‘บ้านนอกเข้ากรุง’ ร้านในเครือนารากรุ๊ป โชว์เสน่ห์อาหารไทยในงาน Thai SELECT ที่มอสโก

‘บ้านนอกเข้ากรุง’ ร้านในเครือนารากรุ๊ป โชว์เสน่ห์อาหารไทยในงาน Thai SELECT ที่มอสโก

‘บ้านนอกเข้ากรุง’ ร้านในเครือนารากรุ๊ป โชว์เสน่ห์อาหารไทยในงาน Thai SELECT ที่มอสโก

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.16 น.

บินไปสร้างความฮือฮากับเมนูอาหารไทยอีสานสไตล์โคราช ให้กับชาวรัสเซียลิ้มลองเป็นที่เรียบร้อย สำหรับ “บ้านนอกเข้ากรุง” ร้านอาหารน้องใหม่ในเครือนารากรุ๊ป ที่ได้มิชลินไกด์ 2 ปีซ้อน ยกครัวไทยบินไปเสิร์ฟเมนูจานเด็ดที่กรุงมอสโกโดยได้รับเลือกจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมอสโก สหพันธรัฐรัสเซีย ให้เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมอาหารไทยภายใต้ Thai SELECT โครงการของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นตัวแทนประเทศไทยไปทำอาหารในงาน Baannok Bangkok-Black Thai Exclusive Authentic Dinner ในช่วงปลายเดือนเมษายน 2568 ที่ร้านอาหารBlack Thai ร้านอาหารชั้นนำในเครือ Rappoport Group ณ โรงแรมRadisson Collection ใจกลางกรุงMoscow

ออท. ศศิวัฒน์ ว่องสินสวัสดิ์ และภริยา กับผู้บริหารนารากรุ๊ป และสุดเขต บริบูรณ์ศรี

(ซ้าย) สิริโสภา จุลเสวก, ภูมิพันธ์-นอ.พิเศษหญิง วิบูลรัตน์ เอี่ยมปรเมศวร์ และ นราวดี ศรีกาญจนา

ในวันเปิดงานได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ ศศิวัฒน์ ว่องสินสวัสดิ์ เอกอัครราชทูตไทยประจำสหพันธรัฐรัสเซีย พร้อมด้วยภริยา ร่วมงานและกล่าวเปิดงาน ร่วมด้วย สุดเขต บริบูรณ์ศรี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมอสโก  และ Mr. Alexander Rappoport ผู้ก่อตั้งRappoport Group ร่วมเป็นเจ้าภาพ โดยมี  ยูกิ-นราวดี ศรีกาญจนา และ  ยีน-สิริโสภา จุลเสวก ผู้ก่อตั้งนารากรุ๊ป เดินทางลัดฟ้าไปร่วมงานครั้งนี้ด้วย

สำหรับเมนูของร้านบ้านนอกเข้ากรุง เป็นอาหารพื้นถิ่นโคราช ตำรับคุณแม่ประจวบ เอี่ยมปรเมศวร์ คุณแม่ของ  จอม-ภูมิพันธ์ เอี่ยมปรเมศวร์ อดีตหัวหน้าบัทเลอร์โรงแรมเซนต์ รีจิส นิวยอร์ค เป็นผู้ก่อตั้งร้านบ้านนอกเข้ากรุง ร่วมกับนารากรุ๊ป และในการปรุงอาหารแสดงฝีมือรสชาติเสน่ห์อาหารไทยครั้งนี้  จอม-ภูมิพันธ์ นำทีมพร้อมด้วย นาวาอากาศเอกพิเศษหญิง วิบูลรัตน์ เอี่ยมปรเมศวร์ ผู้สืบทอดสูตรอาหารจากคุณแม่ประจวบ และเชฟวัชระ อินทรมณฑล หัวหน้าเชฟแบรนด์บ้านนอกเข้ากรุง เรียกว่ายกครัวกันจัดเสิร์ฟแบบเอ็กคลูสีฟให้กับแขกวีไอพี และสื่อมวลชนชาวรัสเซียร่วม 200 คน

จอม-ภูมิพันธ์ เอี่ยมปรเมศวร์ กล่าวว่า  “การเดินทางครั้งนี้เปรียบเสมือนเป็น ‘ทูตวัฒนธรรมด้านอาหารไทย’ สำหรับอาหารที่นำไปจัดเสิร์ฟในงานประกอบด้วย 4 เมนู ได้แก่ เต้าเจี้ยวหลน ต้มแซ่บกุ้งแม่น้ำ ผัดวุ้นเส้นกระเทียมดอง และมัสมั่นเนื้อน่องลาย”  เรียกว่าเป็นที่ชื่นชอบและฮือฮากับแขกที่มาร่วมงาน ทำให้ได้รู้จักอาหารไทย และต่างบอกติดใจรสชาติเสน่ห์อาหารไทย ถึงกับเอ่ยว่า อยากเดินทางมาเที่ยวเมืองไทย เพื่อมาลิ้มลองอาหารไทยเมนูอื่นๆ”     

นอกจากนี้  จอม-ภูมิพันธ์ ยังโชว์พลังขับร้องเพลงโอเปร่า เซอร์ไฟร์สปิดท้ายเพื่อแสดงความขอบคุณแขกเหรื่อในงาน  สร้างความประทับใจไปตามๆ กันอีกด้วย

คาร์เทียร์เชิดชูเกียรติ 9 ผู้ประกอบการสตรีทั่วโลกในงาน Impact Awards 2025

คาร์เทียร์เชิดชูเกียรติ 9 ผู้ประกอบการสตรีทั่วโลกในงาน Impact Awards 2025

คาร์เทียร์เชิดชูเกียรติ 9 ผู้ประกอบการสตรีทั่วโลกในงาน Impact Awards 2025

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คาร์เทียร์ จัดพิธีมอบรางวัลเชิดชูเกียรติแก่ผู้ประกอบการหญิง 9 คนจากทั่วโลก ในงาน Impact Awards 2025 ณ ศูนย์ศิลปะการแสดงซาไก ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติร่วมงานกว่า 800 คน เพื่อยกย่องอดีตผู้ได้รับทุนโครงการ Cartier Women’s Initiative ที่ประสบความสำเร็จในการสร้างผลงานอย่างเป็นรูปธรรมและผลกระทบเชิงบวกอย่างยั่งยืนต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม พิธีมอบรางวัลครั้งนี้เป็นกิจกรรมสำคัญส่งท้ายสัปดาห์ Cartier Women’s Initiative Impact Awards ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20–23 พฤษภาคม ภายในงาน WorldExpo 2025 ณ เมืองโอซาก้า ภูมิภาคคันไซ โดยคาร์เทียร์มีส่วนร่วมออกแบบและจัดสร้าง Women’s Pavilion อันเป็นสัญลักษณ์สำคัญ ภายใต้แนวคิด “Forces for Good” โดยในพิธีมอบรางวัล ได้สะท้อนความเชื่อมั่นของคาร์เทียร์ที่ว่า “เมื่อผู้หญิงก้าวหน้า มนุษยชาติก็ก้าวไปข้างหน้าเช่นกัน”

นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้น โครงการ Cartier Women’s Initiative มุ่งมั่นยกย่องและสนับสนุนผู้ประกอบการหญิงที่ใช้พลังของธุรกิจขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรม โดยตลอดระยะเวลากว่า 17 ปีที่ผ่านมา โครงการฯ ได้สนับสนุนผู้ประกอบการแล้วกว่า 330 ราย จาก 66 ประเทศทั่วโลก มอบเงินทุนรวมกว่า 12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการเพื่อสังคมที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 500 คน

โครงการฯ ให้การสนับสนุนทั้งในด้านเงินทุน และโปรแกรมพัฒนาศักยภาพระยะเวลา 1 ปี ซึ่งประกอบด้วยหลักสูตรการบริหารระดับผู้บริหารจาก INSEAD การฝึกอบรมธุรกิจที่ออกแบบเฉพาะบุคคล การให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญ และการส่งเสริมภาพลักษณ์ ประชาสัมพันธ์ในระดับสากล

ในปี 2568 โครงการ Cartier Women’s Initiative ได้เชิดชูเกียรติอดีตผู้เข้าร่วมโครงการจำนวน 9 คน ที่ดำเนินการขับเคลื่อนธุรกิจของตนให้เกิดผลกระทบเชิงบวกในวงกว้างอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ได้รับรางวัล Impact Awards ประจำปีนี้ได้รับการคัดเลือกใน 3 สาขาหลัก ได้แก่ การพิทักษ์รักษ์โลก (Preserving Planet), การพัฒนาคุณภาพชีวิต (Improving Lives) และการสร้างสรรค์และส่งมอบโอกาส (Creating Opportunities) ซึ่งล้วนสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ และครอบคลุมทั้ง 17 เป้าหมายหลัก โดยผู้ที่ได้รับรางวัลในปีนี้ได้รับการคัดเลือกผ่านกระบวนการประเมินและตัดสินอย่างเข้มงวด โดยสะท้อนถึงภาวะผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ และนวัตกรรมที่สามารถขยายผลได้ในระดับโลก

ซีริลล์ วิญเญอรอง กล่าวสุนทรพจน์ที่ทรงพลังและสร้างแรงบันดาลใจสูงสุด

ผู้ได้รับรางวัลสาขาการพิทักษ์รักษ์โลก (Preserving the Planet)

เทรซี โอรูร์ก (Tracy O’Rourke) จากประเทศไอร์แลนด์ ผู้ก่อตั้ง Vivid Edge และเป็นผู้เข้าร่วมโครงการในปี 2562 นำเสนอบริการบริหารจัดการการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (energy efficiency as a service) เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างคุ้มค่า ผ่านการเข้าถึงเทคโนโลยีสะอาดในราคาที่เหมาะสม นับตั้งแต่เข้าร่วมโครงการ Cartier Women’s Initiative บริษัท Vivid Edge ได้ช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 36,457 ตัน และประหยัดพลังงานรวมกว่า 119.6 กิกะวัตต์ชั่วโมง เทียบเท่ากับการจ่ายพลังงานให้บ้านเรือนเกือบ 28,500 หลัง โดยลูกค้าสามารถลดการใช้พลังงานได้สูงสุดถึงร้อยละ 82เครส เวสลิง (Kresse Wesling) ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ Elvis & Kresse จากสหราชอาณาจักร และผู้เข้าร่วมโครงการในปี 2554 พัฒนาโมเดลธุรกิจที่ผสานหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนเข้ากับการตอบแทนสังคม โดยเปลี่ยนสายส่งดับเพลิงที่หมดอายุการใช้งานและเศษหนังให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์หรูคุณภาพสูง นับตั้งแต่เข้าร่วมโครงการ บริษัทสามารถลดปริมาณขยะที่ต้องฝังกลบได้มากกว่า 315 ตัน และบริจาคเงินมากกว่า 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ ให้กับองค์กรการกุศลที่สนับสนุนชุมชนนักผจญเพลิง

คริสติน คาเก็ตสึ (Kristin Kagetsu) ผู้ร่วมก่อตั้ง Saathi จากประเทศอินเดีย และผู้เข้าร่วมโครงการในปี 2561 ผลิตแผ่นอนามัยที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพจากเส้นใยกล้วย ซึ่งเป็นทางเลือกที่ยั่งยืนทั้งต่อสุขอนามัยของผู้หญิงและสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งสร้างโอกาสในการพัฒนาศักยภาพให้กับผู้หญิงในพื้นที่ชนบท ปัจจุบัน Saathi เข้าถึงผู้หญิงกว่า 114,000 คน ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 161 เมตริกตัน ลดขยะพลาสติกได้ 92 เมตริกตัน และสร้างงานให้กับผู้หญิงกว่า 485 คนในชุมชนที่ขาดแคลนโอกาสทางเศรษฐกิจ

ผู้ได้รับรางวัลสาขาการพัฒนาคุณภาพชีวิต (Improving Lives)

เคทลิน ดอลการ์ต (Caitlin Dolkart) ผู้ก่อตั้ง Flare จากประเทศเคนยา ซึ่งเป็นผู้เข้าร่วมโครงการในปี 2562 ได้พัฒนาแพลตฟอร์มบริหารจัดการเหตุฉุกเฉินแบบครบวงจร ที่ช่วยลดระยะเวลาการเรียกรถพยาบาลลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้สามารถช่วยชีวิตผู้คนได้หลายพันรายทั่วภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก นับตั้งแต่เข้าร่วมโครงการ Cartier Women’s Initiative บริษัท Flare ได้ขยายการให้บริการครอบคลุมทั่วภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก โดยสามารถลดระยะเวลาเฉลี่ยในการส่งความช่วยเหลือไปยังสถานการณ์ฉุกเฉินในประเทศเคนยาได้ถึงร้อยละ 97 จากเดิมที่ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง เหลือเพียง 16 นาทีเท่านั้น

นามิตา บังกา (Namita Banka) ผู้ก่อตั้ง Banka Bioloo จากประเทศอินเดีย ผู้เข้าร่วมโครงการในปี 2556 ได้นำเสนอระบบสุขาภิบาลแก่ชุมชนด้อยโอกาส ผ่านการติดตั้งห้องน้ำชีวภาพและระบบบำบัดน้ำเสีย ที่ช่วยยกระดับสุขภาพอนามัยและส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น นับตั้งแต่ได้รับการสนับสนุน Banka Bioloo ได้ติดตั้งห้องน้ำชีวภาพกว่า 3,000 แห่งให้กับการรถไฟอินเดีย ซึ่งรองรับผู้โดยสารจำนวนมากถึง 10 ล้านคนต่อวัน นอกจากนี้ยังได้ติดตั้งห้องน้ำชีวภาพกว่า 30,000 หน่วยในพื้นที่ชนบท และเป็นบริษัทสุขาภิบาลแห่งแรกในอินเดียที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ปัจจุบันมีพนักงานมากกว่า 1,000 คน

