3 ประธานเครือซีพี” มอบทุนการศึกษาแก่บุตรทหารกล้าผู้เสียชีวิตจากเหตุไม่สงบชายแดนไทย–กัมพูชา สนับสนุนจนจบปริญญาตรี พร้อมเปิดโอกาสเข้าทำงานในเครือฯ

3 ประธานเครือซีพี” มอบทุนการศึกษาแก่บุตรทหารกล้าผู้เสียชีวิตจากเหตุไม่สงบชายแดนไทย–กัมพูชา สนับสนุนจนจบปริญญาตรี พร้อมเปิดโอกาสเข้าทำงานในเครือฯ

3 ประธานเครือซีพี” มอบทุนการศึกษาแก่บุตรทหารกล้าผู้เสียชีวิตจากเหตุไม่สงบชายแดนไทย–กัมพูชา สนับสนุนจนจบปริญญาตรี พร้อมเปิดโอกาสเข้าทำงานในเครือฯ

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.30 น.

เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี ร้อยเรียงความดีสู่ประเทศชาติและสังคม เดินหน้าสานต่อค่านิยมองค์กร “สามประโยชน์” ประกาศมอบทุนการศึกษาและค่าครองชีพแก่บุตรและบุตรีของทหารกล้าที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนเหล่านี้ได้เรียนจนจบระดับปริญญาตรี พร้อมเปิดโอกาสให้เข้าทำงานในบริษัทในเครือ

การสนับสนุนทุนการศึกษาครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการทุนการศึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์” ซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือและสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่เยาวชนไทย โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สำคัญของประเทศ อันสะท้อนถึงความห่วงใยและความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรอย่างต่อเนื่อง

นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า “เครือเจริญโภคภัณฑ์ดำเนินธุรกิจโดยยึดมั่นใน ‘หลักสามประโยชน์’ คือ ประโยชน์ต่อประเทศชาติ ประโยชน์ต่อประชาชน และประโยชน์ต่อองค์กรมาโดยตลอด การตอบแทนความเสียสละของทหารกล้า ผ่านการดูแลครอบครัวของพวกเขา จึงเป็นการแสดงออกถึงความตั้งใจของเราที่จะยืนหยัดเคียงข้างสังคมไทย ด้วยความเคารพอย่างสูงต่อผู้ที่อุทิศชีวิตเพื่อแผ่นดิน”

ด้าน นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า “ซีพีเชื่อมั่นว่าความดีต้องได้รับการจดจำและส่งต่อเป็นแรงบันดาลใจ โครงการมอบทุนในครั้งนี้จึงเป็นการสานต่อคุณค่าของความเสียสละให้คงอยู่ โดยเครือฯ จะไม่เพียงรำลึกถึง แต่จะดูแลครอบครัวของวีรบุรุษเหล่านี้ให้มีโอกาสดำเนินชีวิตต่อไปอย่างสง่างาม”

ขณะที่ นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “การศึกษาคือกุญแจสำคัญของอนาคตที่ยั่งยืน บุตรหลานของทหารกล้าสมควรได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านการเรียนรู้และการทำงานในอนาคต พวกเขาคือครอบครัวของวีรบุรุษผู้ปกป้องประเทศ และซีพีจะไม่ปล่อยให้พวกเขาเดินลำพัง”

เครือเจริญโภคภัณฑ์ยังคงยืนยันความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนธุรกิจควบคู่ไปกับการสร้างสรรค์สิ่งดีงามเพื่อประเทศชาติและประชาชน ภายใต้ค่านิยม “สามประโยชน์” ที่เป็นหัวใจขององค์กรมาโดยตลอด

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ ฝึกพูดเขมรวันละประโยค

บทความพิเศษ : 'รู้เขา รู้เขมร' ฝึกพูดเขมรวันละประโยค

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ ฝึกพูดเขมรวันละประโยค

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เนื่องจากประชาชนชาวกัมพูชาส่วนใหญ่พูดภาษาไทยและอังกฤษไม่ได้  ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ ทหารตำรวจและคนไทยผู้ปฏิบัติงานชายแดนไทย-กัมพูชา ควรจะมีความรู้ภาษากัมพูชาไว้ตามสมควร    เพราะคนเรานั้นจะดีใจถ้ามีคนต่างชาติมาพูดภาษาของตนได้ คล้ายคนไทยได้พบคนญี่ปุ่นหรือฝรั่งมาทักทายด้วยคำว่า  “สวัสดี” หรือ”ขอบคุณ”

บทความต่อไปนี้ ได้รวบรวมคำภาษากัมพูชา 100 ประโยค ที่น่าจะมีความสำคัญในการติดต่อสื่อสารพื้นฐาน  อันจะสร้างมิตรไมตรี ชนะใจชาวเขมร โดยไม่ต้องยิงปืนให้เสียกระสุน หรือเสียเลือดสักหยดเดียว

ถ้าทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ชายแดนไทย  จะฝึกพูดคำภาษาเขมรวันละประโยค สัก 30 วัน 30 ประโยค  ก็จะทำให้สถานะการณ์ต่างๆดีขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ

คำทักทายทั่วไป

1.             ជំរាបសួរ — ชม เรียบ ซัว (สวัสดีครับ/ค่ะ)

2.             សុខសប្បាយទេ? — ซก สับบาย เต๊ะ? (คุณสบายดีไหม?)

3.             អរគុណ — ออกุน (ขอบคุณครับ/ค่ะ)

4.             សូមអភ័យទោស — โซม อัปฮัย โต๊ะ (ขอโทษครับ)

5.             ទទួលបានសុខភាពល្អទេ? — ตะตวล บาน ซกคะพียบ หลอ เต๊ะ? (สุขภาพดีไหม?)

การตรวจสอบและคำสั่งพื้นฐาน

6.             សូមឈប់ស្ដាប់ — โซม ฉุบ ซดับ (กรุณาหยุดฟัง)

7.             សូមបង្ហាញប័ណ្ណសម្គាល់ — โซม บองฮาย บัน ส็อมกัล (แสดงบัตรประจำตัว)

8.             អ្នកមានឯកសារទេ? — แนก เมียน เอกะสา เต๊ะ? (คุณมีเอกสารไหม?)

9.             សូមចាំមួយភ្លែត — โซม จัม มวย เพล้ด (กรุณารอสักครู่)

10.          អ្នកមកពីណា? — แนก มอก ปี นา? (คุณมาจากที่ไหน?)

ความปลอดภัยและความร่วมมือ

11.          យើងមិនចង់បង្កវិបត្តិទេ — เยิง มิน จอง บองก็อ วิบัต เต๊ะ (เราไม่ต้องการสร้างปัญหา)

12.          យើងជាមិត្ត — เยิง เจีย มิด (เราเป็นมิตร)

13.          សូមចេះធ្វើការរួម — โซม เจะ ทเวอ การ ร่วม (กรุณาร่วมมือกัน)

14.          តើមានការគំហើតអ្វី? — เตอ มีน การ โคฮอท อะเวย์? (เกิดอะไรขึ้น?)

15.          សូមរក្សាសន្តិសុខ — โซม ร็อกซา ซ็อนติสกุ๊ก (กรุณารักษาความปลอดภัย)

คำสั่งในภาวะฉุกเฉิน

16.          ចូររត់! — โจ รต! (วิ่งเร็ว!)

17.          ចូលក្នុងទីកន្លែងសុវត្ថិភាព — โจล กนง ตีกันแลง ซ็วัตทิพียบ (เข้าไปในที่ปลอดภัย!)

18.          មិនអាចទៅបានទេ — มิน อาจ โตว์ บาน เต๊ะ (ไปไม่ได้ครับ)

19.          ចាប់គេ! — จับ เก! (จับเขา!)

20.          សូមព្យាបាលបឋម — โซม เปียบาน บัตถม (ช่วยปฐมพยาบาล)

การฝึกซ้อมและการทำงานร่วมกัน

21.          យើងត្រូវបង្កើតសមត្ថភាពរួម — เยิง ตร็ว บองก็อ ซ็อมอัตทะพียบ ร่วม (เราต้องพัฒนาศักยภาพร่วมกัน)

22.          សូមអនុវត្តការបណ្តុះបណ្តាល — โซม อะนุวัต การ บอนด็อก บอนดาล (กรุณาฝึกอบรม)

23.          យើងត្រូវសហការ — เยิง ตร็ว สะฮะกา (เราต้องร่วมมือกัน)

24.          សូមរៀបចំឯកសារត្រូវគ្នា — โซม เรียบจ็อม เอกะสา ตร็ว กนีย์ (เตรียมเอกสารให้ตรงกัน)

25.          សូមអនុញ្ញាតឱ្យចូល — โซม อะนุนยาต ออย โจล (กรุณาอนุญาตให้เข้า)

การตรวจค้นและการสื่อสารกับประชาชน

26.          តើអ្នកយល់ពីនេះទេ? — เตอ แนก ยล ปี นี้ เต๊ะ? (คุณเข้าใจสิ่งนี้ไหม?)

27.          អ្នកអាចឆ្លើយសំណួរបានទេ? — แนก อาจ ฉฺลอย ซ็อมนัวร์ บาน เต๊ะ? (คุณตอบคำถามได้ไหม?)

28.          សូមបើកថង់ — โซม เบิก ถง (เปิดกระเป๋าด้วยครับ)

29.          សូមបង្ហាញខ្លួន — โซม บองฮาย ขฺลวน (กรุณาแสดงตัวตน)

30.          តើអ្នកជឿជាក់ថា… ? — เตอ แนก เจือเจียก ท่า…? (คุณมั่นใจไหมว่า…?)

31.          ចូរបង្ហាញផ្លូវ — โจ บองฮาย พลว (กรุณาชี้ทาง)

32.          អាចជួយយើងបានទេ? — อาจ จวย เยิง บาน เต๊ะ? (ช่วยเราได้ไหม?)

33.          តើមានឧបសគ្គអ្វី? — เตอ มีน อุปะสะกะ อะเวย์? (มีอุปสรรคอะไรไหม?)

