ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์จัดนิทรรศการ ‘อวกาศ’ สืบสานพระปณิธาน โครงการประกวดจิตรกรรม ‘ทิพย์พิมานสืบสานสิริศิลป์’ ครั้งที่ 2

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์จัดนิทรรศการ ‘อวกาศ’ สืบสานพระปณิธาน  โครงการประกวดจิตรกรรม ‘ทิพย์พิมานสืบสานสิริศิลป์’ ครั้งที่ 2

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์จัดนิทรรศการ ‘อวกาศ’ สืบสานพระปณิธาน โครงการประกวดจิตรกรรม ‘ทิพย์พิมานสืบสานสิริศิลป์’ ครั้งที่ 2

วันพุธ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดนิทรรศการแสดงผลงานภาพวาดของผู้ที่ได้รับรางวัลจากโครงการประกวดจิตรกรรม “ทิพย์พิมานสืบสานสิริศิลป์” ครั้งที่ 2 ภายใต้แนวคิด “อวกาศ” โดยมี
ผลงานที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมแสดงรวมกว่า 500 ผลงาน จากจำนวนผลงานที่ส่งเข้าประกวด ทั้งหมดในปีนี้จำนวน 2,789 ผลงาน  ณ หอศิลป์ทิพย์พิมาน ต.โป่งตาลอง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

หอศิลป์ทิพย์พิมาน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดโครงการประกวดจิตรกรรม “ทิพย์พิมานสืบสานสิริศิลป์” ครั้งนี้เป็นปีที่ 2 เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานตามพันธกิจของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ในด้านการสืบสานและทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ศาสนา ศีลธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น และเพื่อสืบสานพระปณิธานใน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารีกรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี“องค์สิริศิลปิน” ในการส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนที่รักในงานศิลปะให้สามารถใช้จินตนาการความคิด ความรู้ความสามารถ สร้างสรรค์ผลงานศิลปะ เพื่อกล่อมเกลาจิตใจและใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์สูงสุด และมีโอกาสแสดงทักษะด้านการสร้างสรรค์ที่สะท้อนความคิดและจินตนาการอันก่อให้เกิดประโยชน์สุขทั้งต่อตนเองและผู้อื่น อีกทั้งเป็นการเปิดพื้นที่ในการนำเสนอผลงานของเด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ โดยมุ่งหมายความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพด้านการสร้างสรรค์ศิลปะที่มาพร้อมกับการปลูกจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติเพื่อประโยชน์ด้านการขับเคลื่อนและพัฒนาสังคมไทยให้เจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงยั่งยืน ตลอดจนสามารถสื่อสารกับสาธารณชนถึงสาระในมุมมองต่างๆ ผ่านผลงานศิลปะดังพระดำรัสขององค์สิริศิลปินที่ว่า “ศิลปะเป็นเครื่องกล่อมเกลาชีวิตของคน”

สำหรับโครงการประกวดจิตรกรรม “ทิพย์พิมานสืบสานสิริศิลป์” ครั้งที่ 2 มีจำนวนผู้ได้รับรางวัลทั้งหมด 56 ผลงาน แบ่งตามระดับอายุ ประกอบด้วย 1) ระดับอายุ 5-10 ปี รางวัลที่ 1 จำนวน 1 รางวัล ได้รับเงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมโล่พระราชทานและเกียรติบัตร รางวัลที่ 2 จำนวน 1 รางวัล ได้รับเงินรางวัล 7,000 บาท พร้อมเกียรติบัตรรางวัลที่ 3 จำนวน 6 รางวัล ได้รับเงินรางวัล 5,000 บาทพร้อมเกียรติบัตร และรางวัลชมเชย จำนวน 12 รางวัล ได้รับเกียรติบัตร

2) ระดับอายุ 11-18 ปี รางวัลที่ 1 จำนวน 1 รางวัล ได้รับเงินรางวัล 20,000 บาท พร้อมโล่พระราชทานและเกียรติบัตร รางวัลที่ 2 จำนวน
1 รางวัล ได้รับเงินรางวัล 15,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร รางวัลที่ 3 จำนวน 3 รางวัล ได้รับเงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร และรางวัลชมเชย จำนวน 13 รางวัล ได้รับเกียรติบัตร 3) ระดับอายุ 19-25 ปี รางวัลที่ 1 จำนวน 1 รางวัล เงินรางวัล 100,000 บาท พร้อมโล่พระราชทานและเกียรติบัตร รางวัลที่ 2 จำนวน 1 รางวัล เงินรางวัล 75,000 บาท พร้อมเกียรติบัตรรางวัลที่ 3 จำนวน 3 รางวัล เงินรางวัล 50,000 บาท พร้อมเกียรติบัตรและรางวัลชมเชย จำนวน 13 รางวัล ได้รับเกียรติบัตร
โดยสามารถรับชมภาพผลงานผู้ได้รับรางวัลได้ทาง >> https://chulabhornchannel.cra.ac.th/news-activities/56717/

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการ “อวกาศ” โครงการประกวดจิตรกรรม “ทิพย์พิมานสืบสานสิริศิลป์” ครั้งที่ 2 ได้ระหว่างนี้ ถึง 20 มิถุนายน 2568 ณ หอศิลป์ทิพย์พิมาน ต.โป่งตาลอง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เปิดให้เข้าชมทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.30 น. ค่าเข้าชม50 บาทต่อท่าน รายได้สมทบทุนมูลนิธิทิพย์พิมานเพื่อสัตว์ป่วยและสัตว์ไร้ที่พึ่ง ในพระอุปถัมภ์ฯ สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปรวมถึงกลุ่มเปราะบางและผู้ด้อยโอกาสเข้าชมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ 096-8799044

ฤดูฝนกับภัยเงียบในบ้าน จุดตะเกียงน้ำหอมไล่ยุงได้จริงหรือ?

ฤดูฝนกับภัยเงียบในบ้าน จุดตะเกียงน้ำหอมไล่ยุงได้จริงหรือ?

ฤดูฝนกับภัยเงียบในบ้าน จุดตะเกียงน้ำหอมไล่ยุงได้จริงหรือ?

วันพุธ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ฤดูฝน คือฤดูกาลของ “ภัยเงียบ” ที่มากับความชื้นนั่นคือ “ยุงลาย”

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ยุง” เป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ของบ้านคนเมืองในช่วงหน้าฝน ไม่เพียงสร้างความรำคาญแต่ยังเป็นพาหะนำโรคสำคัญ ทั้งไข้เลือดออก ไวรัสเด็งกี หรือแม้แต่โรคไข้ซิกา การใช้ยาจุดกันยุง หรือสเปรย์อาจไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืน เพราะอาจกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวโดยไม่รู้ตัว

แต่ในยุคที่ผู้คนใส่ใจทั้งเรื่องสุขภาพและไลฟ์สไตล์มากขึ้น เทรนด์ใหม่ที่กำลังเป็นที่พูดถึงในหมู่คนรักบ้านและคนรักกลิ่น คือการใช้ “ตะเกียงน้ำหอมไล่ยุง” ซึ่งไม่เพียงช่วยไล่ยุงได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังสร้างบรรยากาศที่สดชื่นและผ่อนคลายให้กับบ้านในเวลาเดียวกัน