อีเวตต์ อิชิมเว (Yvette Ishimwe) ผู้บริหารกลุ่ม IRIBA Water Group จากประเทศรวันดา และผู้เข้าร่วมโครงการ ในปี 2566 ได้ดำเนินธุรกิจให้บริการน้ำดื่มสะอาดในราคาที่เข้าถึงได้ ผ่านตู้กดน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ช่วยยกระดับสุขอนามัยและลดอัตราการแพร่กระจายของโรคติดเชื้อจากน้ำในพื้นที่รายได้ต่ำ นับตั้งแต่ก่อตั้ง IRIBA สามารถส่งมอบน้ำดื่มที่ปลอดภัยให้กับประชาชนกว่า 517,000 คน และลดอัตราโรคติดเชื้อจากน้ำในโรงเรียนที่ติดตั้งระบบของบริษัทได้ถึงร้อยละ 37

ผู้ได้รับรางวัลสาขาการสร้างสรรค์และส่งมอบโอกาส (Creating Opportunities)

รามา คายาลี (Rama Kayyali) ผู้ก่อตั้ง Little Thinking Minds จากประเทศจอร์แดน ผู้เข้าร่วมโครงการในปี 2557 มุ่งแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาในภูมิภาคตะวันออกกลาง ผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้ภาษาอาหรับในรูปแบบดิจิทัล ซึ่งช่วยเสริมทักษะการอ่านของเด็ก ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นับตั้งแต่เข้าร่วมโครงการ Cartier Women’s Initiative แพลตฟอร์มของเธอสามารถยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านของนักเรียนได้ถึงร้อยละ 25 และเข้าถึงผู้เรียนมากกว่า 400,000 คนใน 11 ประเทศ รวมถึงในกลุ่มชุมชนผู้ลี้ภัย

มาเรียม โทโรเซียน (Mariam Torosyan) ผู้ก่อตั้ง Safe YOU จากประเทศอาร์เมเนีย ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการในปี 2566 ได้พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับเพศ โดยนำเสนอทั้งบริการแจ้งเหตุฉุกเฉินและทรัพยากรสนับสนุนจากชุมชนใน 5 ประเทศ นับตั้งแต่เข้าร่วมโครงการ Cartier Women’s Initiative แพลตฟอร์ม Safe YOU ได้ขยายการให้บริการครอบคลุม 5 ประเทศ มีผู้ใช้งานมากกว่า 40,000 ราย รองรับการแจ้งเหตุฉุกเฉินกว่า 18,000 ครั้ง และเปิดตัวโมดูลใหม่เพื่อส่งเสริมศักยภาพทางการเงินสำหรับผู้ได้รับผลกระทบในรัฐนิวเม็กซิโก ประเทศสหรัฐอเมริกา

แจ็กกี้ สเตนสัน (Jackie Stenson) ผู้ร่วมก่อตั้ง Essmart จากประเทศอินเดีย ผู้เข้าร่วมโครงการในปี 2557 ส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต อาทิ โคมไฟพลังงานแสงอาทิตย์ และเตาหุงต้มสะอาด ให้กับชุมชนชนบท ผ่านระบบจัดจำหน่ายปลายทางที่เข้มแข็ง พร้อมส่งเสริมศักยภาพของผู้ค้าปลีกรายย่อยในท้องถิ่น จนถึงปัจจุบัน Essmart สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อผู้คนกว่า 1.4 ล้านคน เพิ่มชั่วโมงการใช้ชีวิตและทำงานได้มากกว่า 125 ล้านชั่วโมง ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กว่า 101 ล้านกิโลกรัม และช่วยเพิ่มรายได้ให้กับร้านค้าในชนบทกว่า 5,000 ราย

ผู้ประกอบการหญิง 9 คนจากทั่วโลก ที่ได้รับการเชิดชูเกียรติในงาน Impact Awards 2025

ไฮไลท์ของค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลอง คือช่วงที่ทรงพลังและสร้างแรงบันดาลใจสูงสุด ด้วยสุนทรพจน์จาก ซีริลล์ วิญเญอรอง ประธานกรรมการด้านวัฒนธรรมและสาธารณกุศล คาร์เทียร์ ซึ่งได้กล่าวเน้นย้ำถึงพันธสัญญาระยะยาวของเมซงในการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง การร่วมขับเคลื่อนความรับผิดชอบต่อสังคม และบทบาทสำคัญของผู้ประกอบการหญิง ในฐานะพลังขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสำคัญระดับโลกอย่างยั่งยืน

“ผู้ประกอบการเพื่อสังคมหญิงที่มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ต่างเปี่ยมด้วยพลังร่วมกันอันยิ่งใหญ่ ในการขับเคลื่อนโลกไปข้างหน้า ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในค่ำคืนนี้ เราได้ร่วมเฉลิมฉลอง ไม่เพียงแค่ความสำเร็จในการต่อยอดแนวคิดเล็ก ๆ ให้เติบโตเป็นผลลัพธ์ที่ทรงพลัง หากยังรวมถึงศักยภาพ อันน่าทึ่งของพวกเธอในการเปิดทางสู่โอกาสใหม่ ๆ ให้กับคนรุ่นต่อไป ความกล้าหาญและวิสัยทัศน์ของพวกเธอเปรียบเสมือนแสงแห่งความหวังและแรงบันดาลใจที่ส่องสว่างสำหรับพวกเราทุกคน”

เปิดคอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิกเพื่อสัตว์เลี้ยงสี่ขา

เปิดคอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิกเพื่อสัตว์เลี้ยงสี่ขา

เปิดคอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิกเพื่อสัตว์เลี้ยงสี่ขา

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โอกาสพิเศษที่คุณพ่อคุณแม่จะได้พาน้องหมาน้องแมวสุดที่รัก มาฟังดนตรีด้วยกันในบรรยากาศอบอุ่น สบายๆ บรรเลงโดย ดร.ทัศนา นาควัชระ และ Anna Takeda แห่งวงดนตรี Pro Musica กับคอนเสิร์ตดนตรีคลาสสิกสุดอบอุ่น “Classical Concert for Dogs and Cats”  วันที่  7–8 มิถุนายน 2568 ที่ โรงพยาบาลสัตว์อารักษ์ ทองหล่อ

กิจกรรมจัดขึ้น 2 วัน 2 รอบ  คือ Classical Music for Dogs วันเสาร์ที่ 7 มิถุนายน 2568 เวลา 14.00 น.  และClassical Music for Cats วันอาทิตย์ที่ 8 มิถุนายน 2568 เวลา 14.00 น. แล้วคุณจะประหลาดใจว่าน้องๆ สี่ขาแสนรักชอบฟังเพลงกันมาก จนอาจถึงขั้นเคลิ้มหลับไปได้เลย บัตรราคา 800 บาท ต่อคน และ 800 บาท ต่อน้องหมา/แมว   