34.          សូមស្នើអាជ្ញា — โซม ซฺนา อาจฺญา (ขออนุญาต)

35.          កុំភ័យ — กฺม ผัย (ไม่ต้องกลัว)

36.          ចាំខ្ញុំមួយភ្លែត — จัม ขฺญม มวย เพล้ด (รอผมสักครู่)

37.          ចូលតាមខ្សែ — โจล ตาม ขฺแซ (เข้าแถว)

38.          ប្រញាប់ឡើង — ปฺรัญยับ เลิง (รีบหน่อย)

39.          កុំចាប់ខុសមនុស្ស — กฺม จับ โคฮ มนุษย์ (อย่าจับคนผิด)

40.          សូមរាយការណ៍ទៅសេនាបញ្ញត្តិ — โซม เรียกา โตร เซนา บัญญัต (รายงานผู้บังคับบัญชา)

การเจรจาและการทำงานร่วมกับฝ่ายตรงข้าม

41.          យើងមិនសកម្មលើការប្រឆាំងទេ — เยิง มิน สกัม เลอ การ ปรฺชัง เต๊ะ (เราไม่ตั้งใจจะเป็นฝ่ายต่อต้าน)

42.          សូមចេះស្តាប់គ្នា — โซม เจะ ซดับ กฺนีย์ (ขอให้ฟังกัน)

43.          យើងមានគោលបំណងល្អ — เยิง มีน โกล บำนัง หลอ (เรามีเจตนาดี)

44.          យើងមិនមែនជាសត្រូវ — เยิง มิน เมน เจีย สัตฺตรูว์ (เราไม่ใช่ศัตรู)

45.          តើអាចចរចាបានទេ? — เตอ อาจ จอรจา บาน เต๊ะ? (เราสามารถเจรจาได้ไหม?)

46.          ចូរនិយាយដោយសន្តិ — โจ นิยา โดย สันติ (พูดอย่างสันติ)

47.          សូមសាងសុខភាព — โซม สาง ซกคะพียบ (สร้างความเป็นสุขด้วยกัน)

48.          មិនអាចបញ្ចេញអាវុធបានទេ — มิน อาจ บัญเจญ อาวุธ บาน เต๊ะ (ห้ามใช้อาวุธ)

49.          យើងត្រូវគោរពសន្ធិសញ្ញា — เยิง ตร็ว โกโรป ซนทิซัญญา (เราต้องเคารพข้อตกลง)

50.          សូមប្រកាសច្បាប់ — โซม ปรกาส จฺบับ (กรุณาประกาศกฎ)

51.          អ្នកមានភារកិច្ចអ្វី? — แนก เมียน พีรกิจ อะเวย์? (คุณมีหน้าที่อะไร?)

52.          សូមមើលទៅអនាគត — โซม เมิล โตร อะนาโกต (ขอให้มองไปสู่อนาคต)

53.          កុំប្រើកម្លាំង — กฺม ปฺรอ กำลัง (ห้ามใช้กำลัง)

54.          ចូរជជែកដោះស្រាយ — โจ เจเจก ดอซราย (พูดคุยเพื่อแก้ไข)

55.          យើងអាចធ្វើឱ្យសន្តិភាពបាន — เยิง อาจ ทเวอ ออย ซนทิพียบ บาน (เราสามารถสร้างสันติภาพได้)

56.          សូមគោរពមនុស្ស — โซม โกโรป มนุษย์ (กรุณาเคารพคนอื่น)

57.          សូមមិនមើលបញ្ហាជាសត្រូវ — โซม มิน เมิล บัญหา เจีย สัตฺตรูว์ (ขอให้ไม่มองปัญหาเป็นศัตรู)

58.          ខ្ញុំមានការងារសំខាន់ — ขฺญม มีน การงาน ซ็อมขัน (ฉันมีภารกิจสำคัญ)

59.          សូមស្នាក់នៅទីនេះជាបណ្តោះអាសន្ន — โซม สนาก เนอ ตีนิ เจีย บอนดอฮ อาสน (กรุณาอยู่ที่นี่ชั่วคราว)

60.          យើងត្រូវបញ្ជូនព័ត៌មាន — เยิง ตร็ว บัญโจน ผอ มนูน (เราต้องส่งข้อมูล)

การติดต่อกับชุมชนและองค์กรท้องถิ่น

61.          យើងមកជាមួយសេរីភាព — เยิง มอก เจีย มวย เซริพียบ (เรามาพร้อมสันติภาพ)

62.          សូមជួយសហការជាមួយយើង — โซม จ่วย สะฮะกา เจีย มวย เยิง (ขอให้ร่วมมือกับเรา)

63.          យើងចង់ស្ថាបនាអនាគតល្អ — เยิง จอง สถาปนา อะนาโกต หลอ (เราต้องการสร้างอนาคตที่ดี)

64.          តើអ្នកជាសហគមន៍នេះទេ? — เตอ แนก เจีย สะฮะคุม นี้ เต๊ะ? (คุณอยู่ชุมชนนี้ใช่ไหม?)

65.          សូមផ្តល់ព័ត៌មានអំពីតំបន់នេះ — โซม ผดัล ผอมมนูน ออมปี ตำบน นี้ (ขอข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่นี้)

66.          យើងមិនមែនជាអ្នកវាយប្រហារ — เยิง มิน เมน เจีย แนก เวียบรอหา (เราไม่ใช่ผู้รุกราน)

67.          អ្នកអាចប្រាប់ឱ្យយើងដឹងបានទេ? — แนก อาจ ปรัป ออย เยิง เดิง บาน เต๊ะ? (ช่วยบอกเราหน่อยได้ไหม?)

68.          សូមមិនបង្កការភ័យខ្លាច — โซม มิน บองก็อ การ ผัย ขฺลาจ (กรุณาอย่าสร้างความกลัว)

69.          តើមានសាលារៀននៅក្បែរ? — เตอ มีน ซาลาเรียน เนอ กแบร์? (มีโรงเรียนใกล้ ๆ ไหม?)

70.          យើងចង់ជួយការអភិវឌ្ឍ — เยิง จอง จ่วย การ อะพิวด (เราต้องการช่วยพัฒนา)

71.          អ្នកអាចជាសមាជិក — แนก อาจ เจีย สมาจิก (คุณเป็นสมาชิกได้)

72.          សូមមើលទៅការរួមគ្នា — โซม เมิล โตร การ ร่วม กนีย์ (มองไปที่ความร่วมมือกัน)

73.          យើងមានគោលបំណងសុវត្ថិភាពសង្គម — เยิง มีน โกล บำนัง ซ็วัตทิพียบ ซ็องกม (เรามุ่งมั่นสร้างความปลอดภัยในสังคม)

74.          សូមកុំបង្កភាពអវិជ្ជមាន — โซม กฺม บองก็อ พีียบ อวิจฺญามีน (อย่าก่อให้เกิดผลลบ)

75.          សូមជួយពង្រឹងសន្តិភាព — โซม จ่วย ปงรึง ซ็นทิพียบ (ช่วยส่งเสริมสันติภาพ)

76.          តើអ្នកមានគំនិតអ្វី? — เตอ แนก มีน กุมนิท อะเวย์? (คุณมีความคิดเห็นไหม?)

77.          យើងមិនចង់ជាសត្រូវទេ — เยิง มิน จอง เจีย สัตตรู เต๊ะ (เราไม่อยากเป็นศัตรู)

78.          សូមឲ្យយើងដឹងព័ត៌មានច្បាស់ — โซม ออย เยิง เดิง ผอมมนูน จฺบาซ (ขอข้อมูลให้ชัดเจน)

79.          អ្នកអាចប្រាប់អំពីប្រវត្តិសាស្ត្របានទេ? — แนก อาจ ปรัป ออมปี ประวัติศาสตร์ บาน เต๊ะ? (ช่วยเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ได้ไหม?)

80.          យើងគួរពិភាក្សាជាសន្តិ — เยิง กัวร์ พิภาคสา เจีย ซนทิ (เราควรหารืออย่างสันติ)

การนำทาง การเคลื่อนกำลัง และภารกิจภาคสนาม

81.          សូមបង្ហាញផ្លូវទៅគន្លងសកម្មភាព — โซม บองฮาย พลว โตร กนฺลอง สกัมพีบบ (แสดงเส้นทางไปพื้นที่ปฏิบัติการ)

82.          ខ្ញុំត្រូវទៅបំពេញបេសកម្ម — ขฺญม ตร็ว โตร บอมเพิน เบสกัม (ผมต้องไปปฏิบัติภารกิจ)

83.          សូមបញ្ជាក់ទីតាំង — โซม บัญเจก ตีตัง (กรุณายืนยันตำแหน่ง)

84.          តើអាចជួយបញ្ជូនឯកសារ? — เตอ อาจ จ่วย บัญโจน เอกะสา? (ช่วยส่งเอกสารได้ไหม?)

85.          យើងចង់កំណត់ផែនទី — เยิง จอง กำหนด แผนที่ (เราต้องการจัดทำแผนที่)

86.          កុំបញ្ចេញអាវុធ — กฺม บัญเจญ อาวุธ (ห้ามใช้อาวุธ)

87.          សូមរៀបចំចំណតយានយន្ដ — โซม เรียบจ็อม จ็อมน็อต ยานยนต์ (จัดการจุดจอดรถ)

88.          ខ្ញុំត្រូវឃ្លាំមើល — ขฺญม ตร็ว ขฺลัม เมิล (ฉันต้องเฝ้าระวัง)

89.          ចូរជួយយកឧបករណ៍ — โจ จ่วย ยก อุปะกอน (ช่วยนำอุปกรณ์มาให้หน่อย)

90.          កុំចូលតំបន់គ្រោះថ្នាក់ — กฺม โจล ตำบน ครัวถานัก (อย่าเข้าไปในพื้นที่อันตราย)

91.          សូមបញ្ជូនសារជាបន្ទាន់ — โซม บัญโจน สารา เจีย บอนตอน (ส่งข้อความด่วนให้หน่อย)

92.          សូមជួយស្កេនទីតាំង — โซม จ่วย สเกน ตีตัง (ช่วยสแกนพื้นที่)

93.          យើងត្រូវរាយការណ៍ទៅមជ្ឈមណ្ឌល — เยิง ตร็ว เรียกา โตร มัจฺฉมนฺดล (เราต้องรายงานไปศูนย์กลาง)

94.          សូមរៀបចំកម្លាំង — โซม เรียบจ็อม กำลัง (เตรียมกำลังพล)

95.          ចូររួមការងារ — โจ ร่วม การงาน (ร่วมกันทำงาน)

