คุณแหน : 9 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 9 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 9 กรกฎาคม 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • หน่วยงาน องค์กรภาครัฐเอกชน ที่ต้องการดาวน์โหลดพระบรมฉายาลักษณ์พระราชทาน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๒๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙  สามารถเข้าที่เว็บไซต์กรมประชาสัมพันธ์ : https://drive.google.com/…/1AGq5N4-coWW4V5gHFsEg
  • เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ร้าน ฬ.จุฬา เชิญร่วมสั่งซื้อกระเป๋าผ้าแคนวาส Collection พิเศษ “พรรณไม้ในพระนาม” จากพรรณไม้ในพระนามาภิไธย สู่ของที่ระลึกอันงดงามและเปี่ยมความหมาย พิมพ์ลายภาพวาดผลงานโดย อ.อดิศร พรศิริกาญจน์ ถ่ายทอดความงดงามของพรรณไม้งามศิลป์อันประณีต ราคาใบละ 390 บาท สั่งซื้อได้ที่ ร้าน ฬ.จุฬา อาคาร ภปร.ชั้น 1 ..
  • ยาจิตร ยุวบูรณ์ ส่งข่าวถึงเพื่อนๆ เตรียมตัวเตรียมใจไปดูหนังสมิงเขาขวาง หนึ่งในจักรวาลธี่หยด ฝีมือลูกชายคนเก่งโปรดิวเซอร์มือทอง แป๊ป ณฤทธิ์ ยุวบูรณ์ โดยนักแสดงนำ ณเดชน์ กับ โบว์ เมลดา รอคอยอีกไม่นานได้ชมแน่..
  • ยินดีกับ บมจ. ไทยประกันชีวิต ได้รับรางวัล Asia Responsible Enterprise Awards (AREA) 2026 ในสาขา Responsible Digital Practice จากความสำเร็จของโครงการ Core Insurance Process Transformation Leading to Sustainable Tomorrow สะท้อนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับกระบวนการดำเนินธุรกิจ ควบคู่การสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้เสีย สำหรับองค์กรที่มีความโดดเด่น ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม การพัฒนาอย่างยั่งยืน และการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม (ESG) ที่โดดเด่นและมีคุณภาพในภูมิภาคเอเชีย โดย ฐิติมา เลี้ยงพาณิชย์ ผอ.ฝ่าย กลุ่มสื่อสารและความยั่งยืนองค์กร รับมอบ.. 
  • ขอแสดงความเสียใจกับ รศ.ดร.สิริ ชัยเสรี และ ดร.ปิยวัชร ชัยเสรี ที่สูญเสียคุณพ่อ ศ.กิตติคุณอรุณ ชัยเสรี ได้ไปอยู่เคียงคู่ในภพภูมิสวยงามเดียวกันแล้วกับคุณแม่ ศ.คุณหญิงนงเยาว์ ชัยเสรี มีพิธีสวดพระอภิธรรม ณ ศาลาสารัชถ์-นลินี รัตนาวะดี วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน ถึง 10 ก.ค.18.00 น.แล้วบรรจุ (เจ้าภาพของดพวงหรีด)..
  • ดร.ลาลีวรรณ-พรเสก กาญจนจารี เป็นเจ้าภาพเลี้ยงส่ง พืชภพ มงคลนาวิน ไปรับหน้าที่เอกอัครราชทูต ณ กรุงบูคาเรสต์ สาธารณรัฐโรมาเนียพร้อมด้วย มาดามพันธุมา มงคลนาวิน เมื่อปลายเดือนที่ผ่าน..
  • ดร.วิภาวดี ชีวะผลาบูรณ์ ประธานมูลนิธิโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย เชิญ ผาณิต พูนศิริวงศ์ ศิษย์เก่ารุ่น 92 เป็นประธานในพิธีจัดการแข่งขันโบว์ลิ่งการกุศล Share Love for Charity ครั้งที่ 10 โดยมี ดร.กริษฐา อึ๊งภากรณ์ เป็นประธานจัดงาน  เพื่อเสริมสร้างความสามัคคีระหว่างศิษย์เก่า-ศิษย์ปัจจุบัน ผู้ปกครองและครู พร้อมหาทุนการศึกษาแก่นักเรียนที่จบการศึกษา วันเสาร์ 18 ก.ค.09.00-14.00 น. ณ Blu-O Rhythm & Bowl ศูนย์การค้าสยามพารากอน ชั้น 5  ..

น้อง

THAICID เปิดเวที ‘THAICID-NWIKS 2026’ ดัน AI-นวัตกรรม ยกระดับบริหารจัดการน้ำ รับมือโลกเดือด

THAICID เปิดเวที 'THAICID-NWIKS 2026' ดัน AI-นวัตกรรม ยกระดับบริหารจัดการน้ำ รับมือโลกเดือด

THAICID เปิดเวที ‘THAICID-NWIKS 2026’ ดัน AI-นวัตกรรม ยกระดับบริหารจัดการน้ำ รับมือโลกเดือด

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.41 น.

ประเทศไทยเดินหน้ายกระดับการบริหารจัดการน้ำด้วยองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เมื่อคณะกรรมการด้านการชลประทานและการระบายน้ำแห่งประเทศไทย (THAICID) เปิดงาน “สัปดาห์เครือข่าย THAICID เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างบูรณาการ ประจำปี 2569 (THAICID-NWIKS 2026)” ภายใต้แนวคิด “Smarter Water for a Stronger Future : สายน้ำอัจฉริยะ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” เพื่อเป็นเวทีกลางเชื่อมโยงเครือข่ายด้านน้ำของไทยและนานาชาติ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม รองรับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเสริมความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำของประเทศ

8 กรกฎาคม 2569 ณ อาคาร 80 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ดร.วัชระ เสือดี ที่ปรึกษาอธิบดีกรมชลประทาน รองประธานคณะกรรมาธิการ ICID ที่ปรึกษาคณะกรรมการ THAICID และประธานคณะอนุกรรมการ INWEPF-Thailand เป็นประธานเปิดงาน พร้อมเปิดสัญลักษณ์ “Key of Knowledge” หรือ “กุญแจแห่งความรู้” สื่อถึงการเปิดประตูสู่การบูรณาการองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความร่วมมือด้านการบริหารจัดการน้ำ โดยมี ดร.นพดล โค้วสุวรรณ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 11 พร้อมผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา นักวิจัย วิศวกร เกษตรกร และเครือข่ายจากต่างประเทศเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-10 กรกฎาคม 2569 โดยวันที่ 8 กรกฎาคม เป็นการประชุมวิชาการการชลประทานและการระบายน้ำแห่งชาติ ครั้งที่ 19 (19th THAICID National Symposium 2026) ระดมผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์ด้านการบริหารจัดการน้ำแห่งอนาคต ครอบคลุมประเด็นสำคัญ ทั้ง Smart Irrigation, IoT, Remote Sensing เทคโนโลยีดิจิทัลด้านน้ำ การบริหารจัดการน้ำเชิงธรรมาภิบาล เมืองที่ยืดหยุ่นต่ออุทกภัยและภัยแล้ง รวมถึงการประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำและภาคการเกษตร

วันที่ 9 กรกฎาคม จัดกิจกรรม Dongtan Software Day ถ่ายทอดเทคโนโลยีบริหารจัดการน้ำอัจฉริยะจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ได้แก่ U.S. Army Corps of Engineers, Deltares มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และบริษัท ปัญญาคอนซัลแตนท์ จำกัด ครอบคลุมการบริหารจัดการตะกอนในอ่างเก็บน้ำ การพยากรณ์น้ำ การบริหารความเสี่ยงอุทกภัย การวางแผนกรณีฉุกเฉินเขื่อนแตก การคาดการณ์ความเค็มล่วงหน้า และการตรวจสอบคุณภาพน้ำเพื่อการเกษตร

ส่วนวันที่ 10 กรกฎาคม เป็นเวที INWEPF-Thailand ภายใต้หัวข้อ “อนาคตชาวนากับการทำนาแบบใช้น้ำน้อย Chapter 7 ตอน สุขเต็มนา ต้นแบบการพัฒนาเปียกสลับแห้ง” ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุนการผลิต และยกระดับความมั่นคงทางอาหาร ผ่านการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากนักวิชาการ ผู้แทนองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) และเกษตรกรต้นแบบ