พร้อมแล้ว จูงน้อง อุ้มน้อง แล้วไปฟังกันเลย! จองบัตรสำหรับน้องหมา : https://promusicabkk.com/concert/classical-music-for-dogs/ สำหรับน้องแมว :  https://promusicabkk.com/concert/classical-music-for-cats/

เมซง วาเลนติโน สะท้อนตัวตนผ่านกระเป๋า VALENTINO GARAVANI NELLCÔTE

เมซง วาเลนติโน สะท้อนตัวตนผ่านกระเป๋า VALENTINO GARAVANI NELLCÔTE

เมซง วาเลนติโน สะท้อนตัวตนผ่านกระเป๋า VALENTINO GARAVANI NELLCÔTE

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Maison Valentino เผยโฉมกระเป๋า Valentino Garavani Nellcôte ผลงานล่าสุดของ อเลสซานโดร มิเคเล่ (Alessandro Michele) หนึ่งในไอเท็มสุดไอคอนิกที่สะท้อนจิตวิญญาณของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน และเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงออกถึงตัวตน ผ่านดีไซน์ที่เหนือกาลเวลาและเฉียบคม ด้วยโครงสร้างที่มีความสมดุลระหว่างความเรียบหรูกับมุมมองร่วมสมัย

กระเป๋า Valentino Garavani Nellcôte ได้ถูกนำเสนอเป็นครั้งแรกในคอลเล็กชั่น Avant Les Débuts – Spring 25 ของ อเลสซานโดร มิเคเล่ (Alessandro Michele) และได้ปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่องในคอลเล็กชั่น Pavillon des Folies SS25, Fall 25 และ Le Méta-Théâtre Des Intimités FW 25 ในรูปแบบที่หลากหลายยิ่งขึ้น โดยยังคงมีรายละเอียดอันประณีตเป็นหัวใจของการออกแบบ นับตั้งแต่การเลือกใช้หนังคุณภาพสูง ที่ให้สัมผัสเนียนนุ่มและคงรูปได้อย่างงดงาม โดดเด่นด้วยลวดลายงานปักที่ผสานลวดลายเรขาคณิตและดอกไม้ พร้อมทั้งสายสะพายที่สามารถถอดและปรับระดับได้ ตอบโจทย์ทั้งฟังก์ชันและสไตล์ ไม่ว่าจะถือแบบสะพายข้าง สะพายไหล่ หรือคล้องแขน

กระเป๋า Valentino Garavani Nellcôte ยังโดดเด่นด้วยการนำเสนอเฉดสีที่หลากหลายและเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ ตั้งแต่โทนสีพื้นสุดคลาสสิกอย่างสีดำ สีน้ำตาลและสีเบจ ที่สะท้อนความสงบนิ่ง เรียบหรู และเหมาะกับการใช้งานในหลากหลายโอกาส ไปจนถึงเฉดสี Testa di Moro หรือสีน้ำตาลเข้มที่ให้ความรู้สึกลุ่มลึกน่าค้นหา และโทนหลากสีที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ตอบโจทย์สายแฟชั่นผู้รักความสร้างสรรค์ นอกจากนี้ ยังมีการตกแต่งด้วยลวดลายอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นลายพิมพ์ที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ หรือแม้แต่ดีเทลพู่และหมุดโลหะที่เพิ่มมิติและลูกเล่นให้กับกระเป๋าอย่างลงตัว

‘ธรรมะในสวน’ ชวนมาสนทนาธรรม ‘ชีวิตสตรองต้องครองด้วยสติ’

‘ธรรมะในสวน’ ชวนมาสนทนาธรรม ‘ชีวิตสตรองต้องครองด้วยสติ’

‘ธรรมะในสวน’ ชวนมาสนทนาธรรม ‘ชีวิตสตรองต้องครองด้วยสติ’

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) ชวนปักหมุดฟัง “ธรรมะในสวน” เสาร์ที่ 7 มิถุนายน นี้ ที่ สวนเบญจกิติ โดยพระมหาชาครินทร์ กิตฺติเมธี วัดยานนาวา (พระอารามหลวง) ในหัวข้อ “ชีวิตสตรองต้องครองด้วยสติ” 

พระพุทธเจ้าตรัสว่า “กายสำคัญก็จริง แต่ใจสำคัญยิ่งกว่า” เพราะร่างกายจะแข็งแรงได้ ใจก็ต้องแข็งแกร่งเช่นกัน และการมีสติช่วยให้เราไม่จมอยู่กับความทุกข์นาน มองปัญหาด้วยเหตุผล และเรียนรู้ที่จะรับมืออย่างชาญฉลาด

ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) ชวนมาฝึกชีวิตให้แข็งแรงด้วยธรรมะ พร้อมร่วมสนทนาธรรม ในมุมมองของคนรุ่นใหม่ ท่ามกลางธรรมชาติยามเช้า ในวันเสาร์แรกของเดือนมิถุนายน กับกิจกรรม “ธรรมะในสวน” หัวข้อ “ชีวิตสตรองต้องครองด้วยสติ” โดย พระมหาชาครินทร์ กิตฺติเมธี วัดยานนาวา (พระอารามหลวง) วันเสาร์ที่ 7 มิถุนายน เวลา 08.30-10.00 น. ณ อาคารโรงงานผลิตยาสูบ 5 สวนเบญจกิติ เข้าร่วมกิจกรรมฟรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ ผู้จัดงานจัดเตรียมเสื่อและเก้าอี้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับทุกคน

เริ่มต้นเช้าวันเสาร์ด้วยการ “ออกกำลังกายใจ” ผ่านหลักธรรมที่เข้าใจง่ายและนำไปใช้ได้จริง ต่อด้วยการ “ออกกำลังกาย” ท่ามกลางธรรมชาติของสวนเบญจกิติ  ปิดท้ายด้วยความอร่อยและการพักผ่อนสบายๆ ในโซนรีเทลของศูนย์สิริกิติ์ ครบทั้งพลังใจ พลังกาย และพลังชีวิตในเช้าเดียว

รพ.ธรรมศาสตร์ฯ ผนึก โนโว นอร์ดิสค์ ยกระดับการดูแลโรคอ้วน-โรคเบาหวาน

รพ.ธรรมศาสตร์ฯ ผนึก โนโว นอร์ดิสค์ ยกระดับการดูแลโรคอ้วน-โรคเบาหวาน

รพ.ธรรมศาสตร์ฯ ผนึก โนโว นอร์ดิสค์ ยกระดับการดูแลโรคอ้วน-โรคเบาหวาน

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับ บริษัท โนโว นอร์ดิสค์ ฟาร์มา (ประเทศไทย) จำกัด (“โนโว นอร์ดิสค์”) ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญในโครงการ “ก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 4 โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ: พิชิตอ้วน พิชิตเบาหวาน” โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับการดูแลโรคอ้วนและเบาหวานให้ครอบคลุมทุกมิติของผู้ป่วย และขยายการเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพให้ครอบคลุมผู้คนในวงกว้างมากยิ่งขึ้น