96.          យើងត្រូវចេញដំណើរត្រឹមម៉ោងនេះ — เยิง ตร็ว เจญ ดำนอว์ เตริม มอง นี้ (เราจะออกเดินทางตอนนี้)

97.          កុំយូរពេក — กฺม ยู เปก (อย่าใช้เวลานานเกินไป)

98.          សូមអនុវត្តន៍យ៉ាងតឹងរ៉ឹង — โซม อะนุวัต อย่าง เติงเริง (ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด)

99.          ត្រូវកត់ត្រាទុកជាលាយលក្ខណៈ — ตร็ว กดตรา ทุก เจีย ลายลักษณะ (ต้องบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์)

100.        សូមជូនពរជ័យជំនះ — โซม จูนปอ เจย จมเนี้ยะ (ขอให้ประสบชัยชนะ)

โดย สุริยพงศ์

คุณแหน : 5 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 5 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 5 สิงหาคม 2568

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • เมื่อบรรยากาศในสหรัฐฯ สุดร้อนระอุ เพราะมีมติมหาชนต้องการให้ ประธานาธิบดีทรัมป์ เปิดเผยการสอบสวนการดำเนินคดี ข้อมูลรวมเอกสารลับเกี่ยวกับคดีและสำคัญสุดสาเหตุการตายที่แท้จริงของนักธุรกิจจอมฉาวอดีตเพื่อนสนิทของทรัมป์ JEFFREY EPSTEIN ดังนั้น 29 ก.ค. ทรัมป์ จึงไปปรากฏตัวที่เมืองเทิร์นเบอร์รี สกอตแลนด์ เพื่อเป็นประธานในพิธีเปิดเฉลิมฉลอง “ทรัมป์กอล์ฟรีสอร์ท” ริมชายฝั่งอเบอร์ดีน ทราบกันว่าทรัมป์มีความผูกพันกับสหราชอาณาจักรสูง เพราะมารดาเขา MARY ANNE MACLEOD เป็นชาวสกอตและอีกประการหนึ่งเขามีความเคารพเลื่อมใสในราชวงศ์อังกฤษมาก และในวันที่ 17 ก.ย.นี้ เขาจะเป็นผู้นำคนแรกในประวัติการณ์ที่ได้รับเชิญอย่างเป็นทางการไปเข้าเฝ้าที่พระราชวังวินด์เซอร์ถึง 2 ครั้ง… อย่างไรก็ดีแม้ทรัมป์จะนำเงินลงทุนกอล์ฟรีสอร์ทดังกล่าวจำนวนมหาศาล แต่ชาวสกอตเองก็ยังแบ่งออก 2 ฝ่าย ฝ่ายแรก มีความภูมิใจที่ลูกหลานชาวสกอตได้ดีเป็นถึง “บุรุษผู้มีพลานุภาพที่สุดในโลก” ส่วนฝ่ายหลัง ชาวสกอตเป็นคนที่รักและอนุรักษ์ธรรมชาติมากที่สุดชายฝั่งอเบอร์ดีน พวกเขาทะนุถนอมให้เป็นสภาพธรรมชาติมาเป็นพันปี ทรัมป์มาลงทุนเป็นหลักแหล่ง ทำให้สิ่งแวดล้อมต้องเสียหาย นอกจากนั้นกองทัพ “SECRET SERVICE” คุ้มกันท่านแต่ละเที่ยวจะมีจำนวนกว่า 400 คนซ้ำติดตามด้วย FCตามแห่ด้วย เมืองเทิร์นเบอร์รีจะต้องเพี้ยนไปเลย…
  • การคัดเลือกผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพิ่งผ่านไปหมาดๆ ก็ยังมีการวิพากษ์วิจารณ์กันถึงหลักการและเหตุผล เราก็ได้รายงานเรื่องราวให้ทราบพร้อมทั้งย้ำว่า ทัศนคติของอารยะประเทศเขาคิดว่า บางครั้งองค์กรจะก้าวหน้าไปอีกระดับได้จำเป็นต้องมีผู้บริหารที่มีโลกทัศน์กว้างไกล ซึ่งส่วนใหญ่มาจากภายนอกองค์กร วาระก่อนได้ยกตัวอย่างประกอบการสนับสนุนแนวคิด “คนนอก” จากเรื่อง “บรรษัท GENERAL MOTOR” ครั้งนี้จะยกตัวอย่างประกอบ “คนใน” ของไทยบ้างกล่าวคือ ธนาคารใหญ่เก่าแก่ของไทย “ธนาคารกรุงเทพ จก.” มีความเจริญรุ่งเรืองมาโดยตลอดหลายทศวรรษ จวบจนท่าน กก. ผจก.ใหญ่ในขณะนั้น ชิน โสภณพนิช มีวิชั่นที่จะโกอินเตอร์สร้างกิจการค้าในต่างประเทศให้ธนาคารฯ แต่ตัวท่านไปดำเนินการตามนโยบายดังกล่าว จำเป็นต้องมีผู้มารับภารกิจในตำแหน่ง กก.ผจก.ใหญ่ ต่อไป ขณะนั้น ท่านบุญชู โรจนเสถียร ดำรงตำแหน่งรอง กก.ผจก. ใหญ่ ประเด็นสำคัญคือท่านบุญชู เป็นบุคคลที่มีความสามารถรอบรู้ด้านแบงก์กิ้งสูง อีกทั้งเป็นผู้นำที่ผองพนักงานแบงค์ยอมรับ ผู้บริหารอาวุโสทั้งปวงของธนาคารฯ จึงเห็นพ้องต้องการที่สนับสนุนท่าน “อาจารย์ใหญ่” ขึ้นรับตำแหน่งโดยไม่ต้องเสาะแสวงหาจากภายนอก (ไม่กี่ปีต่อมาธนาคารกรุงเทพก็กลายเป็นธนาคารพาณิชย์ใหญ่ที่สุดในอาเซียน)…
  • ดีใจกับ กษมา หลุยลาภประเสริฐ ทำงานมา 19 ปีที่ยาวนาน เพิ่งสอบบรรจุเป็นข้าราชการที่ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้แล้ว…แบบนี้ต้องฉลอง…
  • สวดพระอภิธรรม สุรัชต์ ธวัชโยธิน วันที่ 2-6 ส.ค. 19.30 น. ณ วัดหนองวัลย์เปรียง ต. ทุ่งคอก อ.สองพี่น้อง จ. สุพรรณบุรี และ ฌาปนกิจ 7 ส.ค.15.00 น…
  • นอกจากเป็นฟรีแลนซ์รับงานอีเว้นท์ ออร์แกไนซ์ และอาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยแล้ว อ.ฐิติวรรณ์ มหาวิจิตร มีภารกิจครอบครัวอีกหลายเรื่อง อาทิ ดูแลคุณลุง-คุณป้า พล.อ.ท.เจริญ-ดุษฎี อยู่เจริญ ไปพบแพทย์ตามนัด , ดูแลหลานอา แพรพลอย ลูกพี่ชาย นันทวิทย์ และถ้าพอมีเวลาก็จะขับรถไป-กลับ อยุธยา เพื่อดูบิดา ประไพ มหาวิจิตร อีกด้วย…ขอปรบมือให้หญิงแกร่ง แบ่งเวลาได้ลงตัวจริงๆ…
  • ช่วงนี้ต้องอยู่พักรักษาอยู่กับบ้านเป็นเวลาแรมเดือน เพราะโรคกล้ามเนื้ออักเสบเฉียบพลัน แต่ รศ. ดร.นันทนา รณเกียรติ ยังคงแต่งตัวสวยงามทุกวันด้วยความเคยชิน จนบางครั้งแม้แต่สามี สุรินทร์ ยังเอ่ยปากถามด้วยความฉงนว่า “จะออกไปไหนหรือ?”…

บารอนเนส

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ วิธีสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนชายแดนไทย–กัมพูชา สำหรับทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ชายแดน

บทความพิเศษ : 'รู้เขา รู้เขมร' วิธีสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนชายแดนไทย–กัมพูชา  สำหรับทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ชายแดน

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ วิธีสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนชายแดนไทย–กัมพูชา สำหรับทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ชายแดน

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

1. ความสำคัญของการสร้างความสัมพันธ์

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา สถานการณ์ระหว่างไทย กัมพูชา  ได้ทวีความตึงเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การปิดพรมแดนที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่การปิดกั้นเส้นทางการค้าหรือการสัญจรของประชาชนเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวันและการปฏิบัติหน้าที่ของทุกคน

ชายแดนนั้นไม่ใช่เป็นเพียงเส้นแบ่งเขตประเทศ แต่คือพื้นที่ของชีวิต ความสัมพันธ์ และประวัติศาสตร์ร่วม   ดังนั้นทหาร  ตำรวจ  และเจ้าหน้าที่ชายแดนจึงต้องไม่มองพื้นที่นี้แค่เพียงเป็นจุดตรวจหรือเขตเฝ้าระวัง      แต่เป็นพื้นที่ซึ่งต้องร่วมกันสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืน       การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชาวบ้านทั้งฝั่งไทยและกัมพูชา เป็นเครื่องมือ “รบโดยไม่ต้องรบ” ที่ทรงพลัง โดยเฉพาะในยุคที่สงครามไม่ใช่แค่การใช้อาวุธ แต่คือการแข่งกันสร้างอิทธิพลและความไว้วางใจ

2. ความสัมพันธ์กับชุมชนชาวไทย: จากผู้พิทักษ์สู่ลูกหลานของชาวบ้าน

• ทหารตำรวจ และเจ้าหน้าที่ชายแดนต้องทำหน้าที่ไม่ใช่แค่รักษาพรมแดน แต่ต้องเป็น “ลูกหลานของชุมชน”

• ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เยี่ยมบ้าน แวะพูดคุยในตลาด ช่วยงานวัด งานโรงเรียน

• รับฟังปัญหาอย่างจริงใจ โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคง ปัญหาช่องทางธรรมชาติ ยาเสพติด ค้ามนุษย์

• ใช้กำลังพลเป็นครูอาสา สอนหนังสือ สอนกีฬา จัดกิจกรรมลูกเสือ ช่วยเด็กและเยาวชน

• สร้างเครือข่ายชาวบ้านเป็น “หูตา” ให้กับหน่วยงานความมั่นคง ผ่านระบบอาสาสมัครหรือชุด “ชาวบ้านชายแดนเข้มแข็ง”

