา “ศูนย์ดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม”มูลนิธิกัลยาณการุณย์พร้อมด้วยตัวแทน เครือข่ายจิตอาสา จากองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนที่ได้รับความรู้เชิงวิชาการเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม พร้อมพัฒนาความรู้และทักษะการให้คำปรึกษาเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการดูแลตนเองและผู้ป่วยเรื้อรังทั่วประเทศให้มีสุขภาพกาย ใจ จิตที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่สมดุล เพื่อสร้างสังคมที่ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมในการเข้าถึงคุณภาพการดูแลสุขภาพร่วมกัน โดยมูลนิธิกัลยาณการุณย์จะทำหน้าที่เสริมสร้างองค์ความรู้ทางวิชาการที่จำเป็นต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ด้านการป้องกัน การบำบัด และการลดความเสี่ยงจากโรคเรื้อรัง ควบคู่ไปกับการส่งเสริมแนวคิดการใช้ชีวิตแบบสมดุลที่ยั่งยืน ในขณะที่ APCO จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มรูปแบบทั้งในด้านข้อมูลการวิจัย ผลิตภัณฑ์นวัตกรรม การฝึกอบรมเชิงลึก และกิจกรรมการตลาดเชิงกลยุทธ์ที่จะช่วยขยายผลกระทบเชิงบวกของโครงการให้ครอบคลุมในวงกว้าง

ทั้งนี้ มูลนิธิกัลยาณการุณย์ และ APCO เชื่อมั่นว่า “ศูนย์ดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม” จึงมิใช่เป็นเพียงการผสานทรัพยากร นวัตกรรม และองค์ความรู้ แล้วส่งมอบคุณค่าที่มีแต่เป็นการนำสู่คำตอบของคำถามที่สำคัญของมนุษย์ในยุคสมัยนี้ว่า “เราจะดูแลกันอย่างไรให้มนุษย์ยังคงเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ท่ามกลางโลกที่หมุนเร็วด้วยเทคโนโลยี”

‘กระดูกสะโพกหัก’ ไม่รีบรักษาอาจเสี่ยงเป็นผู้ป่วยติดเตียง

‘กระดูกสะโพกหัก’ ไม่รีบรักษาอาจเสี่ยงเป็นผู้ป่วยติดเตียง

‘กระดูกสะโพกหัก’ ไม่รีบรักษาอาจเสี่ยงเป็นผู้ป่วยติดเตียง

วันพุธ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หกล้มเบาๆ แต่เจ็บสะโพกมาก ขยับไม่ไหว ลุกไม่ได้ อาการเหล่านี้คือสัญญาเตือน กระดูกสะโพกหัก หากไม่รีบเข้ารับการรักษา อาจกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง และเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่อันตรายถึงชีวิตได้

นพ.เปรมเสถียร ศิริธนาพิพัฒน์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อชำนาญการด้านการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าและข้อสะโพกเทียมโรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า กระดูกสะโพกหักเป็นอาการบาดเจ็บที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุโดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะกระดูกพรุน (Osteoporosis) หรือผู้ที่เคยประสบอุบัติเหตุรุนแรง อาการนี้ไม่เพียงส่งผลต่อการเคลื่อนไหว แต่ยังอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

อาการของกระดูกสะโพกหักมีดังนี้ เจ็บมากจนขยับไม่ไหว ลงน้ำหนักหรือยืนไม่ได้ ช่วงปลายเท้าเย็น เนื่องจากเลือดไปเลี้ยงได้น้อยลงมีรอยฟกช้ำ บวม และรู้สึกขัดบริเวณสะโพก

หากผู้สูงอายุประสบอุบัติเหตุลื่นล้ม และสงสัยว่ากระดูกสะโพกหักหรือส่วนใดส่วนหนึ่งเสียหาย ควรรีบโทรแจ้งโรงพยาบาล เพื่อให้ทีมเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเฉพาะทาง มาเคลื่อนย้ายผู้ป่วยกระดูกหัก เพื่อป้องกันไม่ให้กระดูกเคลื่อนตัว ลดการบาดเจ็บ และลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ป่วย

กระดูกสะโพกหักจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดอย่างเร็วที่สุด ภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา เช่น เป็นผู้ป่วยติดเตียง เกิดแผลกดทับ ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในกระแสเลือด กระเพาะปัสสาวะอักเสบ และเกิดการติดเชื้อซึ่งหากปล่อยไว้อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

