‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี’ ทรงได้รับการประกาศเชิดชูพระเกียรติจากองค์การยูเนสโก ถวายเหรียญสดุดีพระกรณียกิจด้านการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมและการส่งเสริมงานวิจิตรศิลป์

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี’ ทรงได้รับการประกาศเชิดชูพระเกียรติจากองค์การยูเนสโก ถวายเหรียญสดุดีพระกรณียกิจด้านการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมและการส่งเสริมงานวิจิตรศิลป์

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี’ ทรงได้รับการประกาศเชิดชูพระเกียรติจากองค์การยูเนสโก ถวายเหรียญสดุดีพระกรณียกิจด้านการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมและการส่งเสริมงานวิจิตรศิลป์

วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.28 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปยังสำนักงานใหญ่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก ในโอกาสที่ทรงได้รับการประกาศเชิดชูพระเกียรติและถวายเหรียญสดุดีพระกรณียกิจด้านการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมและการส่งเสริมงานวิจิตรศิลป์ ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ตามคำกราบทูลเชิญของ นางโอเดรย์ อาซูเลย์ ผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโก


สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จเยือนสำนักงานใหญ่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือยูเนสโก ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ตามคำกราบทูลเชิญของ นางโอเดรย์ อาซูเลย์ ผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโก โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโกเข้าเฝ้าเพื่อกราบทูลหารือในประเด็นการอนุรักษ์วัฒนธรรม อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และการสนับสนุนการมีบทบาทของเยาวชนและกลุ่มเปราะบางในสังคมไทย


สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้ทรงเน้นย้ำถึงพระกรณียกิจของพระองค์ในการส่งเสริมและการพัฒนาการทอผ้าพื้นเมืองของไทย โดยเฉพาะการส่งเสริมการดำเนินโครงการต่าง ๆ ได้แก่ โครงการดอนกอยโมเดล และโครงการนาหว้าโมเดลในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ศูนย์เรียนรู้บาติกโมเดลในภาคใต้ ตลอดจนโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก


สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ยังมีพระกระแสรับสั่งกับผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโกว่า ประเทศไทยได้เสนอให้ “ชุดไทย” ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ในปี 2569 ซึ่งชุดไทยเป็นผลจากพระราชวิสัยทัศน์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงริเริ่มให้มีการออกแบบชุดไทยที่จะใช้ในวาระต่างๆ ซึ่งสะท้อนถึงคุณค่าความงดงามและเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมที่หลากหลายของไทย


ในโอกาสนี้ ผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโกได้ประกาศเชิดชูพระเกียรติและถวายเหรียญสดุดีพระกรณียกิจด้านการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมและการส่งเสริมงานวิจิตรศิลป์ รวมทั้งการขับเคลื่อนวัฒนธรรม ตลอดจน อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในประเทศไทย แด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา

รวมพลังสื่อสารสร้างสรรค์เมืองผ่าน ‘อาหาร’ ในงาน Young Food Fest : BetweeNext จาน ต่อ จาน

รวมพลังสื่อสารสร้างสรรค์เมืองผ่าน 'อาหาร' ในงาน Young Food Fest : BetweeNext จาน ต่อ จาน

รวมพลังสื่อสารสร้างสรรค์เมืองผ่าน ‘อาหาร’ ในงาน Young Food Fest : BetweeNext จาน ต่อ จาน

วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.01 น.

เด็กและเยาวชนจากทั่วประเทศรวมพลังสื่อสารสร้างสรรค์เมืองผ่าน “อาหาร” ในงาน Young Food Fest : BetweeNext จาน ต่อ จาน  เทศกาลอาหารแนวใหม่ที่ใช้อาหารเป็นเครื่องมือสะท้อนพลังเยาวชน

มากกว่าอาหารคือพลังงานขับเคลื่อนสังคม เพราะอาหารหนึ่งจานที่เรารับประทานในทุกมื้อสามารถกำหนดชีวิตของเราและกำหนดชีวิตของเมืองได้ แต่ในปัจจุบันคนรุ่นใหม่ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมกำลังเผชิญกับวิกฤตที่เกี่ยวข้องกับอาหารรอบด้าน นำมาซึ่งปัญหาสุขภาพที่มาจากการกินของเราในทุกมื้อ เทศกาล Young Food Fest : BetweeNext จาน ต่อ จาน จึงเป็นการรวมตัวของกลุ่มเด็กเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ต้องการสื่อสารปัญหา และเสนอแนวทางเปลี่ยนแปลงต่อระบบอาหารของไทยอย่างมีพลัง เท่าทันสื่อเท่าทันสังคม ภายใต้แนวคิด “จาน ต่อ จาน” ที่เด็กเยาวชนสามารถเริ่มต้นสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จากจานเล็กๆ ของเราสู่จานของเพื่อน ครอบครัว ชุมชน และสังคม ภายใต้โครงการ Young Food โดยความร่วมมือของสถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) ที่เชื่อมั่นในพลังของเด็กเยาวชนในการเป็นผู้ริเริ่มสื่อสารอย่างรู้เท่าทัน มีวิจารณญาณ มีสิทธิ์มีเสียงไม่ต่างจากผู้ใหญ่ในสังคม และมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) ผู้เป็นสะพานเชื่อมร้อยคนรุ่นใหม่ที่อุดมด้วยพลังงานและความมุ่งมั่นสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคมผ่านการกลับไปพัฒนาในถิ่นที่อยู่

เทศกาล Young Food Fest มุ่งหมายให้เด็กและเยาวชนเป็นผู้ขับเคลื่อนหลักในการสร้างการเปลี่ยนแปลง โดยเรียนรู้การทำงานกับชุมชนอย่างมีส่วนร่วมในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การร่วมคิดร่วมออกแบบ การลงมือปฏิบัติจริง การเก็บข้อมูลจนไปถึงการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ โดยจานอาหารหนึ่งจานของพวกเขาสามารถสะท้อนเชื่อมโยงมิติต่างๆ ทางสังคมได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นมิติทางวิถีวัฒนธรรม ความหลากหลายทางอัตลักษณ์ ความสัมพันธ์ในครอบครัวและชุมชน รวมถึงการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน เยาวชนกว่า 12 พื้นที่ปฏิบัติการจากภูมิภาคต่าง ๆ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ถ่ายทอดเรื่องราว และแบ่งปันข้อเสนอที่พวกเขารวบรวมข้อมูลผ่านกระบวนการทำงานร่วมกับชุมชนตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา

นางสาวเข็มพร วิรุณราพันธ์ ผู้จัดการสถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) กล่าวถึงที่มาและความสำคัญของเทศกาลฯ ว่า “ความหมายของจานต่อจาน หมายถึงทั้งเรื่องความมั่นคงของอาหาร ชุมชนอาหาร ชุมของคนรุ่นใหม่และคนหลากหลายวัย จานในปัจจุบันจะสามารถต่อยอดไปถึงจานต่อไปในอนาคตอย่างยั่งยืนและไม่สิ้นสุด จะต้องอาศัยพลังของการเชื่อมโยงซึ่งมีเด็กเยาวชนคนรุ่นใหม่เป็นผู้เชื่อมโยงผ่านพลังการสื่อสาร จึงจะทำให้จานหนึ่งใบสามารถส่งต่อไปสู่จานใบอื่นๆ ที่มีความหลากหลายและหมายถึงอนาคตของชุมชนสังคมและอนาคตของโลก