โรคอ้วนและเบาหวาน เป็นความท้าทายด้านสาธารณสุขที่กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสังคมไทย โดยมีประชากรกว่าร้อยละ 40 ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน  และอย่างน้อย 6.4 ล้านคนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน  ปัญหาดังกล่าวไม่เพียงสร้างภาระด้านสุขภาพ แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วประเทศ ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาโรคอ้วนและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ควรใช้แนวทางการป้องกันอย่างครอบคลุม ทั้งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะที่ดี และที่สำคัญคือ การนำนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ทันสมัยมาใช้ในการดูแลรักษา

ประกาศความร่วมมือโครงการ “ก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 4 โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ: พิชิตอ้วน พิชิตเบาหวาน”

ปัจจุบัน นวัตกรรมการดูแลโรคอ้วนก้าวข้ามการลดน้ำหนักแบบเดิมๆ และมุ่งเน้น “สุขภาพองค์รวม” ซึ่งไม่ได้มองแค่เรื่องการลดน้ำหนักเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับสุขภาพโดยรวม ซึ่งจะคำนึงถึงโรคอื่น ๆ ทั้งในด้านของการลดความเสี่ยงของโรคที่สัมพันธ์กัน รวมถึงปรับปรุงผลลัพธ์ของโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไต โรคตับ ภาวะไขมันพอกตับ และบรรเทาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เป็นต้น ซึ่งนวัตกรรมดังกล่าวนี้ ถือเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่ดีขึ้นให้กับผู้ป่วยในระยะยาว

ด้วยบทบาทของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ ในฐานะสถาบันการแพทย์ชั้นนำที่กำลังก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 4 ความร่วมมือกับโนโว นอร์ดิสค์ครั้งนี้ จึงเป็นการรวมพลังของสององค์กรที่มีวิสัยทัศน์ร่วมกัน เพื่อขับเคลื่อนการดูแลสุขภาพรูปแบบใหม่ที่ไม่เพียงมุ่งรักษาโรค แต่เน้นการดูแลผู้ป่วยอย่างรอบด้าน ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ พฤติกรรม และสังคม พร้อมส่งเสริมให้ทุกคนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพที่เหมาะสมกับตนเองได้อย่างแท้จริง

รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ กล่าวว่า “โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ กำลังก้าวสู่ทศวรรษใหม่ด้วยเป้าหมายในการสร้างระบบสุขภาพที่เน้นการดูแลแบบองค์รวม ซึ่งไม่ใช่เพียงการรักษาโรค แต่คือการดูแลคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโดยรอบ เราเชื่อว่าการดูแลสุขภาพที่ดีควรเข้าถึงได้สำหรับทุกคน และความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นรากฐานสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนั้น”

รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ 

นายเอ็นริโก้ คานัล บรูแลนด์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โนโว นอร์ดิสค์ ฟาร์มา (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเสริมว่า “การเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพคือสิ่งที่เรายึดถือเป็นหัวใจในการดำเนินงานทั่วโลก การได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ ซึ่งมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในบริบทของระบบสุขภาพไทย ถือเป็นโอกาสอันยอดเยี่ยมในการร่วมกันพัฒนาวิธีการดูแลโรคอ้วนและเบาหวานที่มีประสิทธิภาพ ครอบคลุม และยั่งยืน”

นายเอ็นริโก้ คานัล บรูแลนด์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โนโว นอร์ดิสค์ ฟาร์มา (ประเทศไทย) 

ในการเสวนาหัวข้อ “การบูรณาการสำหรับความร่วมมือในการพัฒนาศูนย์ความเป็นเลิศด้านโรคอ้วนและโรคเบาหวาน” ผู้เข้าร่วมได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ที่เน้นการบูรณาการเพื่อรับมือกับปัญหาโรคอ้วนและเบาหวานที่ทวีความรุนแรงขึ้นในสังคมไทย โดยโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติได้เผยถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาการเข้าถึงการดูแลรักษาและเปิดรับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน พร้อมนำนวัตกรรมมาใช้ดูแลผู้ป่วย ที่สำคัญคือการนำเสนอระบบ TU Bewell Buddy ผ่านแพลตฟอร์ม Line OA ซึ่งผสานเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ทั้งการให้คำปรึกษา กระตุ้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และแจ้งเตือนต่างๆ เพื่อลดความรู้สึกโดดเดี่ยวของผู้ป่วย

นอกจากนี้ โนโว นอร์ดิสค์ ได้เน้นย้ำถึงคุณค่าของการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐและเอกชน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการดูแลรักษา แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อเป็นต้นแบบแห่งความร่วมมือที่ยั่งยืนในการป้องกันและดูแลผู้ป่วยโรคอ้วนและเบาหวานอย่างครอบคลุม โดยงานนี้ยังได้มีการแชร์ประสบการณ์จากผู้ป่วยโรคอ้วนโดยตรง และได้รับเกียรติจาก  มิว-นิษฐา คูหาเปรมกิจ ดารานักแสดง มาร่วมพูดคุยเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนอีกด้วย

มิว-นิษฐา คูหาเปรมกิจ พูดคุยถึงการดูแลสุขภาพ

ความร่วมมือครั้งนี้ยังมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือสนับสนุน เพื่อเสริมสร้างการสื่อสารระหว่างผู้ป่วยกับทีมดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง เข้าใจง่าย และมีส่วนร่วมในการจัดการสุขภาพของตนเองได้ดียิ่งขึ้น นับเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบสุขภาพที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในทุกมิติ

หอการค้าไทย – อิตาเลียน เปิดตัว ‘European Tomato, A Red Passion’ ในกรุงเทพฯ

หอการค้าไทย - อิตาเลียน เปิดตัว ‘European Tomato, A Red Passion’ ในกรุงเทพฯ

หอการค้าไทย – อิตาเลียน เปิดตัว ‘European Tomato, A Red Passion’ ในกรุงเทพฯ

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หอการค้าไทย-อิตาเลียน (TICC) ร่วมกับ OI Pomodoro Centro Sud Italia มีความภูมิใจในการจัดงานแถลงข่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการของแคมเปญ “European Tomato, A Red Passion” เป็นแคมเปญเชิงกลยุทธ์จากสหภาพยุโรปที่มุ่งส่งเสริมความเป็นเลิศของมะเขือเทศแปรรูปจากยุโรป เพื่อเข้าสู่ตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การแถลงข่าวจะจัดขึ้น ณ TICC Connect (หอการค้าไทย-อิตาเลี่ยน) ถือเป็นจุดเริ่มต้นของแคมเปญประชาสัมพันธ์ระยะเวลา 2 ปี ซึ่งเป็นการสนับสนุนของ EU’s AGRIP SIMPLE 2024 Work Programme” และภายใต้แคมเปญ  “Enjoy – it’s from Europe” โดยระดับสถาบันยุโรป โดยแผนประชาสัมพันธ์จะประกอบด้วยกิจกรรมทั้งออนไลน์และออฟไลน์ การจัดชิมสินค้าภายในร้าน การสาธิตทำอาหาร ตลอดจนการสื่อสารผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ ได้แก่ Instagram, Facebook, YouTube และ TikTok เป็นต้น