ปัจจุบันการผ่าตัดกระดูกสะโพก ไม่น่ากลัวเหมือนสมัยก่อน เนื่องจากมีเทคนิคการผ่าตัด Minimal Invasive Surgery ที่เป็นการผ่าตัดกระดูกสะโพกแบบเปิดแผลเล็ก โดยกล้ามเนื้อถูกทำลายน้อย กระทบโครงสร้างกระดูกต่ำจึงทำให้ผู้ป่วยบาดเจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว สามารถลุกยืนได้ภายใน 6-12 ชั่วโมงหลังการผ่าตัด และยังช่วยให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้เป็นปกติรวมถึงทำกิจกรรมต่างๆ เช่น การวิ่ง ว่ายน้ำ และสามารถขับรถได้ภายใน 1 เดือน

สำหรับการป้องกันความเสี่ยงในการเกิดสะโพกหัก ได้แก่ การกินอาหารเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเฉพาะสารอาหารในกลุ่มวิตามินดีและแคลเซียม เพื่อป้องกันภาวะกระดูกพรุน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เลี่ยงการสูบบุหรี่ และที่สำคัญคือหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุรุนแรง ส่วนบ้านที่มีผู้สูงอายุควรจัดบ้านให้เป็นระเบียบ ปรับพื้นที่ทางเดินให้เหมาะสมไม่ลื่น และเพิ่มแสงสว่างให้เพียงพอ เพื่อป้องกันผู้สูงอายุสะดุดหรือลื่นล้ม

เอ็ม บี เค ร่วมออกบูธงาน BKK EXPO 2025 ชวนคนกรุงส่องความเปลี่ยนแปลงของเมืองในทุกมิติ

เอ็ม บี เค ร่วมออกบูธงาน BKK EXPO 2025  ชวนคนกรุงส่องความเปลี่ยนแปลงของเมืองในทุกมิติ

เอ็ม บี เค ร่วมออกบูธงาน BKK EXPO 2025 ชวนคนกรุงส่องความเปลี่ยนแปลงของเมืองในทุกมิติ

วันพุธ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ สำนักงานเขตปทุมวัน พร้อมด้วยคณะขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมเพื่อการพัฒนาเขต (คคพ.) กรุงเทพฯ ใต้และพันธมิตรออกบูธในงาน BKK EXPO 2025 ภายใต้ธีม We Work, BKK Work! เมืองประสิทธิภาพ คนสร้างอนาคต โดยบูธตั้งอยู่ในโซนนิทรรศการเมืองยั่งยืนและการมีส่วนร่วมกับ กิจกรรม “แยกขวด ช่วยน้อง” ภายใต้โครงการ ข.ขวดรักษ์โลก เพื่อเปลี่ยนขวดพลาสติกใสเป็นกระเป๋านักเรียนอัปไซเคิล เสริมสร้างความรู้ด้านการแยกขยะและลดปริมาณขยะพลาสติกโดยการนำกลับมาใช้ใหม่และบริหารขยะอย่างรู้คุณค่า โดยมีศตกมล วรกุล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ให้ข้อมูลในกิจกรรมดังกล่าว ณ อาคารพิพิธภัณฑ์สวนป่าเบญจกิติ

บรรยากาศภายในบูธกิจกรรมของเอ็ม บี เค ได้รับความสนใจจากผู้บริหารของทางกรุงเทพมหานคร ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คณะผู้บริหารเขตปทุมวัน อิทธิพล อิงประสาร ผู้อำนวยการเขตปทุมวัน ดร.นรเทพ ชูพูล, ศิวพร ยศตรา ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตปทุมวัน พร้อมด้วยผู้บริหารเขตต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร ร่วมถึงประชาชนทั่วไป ที่ได้เข้ามาเยี่ยมชมและร่วมกิจกรรมเล่นเกมแยกขยะเพื่อแลกรับต้นไม้ ไม่ว่าจะเป็น ต้นมะเขือพวงต้นใบชะพลู และต้นเงินไหลมา ซึ่งสร้างความประทับใจพร้อมกับได้รับความรู้ในการคัดแยกขยะกับผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เป็นอย่างดี

โดย เด็กหญิงสรินทร แซ้ลิ้ม น้องนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสุเหร่าลำแขก ที่มาร่วมงาน BKK EXPO กับเพื่อนๆ ได้เล่นเกมการคัดแยกขยะและรับต้นไม้กันไปคนละต้น เผยถึงความรู้สึกที่ได้มาในวันนี้ว่า “หนูได้รับความรู้เกี่ยวกับนิทรรศการต่างๆ ที่นำมาเสนอทั้งเรื่องเมืองสะดวกปลอดภัย เมืองยั่งยืน และเมืองสร้างสรรค์ รวมถึงความรู้ที่ได้รับจากบูธของทางเอ็ม บี เค ในเรื่องประเภทของถังขยะ ทั้ง 4 ถัง ได้แก่ ถังขยะสีแดง สำหรับใส่ขยะมีพิษ สิ่งของอันตราย ถังขยะสีเหลือง เหมาะสำหรับใส่ขยะรีไซเคิล ถังขยะสีเขียว ขยะมูลฝอย ย่อยสลายได้ และ ถังขยะสีน้ำเงิน ขยะที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ โดยหนูความรู้ที่ได้รับจากประเภทของถังขยะเอากลับไปใช้ในการแยกขยะในชีวิตประจำวันด้วยค่ะ”

