Recovery Run: เมื่อการวิ่งไม่ใช่แค่การออกกำลังกาย แต่คือการส่งต่อโอกาสให้คนที่เคยก้าวพลาด

Recovery Run: เมื่อการวิ่งไม่ใช่แค่การออกกำลังกาย แต่คือการส่งต่อโอกาสให้คนที่เคยก้าวพลาด

Recovery Run: เมื่อการวิ่งไม่ใช่แค่การออกกำลังกาย แต่คือการส่งต่อโอกาสให้คนที่เคยก้าวพลาด

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.28 น.

“ขอให้มีใจ… ใจสำคัญที่สุด ครอบครัว สังคมต้องให้กำลังใจใครก็ตามที่เคยก้าวพลาด หรือกำลังพยายามก้าวข้ามกลับสู่เส้นทางที่ถูกต้อง เราขอเป็นกำลังใจให้”

คำกล่าวสั้น ๆ ของ พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ในงาน ‘วิ่งด้วยรัก ฮักด้วยใจ… Recovery Run’ ณ สวนหลวง ร.9 สะท้อนสารสำคัญของกิจกรรมครั้งนี้ได้อย่างชัดเจน นั่นคือการส่งต่อกำลังใจและโอกาสให้กับผู้ที่เคยก้าวพลาดจากปัญหายาเสพติด ได้มีพื้นที่ในการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นโดยสำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมกับภาคีเครือข่าย อาทิ สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) กระทรวงยุติธรรม มูลนิธิรักษ์ไทย และเครือข่ายชุมชนทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด “ทุกโอกาส…สร้างการเริ่มต้น” เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับผู้ผ่านการบำบัดยาเสพติด และสนับสนุนการคืนคนดีสู่สังคม

สิ่งที่ทำให้งานวิ่งครั้งนี้แตกต่างจากกิจกรรมวิ่งทั่วไป คือในบรรดาผู้เข้าร่วมกว่า 1,200 คน มีทั้งนักวิ่งทั่วไป ผู้ที่ต้องการร่วมส่งกำลังใจ ตลอดจนผู้ที่เคยผ่านการบำบัดยาเสพติดและกำลังเริ่มต้นชีวิตใหม่

“การวิ่งแทบไม่ต้องลงทุนอะไร แต่ได้ประโยชน์มากสำหรับตัวเอง โอกาสสร้างได้ เริ่มจากสิ่งที่ง่าย ๆ ก่อน” พ.ต.ท.สุริยากล่าว พร้อมชี้ว่า การออกมาร่วมกิจกรรมในวันนี้ถือเป็นก้าวแรกของการลุกขึ้นมาเริ่มต้นใหม่อย่างเป็นรูปธรรม

หนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่ผู้ผ่านการบำบัดต้องเผชิญ แม้จะสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติแล้ว คือการถูกตีตราจากสังคม การจัดกิจกรรม Recovery Run จึงมีเป้าหมายในการกระตุ้นให้ผู้คนตระหนักว่า ผู้ที่เคยก้าวพลาดสมควรได้รับโอกาสในการกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเช่นเดียวกับทุกคน

เบเนดิกต์ โฮฟมัน รองผู้แทนสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (UNODC) กล่าวว่า การให้โอกาสคือก้าวแรกที่สำคัญสำหรับผู้ที่เคยก้าวพลาด และความร่วมมือของหลายภาคส่วนในการจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นสัญญาณสำคัญว่าสังคมพร้อมเปิดพื้นที่ให้พวกเขาได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าอีกครั้ง

ด้าน อารีภักดิ์ เงินบำรุง รองเลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า ในอดีตสังคมมักมีทัศนคติเชิงลบต่อผู้ผ่านการบำบัด แต่ปัจจุบันสังคมเปิดกว้างมากขึ้น และพร้อมให้โอกาสคนเหล่านี้ได้พิสูจน์ตัวเอง

“คนเราเมื่อล้มแล้ว สามารถลุกขึ้นมาใหม่ได้เสมอ สังคมในวันนี้ต่างจากอดีตมาก เราพร้อมจะให้โอกาสและขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคน”

เสียงสะท้อนจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมเองก็สะท้อนแนวคิดเดียวกัน ชนาพัทร์ มณีดุลย์ นักวิ่งระยะ 10 กิโลเมตร มองว่าการออกกำลังกายเป็นเครื่องมือสำคัญในการดึงคนออกห่างจากยาเสพติด และกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้คนทั่วไปได้ทำกิจกรรมร่วมกับผู้ที่เคยก้าวพลาด ช่วยสร้างความเข้าใจระหว่างกันได้มากขึ้น

ขณะที่ สุชยา โมกขเสน ผู้ร่วมวิ่งระยะ 5 กิโลเมตร กล่าวว่า สิ่งที่น่าสนใจของกิจกรรมนี้คือการที่ทุกคนสามารถวิ่งอยู่ในลู่เดียวกันได้โดยไม่จำเป็นต้องรู้ภูมิหลังของกันและกัน

“อย่างน้อยวันนี้ทำให้เรารู้ว่าในสังคมมีคนที่หลากหลาย เราต่างก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน ไม่ต้องไปคิดว่าเขาเคยเป็นอะไรมา ก็สามารถวิ่งในลู่เดียวกันได้”

นอกจากกิจกรรมวิ่งระยะ 5 และ 10 กิโลเมตร ภายในงานยังมีกิจกรรมสันทนาการ บูทอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงการระดมทุนเพื่อสนับสนุนมูลนิธิรักษ์ไทยและเครือข่ายชุมชนที่ทำงานด้านการดูแลผู้ผ่านการบำบัดยาเสพติดทั่วประเทศ

นพ.สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี กล่าวว่า ผู้ที่ผ่านการบำบัดแล้วไม่ได้แตกต่างจากคนทั่วไป ทุกคนควรได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียมในการกลับมาใช้ชีวิตในสังคม

ท้ายที่สุดแล้ว Recovery Run อาจเป็นเพียงกิจกรรมวิ่งหนึ่งวัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างทางกลับเป็นมากกว่านั้น เพราะทุกก้าวที่ผู้คนวิ่งเคียงข้างกัน คือการยืนยันว่า “โอกาส” และ “กำลังใจ” ยังคงเป็นพลังสำคัญที่ช่วยให้ใครสักคนลุกขึ้นมาเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ

กรมชลประทานเดินหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัย จ.อุบลราชธานี ยกระดับการแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก รับมือสภาพอากาศผันผวนในอนาคต

กรมชลประทานเดินหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัย จ.อุบลราชธานี ยกระดับการแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก รับมือสภาพอากาศผันผวนในอนาคต

กรมชลประทานเดินหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัย จ.อุบลราชธานี ยกระดับการแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก รับมือสภาพอากาศผันผวนในอนาคต

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.23 น.

อุบลราชธานี  เป็นหนึ่งในจังหวัดสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีศักยภาพด้านเศรษฐกิจ การเกษตร การท่องเที่ยว และการค้าชายแดน  แต่ในขณะเดียวกันก็เผชิญความท้าทาย เรื่องการบริหารทรัพยากรน้ำมาโดยตลอด  เพราะเป็นจุดที่แม่น้ำชีบรรจบกับแม่น้ำมูล ก่อนไหลลงสู่แม่น้ำโขง ทำให้ระหว่างทางไหลของน้ำ มักเกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ  ประกอบกับการขยายตัวของชุมชน และการเปลี่ยนแปลง    การใช้ประโยชน์ที่ดิน ที่ไม่สอดคล้องกับการไหลบ่าของน้ำในฤดูฝน จึงทำให้บางพื้นที่ของลุ่มแม่น้ำมูลเกิดน้ำท่วมซ้ำซาก  

จากบทเรียนของมหาอุทกภัยเมื่อ ปี พ.ศ. 2562  ที่จังหวัดอุบลราชานี ได้สร้างผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ ระบบสาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐานการคมนาคม และพื้นที่เกษตรกรรมจำนวนมาก กรมชลประทาน จึงได้ศึกษาและออกแบบแนวทางบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ภายใต้ “โครงการบรรเทาอุทกภัยจังหวัดอุบลราชธานี”  เพื่อให้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ได้รับการแก้ไข และเตรียมความพร้อม รับมือกับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศในอนาคต

พิเชษฐ รัตนปราสาทกุล ผู้อำนวยการสำนักออกแบบวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม กรมชลประทาน