“European Tomato, A Red Passion” เป็นแคมเปญที่มุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายทั้งระดับผู้บริโภคและผู้ค้าในประเทศไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ โดยมีกิจกรรมหลักในกรุงเทพฯ กัวลาลัมเปอร์ และสิงคโปร์ซิตี้ แคมเปญนี้เน้นย้ำถึงความสามารถในการแข่งขันในการผลิตมะเขือเทศแปรรูปของยุโรป ที่มีความยั่งยืน และมีคุณภาพเทียบเท่ามะเขือเทศสด โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ของมะเขือเทศแปรรูปยุโรปในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

งานเปิดตัวนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการเพิ่มการรับรู้เกี่ยวกับคุณภาพ ความสามารถในการตรวจสอบคุณภาพ ความปลอดภัย คุณค่าทางโภชนาการ และความหลากหลายทางการปรุงอาหารของมะเขือเทศแปรรูปจากยุโรป

หอการค้าไทย-อิตาเลียน (TICC) เป็นองค์กรอิสระไม่แสวงหากำไรที่มุ่งส่งเสริมความร่วมมือทางการค้าระหว่างประเทศไทยและอิตาลี ได้รับการรับรองโดยกระทรวงพัฒนาเศรษฐกิจและความร่วมมือระหว่างประเทศของอิตาลี  หอการค้าทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยเหลือสำหรับธุรกิจไทยและอิตาเลียน โดยให้การสนับสนุน คำปรึกษา และโอกาสในการสร้างเครือข่าย ด้วยความมุ่งมั่นในการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ “Made in Italy” ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หอการค้าฯ จึงให้ความช่วยเหลือบริษัทอิตาเลียนในการขยายตลาดเข้าสู่ประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น การจัดอีเวนต์เพื่อให้เกิดการสร้างเครือข่าย งานแสดงสินค้า และสนับสนุนด้านการตลาด

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’ เสด็จฯ ทรงร่วมงาน ‘London Craft Week 2025’ SACIT นำผลงานหัตถศิลปไทย สร้างปรากฏการณ์ความสำเร็จในงาน

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’ เสด็จฯ ทรงร่วมงาน ‘London Craft Week 2025’ SACIT นำผลงานหัตถศิลปไทย สร้างปรากฏการณ์ความสำเร็จในงาน

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’ เสด็จฯ ทรงร่วมงาน ‘London Craft Week 2025’ SACIT นำผลงานหัตถศิลปไทย สร้างปรากฏการณ์ความสำเร็จในงาน

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จฯ ไปทรงเป็นองค์ประธานในงานนิทรรศการ “Chud Thai Through the Ages: Weaving History, Craft and Identity” ซึ่งจัดขึ้น ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลอง 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–สหราชอาณาจักร โดยจัดขึ้นควบคู่กับ London Craft Week 2025   ซึ่งสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT  ได้นำนวัตกรรมงานฝีมือร่วมสมัยจากครูช่างและทายาทช่างศิลปหัตถกรรม เข้าร่วมจัดแสดงในงาน สร้างยอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ได้เป็นอย่างดี

โอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงบรรยายพิเศษในหัวข้อ “The Evolution of Chud Thai and the Timeless Craft of Thai Textiles” พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปะหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) โดยมีแขกผู้มีเกียรติจากแวดวงศิลปะ หัตถกรรม ตัวแทนพิพิธภัณฑ์ชั้นนำของสหราชอาณาจักร รวมถึงผู้แทนจากแบรนด์แฟชั่นชั้นนำและเครื่องประดับชั้นนำ เข้าร่วมงานกว่า 40 คน

ภายหลังจากกิจกรรมการบรรยายเกี่ยวกับวิวัฒนาการของชุดไทย ได้ทรงนำคณะผู้เข้าร่วมงานชมนิทรรศการ ซึ่งจัดแสดงฉลองพระองค์ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทั้ง ฉลองพระองค์ชุดไทยพระราชนิยม ฉลองพระองค์ผ้าไทยประยุกต์ และ เครื่องแต่งกายผ้าไทย ที่ออกแบบโดยดีไซเนอร์ชื่อดังของไทย ตลอดจนผ้าทอหายาก และผ้าทอลายไทยที่ทรงออกแบบ สะท้อนถึงวิวัฒนาการของชุดไทย ความงดงามของผ้าไทยในหลากหลายยุคสมัย และพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการทรงงานด้านผ้าไทยเพื่อ สืบสาน รักษา และต่อยอด งานด้านการส่งเสริม อนุรักษ์ผ้าไทยของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง

ขณะที่ สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT ได้นำนวัตกรรมงานฝีมือร่วมสมัยจากครูช่างและทายาทช่างศิลปหัตถกรรมไทย อาทิ เครื่องเบญจรงค์ร่วมสมัย และงานจักสานย่านลิเภาดีไซน์หรู ร่วมจัดแสดงและสาธิตภายในนิทรรศการ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้เข้าชมงานทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มีผู้เข้าชมนิทรรศการมากกว่า 1,000 ราย ตลอด 7 วัน ซึ่งไม่เพียงสร้างการรับรู้ในศิลปหัตถกรรมไทยเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างยอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ได้เป็นอย่างดี และยังมียอดสั่งซื้อล่วงหน้าอีกอย่างต่อเนื่อง รวมถึงได้รับความสนใจจากนักออกแบบชั้นนำ กลุ่มผู้ค้าปลีก และผู้จัดจำหน่ายจากนานาประเทศ

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน)  กล่าวว่า การเข้าร่วมงาน “London Craft Week 2025” นับเป็นอีกก้าวสำคัญ SACIT มีความภาคภูมิใจที่ได้ดำเนินบทบาทตามนโยบายขององค์กรในการ “สืบสาน สร้างสรรค์ ส่งเสริม” งานหัตถกรรมไทย โดยการนำเอาอัตลักษณ์ความเป็นไทยร่วมแสดงในนิทรรศการ “Chud Thai Through the Ages: Weaving History, Craft, and Identity” ซึ่งได้จัดแสดงฉลองพระองค์ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา อันได้แก่ ฉลองพระองค์ชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ ฉลองพระองค์ชุดผ้าไทยร่วมสมัย และชุดผ้าไทยที่ออกแบบโดยดีไซเนอร์ชั้นนำของประเทศไทย ที่สะท้อนความประณีตของผ้าไทยที่มีหลากหลายชนิด เช่น ผ้าไหมมัดหมี่ ผ้ายก ผ้าแพรวา ผ้าใยกัญชง เป็นต้น

ทั้งนี้ นิทรรศการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ “London Craft Week 2025” จัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานหลายภาคส่วน อาทิ พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ แกลเลอรีร่วมสมัย ตลอดจนกลุ่มดีไซเนอร์ผู้สร้างสรรค์ผลงานออกแบบงานคราฟต์กว่า 1,000 รายจากทั่วโลก โดยมีวัตถุประสงค์การจัดงานสอดคล้องกับ SACIT ที่มีบทบาทเป็นนักปั้นและส่งเสริมผู้สร้างสรรค์ผลงานหัตถกรรมไทย พร้อมกันนี้ เนื่องในวาระเฉลิมฉลอง 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–สหราชอาณาจักร SACIT ยังได้คัดสรรนำเอาผลงานของครูช่างศิลปหัตถกรรมไทย ร่วมจัดแสดงในบริเวณพื้นที่นิทรรศการ”