ภายในงานยังมีการจัดแสดงนิทรรศการนวัตกรรมด้านน้ำ การสาธิตเทคโนโลยี กิจกรรมสำหรับ Young Professionals และนิสิตนักศึกษา รวมถึงการออกร้านผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อสร้างเครือข่ายการเรียนรู้และผลักดันการพัฒนาทรัพยากรน้ำของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

THAICID เชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ วิศวกร เกษตรกร กลุ่มผู้ใช้น้ำ ตลอดจนประชาชนผู้สนใจ เข้าร่วมงานระหว่างวันที่ 8-10 กรกฎาคม 2569 ณ อาคาร 80 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เพื่อร่วมขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทยด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และความร่วมมือระดับนานาชาติ สู่ความมั่นคงและความยั่งยืนในอนาคต

ความลับของ เวียดนาม … พิกัดลับซัมเมอร์ที่จะทำให้คุณฟิน สวรรค์พักผ่อนใกล้บ้านที่คาดไม่ถึง

ความลับของ เวียดนาม … พิกัดลับซัมเมอร์ที่จะทำให้คุณฟิน สวรรค์พักผ่อนใกล้บ้านที่คาดไม่ถึง

ความลับของ เวียดนาม … พิกัดลับซัมเมอร์ที่จะทำให้คุณฟิน สวรรค์พักผ่อนใกล้บ้านที่คาดไม่ถึง

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.38 น.

ซัมเมอร์นี้ เวียดนามพร้อมแล้วที่จะยกระดับประสบการณ์การพักผ่อนของครอบครัวชาวไทย สู่จุดหมายปลายทางที่แปลกใหม่ น่าจดจำ และเดินทางง่าย กับขั้นตอนการเตรียมตัวที่ไม่ยุ่งยาก พบกับการผสมผสานที่ลงตัวของท้องทะเลสีคราม กิจกรรมความบันเทิงระดับโลก และอากาศอันเย็นสบายบนยอดเขาสูง ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการและความสุขของสมาชิกในครอบครัวได้ครบทุกเจเนอเรชันอย่างแท้จริง

เริ่มต้นทริปแห่งความสุขแบบไม่มีที่สิ้นสุดด้วยการเดินทางจากอ่าวมรดกโลกสู่เกาะสวรรค์แห่งซัมเมอร์ ณ เมืองฮาลอง (Ha Long) พื้นที่ที่รวบรวมความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติและความบันเทิงไว้ด้วยกัน โดยเปิดโอกาสให้ครอบครัวได้สัมผัสความโรแมนติกแบบตระการตาผ่านการนั่งกระเช้าลอยฟ้าQueen Cable Car ข้ามอ่าวเกื๋อลุก สู่อาณาจักรบาเดโอ เพื่อชมวิวพาโนรามายามพระอาทิตย์ตกดินบนชิงช้าสวรรค์ซันวีล (Sun Wheel) ที่ความสูง 215 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และเมื่อถึงเวลาค่ำคืน  พบกัลเทศกาลความบันเทิง VUI-Fest Ha Long คึกคักด้วยแสงสี การแสดง 3D Mapping ชุด Long Van Khanh Hoi ตลอดจนการแสดงพลุไฟสุดอลังการเหนือท้องทะเล ก่อนจะปิดท้ายความสนุกสนานอย่างเต็มอิ่มที่สวนน้ำและสวนสนุกดราก้อนปาร์คภายใน Sun World Ha Long

ในขณะเดียวกัน เกาะฟูก๊วก (Phu Quoc) ก็พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยการเดินทางที่สะดวกสบายยิ่งกว่าเดิม โดยตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป สายการบิน Sun PhuQuoc Airways จะเปิดให้บริการเที่ยวบินตรงเส้นทาง กรุงเทพฯ–ฟูก๊วก โดยใช้เวลาบินเพียงชั่วโมงเศษ ช่วยให้การพักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์ทำได้ง่ายดายยิ่งขึ้น เพื่อให้คุณได้ไปเช็กอินสัมผัสผืนทรายขาวละเอียดและน้ำทะเลสีมรกตที่ Kem Beach ท่องเที่ยวสู่เกาะ Hon Thom ด้วยกระเช้าลอยฟ้า 3 สายที่ยาวที่สุดในโลก สนุกไปกับสวนน้ำ Aquatopia และสไลเดอร์รุ่นใหม่ล่าสุด Wavy Whirl Tropical Twister จากดื่มด่ำไปกับทัศนียภาพพระอาทิตย์ตกดินอันเลื่องชื่อ ณ Sunset Town เมืองสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน และปิดท้ายค่ำคืนอันมีชีวิตชีวาด้วยการแสดงระดับโลก Symphony of the Sea และ Kiss of the Sea ที่เต็มไปด้วย แสง สี เสียงอย่างยิ่งใหญ่

นอกจากความสุขริมชายหาดแล้ว เวียดนามยังพร้อมพาทุกครอบครัวปักหมุดยอดเขาสุดฟินเพื่อหลบร้อนไปอินกับบรรยากาศสุดคูล โดยที่บานาฮิลล์ (Ba Na Hills) จุดหมายปลายทางยอดนิยมแห่งเมืองดานัง จะนำพาทุกคนไปสูดอากาศบริสุทธิ์บนความสูงกว่า 1,400 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เพลิดเพลินไปกับหมู่บ้านฝรั่งเศสและสถาปัตยกรรมราวกับหลุดมาจากเทพนิยาย ตื่นตาตื่นใจกับการเดินชม Golden Bridge ท่ามกลางทะเลหมอก และทุ่งทานตะวันสีทองรับซัมเมอร์ พร้อมเพลิดเพลินไปกับเทศกาล Sun Fest 2026 และ Lumiere Light Art พื้นที่ศิลปะดิจิทัลอินเทอร์แอกทีฟขนาดใหญ่เกือบ 800 ตารางเมตร โดยมี Fantasy Park เป็นพื้นที่ปล่อยพลังสำหรับเด็กๆได้ตลอดทั้งวัน

สำหรับครอบครัวที่มองหาความเย็นสบายอย่างแท้จริง ฟานซิปัน (Fansipan) หรือหลังคาแห่งอินโดจีน ณ เมืองซาปา คือคำตอบสุดท้ายด้วยอุณหภูมิเฉลี่ยเพียง 18–22 องศาเซลเซียสตลอดปี โดยซัมเมอร์นี้ถือเป็นช่วงเวลาที่งดงามที่สุด เนื่องจากดอกกุหลาบซาปาโบราณนับล้านดอกและทุ่งไฮเดรนเยียจะพากันบานสะพรั่งทั่วฐานเขา มอบฉากหลังที่สมบูรณ์แบบสำหรับการถ่ายภาพครอบครัว ทั้งยังสามารถร่วมสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นอันทรงคุณค่า ณ May Village และนั่งกระเช้าลอยฟ้าข้ามหุบเขาเมือง ฮวาเพื่อชมทัศนียภาพนาขั้นบันไดอันเขียวขจี ยิ่งไปกว่านั้น ในโอกาสฉลองครบรอบ 10 ปี ของ Sun World Fansipan Legend คุณจะได้พบกับจุดเช็กอินใหม่ๆไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวทั่วทั้งบริเวณ

 เพื่อให้ทุกครอบครัวได้ขึ้นไปสักการะมหาพุทธสถานศักดิ์สิทธิ์ท่ามกลางม่านหมอก แวะเช็กอินที่ร้าน Starbucks Fansipan ซึ่งเป็นสาขาที่อยู่สูงที่สุดในเอเชีย และลิ้มลองเมนูพื้นเมืองรสเลิศที่ Van Sam Restaurant เป็นการปิดท้ายวันอย่างน่าประทับใจ

ไม่ว่าจะเป็นอ่าวมรดกโลก เกาะสวรรค์เขตร้อน เมืองสไตล์ยุโรปบนยอดเขา หรือทะเลหมอกแห่งอินโดจีน เวียดนามในซัมเมอร์นี้มีความหลากหลายที่พร้อมจะยกระดับให้ทริปเดินทางระยะสั้น กลายเป็นความทรงจำอันล้ำค่าตลอดไป

รวมพลังเครือข่ายขับเคลื่อน ‘โครงการแทนความห่วงใย’ รณรงค์เชิงป้องกันมะเร็งเต้านม-มะเร็งทางนรีเวช

รวมพลังเครือข่ายขับเคลื่อน 'โครงการแทนความห่วงใย' รณรงค์เชิงป้องกันมะเร็งเต้านม-มะเร็งทางนรีเวช

รวมพลังเครือข่ายขับเคลื่อน ‘โครงการแทนความห่วงใย’ รณรงค์เชิงป้องกันมะเร็งเต้านม-มะเร็งทางนรีเวช

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.38 น.

