รฟม. เปิดห้องเรียนแห่งความสุข 4 หลักสูตรสร้างงานสร้างอาชีพ

รฟม. เปิดห้องเรียนแห่งความสุข 4 หลักสูตรสร้างงานสร้างอาชีพ

รฟม. เปิดห้องเรียนแห่งความสุข 4 หลักสูตรสร้างงานสร้างอาชีพ

วันเสาร์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ปิดฉากการอบรมไปอย่างมีความสุข สนุกสนาน พร้อมเก็บเกี่ยวความรู้กันแบบเต็มอิ่มไม่มีกั๊กกับ 4 หลักสูตรสร้างงานสร้างอาชีพ ที่ รฟม.จัดให้ตลอด 2 วันเต็ม โดยวิทยากรระดับแถวหน้าของวงการ ที่อาคารศูนย์การเรียนรู้ด้านรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน (MRTA Learning Center) ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตร “สร้างอาชีพด้วยเมนูสลัดโรล” โดยเชฟบุ๊ค บุญสมิทธิ์ พุกกะณะสุต, “สูตรลับดริฟกาแฟกับกูรู” โดย นก พนิตชนก สิริอัมพรกุลชัย, “แซนด์วิชเกาหลี ทำง่ายขายปัง” โดยเชฟเหมียว วิชุดา หล้าคำแก้ว และหลักสูตร “สร้าง TikTok ต่อยอดรายได้ ดังได้ ขายเป็น” โดย อาร์ม กานต์ชนิต สุรินทร์สภานนท์

จิรฐา วัฒนประดิษฐ์ ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กล่าวว่า รถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เป็นองค์กรที่มุ่งพัฒนาโครงข่ายระบบราง ซึ่งเป็นพื้นฐานของระบบขนส่งมวลชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน จึงได้ดำเนินโครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนควบคู่กับการพัฒนาสังคมโดยคำนึงถึงผลกระทบต่างๆ จากการดำเนินงานโครงการรถไฟฟ้าที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ ในส่วนของโครงการ “รฟม. สร้างงาน สร้างอาชีพ” มุ่งเน้นการเพิ่มทักษะในการประกอบอาชีพ และยกระดับความรู้ โดยจัดอบรมเพิ่มทักษะรอบด้านให้กับกลุ่มเป้าหมายในโครงการ คือผู้คนในชุมชนตลอดแนวสายทางรถไฟฟ้า ผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า MRT ผู้ใช้บริการอาคารและลานจอดรถ รวมถึงประชาชนทั่วไป เพื่อสร้างทักษะเสริมความรู้ในการนำไปใช้ประกอบอาชีพให้มีความยั่งยืนและมั่นคงในอนาคต

จิรฐา วัฒนประดิษฐ์ ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)

วัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า MRT ผู้ใช้บริการอาคารจอดรถและลานจอดรถ รฟม. รวมถึงชุมชนที่อยู่ตลอดแนวสายทางโครงการรถไฟฟ้าของ รฟม. เพราะถือเป็น Stakeholder ของเรา จึงเชิญมาร่วมกิจกรรม โดยจัดงาน 2 วัน แบ่งเป็นภาคเช้าและบ่ายให้ผู้สนใจเลือกสมัครเข้ามาผ่านทางเพจเฟสบุคประชาสัมพันธ์ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ http://www.mrta.co.th ปรากฏว่ามีผู้ให้ความสนใจมากถึง 600-700 คน จึงต้องใช้การสุ่มจับผู้โชคดีเข้าร่วมกิจกรรม กิจกรรมละ 50 คน รวม 200 คน

“เราเลือกหลักสูตรสอนทำอาหาร-เครื่องดื่ม เพราะอาหารอยู่ในชีวิตประจำวัน ใช้วัตถุดิบที่ซื้อหาง่าย นอกจากทำกินเองในครอบครัว อาจเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจให้กับครอบครัว เนื่องจากโครงการ รฟม. มีหลายโครงการ แต่ละพื้นที่จะมีวิถีชีวิตที่ต่างกัน เราจึงมีทีมชุมชนสัมพันธ์ลงพื้นที่ไปทำงานร่วมกับทางเขต เข้าไปพูดคุยแลกเปลี่ยน ดูวิถีความสนใจของแต่ละแห่ง ซึ่งกำหนดระยะ 50 เมตร ถึง 1 กิโลเมตร จึงเกิดเป็นกิจกรรมดีๆ ในวันนี้”

เชฟบุ๊ค-บุญสมิทธิ์ พุกกะณะสุต

ด้าน ซานิ-ศนิสา ฉายาช่วง เลขาประธานชุมชนตรอกศิลป์-ตรอกตึกดิน วัย 56 ปี พร้อมตัวแทนชุมชน รวม 11 คน เข้าร่วมกิจกรรมหลักสูตร “สร้างอาชีพด้วยเมนูสลัดโรล” เล่าว่า ชุมชนตรอกศิลป์-ตรอกตึกดิน เป็นชุมชนเก่าแก่ ประกอบด้วย 250 หลังคาเรือน ส่วนใหญ่มีอาชีพค้าขาย หน้าชุมชนติดกับร้านมนต์นมสด คนจะมากินขนมหวาน แต่ไม่มีอาหารประเภทนี้

“ชุมชนเราส่วนใหญ่เป็นการพัฒนาต่อยอดและบอกต่อ เวลาที่มีโครงการดีๆ จะแจ้งข่าวกับผู้ที่สนใจ ครั้งนี้ผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมล้วนแต่เป็นคนที่สนใจจริงๆ ชอบกิจกรรมของ รฟม. มาก นอกจากความน่าสนใจของตัวหลักสูตรแล้ว วิทยากรมีความรู้แน่น สอนเข้าใจง่าย จะนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอดและไปสอนคนในชุมชนต่อ อย่างคนที่มีสูตรน้ำจิ้มสุกี้เด็ดก็สามารถต่อยอดเป็นสุกี้โรลได้”

ขณะที่ ณภัทร ผดุงโยธี หนุ่มใหญ่วัย 39 ปี หนึ่งในผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า MRT จากย่านนนทบุรี บอกว่า เป็นฟรีแลนซ์ทำงานเกี่ยวกับการถ่ายทำวิดีโอ กำลังมองหาอาชีพเสริมเห็นข่าวกิจกรรมทางเพจ รฟม. จึงสมัครเข้ามา เขาเล่าถึงความประทับใจจากการเข้าร่วมอบรมหลักสูตรสลัดโรลว่า วิทยากรเป็นเชฟมืออาชีพมาก อธิบายไม่ซับซ้อนในกรอบเวลาที่กำลังพอดี เนื้อหาน่าสนใจตลอดการสอน และยังบอกเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย หลายเรื่องเป็นเคล็ดลับ เช่น ทำไมต้องใช้มะนาวผง ซึ่งเชฟใช้เวลาทดลองมาเป็นปี แต่วันนี้มาย่อให้เข้าใจอย่างง่าย เป็นประโยชน์มาก

เชฟเหมียว-วิชุดา หล้าคำแก้ว

“วิทยากรให้ความรู้เยอะมาก อัดแน่น ทำให้รู้สึกว่าเวลา 3 ชั่วโมง แต่ความรู้ที่ได้เหมือนอบรมมาหลายวัน หลังจากนี้ในส่วนของการสร้างอาชีพอาจเริ่มจากออนไลน์ก่อน อย่างผมอยู่ในหมู่บ้านอาจจะเริ่มต้นผ่านช่องทางไลน์ของหมู่บ้าน หรือถ้ายังไม่ได้ประกอบอาชีพ อย่างน้อยทำให้ที่บ้านกินได้แน่นอน”

หลักสูตร “สูตรลับดริฟกาแฟกับกูรู” โดย นก พนิตชนก สิริอัมพร หลังจากบรีฟความรู้เบื้องต้น แบ่งปันประสบการณ์และเทคนิคดีๆ เกี่ยวกับกาแฟแต่ละชนิด จากนั้นให้ผู้เข้าอบรมจับคู่ผลัดกันดริฟกาแฟแล้วแบ่งกันชิม ก่อนจะต่อยอดไปถึงกาแฟส้ม กาแฟลาเต้ และการชงมัจฉะ เพียงไม่นานทั่วทั้งอาคารก็หอมอบอวลไปด้วยกลิ่นกาแฟกับมิตรภาพใหม่ๆ

นก-พนิตชนก สิริอัมพรกุลชัย

พิมดา มารินดา วัย 59 ปี อาชีพข้าราชการ มาร่วมกิจกรรมพร้อมพี่สาว บอกว่า ตนเองและพี่สาวเป็นคนชอบดื่มกาแฟอยู่แล้ว ไม่เคยเข้าร่วมกิจกรรมที่ไหนมาก่อนด้วยเวลาไม่อำนวย