“การเข้าร่วมในครั้งนี้เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญเพื่อผลักดัน ซอฟต์พาวเวอร์ไทย ผ่านงานศิลปหัตถกรรม พร้อมเชิดชูบทบาท SACIT ในฐานะ ‘นักปั้น’ ผู้สร้างและส่งเสริมช่างฝีมือไทยสู่เวทีนานาชาติ   ซึ่งเป็นหนึ่งในสิ่งที่สำคัญต่อเศรษฐกิจฐานราก สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ในการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทยไม่ให้สูญหาย โดย SACIT ได้เชิดชูเกียรติผู้สร้างสรรค์และสืบทอดงานหัตกรรมไทยตั้งแต่ระดับครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม ทายาทศิลปหัตถกรรม และคนรุ่นใหม่ ซึ่ง SACIT ยังมุ่งเน้นการส่งเสริม ผลักดันโอกาสการเพิ่มพูนมูลค่าของตลาดงานคราฟต์ไทยให้เติบโตทั้งในประเทศ และต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม การเข้าร่วม ‘London Craft Week 2025’ ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงพลังซอฟต์พาวเวอร์ของไทย แต่ยังสะท้อนศักยภาพของ “คน” ซึ่งก็คือครูช่างและทายาทผู้สืบทอดภูมิปัญญา ที่สามารถเปลี่ยนงานฝีมือดั้งเดิมให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยที่ตลาดโลกยอมรับได้อย่างภาคภูมิ ” ผศ.ดร.อนุชา กล่าวทิ้งท้าย

ติดตามข้อมูลข่าวสารของสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) ได้ที่เว็บไซต์ https://sacit.or.th/th เฟซบุ๊กออฟฟิเชียล SACIT  https://www.facebook.com/sacitofficial  หรืออัปเดตกิจกรรมงานคราฟต์ต่าง ๆ ได้ทาง TikTok SACIT Official https://www.tiktok.com/@sacit_official

MAGURO Group เปิดตัวแบรนด์ใหม่ ‘Bincho’ ร้านอาหารญี่ปุ่นย่างถ่านต้นตำรับ

MAGURO Group เปิดตัวแบรนด์ใหม่ ‘Bincho’ ร้านอาหารญี่ปุ่นย่างถ่านต้นตำรับ

MAGURO Group เปิดตัวแบรนด์ใหม่ ‘Bincho’ ร้านอาหารญี่ปุ่นย่างถ่านต้นตำรับ

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หากเปรียบอาหาร เป็นผลงานศิลปะที่สะท้อนตัวตนของศิลปินผู้สร้างสรรค์ MAGURO Group โดย จักรกฤติ สายสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ร้านอาหารชั้นแนวหน้าในประเทศไทย กำลังสร้างผลงานครั้งใหม่ที่หวนคืนสู่รากเหง้าของอาหารญี่ปุ่นยุคโบราณ ด้วยการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ Bincho ร้านอาหารญี่ปุ่นแบบต้นตำรับย่างถ่านบินโชตัน ซึ่งเป็นที่มาของชื่อแบรนด์ Bincho พร้อมเสิร์ฟด้วยวิถีแห่ง Washoku การปรุงอาหารตามแบบดั้งเดิมของประเทศญี่ปุ่น

จักรกฤติ สายสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAGURO  กล่าวว่า บริษัทฯ ได้เตรียมเปิดตัวแบรนด์ Bincho ร้านอาหารญี่ปุ่นย่างถ่านแบบต้นตำรับ วิถีแห่ง Washoku ซึ่งเกิดจากจุดเริ่มต้นครั้งแรกในการก่อตั้งบริษัทมากุโระ กรุ๊ป

จักรกฤติ สายสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) 

“ย้อนไปเมื่อ 7-8 ปี  ผมกับผู้ร่วมก่อตั้งอีก 3 คน ได้เดินทางไปประเทศญี่ปุ่นเพื่อศึกษาดูงาน รวมถึงค้นหาวัตถุดิบสำหรับเปิดร้านอาหาร ซึ่งมีโอกาสได้พักอยู่ที่แถบชนบทห่างไกลจากเมืองหลวง และได้ชิมเมนูปลาย่างถ่าน ‘บินโชตัน’ ถ่านไม้คุณภาพสูง ที่ย่างด้วยเตา “อิโอริ” เตาถ่านโบราณอายุหลายร้อยปี หรือจะเป็นอาหารที่ย่างบนเตา ‘โรบาตะยากิ’ โดยผู้ปรุงอาหารนั้นตั้งใจทุ่มเทกับการทำอาหารให้ดีที่สุดเพื่อต้อนรับแขก ปราศจากเครื่องมือที่ทันสมัย อำนวยความสะดวก เปรียบเสมือน ‘โชกุนิน’ หรือช่างศิลป์ญี่ปุ่น ที่สร้างสรรรค์ผลงานอย่างปราณีต ถ่ายทอดจิตวิญญาณสู่อาหาร

ครั้งนั้นสร้างความรู้สึกที่ตราตรึงประทับใจ จนเกิดเป็นแรงบันดาลใจของพวกเราทั้ง 4 คน เมื่อก่อตั้ง MAGURO ที่ตั้งใจอยากส่งมอบประสบการณ์ให้กับผู้บริโภคคนไทยได้สัมผัสวิถีและวัฒนธรรมการปรุงอาหารตามแบบดั้งเดิมของประเทศญี่ปุ่น ที่เรียกว่า Washoku (วะโชกุ) ซึ่งพิถีพิถันใน 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1.วัตถุดิบ เลือกเฟ้นวัตถุดิบอย่างดี 2.การปรุง ที่คำนึง ถึงรสชาติแท้ที่โดดเด่นของวัตถุดิบ 3.สารอาหาร คำนึงความสมดุล และ 4. การให้บริการด้วยความเอาใจใส่ ซึ่งสะท้อนวัฒนธรรมและวิถีชีวิตผ่านตำรับอาหาร ที่ให้ความสำคัญกับการเอาใจใส่ การใช้เวลาร่วมกัน อย่างละเมียดละไม โดยคำนึงถึงความรู้สึกของกันและกัน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของอาหาร ที่เติมเต็มทั้ง ด้านร่างกาย และจิตใจของทุกคนในครอบครัว”