ด้าน อรวรรณ มงคลพันธ์ เจ้าของร้านขนมตึงตัง ในชุมชนคลองบางนาได้มาแวะชมบูธและเล่นกิจกรรมการแยกขยะดังกล่าว เปิดเผยว่า “ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมกับกิจกรรม แยกขวด ช่วยน้อง ที่จะนำขวดพลาสติกไปผลิตเป็นกระเป๋าอัปไซเคิลให้น้องๆ ได้ใช้กัน โดยในวันนี้พี่ก็เอาขวดพลาสติกที่ดื่มน้ำหมดแล้ว มาร่วมบริจาคด้วย และวันหลังจะเอาไปบริจาคตามจุดที่รับบริจาคอีกด้วยค่ะในส่วนของการคัดแยกขยะ ที่บ้านพี่มีการคัดแยกขยะอยู่แล้ว เศษอาหารต่างๆ อะไรที่ลงบ่อได้ก็ใส่ไว้ อันไหนที่เป็นขวดแก้วขวดพลาสติก น้ำมัน หรือกระป๋องต่างๆ ก็ทำการล้างให้สะอาดก่อนแล้วคัดแยกประเภทเพื่อใส่ในถุงอีกที สะดวกเวลาให้คนเก็บขยะมาเก็บค่ะ”

ทั้งนี้ ใครที่อยากจะนำขวดพลาสติกใสที่ใช้แล้วมาผลิตเป็นกระเป๋านักเรียนอัปไซเคิล เพื่อส่งต่อให้น้องๆเพิ่มเติม สามารถนำมาบริจาคได้ตามจุดรับบริจาคขวดพลาสติกภายในศูนย์การค้าเครือเอ็ม บี เค ได้แก่ ศูนย์การค้า เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ บริเวณชั้น G (ลิฟต์หมายเลข 17-19) ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค บริเวณประตู 1 A ใกล้ร้าน LOOK ชั้น 1 ศูนย์การค้าพาราไดซ์ เพลส ด้านหน้าออฟฟิศสำนักงาน ชั้น 3 ศูนย์การค้าเดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 บริเวณลานไนน์สแควร์ ชั้น 1 และศูนย์การค้าเดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์ หน้าท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ชั้น 1

ติดตามกิจกรรมและโปรโมชั่นดีๆ ของศูนย์การค้าเครือเอ็ม บี เค ผ่านทาง Facebook Page : MBK CENTER PARADISE PARK THE NINE CENTER
RAMA 9 และ THE NINE CENTER TIWANON สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เอ็ม บี เค คอนแทคท์ เซ็นเตอร์ 1285 ในเวลา 08.30-22.00 น.

นายกสภาจุฬาฯ บรรยายพิเศษ ‘กระบวนทัศน์ต่อเอเชียในอนาคต’ ในงาน Asia Forward Series ครั้งที่ 3

นายกสภาจุฬาฯ บรรยายพิเศษ ‘กระบวนทัศน์ต่อเอเชียในอนาคต’  ในงาน Asia Forward Series ครั้งที่ 3

นายกสภาจุฬาฯ บรรยายพิเศษ ‘กระบวนทัศน์ต่อเอเชียในอนาคต’ ในงาน Asia Forward Series ครั้งที่ 3

วันพุธ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) จัดงาน Asia Forward Series ครั้งที่ 3 ภายใต้หัวข้อ “Navigating a Fragmented World : Asia’s Role in the Changing Global Order” เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้เฉลิมฉลองครบรอบ  40 ปีสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการสื่อสารเชิงวิชาการเชิงลึกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศในเอเชีย ตลอดจนพลวัตของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางบรรยากาศภายในงานนอกจากจะมีเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทยจากทั้ง 4 ประเทศเข้าร่วมฟังการปาฐกถาพิเศษ ยังมีคณะผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย คณะผู้บริหารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจารย์ นักวิชาการ และนิสิตเข้าร่วมด้วยเป็นจำนวนมาก ณ หอแสดงดนตรี อาคารศิลปวัฒนธรรม จุฬาฯ เมื่อวันอังคารที่ 27 พฤษภาคม 2568

ภายในงานมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ เป็นผู้กล่าวต้อนรับ รศ.ดร.ภาวิกา  ศรีรัตนบัลล์ ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ เป็นผู้กล่าวรายงาน โดยได้รับเกียรติจาก ศ.(พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บรรยายพิเศษ ในหัวข้อ “From Fragmentation to Cooperation : Rethinking Asia’s Strategic Role in the Future of Global Order” นอกจากนี้ในงานมีการเสวนาในหัวข้อ “Youth Participation in Rebuilding on the Global Order” มุ่งเน้นการเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้มีส่วนร่วมในการทำความเข้าใจบทบาทและความท้าทายในระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง โดยเน้นความมั่นคงในมิติต่างๆ ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนแนวทางที่เยาวชนสามารถมีบทบาทในการร่วมออกแบบอนาคต ทั้งในระดับนโยบาย เทคโนโลยีและคุณค่าเชิงอุดมการณ์ ผ่านมุมมองของคนรุ่นใหม่ที่พร้อมเป็นพลังสำคัญในการสร้างระเบียบโลกใหม่อย่างยั่งยืน

ชู ‘2 ทศวรรษ มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ’ วช.เดินหน้าจัด ‘Thailand Research Expo 2025’ เชื่อมต่ออนาคตไทย ด้วยวิจัยและนวัตกรรม

ชู ‘2 ทศวรรษ มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ’ วช.เดินหน้าจัด ‘Thailand Research Expo 2025’ เชื่อมต่ออนาคตไทย ด้วยวิจัยและนวัตกรรม

ชู ‘2 ทศวรรษ มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ’ วช.เดินหน้าจัด ‘Thailand Research Expo 2025’ เชื่อมต่ออนาคตไทย ด้วยวิจัยและนวัตกรรม

วันพุธ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ แถลงข่าวการจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 (Thailand Research Expo 2025)” จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Research for All เชื่อมต่ออนาคตไทยด้วยวิจัยและนวัตกรรม”

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการ วช. กล่าวว่า ปีนี้ครบ 2 ทศวรรษของงานมหกรรมวิจัยแห่งชาติ โดยเป็นปีที่ 20 นับจากการจัดงานครั้งแรกตั้งแต่ปี 2549 งานดังกล่าวได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพัฒนารูปแบบ นวัตกรรมและการจัดการต่างๆมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งความเข้มแข็งที่เกิดขึ้นจากการจัดงาน คือ ประชาคมวิจัยซึ่งเป็นพันธมิตรที่มาจากทุกหน่วยงานในระบบวิจัย ทั้งนี้ วช. คาดหวังตั้งแต่ในปีแรกของการจัดกิจกรรมที่จะให้งานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติเป็น “งานของทุกคนในระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม” ที่จะได้นำผลงานที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ งานวิจัยและนวัตกรรมของนักวิจัยไทยที่ได้มีการสะสมองค์ความรู้ ทั้งเรื่องของเทคโนโลยี ความพร้อมของตัวชุดข้อมูล และระบบต่างๆที่เป็นความสำเร็จของการทำงานมานำเสนอผ่านเวทีระดับชาติ

“สำหรับมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติในปีนี้ เราไม่ได้มองเฉพาะการทำงานในระบบ ววน.หรือภาคระบบวิจัยและนวัตกรรมเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญในการทำงานกับทุกภาคส่วน ทิศทางของการทำงานในธีมหลักของงานจึงเป็น “Research for All เชื่อมต่ออนาคตไทยด้วยวิจัยและนวัตกรรม” รวมถึงมีธีมสำคัญๆในหลายๆเรื่อง และที่สำคัญได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นการส่วนพระองค์ในภาคบ่ายของวันที่ 20 มิ.ย.นี้” ดร.วิภารัตน์ กล่าวและว่า ในฐานะที่เติบโตมาพร้อมกับการจัดงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ได้เห็นถึงโอกาสและความสามารถของนักวิจัยไทย ที่สอดคล้องกับความเข้มแข็งของประเทศเช่น เกษตรสมัยใหม่ หรือในสถานการณ์ที่มีความจำเป็นในเรื่องของการดูแลสุขภาวะของประชาชนเรื่องของสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และพลังงานในมิติต่างๆ  ปัจจุบันหน่วยงานที่เข้าร่วมงานไม่ได้จำกัดอยู่แค่นักวิจัย หรือสถาบันวิจัย แต่วช. ได้ส่งต่อความสำเร็จตั้งแต่ระดับเยาวชน  ซึ่งจะเห็นความหลายหลากของผู้เข้าเยี่ยมชม  มีการแลกเปลี่ยนร่วมกัน  ทำให้เห็นภาพของพลังงานวิจัย และ เห็นการนำไปใช้ประโยชน์

“ประเทศไทยจะก้าวหน้าได้อย่างยั่งยืนต้องมีงานวิจัยที่ใช่ เพื่อสังคม เศรษฐกิจไทย มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 หรือ Thailand Research Expo 2025   ที่จัดขึ้นเป็นปีที่ 20 นับเป็น 2 ทศวรรษแห่งความร่วมมือที่กระทรวง อว. โดย วช.พร้อมด้วยหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศได้ร่วมสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้น เพื่อเป็นอีกหนึ่งกลไกที่ทำให้งานวิจัยได้ส่งต่อไปสู่ผู้ใช้ประโยชน์ในวงกว้าง เปลี่ยนองค์ความรู้ให้เป็นพลังพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืน” ผู้อำนวยการ วช. ระบุ