เทศกาลครั้งนี้ผ่านการออกแบบมาอย่างรอบคอบ มีการเตรียมการมาอย่างยาวนานในหลายฝ่ายหลายพื้นที่เพื่อให้เกิดความแตกต่างจากเทศกาลอาหารทั่วไป เพราะงานนี้มีเด็กเยาวชนคนรุ่นใหม่เป็นผู้มีส่วนร่วมในการคิดออกแบบและปฏิบัติการสื่อสารด้วยตัวของพวกเขาเอง ให้เห็นบทบาทว่าไม่ใช่เป็นเพียงผู้บริโภคที่ห่างไกลจากระบบอาหาร แต่สามารถบริโภคได้อย่างเท่าทันและสร้างการเปลี่ยนแปลงในทุกจานได้

งานนี้จึงเป็นการตั้งคำถามต่อพลังการสื่อสารและการเชื่อมโยง เชื่อมร้อยจากตัวเราสู่ผู้อื่น สถาบันสื่อเด็กและเยาวชน รวมถึงมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคมในฐานะผู้ร่วมจัดงานนี้จึงอยากเห็นภาพพลังของคนรุ่นใหม่ที่เข้มแข็งและลุกขึ้นสร้างการเปลี่ยนแปลงผ่านพลังที่อยู่ในมือและจานของเราทุกคน อยากให้ปรากฎการณ์นี้เกิดขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่สิ้นสุด ส่งต่อรุ่นสู่รุ่นเป็นพลังคลื่นลูกถัดไป”

ด้าน นายนราธิป ใจเด็จ ผู้อำนวยการมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) กล่าวว่า “งาน Young Food Fest ไม่ได้เป็นเพียงเทศกาลอาหารของคนรุ่นใหม่ แต่คือเวทีสำคัญที่สังคมไทยควรหันมาฟังเสียงของเยาวชนอย่างจริงจัง เราไม่ได้พูดถึงอาหารแค่ในฐานะของกิน แต่ในฐานะของสิทธิ ความยั่งยืน ความเหลื่อมล้ำ และพลังของการเปลี่ยนแปลง อาหารคือประตูสู่การเรียนรู้ การเข้าใจโลก และการออกแบบชีวิตใหม่ โดยเฉพาะสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องเติบโตท่ามกลางวิกฤตหลายด้าน Young Food Fest คือเวทีที่เด็กและเยาวชนได้ร่วมออกแบบอนาคต ผ่านรสชาติของการเรียนรู้ การสนทนา และการลงมือทำ เป็นเทศกาลที่คนรุ่นใหม่ ชุมชน และเครือข่ายภาคประชาชนจะได้มีพื้นที่เชื่อมโยง แลกเปลี่ยนร่วมกันแสดงให้เห็นว่าเราสามารถสร้างระบบอาหารที่เป็นธรรม ปลอดภัย และมีความหมายกับทุกคนได้จริง

มอส. ภูมิใจที่ได้ร่วมขับเคลื่อนเวทีนี้กับ สสย. และเครือข่ายในฐานะองค์กรที่เชื่อในพลังของพลเมืองเยาวชนและรุ่นใหม่ และศรัทธาในศักยภาพของการเปลี่ยนแปลงจากรากฐาน เราหวังว่าสังคมจะมองเห็น ไม่ใช่แค่สิ่งที่เด็กทำ แต่อยากชวนให้ฟังในสิ่งที่เขากำลังบอก และในฐานะองค์กรที่สร้างนิเวศน์การเรียนรู้ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะในทุกคำถาม ความฝัน หรือจานอาหารที่เขานำเสนอ คือบทสนทนาสำคัญว่าพรุ่งนี้เราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร”

ปิดท้ายด้วย นายโกศล สิงหนาท ผู้อำนวยการเขตพระนคร กล่าวถึงจุดสำคัญของเทศกาลฯ ว่า “เป็นเทศกาลอาหารที่แตกต่างจากเทศกาลอาหารทั่วไป เป็นเทศกาลอาหารแนวใหม่ที่ขับเคลื่อนโดยเด็กเยาวชนและคนรุ่นใหม่ เพื่อจะสื่อสารเรื่องราวของอาหารจากหลากหลายพื้นที่ ชุมชนท้องถิ่น ทั่วประเทศ ที่เชื่อมโยงกับมิติต่าง ๆ ทั้งด้านสังคม วัฒนธรรม ความหลากหลายทางอัตลักษณ์ ความสัมพันธ์ในครอบครัวและชุมชน รวมถึงการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ให้เกิดความตระหนักและการมีส่วนร่วมต่อการดูแลรักษาระบบอาหารที่มั่นคง ปลอดภัย สำหรับทุกคน”

Young Food Fest : BetweeNext จาน ต่อ จาน เวทีของเด็กเยาวชนที่อาหารไม่ใช่แค่เรื่องกิน แต่คือเครื่มือองเปลี่ยนสังคม

สำหรับผู้ที่พลาดการเข้าร่วมงาน สามารถติดตามรายละเอียดต่างๆ ได้ที่เพจ Young Food

-(016)

ททท. ชวนทุกคนร่วมแชร์โมเมนต์สุดอบอุ่นใน Grand Moment of Memory: วันวานยังหวานอยู่ พร้อมสนุกไปกับชาเลนจ์ TikTok “ฟีลดีพิกัดเดิม”

ททท. ชวนทุกคนร่วมแชร์โมเมนต์สุดอบอุ่นใน Grand Moment of Memory: วันวานยังหวานอยู่ พร้อมสนุกไปกับชาเลนจ์ TikTok “ฟีลดีพิกัดเดิม”

ททท. ชวนทุกคนร่วมแชร์โมเมนต์สุดอบอุ่นใน Grand Moment of Memory: วันวานยังหวานอยู่ พร้อมสนุกไปกับชาเลนจ์ TikTok “ฟีลดีพิกัดเดิม”

วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.22 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ชวนคุณร่วมออกเดินทางสัมผัสโมเมนต์เก่าเล่าใหม่ในมุมมองที่อบอุ่น สดใส และมีความหมายลึกซึ้ง กับโครงการ Grand Moment of Memory: ReFeel Memory วันวานยังหวานอยู่ ในธีม Grand Moment of Memory ภายใต้แคมเปญ Grand Moment ประจำปี Amazing Thailand Grand Tourism & Sports Year 2025 ซึ่งมุ่งส่งมอบช่วงเวลาที่มีคุณค่าและประสบการณ์ที่เติมเต็มใจ

ท่ามกลางกระแสสังคมและวิถีชีวิตยุคปัจจุบันที่ไม่อาจหลีกหนีจากความเร่งรีบวุ่นวาย ทำให้หลายคนโหยหาช่วงเวลาเรียบง่าย ละมุนละไม และตราตรึงอยู่ในใจ อย่างยุค ’80 ถึงปลาย ’90 ซึ่งเคยเพลิดเพลินกับภาพยนตร์ ดนตรี แฟชั่น อาหาร และสถานที่ต่าง ๆ ส่งผลให้ความต้องการสัมผัสวันวานอันแสนหวานกลายเป็นเป้าหมายของการออกเดินทางอีกครั้ง สอดคล้องกับนิยาม “Nostalgia” ที่กำลังเป็นเทรนด์ท่องเที่ยวซึ่งให้คุณค่าต่อจิตใจ แม้แต่กลุ่มคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z และ Millennials ที่เกิดไม่ทันช่วงยุคเหล่านั้นก็ยังอินไปกับเรื่องราวอย่างน่าทึ่ง

อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เผยว่า “โครงการ Grand Moment of Memory: ReFeel Memory วันวานยังหวานอยู่ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ด้วยการถ่ายทอดคุณค่าของแหล่งท่องเที่ยวแห่งเดิม แต่เพิ่มเติมประสบการณ์ใหม่ที่มีสีสัน เข้ากับยุคสมัย และให้ความรู้สึกเชื่อมโยงถึงอดีตไปพร้อมกัน โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ Gen Z ผู้มองหาการเดินทางที่มีความหมายและ “รู้สึกได้” อย่างลึกซึ้ง รวมทั้งกลุ่ม Gen Y และ Gen X ที่ต้องการกลับไป “รู้สึกใหม่อีกครั้ง”

ททท. ได้ผนึกกำลังกับ พันธมิตรชั้นนำในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ ได้แก่ บัตรเครดิต KTC, Siam Amazing Park, SEE FAH, Traveloka และ Centara Grand Beach Resort & Villas Hua Hin ภายใต้แนวคิด “ReFeel Memory” ในการร่วมประชาสัมพันธ์และจัดทำดีลและโปรโมชั่นสุดพิเศษสำหรับนักเดินทาง เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบพักค้างคืน

“ความร่วมมือนี้จะช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชนท้องถิ่นและผู้ประกอบการท่องเที่ยว ส่งผลให้เศรษฐกิจหมุนเวียน และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเติบโตอย่างยั่งยืน” นายอภิชัย กล่าวเสริม

เพื่อเพิ่มสีสันของโครงการฯ ททท. ได้เตรียมจัด “ReFeel Memory Fam Trip” คอนเซ็ปต์ “Let’s Ride Back in Time! ทริปนี้สู่วันวาน…ในพิกัดความทรงจำ” พาเหล่า KOLs และ Content Creator สัมผัสการเดินทางด้วยรถไฟ SRT Prestige สู่สถานีหัวหิน ในวันที่ 8 สิงหาคม 2568 พร้อมออกแบบกิจกรรมที่มีกิมมิคกระตุ้นความทรงจํา และสร้างบรรยากาศย้อนวันวานที่ Centara Grand Beach Resort & Villas Hua Hin เพื่อ ReFeel Memory ให้ครบทุกมิติ

ในโอกาสนี้ ททท. ขอชวนทุกคนร่วมสนุกกับแคมเปญ “ฟีลดีพิกัดเดิม” โดยครีเอทคอนเทนต์ TikTok (วิดีโอ/ภาพนิ่ง) เล่าถึงสถานที่หรือแหล่งท่องเที่ยวย้อนวันวานใน “พิกัดความทรงจำ” ของคุณ! โดยใช้แผ่นเสียง “ReFeel Memory วันวานยังหวานอยู่” และติดแฮชแท็ก #ฟีลดีพิกัดเดิม #ReFeelMemory #วันวานยังหวานอยู่ #AmazingThailand #GrandMoment ตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม 2568 เพื่อรับ ของขวัญสุดเก๋ อาทิ กล้อง Instant, ลําโพง Bluetooth และ Voucher ที่พัก/ร้านอาหาร มูลค่ารวมกว่า 100,000 บาท

ทั้งนี้ โครงการ Grand Moment of Memory: ReFeel Memory วันวานยังหวานอยู่ ได้รีมิกซ์เพลงฮิตในตำนาน “วันวานยังหวานอยู่” ประพันธ์โดย สันติ เศวตวิมล ให้เข้ากับยุคสมัย พร้อมท่าเต้นสุดคิวท์ซึ่งออกแบบโดยทีม The Character Academy ให้ทุกคนได้ร่วมชาเลนจ์เต้นและแชร์คลิปโมเมนต์พิเศษบนโซเชียลมีเดียของคุณ

ติดตามรายละเอียดกิจกรรม และร่วม Let’s ReFeel ด้วยกันได้ทาง

• Facebook Page: ReFeel Memory วันวานยังหวานอยู่

• TikTok: @ReFeelMemory

• Line OA: @ReFeelMemory

#ฟีลดีพิกัดเดิม #ReFeelMemory #วันวานยังหวานอยู่ #AmazingThailand #GrandMoment

เหล่าอินฟลูคนดัง ร่วมงานเปิดตัว LA LOMA แบรนด์น้ำหอมไทยน้องใหม่

เหล่าอินฟลูคนดัง ร่วมงานเปิดตัว LA LOMA  แบรนด์น้ำหอมไทยน้องใหม่

เหล่าอินฟลูคนดัง ร่วมงานเปิดตัว LA LOMA แบรนด์น้ำหอมไทยน้องใหม่

วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.56 น.

เหล่าอินฟลูและคนดัง อาทิ ไมค์ พิรัช, นนท์ อินทนนท์, มุก วรนิษฐ์, ณัฏฐ์ กิจจริต, เอม ภูมิภัทร, กัน จอมพลัง, Teayii, พอร์ช-อาร์ม, บาส น๊อต ต้า อัส ร่วมงานเปิดตัว LA LOMA (ลา โลม่า) แบรนด์น้ำหอมน้องใหม่สัญชาติไทย โดย ต๋อง ธนายุทธ ฐากูรอรรถยา นักแสดงและผู้ก่อตั้ง House of Loma Company ที่พร้อมเปิดประสบการณ์ค้นพบตัวตนในทุกมิติ เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ สยามเซ็นเตอร์

ครั้งแรกกับการเปิดตัวแบรนด์ LA LOMA (ลา โลม่า) แบรนด์น้ำหอมที่ใช้เวลากว่าสี่ปีในการวิจัยและพัฒนาสู่การเปิดประสบการณ์ใหม่ของกลิ่นที่มากกว่าความหอม มีความโดดเด่นทั้งองค์ประกอบของกลิ่น การออกแบบ และแนวทางสื่อสาร เพื่อสร้างแบรนด์น้ำหอมที่มีคุณภาพเทียบเท่าระดับสากล แต่ยังคงกลิ่นอายของความเป็นตัวตนอย่างลึกซึ้ง พร้อมเปิดตัว LA LOMA: The Exhibition นิทรรศการน้ำหอมครั้งแรก ที่สยามเซ็นเตอร์ และยังครีเอต LA LOMA Siamora กลิ่นพิเศษสุด exclusive ที่จัดทำเฉพาะงานนี้ สำหรับสยามเซ็นเตอร์ เท่านั้น

LA LOMA เปิดตัวอย่างเป็นทางการผ่านนิทรรศการ LA LOMA: The Exhibition ณ Atrium 1 ชั้น G สยามเซ็นเตอร์ ซึ่งนิทรรศการนี้ออกแบบให้เป็น ‘งานศิลปะที่มีชีวิต’ ภายในงาน พบกับโดมโปร่งใสขนาดใหญ่ใจกลางพื้นที่ จำลองภูมิทัศน์ของ “เนินเขา” ที่สลับซับซ้อน (La Loma แปลว่า “เนินเขา” ในภาษาสเปน) ท่ามกลางบรรยากาศที่ผสานธรรมชาติและความเรียบหรูของเมือง เพื่อสะท้อนหัวใจของแบรนด์ ที่เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีหลายชั้น หลายมิติ จึงกลายเป็น Key Message ของแบรนด์:“Scent Your Soul, Unfold Your Layers.”