Maison Berger Paris-จุดตะเกียง เปลี่ยนบ้านให้หอมและปลอดภัย

Maison Berger Paris แบรนด์เครื่องหอมสำหรับบ้านจากฝรั่งเศสที่มีประวัติยาวนานกว่า 125 ปี ได้คิดค้น “น้ำหอมสูตร Anti Mosquito” ที่ออกแบบมาเพื่อใช้กับตะเกียงน้ำหอม Maison Berger Paris โดยเฉพาะ น้ำหอมสูตรนี้มีคุณสมบัติเด่นในการ ไล่ยุง โดยไม่ใช้สารเคมีรุนแรง ไม่มีกลิ่นฉุนแบบยาจุด หรือสารระเหยที่อาจเป็นอันตรายกับเด็กและสัตว์เลี้ยง ที่สำคัญ Maison Berger Paris ยังสร้างสรรค์กลิ่นของน้ำหอมให้ “หอมและหรู” จนคุณไม่รู้สึกว่ากำลังใช้ผลิตภัณฑ์ไล่ยุงเลยด้วยซ้ำ

กลิ่น Anti Mosquito มาพร้อมโทนหอมของ Ocean Breeze กลิ่นที่ได้แรงบันดาลใจจากบรรยากาศทะเลฝรั่งเศส หอมละมุน สดชื่น แต่ซ่อนความซับซ้อนอย่างมีมิติ Top Notes : กลีบกุหลาบ, แบล็กเคอร์แรนท์, และโน้ตมารีน Middle Notes : ดอกกุหลาบ, มะลิ, ลิลลี่แห่งขุนเขา Base Notes : ไวท์มัสก์, ผงอำพัน และเปลือกไม้ ให้ความรู้สึกราวกับเปิดหน้าต่างแล้วลมหอบกลิ่นทะเลเข้ามา พร้อมกับบรรยากาศที่สะอาด สดใส และปลอดยุง

ตะเกียงน้ำหอมจาก Maison Berger Paris ไม่ได้เป็นเพียงของตกแต่งบ้านที่หรูหราเท่านั้น แต่ยังมาพร้อมนวัตกรรมที่ถูกพัฒนามากว่าหนึ่งศตวรรษ ระบบการทำงาน
ของตะเกียงเรียกว่า Catalytic Diffusion คือการจุดไส้ตะเกียงด้วยไฟเพียง 2 นาที แล้วดับไฟ ทิ้งให้ “หัวตะเกียง” ทำปฏิกิริยากับอากาศร้อน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ อากาศภายในห้องจะถูก ฟอกให้สะอาด กลิ่นไม่พึงประสงค์จะถูก ทำลายระดับโมเลกุล และกลิ่นหอมที่คุณเลือกจะถูก กระจายออกไปอย่างนุ่มนวล และต่อเนื่อง

เมื่อนำมาใช้ร่วมกับน้ำหอมสูตร Anti Mosquito ก็จะได้ผลลัพธ์ 3 อย่างในหนึ่งเดียว ไล่ยุง-เพิ่มกลิ่นหอม-ฟอกอากาศ ในรูปแบบที่คุณแทบไม่รู้ตัวเลยว่า“กำลังป้องกันยุงอยู่”

บ้านไหนที่กำลังมองหาทางเลือกใหม่ในการดูแลบ้านช่วงหน้าฝน โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็กเล็กหรือสัตว์เลี้ยง “ตะเกียงน้ำหอมจาก Maison Berger Paris และน้ำหอมสูตร Anti Mosquito” คือทางเลือกที่ปลอดภัย หรูหรา และใช้งานได้จริง พร้อมให้คุณได้ทดลองและเลือกชมได้แล้วที่ร้าน Maison Berger Paris ทุกสาขา พร้อมโปรโมชั่นพิเศษเฉพาะฤดูฝนนี้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : MaisonBergerThailand LINE : @maisonbergerthai และ www.maisonbergerthailand.com หรือช่องทางออนไลน์ N Lazada/Shopee/ShopSabuy/Tiktok โทร.02-6722088

เอ็นไอเอ จับมือพันธมิตรเดินหน้าติดอาวุธสตาร์ทอัพสายฟู้ดเทค ‘SPACE-F’ ปี 6

เอ็นไอเอ จับมือพันธมิตรเดินหน้าติดอาวุธสตาร์ทอัพสายฟู้ดเทค ‘SPACE-F’ ปี 6

เอ็นไอเอ จับมือพันธมิตรเดินหน้าติดอาวุธสตาร์ทอัพสายฟู้ดเทค ‘SPACE-F’ ปี 6

วันพุธ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สานต่อความสำเร็จจากปีที่ 5 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานนวัตกรรม แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ร่วมกับบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มหาวิทยาลัยมหิดล และพันธมิตรองค์กรชั้นนำ ได้แก่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด และเครือข่ายบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมอาหารอีกมากมาย เปิดโครงการ “SPACE-F ปี 6 : โครงการบ่มเพาะและเร่งการเติบโตฟู้ดเทคสตาร์ทอัพระดับสากลแห่งแรกของประเทศไทย” สนับสนุนและส่งเสริมสตาร์ทอัพที่สามารถพัฒนานวัตกรรมสำหรับแก้ไขปัญหาในอุตสาหกรรมอาหารทั้งปัจจุบันและอนาคต เพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ปีนี้มีสตาร์ทอัพเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 20 ราย แบ่งเป็น Incubator Program 10 ราย และ Accelerator Program 10 ราย ทั้งนี้ สตาร์ทอัพที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับ
คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ โอกาสการเข้าถึงเครือข่ายและแหล่งเงินทุนเพื่อการเติบโตทางธุรกิจ อีกทั้งยังสามารถใช้สถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล รวมถึงโอกาสการพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้นำอุตสาหกรรมอาหารทะเลระดับโลก บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และบริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด อีกด้วย

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าวว่า NIA ในฐานะผู้กำหนดทิศทางนวัตกรรมมุ่งมั่นขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ชาตินวัตกรรมภายใต้แนวคิด Groom-Grant-Growth-Global ซึ่งพร้อมจะสนับสนุนและส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมทั้งมิติเงินทุน การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการนวัตกรรม การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานนวัตกรรม และการปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลง พร้อมกันนี้ ยังมุ่งผลักดันนวัตกรรมเพื่อสร้างการเติบโตและเพิ่มมูลค่าในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยที่ผ่านมาได้ผลักดันหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศคือ “นวัตกรรมอาหาร” ผ่านโครงการ SPACE-F ซึ่งเป็นโครงการบ่มเพาะและเร่งการเติบโตทางธุรกิจเทคโนโลยีอาหารระดับสากลพร้อมช่วยผลักดันกลุ่มฟู้ดเทคสตาร์ทอัพทั้งในและต่างประเทศ ให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาด และเป็นกำลังสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมไทยมีความได้เปรียบในด้านการแข่งขันกับทุกบริบทที่เปลี่ยนแปลง