ดร.วิภารัตน์ กล่าวต่อไปว่า การจัดงานในปีนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึง “งานวิจัยเป็นเรื่องใกล้ตัวของทุกคน” เปิดโอกาสเพื่อให้ทุกคนสามารถมีส่วนร่วม และได้รับประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรม ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกและสังคม ซึ่งการผนวกความร่วมมือระหว่างองค์กรเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ ปีนี้มีหน่วยงานเข้าร่วมกว่า 200  แห่ง ภาคการประชุมกว่า 150  หัวข้อ และรวบรวมผลงานกว่า 1,000 ผลงาน ครอบคลุมการใช้ประโยชน์ในมิติต่างๆ ภายใต้  6 ธีมหลัก คือ งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน  งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างพลังสร้างสรรค์ Soft Power ของประเทศ งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรมและการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อยกระดับสังคมอย่างยั่งยืน งานวิจัยและนวัตกรรมสร้างสมดุลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน  และงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมศักยภาพวิสาหกิจชุมชน วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME)

ทั้งนี้มีผลงานวิจัยที่น่าสนใจ อาทิ งานวิจัยการพัฒนาสายพันธุ์หมูดำ ของกรมปศุสัตว์ ที่นำเครื่องหมายพันธุกรรมและเทคโนโลยีจีโนมมาใช้ เพื่อประโยชน์แก่เกษตรกรรายย่อยเกษตรกรหมูหลุมและเกษตรกรชาวเขาบนพื้นที่สูงเพื่อเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร  สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ หรือ สดร. จัดแสดง อุปกรณ์ตรวจวัดสภาพอากาศที่จะร่วมติดตั้งไปกับยานสำรวจอวกาศ ฉางเอ๋อ สำหรับสำรวจสภาพอวกาศโดยรอบดวงจันทร์  กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์  ซึ่งเห็นความสำคัญเกี่ยวกับการแพ้ยารุนแรงของผู้ป่วย นำเสนอ“ผูกพันธุ์”แพลตฟอร์มดิจิทัลรายงานผลการตรวจทางพันธุกรรม  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จัดแสดง นวัตกรรมรองเท้าอิเล็กทรอนิกส์และระบบต้นแบบ สำหรับระบบแพทย์ระยะไกลในผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านการเคลื่อนไหวและผู้สูงอายุ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง จัดแสดงงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างพลัง สร้างสรรค์ Soft Power มวยไทยสู่สากล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ การพัฒนาการท่องเที่ยวสัตว์ป่าเพื่อส่งเสริมการจัดการพื้นที่ กันชนมรดกโลกห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นวัตกรรมการสกัดสารจากสมุนไพรด้วยเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข จัดแสดงการบูรณาการฟื้นฟูขากรรไกรและใบหน้าแบบครอบคลุม โดยการใช้ตำแหน่งฟันเทียมร่วมในการวางแผนผ่าตัดเสมือนจริงด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ช่วยผ่าตัดเฉพาะบุคคล

นอกจากการนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมผลงาน จากเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศแล้ว ภายในงานยังได้มีการนำเสนอนิทรรศการน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนารถบพิตร รัชกาลที่ 9 ผู้ทรงเป็น “พระบิดาแห่งการวิจัยไทย”, นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10, นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ เจริญพระชนมายุ 70 พรรษา วันที่ 2 เมษายน 2568, นิทรรศการผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา,นิทรรศการเครือข่ายวิจัยภูมิภาค, Research Festival, นิทรรศการศาสตร์และศิลป์งานวิจัย และนิทรรศการ Thailand Research  Expo & Symposium 2025  The National RGJ & RRI Conference 2025

สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานฯได้ที่ https://researchexporegistration.com ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 – 20 มิถุนายน 2568 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์  และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ เวลา 09.00 – 17.00 น.

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ หนุนเยาวชนคิดค้นนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ ติวเข้มองค์ความรู้ต่อยอดทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ หนุนเยาวชนคิดค้นนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์  ติวเข้มองค์ความรู้ต่อยอดทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ หนุนเยาวชนคิดค้นนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ ติวเข้มองค์ความรู้ต่อยอดทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ

วันพุธ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์จัดโครงการ งาน CRA ThinkShare: Innovations & Inventions Forum นิทรรศการผลงานนวัตกรรมของนักศึกษาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และ การประกวดผลงานนวัตกรรมและประดิษฐ์ สำหรับนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เน้นสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านสุขภาพ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การแพทย์ การสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม
ที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ตลอดจนสนับสนุนการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา และการต่อยอดในเชิงพาณิชย์ ณ หอประชุม Auditorium คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒนราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ

กิจกรรมวันแรก ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.ดนุพล นันทจิต ผู้อำนวยการสำนักบริหารวิจัยและนวัตกรรม วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์และคณะกรรมการการตัดสินผลงานนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ ประกอบด้วยอาจารย์ ดร.ปณิธิ อัจฉราฤทธิ์ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒนรองศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.จตุพร กระจายศรี รักษาการคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ อาจารย์ ดร.ประเสริฐ คำอ้าย ผู้ช่วยคณบดีคณะพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม อาจารย์มัตติกา ใจจันทร์ อาจารย์ประจำภาควิชาการพยาบาลชุมชน วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารีและผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุพรรณิการ์ขาววิเศษ อาจารย์ประจำโรงเรียนรังสีเทคนิค คณะเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุขภาพ เปิดโครงการประกวดผลงานนวัตกรรมและประดิษฐ์สำหรับนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

โครงการดังกล่าวเป็นโครงการต่อเนื่อง มีผลงานที่สมัครเข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 345 ผลงาน จาก 189 สถาบัน ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศมีจำนวนทั้งสิ้น 28 ผลงาน และ นิทรรศการผลงานนวัตกรรมของนักศึกษาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ซึ่งจัดเป็นครั้งแรก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยและนวัตกรรมของนักศึกษาและนักวิจัยของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์สู่สาธารณะ ภายในงานจัดให้มีกิจกรรมให้ความรู้ “วิศวกรในยุคเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์” และ“เทรนด์ใหม่สายวิทยาศาสตร์สุขภาพและนวัตกรรม” โดยคณาจารย์จากคณะวิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมชีวการแพทย์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เพื่อต่อยอดทางการศึกษา และรวมถึงสร้างแรงบันดาลใจในการนำแนวความคิดไปพัฒนาศักยภาพของตนในอนาคต

กิจกรรมวันที่สอง รองศาสตราจารย์ ดร.ชูศักดิ์ ลิ่มสกุล รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นประธานเปิดงาน CRA ThinkShare : Innovations & Inventions Forum โดยไฮไลท์ของงานได้รับเกียรติจาก นายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผู้แทน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่มาให้ความรู้เสวนาพิเศษในหัวข้อเรื่อง “การเตรียมความพร้อมสำหรับเด็ก เยาวชนไทย สู่ศตวรรษที่ 21”และ “รู้ทันการใช้สื่อในยุคดิจิทัล” โดยนายจิรศักดิ์ ก้อนพรหม รองผู้อำนวยการฝ่ายผลิตและบริหารศิลปิน สถานีโทรทัศน์เวิร์คพอยท์ ช่อง 23 รวมทั้งกิจกรรมให้ความรู้ด้วยการจำลองสถานการณ์ทางคลินิกด้วยเทคโนโลยีเสมือนจริง เปิดประสบการณ์ใหม่ในการเรียนรู้ เสริมสร้างแรงบันดาลใจสำคัญที่สามารถพัฒนาแนวคิดและเทคโนโลยีเพื่อขับเคลื่อนสังคมไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน พร้อมทั้ง ประกาศผลการตัดสิน โครงการประกวดนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ สำหรับนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

รางวัลชนะเลิศ ชื่อผลงาน “COSMA : นวัตกรรมริสแบนด์ สําหรับการวัดระดับออกซิเจนในเลือดร่วมกับการประเมินภาวะหยุดหายใจขณะหลับของกลุ่มทารกแรกเกิดที่เป็นโรคหัวใจแต่กำเนิดชนิดเขียว” จากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ชื่อผลงาน “การพัฒนาแผ่นแปะไฮโดรเจลจาก CMC ของผักตบชวา ผสมสารสกัดจากใบบัวบก ที่สามารถเปลี่ยนสีตามค่าพีเอช ด้วยสารสกัดกะหล่ำปลีม่วงเพื่อรักษาแผลเรื้อรัง” จากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ชื่อผลงาน “ปฏิบัติการบุกเบิกดาวเคราะห์” จากโรงเรียนสตรีวัดมหาพฤฒารามในพระบรมราชินูปถัมถ

รางวัลชมเชย ชื่อผลงาน “ระบบฟื้นความจำด้วยปัญญาประดิษฐ์ผ่านคลื่นสัญญาณ EEG” จากโรงเรียนอัสสัมชัญหลักสูตรภาษาอังกฤษ วิทยาเขตพระราม, ชื่อผลงาน “แท็ททูสามมิติตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองช่วยผู้ป่วยโรคหลายอัตลักษณ์” จากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม), ชื่อผลงาน“พลาสติกชีวภาพป้องกันปฏิกิริยาออกซิเดชันในวิตามินซีจากแก่นฝางแดง” จากโรงเรียนลือคำหาญวารินชำราบ จ.อุบลราชธานี