มูลนิธิกาญจนบารมีร่วมกับมูลนิธิดั่งพ่อสอน ผนึกกำลังเครือข่ายพันธมิตร เดินหน้า “แทนความห่วงใย” ซึ่งเป็นโครงการรณรงค์เพื่อสนับสนุนการป้องกันและควบคุมโรคมะเร็งในสตรี  โดยจัดกิจกรรม Workshop ให้ความรู้สุขภาพกับกลุ่มคนเมืองร่วมกับโรงพยาบาลในพื้นที่ พร้อมเปิดตัวภารกิจสร้าง 7,700 “อาสาแทนใจ” เป็นกลุ่มจิตอาสาเพื่อเป็นแกนนำในการคัดกรองมะเร็งเบื้องต้นและช่วยรณรงค์เชิงป้องกันในรูปแบบต่างๆ

มูลนิธิกาญจนบารมีร่วมกับมูลนิธิดั่งพ่อสอน จัดงานแถลงข่าว “รวมพลังเครือข่าย ส่งต่อความห่วงใย ให้ไกลกว่าที่คิด” ณ ห้องประชุม ศ.ดร.สุดใจ เหล่าสุนทร อาคารสำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา พร้อมรวมพลัง 4 ภาคีเครือข่ายหลัก และเปิดตัวภารกิจ 7,700 “อาสาแทนใจ” ให้ความรู้ด้านสุขภาวะเชิงป้องกัน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการรณรงค์และส่งต่อความรู้สุขภาพกับกลุ่มคนเมือง

คุณไทย สุพานิชวรภาชน์ รองประธานมูลนิธิกาญจนบารมี กล่าวถึงความเป็นมาของมูลนิธิฯ ว่า เกิดจากพระราชวิสัยทัศน์ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เมื่อครั้งที่ยังทรงดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงทราบถึงปัญหาความเดือดร้อนของราษฎรและผู้ป่วยมะเร็งที่ต้องรอรับการรักษา จึงมีพระราชดำริให้จัดสร้างศูนย์บำบัดรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งครบวงจรแห่งแรกในประเทศไทย ภายใต้ชื่อ “โรงพยาบาลมหาวชิราลงกรณธัญบุรี” และดำเนินการจัดตั้งมูลนิธิกาญจนบารมีขึ้น ในปี พ.ศ. 2540

กิจกรรมสำคัญของมูลนิธิฯ คือ การออกหน่วยคัดกรองมะเร็งเต้านมเคลื่อนที่ด้วยเครื่องเอกซเรย์เต้านมประสิทธิภาพสูงและคัดกรองมะเร็งทางนรีเวช สำหรับสตรีกลุ่มเสี่ยงและด้อยโอกาสทั่วประเทศ พร้อมให้ความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านม ซึ่งเป็นโรคร้ายที่ทำให้ผู้หญิงไทยป่วยและเสียชีวิตในอัตราสูง โรคนี้หากได้รับการตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มแรก และรีบส่งตัวเพื่อเข้ารับการรักษา จะมีโอกาสรักษาให้หายได้ในอัตราที่สูง พระราชกรณียกิจในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงน้ำพระราชหฤทัยที่ทรงให้ความสำคัญด้านสุขภาพของประชาชน

 “ตอนที่ผมเข้ามา ตอนนั้นรถคัดกรองมะเร็งเต้านมมีแค่ขบวนเดียว พระองค์ท่านก็มีพระราชประสงค์ให้มีการออกหน่วยคัดกรองมะเร็งเคลื่อนที่ไปทั่วประเทศ ซึ่งเป็นภารกิจที่ใหญ่มาก ก็พยายามทำกันจนสุดท้ายก็สำเร็จ ตอนนี้เรามีรถเคลื่อนที่ทั้งหมด 20 กว่าคัน” รองประธานมูลนิธิกาญจนบารมีกล่าว

ด้วยภารกิจของมูลนิธิกาญจนบารมีที่มุ่งเน้นกลุ่มประชาชนด้อยโอกาสในพื้นที่ห่างไกล หากแต่ยังมีกลุ่มคนเมืองที่มีความสามารถเป็นกระบอกเสียงของการรณรงค์ให้ความรู้สุขภาพเชิงป้องกันโรคมะเร็งได้ ซึ่งจะทำให้เพิ่มโอกาสในรอดชีวิตมีมากขึ้น รองประธานมูลนิธิกาญจนบารมีจึงขอขอบคุณโครงการแทนความห่วงใย ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิดั่งพ่อสอน และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนที่มาพร้อมเพรียงกันในวันนี้เพื่อมาช่วยกันสืบสานพันธกิจสนับสนุนและส่งเสริมการป้องกันโรคมะเร็ง ตลอดจนช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งที่ยากไร้และด้อยโอกาสให้ได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสมตามพระราชปณิธานในหลวงรัชกาลที่ 10

อาจารย์ณัฐวรรธน์ ภรนรา ประธานมูลนิธิดั่งพ่อสอน ในฐานะประธานโครงการแทนความห่วงใย กล่าวถึงการทำงานของโครงการฯ ว่า “โรงพยาบาลในพื้นที่จังหวัดต่างๆ เป็นแกนสำคัญของการดำเนินงาน เพราะมีสถานที่และบุคลากรทางการแพทย์ที่พร้อมเชื่อมกับโครงการฯ โดยเฉพาะการร่วมจัด Workshop สุขภาพเชิงป้องกันด้วยองค์ความรู้ทั้งด้านโภชนาการ การฝึกตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมเบื้องต้น และเรียนรู้กระบวนการดูแลจิตใจโดยนักจิตวิทยาการปรึกษาแนวพุทธ เยียวยาและสร้างปัญญาการก้าวผ่านความทุกข์ ทั้งสำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแล ตอนนี้เราได้ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เข้ามาร่วมเป็นต้นแบบ และยังมีคณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง ที่จะช่วยเราในการเผยแพร่องค์ความรู้ด้านสุขภาพออกไปสู่ประชาชนให้มากขึ้น” 

นอกจากนี้ ประธานโครงการแทนความห่วงใยยังได้พูดถึงบทบาทของกลุ่มคนเมืองในพื้นที่ซึ่งจะมาร่วม “อาสาแทนใจ” ว่าเป็นหัวใจหลักของการเป็นกระบอกเสียงเพื่อสร้างความตระหนักรู้เรื่องการตรวจและการป้องกันโรคมะเร็ง “กลุ่มแรกเลยที่เราอยากจะให้ทุกท่านส่งความห่วงใย คือผู้หญิงรอบตัวท่าน ขอให้เขาได้เข้ามาร่วมคัดกรองมะเร็งเต้านม ครอบครัวไหนที่เคยมีผู้ป่วย มีญาติ เป็นโรคมะเร็ง ยิ่งต้องช่วยกันเฝ้าระวัง ขอให้มาตรวจก่อน ผู้หญิงไทยมีจำนวนกว่า 33.8 ล้านคน วันนี้ได้เข้าสู่การคัดกรองเท่าไหร่  ผู้หญิงที่อยู่เฉพาะในเมืองมีเกือบ 10 ล้านคน มีความตระหนักรู้เรื่องมะเร็งเต้านมและตรวจคัดกรองไหม นี่จึงเป็นภารกิจที่เราออกไป 77 จังหวัด แล้วสร้างอาสาแทนใจในปีนี้ จังหวัดละ 100 คน ให้มีอาสาแทนใจ 7,700 คน ทำหน้าที่ให้ความรู้ให้คำปรึกษาและตรวจคัดกรองเบื้องต้น เมื่อพบกลุ่มเสี่ยง เราจะทำหน้าที่ประสานส่งต่อให้กับหน่วยตรวจเคลื่อนที่ของมูลนิธิกาญจนบารมี เพื่อเข้าสู่กระบวนการรักษาต่อไป การทำงานแบบนี้จะสามารถช่วยชีวิตคนในบ้านเราได้เร็วขึ้น”