พิเชษฐ รัตนปราสาทกุล ผู้อำนวยการสำนักออกแบบวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม กรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังการตรวจติดตามความก้าวหน้าการสำรวจและออกแบบ โครงการบรรเทาอุทกภัยจังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ว่า  ปัจจุบันโครงการฯ ยังอยู่ในขั้นตอนการสำรวจและออกแบบรายละเอียด  โดยจะให้ความสำคัญกับข้อมูลทางวิชาการ การมีส่วนร่วมของประชาชนและการรับฟังข้อคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อให้แนวทางการพัฒนาโครงการฯ  สอดคล้องกับสภาพพื้นที่และความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง

“การบริหารจัดการน้ำในปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาน้ำท่วม แต่ต้องมองถึงความมั่นคงด้านน้ำในระยะยาว ทั้งการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ การสนับสนุนภาคเกษตรกรรม การดูแลชุมชน และการรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

โครงการบรรเทาอุทกภัย จังหวัดอุบลราชธานี มีพื้นที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ, อ.วารินชำราบ,อ.สว่างวีระวงศ์,อ.นาเยีย,อ.พิบูลมังสาหาร และ อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี ซึ่งเชื่อมโยงกัน         ในลุ่มน้ำมูล  องค์ประกอบของโครงการฯ ประกอบด้วย คลองผันน้ำสายหลัก จะรับน้ำจากห้วยขะยุงและระบายกลับลงสู่แม่น้ำมูลด้านท้ายแก่งสะพือ เป็นการขุดคลองใหม่ระยะทาง 86.84 กม. เลียบลำน้ำธรรมชาติเดิมในบางช่วง ซึ่งได้แก่ ห้วยผับ ห้วยยอด   ห้วยตองแวด ห้วยข้าวสาร ลำโดมใหญ่ ห้วยชุมแสง และห้วยกว้าง โดยแบ่งเป็น คลองผันน้ำสายหลักช่วงที่ 1 ทำการขุดคลองผันน้ำใหม่จากห้วยขะยุงไปยังบริเวณห้วยผับ เพื่อให้สามารถผันและระบายน้ำได้ไม่น้อยกว่า 400 ลบ.ม./วินาที มีระยะทางในการขุดคลอง 9.68 กม. และคลองผันน้ำสายหลักช่วงที่ 2 ทำการขุดคลองใหม่ต่อจากช่วงที่ 1 จากบริเวณห้วยผับไปสิ้นสุดที่แม่น้ำมูลด้านท้ายแก่งสะพือ เพื่อให้สามารถผันและระบายน้ำได้ไม่น้อยกว่า 1,200 ลบ.ม./วินาที มีระยะทางในการขุดคลอง 77.16 กม. 2.คลองผันน้ำสายรอง จะทำการขุดคลองใหม่โดยรับน้ำจากแม่น้ำมูลด้านท้ายเขื่อนหัวนา เลียบห้วยผับมาจนถึงจุดบรรจบกับคลองผันน้ำสายหลัก เพื่อให้สามารถผันและระบายน้ำได้ไม่น้อยกว่า  800 ลบ.ม./วินาที มีระยะทางในการขุดคลอง 5.20 กม. 3.ประตูระบายน้ำและอาคารบังคับน้ำในคลองผันน้ำ จำนวน 5 แห่ง 4. อาคารประกอบคลองผันน้ำตลอดแนวคลองผัน ทั้งสิ้น 92 แห่ง ได้แก่ อาคารรับน้ำเข้าคลองผันน้ำ 42 แห่ง, อาคารทิ้งน้ำลงลำน้ำเดิม 22 แห่ง, สะพานรถยนต์ 20 แห่ง, สะพานน้ำ 5 แห่ง, อาคารท่อลอด       คลองผันน้ำ 2 แห่ง และสะพานรถไฟ 1 แห่ง 

กรมชลประทานว่าจ้าง “กิจการร่วมค้า PSTG JV” ให้สำรวจ ออกแบบ ตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2568  สิ้นสุด วันที่ 9 มิถุนายน  2570  รวม 720 วัน  โดยต้องศึกษาวางแผนบรรเทาปัญหาอุทกภัยในลุ่มน้ำมูลที่เป็นแม่น้ำหลักและลุ่มน้ำข้างเคียง โดยทีมผู้เชี่ยวชาญ จะรวบรวมข้อมูลด้านอุทกวิทยา ภูมิประเทศ การใช้ประโยชน์ที่ดิน รวมถึงรับฟังความเห็นจากประชาชน และหน่วยงานในพื้นที่  เพื่อประกอบการพิจารณาออกแบบแนวทางบริหารจัดการน้ำที่เหมาะสมที่สุด

จำรอง ทองหมื่น

จำรอง ทองหมื่น กลุ่มผู้ใช้น้ำในโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโดมน้อย กล่าวว่า “ชาวบ้าน ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำที่สมดุล และมีส่วนร่วมอย่างเหมาะสม สิ่งที่ประชาชนต้องการคือการมีน้ำใช้อย่างเพียงพอในช่วงฤดูแล้ง และลดผลกระทบในช่วงน้ำหลาก หากมีการวางแผนที่ดี และรับฟังความคิดเห็นของคนในพื้นที่ในทุกมิติและทุกกลุ่มที่มีส่วนได้เสียกับโครงการฯ   ก็จะช่วยให้การบริหารจัดการน้ำ ตอบโจทย์ประชาชนได้มากขึ้น”

จาตุรงค์ พงษ์ทอง รองประธานกลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานสถานีสูบน้ำ PL.8

ขณะที่ จาตุรงค์ พงษ์ทอง รองประธานกลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานสถานีสูบน้ำ PL.8 กล่าวว่า “การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม ตั้งแต่ขั้นตอนการศึกษาและออกแบบ ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะคนในพื้นที่ เป็นผู้ที่เข้าใจสภาพปัญหาและบริบทของชุมชนดีที่สุด ซึ่งชุมชนอยากเห็นการพัฒนา ที่ช่วยให้คนอยู่กับน้ำได้อย่างสมดุล ทั้งการป้องกันความเสียหาย          จากอุทกภัย และการสร้างความมั่นคงด้านน้ำเพื่อการเกษตรในอนาคต”

โครงการบรรเทาอุทกภัยจังหวัดอุบลราชธานี มีเป้าหมายบรรเทาภัยน้ำท่วม ลดพื้นที่เสียหาย จากเดิมก่อนมีโครงการอยู่ที่ 99,661.10 ไร่  ให้เหลือ 32,396.49 ไร่ หรือลดพื้นที่เสียหายจากอุทภัย  ได้ถึง 67,264.61 ไร่

กรมชลประทานยืนยันว่า ทุกขั้นตอนของการศึกษาและออกแบบ จะดำเนินการภายใต้หลักวิชาการ ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้เกิดแนวทางบริหารจัดการน้ำที่เหมาะสมกับพื้นที่  และสามารถสร้างประโยชน์ต่อประชาชนได้อย่างยั่งยืน

ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย บรรยายพิเศษในหัวข้อ ‘เรียนรู้จากปราชญ์แผ่นดิน’ แก่ผู้เข้าร่วมหลักสูตรนักพัฒนาชุมชนพอเพียง

ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย บรรยายพิเศษในหัวข้อ 'เรียนรู้จากปราชญ์แผ่นดิน' แก่ผู้เข้าร่วมหลักสูตรนักพัฒนาชุมชนพอเพียง

ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย บรรยายพิเศษในหัวข้อ ‘เรียนรู้จากปราชญ์แผ่นดิน’ แก่ผู้เข้าร่วมหลักสูตรนักพัฒนาชุมชนพอเพียง

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.14 น.