“ชอบกิจกรรมนี้มาก สนุกสนาน ได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์สูงสุด การจัดงานมีความเป็นมืออาชีพมาก ทั้งวิทยากร ทีมงาน และน้องๆ ที่พร้อมเข้ามาช่วยเหลือตลอดเวลา ได้รับความรู้ไปเต็มๆ บางเรื่องเป็นสิ่งที่ไม่เคยรู้ก็มารู้ที่นี่ อย่าง การดื่มกาแฟส้มจะให้ได้รสชาติจริงๆ ต้องดูดน้ำส้มครึ่งคำ อมไว้ในกระพุ้งแก้มแล้วดูดในส่วนกาแฟตาม (หัวเราะ) ไม่เพียงได้ความรู้ใหม่ๆ ยังได้เพื่อนใหม่อีกเพียบ หลังจากอบรมแล้ว วางแผนไว้ว่าจะต่อยอดทำเป็นอาชีพหลังเกษียณแล้ว ระหว่างนี้ก็ค่อยๆ ทยอยซื้ออุปกรณ์ไว้ก่อน” พิมดาบอกอย่างอารมณ์ดี”

สำหรับผู้ที่พลาดกิจกรรมครั้งนี้  โอกาสหน้ายังมี  เพียงติดตามเพจของ รฟม. เพราะถ้ามีกิจกรรมดีๆ จะได้เข้าร่วมและไม่ “ตกขบวน” แน่นอน

คุณแหน : 26 กรกฎาคม 2568

คุณแหน : 26 กรกฎาคม 2568

คุณแหน : 26 กรกฎาคม 2568

วันเสาร์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • “แนวหน้า”ขอส่งกำลังใจ และความห่วงใยไปให้ ทหารหาญ ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศชาติ ณ ชายแดนไทย-กัมพูชา รวมทั้งขอส่งความห่วงใยให้พลเรือนไทยที่ได้รับผลกระทบจากการรุกรานของทหารกัมพูชา ซึ่งทำให้ไทยต้องสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินจากการโจมตีครั้งนี้…ขอร้องเพลงชาติไทยดังๆที่ว่า “ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย เป็นประชารัฐ ไผทของไทยทุกส่วน อยู่ดำรงคงไว้ได้ทั้งมวล ด้วยไทยล้วนหมายรักสามัคคี ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขาด เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่ สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี เถลิงประเทศ ชาติไทยทวี มีชัย ชโย” …
  • ชมคลิปข่าว ทหารชายแดน วีดิโอคอล ไปหาแม่ ก่อนเดินทางไปปกป้องประเทศชาติที่ชายแดนไทย-กัมพูชาแล้ว สะเทือนใจจริงๆ ปากก็บอกแม่ว่า “ไม่ต้องห่วง” แต่คนเป็นแม่ อดปาดน้ำตาไม่ได้ ด้วยความห่วงใยสุดหัวใจ…ขอยกมือท่วมหัว วอนขอคุณพระ-คุณเจ้าได้โปรดคุ้มครองทุกชีวิตของทหารหาญและประชาชนคนไทย ที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ให้ปลอดภัยจากคมกระสุน และสะเก็ดระเบิดในครั้งนี้ด้วย…
  • ข่าวจาก ไทยคู่ฟ้า แจ้งว่า กองทัพบก ขอความร่วมมือ สื่อมวลชน และ ประชาชน งดเผยแพร่ภาพและข้อมูลใด ๆ ที่เกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายกำลังพล ยุทโธปกรณ์ ยานพาหนะ การระบุสถานที่หรือเส้นทางการเคลื่อนย้าย และข้อมูลที่อาจกระทบต่อการปฏิบัติภารกิจของกำลังพลในพื้นที่…ขอได้รับความขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ ในครั้งนี้…
  • ข่าวสังคมลมโชยบ้าง…โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยขอแสดงความยินดี กับคณะนักร้องประสานเสียง Wattana Children’s Chorus ได้รับรางวัล Golden Award ประเภท Children Choir จากการเข้าร่วมการแข่งขัน The 14th World Peace Choral Festival 2025,Vienna Austria ระหว่างวันที่ 15 – 22 ก.ค. ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย…ในโอกาสนี้ท่านเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเวียนนา ภัทรัตน์ หงษ์ทอง ได้ร่วมเข้าชมการแสดงคอนเสิร์ต และการประกาศรางวัลด้วย…
  • มูลนิธิกฤษณา ไกรสินธ์ุ ร่วมกับ มูลนิธิแพทย์ชนบท โดย ชูชัย ศุภวงศ์ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ ได้ร่วมกันจัดการประชุมหารือ เรื่อง การเสริมพลังภูมิปัญญากลุ่มชาติพันธุ์: แปรรูปสมุนไพรชาวมานิ ของโรงพยาบาลชุมชนละงู จ.สตูล เมื่อตอนกลางเดือน ทั้งนี้เพื่อผลักดันและต่อยอดภูมิปัญญาการใช้สมุนไพรของ กลุ่มชาติพันธุ์ดังกล่าว…
  • แจ้งจ่าวเศร้า คุณแม่เสียก ศรีประเสริฐ มารดาของ วรรณา ธนัญชัยวัฒนา หญิงเก่งในวงการสิ่งแวดล้อม ถึงแก่กรรม สวดพระอภิธรรม ที่ศาลา 7 วัดมกุฏฯ ถึง 27 ก.ค. และประชุมเพลิง 29 ก.ค.14.30 น…
  • เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา จุไรรัตน์ ลิ่วเฉลิมวงศ์ พร้อมลูกหลานจัดฉลองวันเกิดให้สามี วันชัย ที่บ้านหลักสี่ด้วยความอบอุ่น หลังจากนั้น จุไรรัตน์ พร้อม ดร.นิรัญชา-ดร.ปติ พุทธวิบูลย์ พาหลานยาย น้องพอ-ปณัติ ไปเปิดประสบการณ์ใหม่ๆที่ประเทศนิวซีแลนด์ นานกว่าครึ่งเดือน กำหนดกลับ 12 ส.ค…
  • ช่วงนี้เพื่อนๆจะได้ข่าวว่า ผศ.นาตยา ตนานนท์ บินจากชม.มา กทม.บ่อยๆ และอยู่ยาวๆนานๆ ด้วยเหตุผลที่ว่า เมื่อเดือนก่อนหลานน้า ป่วยเข้ารักษาที่ รพ.จุฬาฯ เป็นเวลาแรมเดือน แม้กลับพักคอนโดฯเรียบร้อยแล้ว แต่ด้วยความห่วงใย น้าแดง – นาตยา จึงต้องบินจากเชียงใหม่มาสลับกับพี่สาว ช่วยกันดูแลอาการป่วยไข้ไม่สบายของหลานอย่างใกล้ชิด…คุณน้าไมโครเวฟตัวจริง เสียงจริง ยืนหนึ่งอยู่ที่นี่นี่เอง !!…

บารอนเนส

lyn around เปิดคอลเลกชั่น Twilight Odyssey และ Ruby ต้อนรับฤดูกาล Fall 2025 สะท้อนแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ

lyn around เปิดคอลเลกชั่น Twilight Odyssey และ Ruby ต้อนรับฤดูกาล Fall 2025 สะท้อนแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ

lyn around เปิดคอลเลกชั่น Twilight Odyssey และ Ruby ต้อนรับฤดูกาล Fall 2025 สะท้อนแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ

วันศุกร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.44 น.

lyn around (ลิน อราวนด์) พาออกสำรวจโลกแฟนตาซีผ่าน 2 คอลเลกชั่นสุดพิเศษ Twilight Odyssey และ Ruby ที่มีความแตกต่างกันอย่างลงตัวในแบบฉบับสาว lyn around สร้างสีสันความสนุกต้อนรับฤดูกาล Fall 2025 พาไปสัมผัสคอลเลกชั่นแรก Twilight Odyssey สะท้อนการผจญภัยเชิงจินตนาการที่เผยตัวตนอันโดดเด่นของสาว lyn around ผู้กล้า ฝันไกล และมีโลกส่วนตัวที่เปล่งแสงในแบบของตัวเอง ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติอันน่าทึ่งของทั้งสามภูมิทัศน์  African Savannah ทุ่งสะวันนาแอฟริกันอันร้อนแรง กลายเป็นแรงบัน ดาลใจของโทนสีอบอุ่น เช่น เหลือง ซินนามอน น้ำตาลอิฐ และโอเคอร์ สู่ Evergreen Forest ป่าลึกเขียวชอุ่ม กลายเป็นพาเลตต์เขียวดีฟ ฟอเรสต์ มอสกรีน เปเปอร์มินต์ และเขียวมรกต พร้อมลายพิมพ์เสือดำ ใบไม้ และผีเสื้อ และ Twilight Pine Forest ป่าสนลึกลับแห่งฤดูใบ ไม้ร่วง ซิลลูเอทที่ลื่นไหล ละเมียดละไม และซ่อนเสน่ห์ไว้อย่างลึกลับ ถ่ายทอดผ่านเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่ทั้งงดงาม คล่องตัว และเปี่ยมด้วยสุนทรียะทางแฟชั่น