ภายในงานแถลงข่าวเป็นการรวมพลังของ 4 แกนหลักภาคีเครือข่ายของโครงการแทนความห่วงใย ที่ร่วมกันขับเคลื่อนตามบทบาทของตนเอง อาทิ

• ภาคีด้านสุขภาพ: โดย รศ. ดร.กัมปนาท บริบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักสื่อและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ ผศ. นพ.วรพล อร่ามรัศมีกุล รักษาการแทนผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์ ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผศ. ดร.บุหงา สัตโนภาส คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ดร. พญ.สุวิณา รัตนชัยวงศ์ กรรมการสมาคมแพทย์สตรีแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยในกลุ่มภาคีนี้เน้นเรื่ององค์ความรู้และการสื่อสารความรู้ด้านสุขภาวะเชิงป้องกันให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจเป็นสิ่งสำคัญ

• ภาคีด้านสุขภาวะทางจิต: คุณเอื้อกานต์ วรไพฑูรย์ ตัวแทนกลุ่มอาสาคิลานธรรม จากคณะ มนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย บทบาทสำคัญคือดูแลด้านจิตใจผู้ป่วยและผู้ดูแล ให้เข้าใจความรู้สึกตนเอง ยอมรับ และดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขและสงบ โดยใช้หลักธรรมชาติ

• ภาคีด้านโภชนาการ: คุณณภัค โกมินทร์รัชตะ ประธานโครงการก่อร่างสร้างครัว เน้นเรื่องการส่งเสริมโภชนาการที่เหมาะสมเพื่อสุขภาพที่ดีและการป้องกันโรค

• ภาคีด้านชุมชนและด้านเกษตร: คุณเบญจมาภรณ์ วิเศษสิงห์ Vice President of Distribution and E-Commerce บริษัท ฮ็อป อินน์ โฮเต็ล จำกัด (มหาชน) คุณศุภโชค เพิ่มเจริญ ประธานโครงการ 770 ดร.วิทย์ สุนทรนันท์ ประธานภาคีพันธมิตรเพื่อนดิน คุณสิรินาฏ กฤชภากรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์อาหารและเกษตรปลอดภัยเพื่อการบริโภคที่ยั่งยืน (ศูนย์ FAIR) ซึ่งมีส่วนร่วมในการสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่งในชุมชนและการเกษตร เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตแบบองค์รวม

สำหรับผู้ที่สนใจสมัครเป็น “อาสาแทนใจ” สามารถสมัครผ่านไลน์แอปพลิเคชันชื่อ “แทนความห่วงใย”  (@tancare) โดยจะได้รับการอบรมความรู้ด้านสุขภาพเชิงป้องกันออนไลน์ 52 คลาสทุกสัปดาห์ จาก 4 ภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพ สุขภาวะทางจิต โภชนาการ และเกษตร โดยจะมีข้อมูลธรรมะบรรยาย ข้อความสร้างแรงบันดาลใจ และความรู้จากภาคีเครือข่าย

ขอเชิญชวนให้ทุกคนร่วมสมัครเป็นเครือข่ายอาสาแทนใจ เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนงานป้องกันโรคมะเร็ง เปลี่ยนความห่วงใยให้เป็นการดูแลที่เกิดขึ้นได้จริง ส่งต่อความห่วงใยให้ผู้หญิงรอบตัวเข้ามาร่วมคัดกรองมะเร็งเต้านม เพื่อตัวคุณเอง เพื่อคนที่คุณรัก และเพื่อสังคมของเรา

ติดตามข่าวสารและร่วมสนับสนุนโครงการแทนความห่วงใย ได้ทางเพจเฟซบุ๊ก FollowFatherFootstep และ http://www.followfatherfootstep.com Line OA: @tancare ผู้ประสานงานโครงการ ติดต่อ  คุณโกวิท สุดเสียง 081-565-7924 /คุณจิราภรณ์ โคตรมิตร 092-264-7561

Bangkok Art Auction ตอกย้ำความเชื่อมั่นตลาดศิลปะไทย ปิดฉากงานประมูลสุดยิ่งใหญ่

Bangkok Art Auction ตอกย้ำความเชื่อมั่นตลาดศิลปะไทย ปิดฉากงานประมูลสุดยิ่งใหญ่

Bangkok Art Auction ตอกย้ำความเชื่อมั่นตลาดศิลปะไทย ปิดฉากงานประมูลสุดยิ่งใหญ่

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.11 น.

วงการศิลปะไทยกลับเข้าสู่สปอตไลท์อีกครั้ง เมื่อ Bangkok Art Auction บริษัทประมูลงานศิลปะชั้นนำของประเทศไทย ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นในการจัดงานประมูล The Prime Exclusive Auction & Private Sales 2026 โดยสามารถทำยอดรวมการประมูล และไพรเวทเซลล์ทะลุกว่า 57.8 ล้านบาท

นายเสริมคุณ คุณาวงศ์ ประธาน บางกอก อาร์ต อ๊อกชั่น เปิดเผยว่า งานประมูลในครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างมากจากทั้งนักสะสมในไทย และนักสะสมชาวต่างชาติที่เดินทางมาร่วมเสนอราคาอย่างดุเดือด ในห้องประมูล และผ่านช่องทางประมูลทางโทรศัพท์ ความสำเร็จในครั้งนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนให้เห็นถึงความคึกคักของตลาดศิลปะไทย แต่ยังแสดงให้เห็นถึงรสนิยมและวิสัยทัศน์ของนักสะสมยุคใหม่ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่มองเห็นคุณค่าอันแท้จริงของผลงานระดับมาสเตอร์พีซ ปัจจุบันงานศิลปะไทยไม่ได้เป็นเพียงสุนทรียภาพทางจิตใจเท่านั้น แต่ได้ก้าวสู่การเป็น ‘สินทรัพย์ทางเลือก’ (Alternative Asset) ที่มั่นคงและเติบโตได้อย่างโดดเด่นสวนกระแสเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ บริษัทฯ รู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่งานประมูลครั้งนี้ได้ทำหน้าที่เป็นสะพานบุญ ส่งต่อรายได้ส่วนหนึ่งจากการประมูลล็อตการกุศลเพื่อช่วยเหลือสังคมผ่านมูลนิธิทางการแพทย์ชั้นนำของประเทศ

สำหรับไฮไลต์ผลงานชิ้นเอกที่สร้างประวัติศาสตร์และทุบสถิติมูลค่าการประมูลในครั้งนี้ ได้แก่

  • ผลงานจากชุดจักรวาล (ปี 1975) โดย ประเทือง เอมเจริญ สร้างสถิติตัวเลขสูงสุดในงาน โดยปิดประมูลไปด้วยมูลค่าสูงถึง 11,140,800 บาท
  • ผลงาน “The Fragment and the Sublime” (ปี 2006) โดย นที อุตฤทธิ์ งานศิลปะไทยร่วมสมัยชิ้นเอกที่ได้รับความสนใจอย่างมาก จบราคาประมูลที่ 5,222,250 บาท
  • ผลงานชิ้นสำคัญของ ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินผู้เป็นตำนาน ถูกนักสะสมแย่งชิงเคาะราคาอย่างดุเดือด โดยปิดประมูลไปในราคาสูงถึง 4,874,100 บาท และ 4,642,000 บาท ตามลำดับ
  • ผลงาน “Autumn in Fontainbleau” (ปี 2018) โดย นที อุตฤทธิ์ ภาพวาดขนาดใหญ่พิเศษที่มีความยาวกว่า 2 เมตร ปิดประมูลที่มูลค่า 2,901,250 บาท
  • ผลงาน “ผ่องใสด้วยธรรม” (ปี 1999) โดย เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติผู้เป็นที่รักของนักสะสม ปิดประมูลอย่างงดงามที่ 2,088,900 บาท