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย ให้เกียรติบรรยายพิเศษในหัวข้อ “เรียนรู้จากปราชญ์แผ่นดิน” ถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์อันทรงคุณค่าเพื่อสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้เข้าร่วมหลักสูตรนักพัฒนาชุมชนพอเพียง ภายใต้โครงการ “โชว์ภูมิ” ของบริษัท ชุมชนเข้มแข็งพอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด โดยมี ฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟ เวอเรจ จำกัด (มหาชน) ผู้ริเริ่มโครงการ “ด้วยจงรักและภักดี” และประธานกรรมการ บริษัท ชุมชนเข้มแข็งพอเพียง (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วยคณะทำงาน ให้การต้อนรับ ณ ศูนย์ซี อาเซียน อาคาร CW Tower

การบรรยายครั้งนี้มุ่งเน้นการถ่ายทอดปรัชญาการใช้ชีวิต การพัฒนาตนเอง และการอุทิศตนเพื่อส่วนรวม โดยหยิบยกบทเรียนอันทรงคุณค่าจากพระราชกรณียกิจและพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาชุมชนและสังคมไทยต่อไป

พันธุ์ไทยให้เด็กรุ่นใหม่ได้ฉายแสง แจ้งเกิดศิลปินไทยหน้าใหม่ บนเวที “พันธุ์ไทย…ดีไซน์อะไรก็เป็นไปได้”

พันธุ์ไทยให้เด็กรุ่นใหม่ได้ฉายแสง แจ้งเกิดศิลปินไทยหน้าใหม่ บนเวที “พันธุ์ไทย...ดีไซน์อะไรก็เป็นไปได้”

พันธุ์ไทยให้เด็กรุ่นใหม่ได้ฉายแสง แจ้งเกิดศิลปินไทยหน้าใหม่ บนเวที “พันธุ์ไทย…ดีไซน์อะไรก็เป็นไปได้”

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.07 น.

บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด ตอกย้ำแบรนด์ที่เชื่อมั่นในพลังสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ จัดงานประกาศผลการประกวดออกแบบกราฟิก “พันธุ์ไทย…ดีไซน์อะไรก็เป็นไปได้” พร้อมมอบทุนการศึกษารวม 690,000 บาท ให้กับนิสิต-นักศึกษาที่เข้ารอบชิงชนะเลิศ จากการส่งผลงานออกแบบลวดลายบนรถ Coffee Truck พันธุ์ไทย ภายใต้โจทย์การสร้าง Brand Experience สะท้อนตัวตน แบรนด์ พร้อมต่อยอดผลงานที่ได้รับรางวัลไปผลิตใช้งานจริง และออกเดินทางสร้างประสบการณ์ให้กับผู้บริโภคทั่วประเทศ จัดขึ้น ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 10 ศูนย์ประชุม ซี อาเซียน อาคารซีดับเบิ้ลยู ทาวเวอร์ 

ความสำเร็จของโครงการ “พันธุ์ไทย…ดีไซน์อะไรก็เป็นไปได้” ไม่ได้สะท้อนเพียงพลังความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชนไทย แต่ยังสะท้อนบทบาทของแบรนด์ในการร่วมสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ ซึ่งจะเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต จากผลงานที่ส่งเข้าร่วมประกวดจำนวน 353 ผลงาน จาก 28 สถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สู่การคัดเลือก 10 ทีมสุดท้ายที่ได้พัฒนาผลงานผ่านกระบวนการเวิร์กชอปและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ก่อนนำเสนอผลงานในรอบตัดสิน เพื่อค้นหาดีไซน์ที่มีศักยภาพในการต่อยอดสู่การผลิตใช้งานจริงบนรถ Coffee Truck ของกาแฟพันธุ์ไทย 

สุขวสา ภูชัชวนิชกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด

สุขวสา ภูชัชวนิชกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด กล่าวว่า “พันธุ์ไทยมีรากฐานความเป็นไทยที่ชัดเจน ตั้งแต่การสนับสนุนเกษตรกรไทย การคัดสรรวัตถุดิบท้องถิ่นมาสร้างสรรค์เป็นเครื่องดื่ม ไปจนถึงการผลักดันโอกาสทางการศึกษาให้กับเยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง เพราะเราเชื่อว่าการสนับสนุนเยาวชนไม่ใช่เพียงการมอบทุนการศึกษา แต่คือการสร้างพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ค้นพบศักยภาพของตัวเอง ได้ลงมือทำงานกับโจทย์จริง และได้เห็นว่าความคิดสร้างสรรค์เหล่านั้นสามารถสร้างคุณค่าให้กับสังคมและภาคธุรกิจได้จริง โครงการนี้จึงเกิดขึ้นจากความตั้งใจของพันธุ์ไทยที่อยากเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันเยาวชนไทยให้เติบโตเป็นนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ และเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต อีกหนึ่งสิ่งที่พันธุ์ไทยให้ความสำคัญมาโดยตลอดคือการสนับสนุนศิลปินไทย เราร่วมงานกับ คุณสุรชัย พุฒิกุลางกูร นักสร้างสรรค์โฆษณาและ Illustrator ระดับโลก ถ่ายทอดเรื่องราวจากต้นน้ำถึงปลายน้ำของกาแฟไทยผ่านลวดลายบนแก้วไทยริกาโน ร่วมงานกับ คุณธัชมาพรรณ จันทร์จำรัสแสง หรือ Pomme Chan ศิลปินไทยที่มีผลงานในเวทีโลกอย่างการออกแบบโปสเตอร์งาน The Oscars ครั้งที่ 87 มาสร้างสรรค์แคมเปญ ไทยริกาโน Taste of Nan ถ่ายทอดเสน่ห์ของเมืองแห่งสายหมอก และวิถีชีวิตเกษตรกรไทยผ่านงาน Thai Craft ที่งดงาม นอกจากนี้ พันธุ์ไทยยังได้ร่วมกับ คุณวิพุธ อัศวเวทวุฒิ หรือ Viput A. นำอัตลักษณ์ไทยร่วมสมัยจากทั้ง 4 ภาค มาถ่ายทอดเป็นงานออกแบบบนรถ Coffee Truck สะท้อนภาพความเป็นไทยในมุมมองของคนรุ่นใหม่” 

“และในปีนี้ พันธุ์ไทยก้าวไปอีกขั้น ด้วยการเปิดเวทีให้เยาวชนไทยได้แสดงพลังความคิดสร้างสรรค์ ผ่านการประกวดออกแบบลวดลายรถ Coffee Truck โดยผลงานชนะเลิศจะถูกผลิตจริง เพื่อถ่ายทอดพลังของศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชนไทยในการออกเดินทางสร้างประสบการณ์ให้กับผู้บริโภคทั่วประเทศ” 

ภายในงานได้รับเกียรติจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากแวดวงโฆษณา สื่อ ธุรกิจสร้างสรรค์ และการออกแบบ ร่วมพิจารณาผลงาน ได้แก่ พิชิต วีรังคบุตร รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน), รติ พันธุ์ทวี นายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย, ธนเดช กุลปิติวัน บรรณาธิการบริหาร BrandAge และ BrandAge Online และ ธัญญลักษณ์ พงษ์อัชฌา ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ บริษัท เกรย์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยเกณฑ์การตัดสินครอบคลุมทั้งแนวคิดสร้างสรรค์ ความสามารถในการสะท้อนภาพลักษณ์และ DNA ของแบรนด์ ความสอดคล้องกับเทรนด์ปัจจุบัน ความเหมาะสมต่อการใช้งานจริง และศักยภาพในการสร้าง Brand Experience บนรถ Coffee Truck 

รางวัลชนะเลิศตกเป็นของทีม กุ้งพันธุ์อ้อย จาก มหาวิทยาลัยศิลปากร

รางวัลชนะเลิศตกเป็นของทีม กุ้งพันธุ์อ้อย จาก มหาวิทยาลัยศิลปากร

ผลงานรางวัลชนะเลิศตกเป็นของทีม กุ้งพันธุ์อ้อย จาก มหาวิทยาลัยศิลปากร

สำหรับผลการตัดสิน รางวัลชนะเลิศตกเป็นของทีม กุ้งพันธุ์อ้อย จาก มหาวิทยาลัยศิลปากร คว้าเงินทุนการศึกษามูลค่า 200,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร ผลงานของทีมโดดเด่นในหลายด้าน ทั้งการถ่ายทอด DNA ของกาแฟพันธุ์ไทยได้อย่างชัดเจนและมีเอกลักษณ์ ผสานความคิดสร้างสรรค์เข้ากับลายเส้นที่เป็นแบบฉบับเฉพาะตัว และงานดีไซน์ที่มีความร่วมสมัย ตอบรับเทรนด์ปัจจุบันได้อย่างดี นอกจากความสวยงามในเชิงศิลป์แล้ว ผลงานยังมีความพร้อมในการนำไปใช้จริงบนรถ Coffee Truck โดยสื่อสารกับกลุ่ม Gen Z และ Gen Y ได้อย่างเข้าถึงง่าย ตรงกับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมาย นอกจากนี้ ทีมยังมีการนำเสนอองค์ประกอบของงานดีไซน์มาต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์หลากหลาย พร้อมทั้งสร้างสรรค์กิจกรรมการตลาดที่ช่วยสร้างการรับรู้และกระตุ้นการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคได้อย่างน่าสนใจ 