• พัฒนาโครงการเล็ก ๆ ที่ตอบโจทย์ชีวิต เช่น บ่อบาดาล พลังงานแสงอาทิตย์    โรงครัวชุมชน

ซ่อมแซมเส้นทางคมนาคม สร้างสะพาน หรือปรับปรุงแหล่งน้ำร่วมกับชาวบ้าน

อาจตั้งกลุ่มไลน์ หรือกลุ่มวิทยุสื่อสาร  เพื่อติดต่อสื่อสารและประสานสัมพันธ์กับผู้นำชุมชน

3. ความสัมพันธ์กับชาวกัมพูชา: เปลี่ยนความหวาดระแวง สู่มิตรภาพ

แบ่งปันสิ่งของขาดแคลน   เช่น อาหาร เครื่องดื่ม  ยารักษาโรค

• ยอมรับความจริงว่าชาวกัมพูชาหลายคนพึ่งพิงตลาด–แรงงาน–สินค้าไทย ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ ไทยจึงควรแสดงออกถึงความเป็นมิตร ไม่ใช่ฝ่ายปราบปรามเสมอไป

• ใช้ล่ามท้องถิ่นที่ไว้ใจได้ช่วยสื่อสารกับชาวบ้านกัมพูชา ลดการเข้าใจผิดจากภาษาและวัฒนธรรม

• สร้างเวที “ตลาดมิตรภาพ” ร่วมกับฝ่ายกัมพูชา เช่น ตลาดนัดชายแดน ประเพณีร่วม วัฒนธรรมร่วม เช่น แห่เทียนเข้าพรรษาร่วมกัน

• จัดโครงการเยาวชนข้ามแดน เช่น ลูกเสือสองแผ่นดิน กีฬาเชื่อมสัมพันธ์ วิ่งข้ามแดน

 • ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ทหาร–ตำรวจเขมรระดับท้องถิ่น แลกเปลี่ยนข่าวสารและประสานเวลาเกิดเหตุ

• ห้ามแสดงท่าทีข่มขู่ ดูหมิ่น หรือพูดจาเชิงเหยียดเชื้อชาติ เพราะจะทำลายความสัมพันธ์ระยะยาว

4. ข้อห้ามที่ต้องระวัง

ห้ามใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงชาวบ้าน

ห้ามแสดงความเกลียดชังหรือดูถูกประเทศกัมพูชา

ห้ามยุยงปลุกปั่นให้คนสองชาติทะเลาะกัน

ห้ามแสดงท่าทางหรือคำพูดที่เหยียดหยามเชื้อชาติ หรือดูหมิ่นประเพณีวัฒนธรรมของชุมชน

• ห้ามเข้าไปในดินแดนพิพาท หรือเขตต้องห้ามโดยพลการ แม้เพียงไม่กี่เมตร เพราะอาจถูกใช้เป็นข้ออ้างทางการเมือง

• ห้ามพูดเรื่องประวัติศาสตร์ที่ล่อแหลมหรือบิดเบือน เช่น “ดินแดนนี้เคยเป็นของไทย” หรือ “เขมรไม่มีวัฒนธรรมของตัวเอง”

• ห้ามแจกของ หรือทำกิจกรรมโดยไม่แจ้งหน่วยงานฝ่ายปกครองหรือทหาร–ตำรวจของกัมพูชา เพราะจะถูกมองว่าล้ำเส้น

• ห้ามโพสต์ภาพ/คลิปกิจกรรมกับชาวกัมพูชาโดยไม่ขออนุญาตหรืออธิบาย เพราะอาจถูกใช้ในเชิงการเมือง

• ห้ามเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจผิดกฎหมายของชาวบ้าน หรือร่วมมือกับผู้มีอิทธิพลข้ามแดน 

ห้ามรับสินบน เพื่อให้กระทำหรือละเว้นการกระทำที่ไม่เหมาะสม

ห้ามพูดคำว่า  “นครวัดเคยเป็นของไทย”   หรือ “ไทยเคยยึดครองกัมพูชา”  หรือ “จะยึด พระตะบอง เสียมราฐกลับมาเป็นของไทย”

ห้ามร่วมมือกับผู้ทำผิดกฎหมาย เช่น พวกคอลเซนเตอร  การพนันออนไลน์ ขนของหนีภาษี  ขนคนข้ามแดน

5. ข้อปฏิบัติที่ควรยึดถือ

• ปฏิบัติตามระเบียบของบันทึกความเข้าใจ  เอ็มโอยู 43  (MOU 43)  ข้อ5 อย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เป็นช่องให้ฝ่ายตรงข้ามโจมตี  คือ “งดเว้นการดำเนินการใด ๆ ที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่ชายแดน”   เช่นการแสดงสัญลักษณ์ ความเป็นเจ้าของ เข่น ร้องเพลงชาติ  ผูกผ้าสีธงชาติ  หรือตะโกนไล่ทหารให้ออกไปจากบริเวณ พื้นที่พิพาท 

• พูดด้วยท่าทีสุภาพ รักษาภาพลักษณ์ของทหาร–ตำรวจไทยที่มีวินัย ใจดี แต่ไม่อ่อนแอ

• ใช้หลัก “3 ฟ” คือ “ฟัง – เฝ้า – เฟ้นสร้างสัมพันธ์”  คือฟังความเห็นชาวบ้าน    เฝ้าระวังเหตุผิดปกติอย่างไม่ให้ชาวบ้านรู้สึกถูกรังแก   เฟ้นหาผู้นำท้องถิ่นที่เป็นมิตรเพื่อทำงานร่วม

• ฝึกพูดคำทักทายพื้นฐานภาษาท้องถิ่นอีสาน หรือภาษากัมพูชา    เช่น “ซัวซะไดย์” (สวัสดี) “อ๊กกุน” (ขอบคุณ) เพื่อสร้างความเป็นกันเอง

• สวมเครื่องแบบให้เรียบร้อย ไม่แสดงอาวุธเกินความจำเป็น โดยเฉพาะเมื่อลงพื้นที่ชุมชน

6. ผลที่จะได้รับ: พลังน้ำใจไมตรีที่มากกว่าอาวุธ

• ชาวบ้านจะเชื่อมั่นในทหาร–ตำรวจ เห็นเป็นฝ่ายคุ้มครอง ไม่ใช่เจ้านายหรือผู้บังคับบัญชา

 • ลดช่องทางของขบวนการลักลอบ ยาเสพติด และกลุ่มผิดกฎหมาย เพราะชาวบ้านไม่ยอมให้พื้นที่ใช้เป็นทางผ่าน

• ลดความเข้าใจผิดและความเกลียดชังระหว่างสองชาติ

• เสริมสร้างความมั่นคงเชิงมนุษยสัมพันธ์ (Human Security) ที่ยั่งยืนกว่าเพียงการตั้งด่านหรือถือปืน

• เปลี่ยนแนวชายแดนที่อ่อนไหว เป็นแนวร่วมของสันติภาพ

• เมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤต เช่น ความขัดแย้ง กองกำลัง ชาวบ้านที่เคยไว้ใจจะช่วยเจรจา หรือยับยั้งไม่ให้ความรุนแรงบานปลาย

สรุป   ชายแดนไทย–กัมพูชาไม่ใช่ “ด่านหน้าแห่งความขัดแย้ง” แต่สามารถเป็น “สะพานแห่งมิตรภาพ” ได้ หากผู้ที่ถืออาวุธคือผู้ที่เข้าใจหัวใจของชาวบ้าน การสร้างความสัมพันธ์จึงไม่ใช่ภารกิจเสริม แต่คือภารกิจหลักของทหาร–ตำรวจชายแดนยุคใหม่ ที่รู้เขา รู้เรา และรู้ใจประชาชน

โดย สุริยพงศ์

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ส่งบ่งบอกว่าร่างกายขาดวิตามิน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ส่งบ่งบอกว่าร่างกายขาดวิตามิน

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ส่งบ่งบอกว่าร่างกายขาดวิตามิน

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สุขภาพของเราเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะความสำเร็จทุกอย่าง ไม่ว่าจากการเรียน ทำงาน และคุณภาพชีวิตที่ดีโดยรวม ล้วนมาจากความพร้อมของร่างกายและจิตใจ ถึงแม้ว่าสภาพจิตใจอาจจะแย่บ้าง แต่ถ้าร่างกายยังแข็งแรง ก็ยังมีหวังว่าจะลุกขึ้นมาเริ่มต้นใหม่ได้ตลอดเวลา
ตามปกติเรารู้ว่าความแข็งแรงทางกายเบื้องต้น มาจากกินดี นอนดี ออกกำลังกายดี แต่ด้วยข้อจำกัดของทรัพยากร เช่น เวลา เงินทอง ทำให้ช่วงที่เราหาของกินประจำวัน ก็มุ่งเน้นแบบรวดเร็ว อิ่มท้อง ราคาถูก โดยอาจไม่สนใจด้านโภชนาการหรือคุณค่าของอาหา เมื่อกินอาหารไม่ดี ไม่มีคุณภาพนาน ๆ เข้า ก็เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ แถมยังขาดแร่ธาตุแลวิตามินจำเป็น มีข้อมูลและการวิจัยด้านสาธารณสุขจากทั่วโลก รวมถึงไทย พบว่าคน