“SPACE-F ปีที่ 6 พร้อมเดินหน้าสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่งสำหรับฟู้ดเทคสตาร์ทอัพ ด้วยการบ่มเพาะและเร่งการเติบโต ผ่านเครือข่ายความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มหาวิทยาลัยมหิดล และพันธมิตรอย่างบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เพื่อเปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพเข้าถึงแหล่งเงินทุน ผู้เชี่ยวชาญ และพันธมิตรทางธุรกิจ ต่อยอดแผนธุรกิจ และพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ตลาด พร้อมรับมือกับความท้าทายของอุตสาหกรรมอาหารทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ทั้งนี้ ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาโครงการ SPACE-F สามารถผลักดันให้ได้รับการระดมทุนกว่า 5,000 ล้านบาท และช่วยพัฒนาสตาร์ทอัพกว่า 80 ราย จาก 18 ประเทศทั่วโลก สามารถขยายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียนที่มีตลาดผู้บริโภคกว่า 650 ล้านคน และมีมูลค่าสูงกว่า 60,000 ล้านบาท ทำให้สตาร์ทอัพสามารถสร้างธุรกิจที่แข็งแกร่ง และนำนวัตกรรมเข้ามาพลิกโฉมอุตสาหกรรมอาหารให้เติบโตอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ โครงการ SPACE-F ยังมุ่งมั่นสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็น “ครัวของโลก” ด้วยจุดแข็งด้านทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ การลงทุนในนวัตกรรมอาหารอย่างต่อเนื่อง และมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล NIA หวังว่า SPACE-F ปีที่ 6 จะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของสตาร์ทอัพทุกคนในการสร้างสรรค์และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน”

ด้าน รศ.ดร.พสิษฐ์ ภควัชร์ภาณุรัตน์ รองคณบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม กล่าวเสริม สำหรับโครงการ SPACE-F Batch 6 นี้ เรามั่นใจว่าเทคโนโลยีจะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้สตาร์ทอัพที่เข้าร่วมโครงการสามารถเติบโตและขยายธุรกิจไปสู่เวทีโลกได้ ซึ่งมหาวิทยาลัยมหิดลพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ สตาร์ทอัพจะสามารถใช้ทรัพยากรและสิ่งอำนวยความสะดวกของเราได้อย่างเต็มที่ สามารถเข้าถึงคำแนะนำจากคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิที่จบการศึกษาจากสถาบันชั้นนำทั่วโลก และยังอาจได้แรงบันดาลใจและกำลังสำคัญในการทำงานจากนักศึกษาของเราอีกด้วย

สำหรับฟู้ดเทคสตาร์ทอัพ 10 ราย ที่ได้เข้าร่วมโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพ (Incubator Program) ได้แก่ 1.BioNano Solution (ไทย) : พัฒนาเทคโนโลยีการห่อหุ้มระดับนาโนเพื่อเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ที่มีความคงตัว/การละลายต่ำให้มีคุณภาพสูงขึ้น 2.Haruna (ไทย) : พรีไบโอติกธรรมชาติจาก RS (Natural Resistant Starch) สำหรับผู้ที่มีอาการท้องผูกเรื้อรัง 3.HILLKOFF (ไทย) : การนำเปลือกเชอร์รีกาแฟมาเพิ่มมูลค่า 4.LOCOL (ไทย) : การใช้ประโยชน์จากของเหลือจากโกโก้สำหรับการผลิตเนื้อวัวที่มีคาร์บอนต่ำ 5.MadeSweetly (สหราชอาณาจักร) : สารให้ความหวานจากพืชทางเลือกโดยใช้การหมักที่แม่นยำเพื่อผลิตโปรตีนที่มีความหวานตามธรรมชาติ 6.Karmic Global (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) : พลาสติกชีวภาพย่อยสลายได้จากการนำของเสียจากอุตสาหกรรมกุ้งมาใช้ 7.ZenxTag Technology (ฮ่องกง) : พัฒนาไพรเมอร์ตรวจจับการเน่าเสียแบบละเอียด (TVB, pH, H2S, TMA) สำหรับอุตสาหกรรมอาหาร 8. Sherapis(ไทย) : ซุปก้อนโซเดียมต่ำ 9.MAMAY Technologies (อิสราเอล) : การแปลงสัมผัสทางประสาทสัมผัสให้เป็นดิจิทัล และ 10.Nano Onions (ไทย) :หลอดดูดน้ำจากสาหร่ายทะเล

ส่วนฟู้ดเทคสตาร์ทอัพ 10 รายที่ได้เข้าร่วมโครงการเร่งการเติบโตทางธุรกิจ (Accelerator Program) ได้แก่ 1.Akarso Bio (สหรัฐอเมริกา) : พัฒนาส่วนผสมที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะและเป็นฉลากสะอาด ซึ่งช่วยเพิ่มการหลั่ง GLP-1 เพื่อความอิ่มและสุขภาพเมตาบอลิซึม 2.Poseidona (สเปน) : การใช้สาหร่ายทะเลที่ได้รับการกอบกู้เพื่อพัฒนาส่วนผสมโปรตีนสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร 3.Warich Food (ไทย) : พัฒนาอาหารใหม่จากผลไม้สุกและเปลี่ยนให้เป็นผลิตภัณฑ์แปลกใหม่ 4.Alcheme Bio (สหรัฐอเมริกา): พัฒนา “ไขมันแทรกในเนื้อ” ระดับเซลล์ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเอนไซม์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ที่เปลี่ยนโปรตีนทางเลือกโดยการปรับปรุงรสชาติและคุณค่าทางโภชนาการ 5.TIGAMILK (ฮ่องกง) : นมจากถั่วลายเสือรายแรกของโลก6.Jupitair (โปแลนด์) : นวัตกรรมเครื่องยนต์โฟโตคะตะไลติกที่จดสิทธิบัตรโดยอาศัยชั้นเซรามิกโครงสร้างนาโน ซึ่งถูกกระตุ้นการทำงานด้วยแสงยูวีเอ LED 7. Genbioma (สเปน) : ส่วนผสมและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากธรรมชาติที่ควบคุมการเผาผลาญผ่านความสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้8.Neramit Foodtech (ไทย) : ข้าวปลอดแป้งรายแรกของไทยจากโปรตีนสูงและใยอาหารจากสาหร่ายทะเล 9.Hypercell Technologies (สหรัฐอเมริกา) : ช่วยให้สามารถตรวจจับเชื้อโรคณ จุดเกิดเหตุได้อย่างรวดเร็วภายใน 40 นาที ด้วยความแม่นยำระดับห้องปฏิบัติการ และ 10.Singular Intelligence (สหราชอาณาจักร) : ใช้ประโยชน์จาก AI และโซลูชั่นที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทานอาหาร

พช. สานต่อแนวพระดำริ ‘Sustainable Fashion’ แฟชั่นแห่งความยั่งยืน

พช. สานต่อแนวพระดำริ ‘Sustainable Fashion’ แฟชั่นแห่งความยั่งยืน

พช. สานต่อแนวพระดำริ ‘Sustainable Fashion’ แฟชั่นแห่งความยั่งยืน

วันพุธ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สานต่อแนวพระดำริ “Sustainable Fashion” แฟชั่นแห่งความยั่งยืน กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทยโดย นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน มอบหมาย นายสุรพล แก้วอินธิ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชนเป็นประธานเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิต ผู้ประกอบการOTOP ในการต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรมด้วยนวัตกรรมสู่ความยั่งยืน จุดดำเนินการที่ 3 ณ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครนายก ตำบลสาริกาอำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก

การอบรมเชิงปฏิบัติการดังกล่าว นางสาวริตยา รอดนิ่ม ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมภูมิปัญญา รักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการพัฒนาชุมชน กล่าววัตถุประสงค์ของโครงการฯ และได้รับเกียรติจาก นายนุวัฒน์ พรมจันทึก ผู้เชี่ยวชาญด้านการย้อมสี ธรรมชาติ นายเก่งกาจ ต้นทองคำผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทยและย้อมสีธรรมชาติและนายศักดิ์สิทธิ์ ภัทรประกฤต ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทยและย้อมสีธรรมชาติ เป็นวิทยากร รวมถึงแขกผู้มีเกียรติ ผู้ผลิตผู้ประกอบการ OTOP ในเขตพื้นที่ภาคกลาง 22 จังหวัด ประกอบด้วยจังหวัดชัยนาท นครนายก นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สระบุรี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง ฉะเชิงเทรา จันทบุรี ปราจีนบุรีระยอง ราชบุรี สระแก้ว ตราด เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และกาญจนบุรี และสมาชิกกลุ่มศิลปาชีพ เข้าร่วมกิจกรรมฯ

โครงการพัฒนาศักยภาพ ผู้ประกอบการในการต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรมด้วยนวัตกรรมสู่ความยั่งยืน กรมการพัฒนาชุมชนโดย สำนักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน ขับเคลื่อนตามวัตถุประสงค์ในการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิต ผู้ประกอบการOTOP ในการต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรม ให้ได้รับการส่งเสริมยกระดับพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน เป็นจุดดำเนินการถ่ายทอดองค์ความรู้ 4 จุด ได้แก่ จุดที่ 1 ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง จุดที่ 2 ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุบลราชธานี ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้ว จุดที่ 3 ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครนายก และจุดที่ 4 ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครศรีธรรมราช จุดดำเนินการละ 30 คน ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้ ผู้ผลิตผู้ประกอบการ OTOP จะได้รับความรู้ จากทีมผู้เชี่ยวชาญ และผู้ทรงคุณวุฒิ ผ่านเนื้อหาหลักสูตรที่น่าสนใจ ได้แก่ การเลือกเส้นใยและการสกัดสีจากพืชที่ใช้ย้อมสีธรรมชาติ, เทคนิคการจับคู่สีบนผืนผ้า, หลักการและเทคนิคการย้อมสีธรรมชาติ, แหล่งวัตถุดิบในชุมชนสู่นวัตกรรมการย้อมสีธรรมชาติ

ทั้งนี้ กรมการพัฒนาชุมชน สนองแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญา ทรงทุ่มเท เสียสละด้วยความมุ่งมั่น ที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอด เพื่อทำให้พวกเราทุกคนได้มีโอกาสที่ดีในการสร้างสรรค์ผลงาน อีกทั้ง แนวพระดำริ “Sustainable Fashion” หมายถึง “แฟชั่นแห่งความยั่งยืน” ที่ทุกกระบวนการสร้างสรรค์ผืนผ้าและงานหัตถกรรม ล้วนเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปลอดภัยต่อผู้สร้างสรรค์และผู้สวมใส่จะเห็นได้ว่าการนำผ้าอัตลักษณ์ และงานหัตถกรรมทุกรูปแบบมาเป็นเครื่องมือในการพัฒนา ทำให้เกิดผลงานอันทรงคุณค่า และเป็นที่ต้องการของตลาดได้มากยิ่งขึ้นส่งผลให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP มีคุณภาพชีวิตของที่ดีและมีรายได้
เพิ่มมากขึ้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ในการต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรม ด้วยนวัตกรรมสู่ความยั่งยืน ผู้เข้ารับการอบรมฯ จะได้รับความรู้ จากผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้นั้น ไปสร้างสรรค์ต่อยอดผลงานให้ทันสมัย ก้าวสู่ระดับสากล

คุณแหน : 4 มิถุนายน 2568

คุณแหน:4 มิถุนายน 2568

คุณแหน:4 มิถุนายน 2568

วันพุธ ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

ll ชัชวาลย์ เบญจสิริวงศ์ ผวจ.ร้อยเอ็ด เป็นประธานมอบรางวัลบุคคลดีเด่นในด้านต่างๆ อาทิ โล่รางวัล บุคคลดีเด่นด้านการพัฒนาครอบครัวจังหวัดร้อยเอ็ด ประจำปี 2568 รวมถึงพิธีมอบประกาศนียบัตรสตรีดีเด่นจังหวัดร้อยเอ็ด พิธีมอบเกียรติบัตรเด็กและเยาวชนดีเด่นจังหวัดร้อยเอ็ด รางวัล“คนดีศรีสาเกตนคร”ประจำปี 2568..

ll วัชระ กระแสร์ฉัตร์รอง ผวจ.พระนครศรีอยุธยา เป็นประธานเปิดกิจกรรม Accelerate Digital Agricultureภายใต้โครงการ 1 ตำบล 1 ดิจิทัล(OTOD#2)จัดโดย สนง.ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล(ดีป้า)ร่วมกับ จ.พระนครศรีอยุธยา และเครือข่ายพันธมิตรจัดกิจกรรม..

ll ดร.อภิชาติ ชินวรรโณ ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย รับมอบเงินบริจาค จาก ชาซาด อุมาร์ และ สลิลลา สีหพันธุ์บจ.เนสท์เล่(ไทย)เพื่อร่วมสมทบทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยเหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศเมียนมา..

ll เพื่อนๆ ชาว วตท.14ยินดีกับ ผศ.ดร.มานวิภา อินทรทัตที่ได้รับเลือกตั้งเป็นนายกสมาคมศิษย์เก่าเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์คนใหม่..

ll Mr.Shuang Li(Eric)ต้อนรับชาวหลักสูตรผู้นำการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล รุ่นที่ 8 ไปดูศึกษางานดิจิทัลเทคโนโลยีของหัวเว่ย ณ เมืองเซินเจิ้น-ตงกวน งานนี้จรุง เกียรติสุภาพงศ์,ยิ่งศักดิ์ อิศรเสนาณ อยุธยา,กล้า ตั้งสุวรรณ,วีระชัยประเสริฐโส,ดร.เกรียงศักดิ์ ศิวะสนธิวัฒน์, ภก.ไพศาล พุทธสันติธรรม,พญ.พรรษพรเจริญสกุลวงค์,อธิตานันท์ อภิธนทวีพัฒน์, ณรงวิทย์ ชดช้อย,วิวรรธน์ เทียนศิริ,ภัทริณีภูมิวาร,สิริรัตน์ อร่ามเสรีวงศ์,สมศักดิ์ตรียากิจ,ศรีวรรณ เศรษฐีวรรณ,ศ.ดร.วันประชาเชาวลิตวงศ์,ดร.ศศิมา ทองสมัคร, นทชาติจินตกานนท์,ภิภพ วาสนาอาชาสกุล,ศศิพัชร์ จ่างจรูญโรจน์ ไม่พลาด..

ll จบการแข่งขันกอล์ฟการกุศลของสมาคมนักเรียนเก่าราชินีฯ ณ สนามกอล์ฟนิกันตินครปฐม ผู้ร่วมงานฝากชม ศรีสุขภู่ชัยวัฒนานนท์ นายกสมาคมฯ และ กรองกาญจน์ ชมะนันทน์ ประธานจัดงานที่จัดงานได้ดีเยี่ยมยิ่งใหญ่และสนุกสนาน ได้รับรางวัลใหญ่ถูกใจกันทั่วถึง..