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ทีม เฮง เฮง – มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ทีม เฮง เฮง – มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 

ผลงานรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ทีม เฮง เฮง – มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 

สำหรับรางวัลอื่นๆ ประกอบด้วย 
• รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 รับทุนการศึกษา 100,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร ได้แก่ 
ทีม เฮง เฮง – มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ทีม NSP49 – สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง 

ผลงานรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ทีม NSP49 – สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง 

• รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 รับทุนการศึกษา 50,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร 
ทีม NSP49 – สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง 

• รางวัลชมเชย จำนวน 7 รางวัล รับทุนการศึกษาทีมละ 20,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร  
ทีม Zoo Zoo Za Za – จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  
ทีม DEVORIGI – มหาวิทยาลัยขอนแก่น 
ทีม เหมียวๆ – มหาวิทยาลับูรพา 
ทีม Whatever. ตี้นี้อะไรก็ได้ – มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ 
ทีม นางสาวปุณยนุช พึ่งภักดี – มหาวิทยาลัยศรีปทุม 
ทีม Puppy – มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด 
ทีม ผ่านเป็นพอค่ะ – มหาวิทยาลัยศรีปทุม 

นอกจากนี้ พันธุ์ไทยยังสนับสนุนทุนให้สถานศึกษาต้นสังกัดของทีมที่ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศทั้ง 10 ทีม ทีมละ 20,000 บาท รวมมูลค่าทุนการศึกษาและทุนสนับสนุนตลอดโครงการทั้งสิ้น 690,000 บาท  
น้องปันออม – ปัณฑ์ชนิต เสลาวรรณ์ และน้องแจน – ชนเนษฎ์ กิ่งแก้ว ทีมกุ้งพันธุ์อ้อย เจ้าของรางวัลชนะเลิศ จากมหาวิทยาลัยศิลปากร เปิดเผยถึงแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานว่า “เราเริ่มต้นจากแนวคิด ‘Everyone Everywhere — ไม่ว่าชีวิตจะพาไปไหน พันธุ์ไทยไปกับคุณ ในแบบที่เป็นคุณ’ ภายใต้คอนเซปต์ ‘Local Vibe Thai Ride’ โดยมองว่า แม้คนไทยจะมีการเดินทางที่แตกต่างกัน แต่ทุกคนต่างต้องการพื้นที่พักใจ ระหว่างทางเหมือนกัน เราจึงไม่ได้มองพันธุ์ไทยแค่ในฐานะร้านกาแฟ แต่มองว่าเป็นเพื่อนร่วมทางของทุกไลฟ์สไตล์ เปรียบเหมือน Coffee Truck ที่ออกเดินทางเสิร์ฟรสชาติจากวัตถุดิบไทยไปทั่วประเทศ โครงการนี้ทำให้เราได้เรียนรู้ว่าการออกแบบที่ดีไม่ได้หยุดอยู่แค่ความสวยงาม แต่ต้องเข้าใจแบรนด์ กลุ่มเป้าหมาย และบริบทการใช้งานจริงด้วย เป็นโอกาสที่หาได้ยากมากๆ ที่นิสิต-นักศึกษาจะได้ร่วมงานกับแบรนด์ระดับประเทศ ซึ่งสิ่งที่มีคุณค่าและภูมิใจที่สุดคือ ผลงานของเราจะได้นำไปผลิตเป็นรถใช้งานจริง ต้องขอบคุณพันธุ์ไทยที่เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้มีเวทีแสดงความสามารถ และได้รับประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากในห้องเรียน” 

ตลอดระยะเวลาของโครงการ กาแฟพันธุ์ไทยยังมุ่งพัฒนาศักยภาพของนักออกแบบรุ่นใหม่ ผ่านการเรียนรู้กระบวนการทำงานที่เสมือนโจทย์ทางธุรกิจจริง ตั้งแต่การวิเคราะห์แบรนด์ การพัฒนาแนวคิด การออกแบบเพื่อสร้างประสบการณ์ ไปจนถึงการนำเสนอผลงานต่อผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งถือเป็นประสบการณ์สำคัญในการเตรียมความพร้อมสู่โลกการทำงานในอนาคต 

สุขวสา กล่าวปิดท้ายว่า “พันธุ์ไทยเชื่อว่าความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่สามารถสร้างคุณค่าให้กับแบรนด์ได้จริง และในขณะเดียวกัน แบรนด์ก็สามารถเป็นพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพของตัวเอง ดังนั้นโครงการ “พันธุ์ไทย…ดีไซน์อะไรก็เป็นไปได้” จึงเป็นมากกว่ากิจกรรมการประกวด แต่เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างแบรนด์กับคนรุ่นใหม่ เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภค และต่อยอดไอเดียสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นจริง ในพื้นที่จริงอย่างเป็นรูปธรรม” 

ติดตามผลงานความสำเร็จของไอเดียเด็กไทย และการเนรมิตไฟล์ดิจิตอลบนหน้าจอสู่ Coffee Truck ที่โลดแล่นบนท้องถนนได้จริง กับโครงการ “พันธุ์ไทย…ดีไซน์อะไรก็เป็นไปได้” ทางเฟซบุ๊ค: http://www.facebook.com/PunthaiDesignContest (พันธุ์ไทยดีไซน์อะไรก็เป็นไปได้) 

‘Versius Plus’ หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดรุ่นใหม่ล่าสุดจากอังกฤษ ‘เลิดสิน’ ปั้น LiROS สู่ศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์

‘Versius Plus’ หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดรุ่นใหม่ล่าสุดจากอังกฤษ ‘เลิดสิน’ ปั้น LiROS สู่ศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์

‘Versius Plus’ หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดรุ่นใหม่ล่าสุดจากอังกฤษ ‘เลิดสิน’ ปั้น LiROS สู่ศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.35 น.

โรงพยาบาลเลิดสิน โชว์ความล้ำเทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด Modular รุ่นใหม่ล่าสุด “Versius Plus” จาก CMR Surgical ประเทศอังกฤษครั้งแรก ในงานมหกรรมสุขภาพ 84 ปี สะท้อนวิสัยทัศน์สู่การเป็น Precision Surgery Hospital และความมุ่งมั่นในการนำนวัตกรรมทางการแพทย์มายกระดับคุณภาพการรักษา เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยีการผ่าตัดที่แม่นยำ สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาระบบสาธารณสุขไทยที่มุ่งยกระดับการเข้าถึงบริการทางการแพทย์คุณภาพสูงด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่

CMR Surgical – Versius Plus คือ หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดรุ่นล่าสุดที่ได้รับการออกแบบให้มีความยืดหยุ่นในการใช้งาน ด้วยการออกแบบแยกส่วน และแขนกลที่มีขนาดเล็กหมุนได้ 720 องศา เพิ่มความคล่องตัวในการจัดวางและใช้งานภายในห้องผ่าตัด สนับสนุนการผ่าตัดที่มีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของทีมแพทย์ผ่าตัดในการดูแลผู้ป่วยที่มีความซับซ้อน

เผยโฉมเทคโนโลยี “Versius Plus” ครั้งแรกในงานมหกรรมสุขภาพ 84 ปี 

การนำ CMR Surgical – Versius Plus มาจัดแสดงในครั้งนี้ นอกจากจะตอกย้ำแนวคิด “Advanced Robotic Surgery for All” ของโรงพยาบาลเลิดสินแล้วยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับบริการทางการแพทย์ให้ก้าวทันเทคโนโลยีสมัยใหม่ สอดรับกับทิศทางการพัฒนาระบบสาธารณสุขไทยของกรมการแพทย์ ภายใต้แนวคิด “DMS Health Tech for All ก้าวล้ำเทคโนโลยี สร้างสุขภาพดีเพื่อคนไทย” ที่มุ่งนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์มาเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา ขยายโอกาสการเข้าถึงบริการสุขภาพคุณภาพสูง ลดความเหลื่อมล้ำด้านสาธารณสุขของประเทศ 

ตลอดการจัดงาน พื้นที่จัดแสดงของโรงพยาบาลเลิดสินได้รับความสนใจจากประชาชน บุคลากรทางการแพทย์และผู้เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก โดยได้รับเกียรติจากคณะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อธิบดีกรมการแพทย์ ผู้บริหารระดับสูงและแขกผู้มีเกียรติเข้าเยี่ยมชมบูธอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความตื่นตัวของทุกภาคส่วนต่อบทบาทของนวัตกรรมทางการแพทย์ในการขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขไทยในอนาคต

หนึ่งมื้อที่ดี กินให้พอดี กินให้ครบ เคล็ดลับง่ายๆ เพื่อสุขภาพดีและชีวิตที่สมดุล

หนึ่งมื้อที่ดี กินให้พอดี กินให้ครบ เคล็ดลับง่ายๆ เพื่อสุขภาพดีและชีวิตที่สมดุล

หนึ่งมื้อที่ดี กินให้พอดี กินให้ครบ เคล็ดลับง่ายๆ เพื่อสุขภาพดีและชีวิตที่สมดุล

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.00 น.

หากพูดถึงการดูแลสุขภาพในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าเทรนด์การใช้ชีวิตของคนไทยเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยคนหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองมากขึ้น จนกลายเป็นสังคม Healthy เพื่อหวังมีชีวิต Longevity หรือการมีอายุยืนให้สุขภาพดีทั้งกายและใจ ซึ่งต้องมีวินัยทั้งในเรื่องการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การพักผ่อนให้เพียงพอ รวมถึงการปรับ Mindset เพื่อสร้างสุขภาพจิตที่แข็งแรง เพราะทุกอย่างล้วนเชื่อมโยงกันและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว

นอกจากการออกกำลังกายผ่านกิจกรรมที่หลากหลายตามความชื่นชอบของแต่ละบุคคลเพื่อสร้างสุขภาพดีแล้ว การเลือกรับประทานอาหารก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ต้องให้ความใส่ใจ เพราะอาหารมีบทบาทสำคัญต่อการเสริมสร้างสุขภาพจากภายใน

หนึ่งมื้อที่ดี กินให้พอดี กินให้ครบ

เป็นเคล็ดลับง่ายๆ ที่จะทำให้สุขภาพดี ควรกินอาหารครบ 5 หมู่ โดยในแต่ละมื้อควรได้รับสารอาหารที่เพียงพอและสมดุล โดยให้ร่างกายได้รับโปรตีนเพื่อช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย รวมถึงคาร์โบไฮเดรต ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำหรับร่างกาย และยังต้องการวิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร อีกด้วย สามารถใช้การกำหนดปริมาณอาหารที่มีความเหมาะสมต่อมื้อได้ด้วยหลัก 2 : 1 : 1 ซึ่งมีการแบ่งสัดส่วนของจาน อาหารเป็นผัก 2 ส่วน หรือครึ่งหนึ่งของจาน ข้าวหรือแป้ง 1 ส่วน และเนื้อสัตว์ 1 ส่วน  พร้อมกับการดื่มน้ำให้เพียงพอ เฉลี่ยประมาณ 6 – 8 แก้วต่อวัน

สุขภาพดี ถือเป็นกุญแจสำคัญของชีวิต หากกินน้อยเกินไปอาจทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร และหากทานมากเกินไปอาจนำไปสู่ปัญหาน้ำหนักเกิน โดยการกินอาหารให้เพียงพอและได้สารอาหารครบต่อมื้อ ช่วยให้ร่างกายมีพลังงานมีแรง ลดความอ่อนล้าได้

ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร ตัวช่วยมื้อคุณภาพ

แต่ด้วยการใช้ชีวิตของคนไทยที่แข่งขันกับเวลา ซึ่งต้องการความสะดวกในการทานอาหารเพื่อได้ทำกิจกรรมอื่น ๆ ต่อไปได้อย่างรวดเร็ว กิฟฟารีน (Giffarine) ผู้นำแบรนด์สุขภาพและความงามสัญชาติไทย เข้าใจในไลฟ์สไตล์คนไทยเป็นอย่างดี จึงพัฒนา “ฟิตต์ มีล บาย กิฟฟารีน” (Fitt Meal By Giffarine) ซึ่งเป็น ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร รสชาเขียวมัทฉะ (อาหารควบคุมหรือลดน้ำหนัก)หรือ “Meal Replacement Matcha Green Tea Flavor” ที่ตอบโจทย์เรื่องความอิ่มท้องและได้สารอาหารครบถ้วน ที่มาพร้อมรสชาเขียวมัทฉะ รสชาติยอดนิยมในปัจจุบัน ให้ความหอมมัทฉะแท้จากญี่ปุ่น เพื่อเป็นตัวช่วยจัดการมื้อที่เร่งรีบให้เป็นมื้อคุณภาพ และสายสุขภาพ รวมทั้งคนที่ให้ความสำคัญเรื่องสารอาหาร  ผู้ที่ใส่ใจดูแลรูปร่างหรือควบคุมน้ำหนัก

1 ซอง แทนอาหาร 1 มื้อ ได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่  

โปรตีนสูง ด้วยโปรตีนจากถั่วเหลือง กรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน และมี BCAAs ที่ดีต่อกล้ามเนื้อ

คาร์บย่อยง่าย ใยอาหารสูง ให้พลังงานดีตลอดทั้งวัน โดยเลือกคาร์โบไฮเดรต จากผงข้าวโอ๊ตที่ผ่านการย่อย ทำให้ร่างกายดูดซึมได้ง่าย และน้ำตาลมะพร้าวที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ  พร้อมทั้งมีใยอาหารสูง จากโพลีเด็กซ์โตรส และอินูลิน ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นพรีไบโอติก ที่ดีต่อระบบขับถ่าย

แหล่งอาหารไขมันดี โดยมีกรดไขมันจำเป็น จากน้ำมันมะพร้าวและน้ำมันทานตะวัน ให้กรดไขมันจำเป็นที่ดีต่อสุขภาพ  และมีโอเมก้า 3 จากถั่วเหลือง

วิตามินครบ โดยมีวิตามิน 13 ชนิด ทั้ง Vitamin B1, B2, B3, B5, B6 และ B12 รวมถึง Vitamin A, C, D, E และ Vitamin K  กรดโฟลิก และไบโอติน ครบใน 1 ซอง

เติมแร่ธาตุสำคัญให้ร่างกาย ด้วยแร่ธาตุ 11 ชนิด ได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม สังกะสี ทองแดง แมงกานีส ไอโอดีน เหล็ก ซีลีเนียม โซเดียม ฟอสฟอรัส และ โพแทสเซียม

สำหรับ “ฟิตต์ มีล รสชาเขียวมัทฉะ” ผู้ทานอาหารเจ มังสวิรัติ สามารถทานได้โดยไม่มีส่วนผสมจากสัตว์และนมวัว มี Lactose free ผู้แพ้แลคโตสในนมวัวทานได้เช่นกัน รวมถึงไม่มีคอเลสเตอรอล ไม่แต่งสีสังเคราะห์ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกและได้สารอาหารครบ ผู้ที่ดูแลรูปร่าง ต้องการควบคุมน้ำหนัก ผู้ที่ออกกำลังกาย ต้องการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ผู้ที่ต้องการลดการทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ทานง่ายเพียงผสมด้วยน้ำเย็น น้ำอุณหภูมิห้อง หรือน้ำอุ่น 250 มล. และเชคให้ผงละลาย เติมน้ำแข็งดื่มได้ตามชอบ รสชาติอร่อย กลมกล่อม และอิ่มท้องนาน

เพราะการทานอาหารที่ดี พร้อมการดูแลรูปร่าง ต้องไม่ควรอด เพราะนั่นอาจเป็นการทำร้ายสุขภาพตัวเองทางอ้อม ควรทานอาหารให้เพียงพอเพื่อสร้างพลังงานและเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงไปพร้อมกัน 

‘Visual Dialogue สนทนา ปรากฏ’ จากคอลเลกชันส่วนตัว สู่สาธารณชนครั้งแรก

‘Visual Dialogue สนทนา ปรากฏ’ จากคอลเลกชันส่วนตัว สู่สาธารณชนครั้งแรก

‘Visual Dialogue สนทนา ปรากฏ’ จากคอลเลกชันส่วนตัว สู่สาธารณชนครั้งแรก

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.00 น.