Life & Health : กุญแจสู่ความสำเร็จขององค์กรยุคใหม่ ด้วยเทคโนโลยี AI ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลสำหรับองค์กร

Life & Health : กุญแจสู่ความสำเร็จขององค์กรยุคใหม่ ด้วยเทคโนโลยี AI ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลสำหรับองค์กร

Life & Health : กุญแจสู่ความสำเร็จขององค์กรยุคใหม่ ด้วยเทคโนโลยี AI ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลสำหรับองค์กร

วันพุธ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คำว่า “Data-Driven” หรือ “ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล” กลายเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในอุตสาหกรรมไหน การตัดสินใจจากข้อมูลที่แม่นยำและทันสมัยจะช่วยเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน และเมื่อผสมผสานกับ AI (Artificial Intelligence) หรือ “ปัญญาประดิษฐ์” ยิ่งทำให้ศักยภาพในการขับเคลื่อนธุรกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดด

ข้อมูลจาก อุกฤษฎ์ ตั้งสืบกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) และผู้บริหาร เรียล สมาร์ทอะคาเดมี่ (Real Smart Academy) เปิดเผยว่า การขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven) คือการใช้ข้อมูลที่มีอยู่ในการวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ ข้อมูลที่เราเก็บรวบรวมจากทุกช่องทาง ทั้งยอดขาย ความพึงพอใจของลูกค้า พฤติกรรมการซื้อ ไปจนถึงข้อมูลจากโซเชียลมีเดีย สามารถนำมาวิเคราะห์เพื่อเข้าใจลูกค้า คาดการณ์แนวโน้ม และวางแผนธุรกิจได้อย่างแม่นยำ เช่น การตลาด (Marketing) : ใช้ข้อมูลการเข้าถึงของลูกค้า (Customer Insights) เพื่อปรับแคมเปญการตลาดให้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น เช่น การใช้ข้อมูลจากพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์เพื่อแนะนำสินค้าที่เหมาะสมที่สุด, การจัดการสินค้าคงคลัง (Inventory Management) : วิเคราะห์ข้อมูลยอดขายและความต้องการของตลาด เพื่อจัดการสต็อกสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น Walmart ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลการขายเพื่อจัดการสต็อกสินค้าในแต่ละสาขาอย่างแม่นยำ ลดปัญหาของขาดและของเหลือ, การบริการลูกค้า (Customer Service): ใช้ข้อมูลจากการสอบถามและคำติชม มาพัฒนาการบริการให้ดีขึ้น เช่น Amazon ใช้ AI ในการตอบคำถามลูกค้าและแนะนำสินค้าผ่านระบบ Chatbotอย่างแม่นยำและรวดเร็ว, การขนส่งและโลจิสติกส์(Transportation & Logistics) : บริษัท DHL ใช้ Data Analytics ในการจัดการเส้นทางขนส่งเพื่อลดระยะทางและเวลาในการจัดส่งทำให้ลดต้นทุนและเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า

AI กับการพลิกโฉมธุรกิจ

AI ไม่ได้เป็นแค่โปรแกรมอัตโนมัติหรือหุ่นยนต์ แต่คือเครื่องมือที่ช่วย “คิด วิเคราะห์ และคาดการณ์” ได้ใกล้เคียงกับมนุษย์ แต่รวดเร็วและแม่นยำกว่า เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis) : AI สามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลได้ในเวลาไม่กี่วินาที ช่วยให้ผู้บริหารมองเห็นโอกาสและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น, การคาดการณ์ (Predictive Analytics) : การใช้ AI ในการคาดการณ์แนวโน้มตลาดหรือพฤติกรรมผู้บริโภค เช่น การคาดการณ์ยอดขายในช่วงเทศกาล การวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าในแต่ละช่วงเวลา ช่วยให้วางแผนล่วงหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ, การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน (Automation) : ลดงานซ้ำๆที่ไม่จำเป็น เช่น การจัดการเอกสาร การตอบอีเมล หรือการตรวจสอบข้อมูล โดยการใช้ RPA (Robotic Process Automation) เพื่อให้กระบวนการทำงานอัตโนมัติและลดข้อผิดพลาด

ลองนึกภาพดูว่า หากองค์กรของคุณสามารถคาดการณ์แนวโน้มยอดขายได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว คุณจะสามารถวางแผนการผลิต จัดการคลังสินค้า และเตรียมการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

กรณีศึกษา : RealVision โดย RealSmart

RealVision เป็นแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาเพื่อช่วยองค์กรในการดึงข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เช่น social media, ข่าวสาร, และการสื่อสารออนไลน์ มาวิเคราะห์ด้วยเทคโนโลยี AI เพื่อค้นหา Insights ที่สำคัญและเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจทางธุรกิจอย่างแม่นยำ ตัวอย่างการใช้งานของ RealVision ได้แก่