บางกลุ่มขาดวิตามินและแร่ธาต โดยวิตามินที่คนส่วนใหญ่มีแนวโน้มขาดมากที่สุด คือ
1. ขาดวิตามินดี ไม่น่าเชื่อว่าคนไทยมีปัญหาขาดวิตามินดีมากที่สุด แม้เป็นประเทศที่มีแสงแดดจัดตลอดปีก็ตาม สาเหตุหลัก เพราะว่า ชอบหลีกเลี่ยงแสงแดด และด้วยเหตุของการใช้ชีวิตในเมืองที่มีตึกสูงบดบังแสงแดด แล้วยังไม่ชอบออกไปไหนในเวลามีแสดแดดจัด ๆ เรียกว่าชีวิตปกติไม่เคยสัมผัสแสงแดดเลย แถมใช้ครีมกันแดด แต่งกายมิดชิดจนไม่มีผิวกายส่วนไหนได้รับแสงแดด ส่วนในผู้สูงอายุก็พบว่าร่างกายมีประสิทธิภาพสังเคราะห์วิตามินดีลดลง และโรคบางชนิดที่มีผลต่อการดูดซึมไขมัน ซึ่งวิตามินดีจำเป็นต่อการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส วิตามินดีสำคัญต่อกระดูกและฟัน และมีบทบาทสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกัน, การทำงานของกล้ามเนื้อ และสุขภาพโดยรวม
2. ขาดวิตามินบี12 พบบ่อยได้ในกลุ่มที่จำกัดการบริโภคเนื้อสัตว์ เช่น มังสวิรัติ หรือวีแกน เนื่องจากวิตามิน B12 พบมากในผลิตภัณฑ์จากสัตว์ นอกจากนี้พบบ่อยในผู้สูงอายุ เนื่องจากประสิทธิภาพในการดูดซึมวิตามิน B12 ลดลงตามวัย และพบได้ในผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารและลำไส้บางชนิด หรือผู้ที่ใช้ยาลดกรดในกระเพาะอาหารเป็นเวลานาน เนื่องจากปัญหาการดูดซึมเช่นกัน ทั้งนี้ วิตามินบี12 จำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง และการทำงานของระบบประสาท และสมอง
3. ขาดโฟเลต (วิตามินบี 9) โดยเฉพาะกลุ่มที่รับประทานผักใบเขียวไม่เพียงพอ โฟเลตจำเป็นต่อการแบ่งเซลล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างเม็ดเลือดแดง และที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาของทารกในครรภ์
4. ขาดวิตามินซี ในกลุ่มผู้บริโภคผักและผลไม้สดน้อยมากจนไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย วิตามินซีมีส่วนช่วยสร้างคอลลาเจน เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยการดูดซึมธาตุเหล็ก และช่วยต้านอนุมูลอิสระ
5. ขาดวิตามินบี 1 แม้จะพบน้อยในประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ยังคงเป็นปัญหาในบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่บริโภคข้าวขาวเป็นหลักโดยไม่ได้รับสารอาหารอื่น ๆ เสริม และกลุ่มผู้ติดสุราเรื้อรัง วิตามินบี 1 จำเป็นต่อการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตและพลังงาน รวมถึงการทำงานของระบบประสาท
อาการที่บ่งบอกว่าร่างกายเริ่มขาดวิตามิน มักมีสัญญาณที่ไม่จำเพาะเจาะจงชัดเจนนัก และอาจทับซ้อนกับภาวะอื่น ๆ ได้ ทำให้บางครั้งสังเกตได้ยากโดยเฉพาะในระยะเริ่มต้น แต่หากมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อย ๆ หรือเป็นเรื้อรัง อาจเป็นสัญญาณที่ร่างกายพยายามบอกว่าได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ได้แก่
• อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่สดชื่น ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด อาจเกิดจากการขาดวิตามินหลายชนิด โดยเฉพาะ วิตามินดี,ซี และวิตามินกลุ่มบี รวมถึงภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ซึ่งมักจะเชื่อมโยงกับการขาดวิตามินบีบางชนิด ทำให้คุณอาจรู้สึกเพลียตลอดเวลา แม้จะพักผ่อนมากแล้วก็ตาม
• ปัญหาเกี่ยวกับผิวหนัง ผม และเล็บ บางท่านที่ผิวแห้ง แตก ลอกเป็นขุย หรือเป็นผื่น อาจบ่งบอกถึงการขาดวิตามินเอ, อี, ซี หรือวิตามินในกลุ่มบี เช่น ในกรณีผมร่วง ผมเปราะบาง เล็บเปราะหักง่าย อาจเกี่ยวข้องกับการขาดไบโอติน วิตามินบี 12 และวิตามินซี หรือในกรณีที่เป็นปากนกกระจอก (มุมปากแตก) แผลในปาก ลิ้นอักเสบ หรือลิ้นแดงเรียบ เป็นสัญญาณคลาสสิกของการขาด วิตามินบี2, บี3, บี6, บี12 และโฟเลต ถ้าเหงือกบวม แดง มีเลือดออกง่าย มักเป็นอาการเริ่มต้นของการขาดวิตามินซี
• มองเห็นไม่ชัดในที่แสงน้อย หรือตอนกลางคืน เป็นอาการเริ่มต้นที่สำคัญของการขาดวิตามินเอ
• ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและกระดูก กล้ามเนื้ออ่อนแรง โดยเฉพาะที่หลัง หรือขา อาจเป็นสัญญาณเริ่มแรกของการขาดวิตามินดี แต่ถ้าเป็นตะคริวบ่อย หรือรู้สึกชา ๆ เจ็บจี๊ด ๆ คล้ายเข็มทิ่ม ตามปลายมือปลายเท้า อาจบ่งบอกถึงการขาดวิตามินดี, บี1,  บี6 และบี12
• ความผิดปกติทางอารมณ์และสมาธิ เช่น รู้สึกหงุดหงิดง่าย อารมณ์แปรปรวน วิตกกังวล หรือมีอาการคล้ายซึมเศร้าเล็กน้อย อาจเกี่ยวข้องกับการขาด วิตามินบี3, บี6, บี12, โฟเลต หรือวิตามินดี
อาการที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงสัญญาณเบื้องต้นแต่ไม่จำเพาะเจาะจง และอาจเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ก็ ได้ แต่การขาดวิตามินมักจะค่อย ๆ สะสมปัญหาให้ร่างกาย ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นทันทีทันใด ถ้าหากคุณสังเกตเห็นอาการเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง แต่ไม่แน่ใจว่ามีสาเหตุมาจากอะไร ต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อรับการวินิจฉัยอย่างถูกต้อง และรับคำแนะนำเพื่อนำไปปรับปรุงด้านโภชนาการ หรือพิจารณาการเสริมวิตามินอย่างเหมาะสม เพื่อสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คุณแหน : 4 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 4 สิงหาคม 2568

คุณแหน : 4 สิงหาคม 2568

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ประธานที่ปรึกษามูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ พระราชทานพระมหากรุณา พระราชดำรัส แก่ ม.ร.ว. พร้อมฉัตร สวัสดิวัตน์ รองประธานกรรมการอำนวยการมูลนิธิ ฯ   สำหรับพิมพ์ในสูจิบัตรโครงการส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรมไทย ครั้งที่ 10 ประจำปี 2568 เพื่อเฉลิมพระเกียรติ ฯ ในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุ 70 พรรษา ซึ่ง ภราดา ดร. ศิริชัย ฟอนซิกา อธิการบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เป็นประธานโครงการ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เป็นผู้คัดเลือกเยาวชนรับทุนมูลนิธิฯ 100 คน มาทัศนศึกษา รับประสพการณ์ เปิดโลกทัศน์ ครั้งหนึ่ง ในชีวิต ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 21-25 ต.ค. นี้..
  • ดร.สมศักดิ์ ลีสวัสดิ์ตระกูล นายกสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหิดลในพระบรมราชูปถัมภ์,รศ.นพ.วีระพงษ์ ภูมิรัตนประพิณ ประธานมูลนิธิโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน ในพระอุปถัมถ์ฯ และ ศ.คลินิก ดร.นพ.ทพ.ศิริชัย เกียรติถาวรเจริญ ประธานคณะกรรมการหารายได้สมาคมศิษย์เก่า มหาวิทยาลัยมหิดลฯ จัด คอนเสิร์ตการกุศล Golden Show concert 2025 รอบการกุศล 19 ก.ย. เวลา 18.30 น. ณ เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์  เชิญชวนทุกท่านร่วมบริจาคเงินหรือสนับสนุนบัตรใบละ  10,000 บาท (Golden Seat) 7,500 / 5,500 / 4,500 / 3,500 / 2,000 / 1,500 รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายสมทบกองทุนการศึกษาสำหรับนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ (ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า) พบกับโชว์สุดตระการตาจากศิลปินเดอะโกลเดนซองทุกซีซั่น และโชว์ครั้งแรกบนเวทีคอนเสิร์ตของ 6 คนสุดท้ายจากซีซั่น 7 พร้อมโชว์สุดเซอร์ไพรส์จากกรรมการ กัน นภัทร, เม้า สุดา, โจ้ สุธีศักดิ์, กบ สุวนันท์, พิธีกร เกลือ กิตติ, คริส พีรวัส และโชว์สุดไพเราะจาก หนึ่ง จักรวาล และ เจี๊ยบ นนทิยา ซื้อบัตรได้ที่  Thaiticketmajor ทุกช่องทาง  ขอใบเสร็จรับเงินสำหรับใช้ลดหย่อนภาษี ทาง Google Forms : https://forms.gle/91uPDSDenjePenH37..
  • กชพรรณ นุ่มฤทธิ์ ชวน ไพศาล พิสุทธิ์วัชระกุล, กัญญา ติลกเรืองชัย, วลี กิตติรัตนวิวัฒน์ มารับทานข้าวสังสรรค์รับฝน..
  • กลับมาแล้วงานการศึกษาสถานทูตนิวซีแลนด์ New Zealand Education Fair 2025 จารุวรรณ พงษ์จารุวัฒน์ ฝากบอกน้องๆและพ่อแม่ผู้ปกครอง ไม่ควรพลาดงานนี้ พบ 60 สถาบันทุกระดับชั้น และทุนการศึกษากว่า 2 ล้านบาท พร้อมประกาศข่าวดีทุนรัฐบาลนิวซีแลนด์ (เต็มจำนวน ไม่ต้องใช้ทุน) ทดสอบภาษาอังกฤษฟรี ห้องเรียนจำลองโดยครูนิวซีแลนด์ งานเดียวที่รวมทุกคำตอบเรียนต่อที่นิวซีแลนด์ไว้ในที่เดียว เสาร์ที่ 30 ส.ค. 11.00 – 17.00 น. ณ สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ 2 ชั้น 5 ลงทะเบียนเข้างานฟรี ที่ https://www.learnenglishnewzealand.com/nzeducationfair..
  • บจ.ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ แต่งตั้ง ดร.ลัษมณ อรรถาพิช เป็นผู้จัดการใหญ่ เดินหน้ายุทธศาสตร์ดิจิทัล เสริมสร้างโอกาสทางการเงินและเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน..
  • สวด จีระพงษ์ สิวายะวิโรจน์ อดีตหัวหน้าผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี  ศาลา 9 วัดมกุฎฯ   1-5 ส.ค.18.30 น. ..พระราชทานเพลิงศพ 6 ส.ค.17.00 น.. 