พบกับ LA LOMA: The Exhibition ตั้งแต่วันนี้ – 29 กรกฎาคม 2568 ณ เอเทรียม 1 ชั้น G สยามเซ็นเตอร์ โดยทุกการซื้อครบ 2,500 บาท รับฟรี LA LOMA Siamora EDP ขนาด 9 ml (กลิ่นพิเศษที่จัดทำเฉพาะงานนี้ จำนวนจำกัด 500 ชิ้นเท่านั้น) และ โปรโมชันเซ็ตพิเศษ สำหรับผู้ที่ซื้อครบ 3 กลิ่น หรือ 3 ไอเท็มรายละเอียดเพิ่มเติม Facebook, Instagram: SiamCenter

#SiamCenterXOXO #SiamCenter #TheIdeaopolis #BeInspired #BeTheFirst

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาแก้อักเสบอย่างถูกวิธี

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาแก้อักเสบอย่างถูกวิธี

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ใช้ยาแก้อักเสบอย่างถูกวิธี

วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.24 น.

ในกรณีที่ผู้ป่วยต้องการใช้ยาแก้อักเสบ เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องหนึ่งที่เกิดการเข้าใจผิดได้ เช่น ป่วยมาด้วยอาการหลัก คือ มีไข้ เจ็บคอ มีน้ำมูก มีเสมหะสีเขียว แล้วถามหายาแก้อักเสบ แต่สิ่งที่คาดหวัง คือได้ยาเพื่อฆ่าเชื้อก่อโรค ซึ่งเป็นกลุ่มยาปฏิชีวนะ (antibiotics) หรือยาฆ่าเชื้อ (antimicrobials) บางคนมีตัวอย่างยามาเพื่อแสดงประกอบการขอซื้อยา (ไม่ทราบว่านำตัวอย่างมาจากไหน) แล้วบอกเภสัชกรว่าต้องการยาตัวนี้
อีกกรณีหนึ่งที่อาจพบคือ คนไข้มาด้วยอาการปวดกล้ามเนื้อจากการออกกำลังกายหนัก มาขอซื้อยาแก้กล้ามเนื้ออักเสบ กรณีนี้อาจไม่มีชื่อยาหรือตัวอย่างยามาด้วย แต่ความเข้าใจของผู้ป่วยคือ ต้องการยาแก้อักเสบ เพื่อลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ ซึ่งหากซักประวัติแล้วไม่มีข้อห้ามใช้ ยาที่ผู้ป่วยรายนี้จะได้คือยากลุ่มต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs หรือเอ็นเสด) ตัวอย่างของยาในกลุ่มนี้อาจเป็นที่รู้จักกันดี คือ ไอบูโพรเฟน เซเลค็อกสิบ เป็นต้น

ผู้อ่านอาจสงสัยว่า คำว่ายาแก้อักเสบ คือยาแก้อะไรกันแน่ ขอย้ำว่าอาการอักเสบ (Inflammation) คือ การตอบสนองตามธรรมชาติของร่างกายต่อการบาดเจ็บ การติดเชื้อ หรือการระคายเคือง เป็นกลไกสำคัญของระบบภูมิคุ้มกันที่ช่วยปกป้องร่างกาย และเริ่มต้นกระบวนการซ่อมแซมตัวเอง เมื่อร่างกายเกิดการอักเสบ ร่างกายจะส่งเซลล์ภูมิคุ้มกันและสารเคมีต่าง ๆ ไปยังบริเวณที่ได้รับผลกระทบ เพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอม (เช่น เชื้อโรค แบคทีเรีย ไวรัส) สารระคายเคือง หรือเนื้อเยื่อที่เสียหาย จากนั้นก็จะเริ่มกระบวนการฟื้นฟูและซ่อมแซม อาการที่ปรากฏขึ้นในบริเวณที่เกิดการอักเสบเฉียบพลัน ได้แก่ อาการปวด บวม แดง ร้อน นั่นหมายความว่า การอักเสบ อาจจะเกิดจากการติดเชื้อ หรือ การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อต่าง ๆ ก็ได้
คนทั่วไปเรียกยาฆ่าเชื้อ หรือยาปฏิชีวนะ ว่ายาแก้อักเสบ ซึ่งเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน และอาจนำไปสู่การใช้ยาผิด แล้วอาจนำยาปฏิชีวนะไปใช้ ในกรณีเกิดการอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ นอกจากกินยาแล้วโรคไม่หาย แล้วยังเสี่ยงต่อการแพ้ยา หรือดื้อยาด้วย
ในทางกลับกัน เช่น ผู้ป่วยเกิดการอักเสบจากการติดเชื้อ แต่ไปใช้ยา NSAIDs ซึ่งไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ ก็อาจจะไม่หาย และทำให้การติดเชื้อรุนแรงมากขึ้นไปอีก นอกจากนี้ ยาทั้งสองกลุ่มนี้เป็นกลุ่มยาที่มีรายงานเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์มากที่สุด ทั้งเรื่องของการเกิดอาการแพ้ยาและการเกิดผลข้างเคียง ดังนั้น เรามาทำความเข้าใจเพิ่มเติม เกี่ยวกับแนวทางการใช้ยาทั้งสองกลุ่มให้ปลอดภัยกันดีกว่า
การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างปลอดภัย

  • ใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น และต้องมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ โดยปรึกษาแพทย์ และเภสัชกรก่อนใช้
  • กินยาให้ครบตามที่แพทย์สั่ง โดยต้องกินยาให้หมดตามขนาด และระยะเวลาที่กำหนด แม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม การหยุดยาก่อนกำหนดอาจทำให้เชื้อแบคทีเรียที่ยังหลงเหลืออยู่ไม่ตายหมด ทำให้เชื้อเหล่านั้นพัฒนาการดื้อยาขึ้นมาได้ และทำให้การรักษาในอนาคตยากขึ้น
  • กินยาให้ตรงเวลา เพื่อรักษาระดับยาในร่างกายให้คงที่และมีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อ
  • แจ้งข้อมูลสุขภาพให้แพทย์ และเภสัชกรทราบ โดยแจ้งประวัติการแพ้ยาปฏิชีวนะทุกชนิด (เช่น แพ้ยาเพนิซิลลิน, ซัลฟา) เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่อาจก่อให้เกิดอาการแพ้รุนแรง และแจ้งโรคประจำตัว หรือยาอื่นๆ ที่กำลังรับประทานอยู่ เพื่อป้องกันปฏิกิริยาระหว่างยา
  • เก็บรักษายาในที่แห้ง ไม่ชื้น และพ้นจากแสงแดด ทำตามคำแนะนำบนฉลาก และยาบางชนิดต้องเก็บในตู้เย็น (เช่น ยาปฏิชีวนะชนิดน้ำสำหรับเด็กบางตัว)