วิถีชีวิตของคนในยุคปัจจุบันที่มีความเร่งรีบแข่งกับเวลา ร้านอาหารสมัยใหม่ จึงเน้นการให้บริการที่รวดเร็ว โดยมีเทคโนโลยีช่วยปรุงประกอบอาหาร จนอาจลืมการปรุงอาหารแบบดั้งเดิมที่ใช้เวลา ตลอดจนการ รับประทานอาหารร่วมกันโดยใช้เวลาร่วมกัน ด้วยเหตุนี้จึงที่มาของร้าน Bincho โดยมีคอนเส็ปต์ “Washoku for now” ต้องการนำเสนอแก่นแท้ของอาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมวีถีชนบทมาสู่ชีวิตคนเมือง

“ไฮไลท์ของร้าน Bincho จะนำเสนอเมนูอาหารด้วยวิถีแห่ง Washoku โดยอาหารทุกจานจากเมนูวัตถุดิบหลัก อาทิ ปลา ไก่ หมู เนื้อวัว และอื่นๆ นำมาย่างบนถ่านบินโชตัน ถ่านไม้คุณภาพสูงจากประเทศญี่ปุ่น ช่วยเผยรสชาติของ วัตถุดิบออกมาทีละชั้น ข้าวหุงสดใหม่ด้วยหม้อฮากามะ ให้ข้าวมีรสสัมผัสที่นุ่มเหนียว เรียงตัวสวย และ เครื่องเคียงดั้งเดิมแบบญี่ปุ่นโบราณ เสิร์ฟในรูปแบบอาหารเซท ในราคาคุ้มค่าที่เข้าถึงง่ายสำหรับทุกคน ตอบโจทย์ในการเป็นมื้ออาหารสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการควบคุมค่าใช้จ่าย และสามารถกลับมารับประทาน ซ้ำได้บ่อยครั้ง” จักรกฤติ  กล่าว

 Bincho คัดสรรเมนูพิเศษแนะนำที่ห้ามพลาด ได้แก่ ปลา Kinki ย่าง ปลาพรีเมียมจากญี่ปุ่น ที่มี รสหวานตามธรรมชาติ ย่างด้วยไฟถ่านจนหนังกรอบ เนื้อนุ่มละลายในปาก  ปลาบู่ย่างไซเกียว เมนูดั้งเดิม ที่หมักด้วยซอสไซเกียวสูตรพิเศษ ก่อนนำมาย่างบนถ่าน แซลมอนอิกุระ แซลมอนย่างหนังกรอบ เสิร์ฟพร้อมไข่ปลา อิกุระเค็มละมุน โดยอาหารเมนูเซทราคาเริ่มต้นเพียง 280 บาท นอกจากนี้ยังมีเมนู Yakitori ไม้ปิ้งเสียบย่างด้วยมือทีละไม้ เริ่มต้นเพียงไม้ละ 40 บาท โอเด้ง และอาหารว่างทานเล่นอีกหลากหลายเมนู

เตรียมตัวเปิดประสบการณ์ความอร่อยจากแก่นแท้แห่งรสชาติ Bincho ร้านอาหารญี่ปุ่นย่างถ่านแบบต้นตำรับ สาขาแรก ณ ชั้น 1 ศูนย์การค้า เมกาบางนา พร้อมเปิดบริการในเดือนกรกฎาคม นี้

ห้องอาหารพายเฉลิมฉลอง Pride Month ด้วยเซ็ตอาหารค่ำ 5 คอร์สสุดพิเศษจากสองเชฟดัง

ห้องอาหารพายเฉลิมฉลอง Pride Month ด้วยเซ็ตอาหารค่ำ 5 คอร์สสุดพิเศษจากสองเชฟดัง

ห้องอาหารพายเฉลิมฉลอง Pride Month ด้วยเซ็ตอาหารค่ำ 5 คอร์สสุดพิเศษจากสองเชฟดัง

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ห้องอาหารพาย (Paii) เฉลิมฉลองเดือนแห่งความหลากหลาย (Pride Month) พร้อมเสิร์ฟความอร่อยด้วยการร่วมมือของสองเชฟชื่อดัง เชฟพลอย ณัฏฐณิชา จากรายการ TopChef Thailand และ MasterChef Thailand ร่วมกับเชฟโจ วีรเกติ์ หัวหน้าเชฟจากห้องอาหารพาย สร้างสรรค์เมนูเซ็ตอาหารค่ำ 5 คอร์สสุดพิเศษ ที่ได้ถ่ายทอดความหลากหลายและความลุ่มลึกของอาหารไทยอย่างแท้จริง ตลอดเดือนมิถุนายน นี้

เชฟโจ วีรเกติ์  และ เชฟพลอย ณัฏฐณิชา

เซ็ตอาหารค่ำ5 คอร์ส สุดพิเศษนี้สะท้อนถึงรสชาติที่จัดจ้าน เทคนิคที่ซับซ้อน และวัตถุดิบที่สดใหม่และหลากหลาย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของมรดกอาหารไทย ทั้งยังเป็นการเฉลิมฉลองความหลากหลายและการเปิดกว้าง โดยผสมผสานความดั้งเดิมเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ร่วมสมัยได้อย่างลงตัว ประกอบด้วย เมนูเรียกน้ำย่อย: กระทงทองน้ำพริกเห็ด (ทาร์ตเห็ด เจลมะนาวและพริก)ไข่ตุ๋นต้มยำปู (ไข่ตุ๋นรสต้มยำ เนื้อปู มะนาว) เมนูสตาร์ทเตอร์: แตงโมปลาแห้ง (ทูน่า น้ำแตงโม น้ำพริกปลาแห้ง โฟมหอมเจียว) เมนูหลัก : ซุป แกงกอและ (ปลาบาราคูด้า กุ้งลายเสือ ผักดอง แกงกอและ เสิร์ฟพร้อมกับข้าวกะทิ) ของหวาน : แตงไทยน้ำกะทิ (ชีสเค้กแตงไทย แตงไทยเชื่อม ครัมเบิลมะพร้าว ซอสบัตเตอร์สก็อตน้ำตาลโตนด)

เซ็ตอาหารค่ำ 5 คอร์ส ราคา 2,990 บาทสุทธิ ต่อท่าน และ เซ็ตอาหารค่ำ 5 คอร์ส สำหรับ 2 ท่าน พร้อมแชมเปญ G.H. Mumm Cordon Rouge Brut 1 ขวด ราคา 7,990 บาท  พร้อมให้บริการทุกวันตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน ถึง 30 มิถุนายน 2568 เวลา 18.00 – 23.00 น. (รับออเดอร์สุดท้ายเวลา 22.30 น.)  พิเศษกับการแนะนำเมนูสุดพิเศษโดยเชฟพลอย ณัฏฐณิชา ในคืนเปิดตัววันที่ 7 มิถุนายน 2568

ห้องอาหารพาย (Paii)  ตั้งอยู่ในเดอะเฮ้าส์ออนสาทร สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่ง โทร 02 344 4025 หรือ https://bit.ly/PaiiReservation เยี่ยมชมเว็บไซต์ http://www.paiibangkok.com หรืออีเมล thehouseonsathorn@whotels.com ติดตามข่าวสารตลอด 24 ชั่วโมงของ W Bangkok ได้ที่ http://www.facebook.com/wbangkok หรือ https://bit.ly/WBangkokHWS