ในงานครั้งนี้ยังเป็นการประมูลที่ก่อให้เกิดสถิติการประมูลราคาสูงสุดของ วราวุธ ชูแสงทอง กับชิ้นงาน ภาพเหมือนศิลปิน ซึ่งปิดยอดประมูลไปที่ 1,624,700 บาท ถือเป็นอีกหนึ่งสถิติใหม่ที่ทำโดย Bangkok Art Auction

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญที่สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ร่วมงานคือ “ล็อตการกุศล” (Charity Lots) ซึ่งได้รับความกรุณาจากศิลปินระดับประเทศ ได้แก่ อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์, อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต และอาจารย์วัชระ กล้าค้าขาย มาร่วมส่งต่อสิ่งดีๆ สู่สังคม โดยทาง Bangkok Art Auction จะนำรายได้จากการประมูลในส่วนนี้จำนวนรวมทั้งสิ้น 880,000 บาท ส่งมอบต่อเพื่อสนับสนุนมูลนิธิทางการแพทย์ชั้นนำของไทย ได้แก่ มูลนิธิศิริราช, มูลนิธิรามาธิบดี และสภากาชาดไทย เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในสาธารณกุศลต่อไป

 “สำหรับภาพรวมบรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคักและมีสีสัน โดยมีกลุ่มนักสะสมคนไทยและนักสะสมต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาแย่งชิงผลงานชิ้นสำคัญ ดันราคาเคาะไม้ของผลงานหลายๆ ชิ้นทะยานสูงกว่าราคาประเมินขั้นต่ำ (Estimate Price) อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ยังพบแนวโน้มที่น่าสนใจคือ มีกลุ่มคนรุ่นใหม่หันมาลงทุนในงานศิลปะไทยมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากตระหนักในคุณค่าและมูลค่าการเติบโตที่ยั่งยืนของงานศิลปะชั้นเยี่ยม” ประธาน บางกอก อาร์ต อ๊อกชั่น กล่าวทิ้งท้าย

มูลนิธิศรีสวางควัฒนฯ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่ระลึกการกุศล รายได้สนับสนุนผู้ป่วยยากไร้และภารกิจด้านการแพทย์

มูลนิธิศรีสวางควัฒนฯ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่ระลึกการกุศล รายได้สนับสนุนผู้ป่วยยากไร้และภารกิจด้านการแพทย์

มูลนิธิศรีสวางควัฒนฯ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่ระลึกการกุศล รายได้สนับสนุนผู้ป่วยยากไร้และภารกิจด้านการแพทย์

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.28 น.

มูลนิธิศรีสวางควัฒน ในพระอุปถัมภ์ฯ เดินหน้าสานต่อภารกิจด้านการแพทย์ และการสาธารณสุข ผ่านการจัดทำผลิตภัณฑ์ที่ระลึกการกุศล ชุด “Sirisilapin : The Fantasia” เพื่อระดมทุนสนับสนุนการจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงช่วยเหลือผู้ป่วยขาดแคลนและผู้ด้อยโอกาสทั่วประเทศ ให้สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ มีสุขภาพที่ดี เพื่อเป็นกำลังของประเทศชาติต่อไป

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ระลึกการกุศลในครั้งนี้ มูลนิธิศรีสวางควัฒนฯ  ได้ร่วมพัฒนากับ บริษัท โอซิม (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพระดับโลก ในการจัดทำ “Pegasus uCozy Delite Upper Body Massager” รุ่นพิเศษ โดยอัญเชิญภาพวาดฝีพระหัตถ์ “Pegasus” อันทรงคุณค่า ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ ความก้าวหน้า และอิสรภาพ ใน ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี มาประดับบนผลิตภัณฑ์ที่ระลึกการกุศลเพื่อมอบแก่ผู้ร่วมบริจาคสมทบทุนกับมูลนิธิศรีสวางควัฒนฯ

Pegasus uCozy Delite Upper Body Massager  มาพร้อมระบบนวดผ่อนคลายด้วยหัวนวด 2 ทิศทาง ช่วยบรรเทาความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อในชีวิตประจำวัน สามารถใช้งานได้อย่างสะดวกทั้งที่บ้าน และระหว่างการเดินทาง เพื่อส่งเสริมให้การดูแลสุขภาพและการพักผ่อนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

กฤติมา เบ็ญจวรรณ ผู้จัดการมูลนิธิศรีสวางควัฒน ในพระอุปถัมภ์ฯ 

กฤติมา เบ็ญจวรรณ ผู้จัดการมูลนิธิศรีสวางควัฒน ในพระอุปถัมภ์ฯ กล่าวว่า “มูลนิธิศรีสวางควัฒนฯ ดำเนินงานตามพระนโยบายจากศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานคณะกรรมการมูลนิธิศรีสวางควัฒน ในพระอุปถัมภ์ฯ ในการระดมทุนและจัดหารายได้เพื่อสนับสนุนด้านการแพทย์และการสาธารณสุข ช่วยเหลือผู้ป่วยขาดแคลนและด้อยโอกาสทั่วประเทศ ให้สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ มีสุขภาพที่ดี และเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติต่อไป  รายได้จากการบริจาคในโครงการนี้จะนำไปเพื่อใช้ในการดำเนินภารกิจของมูลนิธิศรีสวางควัฒนฯ อันเป็นการสนองพระนโยบายและสืบสานพระปณิธานของ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี มูลนิธิ ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการส่งต่อโอกาส และความหวังให้แก่ผู้ป่วยที่ยังต้องการ  ความช่วยเหลือ”

มุทิตา ปดิวรดาพัทธ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท โอซิม (ประเทศไทย) จำกัด

ด้าน มุทิตา ปดิวรดาพัทธ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท โอซิม (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “OSIM รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับโอกาสในการร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับโครงการ ‘Sirisilapin : The Fantasia’ ของมูลนิธิศรีสวางควัฒน ในพระอุปถัมภ์ฯ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา OSIM มุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของผู้คน เราเชื่อว่าความร่วมมือระหว่างองค์กรจากหลากหลายภาคส่วนสามารถช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมได้อย่างยั่งยืน และรู้สึกยินดีที่ได้มีส่วนร่วมสนับสนุนให้โครงการนี้เกิดขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้คนได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการส่งต่อความช่วยเหลือไปยังผู้ที่ยังขาดแคลน”

ผู้สนใจสามารถร่วมบริจาคสมทบทุนจำนวน 3,200 บาท พร้อมเลือกรับผลิตภัณฑ์ที่ระลึกการกุศล Pegasus uCozy Delite Upper Body Massager ชุดนี้ ได้ตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ผ่าน LineMyShop : @srisavangavadhana หรือที่มูลนิธิศรีสวางควัฒน ในพระอุปถัมภ์ฯ ทั้ง 4 สาขา ได้แก่  ชั้น 1 อาคารอัครราชกุมารี โรงพยาบาลจุฬาภรณ์
 ชั้น 1 อาคารกรมพระศรีสวางควัฒน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์
 ชั้น 1 สำนักงานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ถนนแจ้งวัฒนะ ซอย 7
 ชั้น 1 หอศิลป์ทิพย์พิมาน อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา  นอกจากนี้ ยังสามารถร่วมชมคอลเลกชันพิเศษดังกล่าวได้ระหว่างนี้จนถึงวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 ณ OSIM Pop-up Store ชั้น 4 เซ็นทรัล ชิดลม บริเวณใกล้โซนเครื่องครัว

MEDEZE ผนึก อภ.-เครตานฯ ยกระดับอุตสาหกรรมชีวเวชภัณฑ์ไทย สู่ศูนย์กลางการผลิต ATMPs ของภูมิภาค

MEDEZE ผนึก อภ.-เครตานฯ ยกระดับอุตสาหกรรมชีวเวชภัณฑ์ไทย สู่ศูนย์กลางการผลิต ATMPs ของภูมิภาค

MEDEZE ผนึก อภ.-เครตานฯ ยกระดับอุตสาหกรรมชีวเวชภัณฑ์ไทย สู่ศูนย์กลางการผลิต ATMPs ของภูมิภาค

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.28 น.