1.Social Listening และการติดตามกระแสสังคม

• RealVision สามารถดึงข้อมูลจากแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Facebook, Twitter, และ Instagram เพื่อตรวจจับแนวโน้มและกระแสสังคมในแบบ Real-Time

• การวิเคราะห์ Sentiment Analysis ช่วยให้องค์กรเข้าใจความรู้สึกและความคิดเห็นของลูกค้า รวมถึงการติดตามประเด็นร้อนที่อาจส่งผลต่อแบรนด์ได้อย่างรวดเร็ว

2.Crisis Management และการจัดการวิกฤต

• ระบบการแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ของ RealVision จะส่งสัญญาณเมื่อพบเหตุการณ์ที่อาจกลายเป็นวิกฤต พร้อมข้อมูลวิเคราะห์เกี่ยวกับที่มาของปัญหา

• ทีมงานสามารถใช้ข้อมูลนี้ในการตัดสินใจที่รวดเร็วและแม่นยำ ลดผลกระทบและปกป้องภาพลักษณ์ขององค์กร

3.Deep Data Analysis และการสกัดข้อมูลเชิงลึก

• RealVision ไม่เพียงแค่รวบรวมข้อมูลเท่านั้นแต่ยังสามารถวิเคราะห์และสกัด Insights ที่เป็นประโยชน์จากข้อมูลดิบ

• ช่วยให้ผู้บริหารมองเห็นแนวโน้มของตลาด ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และโอกาสในการขยายธุรกิจได้อย่างแม่นยำ

ด้วยความสามารถที่หลากหลาย RealVision จึงถูกออกแบบมาเป็นเครื่องมือที่ครบวงจรในการจัดการข้อมูลจากหลายแหล่ง ทั้ง Social Media, เทรนด์การตลาด (Marketing Trends), และข้อมูลการขาย (Sales Data) ผ่านการวิเคราะห์เชิงลึกด้วย AI เพื่อดึง Insights ที่มีคุณค่าต่อการตัดสินใจทางธุรกิจอย่างทันท่วงที ช่วยให้องค์กรสามารถคาดการณ์แนวโน้ม ป้องกันวิกฤต และปรับกลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพส่งผลให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงในยุคดิจิทัล ข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://www.realsmart.co.th/

ก้าวต่อไปสำหรับองค์กรที่อยากเติบโตด้วย AI และ Data-Driven Technology ให้พิจารณาขั้นตอนดังนี้

1.เริ่มต้นจากการเก็บข้อมูลที่มีคุณภาพ การมีข้อมูลที่ครบถ้วนและเชื่อถือได้เป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการวิเคราะห์ที่แม่นยำ ข้อมูลควรถูกเก็บอย่างเป็นระบบและปลอดภัย รวมถึงมีการอัปเดตอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้สะท้อนสถานการณ์จริง

2.ลงทุนในเทคโนโลยีที่เหมาะสม การเลือกใช้เครื่องมือและแพลตฟอร์มที่สอดคล้องกับธุรกิจ เช่น ระบบ AI สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) หรือ Social Listening สำหรับการติดตามความเคลื่อนไหวในโซเชียลมีเดีย การลงทุนในเทคโนโลยีที่ถูกต้องจะช่วยประหยัดเวลาและเพิ่มความแม่นยำ

3.พัฒนาทักษะบุคลากร แม้ว่าเทคโนโลยีจะสามารถประมวลผลข้อมูลได้รวดเร็ว แต่บุคลากรที่มีความเข้าใจใน AI และ Data Analytics จะสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น องค์กรสามารถจัดการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มทักษะด้านนี้
ให้กับทีมงานได้

4.ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรให้ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล การสร้างวัฒนธรรมที่ทุกคนในองค์กรให้ความสำคัญกับข้อมูลเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อให้การตัดสินใจทุกครั้งมาจากข้อเท็จจริง ไม่ใช่การคาดเดา การสร้าง Dashboard ที่แสดงข้อมูลสำคัญแบบ Real-Time ช่วยให้ทีมงานเห็นภาพรวมและปรับกลยุทธ์ได้อย่างรวดเร็ว

การเปลี่ยนแปลงอาจดูท้าทาย แต่การนำ AI และ Data-Driven Technology มาประยุกต์ใช้ในองค์กร จะไม่ใช่แค่การ “อยู่รอด” แต่คือการ “เติบโต” อย่างมั่นคงในโลกธุรกิจที่ไม่เคยหยุดนิ่ง คุณพร้อมจะขับเคลื่อนธุรกิจของคุณด้วย AI-driven Data Technology แล้วหรือยัง?

ผศ.(พิเศษ)ดร.เภสัชกร อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