คอลเลกชั่นนี้โดดเด่นด้วยการผสมผสานซาฟารีแวร์และแฟนตาซีได้อย่างไร้รอยต่อ นำเสนอผ่านเดรสกระโปรงแขนกุด เสื้อแจ็คเก็ตลายตาราง เซ็ตเสื้อและกางเกงขาสั้น จัมพ์สูทสีเปเปอร์มินต์ เสื้อถักปักลายเสือดำ เดรสคล้องคอลายแอปเปิ้ล ไปจนถึงกางเกงขายาวตกแต่งคริสตัลที่ช่วยครีเอตโมเมนต์แฟชั่นสุดพิเศษ ดีเทลลวดลายและเทคนิคต่างๆ อาทิ ลายพิมพ์สัตว์ป่านานาชนิด ทั้งเสือดำ เสือดาว สุนัขจิ้งจอก ลิง นกฮูก ผีเสื้อ แพตเทิร์นจิตรกรรมฝาผนัง และโมทีฟใบไม้ดอกไม้ การปักนูนแบบ 3D ลายแพลด การตกแต่งคริสตัลไรน์สโตน และลายแอปเปิ้ลสีแดงที่เพิ่มกลิ่นอายแฟนตาซี หมวกบักเก็ตปักลายสัตว์ และหมวกแก๊ปผ้าเดนิม เหมาะสำหรับเอาท์ดอร์กลางแดด รองเท้าผ้าใบแคชชวล และรองเท้าส้นเตี้ยรัดส้นสำหรับลุคทะมัดทะแมง กระเป๋าหลากดีไซน์ ตั้งแต่ทรงสี่เหลี่ยมพร้อมชาร์มสัตว์ โท้ทพิมพ์ลายกราฟิก และกระเป๋าซิลลูเอทผีเสื้อสำหรับลุค Safari Night ที่เปล่งประกาย

อีกหนึ่งคอลเลกชั่น Ruby ไลน์เสื้อผ้าลักชัวรีที่ออกแบบมาเพื่อช่วงเวลาพิเศษของสาวๆที่ต้องการเปล่งประกายในแบบที่เป็นตัวเอง ด้วยซิลลูเอทที่หรูหรา คัตติ้งเฉียบคม และงานฝีมือที่ปราณีตเหนือระดับ โดยได้รับแรงบันดาลใจหลักมาจาก “การพักผ่อนหลังการผจญภัย” ที่เปี่ยมด้วยความทรงจำแสนพิเศษ การนั่งเรือส่วนตัวท่ามกลางแม่น้ำลึกลับในป่าใหญ่ การออกซาฟารีที่โอบล้อมด้วยสัตว์นักล่า ไปจนถึงค่ำคืนรอบกองไฟใต้แสงจันทร์ที่อบอวลด้วยบรรยากาศโรแมนติก ทุกช่วงเวลาเหล่านั้นถูกถ่ายทอดเป็นลุคซาฟารีแกลมที่เรียบง่าย มีกลิ่นอาย Old Money ผสานความจัดจ้านของเฉดสีจากธรรมชาติ ตั้งแต่เขียวสดชื่น เขียวน้ำทะเลลึก ไปจนถึงเขียวยอดตอง ก่อนจะไล่เฉดสู่โทนอบอุ่นอย่างน้ำตาล เหลืองทอง และแดงเลือดนก เติมความคลาสสิกด้วยเบจ ขาว และดำ

ทุกเฉดสีถูกขับเน้นผ่านซิลลูเอตคลาสสิกอันเฉียบคมและเทคนิคการตัดเย็บที่แสดงฝีมือระดับลักชัวรี่ ไม่ว่าจะเป็นการจับเดรประย้า การแพตช์ต่อผ้าแบบมีชั้นเชิง การอัดพลีตอย่างปราณีต ลายพิมพ์ดอกไม้ที่แฝงความหวาน และการตกแต่งรัฟเฟิลที่ให้มิติพลิ้วไหวในทุกการเคลื่อนไหว อาทิ จัมพ์สูทคล้องคอสีเขียวโอลีฟ ด้วยคัตติ้งแบบ Halter-neck ที่เผยผิวแบบไม่โอ้อวด กับเส้นสายเรียบเฉียบ เดรสสายเดี่ยวพิมพ์ลายดอก ไม้สีดำม่วง เสน่ห์ของลายดอกที่ไม่อ่อนหวานแต่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ กลิ่นแฟมินีนที่แฝงไว้ด้วยอารมณ์ลึกลับ ใส่ได้ทั้งกลางวันและค่ำคืน เสื้อสายเดี่ยวดำแต่งโครง Corset กับ กระเป๋าลิปปาก ความแกลมที่ถูกจับให้อยู่ในโหมดพร้อมลุย พร้อมเติมลูกเล่น playful ผ่านกระเป๋ารูปปากแดง เซ็ทเสื้อและกระโปรงตกแต่งดอกไม้สามมิติ แดงที่ไม่ร้อนแรงแบบซุกซน แต่แดงแบบสง่างาม มีมิติ  และสุดท้าย เดรสมินิสีขาวตก แต่งฮาร์ดแวร์โลหะ ซิลลูเอตแขนกุดทรงตรง แต่งผ้า scallop ซ้อนทับทั้งตัว ประดับโลหะทรงกลมเพิ่มเทกซ์เจอร์ขยับได้ สร้างจังหวะให้ลุคขาวเรียบดูมีชีวิต

ชวนทุกคนมาค้นพบโลกแฟชั่นใบใหม่กับเสื้อผ้า กระเป๋า และเครื่องประดับ ซึ่งสะท้อนแรงบันดาลใจจากธรรมชาติอันน่าทึ่งของทั้งสามภูมิทัศน์ ไปกับคอลเลกชั่น Fall 2025 ที่ลิน อราวนด์ทุกสาขา และเว็บไซต์ lynaround.com.com

จิตแพทย์เตือน “บูลลี่” ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เสี่ยงทำเด็กป่วยทางจิตเวช และอาจรุนแรงถึงขั้น “อยากฆ่าตัวตาย”

จิตแพทย์เตือน “บูลลี่” ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เสี่ยงทำเด็กป่วยทางจิตเวช และอาจรุนแรงถึงขั้น “อยากฆ่าตัวตาย”

จิตแพทย์เตือน “บูลลี่” ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เสี่ยงทำเด็กป่วยทางจิตเวช และอาจรุนแรงถึงขั้น “อยากฆ่าตัวตาย”

วันศุกร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.26 น.

ในสังคมที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน เด็กจำนวนไม่น้อยกำลังต่อสู้อย่างเงียบงันกับบาดแผลในใจที่ไม่มีใครมองเห็น หนึ่งในภัยร้ายที่กำลังกัดกินจิตใจของเด็กไทยโดยที่สังคมยังไม่ตระหนักเพียงพอ คือ “การบูลลี่” หรือ “การกลั่นแกล้งกัน” ไม่ว่าจะเป็นการล้อเลียน เสียดสี พูดจาดูถูก เพิกเฉย หรือประจานกันในโลกออนไลน์ การกระทำเหล่านี้ล้วนสามารถกระตุ้นให้เกิดภาวะป่วยทางจิตใจ และอาจนำไปสู่โรคจิตเวชที่รุนแรงถึงขั้น “คิดฆ่าตัวตาย” ได้

พญ.ปรานี ปวีณชนา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลพระรามเก้า เปิดเผยว่า ปัจจุบันพบเด็กวัยรุ่นป่วยด้วยโรคซึมเศร้ามากขึ้น โดย “การบูลลี่” เป็นหนึ่งในปัจจัยกระตุ้นสำคัญที่ไม่ควรถูกมองข้าม เพราะ “เด็กที่ถูกบูลลี่ซ้ำ ๆ จะเริ่มหมดความมั่นใจในตัวเอง ไม่อยากไปโรงเรียน แยกตัวจากเพื่อนและครอบครัว เงียบ มีอารมณ์เปลี่ยนแปลง เหม่อลอย ผลการเรียนลด การกินการนอนไม่ดี ไม่สนใจทำสิ่งที่เคยชอบ บางรายมีพฤติกรรมทำร้ายตัวเอง และคิดฆ่าตัวตาย โดยที่คนรอบข้างอาจไม่ทันสังเกต”