วิธีใช้ยากลุ่ม NSAIDs อย่างปลอดภัย

  • ใช้ในขนาดที่เหมาะสมและไม่เกินปริมาณที่แนะนำ โดยอ่านฉลากยาให้ละเอียด และรับประทานตามขนาดและระยะเวลาที่แนะนำ ห้ามเพิ่มขนาดยาเอง เพราะไม่ได้ช่วยให้ออกฤทธิ์ดีขึ้น แต่เพิ่มความเสี่ยงต่อผลข้างเคียง และไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน ถ้าไม่มีคำแนะนำจากแพทย์
  • รับประทานยาให้ถูกเวลา ยาบางชนิดให้รับประทานพร้อมอาหารหรือหลังอาหารทันที เนื่องจากยาบางชนิดมักทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหารได้ การรับประทานยาพร้อมอาหารหรือหลังอาหารทันที จะช่วยลดผลข้างเคียงนี้ลงได้มาก
  • ใช้ยาเท่าที่จำป็น ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ และเภสัชกร เนื่องจากยาในกลุ่มนี้ มีผลข้างเคียงสูงต่อกระเพาะอาหาร อาจทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ ซึ่งอาจมีเลือดออก หรือถึงขั้นกระเพาะทะลุได้ อาการที่บ่งชี้ เช่น ปวดท้อง เสียดท้อง แสบร้อนกลางอก คลื่นไส้ อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระดำ

นอกจากนี้ ยา NSAIDs ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และอาจส่งผลต่อการทำงานของไต ทำให้การกรองของเสียของไตลดลง และอาจนำไปสู่ภาวะไตวายเฉียบพลันได้ ผู้ที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคหัวใจ หรือผู้ที่ภาวะขาดน้ำ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยา NSAIDs หรือใช้ด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง ภายใต้การดูแลของแพทย์

  • แจ้งข้อมูลสุขภาพให้แพทย์และเภสัชกรทราบ โดยแจ้งประวัติการแพ้ยา โรคประจำตัว (โดยเฉพาะโรคกระเพาะอาหาร ไต หัวใจ ความดันโลหิตสูง) และยาอื่น ๆ ที่กำลังใช้อยู่ ส่วนหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาเสมอ

ขอย้ำว่า ยาแก้อักเสบอาจก่อปัญหาใหญ่ได้ เราจึงต้องปรึกษาเภสัชกร หรือแพทย์ ก่อนใช้ยา เพื่อให้ใช้ยาให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด

‘เพอร์ร่า’ ย้ำภาพลักษณ์แบรนด์น้ำแร่แฟชั่นไลฟ์สไตล์ ผนึก ‘PIPATCHARA’ ดีไซน์แฟชั่น ‘AQUA-R-US’ คอลเลกชันใหม่รักษ์โลกจากฝาขวดและเศษอวน

‘เพอร์ร่า’ ย้ำภาพลักษณ์แบรนด์น้ำแร่แฟชั่นไลฟ์สไตล์ ผนึก ‘PIPATCHARA’  ดีไซน์แฟชั่น 'AQUA-R-US' คอลเลกชันใหม่รักษ์โลกจากฝาขวดและเศษอวน

‘เพอร์ร่า’ ย้ำภาพลักษณ์แบรนด์น้ำแร่แฟชั่นไลฟ์สไตล์ ผนึก ‘PIPATCHARA’ ดีไซน์แฟชั่น ‘AQUA-R-US’ คอลเลกชันใหม่รักษ์โลกจากฝาขวดและเศษอวน

วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“เพอร์ร่า”  เสริมแกร่งภาพลักษณ์แบรนด์น้ำแร่แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ ผนึกความร่วมมือ “PIPATCHARA” แบรนด์แฟชั่นระดับโลกสัญชาติไทย ออกคอลเลกชัน AQUA-R-US โดยการรีไซเคิลฝาขวดน้ำเพอร์ร่าและเศษอวน มาดีไซน์เป็นเสื้อผ้าและกระเป๋า เพื่อสร้างความตระหนักถึงความสวยงามของธรรมชาติและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาสิ่งแวดล้อมผ่านแฟชั่นที่ยั่งยืน

พรรณทิพย์  ลีตะชีวะ ผู้อำนวยการกลุ่มการตลาดแบรนด์น็อนแอลกอฮอล์ บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า เพอร์ร่าก้าวเป็นผู้นำตลาดน้ำแร่และสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ด้วยหัวใจหลักคือการเป็นน้ำแร่คุณภาพจากธรรมชาติ 100% นอกจากการรักษาคุณภาพผลิตภัณฑ์แล้ว เพอร์ร่ายังใช้กลยุทธ์การตลาดที่แตกต่างผสมผสานกับภาพลักษณ์แบรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์อย่างลงตัว ซึ่งหลายปีที่ผ่านมา เพอร์ร่า ได้ร่วมมือกับแบรนด์แฟชั่นและดีไซน์เนอร์ชั้นนำของไทย (Thai Designer) สร้างสรรค์ฉลากสินค้าใหม่คอลเล็กชั่นพิเศษ สร้างสีสันให้กับตลาดน้ำแร่อย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด เพอร์ร่า ร่วมกับ PIPATCHARA แบรนด์แฟชั่นระดับโลกจากไทย เดินหน้าออกคอลเลกชันใหม่ AQUA – R-US โดยการนำฝาขวดน้ำแร่เพอร์ร่ามาบดละเอียดและขึ้นรูปเป็นชิ้นงานดีไซน์ ผสานกับเศษอวน รีไซเคิลให้กลายเป็นวัสดุที่มีคุณค่าและสวยงามอีกครั้ง ออกแบบเป็นเสื้อผ้า และกระเป๋า ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้เพอร์ร่าได้ถ่ายทอดมุมมองผ่านคอนเซ็ปต์ Life is natural wonders ‘เพราะธรรมชาติคือเรา’ จากแนวคิดความงามของธรรมชาติอย่างยั่งยืนผ่านแฟชั่นที่มีความหมาย

โดยที่ผ่านมา เพอร์ร่า ได้สร้างสรรค์ผลงานร่วมกับแบรนด์แฟชั่นและดีไซเนอร์ไทยชื่อดังมากมาย อาทิ Disaya, Sretsis, Kloset, Asava, Issue, Poem, Vickteerut, Vatanika, La Boutique และ Vinn Patararin ตอกย้ำถึงการเป็นแบรนด์ที่ผสานแฟชั่นเข้ากับไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัว สำหรับคอลเลคชั่น AQUA-R-US สามารถหาซื้อ ได้ที่ PIPATCHARA SHOP หรือช่องทางออนไลน์ที่ https://pipatchara.com/  

พรรณทิพย์ ลีตะชีวะ ผอ.กลุ่มการตลาดแบรนด์น็อนแอลกอฮอล์ บจ.บุญรอดเทรดดิ้ง

พรรณทิพย์ ลีตะชีวะ ผอ.กลุ่มการตลาดแบรนด์น็อนแอลกอฮอล์ บจ.บุญรอดเทรดดิ้ง

พรรณทิพย์ ลีตะชีวะ กับ เพชร ภิพัชรา แก้วจินดา

พรรณทิพย์ ลีตะชีวะ กับ เพชร ภิพัชรา แก้วจินดา

ชุดน้ำชายามบ่าย แรงบันดาลใจจากคอลเลคชั่นเครื่องประดับ ‘Atelier’ แบรนด์ SIRIVANNAVARI