ll ดร.ประสิทธิ์ สิริทิพย์รัศมี วันเกิดได้ทำบุญบ้านแล้วไปซื้อปลาจากแผงปลาในตลาดไปปล่อยที่วัดเสด็จ ใกล้ๆ บ้าน..llรศ.นพ.สุธรรม ปิ่นเจริญ เป็นประธานมอบทุนการศึกษามูลนิธิทุนแพทย์เพื่อปวงประชา ให้กับนักศึกษาแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ ม.เทคโนโลยีสุรนารี ณ คณะแพทยศาสตร์ ม.เทคโนโลยีสุรนารี โดยมีคณะที่ปรึกษากรรมการมูลนิธิฯ ผู้อุปการะทุนการศึกษาและชาวคณะหลักสูตร พปส. รุ่นที่ 1..

ll ชาว Digital CEO#7 เตรียมรอฉลองให้ เพลินพิศ ศรีภพ ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นว่าที่นายกเทศมนตรีเมืองตาคลี(ผลไม่เป็นทางการ)..ll ปีนี้ บมจ.ยูเอซีโกลบอล ครบ 30 ปี ชัชพล ประสพโชคจะจัดงานทำบุญเช้าแล้วเลี้ยงขอบคุณ stakeholders ชวนมาร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปี แห่งความมุ่งมั่น ความร่วมแรงร่วมใจ และความยั่งยืน 11 มิ.ย. เริ่มลงทะเบียน เวลา 17.30 น. ณ รร.ดุสิตธานีกรุงเทพฯ พร้อมฟังปาฐกถาพิเศษโดย ศุภจี สุธรรมพันธุ์..ll

น้องใหม่

สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี พระอัครมเหสีคู่พระราชหฤทัย พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี พระอัครมเหสีคู่พระราชหฤทัย พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี พระอัครมเหสีคู่พระราชหฤทัย พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

วันอังคาร ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทรงตระหนักถึงปัญหาการล่วงละเมิดสิทธิเด็กและเยาวชนไทย

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงตระหนักถึงปัญหาการล่วงละเมิดสิทธิเด็กและเยาวชนทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กไทย โดยเสด็จพระราชดำเนินเข้าร่วมการประชุมสุดยอดการคุ้มครองเด็ก “Child Protection Summit, Bangkok 2024”   ซึ่ง สมเด็จพระราชินีซิลเวีย แห่งราชอาณาจักรสวีเดน  เสด็จพระราชดำเนินพร้อมทรงมีพระราชดำรัสเปิดการประชุมดังกล่าว จัดโดย มูลนิธิเด็กโลก (World Childhood Foundation) ในสมเด็จพระราชินีซิลเวีย แห่งราชอาณาจักรสวีเดน และมูลนิธิพิทักษ์และคุ้มครองเด็ก (Safeguardkids Foundation) ประเทศไทย ร่วมด้วยภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2567 ณ  ห้องประชุม ESCAP Hall ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ (UNCC) 

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงมีพระราชดำรัสในงานดังกล่าวว่า “สมเด็จพระราชินีซิลเวีย เรนาเทอ ซอมแมร์ลัธ แห่งราชอาณาจักรสวีเดน เป็นที่รู้จักของคนไทย เพราะพระองค์เป็นเพื่อน เป็นมิตรที่ดีของคนไทยและประเทศไทย การทำงานตลอดชีวิตของพระองค์ได้ดูแลเด็กๆ ทั่วโลก พระองค์ทรงงานอย่างหนักในการทำงานให้กับมูลนิธิพิทักษ์และคุ้มครองเด็ก เพื่อที่จะคุ้มครองและทำให้เด็กมีความปลอดภัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อไม่ให้เกิดการละเมิดทางเพศต่อเด็ก หรือการเอารัดเอาเปรียบต่อเด็ก

การทำงานเป็นหุ้นส่วนกับมูลนิธิพิทักษ์และคุ้มครองเด็ก การทำงานร่วมกับผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ในประเทศไทย จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะเรากำลังเผชิญปัญหาหลายคดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการละเมิดทางเพศต่อเด็ก และการนำเด็กมาเป็นสินค้า เราจะขยายการทำงานในอินเตอร์เนต เพราะการใช้โซเชียลมีเดียต่างๆ ได้สร้างและเพิ่มอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับเด็กๆ ดังนั้นเราจะปกป้องเด็กพวกนี้ได้อย่างไร เมื่อความเสี่ยงนั้นมากกว่าสิ่งที่เราควรจะทำได้

เราจะต้องนำผู้บังคับใช้กฎหมายเพื่อที่มาดูแลปัญหานี้ และมีความพยายามต่างๆ จำเป็นต้องมีการทำงานร่วมมือกันระหว่างรัฐบาล เอกชนและหุ้นส่วนที่ทำงานกันในระดับนานาชาติ เพื่อให้เด็กนั้นมีความปลอดภัย อันนี้เป็นปัจจัยหลักและเป็นความรับผิดชอบของพวกเราทุกคนที่เราจะต้องแบ่งปันกัน เด็กๆ นั้นเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าที่สุด เขาควรจะมีการเจริญเติบโตและอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีความปลอดภัย เราจะต้องผลักดันให้มีการทำงานเรื่องนี้ให้อนาคตของเด็กสดใส รุ่งเรือง เด็กทุกคนมีสิทธิในชีวิตของเขา มีสิทธิที่จะได้รับความรักมีความสุข มีสิทธิที่จะได้รับการศึกษา สิทธิในการเล่น และมีสิทธิในการเจริญเติบโตในทิศทางที่ดีด้วย

ความจำเป็นในการทำงานจากความยุ่งยากให้ง่ายขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าสิทธิต่างๆ เด็กจะได้รับทุกคน ข้าพเจ้าหวังว่าการแบ่งปันข้อมูลต่างๆ อาจจะทำให้การทำงานเจริญรุ่งเรือง อยากขอขอบพระคุณสมเด็จพระราชินีแห่งสวีเดน ข้าพเจ้ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้ร่วมประชุมในครั้งนี้สำหรับอนาคตที่ดีของเด็กๆ ของเรา”

พระปรีชาสามารถและพระราชหฤทัยที่ทรงมุ่งมั่นสืบสานกีฬาเรือใบ

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงให้ความสำคัญและทรงสนพระราชหฤทัยที่จะทรงสืบสานกีฬาเรือใบด้วยการทรงร่วมการแข่งขันกีฬาเรือใบ 2 รายการแข่งขัน โดยครั้งแรกทรงร่วมการแข่งขันเรือใบนานาชาติ ชิงถ้วยพระราชทาน “ภูเก็ตคิงส์คัพรีกัตต้า” ครั้งที่ 35 ในทีมเรือใบ รุ่น ไออาร์ซี ซีโร (IRC Zero) หมายเลขเรือ THA 72 ณ หาดกะตะ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต โดยทีมเรือใบของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี สามารถเข้าเส้นชัยเป็นที่ 1

ครั้งที่ 2 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงร่วมการแข่งขันกีฬาเรือใบ ข้ามอ่าว ทรงเป็นผู้แทนทีมวายุ ซึ่งเป็นทีมชนะเลิศการแข่งขันกีฬาเรือใบข้ามอ่าว เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานรางวัลนิรันดร หางเสือเรือพระที่นั่ง “เวคา” ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งทรงมีพระปรีชาสามารถและนำทีมเข้าเส้นชัยที่อ่าวเตยงาม อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เป็นลำดับที่ 1 ด้วยเวลา 4.33 ชั่วโมง