คุณแหน

คุยกัน 7 วันหน : อาชญากรสงครามชื่อ ‘ฮุน เซน’

คุยกัน 7 วันหน : อาชญากรสงครามชื่อ ‘ฮุน เซน’

คุยกัน 7 วันหน : อาชญากรสงครามชื่อ ‘ฮุน เซน’

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จากเหตุการณ์ที่กองกัมพูชาเปิดฉากโจมตีไทยก่อน ปฏิบัติการทางทหารหลายครั้งเป็นที่ชัดเจนว่า เข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม เพราะมีหลักฐานปรากฎชัดเจนว่าการโจมตีส่งผลทำให้มีพลเรือนในฝั่งไทยเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก รวมทั้งมีสถานที่ของพลเรือนหรือแม้กระทั่งโรงพยาบาลได้รับความเสียหาย ทำให้มีเสียงเรียกร้องให้ดำเนินคดีกับผู้บงการย่อมในฐานะ ‘อาชญากรสงคราม’ ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ เป็นกฎหมายที่กำหนดกฎเกณฑ์การสู้รบระหว่างรัฐกับรัฐ หรือรัฐกับกลุ่มติดอาวุธ โดยจะบอกว่าใครหรือสิ่งไหนจะต้องไม่ตกเป็นเป้าการโจมตีบ้าง และการโจมตีรูปแบบไหนที่ทำไม่ได้ เพื่อจำกัดผลกระทบ

จากอดีตที่อาชญากรสงครามในสงครามโลกครั้งที่สอง ถูกนำขั้นสู่การพิจารณาคดี พวกเขาคือผู้ละเมิดกฎการทำสงคราม ซึ่งประมวลอยู่ในอนุสัญญาเจนีวา ที่ตั้งอยู่บนหลักกฎหมายมนุษยธรรม    

ผู้กระทำความผิดฐานอาชญากรสงคราม เป็น 1 ใน 4 ฐานความผิดอาญาร้ายแรงสูงสุด ตามธรรมนูญกรุงโรม ที่เริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อปี 2545 โดยศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ มีเขตอำนาจดำเนินคดีกับอาชญากรสงคราม 

กรณีไทย-กัมพูชา เข้าข่ายอาชญากรรมสงครามหรือไม่ จึงต้องพิจารณาตามธรรมนูญกรุงโรม ที่กำหนดขอบเขตว่า ในสถานการณ์การขัดกันทางอาวุธ ได้เกิดสถานการณ์ที่การจงใจยิงทหารที่อยู่ในสภาพไม่พร้อมรบ เช่น ยิงทหารที่ยอมจำนน บาดเจ็บหรือถูกจับเป็นเชลย การตั้งใจโจมตีพลเรือนที่ไม่ใช่ผู้ทำการรบ การตั้งใจยิงเป้าหมายทางทหารแต่สร้างความเสียหายเกินสมควรให้กับพลเรือน จนเกินหลักความได้สัดส่วนตามหลักกฎหมายมนุษยธรรม การใช้วิธีการที่เกินธรรมเนียมการทำสงคราม  เช่น การใช้อาวุธมีพิษ หรือการใช้อาวุธที่ไม่เลือกเป้าหมาย รวมไปถึงการการใช้โล่มนุษย์ คือการนำพลเรือนมาเป็นเกราะกำบังตัวเองก็เข้าข่ายอาชญากรรมสงครามด้วยเช่นกัน

กัมพูชาเปิดฉากโจมตีไทยก่อนเมื่อช่วงเช้าวันที่ 25 ก.ค. ด้วยการยิงจรวดหลายลูกเข้าใส่เป้าหมายพลเรือนไทย ได้เกิดเหตุการณ์ที่เข้าข่ายอาชญากรรมสงครามมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การใช้อาวุธยิงระยะไกลโจมตีเป้าหมายพลเรือนอย่างต่อเนื่อง ตั้ง ชุมชนเมือง โรงเรียน และร้านค้า การละเมิดกติการสงครามร้ายแรงมาก คือการโจมตีสถานพยาบาล ที่ได้รับผลกระทบเกือบ 20 แห่ง แล้วยังพบด้วยว่า ฝ่ายกัมพูชาใช้ประชาชนและสถานที่พลเรือนเป็นโล่กำบังตั้งอาวุธยิง

โดยภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โรงพยาบาลมีสถานะที่จะต้องได้รับการปกป้องเป็นพิเศษ ต้องไม่ถูกโจมตีและต้องได้รับการเคารพ แต่อาจจะสูญเสียสถานะการถูกปกป้องได้ หากโรงพยาบาลดังกล่าวถูกใช้ด้วยจุดประสงค์ที่เกินขอบเขตมนุษยธรรม หรือใช้เป็นสถานที่โจมตีฝ่ายศัตรู

ข้อมูลจากระบบติดตามการโจมตีสถานพยาบาลขององค์การอนามัยโลก ชี้ว่า นับตั้งแต่ต้น 2568 จนถึงปัจจุบัน เกิดเหตุโจมตีสถานพยาบาลไปแล้วมากกว่า 700 ครั้งใน 15 ประเทศและดินแดน โดยเฉพาะในยูเครน ซีเรีย กาซาและซูดาน โดยในช่วงเวลาไม่ถึง 7 เดือนเต็มของปี 2568 มีผู้เสียชีวิตจากเหตุโจมตีสถานพยาบาลทั่วโลกแล้วมากกว่า 1,100 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่ายอดผู้เสียชีวิตเมื่อปี 2567 ทั้งปี ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายร้อยคน

พล.ต.วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย เปิดเผยว่า จากหลักฐานที่มีเชื่อได้ว่ารัฐบาลกัมพูชา โดย ฮุน เซน อยู่เบื้องหลังการโจมตี ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง แต่ยังแสดงให้เห็นถึงการขาดความเคารพต่อชีวิตมนุษย์และการไม่แยแสต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน แสดงให้เห็นว่า นอกจากทหารผู้ทำผิดอาชญากรรมสงครามโดยตรง หัวหน้าผู้สั่งการก็สามารถเอาผิดได้เช่นกัน

เมื่อจะดำเนินคดีอาชญากรสงคราม ก็ต้องพิจารณาขอบเขตอำนาจศาล ในที่นี้ กัมพูชาเป็นรัฐภาคีของธรรมนูญกรุงโรม ที่ก่อตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศอยู่แล้ว ส่วนไทยไม่ได้ให้สัตยาบัน จึงไม่ใช่ภาคี แต่ก็สามารถแสดงเจตนายอมรับอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศเฉพาะคดีได้ และศาลก็จะมีเขตอำนาจเหนือความผิดอาชญากรรมสงครามที่เกิดขึ้นในดินแดนไทย

จากนั้นแล้วกระบวนการต่างๆ จะดำเนินไปเมื่อไทยในฐานะผู้เสียหายจากผลของการก่ออาชญากรรมสงครามสามารถ ยื่นเรื่องต่อสำนักงานอัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ ตามมาตรา 15 เพื่อร้องขอให้เริ่มกระบวนการตรวจสอบเบื้องต้น โดยปกติจะเริ่มด้วย

 1. การสืบสวน โดยอัยการศาล มีหน้าที่สืบสวนจากข้อมูลที่ได้รับ

2. หากมีหลักฐานเพียงพอ อัยการจะยื่นคำร้องเพื่อขออนุมัติการออกหมายจับ หากศาลเห็นชอบก็ส่งหมายจับไปยังรัฐภาคี เช่นในกรณีของประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย และนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ที่กำลังถูกออกหมายจับโดย ICC

3. เมื่อผู้ต้องหาขึ้นศาล ก็สามารถเริ่มการพิจารณาคดี รวมถึงการสืบพยานหลักฐาน การไต่สวน การแถลงการณ์

4. นำไปสู่การตัดสินของศาลกำหนดบทลงโทษ ซึ่งอาจเป็นการจำคุก การชดใช้ค่าเสียหาย หรือการลงโทษอื่นๆ ตามที่กฎหมายกำหนด

ในอดีต มีชาวกัมพูชาถูกตัดสินลงโทษในหลายความผิด รวมถึงอาชญากรรมสงคราม 3 คน คือ นวล เจีย, เขียว สัมพัน และ คัง เก็ก เอียว หรือสหายดุช  แกนนำของระบอบเขมรแดง ที่มีเหยื่อเป็นชาวกัมพูชาราวสองล้านคน ส่วน พอล พต ผู้นำเขมรแดง เสียชีวิตก่อนดำเนินคดีการปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพชาครั้งนี้ เป็นการก่ออาชญากรรมสงครามโดยฝีมือของชาวกัมพูชาอีกครั้ง โดยที่เหยื่อเป็นพลเรือนเลือดเนื้อไทย

หลังจากนี้ คงต้องมาจับตาดูว่า ทางการไทยโดยกระทรวงการต่างประเทศ จะยื่นฟ้องเรื่องนี้ต่อ ICC เมื่อใด เนื่องจากความผิดฐานเป็น ‘อาชญากรสงคราม’ ไม่ได้ขึ้นกับแค่ว่าชนะหรือแพ้ แต่ขึ้นอยู่กับ พฤติกรรมในช่วงสงครามว่าได้ละเมิดหลักมนุษยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่ ผู้ที่ถูกตัดสินเป็นอาชญากรสงคราม จะต้องรับผิดเป็นรายบุคคล ไม่ว่าจะเป็นผู้นำสูงสุดหรือระดับปฏิบัติการ อาชญากรรมสงครามไม่หมดอายุความ แม้จะผ่านไปหลายสิบปีก็ยังถูกดำเนินคดีได้ แม้อยู่ในตำแหน่งผู้นำประเทศก็ไม่รอด หากมีหลักฐานเอาผิดเพียงพอ