นอกจากเด็กที่ตกเป็นเหยื่อแล้ว เด็กที่เป็น “ผู้กระทำ” เองก็อาจมีปัญหาทางจิตเวชโดยไม่รู้ตัว เช่น โรคสมาธิสั้น หรือภาวะซึมเศร้า โดยอาจใช้การกลั่นแกล้งผู้อื่นเป็นช่องทางระบายความรู้สึกด้อยค่าที่เก็บกดไว้ ขณะเดียวกัน เด็กที่เป็น “ผู้เห็นเหตุการณ์” หากไม่ได้รับการดูแล อาจเกิดภาวะเครียดเรื้อรัง (PTSD) หรือกลายเป็นผู้กระทำในอนาคตได้เช่นกัน

วงจรอันตรายนี้ยังอาจนำไปสู่พฤติกรรมเสี่ยงอื่น ๆ เช่น การใช้สารเสพติดตั้งแต่วัยเรียน ไม่ว่าจะเป็นกัญชา บุหรี่ไฟฟ้า หรือแอลกอฮอล์ ซึ่งเด็กจำนวนมากยอมรับว่าใช้เพื่อหนีจากความเครียด หรือระบายความเจ็บปวดภายในใจ

พญ.ปรานี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า อัตราการพบโรคจิตเวชในเด็กและวัยรุ่นไทยเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 5–10% ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเกิดจากจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น และอีกส่วนหนึ่งมาจากครอบครัวที่เริ่มเปิดใจและเข้าถึงการรักษาได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีเด็กอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

“ผู้ปกครองหรือครูไม่ควรรอให้เด็กป่วยรุนแรง หากเห็นพฤติกรรมเปลี่ยนไป เช่น ซึมเศร้า แยกตัว ไม่อยากเข้าสังคม หรือไม่พูดกับใคร ทั้งที่เคยเป็นเด็กสดใสร่าเริง ควรรีบพูดคุยและพาไปพบจิตแพทย์ เพราะการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ จะได้ผลดีที่สุด”

ทั้งนี้ การรักษาโรคทางจิตเวชในวัยรุ่นต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งครอบครัว โรงเรียน และทีมแพทย์ โดยบทบาทของครูและผู้ปกครองถือเป็น “ด่านหน้า” ในการสังเกตพฤติกรรมและให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ผู้ใหญ่ในระบบการศึกษาไม่ควรมอง “การกลั่นแกล้ง” ว่าเป็นแค่เรื่องหยอกล้อธรรมดา เพราะหลายครั้ง “ความรุนแรงไม่ได้อยู่ที่มือ แต่อยู่ในคำพูดและท่าทีที่ทำลายจิตใจของเด็ก”

พญ.ปรานี กล่าวทิ้งท้ายว่า “ผู้ปกครองและคุณครูควรสังเกตพฤติกรรมของเด็กอย่างใกล้ชิด หากเด็กมีอาการเงียบ ซึม ไม่สดใส แยกตัวออกจากเพื่อน อย่ามองว่าแค่ ‘นอยด์’ หรืออารมณ์แปรปรวนตามวัย เพราะสิ่งที่ผู้ใหญ่คิดว่าเล็ก อาจเป็นเรื่องใหญ่ในโลกของเด็ก จนถึงขั้นไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป” ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยจะต้องรับมือกับปัญหานี้อย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงเพื่อลดอัตราผู้ป่วยจิตเวชในวัยรุ่น แต่เพื่อปกป้อง “หัวใจเล็ก ๆ” ที่กำลังเติบโตภายใต้แรงกดดันมหาศาล

“สุขภาพจิตของเด็กก็เหมือนการสร้างตึก หากเราปล่อยให้รอยร้าวเล็ก ๆ เติบโตโดยไม่ดูแล วันหนึ่ง…ตึกทั้งหลังก็อาจพังทลายลง โดยที่เราไม่มีวันซ่อมกลับคืนได้อีก” และที่สำคัญ การ “บูลลี่” เพียงครั้งเดียว อาจกลายเป็น “แผลลึก” ที่ไม่มีวันจางหายไปจากใจของเขาไปตลอดชีวิต

สกสว. เปิดมุมมอง ปั้นซัพพลายใหม่การท่องเที่ยวไทยด้วย Big Data ยกระดับเมืองน่าเที่ยวด้วยงานวิจัยและความร่วมมือของทุกภาคส่วน

สกสว. เปิดมุมมอง ปั้นซัพพลายใหม่การท่องเที่ยวไทยด้วย Big Data  ยกระดับเมืองน่าเที่ยวด้วยงานวิจัยและความร่วมมือของทุกภาคส่วน

สกสว. เปิดมุมมอง ปั้นซัพพลายใหม่การท่องเที่ยวไทยด้วย Big Data ยกระดับเมืองน่าเที่ยวด้วยงานวิจัยและความร่วมมือของทุกภาคส่วน

วันศุกร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.18 น.

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) – หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ร่วมกับ ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการออกแบบเพื่อสังคม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. และ ทรู คอร์ปอเรชั่น จัดงาน “Routes to Roots Forum” เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2567 เพื่อเปิดมุมมองใหม่ของการออกแบบการท่องเที่ยวไทยผ่านการใช้ Big data เป็นเครื่องมือในการกำหนดนโยบายและวางแผนพัฒนาพื้นที่อย่างแม่นยำ ซึ่งเป็นผลงานวิจัยจากโครงการ “การกระตุ้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในเมืองรองผ่านการส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบคลัสเตอร์จากการวิเคราะห์ข้อมูลบันทึกการใช้บริการโทรศัพท์มือถือ” งบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.)

เอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านดิจิทัล และ (รักษาการ) หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลุ่มธุรกิจองค์กร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “Mobility Data เป็นกุญแจสำคัญในการวางยุทธศาสตร์ให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยก้าวข้ามความท้าทายที่เผชิญอยู่ พร้อมสร้างความยั่งยืนให้กับทั้งภาคการท่องเที่ยวและพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ข้อมูลนี้เปิดโอกาสให้เรายกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยวได้ในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นความคล่องตัวในการเดินทาง การบริหารจัดการความหนาแน่นของผู้คนในสถานที่ท่องเที่ยว หรือแม้แต่การนำเสนอประสบการณ์ เส้นทาง หรือแคมเปญการท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่สะท้อนเรื่องราวจากวิถีชีวิตของผู้คนในแต่ละท้องที่ นำไปสู่การสร้างโอกาส กระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการและชุมชนให้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น และสร้างความได้เปรียบใหม่ๆ ในการแข่งขันให้กับประเทศไทยบนเวทีโลก”

ศ.ดร.คมกฤต เล็กสกุล รองผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวเสริมถึงการขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศว่า “งานวิจัยที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเชิงลึกจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยชี้ให้เห็นว่า การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่อย่างเป็นระบบสามารถนำไปสู่มุมมองใหม่ในการกำหนดนโยบายที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณค่า ความยั่งยืน และการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง  ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘SRI for All’ ขับเคลื่อนฉากทัศน์ใหม่ของ สกสว. เพื่อพลิกโฉมประเทศสู่อนาคต”

ภายในงาน ผศ.สรายุทธ ทรัพย์สุขและผศ.ดร.ณัฐพงศ์ พันธ์น้อย คณะผู้วิจัยจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำเสนอความสำคัญของการพัฒนาการท่องเที่ยว โดยมองว่าวิกฤตโควิด 19 ทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยจากที่เคยเป็นผู้นำ กลับสามารถฟื้นตัวได้ช้ากว่าหลายประเทศ จึงต้องปั้น ‘ซัพพลาย’ ใหม่ ผ่านการดึงศักยภาพจาก 55 เมืองน่าเที่ยว (เมืองรอง) เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ทั้งยังเป็นการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวจากที่เคยกระจุกตัวในเมืองหลักไปยังเมืองน่าเที่ยวมากขึ้น กลยุทธ์การท่องเที่ยวแบบคลัสเตอร์ที่เน้นเชื่อมโยงการเดินทางและการสร้างเรื่องราวร่วมของแหล่งท่องเที่ยวจึงเป็นกลยุทธ์ที่ถูกนำมาใช้ และด้วยศักยภาพของการวิเคราะห์ข้อมูลการใช้โทรศัพท์มือถือ (Mobiltiy Data) ทำให้ทำบ่งชี้เครือข่ายการเดินทางของนักท่องเที่ยว ได้ผลลัพธ์เป็นคลัสเตอร์การท่องเที่ยวที่มีจังหวัดเมืองน่าเที่ยวเป็นสมาชิกจำนวน 21 คลัสเตอร์ โดยทำการคัดเลือกคลัสเตอร์ที่มีศักยภาพผ่านตัวชี้วัดทั้งด้านจำนวนและรายได้จากการท่องเที่ยว ระยะเวลาพำนักและระยะเวลาเยี่ยมเยือนเฉลี่ย รวมทั้งปริมาณการเดินทางภายในกลุ่มจังหวัด ทำให้ได้คลัสเตอร์ที่มีศักยภาพที่สุดของแต่ละภาค ได้แก่ ภาคเหนือ: กลุ่มจังหวัดเชียงใหม่-ลำปาง-ลำพูน ภาคกลาง: กลุ่มจังหวัดสุพรรณบุรี-ชัยนาท-อุทัยธานี  ภาคอีสาน: บุรีรัมย์-สุรินทร์-ศรีสะเกษ ภาคตะวันออก: จันทบุรี-ตราด ภาคตะวันตก: เพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์-สมุทรสาคร-สมุทรสงคราม ภาคใต้: นครศรีธรรมราช-พัทลุง

สมศ. ร่วมถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

สมศ. ร่วมถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

สมศ. ร่วมถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วันศุกร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.23 น.

สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ : สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา หรือ สมศ. โดย ศาสตราจารย์ ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ ร่วมบันทึกเทปโทรทัศน์ถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย

50 ปีความสัมพันธ์จีน-ไทย การท่องเที่ยวเฉิงตู จัดงานสานต่อรากเหง้าทางวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมผลักดันโครงการท่องเที่ยวฉงโจว

50 ปีความสัมพันธ์จีน-ไทย  การท่องเที่ยวเฉิงตู จัดงานสานต่อรากเหง้าทางวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมผลักดันโครงการท่องเที่ยวฉงโจว

50 ปีความสัมพันธ์จีน-ไทย การท่องเที่ยวเฉิงตู จัดงานสานต่อรากเหง้าทางวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมผลักดันโครงการท่องเที่ยวฉงโจว

วันศุกร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.45 น.

ใต้เงาจันทร์ยามราตรี เสียงดนตรีแปลกใหม่กังวานในเมืองโบราณเจี้ยจื่อ  จัตุรัสแปะก๊วยต้อนรับนักเต้นจากแดนไกล ศิลปินนักเต้นไทยและนักร้องสองแผ่นดิน  ร่วมแสดงโชว์ระบำพื้นเมืองและเพลงไทยต่อนักท่องเที่ยว นำเสนอบทสัมพันธ์แห่งมรดกวัฒนธรรมจีน-ไทยในรูปแบบที่ไม่เหมือนใคร  

ในโอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตจีน-ไทย  ส่งเสริมความร่วมมือรัฐ-เอกชน และสานต่อรากเหง้าทางวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมร่วมระหว่างเฉิงตูกับไทย ผลักดันโครงการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม-ธุรกิจ  โดยจัดกิจกรรม “ไทยรักเฉิงตู” การประชุมส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม-ธุรกิจไทย ระหว่างวันที่ 17-19 กรกฎาคม ณ ฉงโจว เฉิงตู  ภายใต้การกำกับของสำนักงานประชาสัมพันธ์รัฐบาลนครเฉิงตู  และ主办โดยรัฐบาลเมืองฉงโจว  

สำหรับบรรยากาศภายในงานยังจัดให้การแสดงโขนไทยพบกับการเปลี่ยนหน้ากาก  เป็นการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมมรดกภูมิปัญญา ณ จัตุรัสแลนด์มาร์ก เมืองโบราณเจี้ยจื่อ การแสดงปฏิสัมพันธ์มรดกวัฒนธรรมจีน-ไทยเริ่มต้นด้วยระบำพื้นเมืองไทย “รำสวัสดี”  ศิลปินโขนสวมมงกุฎทองและหน้ากากสัตว์วิจิตร นำเสนอเรื่องราวคลาสสิก “พระรามไล่กวางทอง”  ดนตรีประสานจังหวะการเต้นเอกลักษณ์ไทย ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้หยุดชม  ขณะที่ หยู ซื่อ หยวน นักร้องชื่อดังของจีน และแคนนอน นักร้องรุ่นใหม่ของไทย  ร้องเพลงคลาสสิกอย่าง “เฉิงตู” เป็นภาษาจีน-ไทยสลับกัน  เปลี่ยนบรรยากาศให้เหมือนคอนเสิร์ตสด  รวมถึงการแสดงหุ่นกระบอกเปลี่ยนหน้ากากฉือว์จวี่เป็นไฮไลต์สุดท้าย 

ทั้งนี้ คุณจาง นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวในงานให้สัมภาษณ์ว่า “ไม่คิดว่าจะได้เห็นการแสดงโขนไทยที่เมืองโบราณเจี้ยจื่อ  รู้สึกแปลกใหม่มาก”  ส่วนราตดา นักสร้างคอนเทนต์ดังบน TikTok ไทยเผยว่า  “เคยได้ยินเรื่องศิลปะเปลี่ยนหน้ากากเสฉวนทางทีวีและคลิปสั้น วันนี้ได้เห็นการแสดงจริงครั้งแรก น่าทึ่งจนรอไม่ไหวที่จะเที่ยวฉงโจวและเฉิงตูในสองวันข้างหน้า”  

สำหรับวันที่ 18 กรกฎาคม ได้มีการจัดงานสัมมนาทางวัฒนธรรม การค้า การท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และการค้าระหว่างจีน-ไทย ภายใต้หัวข้อการแลกเปลี่ยนด้านการท่องเที่ยวและธุรกิจระหว่างเมืองเฉิงตูและประเทศไทย ณ วิทยาลัยซีหยุน ในเขตเมืองโบราณเจียจื่อ เมืองฉงโจว  เพื่อแลกเปลี่ยนการท่องเที่ยวและวิสาหกิจระหว่างเฉิงตูกับไทย  โดยมีผู้เข้าร่วมประกอบด้วย อาทิสมาคมผู้ประกอบการอาเซียนแห่งประเทศไทย, สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย , ตัวแทนหน่วยงานฉงโจว: กรมโฆษณาการ, คณะกรรมการบริหารเขตพักผ่อนเชิงสุขภาพเมืองโบราณเจี๋ยจึ, สำนักงานต่างประเทศ, สำนักงานส่งเสริมการลงทุน, สำนักงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว, สำนักงานพาณิชย์ และ ผู้แทนวิสาหกิจจีน-ไทย  

นางโคทิ ประธานสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย ระบุว่า  “เฉิงตูเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของคนไทย  โดยเฉพาะแพนด้า หม้อไฟ ที่มีชื่อเสียงมาก  นอกจากนี้ยังมีสถานที่เฉพาะตัวเช่นเมืองโบราณเจี้ยจื่อ  
ที่คนไทยยังไม่รู้จักมากพอ  สมาคมจะร่วมกับบริษัททัวร์ไทยและเฉิงตู  จึงพัฒนาโปรแกรมท่องเที่ยวชานเมืองและชนบท  เพื่อให้คนไทยได้สัมผัสเฉิงตูในมิติใหม่”  

ดร. บัญญา บุญญา ประธานสมาคมผู้ประกอบการอาเซียน กล่าวว่า  “สภาพแวดล้อมธุรกิจที่ดีของเฉิงตูดึงดูดบริษัทไทยอย่าง CP  ความร่วมมือด้านเกษตร อาหาร และโลจิสติกส์  เป็นแบบอย่างให้เอสเอ็มอีไทย  ผมจะนำนโยบายส่งเสริมจากเฉิงตูและฉงโจวกลับไปเผยแพร่  พร้อมสนับสนุนให้บริษัทไทยมาเปิดสาขาที่นี่”  

สำหรับความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมยังได้เปิดเส้นทางความร่วมมืออุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ ฉงโจวในฐานะโซนต้นแบบการพัฒนาอย่างยั่งยืนของเฟอร์นิเจอร์เสฉวน  มีฐานการผลิตเฟอร์นิเจอร์อันดับ 6 ของจีน  โดยนายรุ่งยศ เลิศคุณวาณิช ผู้จัดการ DD เฟอร์นิเจอร์อัจฉริยะไทย  กล่าวว่า “เฟอร์นิเจอร์ฉงโจวมีเอกลักษณ์เฉพาะชิ้นงานที่ผสมผสานองค์ประกอบจีนและเสฉวน  ซึ่งหาไม่ได้ในไทย ลูกค้าจำนวนหนึ่งคงสนใจแน่นอน” ขณะที่นางสาวสุธิดา เชื้อลิ้นฟ้า ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด Titanwa Trading  เสริมว่า “บริษัทฉงโจวมีประสบการณ์ส่งออกดีมาก  ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ผลิตไทยในการเลือกสินค้า  เราจะเจรจาธุรกิจกับบริษัทที่เกี่ยวข้องต่อไป”  