การที่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาเรือใบ แสดงถึงพระปรีชาสามารถในด้านกีฬาเรือใบ  และทรงร่วมน้อมรำลึกในพระอัจฉริยภาพ และพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงเป็นนักกีฬาเรือใบ ทรงพระปรีชาสามารถ และประสบความสำเร็จในระดับสากล อีกทั้ง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ยังทรงมุ่งหวังที่จะสืบสานกีฬาเรือใบของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับชาติ และระดับนานาชาติ  รวมทั้งทรงส่งเสริมสร้างแรงบันดาลใจแก่นักกีฬาเรือใบรุ่นใหม่ โดยเฉพาะเยาวชนให้ได้ฝึกฝนทักษะและพัฒนาต่อยอดการเล่นเรือใบสู่ระดับสากลต่อไป

(อ่านต่อหน้า15)

สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี พระอัครมเหสีคู่พระราชหฤทัย พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี  พระอัครมเหสีคู่พระราชหฤทัย พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี พระอัครมเหสีคู่พระราชหฤทัย พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

วันอังคาร ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พระราชกรณียกิจสำคัญด้านการทหาร ทรงเป็นผู้นำหญิงแห่งกองทัพไทย

สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินี ปัจจุบันทรงดำรงตำแหน่ง รองผู้บัญชาการ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ทรงเป็นกุลสตรีไทยที่มีพระราชจริยาวัตรอันงดงามที่เปี่ยมล้นไปด้วยความเข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ สามารถแบ่งเบาพระราชภาระของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขของราษฎรได้เป็นอย่างดี ทั้งยังทรงเป็นผู้นำหญิงแห่งกองทัพไทยที่ทหารทั้งปวงเชื่อมั่นในพระปรีชาสามารถว่าทรงเป็น สมเด็จพระราชินีคู่พระบารมีจอมทัพไทย ในรัชกาลที่ 10 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

ในพิธีสวนสนามและถวายสัตย์ปฏิญาณตนของทหารรักษาพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินี ทรงนำการสวนสนามของทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์และทหารรักษาพระองค์สามเหล่าทัพ ด้วยพระองค์เองในตำแหน่ง “องค์ผู้บังคับกองผสม” โดยทรงแต่งกายเครื่องแบบเต็มยศรักษาพระองค์ และทรงนำการสวนสนามด้วยพระสุรเสียงที่เข้มแข็ง เปล่งถ้อยคำนำขบวนสวนสนามได้อย่างชัดเจน ทรงพลัง และสง่างาม ทรงเป็นทั้งมิ่งขวัญ และกำลังใจของเหล่าทหารทุกนาย ให้ดำรงไว้ซึ่งเกียรติยศ ความเข้มแข็งและความภาคภูมิใจในการเป็นทหารรักษาพระองค์

ด้วยพระปรีชาสามารถและพระจริยวัตรอันงดงาม จึงทรงเป็น สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี คู่พระราชหฤทัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงสง่างามยิ่ง ในโอกาสอันเป็นมงคลเฉลิมพระชนมพรรษา  3 มิถุนายน 2568 ขอพระราชทานถวายพระพรชัยมงคล ขออานุภาพแห่งพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล ปกอภิบาลประทานพรให้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท เจริญด้วยจตุรพิธพรพิพัฒน์สวัสดิมงคล พระชนมายุยิ่งยืนนาน ทรงพระเกษมสำราญ สถิตเป็นมิ่งขวัญแห่งปวงประชาสถาพรตราบกาลนานเทอญ

สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี พระอัครมเหสีคู่พระราชหฤทัย พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี พระอัครมเหสีคู่พระราชหฤทัย พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี พระอัครมเหสีคู่พระราชหฤทัย พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

วันอังคาร ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี พระอัครมเหสีในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พุทธศักราช 2521  ทรงได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชินี เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พุทธศักราช 2562 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ต่อมาเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พุทธศักราช 2562  พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระอิสริยยศขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเป็นอเนกประการ ได้โดยเสด็จ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการพระราชพิธีสำคัญต่างๆ ตลอดจนพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ทั้งปวงเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ราษฎร โดยมิได้ทรงเหน็ดเหนื่อยและย่อท้อแต่อย่างใด  ดั่งพระราชดำรัสเปิดงานวันสตรีไทย ประจำปี 2562 ความว่า ”…ข้าพเจ้ามีความตั้งมั่นที่จะสนองพระเดชพระคุณ พระมหากรุณาธิคุณ ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชปณิธานแห่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เหมือนดั่งที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตั้งพระราชปณิธานที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอด และแผ่ขยายพระบารมีแห่งสมเด็จพระบรมชนกนาถ และสมเด็จพระบรมราชชนนี…”

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงใส่พระราชหฤทัยในสุขทุกข์ของประชาชนเป็นอย่างยิ่ง ทรงรับเป็นพระราชภารกิจสำคัญที่จะดูแลประชาชนให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีและบรรเทาความทุกข์ยากเดือดร้อนให้ได้มากที่สุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ยากลำบาก เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 ซึ่งเริ่มรุนแรงขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์  2563  นั้น  ได้โดยเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณและพระราชทานความช่วยเหลือในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ถุงยังชีพ หน้ากากอนามัย และสิ่งของอื่นๆ ที่โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดหาและพระราชทานไปยังโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ และชุมชนแออัด  รวมทั้งทรงเย็บหน้ากากผ้าด้วยพระองค์เอง ซึ่งประชาชนทุกหมู่เหล่าต่างรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นเกล้าล้นกระหม่อม

ทรงสืบสานพระราชปณิธาน พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้าน “ผ้าไทย”

สมเด็จพระนางเจ้าฯ  พระบรมราชินี ทรงตั้งพระราชหฤทัยที่จะทรงสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงพระวิริยะอุตสาหะปฏิบัติพระราชกรณียกิจยาวนานกว่า 6 ทศวรรษในการพัฒนาส่งเสริมเรื่อง “ผ้าไทย” จากสิ่งทอของชาวบ้านที่เกือบสูญหายให้กลับมาเป็นอาภรณ์อันทรงคุณค่า เป็น“มรดกแห่งภูมิปัญญาท้องถิ่น” ที่คนไทยและคนทั่วโลกยอมรับถึงคุณค่าและความงดงามอันประเมินค่ามิได้  

ทุกพระราชโอกาสที่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการประกอบพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่  หรือเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์  จะทรงฉลององค์ที่ตัดเย็บด้วย “ผ้าไหมไทย” ที่มีลวดลายงดงามและเป็นเอกลักษณ์ในแต่ละท้องถิ่นทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ   ไม่ว่าจะเป็นฉลองพระองค์ชุดไทยแบบพระราชนิยม หรือฉลองพระองค์ชุดไทยที่ตัดเย็บแบบร่วมสมัย รวมถึง “กระเป๋าทรงถือ” ที่เข้าชุดกับฉลองพระองค์  ซึ่งเป็นงานหัตกรรมที่ทำมาจากเศษผ้าไหมที่เหลือจากการตัดฉลองพระองค์ ทรงใช้ทักษะด้านการออกแบบเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสิ่งของเหลือใช้   ด้วยทรงตระหนักถึงการจัดการสิ่งของเหลือใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและไม่เหลือทิ้งเป็นเศษขยะ 

ในระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหราชอาณาจักรของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ตามคำทูลเชิญของสมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ เพื่อทรงร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 3 และสมเด็จพระราชินีคามิลลา ณ มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ กรุงลอนดอน ระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 7 พฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมานั้น

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงฉลองพระองค์ซึ่งตัดเย็บด้วย “ผ้าไทย” งามสมพระเกียรติเป็นที่จับตายิ่ง ตามที่ทรงตั้งพระทัยแน่วแน่ที่จะสืบสานพระราชปณิธานใน “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ในการเผยแพร่ความงามอันมีเอกลักษณ์ของผ้าทอจากภูมิปัญญาคนไทย และส่งเสริมผ้าไทย ตลอดจนงานหัตถกรรมไทยให้ชาวโลกรู้จักไปทั่วโลก  นอกจากฉลองพระองค์แล้ว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ยังทรงเลือก “กระเป๋าทรงถือ” ที่เข้าชุดกันกับฉลองพระองค์จนเป็นที่กล่าวขานถึง

เช่นเดียวกับที่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ขณะโดยเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรภูฏานอย่างเป็นทางการ (State Visit) ตามคำทูลเชิญของสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งภูฏาน ระหว่างวันที่ 25 – 28 เมษายน 2568 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงฉลองพระองค์ด้วย “ผ้าไทย” ทรงคุณค่า ที่ผสานเอกลักษณ์ภูฏานอย่างสง่างามทุกชุด แสดงให้เห็นภาพแห่งมิตรภาพระหว่างประเทศได้อย่างลึกซึ้งผ่านพัสตราภรณ์ที่สง่างามที่สุด

(อ่านต่อหน้า14)

กรมวิทย์ฯ พบโควิดสายพันธุ์ NB.1.8.1 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแต่ไม่เกิดโรครุนแรง

กรมวิทย์ฯ พบโควิดสายพันธุ์ NB.1.8.1 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแต่ไม่เกิดโรครุนแรง

กรมวิทย์ฯ พบโควิดสายพันธุ์ NB.1.8.1 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแต่ไม่เกิดโรครุนแรง

วันอังคาร ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เฝ้าระวังสายพันธุ์โควิด 19 พบสายพันธุ์ NB.1.8.1 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น คาดว่าจะกลายเป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดในประเทศไทยและทั่วโลก ย้ำยังไม่มีหลักฐานว่าทำให้เกิดโรครุนแรงมากขึ้น

นายแพทย์ยงยศ ธรรมวุฒิ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) ยังคงให้ความสำคัญกับการติดตามสายพันธุ์โอมิครอน ซึ่งรวมถึงสายพันธุ์ที่ต้องเฝ้าระวัง (Variants of Interest – VOI) อย่าง JN.1* และสายพันธุ์ที่ต้องจับตามอง (Variants under Monitoring – VUM) อีก 6 สายพันธุ์ ได้แก่ KP.3*, KP.3.1.1*, LB.1*, XEC*, LP.8.1* และ NB.1.8.1  ทั้งนี้สัดส่วนของสายพันธุ์โอมิครอนทั่วโลก อ้างอิงข้อมูลจากฐานข้อมูลกลาง GISAID ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม ถึง 27 เมษายน 2568 พบว่า LP.8.1* มีสัดส่วนสูงที่สุดในสัปดาห์ที่ 14 (42.0%) แต่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องจนถึงสัปดาห์ที่ 17 (39.0%) NB.1.8.1 มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่ 14 (2.5%) จนถึงสัปดาห์ที่ 17 (10.7%) XEC* มีสัดส่วนลดลงเล็กน้อยจากสัปดาห์ที่ 14 (22.3%) จนถึงสัปดาห์ที่ 17 (17.8%)

นายแพทย์ยงยศ ธรรมวุฒิ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 

อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ อธิบายว่า NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์ย่อยของโอมิครอน มีต้นกำเนิดมาจากสายพันธุ์ลูกผสม XDV.1.5.1 โดยพบครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2568 ปัจจุบัน NB.1.8.1 พบใน 22 ประเทศทั่วโลก จำนวนลำดับพันธุกรรมที่พบ 518 ราย ยังน้อยกว่าสายพันธุ์อื่นๆ อย่างมาก แต่สิ่งที่น่าสนใจคือสัดส่วนของ NB.1.8.1 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอด4 สัปดาห์ที่ผ่านมา บ่งชี้ว่าสายพันธุ์นี้กำลังแพร่หลายมากขึ้น และเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้ NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์ที่ต้องจับตามอง แล้วสิ่งที่ทำให้ NB.1.8.1 น่าจับตาคือมีการกลายพันธุ์ในตำแหน่งโปรตีนหนามหลายจุดที่เพิ่มเติมจากสายพันธุ์ JN.1 รวม 7 ตำแหน่ง ได้แก่ S:T22N, S:F59S, S:G184S, S:A435S, S:F456L, S:T478I, S:Q493E ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการแพร่กระจายและหลบหลีกภูมิคุ้มกัน อย่างไรก็ตามถึงแม้จะมีข้อมูลว่า NB.1.8.1 อาจจะแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น และหลบภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าทำให้เกิดโรครุนแรงมากขึ้น

นายแพทย์ยงยศ เปิดเผยต่ออีกว่า สำหรับสถานการณ์ของไวรัส SARS-CoV-2 สายพันธุ์โอมิครอนในประเทศไทย โดยผลจากการถอดรหัสพันธุกรรมเชื้อก่อโรคโควิด 19 ของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงพฤษภาคม 2568 พบสายพันธุ์โอมิครอน JN.1*, KP.3.1.1*, KP.3*, LP.8.1*, NB.1.8.1, Other, และ XEC* ข้อมูลที่น่าสนใจคือ NB.1.8.1 กลายเป็นสายพันธุ์หลักอย่างรวดเร็วในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม ในขณะที่สายพันธุ์ XEC* และ JN.1* มีสัดส่วนลดลง NB.1.8.1: ไม่พบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์นี้เลยในเดือนมกราคมถึงมีนาคม แต่เพิ่มขึ้นอย่างมากในเดือนเมษายน (43 ราย) และพฤษภาคม (167 ราย) จำนวนผู้ติดเชื้อรวม 210 ราย JN.1*: พบมากที่สุดในเดือนมกราคม (17 ราย) แต่จำนวนลดลงอย่างต่อเนื่องจนเหลือเพียง 5 รายในเดือนพฤษภาคม XEC*: จำนวนผู้ติดเชื้อค่อนข้างคงที่ในช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายน แต่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยในเดือนพฤษภาคม ขณะที่สายพันธุ์อื่นๆ: (KP.3.1.1*, KP.3*, LP.8.1*, Other) มีจำนวนผู้ติดเชื้อน้อย

“กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และเครือข่ายยังคงเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง โดยรวบรวมตัวอย่างจากทั่วประเทศ ตรวจหาสารพันธุกรรมถอดรหัสจีโนมและเผยแพร่ข้อมูลผ่าน GISAID อย่างสม่ำเสมอ การเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเช่นนี้ช่วยให้ห้องปฏิบัติการพร้อมรับมือการระบาดในอนาคต สิ่งสำคัญคือการป้องกันตนเอง สวมหน้ากาก ล้างมือบ่อยๆ ความรุนแรงของโรคขึ้นอยู่กับภูมิคุ้มกันและสุขภาพส่วนบุคคล ไม่ใช่จำเพาะกับสายพันธุ์เท่านั้น ขอให้ทุกคนรักษาสุขภาพให้แข็งแรงและปฏิบัติตามมาตรการป้องกันอย่างเคร่งครัด” นายแพทย์ยงยศ กล่าวทิ้งท้าย