ชุดน้ำชายามบ่าย แรงบันดาลใจจากคอลเลคชั่นเครื่องประดับ ‘Atelier’ แบรนด์ SIRIVANNAVARI

ชุดน้ำชายามบ่าย แรงบันดาลใจจากคอลเลคชั่นเครื่องประดับ ‘Atelier’ แบรนด์ SIRIVANNAVARI

วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แบรนด์ SIRIVANNAVARI ร่วมกับ โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ เผยโฉมชุดน้ำชายามบ่ายคอลเลคชั่นล่าสุด “Atelier Tea Reverie” ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากคอลเลคชั่นเครื่องประดับ “Atelier” ของแบรนด์ SIRIVANNAVARI

เปิดประสบการณ์เข้าสู่โลกแห่งจินตนาการที่หลอมรวมงานออกแบบแฟชั่น เข้ากับรสชาติความละมุนแห่ง Afternoon Tea อันเลื่องชื่อของโรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ กับเมนูใหม่ล่าสุด  “Atelier Tea Reverie” ชุดน้ำชายามบ่ายอันหรูหราซึ่งได้แรงบันดาลใจจากผลงานเครื่องประดับล้ำค่า  ‘Atelier’ Fine Jewellery Collection  แห่ง SIRIVANNAVARI แบรนด์แฟชั่นระดับลักซ์ชัวรีที่ชวนคุณมาสัมผัสกับสตูดิโอของกูตูริเยร์หรือห้องเสื้อชั้นสูง   

ดื่มด่ำกับความหอมละมุนของเมนูชาเกรดพรีเมี่ยม และลิ้มลองความอร่อยของเมนูอาหารคาวและของหวานที่ถูกรังสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถัน สะท้อนถึงความสง่างามและแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานเครื่องประดับอันทรงคุณค่า ซึ่งเครื่องประดับคอลเลคชั่นนี้เป็นการหยิบยกวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการออกแบบอย่างสายวัด นำมาเป็นต้นแบบในการสร้างสรรค์แบบเครื่องประดับ พร้อมเพิ่มเติมด้วยชุดพาสทรีสุดพิเศษ ซึ่งถูกจัดวางมาในกล่องเครื่องประดับอย่างสวยงาม 

ชุดน้ำชายามบ่ายสุดพิเศษ “Atelier Tea Reverie” นี้เปรียบเสมือนห้วงแห่งจินตนาการสอดประสานงานฝีมือและความประณีตชวนเชิญให้คุณได้มาสัมผัสช่วงเวลายามบ่ายอันแสนวิเศษ  พร้อมเสิร์ฟให้คุณได้ลิ้มลองความอร่อยทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป ตั้งแต่เวลา 13.00 น. ถึง 18.00 น. ณ ล็อบบี้ เลานจ์ ในราคาชุดละ 3,200++ บาท สำหรับ 2 ท่าน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. 02 095 9999 หรือ อีเมล์ fb.sindhorn@kempinski.com

เอ็ม ดิสทริค จัดงาน ‘สืบสานใจ หัตถศิลป์ไทย สู่สากล’ต่อเนื่องปีที่ 4 ไฮไลต์ ‘ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์’ แฟชั่นโชว์ 14 แบรนด์ไทยดีไซเนอร์ชั้นนำ

เอ็ม ดิสทริค จัดงาน ‘สืบสานใจ หัตถศิลป์ไทย สู่สากล’ต่อเนื่องปีที่ 4  ไฮไลต์ ‘ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์’  แฟชั่นโชว์ 14 แบรนด์ไทยดีไซเนอร์ชั้นนำ

เอ็ม ดิสทริค จัดงาน ‘สืบสานใจ หัตถศิลป์ไทย สู่สากล’ต่อเนื่องปีที่ 4 ไฮไลต์ ‘ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์’ แฟชั่นโชว์ 14 แบรนด์ไทยดีไซเนอร์ชั้นนำ

วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ยกระดับมรดกหัตถศิลป์ไทยสู่สากล เอ็ม ดิสทริค จัดงาน “สืบสานใจ หัตถศิลป์ไทย สู่สากล” EM DISTRICT SENSE OF THAI 2025 สุดยิ่งใหญ่ ชูไฮไลต์ “ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์” ผ้าไหมพิมพ์ลายพระราชทาน ปี 2568 พร้อมชมแฟชั่นผ้าไทยจาก 14 แบรนด์ไทยดีไซเนอร์ชั้นนำทุกเจเนอเรชั่น 26 กรกฎาคม – 13 สิงหาคม นี้ ที่ศูนย์การค้า เอ็มสเฟียร์

เอ็ม ดิสทริค ร่วมกับ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม, มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจัดงาน “สืบสานใจ หัตถศิลป์ไทย สู่สากล” EM DISTRICT SENSE OF THAI 2025 ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 4  เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 93 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อสืบสานลมหายใจให้แก่ “ผ้าไทย” ตามรอยพระราชปณิธานที่ทรงทุ่มเทมาตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี นำไปสู่การสร้างชีวิตและอาชีพให้แก่พสกนิกร และพิทักษ์รักษามรดกภูมิปัญญาแห่งผืนผ้าอันล้ำค่าให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทยอย่างยั่งยืน โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงอนุรักษ์และสืบสานพระราชปณิธานดังกล่าว อีกทั้งยังทรงจุดประกายความคิดในการพัฒนาลวดลายผ้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไทยให้มีความร่วมสมัยสามารถก้าวสู่ระดับสากลเพื่อวิถีชุมชนที่ยั่งยืน  

THAI CRAFT MARKET ช้อปผลิตภัณฑ์หัตถศิลป์ไทย คัดสรรผ้าไทยและงานหัตถกรรมคุณภาพระดับพรีเมียมโดยมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ มาให้เลือกซื้ออย่างจุใจ ณ เอ็ม มาร์เก็ต ฮอลล์     ชั้น G ศูนย์การค้า เอ็มสเฟียร์ โดยมีสินค้าไฮไลต์คือ ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์ ผ้าไหมพิมพ์ลายพระราชทาน ปี 2568 มีลวดลายงดงาม ทั้งลายดอกพุดตาน ลายหัวใจดอกพุดตาน ลายมยุรสิริ ลายม้า และลายขอเจ้าฟ้าฯ 2568 โดยจะนำมาจำหน่ายในงานนี้เป็นที่แรก ซึ่งผลิตมาในจำนวนจำกัด พร้อมด้วยผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจอีกมากมาย อาทิ ผ้าไหมมัดหมี่ลวดลายร่วมสมัย เช่น ลายดาว ลายคลื่นทะเล และลายยามเย็น เป็นต้น ซึ่งลายผ้ามีความทันสมัย ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน, ผ้าขนแกะ จากสมาชิกศิลปาชีพจังหวัดแม่ฮ่องสอน, ดอกไม้ประดิษฐ์ เช่น ดอกวิสทีเรีย  ดอกลาเวนเดอร์ เอื้องผึ้ง เอื้องม่อนไข่ และเอื้องช้างน้าว ตามพระราชดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เมื่อครั้งเสด็จไปทรงงาน  ณ จังหวัดเชียงใหม่, เครื่องเคลือบดินเผา ชุดสำรับไทยดีไซน์ใหม่, ไอศกรีมสามมิติ จากพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ลายประตูพระบรมมหาราชวัง รสมะพร้าวอ่อนเคลือบชิ้นช็อกโกแลต, รสนมอัดเม็ดจิตรลดา เคลือบชิ้นช็อกโกแลต, ลายกระเบื้องวัดพระแก้ว รสมังคุด และรสกะทิ มะม่วง, ลายช้าง รสทุเรียนและชาไทย และสินค้าหัตถกรรมอื่นๆ อีกมากมายจากร้านค้าพิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดินและพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ  พร้อมรับชมการแสดง