ดาโน โทนาลี

ตะลอนเที่ยว : ประเทศไทยมีเอกราช เพราะมีทหารหาญ

ตะลอนเที่ยว : ประเทศไทยมีเอกราช เพราะมีทหารหาญ

ตะลอนเที่ยว : ประเทศไทยมีเอกราช เพราะมีทหารหาญ

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทหารมีไว้เพื่ออะไร มีไว้ทำไม คำถามนี้มักจะถูกถามโดยคนโง่เขลาเบาปัญญา หรือจากคนไร้สติสิ้นปัญญาที่ต้องการให้ประเทศไม่มีรั้วของชาติ หากคำถามนี้มาจากเด็กอนุบาล หรือเด็กชั้นประถมต้น ก็ถือว่าเป็นคำถามที่น่าชมเชย แต่หากมาจากนักการเมืองที่มีจิตใจสกปรก ก็นับว่าเป็นการบ่งบอกถึงความเลวทรามจากจิตใจส่วนลึก

แน่นอนว่าหากจะวิพากษ์วิจารณ์หรือประณามทหารที่ทำชั่วช้า ทำไม่ดี ก็ต้องระบุให้ชัดว่าทหารคนไหน จากหน่วยไหน มีพฤติกรรมไม่ดี หรือฉ้อฉลอย่างไร ไม่ใช่ตั้งคำถามแบบโง่ ๆ ไร้สมองว่า มีทหารไปทำไม มีไปเพื่ออะไร

ในยามนี้ ยามที่ฮุนเซน แห่งกัมพูชาจงใจรุกรานไทย โดยสั่งให้ทหารกัมพูชาระดมยิงจรวด และอาวุธสงครามนานาชนิดใส่ประเทศไทย คนไทยทุกคนที่อยู่บนผืนแผ่นดินไทยต้องตอบได้ชัดเจนแล้วว่า นี่คือภัยคุมคามอธิปไตยของชาติ และในยามนี้ทุกคนที่มีสติปัญญา และรักความถูกต้องก็ต้องได้เห็นชัดแล้วว่า ทหารหาญของไทยคือผู้ปกป้องแผ่นดินไทย แล้วยังทำหน้าที่เป็นผู้กำจัดอริราชศัตรูที่จงใจรุกรานไทย

ในยามที่บ้านเมืองไม่มีศึกสงคราม ไม่มีการสู้รบกับกองทหารจากต่างชาติ คนโง่จำนวนมากบนประเทศนี้ รวมถึงนักการเมืองโง่ ๆ จำนวนไม่น้อยในประเทศไทย มักจะมองไม่เห็นคุณค่า คุณประโยชน์ และความดีของทหารหาญ แต่ในยามที่กัมพูชาจงใจรุกรานไทย ทุกคนต้องเห็นแล้วว่าทหารคือผู้ปกป้อง และรักษาอธิปไตยของไทย แล้วก็ต้องรู้โดยพลันว่า นักการเมืองจำพวกไร้ความดีแถมยังปากเสีย คือขยะ คือสิ่งปฏิกูลของแผ่นดินไทย 

ภาพของคอลัมน์ในสัปดาห์นี้ ไม่ได้พาคุณไปเที่ยวที่ไหน ไม่ได้พาคุณไปชมสถานที่ใด ๆ แต่เป็นภาพที่สร้างความประทับใจให้คุณได้อย่างดีที่สุด เพราะเป็นภาพของการที่คนไทยผํู้รักความดีงาม รักความถูกต้อง รักชาติ ขอย้ำว่าคนไทยที่ดีงามนั้นยังมีจำนวนอีกมากมายมหาศาล โดยทุกคนต่างร่วมกันบริจาคสิ่งของ บริจาคเงิน แล้วยังร่วมกันเสียสละแรงงาน เพื่อช่วยบรรจุสิ่งของสำหรับมอบให้ทหารหาญที่กำลังปฏิบัติภารกิจป้องกันอธิปไตยของประเทศอยู่ในพื้นที่แนวหน้า โดยเผชิญหน้ากับอริราชศัตรูของประเทศ

ขอบอกว่าภาพที่นำมาเสนอในวันนี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งเท่านั้นของภาพแห่งความดีงามที่ยังมีอีกมากมายบนแผ่นดินไทย ภาพที่คุณเห็นในวันนี้เป็นภาพของผู้อ่านแนวหน้า ผู้ฟังรายการ Good Time at 95.5 FM และผู้ติดตามรายการเฉลิมชัย-พีระพัฒน์ live ที่นำเสนอทาง social media channel และภาพของคนไทยกลุ่มอื่น ๆ ที่อยู่ในกลุ่มคนรักชาติ ที่คอยให้กำลังใจกับทหารหาญ ภาพที่เห็นในวันนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะในความจริงมีภาพเช่นนี้อีกมากมาย จากทั่วทุกพื้นที่ของประเทศไทย มันคือภาพที่บ่งบอกชัดเจนว่า คนไทยที่มีความรักชาติ รักความถูกต้อง ต่างมองเห็นคุณค่าของทหารหาญ และยินดีสนับสนุนทหารหาญให้ป้องกันเอกราช รักษาอธิปไตยของไทยไปจนชั่วฟ้าดินสลาย 

ขอย้ำว่าทหารที่ปฏิบัติภารกิจสำคัญอยู่ที่ชายแดนไทยทุกแห่งไม่ได้ร้องขอสิ่งของใด ๆ จากพวกเรา แต่พวกเรารู้ดีว่าทหารเหนื่อยยากแสนสาหัส แล้วเราก็รู้ด้วยจิตสำนึกของคนไทยผู้รักชาติว่า ในยามนี้เราต้องให้กำลังใจทหารหาญ ดังนั้น เราจึงพร้อมใจร่วมกันส่งสิ่งของ และมอบเงินจำนวนเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับทหารหาญ เพื่อบอกว่าเราทุกคนขอบคุณในความกล้าหาญและเสียสละของแนวหน้าทุกคน 

ข้าวของต่าง ๆ ที่คุณเห็นในภาพวันนี้ถูกส่งไปยังแนวหน้าที่บริเวณชายแดนไทยกัมพูชา ในเขตภาคอีสานตอนใต้เรียบร้อยแล้ว โดยการประสานงานกับทหารในพื้นที่โดยตรง ทั้งนี้ขออนุญาตไม่นำเสนอภาพทหารในฐานปฏิบัติการตามแนวชายแดนไทยกัมพูชา เพื่อความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานสำคัญ 

ขอเรียนให้ทราบว่า วันที่ 7 สิงหาคมนี้ คณะของเราจะไปเยี่ยมเพื่อแสดงความขอบคุณและให้กำลังใจทหารหาญที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฎิบัติหน้าที่ป้องกันอริราชศัตรูและปกป้องอธิปไตยของแผ่นดินไทย ณ โรงพยาบาลในจังหวัดนครราชสีมา โดยรถยนต์จะออกจากสำนักงานหนังสือพิมพ์แนวหน้า ถนนวิภาวดีรังสิต ซอยวิภาวดี 66 ดังนั้น หากคุณสนใจไปร่วมให้กำลังใจทหารหาญ หรือต้องการร่วมนำสิ่งของ โดยเฉพาะของกินที่เป็นของแห้ง เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป กล้วยตากอบแห้ง ผลไม้อบแห้งยาทากันยุง ยาสามัญประจำบ้าน มีดโกนหนวด เสื้อยืดสำหรับใส่เป็นเสื้อชั้นใน ถุงเท้าชนิดหน้าพิเศษ ไปมอบให้ทหารหาญ โปรดติดต่อหมายเลขโทรศัพท์ 091 7233615 และสามารถนำสิ่งของดังกล่าวไปไว้ที่สำนักงานหนังสือพิมพ์แนวหน้า ขอย้ำว่าคณะของเราจะออกไปเยี่ยมทหารที่บาดเจ็บจากการปฎิบัติหน้าที่ ในวันที่ 7 สิงหาคมนี้

เราจะไปให้กำลังใจทหารหาญผู้พิทักษ์ปกปักรักษาแผ่นดินไทยด้วยกัน  

‘The Prime Platinum 2025’ อาร์ตเลิฟเวอร์ ประมูลคึกคัก ราคาศิลปะไทยพุ่งสวนเศรษฐกิจโลก

‘The Prime Platinum 2025’ อาร์ตเลิฟเวอร์ ประมูลคึกคัก ราคาศิลปะไทยพุ่งสวนเศรษฐกิจโลก

‘The Prime Platinum 2025’ อาร์ตเลิฟเวอร์ ประมูลคึกคัก ราคาศิลปะไทยพุ่งสวนเศรษฐกิจโลก

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ปิดฉากไปแล้วสาหรับงานประมูลศิลปะและไพรเวทเซลส์ “The Prime Platinum 2025” ผลงานการจัดประมูลของ บางกอก อาร์ต อ๊อกชั่น ได้รับความสนใจจากนักสะสมทุกยุคแห่ประมูล สร้างความคึกคักและสีสันให้กับเวทีศิลปะไทยอย่างน่าประทับใจ ซึ่งครั้งนี้ ผลงาน “ใบหน้าแผ่นดิน” งานระดับไอคอนิคเทคนิค ของศิลปินชั้นครู “ถวัลย์ ดัชนี” มีผู้ประมูลสูงสุด 11.1 ล้านบาท

เสริมคุณ คุณาวงศ์ ประธาน บางกอก อาร์ต อ๊อกชั่น (Bangkok Art Auction) กล่าวว่า สำหรับงานประมูลศิลปะ “The Prime Platinum 2025” งานประมูลที่ได้รวบรวมผลงานระดับมาสเตอร์พีซของศิลปินชั้นครู ที่มีเอกลักษณ์ทรงคุณค่าหาชมได้ยาก ได้แก่ ถวัลย์ ดัชนี, นที อุต ฤทธิ์, อังคาร กัลยาณพงศ์, เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ และ ชาติชาย ปุยเปีย รวมไปถึงกลุ่มศิลปินรุ่นใหม่ ซึ่งครั้งนี้ได้รับความสนใจจากกลุ่มคนรักศิลปะมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง

สำหรับการประมูลในชุด The Prime Platinum 2025: Auction and Private Sales Showcase เป็นบทพิสูจน์ถึงคุณค่าของงานศิลปะยุคคลาส สิคในประเทศไทยอย่างแท้จริง อาทิ ผลงานของ ถวัลย์ ดัชนี “ใบหน้าแผ่นดิน”งานระดับไอคอนิคที่ปิดประมูลไปที่ 11,180,700 บาท, นที อุต ฤทธิ์ ศิลปินศิลปะร่วมสมัยคนสำคัญของไทย ผลงาน Venus ที่เปิดการสู้ราคาตั้งแต่ 4.5 ล้านบาท จนปิดที่ 6,309,900 บาทอย่างดุเดือด และ เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ “มังกรในจินตนาการ”หนึ่งในผลงานชิ้นสำคัญของเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ที่รวมเอาความยิ่งใหญ่ของมังกรเข้ากับความศักดิ์สิทธิ์ของพญานาค ประกอบร่างเป็นรูปสัตว์มงคลองค์นี้กับราคาปิด 3,542,400 บาท นอกจากนี้ ในชุด The Prime ยังมีผลงานขนาดเล็กของศิลปินร่วมสมัยคนสำคัญอย่าง พินรี สัณฑ์พิทักษ์ กับผลงาน The Egg that Wouldn’t Hatch หนึ่งในชิ้นงานยุคแรกที่สร้างสรรค์ด้วยเทค นิคสื่อผสม ถ่ายทอดอัตลักษณ์ ความเปราะบาง และจิตวิญญาณความเป็นผู้หญิง ผ่านองค์ประกอบทางศิลปะที่ลึกซึ้ง สะท้อนมุมมองต่อบท บาทและสถานะของผู้หญิงในสังคม โดยปิดการประมูลที่ 440,990.00 บาท พร้อมผู้ร่วมประมูลทั้งชาวไทยและต่างชาติ

ขณะเดียวกัน ผลงาน “น้ำค้าง” ขนาดเพียง 61 x 61 ซม. โดยศิลปินระดับตำนาน ประเทือง เอมเจริญ ก็ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม ผลงานสีน้ำมันบนผ้าใบจากปี 1981 ในยุคที่ศิลปินยังเซ็นชื่อด้วยรูปพระอาทิตย์ ถ่ายทอดภาพหยดน้ำค้างบนใบไม้ในรูปแบบกึ่งนามธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ เต็มไปด้วยความละเอียดอ่อนและความกระจ่างใสของแสงสะท้อนจากธรรมชาติ โดยจบการประมูลที่ 1,044,450.00 บาท สะท้อนมนต์เสน่ห์อันไม่เสื่อมคลายของศิลปะไทย

ทั้งหมดเกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศการประมูลสุดเอ็กซ์คลูซีฟ หรูหรา และเปี่ยมด้วยรสนิยม ณ บ้านพิพิธภัณฑ์คุณาวงศ์ ซึ่งสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับเวทีการประมูลในประเทศไทยอย่างชัดเจน ผู้ที่สนใจเข้าร่วมการประมูลหรือสนใจส่งผลงานเข้าร่วมการประมูลสามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ https://bangkokartauction.com/ หรือทาง Facebook: Bangkok Art Auction 

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ สมรภูมิช่องบก: 2528-2530

บทความพิเศษ : 'รู้เขา รู้เขมร' สมรภูมิช่องบก: 2528-2530

บทความพิเศษ : ‘รู้เขา รู้เขมร’ สมรภูมิช่องบก: 2528-2530

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ช่วง พ.ศ. 2528 ถึง 2530  เกิดการสู้รบระหว่างกองทัพไทยกับกองทัพเวียดนามที่เข้ามาเคลื่อนไหวในดินแดนกัมพูชา โดยมีเป้าหมายเพื่อทำลายฐานที่มั่นของกลุ่มต่อต้านเวียดนามที่เคลื่อนไหวตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในขณะนั้น และพยายามขยายอิทธิพลเข้ามาในพื้นที่ของไทย

จุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง

“ช่องบก” คือพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาในเขตอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณที่เรียกว่า “สามเหลี่ยมมรกต” ซึ่งเป็นจุดรอยต่อระหว่างสามประเทศ ได้แก่ ไทย ลาว และกัมพูชา ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 12 ตารางกิโลเมตร  ใกล้เขาพระวิหาร   โดยมีลักษณะภูมิประเทศเป็นป่าทึบและเทือกเขาพนมดงรักที่สูงชัน

ความขัดแย้งในพื้นที่นี้มีรากลึกย้อนกลับไปถึงยุคอาณานิคมฝรั่งเศส เมื่อการปักปันเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาไม่ชัดเจน แผนที่ที่ใช้ในสนธิสัญญาหลายฉบับมีความแตกต่างไม่ตรงกัน   ส่งผลให้เกิดพื้นที่ทับซ้อนที่ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์

โดยในช่วงพ.ศ. 2501 ถึง 2505เคยเกิดเหตุปะทะกันด้วยปืนใหญ่และเครื่องบิน ระหว่างกองทัพไทยและกัมพูชามาแล้วที่ช่องบก  ซึ่งเป็นทางผ่านสำคัญไปสู่เขาพระวิหาร  ทำให้ทหารไทยเสียชีวิต 30 นาย  ขณะที่ทหารกัมพูชาก็สูญเสียใกล้เคียงกัน   การรบยุติลงตามคำสั่งของศาลโลก แล้วมาเจรจาแก้ปัญหากันด้วยสันติวิธี 

จุดปะทุของสมรภูมิ

ในช่วงปี พ.ศ. 2528–2530 ช่องบกกลายเป็นสมรภูมิเดือดอีกครั้ง เมื่อกองทัพเวียดนามซึ่งเข้ายึดครองกัมพูชาหลังโค่นล้มเขมรแดงในปี 2522 ได้รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ชายแดนไทยบริเวณช่องบก โดยอ้างสิทธิ์ในพื้นที่ที่ยังไม่มีการแบ่งเขตแดนชัดเจน และมีลักษณะเป็นพื้นที่ป่าเขาที่ยากต่อการควบคุม ฝ่ายเวียดนามต้องการใช้พื้นที่นี้เป็นเส้นทางลำเลียงและเป็นฐานที่มั่นในการโจมตีกลุ่มต่อต้านในกัมพูชา

กองกำลังสุรนารีของไทย ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ชายแดนภาคอีสาน ได้รับคำสั่งให้เข้าปฏิบัติการทันที ท่ามกลางสภาพภูมิประเทศที่ยากลำบาก เต็มไปด้วยทุ่นระเบิดและแนวป่าทึบ ทหารเวียดนามสร้างบังเกอร์คอนกรีตเสริมเหล็ก พร้อมอาวุธหนักที่ได้รับการสนับสนุนจากฐานในลาวและกัมพูชา

ยุทธวิธีแห่งความอดทน

ฝ่ายไทยใช้ยุทธวิธีที่เรียกว่า “ขุดบ่อเพาะ” โดยขุดหลุมเข้าใกล้ฐานเวียดนามทีละน้อย ไม่เปิดฉากยิงทันที แต่เน้นการส่งเสบียงและกำลังบำรุงอย่างต่อเนื่อง วิธีนี้ทำให้ฝ่ายเวียดนามค่อย ๆ อ่อนล้าและเสียขวัญ

การสู้รบยืดเยื้อถึง 2 ปี และในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2530   การรบที่สมรภูมิช่องบกยุติลงเมื่อกองทัพเวียดนามถอนกำลังออกจากกัมพูชา ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองระหว่างประเทศและแรงกดดันจากนานาชาติ อย่างไรก็ตาม ปัญหาเขตแดนบริเวณช่องบกยังคงเป็นประเด็นที่ต้องมีการหารือและปักปันเขตแดนกันอย่างเป็นทางการต่อไป

ราคาของสงคราม

การสู้รบครั้งนี้ต้องแลกมาด้วยความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง ทหารไทยเสียชีวิต 109 นาย และบาดเจ็บ 664 นาย มีการใช้กระสุนปืนใหญ่ถึง 21,791 นัด สมรภูมิช่องบกจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของวีรกรรมทหารไทยที่ยอมพลีชีพเพื่อปกป้องผืนแผ่นดิน

ฐานอนุพงษ์: อนุสรณ์แห่งความเสียสละ

“ฐานอนุพงษ์” ตั้งอยู่บริเวณห้วยพลาญเสือ ใกล้ช่องบก เป็นอนุสรณ์เพื่อรำลึกถึง ร้อยโทอนุพงษ์ บุญญะประทีป ผู้เสียชีวิตในระหว่างการปะทะกับกองกำลังเวียดนามเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2530

ในวันนั้น หมวดปืนเล็กที่ 1 กองร้อยทหารราบที่ 1631 ภายใต้การนำของ ร.ท.อนุพงษ์ ได้เข้าช่วยเหลือผู้ใต้บังคับบัญชาที่บาดเจ็บและเสียชีวิต จนถูกระดมยิงและเสียชีวิตในพื้นที่ปะทะ   ดังนั้นฐานแห่งนี้จึงเป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญและความเสียสละของทหารไทยที่ยอมพลีชีพเพื่อชาติ

การฟื้นฟู

หลังสงคราม ช่องบกได้รับการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลไทยพยายามเปลี่ยนภาพลักษณ์ของพื้นที่จากสมรภูมิเป็นแหล่งท่องเที่ยวและเขตเศรษฐกิจ โดยมีการพัฒนาอุทยานแห่งชาติภูจองนายอยให้เป็นจุดชมวิวสามเหลี่ยมมรกต

นอกจากนี้ ยังมีโครงการพระราชดำริที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวบ้านผ่านการส่งเสริมอาชีพ และความร่วมมือระหว่างไทย ลาว และกัมพูชาเพื่อส่งเสริมการค้าและการท่องเที่ยวในพื้นที่ชายแดน

แม้เวลาจะผ่านไปหลายทศวรรษ ช่องบกยังคงเป็นจุดเปราะบางของความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 เกิดเหตุปะทะระหว่างทหารไทยและกัมพูชาในพื้นที่พิพาท หลังฝ่ายกัมพูชาขุดคูยาว 650 เมตรเพื่อตั้งจุดตรึงกำลัง ซึ่งไทยมองว่าเป็นการละเมิดข้อตกลง เอ็มโอยู 43  (MOU43)

เหตุการณ์ยุติลงภายใน 10 นาทีหลังการเจรจาทางโทรศัพท์ระหว่างผู้บัญชาการทั้งสองฝ่าย แม้ไม่มีผู้บาดเจ็บ แต่เหตุการณ์นี้สะท้อนว่าช่องบกยังคงเป็นพื้นที่ที่พร้อมปะทุได้ทุกเมื่อ

โดย สุริยพงศ์