MEDEZE ร่วมกับองค์การเภสัชกรรม (อภ.) และบริษัท เครตาน แอสโซซิเอท จำกัด ลงนามบันทึกข้อตกลงจัดตั้งบริษัท จีพีโอ เมดีซ เอ็มพาวเวอร์ จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 105 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโรงงานผลิต Cell Culture Media และผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง (ATMPs) ตามมาตรฐาน GMP ลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ สนับสนุนการวิจัยและการผลิตชีวเวชภัณฑ์ พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลาง Biopharma และ Medical Innovation Hub ของเอเชีย นอกจากนี้ บริษัท จีพีโอ เมดีซ เอ็มพาวเวอร์ จำกัด ยังมีเป้าหมายต่อยอดสู่การเป็น Contract Development and Manufacturing Organization (CDMO) สำหรับผลิตภัณฑ์ชีวเวชภัณฑ์ เพื่อรองรับการพัฒนางานวิจัยของมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล นักวิจัย และบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมตั้งเป้าช่วยลดต้นทุนการผลิตและการรักษาด้วยเซลล์บำบัดลงประมาณ 30–50% เพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล

นายแพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานในพิธีลงนามความร่วมมือการจัดตั้ง “บริษัท จีพีโอ เมดีซ เอ็มพาวเวอร์ จำกัด” ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการแพทย์ขั้นสูงของประเทศไทย

ประเทศไทยได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ในฐานะศูนย์กลางบริการทางการแพทย์ หรือ Medical Hub ด้วยศักยภาพของบุคลากรทางการแพทย์ คุณภาพของสถานพยาบาล และความเชื่อมั่นจากผู้ป่วยทั้งในและต่างประเทศอย่างไรก็ตาม เป้าหมายสำคัญในระยะต่อไป คือ การยกระดับจากการเป็นประเทศที่มีบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ สู่การเป็นประเทศที่สามารถสร้างองค์ความรู้ พัฒนาเทคโนโลยี และเป็นเจ้าของนวัตกรรมทางการแพทย์ของตนเอง หนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญของอนาคต คือ Advanced Therapy Medicinal Products หรือ ATMPs ซึ่งเป็นการแพทย์ขั้นสูง ครอบคลุมทั้งเซลล์บำบัด ยีนบำบัด และเทคโนโลยีชีวภาพ ที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนแนวทางการดูแลรักษาโรคทั่วโลก

ATMPs ไม่ใช่เพียงนวัตกรรมทางการแพทย์ แต่เป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพ ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การลงทุนด้านเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูงในวันนี้ จึงเป็นการลงทุนเพื่ออนาคต เป็นการสร้างรากฐานให้ประเทศไทยสามารถก้าวสู่การเป็น Medical Innovation Hub อย่างแท้จริง

พร้อมกันนี้ ได้แสดงความยินดีและชื่นชมคณะผู้บริหารและทีมงานทุกภาคส่วนได้แก่ องค์การเภสัชกรรม ซึ่งเป็นองค์กรหลักด้านความมั่นคงทางยาและระบบสุขภาพของประเทศ บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) องค์กรไทยที่มุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีด้านเซลล์และชีวภาพ จนสามารถสร้างมาตรฐานในระดับสากล รวมถึงบริษัท เครตาน แอสโซซิเอท จำกัด ที่เข้ามาร่วมสนับสนุนให้เกิดการเชื่อมโยงและต่อยอดศักยภาพของนวัตกรรมไทย ความร่วมมือครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า เมื่อภาครัฐและภาคเอกชนรวมพลังกัน จะสามารถสร้างสิ่งใหม่ ที่ไม่เพียงเกิดประโยชน์ต่อองค์กร แต่เกิดประโยชน์ต่อประชาชน และสร้างอนาคตใหม่ให้กับประเทศ

ขณะที่แพทย์หญิงมิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) กล่าวเพิ่มเติมว่าองค์การเภสัชกรรมมีภารกิจสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านยา เวชภัณฑ์ และระบบสาธารณสุขของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายไม่เพียงเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ แต่ยังรวมถึงการพัฒนาศักยภาพของประเทศไทยให้สามารถพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยีสุขภาพได้ในระยะยาว

ในยุคที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่การแพทย์สมัยใหม่ เทคโนโลยีชีวภาพและผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง หรือ Advanced Therapy Medicinal Products (ATMPs) กำลังมีบทบาทสำคัญต่ออนาคตของการรักษาโรค ความร่วมมือระหว่างองค์การเภสัชกรรม MEDEZE และ Cretan Associates ในครั้งนี้ จึงถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการต่อยอดขีดความสามารถของประเทศไทย จากความเชี่ยวชาญด้านการผลิตยา ไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพและนวัตกรรมการแพทย์แห่งอนาคต

เราเชื่อว่าการผสานจุดแข็งของภาครัฐและภาคเอกชน จะช่วยสร้างระบบนิเวศด้าน Biotechnology ของประเทศ ตั้งแต่การพัฒนา การผลิต ไปจนถึงการนำไปใช้ประโยชน์จริง โดยทุกผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพัฒนาภายใต้ความร่วมมือนี้ จะต้องผ่านกระบวนการประเมินและรับรองมาตรฐานขององค์การเภสัชกรรมในทุกขั้นตอน เพื่อให้มั่นใจว่ามีคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพตามมาตรฐานที่กำหนด ก่อนส่งต่อสู่การใช้ประโยชน์ในระบบสาธารณสุขของประเทศ เพื่อยกระดับมาตรฐานการแพทย์ไทย ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และเพิ่มโอกาสให้คนไทยสามารถเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาที่ก้าวหน้าได้มากยิ่งขึ้น ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการสร้างองค์กรใหม่ แต่คือการวางรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมสุขภาพแห่งอนาคต และเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Medical Innovation Hub ในระดับภูมิภาค”

ขณะเดียวกันนายแพทย์วีรพล เขมะรังสรรค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MEDEZE เปิดเผยว่า บริษัทได้ร่วมกับองค์การเภสัชกรรม (อภ.) และบริษัท เครตาน แอสโซซิเอท จำกัด ลงนามบันทึกข้อตกลงจัดตั้งบริษัท จีพีโอ เมดีซ เอ็มพาวเวอร์ จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 105 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโรงงานผลิต Cell Culture Media หรือ น้ำยาเพาะเลี้ยงเซลล์ ตามมาตรฐาน Good Manufacturing Practice (GMP) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรม Advanced Therapy Medicinal Products (ATMPs) อันเป็นรากฐานสำคัญของการรักษาด้วยเซลล์และการแพทย์แม่นยำแห่งอนาคต โดยมีเป้าหมายลดการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ เสริมสร้างความมั่นคงด้านห่วงโซ่อุปทานทางการแพทย์ และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นฐานการผลิตชีวเวชภัณฑ์ของภูมิภาคเอเชีย

โดยโรงงานของ บริษัท จีพีโอ เมดีซ เอ็มพาวเวอร์ จำกัด จะมุ่งเน้นการผลิต Cell Culture Media แบบ Liquid Media ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของการเพาะเลี้ยงเซลล์ ภายใต้กระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน GMP โดยมีกำลังการผลิตที่วางแผนไว้ 10,000 ลิตรต่อปี รองรับทั้งความต้องการภายในประเทศและการส่งออกสู่ภูมิภาคเอเชีย ช่วยลดต้นทุนการผลิตและการรักษาด้วยเซลล์บำบัดลงประมาณ 30-50% โดยมีเป้าหมายลดการนำเข้าวัตถุดิบสำคัญจากต่างประเทศ เพิ่มความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานด้านการแพทย์ และสนับสนุนการวิจัย การพัฒนา และการผลิตผลิตภัณฑ์ชีวเวชภัณฑ์ในประเทศ