ตื่นตาการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ 

พิเศษกับการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ในวันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ วันที่ 26 – 28 กรกฎาคมวันที่ 2 – 3 สิงหาคม และวันที่ 9-12 สิงหาคม 2568 รอบเวลา 15.30 น. และ 16.30 น.ณ เอ็ม มาร์เก็ต ฮอลล์ ชั้น G ศูนย์การค้า เอ็มส    

แฟชั่นโชว์ “THE SYMPHONY OF THAI TEXTILES”

 ยกระดับผ้าไทยสู่รันเวย์สากลกับแฟชั่นโชว์ครั้งสำคัญ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหนังสือพระนิพนธ์ THAI TEXTILES TREND BOOK ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พบกับผลงานการออกแบบสุดพิเศษจาก 14 แบรนด์ดีไซเนอร์ชั้นนำของไทย ได้แก่ ได้แก่ SIRIVANNAVARI, TIRAPAN, THEATRE, ASAVA, ISSUE, CHAI GOLD LABEL, WISHARAWISH, MILIN, VICKTEERUT, ARCHIVE026, TANDT JANESUDA, LANDMEÉ, IRADA ที่จะมาร่วมกันบรรเลงท่วงทำนองแห่งแฟชั่นผ่านมนต์เสน่ห์ของเส้นใยผ้าไทยจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯและชุมชนต่างๆ  ทั้งผ้าไหมพิมพ์ลายพระราชทาน, ผ้าไหมลายตาราง และผ้าไหมสีเรียบ และอื่นๆ รังสรรค์ออกมาเป็น 42 ผลงานแฟชั่นดีไซน์ร่วมสมัยอันน่าทึ่ง ในวันอังคารที่ 29 กรกฎาคม 2568 ณ เอ็ม ทาวเวอร์ ชั้น 14 ศูนย์การค้า เอ็มสเฟียร์

นิทรรศการ THAI TEXTILES EXHIBITION 

นำผลงานการออกแบบชุดผ้าไทยจาก 14 แบรนด์ชั้นนำ ที่ร่วมแฟชั่นโชว์ “THE SYMPHONY OF THAI TEXTILES” จัดแสดงให้ประชาชนทั่วไปได้รับชม สร้างแรงบันดาลใจในการส่งเสริมและอนุรักษ์ ผ้าไทยอย่างยั่งยืน ระหว่างวันที่ 30 กรกฎาคม – 13 สิงหาคม 2568 ณ เอ็ม สเตชั่น (ทางเชื่อมสถานีรถไฟฟ้าพร้อมพงษ์)

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานมรดกหัตถศิลป์อันล้ำค่า และภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ความเป็นไทย ในงาน “สืบสานใจ หัตถศิลป์ไทย สู่สากล” EM DISTRICT SENSE OF THAI 2025 ระหว่าง
วันที่ 26 กรกฎาคม – 13 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์

‘ธีรวัลคุ์ เตชะอุบล’ เปิดตัวครั้งแรก ‘Cape & Kantary Card’ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักเดินทางยุคใหม่ รวมทุกเอกสิทธิ์ 23 โรงแรมทั่วไทยในบัตรเดียว

‘ธีรวัลคุ์ เตชะอุบล’ เปิดตัวครั้งแรก ‘Cape & Kantary Card’ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักเดินทางยุคใหม่ รวมทุกเอกสิทธิ์ 23 โรงแรมทั่วไทยในบัตรเดียว

‘ธีรวัลคุ์ เตชะอุบล’ เปิดตัวครั้งแรก ‘Cape & Kantary Card’ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักเดินทางยุคใหม่ รวมทุกเอกสิทธิ์ 23 โรงแรมทั่วไทยในบัตรเดียว

วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ โดยเจ้าของธุรกิจและผู้บริหาร นางธีรวัลคุ์ เตชะอุบล เปิดตัวครั้งแรกกับรอยัลตี้โปรแกรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ Cape & Kantary Card (บัตรเคป แอนด์ แคนทารี) เพื่อมอบสิทธิประโยชน์เหนือระดับ เปิดโอกาสให้ลูกค้าคนพิเศษสามารถสะสมคะแนนจากการเข้าพักที่โรงแรมชั้นนำทั้ง 23 แห่งในเครือทั่วประเทศไทย พร้อมแลกคะแนนสะสมเป็นห้องพักได้ฟรี สามารถสมัครสมาชิก Cape & Kantary Card ได้ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2568 นี้เป็นต้นไป โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ธีรวัลคุ์ เตชะอุบล

นางธีรวัลคุ์ เตชะอุบล เจ้าของธุรกิจและดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการกลุ่มโรงแรมในเครือเคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ เป็นผู้ริเริ่มโครงการรอยัลตี้โปรแกรม Cape & Kantary Card  กล่าวว่า Cape & Kantary Card สร้างสรรค์ขึ้นจากความเข้าใจในไลฟ์สไตล์ของนักเดินทางยุคใหม่ที่มองหาประสบการณ์การเข้าพักที่คุ้มค่าและมาพร้อมกับความเอ็กซ์คลูซีฟ ด้วยสโลแกน “ENJOY YOUR STAY THEN TURN POINTS INTO A FREE NIGHT” เพื่อตอบแทนลูกค้าคนสำคัญ โดยทุกการใช้จ่าย 1,000 บาทต่อค่าห้องพักต่อวัน สมาชิกจะได้รับ 1 คะแนนสะสมทันที และเพียงสะสมคะแนนครบ 20 คะแนนขึ้นไป ก็สามารถแลกห้องพักโรงแรมในเครือได้ฟรี 1 ห้อง (1 คืน) พร้อมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน 

ยิ่งไปกว่านั้น สมาชิก Cape & Kantary Card  ยังได้รับเอกสิทธิ์เหนือกว่าการเข้าพักทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการเช็คอินก่อนเวลาและเช็คเอาท์หลังเวลาที่กำหนด (ขึ้นอยู่กับจำนวนห้องพักว่างในแต่ละวัน) รับคะแนนสะสม 2 เท่าเมื่อเช็คอินในเดือนเกิด (1 ครั้งในเดือนเกิด) รวมถึงส่วนลดสำหรับบริการต่าง ๆ ได้แก่ ส่วนลด 20% สำหรับบริการซักรีด และส่วนลด 15% สำหรับบริการสปา ณ เคปสปา