โอกาสสำคัญที่คนรักศิลปะไม่ควรพลาด เมื่อสองนักสะสมแถวหน้า “อุเทน พัฒนานิผล” และ “พิริยะ วัชจิตพันธ์” เปิดคอลเลกชันส่วนตัวอันทรงคุณค่า นำผลงานศิลปะชั้นเยี่ยมมาจัดแสดงร่วมกัน “Visual Dialogue สนทนา ปรากฏ” เปิดพื้นที่ให้ผลงานศิลปะจากต่างพรมแดน ต่างยุคสมัย และต่างวัฒนธรรม ได้ร่วมสร้างบทสนทนา พร้อมเชื้อเชิญผู้ชมให้เข้ามามีส่วนร่วมในการสานต่อความหมายผ่านประสบการณ์และจินตนาการอย่างไร้ขอบเขต นิทรรศการจัดแสดงระหว่างนี้จนถึงวันที่  2 สิงหาคม 2569 ณ ท่าพิพิธภัณฑ์

นักสะสมเจ้าของผลงาน อุเทน พัฒนานิผล และ พิริยะ วัชจิตพันธ์

การบรรจบของสองมุมมองการสะสม

จุดเริ่มต้นของนิทรรศการเกิดขึ้นจากมิตรภาพระหว่างนักสะสมสองคนที่พบกันโดยบังเอิญระหว่างเดินทางไปชมงาน Art Basel ที่ฮ่องกง ก่อนจะค้นพบว่าต่างมีความหลงใหลในศิลปะเหมือนกัน แม้จะมีแนวทางการสะสมที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

พิริยะ วัชจิตพันธ์ มุ่งสะสมผลงานที่สะท้อนประวัติศาสตร์ศิลปะไทย จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ขณะที่ อุเทน พัฒนานิผล ให้ความสำคัญกับศิลปะร่วมสมัย ทั้งศิลปินไทยรุ่นใหม่และศิลปินต่างประเทศระดับแนวหน้าของโลก ความแตกต่างนี้กลายมาเป็นจุดตั้งต้นสำคัญของนิทรรศการ “Visual Dialogue สนทนา ปรากฏ”

“ปกติเราสองคนสนทนากันด้วยคำพูดอยู่แล้ว ครั้งนี้เราอยากลองเปลี่ยนมาสนทนากันด้วยงานศิลปะดูบ้าง” พิริยะ วัชจิตพันธ์ กล่าว

Visual Dialogue บทสนทนาผ่านศิลปะ

นิทรรศการ “Visual Dialogue สนทนา ปรากฏ” เปิดพื้นที่ให้ผลงานจากหลากหลายยุคสมัย วัฒนธรรม และบริบท ถูกนำมาจัดวางเคียงกัน เพื่อให้ผู้ชมค้นพบความเชื่อมโยงใหม่ ๆ ด้วยตนเองในงานนี้ผลงานของศิลปินไทยระดับครู อาทิ จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ถวัลย์ ดัชนี, มณเฑียร บุญมา, ประเทือง เอมเจริญ, ขรัวอินโข่ง และศิลป พีระศรี จะถูกนำมาสนทนากับผลงานร่วมสมัยของศิลปินนานาชาติอย่าง André Butzer, Christian Rex van Minnen, Alexander James, Jason Boyd Kinsella และ Matías Sánchez

จากคอลเลกชันส่วนตัวสู่การจัดแสดงสาธารณะ

หนึ่งในความพิเศษของนิทรรศการนี้คือผลงานจำนวนมากไม่เคยถูกจัดแสดงมาก่อน บางชิ้นหายไปจากสายตาผู้คนมานานหลายทศวรรษ และบางชิ้นถูกเก็บรักษาอยู่ในคอลเลกชันส่วนตัวมาโดยตลอดการนำผลงานเหล่านี้ออกสู่สาธารณะสะท้อนมุมมองของนักสะสมรุ่นใหม่ที่ต้องการแบ่งปันงานศิลปะให้สังคม มากกว่าการเก็บรักษาไว้เพื่อชื่นชมเพียงลำพัง จึงทำให้เกิดนิทรรศการนี้ขึ้นมา พิริยะ วัชจิตพันธ์ มองว่า “งานศิลปะยิ่งมีผู้คนได้ชื่นชมมากเท่าไร ก็ยิ่งส่งต่อคุณค่าและความสุขออกไปมากเท่านั้น”

5 ผลงานไฮไลต์ระดับโลกจากคอลเลกชันของ “อุเทน พัฒนานิผล”

หลายชิ้นสะท้อนความโดดเด่นด้านเทคนิค ความคิดสร้างสรรค์ และแนวทางการนำเสนอที่ผลักขยายขอบเขตของศิลปะในปัจจุบัน โดย 5 ผลงานไฮไลต์ คือ  รชต ศิริยกุล (ศิลปินไทย): ผลงานภาพเหมือนบุคคลของศิลปินไทยรุ่นใหม่ที่น่าภาคภูมิใจ โดยได้รับคัดเลือกให้ไปร่วมจัดแสดงในนิทรรศการประจำปีของสถาบันเก่าแก่อย่าง Royal Society of Portrait Painters (RP) ณ กรุงลอนดอน ซึ่งคัดเลือกผลงานเพียงจำนวนจำกัดในแต่ละปี, André Butzer (ศิลปินเยอรมัน): ผลงานจิตรกรรมขนาดใหญ่พิเศษที่ผสมผสานระหว่างสไตล์นาอีฟ (Naïve) และกึ่งนามธรรม ผ่านตัวละครอันเป็นเอกลักษณ์ของศิลปิน ถ่ายทอดพลังการสร้างสรรค์ที่เข้มข้นและจินตนาการอันโดดเด่น

 Christian Rex van Minnen (ศิลปินอเมริกัน): งานแนวเซอร์เรียลลิสม์ (Surrealism) ที่แสดงทักษะขั้นสูงด้วยการผสมผสานเทคนิคการเพนต์พื้นผิวที่แตกต่างกันสุดขั้วในชิ้นเดียวกันได้อย่างไร้รอยต่อ ทั้งความโปร่งแสงนุ่มหยุ่นคล้ายเยลลี่ ตัวประหลาด และพื้นผิวหินอ่อนที่ดูสมจริงจนน่าทึ่ง, Matías Sánchez (ศิลปินสเปน): ผลงานสไตล์นาอีฟที่ดูเรียบง่ายราวกับลายเส้นของเด็ก ทว่ากลับซ่อนความซับซ้อนทางการสร้างสรรค์ ซึ่งต้องอาศัยทั้งประสบการณ์ ความแม่นยำทางเทคนิค และความสามารถในการปลดปล่อยกรอบความคิด เพื่อถ่ายทอดพลังของภาพออกมาได้อย่างทรงพลังและมีเอกลักษณ์, Jason Boyd Kinsella (ศิลปินแคนาดา): ผลงานเชิงรูปธรรม (Figurative) ที่โดดเด่นด้วยคู่สีสดใสและการประกอบสร้างฟิกเกอร์จากจินตนาการเฉพาะตัว ผสานกับเทคนิคการลงแสงเงาที่มีมิติเฉียบคม นำเสนอความแปลกใหม่ในรูปแบบที่หาชมได้ยาก

5 ผลงานไฮไลต์ทรงคุณค่าจากคอลเลกชันของ “พิริยะ วัชจิตพันธ์”

รวบรวมผลงานระดับมาสเตอร์พีซของไทยที่มีคุณค่าทั้งในเชิงศิลป์และประวัติศาสตร์ นับเป็นการเปิดเผยคลังงานศิลปะส่วนตัวครั้งสำคัญ อาทิ จักรพันธุ์ โปษยกฤต — Portrait : ภาพเหมือนสีน้ำมันของ พิริยะ วัชจิตพันธ์ โดดเด่นด้วยฝีแปรงอันประณีตในแบบฉบับเฉพาะของอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต เป็นผลงานที่มีคุณค่าทางใจ และนำมาจัดแสดงในนิทรรศการนี้เป็นครั้งแรก, Jean-Léon Gérôme — ภาพเหมือนทูตสยาม: ภาพเหมือนสีน้ำมันบนผ้าใบของคณะราชทูตสยามในยุครัชกาลที่ 4 ระหว่างเดินทางเยือนฝรั่งเศส หนึ่งในภาพเขียนจากบุคคลจริงของคนไทยยุคแรกๆ โดยฝีมือศิลปินผู้มีชื่อเสียงในศตวรรษที่ 19 ซึ่งผลงานชิ้นนี้ไม่เคยปรากฏต่อสาธารณชนมายาวนานกว่าศตวรรษ