นายแพทย์วีรพลกล่าวเพิ่มเติมว่า กว่า 16 ปีที่ผ่านมา MEDEZE มุ่งมั่นพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี บุคลากร และมาตรฐานระดับสากล เพื่อวางรากฐานด้านเทคโนโลยีเซลล์และการแพทย์ขั้นสูงของประเทศไทย การจัดตั้ง บริษัท จีพีโอ เมดีซ เอ็มพาวเวอร์ จำกัด ในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงความร่วมมือทางธุรกิจ แต่เป็นก้าวสำคัญของการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อสร้างระบบนิเวศด้าน Advanced Therapy Medicinal Products (ATMPs) ที่ประเทศไทยสามารถพัฒนาและต่อยอดได้ด้วยศักยภาพของคนไทย MEDEZE เชื่อว่าอนาคตของการแพทย์คือการสร้างโอกาสให้ผู้ป่วยเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาที่แม่นยำ ปลอดภัย และมีคุณภาพ พร้อมมุ่งร่วมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Medical Innovation Hub ของภูมิภาค และพิสูจน์ว่านวัตกรรมการแพทย์ระดับโลกสามารถเกิดขึ้นได้จากประเทศไทย

“ประเทศไทยต้องไม่เป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยีจากต่างประเทศ แต่ต้องเป็นผู้สร้างนวัตกรรมการแพทย์ของตนเอง” นายแพทย์วีรพลกล่าว

ทั้งนี้ MEDEZE ยืนหยัดในฐานะ ธนาคารสเต็มเซลล์รายเดียวในไทยที่ถูกกฎหมายและได้มาตรฐาน ให้บริการฝากเก็บสเต็มเซลล์และเซลล์ภูมิคุ้มกันแบบครบวงจร ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน จนก้าวขึ้นเป็น ผู้นำด้านการฝากเก็บสเต็มเซลล์เฉพาะบุคคลที่ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้งยังมีมาตรฐานระดับสากล ISO 9001:2015 และการรับรอง AABB พร้อมเทคโนโลยีที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว ทั้ง AXP AutoXpress® Platform และ Cryopreservation ซึ่งรับประกันความแม่นยำและปลอดภัยในทุกขั้นตอนของการคัดแยกและจัดเก็บเซลล์ ครอบคลุมทั้งเลือดสายสะดือ เนื้อเยื่อสายสะดือ ไขมัน รากผม และ NK Cells เพื่อรองรับแผนดูแลสุขภาพระยะยาวที่หลากหลาย

ด้านนายปิยวัชร ราชพลสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เครตาน แอสโซซิเอท จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนและการพัฒนาโครงการ กล่าวเพิ่มเติมว่า เครตาน แอสโซซิเอท การเข้าร่วมของ Cretan Associates ในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนของ Heracle Capital กองทุน Private Equity ที่มุ่งเน้นการลงทุนในธุรกิจด้าน Healthcare และ Longevity ซึ่งมีเป้าหมายในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพให้เติบโตและขยายธุรกิจสู่ระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เราเชื่อมั่นว่าเทคโนโลยีชีวภาพและการแพทย์ขั้นสูง (Advanced Therapy Medicinal Products: ATMPs) จะเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญของอนาคต ที่สามารถสร้างคุณค่าทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ความร่วมมือในการจัดตั้ง บริษัท จีพีโอ เมดีซ เอ็มพาวเวอร์ จำกัด ครั้งนี้ เป็นการผสานจุดแข็งของแต่ละองค์กร ทั้งด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี มาตรฐาน และเครือข่าย เพื่อสร้างโอกาสใหม่ในการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ของไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล

Heracle Capital พร้อมสนับสนุนการเติบโตของโครงการนี้อย่างเต็มศักยภาพ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้าน Biotechnology และ Medical Innovation Hub ของภูมิภาคในอนาคต”

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://www.medezegroup.com/th/

มูลนิธิธรรมาภิบาลฯ ผนึกภาคี จัดหน่วยแพทย์อาสา ถวายพระกุศล ๙๙ พรรษา สมเด็จพระสังฆราช

มูลนิธิธรรมาภิบาลฯ ผนึกภาคี จัดหน่วยแพทย์อาสา  ถวายพระกุศล ๙๙ พรรษา สมเด็จพระสังฆราช

มูลนิธิธรรมาภิบาลฯ ผนึกภาคี จัดหน่วยแพทย์อาสา ถวายพระกุศล ๙๙ พรรษา สมเด็จพระสังฆราช

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.59 น.

มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ ร่วมกับแพทยสภา สถาบันมหิตลาธิเบศร นักศึกษาหลักสูตร ปธพ. รุ่นที่ 1-12 และ ปนพ. รุ่นที่ 1-3 พร้อมด้วยกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดราชบุรี และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ได้จัดพิธีเปิด “โครงการหน่วยแพทย์อาสาถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก” เนื่องในวาระฉลองพระชนมายุ 99 พรรษา โดยนำบริการทางการแพทย์เฉพาะทางลงสู่พื้นที่เพื่อดูแลพระภิกษุสงฆ์ ผู้สูงอายุ และประชาชนทั่วไป เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องประชุมชั้น 5 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร) อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี

ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี เป็นประธานในพิธี พร้อมมอบเกียรติบัตรแก่ผู้สนับสนุน ขณะที่ พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวต้อนรับและยืนยันการสนับสนุนการบูรณาการความร่วมมือเพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชน ด้าน ฐิติลักษณ์ คำพา ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน พร้อมแสดงความภาคภูมิใจที่จังหวัดราชบุรีได้รับเกียรติเป็นพื้นที่ดำเนินโครงการ

พญ.ปาจรีย์ อารีย์รบ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดราชบุรี รายงานว่า โครงการตั้งเป้าให้บริการตรวจสุขภาพแก่พระภิกษุสงฆ์ และผู้สูงอายุประมาณ ๓๐๐ ราย ผ่านคลินิกเฉพาะทาง ๑๐ คลินิก ได้แก่ คลินิกตรวจสุขภาพทั่วไป หัวใจ ผิวหนัง วัคซีนไข้หวัดใหญ่ เอกซเรย์ปอด กระดูกและข้อ เวชศาสตร์ฟื้นฟู คัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ทันตกรรม และจักษุ เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ ลดภาระค่าใช้จ่ายและระยะเวลาเดินทาง ทั้งยังสอดคล้องกับธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐ ภายใต้เป้าหมาย “พระแข็งแรง วัดมั่นคง ชุมชนเป็นสุข”

พล.ต.ท. นพ.วิฑูรย์ นิติวรางกูร ประธานนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์สำหรับผู้บริหารระดับสูง (ปธพ.) รุ่นที่ ๙ ได้กล่าวในนามนักศึกษาว่า โครงการครั้งนี้เป็นตัวอย่างของการนำองค์ความรู้ ประสบการณ์ และเครือข่ายของผู้บริหารจากหลากหลายสาขาวิชาชีพ มาบูรณาการเพื่อสร้างประโยชน์แก่พระภิกษุสงฆ์ ประชาชน และสังคมอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมยืนยันเจตนารมณ์ของนักศึกษาที่จะสืบสานกิจกรรมจิตอาสาเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง โดยยึดหลักธรรมาภิบาล คุณธรรม และการทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างประโยชน์แก่ประชาชนและประเทศชาติอย่างยั่งยืน

ภายในงานมีการกล่าวขอบคุณและชื่นชมจากผู้แทนหลายฝ่าย อาทิ นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ศ.เกียรติคุณ พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ นายกแพทยสภา และพล.อ.อ.นพ.อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา และเลขาธิการมูลนิธิธรรมาภิบาลฯ ซึ่งต่างย้ำถึงความสำเร็จที่เกิดจากการทำงานร่วมกันบนหลักธรรมาภิบาล พร้อมเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมสืบสานเจตนารมณ์ของการแพทย์จิตอาสา