 “นับว่าเป็นครั้งแรกที่ Cape & Kantary Hotels ได้เปิดตัวรอยัลตี้โปรแกรม ซึ่งเป็นก้าวที่สำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาและกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างโรงแรมกับแขกผู้เข้าพักให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ดังนั้นเราจึงคิดว่าเป็นเวลาที่เหมาะสมในการตอบแทนความไว้วางใจเหล่านั้นในรูปแบบที่จับต้องได้ ทั้งในแง่ของคุณภาพ การบริการ และความพิเศษที่แตกต่าง เราไม่เพียงตอบแทนสมาชิกด้วยคะแนนสะสมหรือสิทธิพิเศษต่าง ๆ มากมาย แต่ยังรวมถึงในเรื่องของความคุ้มค่า และความสะดวกรวดเร็วในการใช้สิทธิ์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่  สมาชิก Cape & Kantary Card สามารถสะสมแต้มจากการจองห้องพัก แล้วนำมาแลกสิทธิประโยชน์ เช่น ห้องพักฟรีจากโรงแรมทั้ง 23 แห่ง ส่วนลดบริการต่าง ๆ ในโรงแรม รวมถึงอภินันทนาการต่าง ๆ ที่จะสับเปลี่ยนหมุนเวียนมามอบให้เป็นพิเศษสำหรับสมาชิกคนสำคัญของเรา” 

พิเศษไปกว่านั้น Cape & Kantary Card  ยังมอบโปรโมชั่นพิเศษสำหรับสมาชิกใหม่ รับคะแนนสะสมสองเท่าเมื่อสมัครสมาชิกและเข้าพักตั้งแต่วันนี้ – 30 พฤศจิกายน 2568 (สำหรับการเข้าพักครั้งแรกเท่านั้น) และสามารถตรวจสอบคะแนนสะสมและที่พักได้ที่ http://www.capekantaryhotels.com/loyalty-application/ โดยบัตรมีอายุการใช้งานตลอดชีพ สามารถสมัครสมาชิก Cape & Kantary Card  ผ่านเว็บไซต์ loyalty.capekantaryhotels.com/register/ และสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.02 253 3791-7 ต่อ 137 หรืออีเมล loyaltyprogram@capekantaryhotels.com

ทั้งนี้ คะแนนสะสม Cape & Kantary Card รับ 1 คะแนนสำหรับค่าใช้จ่าย 1,000 บาทสำหรับห้องพักโรงแรมในเครือฯ ในอัตรารายวันเท่านั้น คะแนนสะสมไม่สามารถใช้อัปเกรดห้องพักได้ คะแนนสะสมที่ไม่ได้ใช้จะหมดอายุเมื่อไม่มีการเคลื่อนไหวบัญชีสมาชิกเป็นเวลา 12 เดือน รับคะแนนสะสมเมื่อเข้าพักโรงแรมที่ร่วมรายการ และทุกครั้งที่ได้รับคะแนนใหม่จะช่วยขยายระยะเวลาของคะแนนสะสมโดยอัตโนมัติ การจองผ่านบริษัทท่องเที่ยวหรือเว็บไซต์ท่องเที่ยวออนไลน์ รวมทั้งการจัดประชุม สัมมนา จะไม่ได้รับคะแนนสะสม เคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดและเงื่อนไข โดยหากมีการเปลี่ยนแปลงจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้าผ่านทางช่องทางการติดต่อสื่อสารของโรงแรมฯ

เคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ กลุ่มโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ชั้นนำของประเทศไทย ซึ่งโรงแรมทั้ง 23 แห่ง ในเครือมีทำเลที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองและสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมทั่วประเทศ ภายใต้แบรนด์คอลเลคชั่น เคป, แคนทารี, คามิโอ และ ซัมแวร์ ให้บริการห้องพักขนาดกว้างขวาง พรั่งพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันทันสมัยรวมทั้งบริการอันเป็นเลิศ เพื่อให้ทุกท่านได้รับความสะดวกสบายและเพลิดเพลินไปกับการทำงานหรือการท่องเที่ยวพักผ่อน นอกจากนี้ เคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ ยังมีบริการเหนือระดับอีกมากมาย อาทิ เคปยอร์ช ชาร์เตอร์ส, เคปสปา, คาเฟ่ แคนทารี, แคนทารี เคเทอริ่ง และ แคนทารี เทอเรส สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมของโรงแรมในเครือ เคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่ http://www.capekantaryhotels.com

ฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์กับขนมไหว้พระจันทร์สูตรต้นตำรับ

ฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์กับขนมไหว้พระจันทร์สูตรต้นตำรับ

ฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์กับขนมไหว้พระจันทร์สูตรต้นตำรับ

วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เฉลิมฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์ปีนี้ ด้วยขนมไหว้พระจันทร์สูตรต้นตำรับ โดยเชฟชาวฮ่องกง บรรจุในกล่องสวยดีไซน์ร่วมสมัย จากโรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ (InterContinental Bangkok) พร้อมจำหน่ายที่ห้องอาหาร ซัมเมอร์ พาเลซ (Summer Palace) และร้านขนม บัตเตอร์ (Butter) ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 ถึง 6 ตุลาคม 2568

เทศกาลไหว้พระจันทร์ ถือเป็นเทศกาลอันทรงคุณค่าและงดงามที่สืบสานกันมายาวนาน ถือเป็นช่วงเวลาพิเศษประจำปีที่นอกจากจะได้ขอพรจากพระจันทร์แล้ว ยังเป็นเทศกาลที่ผู้คนมักส่งมอบขนมไหว้พระจันทร์ให้กันและกันเป็นของกำนัลเพื่อแสดงถึงมิตรภาพ ความปรารถนาดี และความกลมเกลียว ไม่ว่าจะมอบให้คนในครอบครัว คนที่คุณรัก เพื่อนร่วมงานหรือคู่ค้าทางธุรกิจ

ขนมไหว้พระจันทร์สูตรต้นตำรับแสนอร่อยมีทั้งสิ้น 6 รสชาติ ได้แก่ ไส้คัสตาร์ด ไส้ชาหอมหมื่นลี้เม็ดบัวไข่เค็ม ไส้เม็ดบัวไข่เค็ม (สูตรหวานน้อย) ไส้ทุเรียนไข่เค็ม ไส้ชาเอิร์ลเกรย์กับถั่วแมคาเดเมียและผิวส้ม และไส้ชาผู่เอ๋อร์ บรรจุและจัดเรียงอย่างสวยงาม ลงในกล่องบรรจุ 6 ชิ้น หรือ 8 ชิ้น ที่ถูกออกแบบเป็นพิเศษดีไซน์อันร่วมสมัย ด้วยสีแดงอมชมพูจัดจ้านตัดกับสีฟ้าอมเขียว ประดับลายฉลุอันงดงามที่เหมาะกับปีนักษัตรมะเส็ง 

ขนมไหว้พระจันทร์จากโรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ พร้อมจำหน่ายที่ห้องอาหาร ซัมเมอร์ พาเลซ และร้านขนม บัตเตอร์ สำหรับให้ทุก ๆ ท่านได้เตรียมมอบเป็นของขวัญ หรือรับประทานคู่กับชาจีนร้อน ๆ ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 ถึง 6 ตุลาคม 2568 โดยกล่องบรรจุ 6 ชิ้นราคาสุทธิกล่องละ 988 บาท และกล่องบรรจุ 8 ชิ้น ราคาสุทธิกล่องละ 1,288 บาทสุทธิ 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือสั่งจองขนมไหว้พระจันทร์ล่วงหน้า โทร +66 (0) 2 656 0444 อีเมล dining.bkkhb@ihg.com หรือ เว็บไซต์ InterContinental.com/Bangkok