พิชัย นิรันต์ — “ผนังและความศรัทธา”: ผลงานรางวัลเหรียญทองจากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 14 (พ.ศ. 2506) ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญในเส้นทางศิลปินของพิชัย นิรันต์ และนำไปสู่การพัฒนาภาษาเชิงพุทธศิลป์อย่างจริงจัง งานชิ้นนี้ห่างหายจากพื้นที่การจัดแสดงมานานกว่า 60 ปี ก่อนจะกลับมาเผยโฉมอีกครั้งในนิทรรศการนี้,ประเทือง เอมเจริญ — “จักรวาล” (Symphony of the Universe): ผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่ถือเป็นคู่แฝดของงานชิ้นสำคัญที่สุดของศิลปิน ภาพนี้ถูกเก็บรักษาไว้ในคลังสะสมส่วนตัวมาโดยตลอด และแทบไม่เคยเปิดเผยสู่สายตาผู้คนภายนอก, ถวัลย์ ดัชนี — “มารผจญ”: ภาพจิตรกรรมสีน้ำมันขนาดใหญ่ ผสานพุทธศิลป์เข้ากับวัฒนธรรมป๊อปจากฮอลลีวูด โดยมีเศียรพระพุทธเจ้ารายล้อมด้วยไอคอนโลกภาพยนตร์ เช่น คนเหล็ก บรูซ ลี และซูเปอร์แมน ผลงานชิ้นนี้เป็นงานที่อาจารย์ถวัลย์ ดัชนีให้ความสำคัญ และเก็บรักษาไว้ในคอลเลกชันส่วนตัวมาโดยตลอด

ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่: 250 บาท นักเรียน / นักศึกษา: 150 บาท (กรุณาแสดงบัตรประจำตัวนักเรียน/นักศึกษา ณ จุดจำหน่ายตั๋ว) เด็ก (ความสูงไม่เกิน 90 ซม.): 150 บาท กรณีการเข้าชมเป็นหมู่คณะ ต้องติดต่อนัดหมายล่วงหน้าได้ที่โทร. 082-896-1929

‘ยามุ่งเป้า’ ความหวังใหม่ในการรักษามะเร็ง

‘ยามุ่งเป้า’ ความหวังใหม่ในการรักษามะเร็ง

‘ยามุ่งเป้า’ ความหวังใหม่ในการรักษามะเร็ง

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.45 น.

เรามักคุ้นเคยกับยาคีโม (Chemotherapy) หรือยาเคมีบำบัด ที่ใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งผู้ป่วยหลายรายมักกังวลในเรื่องของผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น แต่ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าขึ้นมากในปัจจุบัน ได้มีการพัฒนาตัวยาที่ช่วยยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งและเกิดผลข้างเคียงน้อยกว่า เรียกว่า “ยามุ่งเป้า”

นพ. อัศวเดช แสนบัว แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ศูนย์รักษามะเร็งก้าวหน้า เวิลด์เมดิคอล โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล ให้ข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับยามุ่งเป้า (Targeted Therapy)  ยาที่ถูกออกแบบมาเพื่อรักษามะเร็งอย่างตรงจุด ออกฤทธิ์จำเพาะในการยับยั้งการเจริญเติบโตและแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งที่มีความผิดปกตินั้นๆ เช่น ยีนกลายพันธุ์

ยามุ่งเป้าใช้ในกลุ่มมะเร็งชนิดใดบ้าง : ยามุ่งเป้าไม่ใช่ยาที่สามารถใช้ได้ในผู้ป่วยมะเร็งทุกราย จำเป็นต้องมีการตรวจสารบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarker) เช่น การตรวจยีนหรือโปรตีนที่มีการกลายพันธุ์ โดยส่งชิ้นเนื้อมะเร็งตรวจ เพื่อให้ใช้ยาได้เหมาะสมกับชนิดของมะเร็งในผู้ป่วยแต่ละราย โดยมะเร็งที่สามารถรักษาโดยใช้ยามุ่งเป้า ได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งต่อมไทรอยด์ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิด มะเร็งตับ มะเร็งไต

ชนิดและการทำงานของยามุ่งเป้า : ปัจจุบันยามุ่งเป้ามี 2 รูปแบบ คือ: ยาเม็ดรับประทาน ยาฉีดเข้าหลอดเลือดดำ ชนิด Monoclonal Antibody แพทย์อาจรักษาด้วยการให้ยากลุ่มนี้เพียงอย่างเดียว หรือใช้ร่วมกับการรักษารูปแบบอื่น เช่น การฉายรังสี หรือยาเคมีบำบัด

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น : อาการทางผิวหนัง เช่น ผื่นคัน ลมพิษ คลื่นไส้อาเจียน ท้องผูก ท้องเสีย ความดันโลหิตสูง อาการส่วนใหญ่มักไม่รุนแรงและสามารถแก้ไขได้

สิ่งที่ควรรู้ก่อนเริ่มใช้ยามุ่งเป้า : ต้องตรวจยีนหรือโปรตีนก่อนเสมอ เพื่อยืนยันว่าตรงกับกลไกของยา ไม่ใช่ทุกคนจะได้ผลจากยา บางรายอาจตอบสนองไม่ดี หรือเกิดการดื้อยา ต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทาง มีโอกาสดื้อยาได้เมื่อใช้ไปนานๆ ผลข้างเคียงยังคงมี แต่โดยทั่วไปน้อยกว่ายาเคมีบำบัด ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ควรตรวจสอบสิทธิ์การรักษาและประกันสุขภาพ ต้องติดตามการรักษาอย่างใกล้ชิด ตรวจเลือดและถ่ายภาพรังสีเป็นระยะ

“ยามุ่งเป้า” ถือเป็นหนึ่งในความก้าวหน้าของการรักษามะเร็งในปัจจุบัน ทำให้การรักษามีความแม่นยำมากขึ้น และลดผลข้างเคียงลงได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ยาชนิดนี้จะใช้ได้เฉพาะในผู้ป่วยที่มียีนหรือโปรตีนผิดปกติ ตรงกับกลไกของยาเท่านั้น ดังนั้น การตรวจยีนก่อนเริ่มรักษา และการติดตามผลอย่างใกล้ชิดกับแพทย์ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงที่สุด

ข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับการรักษามะเร็งด้วย “ยามุ่งเป้า” สามารถขอรับคำปรึกษาได้ที่  ศูนย์รักษามะเร็งก้าวหน้า เวิลด์เมดิคอล ชั้น 11 โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล (WMC) โทร 02-836-9999 ต่อ *1901