อย่างไรก็ตาม กิจกรรมครั้งนี้ นับเป็นส่วนต่อขยายของโครงการ “สวัสดีเฉิงตู ห้องรับแขกแพนด้า”  ที่จัดเมื่อเดือนเมษายนในกรุงเทพฯ  ซึ่งมุ่งสร้างแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ  ผ่านร้านค้าในเครือบริษัทเฉิงตูทั่วโลก  

เพื่อสัมผัสเสน่ห์วัฒนธรรมเฉิงตู ดึงดูดนักท่องเที่ยวไทยเพิ่มเติม ส่งเสริมการบูรณาการวัฒนธรรม-ธุรกิจ-การท่องเที่ยวอย่างลึกซึ้งจึงเร่งสร้างเฉิงตูให้เป็นมหานครการท่องเที่ยวระดับโลก  และศูนย์กลางการบริโภคระหว่างประเทศอย่างเต็มภาคภูมิ

แบรนด์ SIRIVANNAVARI ร่วมกับ ICONCRAFT รังสรรค์คอลเลคชั่นกระเป๋าผ้าไหมไทยประจำปี “S’CRAFT: Craftsmanship 2025”

แบรนด์ SIRIVANNAVARI ร่วมกับ ICONCRAFT รังสรรค์คอลเลคชั่นกระเป๋าผ้าไหมไทยประจำปี “S’CRAFT: Craftsmanship 2025”

แบรนด์ SIRIVANNAVARI ร่วมกับ ICONCRAFT รังสรรค์คอลเลคชั่นกระเป๋าผ้าไหมไทยประจำปี “S’CRAFT: Craftsmanship 2025”

วันศุกร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.38 น.

แบรนด์ SIRIVANNAVARI ร่วมกับ ICONCRAFT (ไอคอนคราฟต์) พื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ แหล่งรวมงานคราฟต์สร้างสรรค์จากช่างฝีมือไทยที่ใหญ่ที่สุด กลับมาสร้างปรากฏการณ์ความงามร่วมสมัยผ่านผืนผ้าไทยอีกครั้ง ในคอลเลกชันกระเป๋าผ้าไหมไทยสุดเอ็กซ์คลูซีฟประจำปี “S’CRAFT: Craftsmanship 2025” นำเสนออัตลักษณ์อันโดดเด่นของผืนผ้าจากสี่ภูมิภาคของไทย ผสานความวิจิตรของงานปักสุดประณีตในธีม “Royal Weave” พร้อมเผยโฉมผลงานสุดพิเศษแบบ One-of-a-Kind จำนวน 88 ใบในโลก เป็นครั้งแรกในงาน “S’CRAFT THAI TEXTILE TREASURES: FOUR REGIONS, TIMELESS LEGACY CRAFTSMANSHIP 2025” ผ่านแฟชั่นโชว์จากนางแบบมืออาชีพแถวหน้าของวงการ ให้ชมก่อนใครในวันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม 2568 ณ สุราลัย ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม ก่อนวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4-5 ไอคอนสยาม 

นับเป็นธรรมเนียมต่อเนื่องประจำทุกปีที่แบรนด์ SIRIVANNAVARI และICONCRAFT  จะร่วมกันสร้างสรรค์ “S’CRAFT” คอลเลกชันกระเป๋าผ้าไหมไทย โดยเป็นส่วนหนึ่งในแคมเปญ THAI TEXTILE HEROES ของไอคอนคราฟต์ ที่มุ่งยกระดับผ้าไทย งานหัตถกรรม รวมถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่สากล เพื่อสะท้อนพระราชปณิธานของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา องค์ครีเอทีฟไดเรกเตอร์แบรนด์ SIRIVANNAVARI ที่ทรงมุ่งมั่นสืบสานพระราชกรณียกิจของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการสนับสนุนผ้าไทยบนพื้นฐานของภูมิปัญญาท้องถิ่นและฝีมือชั้นครูอย่างแท้จริง ด้วยพระปรีชาสามารถ ล่าสุดองค์การยูเนสโกซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ได้ถวายประกาศเชิดชูพระเกียรติ และเหรียญสดุดีพระกรณียกิจ ด้านการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรม และการส่งเสริมงานวิจิตรศิลป์ รวมทั้งการขับเคลื่อนวัฒนธรรม ตลอดจนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในประเทศไทย แด่องค์ดีไซเนอร์เพื่อยกย่องในพระอัจฉริยภาพด้านการส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยทรงเป็นคนไทยพระองค์แรกที่ทรงได้รับการถวายพระเกียรติคุณในด้านนี้

การกลับมาครั้งนี้ของ “S’CRAFT: Craftsmanship 2025” จึงมีความพิเศษเป็นอย่างยิ่ง สำหรับปีนี้เน้นออกแบบกระเป๋าผ้าไทยด้วยงานดีไซน์ร่วมสมัย สร้างสรรค์ทุกใบอย่างละเมียดละไมให้เป็นดั่งงานศิลปะอันทรงคุณค่าและมีเพียงหนึ่งเดียวในโลก ภายใต้ธีม “Royal Weave” ผสานความงามของผ้าไทยสี่ภาค เหนือ อีสาน กลาง และใต้ เข้ากับงานปักชั้นสูงอันประณีตจาก SIRIVANNAVARI Atelier & Academy โดยคัดสรรลวดลายและเทคนิคเฉพาะในการทอผ้าของแต่ละภูมิภาคมารังสรรค์ใหม่ให้เป็นผลงานร่วมสมัยที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ท้องถิ่นไว้ครบถ้วน เพิ่มคุณค่าด้วยลายปักที่นำสัญลักษณ์ หรือวัสดุท้องถิ่นประจำภาคมาออกแบบสร้างลวดลายอันวิจิตร สะท้อนแนวคิดร่วมสมัยที่ยังคงรักษารากเหง้าของความเป็นไทยไว้อย่างสมบูรณ์

เริ่มจาก ภาคเหนือ ที่เลือกสรรผ้าทอใยธรรมชาติซึ่งแฝงมนตร์เสน่ห์แห่งชนเผ่าจากจังหวัดต่าง ๆ รวมถึงโครงการหลวงในภาคเหนือ ผสมผสานเข้ากับงานปักที่ใช้วัสดุธรรมชาติอย่างลูกเดือยโทนสีขาวครีม ร้อยเรียงกับคริสตัลและลูกปัด สอดรับกับลายผ้าทอจากชุมชนและชนเผ่า ส่วน ภาคกลาง เลือกใช้ผ้าทอหลากลวดลายที่ได้แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมและงานศิลปหัตถกรรมไทย มาเสริมความโดดเด่นด้วยงานปักที่บ่งบอกความเป็นไทยร่วมสมัย ผ่านดิ้นเลื่อมโลหะที่ใช้ปักประดับบนสิ่งทอชั้นสูงมานานนับพันปี ผสมผสานกับลูกปัด คริสตัลดอกไม้ และแท่งแก้วเพื่อถ่ายทอดความรุ่มรวยทางวัฒนธรรม สำหรับ ภาคอีสาน เลือกใช้ผ้าไหมมัดหมี่ที่มีผิวสัมผัสและลวดลายสีสันสวยงาม แต่งแต้มด้วยคริสตัลสี แท่งแก้ว และลูกปัดแก้ว ที่ปักประดับให้กลมกลืนไปกับสีสันและลวดลายเรขาคณิตของผ้าไหมมัดหมี่ ด้าน ภาคใต้ เลือกนำศิลปะผ้าบาติกที่หลอมรวมงานหัตถศิลป์และเทคนิคการย้อมสีที่ไม่เหมือนใคร จากช่างฝีมือท้องถิ่น มาปักลวดลายสามมิติเสมือนจริงด้วยวัสดุธรรมชาติอย่างไข่มุก เปลือกหอย คริสตัล และลูกปัดแก้ว ร้อยเรียงไปกับลายบาติกอันงดงาม ทำให้จินตนาการถึงทิวทัศน์ของฟองคลื่นบนหาดทราย แนวปะการังอันอุดมสมบูรณ์ 