ติดหวานเกินไป ไม่ดีต่อใจ ลดอย่างไง? ไม่ซึม (เศร้า)

ติดหวานเกินไป ไม่ดีต่อใจ ลดอย่างไง? ไม่ซึม (เศร้า)

ติดหวานเกินไป ไม่ดีต่อใจ ลดอย่างไง? ไม่ซึม (เศร้า)

วันอังคาร ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เพราะความหวานช่วยเติมความสุขในชีวิตให้ใครหลาย ๆ คน ขนมหวานและเครื่องดื่มยอดฮิตอย่างชานมไข่มุก หรือน้ำอัดลม จึงกลายเป็นของมันต้องมีดีต่อใจ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน บางคนแทบขาดความหวานไม่ได้เลย ซึ่งจากการสำรวจของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่า คนไทยมีพฤติกรรมติดหวาน กินน้ำตาลเฉลี่ยวันละ 25 ช้อนชา มากกว่าที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไว้ที่ไม่เกินวันละ 6 ช้อนชาถึง 4 เท่า ถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาสุขภาพของคนไทย

รู้หรือไม่? ทำไมกินขนมหวานและเครื่องดื่มที่อุดมด้วยน้ำตาลทำให้ฟิน

นายแพทย์ณชารินทร์ พิภพทรรศนีย์ จิตแพทย์ โรงพยาบาล BMHH – Bangkok Mental Health Hospital ให้ข้อมูลว่า เพราะน้ำตาลที่เพิ่มขึ้นในกระแสเลือดมีผลต่อสารสื่อประสาทและอารมณ์ในเชิงบวก ไปกระตุ้นให้หลั่งสารสื่อประสาทที่เรียกว่า “โดพามีน” ซึ่งมีหน้าที่โดดเด่นคือ ควบคุมอารมณ์ ทำให้เกิดความพึงพอใจ มีส่วนช่วยคลายเครียด ลดอาการหงุดหงิดได้

นายแพทย์ณชารินทร์ พิภพทรรศนีย์ จิตแพทย์ โรงพยาบาล BMHH – Bangkok Mental Health Hospital

แม้การติดหวาน จะสร้างความฟิน แต่เป็นพฤติกรรมการกินที่ควรหลีกเลี่ยง! เพราะเป็นการเปิดประตูรับตัวก่อการร้ายเข้ามาทำลายสุขภาพ เพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs อาทิ โรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิต หัวใจและหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งทำให้คนเสียชีวิตอันดับหนึ่งของโลก นอกจากนี้ โรคเรื้อรังเหล่านี้ ยังส่งผลกระทบกับสุขภาพจิตอีกด้วย

ใครที่อยากให้ร่างกายมีสุขภาพดีหนีห่างจากโรคร้าย แต่หักดิบเลิกกินน้ำตาลทันทีไม่ไหว ลองมาทำตามคำแนะนำดี ๆ ที่ทำให้ยังสามารถสุขใจไปกับความหวานต่อได้ โดยไม่หงุดหงิดจิตว้าวุ่น เพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อโรคทั้งทางกาย และทางใจ

ลดหวานวันละนิดค่อย ๆ พิชิตเป้าหมาย

เมื่อฟินกับความหวานมายาวนาน อยู่ ๆ จะให้เลิกแบบฉับพลันนั้น คงเป็นเส้นทางที่บั่นทอนความสุขใจและไม่ใช่เรื่องง่ายแน่นอน ดังนั้น การค่อย ๆ ทยอยลดปริมาณน้ำตาลลงทีละน้อยแบบค่อยเป็นค่อยไป จะตอบโจทย์ความต้องการของร่างกาย รวมถึงจิตใจได้ดีกว่าแบบเลิกรากันไปเลย

หวานเหมือนเดิม เพิ่มเติมไม่พึ่งพาน้ำตาล

ความหวานไม่ได้มาจากน้ำตาลอย่างเดียว ลองใช้น้ำผึ้งแทนจะดีกว่า เพราะเป็นน้ำตาลฟรักโทสที่ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลกลูโคส จึงใช้ในปริมาณที่น้อยกว่า นอกจากนี้ ยังมีสารอื่นที่ช่วยสร้างความสดชื่นและความฟินให้กับคนติดหวานได้ เช่น คนติดน้ำอัดลมก็มีทางเลือกจากเครื่องดื่มรสหวานที่ไร้น้ำตาล โดยเติมสารอื่นที่ให้ความหวานมาทดแทน

น้ำหมักผลไม้ สดชื่นได้ไม่ต้องเติมน้ำตาล

น้ำหมักผลไม้ หรือ Infused Water เป็นเครื่องดื่มที่นำผลไม้ ผัก หรือสมุนไพรที่ชื่นชอบ เช่น ส้ม สับปะรด มะนาว สตอเบอรี่ เป็นต้น ใส่ลงไปในน้ำเปล่า เพื่อเพิ่มรสชาติ มีความหวาน เปรี้ยวจากตัวผลไม้ที่เติมลงไปโดยไม่ต้องเติมน้ำตาล แต่สร้างความสดชื่นได้ ลดการโหยหาความหวานได้เป็นอย่างดี หรือจะกินผลไม้ที่ให้ความหวานไปเลยก็ดี เพราะไฟเบอร์ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้นด้วย

ผ่อนคลาย มีความสุขด้วย ดาร์กช็อกโกแลต

ดาร์กช็อกโกแลตหรือช็อกโกแลตดำ ตัวแทนความหวานที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ย้ำว่าต้องมีโกโก้เป็นส่วนประกอบหลักไม่ต่ำกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ เพราะสารฟลาโวนอยด์ (Flavoniod) ในโกโก้สามารถช่วยป้องกันภาวะดื้ออินซูลิน ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ที่สำคัญยังทำให้รู้สึกผ่อนคลาย มีความสุข

ดื่มน้ำเปล่าบ่อยๆ ให้เพียงพอต่อร่างกาย

ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอในแต่ละวัน โดยเฉพาะในมื้อที่กินของหวาน นอกจากน้ำเปล่าจะไม่ให้พลังงานแล้ว ยังช่วยให้อัตราการเผาพลาญพลังงานแคลอรีเพิ่มสูงขึ้น เสริมการทำงานของระบบย่อยอาหาร ขับแบคทีเรียจากกระเพาะปัสสาวะ และควบคุมอุณหภูมิร่างกายได้ด้วย

ในจุดนี้ใครที่ปล่อยใจฟินกินหวานจนเกินไป หากต้องการหนีห่างจากโรคร้ายทางกายที่ยากเยียวยา แถมอาจนำพาสู่ความว้าวุ่นทางใจ คงต้องระมัดระวังเอาใจใส่กับอาหารการกินมากขึ้น และควรตระหนักด้วยว่าความหวานไม่ได้มาจากน้ำตาลเท่านั้น แต่อาหารจำพวกแป้งก็ย่อยสลายเป็นน้ำตาลด้วยเช่นกัน