นอกจากนี้ยังมีการมอบสิ่งสนับสนุนเพื่อสาธารณประโยชน์ เช่น รถกอล์ฟจาก มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ โดย ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย ประธานมูลนิธิธรรมาภิบาลฯ ร่วมกับ Deepal Phuket บจก. ภูเก็ตออโตโมบิล โดย ดร.ศศมณฑ์ สงวนสิน ประธานกรรมการบริหาร เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ป่วยและประชาชนในโรงพยาบาล รวมถึงอุปกรณ์เฝือกกระดาษฉุกเฉินจาก มูลนิธิเอสซีจี และ SCGP โดย สุวิมล จิวาลักษณ์ กรรมการมูลนิธิเอสซีจี และชุติพันธ์ เสริมสวัสดิ์ศรี กรรมการและผู้จัดการมูลนิธิเอสซีจี เพื่อช่วยเหลือผู้บาดเจ็บในภาคสนาม ลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บซ้ำและภาวะแทรกซ้อน

ศ.กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ได้กล่าวอนุโมทนาบุญแก่คณะผู้จัดงาน โดยย้ำว่าการถวายการตรวจสุขภาพแด่พระภิกษุสงฆ์เป็นการอุปัฏฐากพระสงฆ์ผู้เป็นเนื้อนาบุญของโลก และเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่อง โดยโครงการครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ ๔๒ ของการถวายการตรวจสุขภาพพระภิกษุสงฆ์ สะท้อนถึงพลังแห่งศรัทธาและการเสียสละเพื่อประโยชน์ของพระพุทธศาสนาและสังคมไทย

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ขับเคลื่อนนโยบาย Nature Positive สู่เศรษฐกิจชีวภาพที่ยั่งยืน ในงานงาน Biodiversity & Bioeconomy Forum 2026

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ขับเคลื่อนนโยบาย Nature Positive สู่เศรษฐกิจชีวภาพที่ยั่งยืน ในงานงาน Biodiversity & Bioeconomy Forum 2026

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ขับเคลื่อนนโยบาย Nature Positive สู่เศรษฐกิจชีวภาพที่ยั่งยืน ในงานงาน Biodiversity & Bioeconomy Forum 2026

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.41 น.

ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบหมายให้ตนเป็นประธานเปิดงานประชุมวิชาการด้านความหลากหลายทางชีวภาพและการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน Biodiversity & Bioeconomy Forum 2026 ภายใต้หัวข้อ “ธรรมชาติเชิงบวกสร้างได้จากทุกคน (All Actions for Nature Positive)” ซึ่งจัดโดยสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ BEDO เพื่อขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงฯ ในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในการยกระดับเศรษฐกิจชีวภาพของประเทศ

ดร.รวีวรรณ กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ความสำคัญกับการผลักดันนโยบายด้านความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาชน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติกับการใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าและยั่งยืน ตลอดจนเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากฐานทรัพยากรชีวภาพควบคู่กับการรักษาระบบนิเวศให้คงความอุดมสมบูรณ์

ปลัดกระทรวงฯ กล่าวว่า แนวคิด Nature Positive หรือการทำให้ธรรมชาติกลับมาเพิ่มพูนและฟื้นตัว เป็นเป้าหมายสำคัญที่ทั่วโลกกำลังร่วมกันขับเคลื่อน โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ดำเนินงานอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสร้างกลไกความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพราะการบรรลุเป้าหมายดังกล่าวไม่สามารถอาศัยการดำเนินงานของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งได้ แต่ต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกคน ตามแนวคิด All Actions for Nature Positive

พร้อมกันนี้ กระทรวงฯ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนากลไกทางเศรษฐกิจที่สนับสนุนการอนุรักษ์ อาทิ เครดิตความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Credits) เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจนำมิติด้านธรรมชาติมาเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนและการดำเนินธุรกิจ อันจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ด้าน ดร.ธนิต ชังถาวร ผู้อำนวยการ BEDO กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของ BEDO ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 20 ของการดำเนินงาน โดยมุ่งยกระดับการขับเคลื่อนด้านความหลากหลายทางชีวภาพให้สอดคล้องกับทิศทางของประชาคมโลก ผ่านการดำเนินงาน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การอนุรักษ์ การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน และการบูรณาการความหลากหลายทางชีวภาพเข้าสู่นโยบายและการดำเนินงานของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการส่งเสริมภาคธุรกิจผ่านโครงการ ACT-D Pathway to Nature Positive เพื่อยกระดับการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

ทั้งนี้ งาน Biodiversity & Bioeconomy Forum 2026 นับเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นวัตกรรม และประสบการณ์จากทุกภาคส่วน พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อเปลี่ยนผ่านจากแนวคิดไปสู่การลงมือปฏิบัติจริง อันจะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นสังคมที่เติบโตบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพ และสร้างเศรษฐกิจชีวภาพที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

เดินหน้าสร้างมรดกสีเขียว ICC Green Legacy ผนึกกำลัง ทัพเรือภาคที่ 1 ร่วมเก็บขยะชายหาด อนุรักษ์ทะเลไทย

เดินหน้าสร้างมรดกสีเขียว ICC Green Legacy ผนึกกำลัง ทัพเรือภาคที่ 1 ร่วมเก็บขยะชายหาด อนุรักษ์ทะเลไทย

เดินหน้าสร้างมรดกสีเขียว ICC Green Legacy ผนึกกำลัง ทัพเรือภาคที่ 1 ร่วมเก็บขยะชายหาด อนุรักษ์ทะเลไทย

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.32 น.

บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เดินหน้าขับเคลื่อน โครงการ ICC Green Legacy มรดกสีเขียวสู่อนาคตที่ยั่งยืน” อย่างต่อเนื่อง โดยครั้งนี้ ดร.รีเบคก้า รัสเซลล์ กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานสื่อสารองค์กร นำทีมพนักงานบริษัทฯ ร่วมกับทัพเรือภาคที่ 1 ซึ่งมี พลเรือโท เฉลิมชัย สวนแก้ว ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ เป็นประธาน ในกิจกรรมเก็บขยะชายหาด เพื่อร่วมฟื้นฟูและดูแลสิ่งแวดล้อมชายฝั่ง ณ ชายหาดหน้าหมู่เรือรักษาการณ์วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถานศึกษา และประชาชนในพื้นที่

ภายในกิจกรรมยังมีการบรรยายให้ความรู้ด้านการคัดแยกขยะ โดยผู้เชี่ยวชาญจากสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 3 (เพชรบุรี) แก่นักเรียนโรงเรียนสาธิตเทศบาลหัวหิน เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมการจัดการขยะอย่างถูกวิธี เพื่อให้เยาวชนเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการดูแล และอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืน

ดร.รีเบคก้า รัสเซลล์ กล่าวว่า “สำหรับการร่วมมือกับทัพเรือภาคที่ 1 ในกิจกรรมเก็บขยะชายหาดครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของโครงการ ICC Green Legacy : มรดกสีเขียวสู่อนาคตที่ยั่งยืน ที่สะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างคุณค่าให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม เราเชื่อว่าการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน กิจกรรมในครั้งนี้จึงไม่เพียงช่วยฟื้นฟูพื้นที่ชายฝั่ง แต่ยังเป็นการสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่เยาวชนและชุมชน เพื่อร่วมกันดูแลและส่งต่อความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งให้กับคนรุ่นต่อไปค่ะ”

นอกจากนี้ บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ยังได้นำผลิตภัณฑ์ในเครือฯ ได้แก่ กุ๊งกิ๊ง ยำวุ้นเส้นกึ่งสำเร็จรูป, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, ข้าวต้มชามกึ่งสำเร็จรูป ตราซื่อสัตย์ และขนมข้าวโอ๊ตอัดแท่ง ตรา เพนนีโอ (Penny-O) รวมถึง น้ำแร่ธรรมชาติ มองต์เฟลอ (Mont Fleur) มอบให้แก่เด็ก ๆ เจ้าหน้าที่ทหารเรือ และประชาชนจิตอาสา พร้อมเสิร์ฟเมนูอาหารเพื่อเติมพลังหลังเสร็จสิ้นภารกิจ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการดูแลสังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อมผ่านกิจกรรมที่สร้างประโยชน์อย่างต่อเนื่อง