โดยผืนผ้าจากแต่ละภาคถูกนำมารังสรรค์เป็นกระเป๋าหลากรูปทรง ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่และคนรักแฟชั่น รวมสี่ภาค 88 ใบ ทั้ง “S’Signature Pouch” กระเป๋าทรงถุงผ้าพร้อมสายคล้องสั้นอันเป็นเอกลักษณ์ “บุษบง” (Busabong Bag) กระเป๋าทรงขนมจีบที่โดดเด่นด้วยงานจับสม๊อคอันประณีต “บุปผา” (Bupa Wristlet) กระเป๋าคล้องข้อมือสไตล์ญี่ปุ่น “บุษบา” (Busaba Clutch) กระเป๋าคลัตช์ยาวที่เหมาะกับชุดราตรี และ “ราชพฤกษ์” (Rachapruek Bag) กระเป๋าถือทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าพร้อมหูจับ ขนาดกระทัดรัด โดยทุกใบตกแต่งด้วยโลโก้และสัญลักษณ์นกยูงแห่งแบรนด์ SIRIVANNAVARI อีกทั้งยังมีความงามและความพิเศษเฉพาะตัว จนนับได้ว่าเป็น One-of-a-Kind ที่ควรค่าแก่การสะสม

นอกจากนี้ “S’CRAFT: Craftsmanship 2025” ยังมีไฮไลต์พิเศษเป็น “Luxe de Siam Exclusive Edit Clutch” กระเป๋าคลัตช์ที่ตกแต่งด้วยสัญลักษณ์นกยูงรำแพนสง่างามบนผืนผ้าทออันงดงามจับใจ สุดยอดผลงานจากฝีมือ อาจารย์มีชัย แต้สุจริยา ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ผู้พัฒนาลวดลายอันเลื่องชื่ออย่างผ้ากาบบัว ซิ่นมุกจกดาว และก่อตั้งพิพิธภัณฑ์บ้านคำปุน ในจังหวัดอุบลราชธานี  และอาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย ครูศิลป์ของแผ่นดิน ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นบรมครูผ้าไหมไทย ผู้ก่อตั้งแบรนด์ “จันทร์โสมา” จากกลุ่มทอผ้ายกทองหมู่บ้านท่าสว่าง จังหวัดสุรินทร์  ซึ่งรังสรรค์ให้คนรักผ้าไทยได้ครอบครองเพียง 2 ใบเท่านั้น

และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองให้กับความร่วมมือในการยกระดับศิลปะหัตถกรรมไทยผ่านคอลเลกชันนี้ แบรนด์ SIRIVANNAVARI ได้ร่วมกับ ICONCRAFT จัดงาน “S’CRAFT THAI TEXTILE TREASURES: FOUR REGIONS, TIMELESS LEGACY CRAFTSMANSHIP 2025”  เผยโฉมกระเป๋าผ่านแฟชั่นโชว์ครั้งพิเศษ เชิญเหล่านางแบบกิตติมศักดิ์มาร่วมเผยโฉมกระเป๋าในคอลเลกชัน “S’CRAFT:Craftsmanship 2025” เป็นครั้งแรกในวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ณ สุราลัย ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม พร้อมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ณ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4-5 ไอคอนสยาม  

นอกจากนี้  เพื่อถ่ายทอดพระอัจฉริยด้านงานศิลปะและการออกแบบของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เชิญชมนิทรรศการที่ถ่ายทอดเรื่องราวของกระเป๋า 88 ใบ ในคอลเลกชันพิเศษที่ถักทอขึ้นจากผ้าไทย 4 ภูมิภาค ภายใต้แรงบันดาลใจจากพระอัจฉริยภาพด้านศิลปะและงานออกแบบของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา หลอมรวมภูมิปัญญาไทยกับการออกแบบร่วมสมัยสู่ผลงานที่เปี่ยมด้วยรสนิยมและคุณค่าในระดับสากล


พร้อมชมผลงานหัตถศิลป์งานปักชั้นสูงแห่งแบรนด์ SIRIVANNAVARI ภายใต้การดูแลของ SIRIVANNAVARI Atelier & Academy ถ่ายทอดความประณีตอันทรงคุณค่าผ่านเทคนิคงานปักชั้นสูงและลวดลายงดงามซึ่งสะท้อนพระอัจฉริยภาพด้านศิลปะและการออกแบบอย่างลึกซึ้ง ได้ตั้งแต่วันที่ 1 – 31 สิงหาคม 2568 ณ ICONCRAFT Globe  ชั้น 4 ไอคอนสยาม 

“S’CRAFT:Craftsmanship 2025” ไม่เพียงเป็นคอลเลกชันกระเป๋าประจำปี แต่ยังเป็นการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่งานออกแบบระดับโลก เพื่อส่งต่อคุณค่าแห่งหัตถศิลป์ไทยผ่านเวทีที่ยิ่งใหญ่ระดับประเทศ ให้ทุกคนได้สัมผัสความงดงามของผ้าไทยผ่านมุมมองใหม่ที่ร่วมสมัยและมีความเป็นสากล คนรักผ้าไทยร่วมชื่นชมและเลือกซื้อกระเป๋าผ้าไหมไทยในคอลเลกชัน “S’CRAFT:Craftsmanship 2025” ได้ที่ ไอคอนคราฟต์ ชั้น 4-5 ไอคอนสยาม ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป ติดตามความเคลื่อนไหวและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: ICONCRAFT

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเป็นองค์ประธาน งาน Thai SELECT NIGHT ในนครนิวยอร์ก

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเป็นองค์ประธาน งาน Thai SELECT NIGHT ในนครนิวยอร์ก

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเป็นองค์ประธาน งาน Thai SELECT NIGHT ในนครนิวยอร์ก

วันศุกร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 12.56 น.

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ จัดงาน “Thai SELECT NIGHT” ณ ห้อง Grand Salon โรงแรม JW Marriott Essex House นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยได้รับพระกรุณาธิคุณจาก ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเป็นองค์ประธานในงาน

งานนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “The Refinement of Thai Delicacies – วิจิตรแห่งรสไทย เจิดจรัสไกลสู่สากล” เพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์ความเป็นไทยสู่สากลผ่านอาหารไทยที่สะท้อนถึงความประณีตในรสชาติและศิลปะการปรุงอาหาร ซึ่งได้ถ่ายทอดปรัชญาและภูมิปัญญาของคนไทยที่สืบทอดมาอย่างยาวนานผสมผสานระหว่างรสชาติ เนื้อสัมผัส และวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น

ในการนี้ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงมีพระดำรัสกล่าวเปิดงาน และต้อนรับแขกผู้มีเกียรติซึ่งประกอบด้วย ผู้นำเข้า คู่ค้าสำคัญของไทยในอุตสาหกรรมต่าง ๆ อาทิ อาหาร อัญมณี เฟอร์นิเจอร์ รวมถึงสื่อมวลชนอินฟลูเอนเซอร์ และองค์กรด้านการค้าในนิวยอร์ก ที่มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ครั้งสำคัญ เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา ผ่าน soft power ด้านอาหารไทย

ด้านนายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า “สำหรับประเทศไทย อาหารไทยไม่ได้เป็นเพียงมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่า หากแต่เปรียบเสมือนเป็นสื่อกลางที่เชื่อมโยงเอกลักษณ์ความเป็นไทยสู่โลก กระทรวงพาณิชย์ จึงได้ส่งเสริมโครงการ Thai SELECT เพื่อเผยแพร่ร้านอาหารไทยและผลิตภัณฑ์อาหารไทยตามมาตรฐานไทยแท้ไปทั่วโลก พร้อมขับเคลื่อนพลัง Soft Power  และเสริมสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจไทย เพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยในเวทีโลก”

งาน Thai SELECT NIGHT ครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการบอกเล่าเรื่องราวการเดินทางผ่านประสบการณ์ทางวัฒนธรรม ที่ผสานดนตรี การแสดง และการปรุงอาหารเข้าด้วยกัน ถ่ายทอดเรื่องราวของอาหารไทยในมิติใหม่ให้ชาวต่างชาติได้สัมผัสอย่างลึกซึ้ง

โดยหนึ่งในไฮไลท์ของงานคือการนำเสนอ “Thai Pairing Formula” ซึ่งเป็นแนวคิดการสร้างสรรค์ซอสและเครื่องเคียงอาหารไทยที่ออกแบบมาเพื่อจับคู่กับอาหารจานหลักแบบนานาชาติ นำเสนอความลงตัวของรสชาติไทยกับอาหารโลกในแบบที่ร่วมสมัยและเป็นสากล โดยเชฟ ตุ๊กตา-สุพัตรา สารสิทธิ์ จาก The Next Iron Chef และเชฟสตังค์-วสุรัตน์ แก้ววิชิต จาก MasterChef Thailand นอกจากนี้ยังมีเชฟจากร้านอาหารไทยชื่อดังในนครนิวยอร์กที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ได้แก่ เชฟ Nate Limwong จากร้าน Chalong Restaurant ผู้สร้างสรรค์เมนูเปิดงานสุดละมุน “The Mist of Siam” ซึ่งเป็นยำส้มโอ ปลาหิมะรมควัน ย่างน้ำปลาหวาน ที่จะเปิดประสาทสัมผัสของผู้ร่วมงานด้วยรสชาติไทยแท้ที่อ่อนโยนและลงตัว และเชฟ Joel Watthanawongwat จากร้าน Soothr Restaurant นำเสนอเมนูของหวาน “Dancing Under The Full Moon” ขนมครก เสิร์ฟคู่กับคอมโพตมะม่วงลิ้นจี่และเจลมะม่วง ปิดท้ายค่ำคืนด้วยความประทับใจในรสชาติอันสดชื่น หวานละมุน และสร้างสรรค์

ภายในงานยังได้เชิญ ศิลปินไทยรุ่นใหม่ชื่อดังอย่าง “มิว–ศุภศิษฏ์ จงชีวีวัฒน์” “ตุลย์–ภากร ธนศรีวนิชชัย” และ “เฟรม-
ฤทธิ์ชนนท์ ศรีประสิทธิ์เดชา” 
มาร่วมแสดงดนตรีถ่ายทอดเสน่ห์วัฒนธรรมไทยในมุมมองร่วมสมัย สร้างปรากฏการณ์ soft power ไทยบนเวทีระดับสากล เพื่อสร้างประสบการณ์ให้มื้ออาหารในค่ำคืนนี้เป็นทั้งความอิ่มเอมในรสชาติและอบอวลด้วยศิลปะและวัฒนธรรมผ่านอาหารไทย ตอกย้ำภารกิจของ Thai SELECT ในการส่งเสริมอาหารไทยแท้และคุณภาพระดับโลกสู่สากล

โครงการ Thai SELECT เป็นตราสัญลักษณ์ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ มอบให้กับร้านอาหารและผลิตภัณฑ์อาหารไทยที่ผ่านการรับรองมาตรฐานความอร่อยและความเป็นต้นตำรับ ซึ่งจะช่วยยกระดับอาหารไทยให้เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการส่งออกอย่างยั่งยืน

กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จไปพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ประจำปี 2567

กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี  เสด็จไปพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ประจำปี 2567

กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จไปพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ประจำปี 2567

วันศุกร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 07.00 น.

ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ประจำปี 2567 ให้กับ ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์เดนนิส เจ. สเลมอน (Dennis J. Slamon, MD)  ผู้บุกเบิกการรักษามะเร็งโดยใช้ชีววัตถุ และทรงเปิดการประชุมวิชาการ “ Thailand Against Cancer as One ” ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น

การนี้ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน ประธานกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ในพระอุปถัมภ์ฯ และรักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์, รองศาสตราจารย์ ดร.ทัศนา บุญทอง เลขาธิการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ในพระอุปถัมภ์ฯ, ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงยุวเรศมคฐ์ สิทธิชาญบัญชา รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์และรักษาการคณบดีคณะเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุขภาพ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ , ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงสฤกพรรณ วิไลลักษณ์ ประธานคณะกรรมการสรรหาและกลั่นกรองมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ในพระอุปถัมภ์ฯ พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ในพระอุปถัมภ์ฯ และผู้บริหารราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เฝ้ารับเสด็จ

โอกาสนี้ พระราชทานพระวโรกาสให้เลขาธิการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ในพระอุปถัมภ์ฯ เข้าเฝ้าถวายสูจิบัตร และประธานกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ในพระอุปถัมภ์ฯ กล่าวประกาศสดุดีเกียรติคุณและกราบทูลเบิกผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ประจำปี 2567  ซึ่งได้แก่ ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์เดนนิส เจ. สเลมอน (Dennis J. Slamon, MD) อายุรแพทย์โรคมะเร็งชาวอเมริกัน เข้าเฝ้ารับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ จากนั้น ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้า ฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงมีพระดำรัสเปิดการประชุมวิชาการรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ครั้งที่ ๒ เรื่อง “Thailand against Cancer as One” และทรงรับฟังการแสดงปาฐกถาพิเศษของ ศาสตราจารย์ นายแพทย์เดนนิส สเลมอน เรื่อง “Identification & Validation of Novel Targets in Oncology: From HER2 to the CDK–4/6 Kinases. Biologic and Therapeutic Implication”

สำหรับ ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์เดนนิส เจ. สเลมอน (Dennis J. Slamon, MD) ผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ประจำปี 2567  ซึ่งนับเป็นบุคคลที่สองตั้งแต่มีการจัดตั้งมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ฯ ขึ้นมา  เป็นอายุรแพทย์โรคมะเร็งชาวอเมริกัน ซึ่งมีผลงานด้านมะเร็งวิทยาเป็นที่ประจักษ์ โดยเป็นผู้ค้นพบยีน Human Epidermal Growth Factor Receptor 2 (HER2) ซึ่งนำไปสู่การพัฒ นายาชีววัตถุ ทราสทูซูแมบ (Trastuzumab) ซึ่งเป็นยารักษาแบบโมเลกุลมุ่งเป้าที่ปฏิวัติวงการรักษาโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งเต้านมชนิด HER2-positive ทำให้ช่วยชีวิตผู้หญิงนับล้านคนทั่วโลก การค้นพบครั้งนี้นับว่าเป็นจุดเปลี่ยนของแนวทางการรักษาโรคมะเร็ง และเป็นจุดเริ่มต้นของยุคการแพทย์แบบเฉพาะบุคคล และ การแพทย์แม่นยำ

ปัจจุบัน ในวัย 77 ปี ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์เดนนิส เจ. สเลมอน ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยทางคลินิกและการถ่ายทอดจากห้องปฏิบัติการ ตลอดจนเป็นผู้อำนวยการโครงการวิจัยมะเร็งสตรี Revlon/UCLA ที่ศูนย์มะเร็ง Jonsson Comprehensive Cancer Center รวมถึงดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านอายุรศาสตร์ หัวหน้าภาควิชาโลหิตวิทยา/มะเร็งวิทยา และรองคณบดีฝ่ายวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยแห่งรัฐแคลิฟอเนียร์ เมืองลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา (The University of California, Los Angeles, USA)นอกจากนี้ ยังเป็นผู้อำนวยการคณะกรรมการที่ปรึกษาทางการแพทย์ของ National Colorectal Cancer Research Alliance โดยยังคงทำการวิจัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของยาและค้นหาตัวยาใหม่เพื่อรักษามะเร็งชนิดอื่นๆ ด้วย

ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ เดนนิส เจ. สเลมอน นับเป็นผู้บุกเบิกการรักษามะเร็งโดยใช้ชีววัตถุ การค้นพบยา Trastuzumab เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้ป่วยมะเร็งเต้านมชนิด HER2-positive นับถึงปัจจุบัน ผู้ป่วยมะเร็งนับล้านคนทั่วโลกได้รับประโยชน์และรอดชีวิตจากการรักษาด้วยยาที่ค้นพบ นับว่าได้ทำคุณประโยชน์อย่างยิ่งต่อมวลมนุษยชาติ

อนึ่ง “รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ Princess Chulabhorn Award” เป็นรางวัลระดับนานาชาติที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติและเผยแพร่พระเกียรติคุณ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประชาชนชาวไทยโดยเฉพาะด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อการป้องกัน ควบคุมโรคมะเร็ง และการดูแลรักษาผู้ป่วยมะเร็ง นอกจากทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์แล้ว ได้ทรงตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการดูแลรักษาผู้ป่วยมะเร็ง ทรงก่อตั้งโรงพยาบาลจุฬาภรณ์เพื่อเป็นโรงพยาบาลสำหรับผู้ป่วยมะเร็งขึ้นเป็นการเฉพาะ เปิดบริการแก่ประชาชนทั่วไปตั้งแต่วันที่ ๒๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีความเจริญก้าวหน้าและมีชื่อเสียงเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ทรงอุทิศพระวรกายในการปฏิบัติพระกรณียกิจนานัปการเพื่อการพัฒนาค้นคว้าวิจัย พัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ ตลอดจนการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาประยุกต์ใช้และยกระดับการรักษาโรคมะเร็งในประเทศไทยให้ได้มาตรฐานสากลทัดเทียมนานาประเทศ สภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จึงเห็นควรเสนอจัดให้มีรางวัลระดับนานาชาติขึ้นเพื่อพิจารณาให้แก่ผู้มีผลงานดีเด่น เป็นที่ประจักษ์ด้านการป้องกัน ควบคุม และหรือการดูแลรักษาโรคมะเร็ง อันก่อให้เกิดผลดีและเป็นประโยชน์แก่มนุษยชาติ โดยมีการกำหนดขอบเขตของรางวัล ขั้นตอน วิธีการ และแนวปฏิบัติในการพิจารณาให้รางวัล และเพื่อให้รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ (Princess Chulabhorn Award) สามารถดำเนินการได้อย่างถาวรมีความมั่นคงและเป็นระบบในระยะยาว