คุณแหน : 30 มิถุนายน 2569

คุณแหน : 30 มิถุนายน 2569

คุณแหน : 30 มิถุนายน 2569

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • ข่าวที่น่ายินดีของ ชาวไทย และ บรรดา “ลูกโดม” เก่า-ใหม่ เมื่อ “มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” คว้าอันดับ 1 ของโลก “มหาวิทยาลัยยั่งยืนด้านความยุติธรรม” ทั้งนี้ The Times Higher Education (THE) สถาบันจัดอันดับมหาวิทยาลัย จาก สหราชอาณาจักร ได้ประกาศผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำด้านความยั่งยืน(SDGs)ประจำปี 2026 หรือ The Times Higher Education (THE)Sustainability Impact Ratings 2026 เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.)ได้รับการจัดให้เป็น “ที่ 1 ของโลก” ในฐานะมหาวิทยาลัยที่ขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ 16 SDGs : “สันติภาพ-ยุติธรรม-สถาบันที่เข้มแข็ง” และ อันดับที่ 46 ของโลกในการขับเคลื่อน SDGs ในภาพรวม มธ.พร้อมประกาศความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ใช้องค์ความรู้ขับเคลื่อนภารกิจสร้างความเป็นธรรมให้สังคม ตอกย้ำบทบาท “มหาวิทยาลัยเพื่อประชาชน”…สมกับประโยคที่ ชาวลูกโดม แสนภูมิใจที่ว่า “ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน” …
  • มหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ “World Cup” สายตาแทบทุกคู่กำลังติดตามใกล้ชิด สำหรับครั้งนี้มีแฟ้คเตอร์ที่พิเศษกว่าใคร อาทิ 1) เจ้าภาพร่วม 3 ประเทศในทวีปอเมริกาเหนือที่ร่ำรวย แต่ฟุตบอลยังไม่ใช่กีฬายอดนิยมของพวกเขา 2) World Super Power สหรัฐฯยอมรับเป็นเจ้าภาพ 3) มีทีมชาติเข้าร่วมแข่งขันเป็นสถิติใหม่ถึง 48 ทีม 4) “ความน่าจะเป็น” (Probability) ชี้ว่า 2 Legends ในประวัติการณ์ คือ Messi และ Ronaldo น่าจะปรากฏตัวเป็นครั้งสุดท้าย…ข้อน่าสังเกตแมตช์ไหนทีมอาเจนติน่าโดย เมสซี่ แข่งขัน เมื่อจบเกมส์แล้วฝ่ายตรงข้ามจะแย่งกันเข้ามาขอแลกเสื้อทีมเบอร์ 10 ของ เมสซี่ นอกจากเสื้อตัวนั้นจะถือว่าเป็นของที่ระลึกล้ำค่าแล้ว ถ้าผู้ใดได้ไปจะนำออกประมูลออนไลน์ก็ยังได้ราคาอีกหลายหมื่นเหรียญ …
  • เลือกตั้ง ผู้ว่าฯกทม. ถึงโค้งสุดท้ายและเข้าป้ายไปแล้ว บรรดา “เกจิ” การเมือง กทม.ต้องถูกดึงตัวไปให้ความสว่างเรื่องปัญหาต่างๆของกทม.ซึ่งมีมากมายเหลือเกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองพลเมืองจำนวนกว่า 10 ล้านคนสถานภาพเป็น “มหานคร” แล้ว ขอกล่าวถึง ดร.พิจิตต รัตตกุล “ดร.โจ” ในวัย 79 ปี ผู้ยังมีสุขภาพที่แข็งแรงบริหารงานได้หลายกิจการออกงานสม่ำเสมอ ท่านได้ลำดับปัญหากทม.ให้เราฟังอย่างละเอียดมีขั้นตอน พร้อมมีข้อเสนอแนะการแก้ไขให้ด้วย ตลอดเวลาหลายปีที่บริหารกทม.ด้วยแบ็คกราวด์นักวิทยาศาสตร์ ท่านจึงศึกษาปัญหาและนำเก็บไว้เป็นข้อมูลที่จะผ่านต่อเป็นประโยชน์สาธารณะต่อไป นี่ก็เป็นข้อสังเกตของเราว่าผู้ที่จะบริหารเมืองใหญ่ระดับ “มหานคร” ล้วนมีปัญหาแก้ไม่ตกมากมายรออยู่ แถมยุคนี้ยังถูกซ้ำเติมด้วยปัญหา “โลกร้อน” อีก ดังนั้นตัวบุคคลที่จะมารับผิดชอบน่าจะต้องมีแบ็คกราวด์ที่ฝรั่งเรียกว่า “TECHNICAL” มากพอควร…
  • ตบท้ายวันนี้…ขอแสดงความยินดีกับ ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธ์ ที่ได้รับเลือก ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นจาก “คนกทม.” ให้เป็น “ผู้ว่ากทม.” อีกวาระ ทำให้อีก 4 ปีต่อไปนี้ ผู้ว่าชัชชาติฯ จะต้องทำงาน ทำงาน และทำงานหนักให้สมกับที่ ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน “คนกทม.” 1,444,914 เสียง…ซึ่งเจ้าตัวประกาศ ด้วยความปลาบปลื้มว่า ขอบคุณทุกคะแนนเสียง ทั้งคนที่เลือก และคนที่ไม่ได้เลือกตน พร้อมทั้งขอบคุณทุกคนที่ออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เพราะถือว่าเป็นความสวยงามของระบอบประชาธิปไตย เจ้าตัวพร้อมสู้งานหนัก และพูดประโยคได้ใจไปเต็มๆว่า “ไม่ใช่ชัยชนะ เป็นคำสั่งประชาชน รู้ว่างานหนัก วันนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาเฉลิมฉลองกัน แต่เป็นเวลาที่ต้องเตรียมตัวคิดให้ถี่ถ้วน ถึงสิ่งที่ต้องทำให้เข้มข้นต่อไป”…ฐานะที่เป็นหนึ่งใน”คนกทม.”ขอเป็นกำลังใจให้ ผู้ว่ากทม.คนใหม่(คนเดิม)ที่ ปชช.ไว้วางใจ ได้ทำงานเพื่อประชาชนอย่างเต็มที่ค่ะ !!…

บารอนเนส

BEM Cosplay Contest 2026 รวมพลังคอสเพลย์เยอร์ไทย เปลี่ยน Metro Mall สู่ Free Space แห่งความคิดสร้างสรรค์

BEM Cosplay Contest 2026 รวมพลังคอสเพลย์เยอร์ไทย เปลี่ยน Metro Mall สู่ Free Space แห่งความคิดสร้างสรรค์

BEM Cosplay Contest 2026 รวมพลังคอสเพลย์เยอร์ไทย เปลี่ยน Metro Mall สู่ Free Space แห่งความคิดสร้างสรรค์

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.41 น.

บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM เปิดพื้นที่แห่งจินตนาการผ่านงาน “BEM Cosplay Contest 2026” เชิญชวนเหล่าคอสเพลย์เยอร์และผู้ที่หลงใหลในวัฒนธรรมป๊อปคัลเจอร์มาร่วมถ่ายทอดตัวตน แสดงศักยภาพ และแบ่งปันแรงบันดาลใจ พร้อมผลักดัน Metro Mall ให้เป็น Free Space สำหรับกิจกรรมสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงผู้คน ศิลปะ และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน โดยงานจัดขึ้นเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ณ Metro Mall สถานีรถไฟฟ้า MRT ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคักจากเหล่าคอสเพลย์เยอร์ที่พร้อมถ่ายทอดตัวละครในดวงใจผ่านเครื่องแต่งกาย การแสดง และความคิดสร้างสรรค์ เริ่มต้นด้วยการแข่งขัน Cosplay Walk Show เพื่อคัดเลือกผู้เข้าแข่งขัน 10 คนสุดท้าย ก่อนเข้าสู่การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศที่แต่ละคนต่างนำเสนอผลงานอย่างเต็มศักยภาพ สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมและคณะกรรมการตลอดการแข่งขัน  พร้อมอีกหนึ่งไฮไลต์ที่ได้รับความสนใจคือกิจกรรม Exclusive Meet & Greet กับ Emil Cosplayer และ Nana Nya สองคอสเพลย์เยอร์ชื่อดัง ที่มาร่วมพบปะแฟน ๆ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่สนใจในวงการคอสเพลย์ ตอกย้ำบทบาทของงานในฐานะพื้นที่ที่เชื่อมโยงผู้คนที่มีความชื่นชอบเดียวกันให้ได้มาพบปะและสร้างคอมมูนิตี้ร่วมกัน   การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศได้รับเกียรติจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ กรัณย์ นิติธรรม CEO บริษัท เอกซ์เทนด์ อีเวนท์ จำกัด ผู้จัดงาน Maruya, คม กุญชร ณ อยุธยา เจ้าของและเว็บมาสเตอร์ Props&Ops Cosplay Site และ Princess Kulala คอสเพลย์เยอร์มากประสบการณ์ ร่วมพิจารณาผลงานจากความสมบูรณ์ของเครื่องแต่งกาย ความคิดสร้างสรรค์ และการถ่ายทอดตัวละครบนเวที และมอบรางวัลให้แก่ผู้ชนะเลิศ ประเภท Stage Event 

รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ คุณเจตน์สิฤษฎิ์ นาคประสิทธิ์ จากผลงาน Glinda the Good จากเรื่อง Wicked
รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ คุณธีรวัฒน์ พันธุ จากบท Queen Nehelenia จาก Sailor Moon
และรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ คุณจุฬาลักษณ์ เทียนทอง จากผลงาน Evarin Vtuber จาก Algorhythm Project

อีกทั้งยังได้รับเกียรติจาก ดร.อารยา ปานุราช กรรมการผู้จัดการ บริษัท แบงคอก เมโทร เน็ทเวิร์คส์ จำกัด (BMN) พร้อมด้วย พรรณวิภา บูรณดิลก ผู้อำนวยการส่วนการตลาดอาวุโส BMN ผู้แทนบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ร่วมมอบรางวัลแก่ผู้ชนะการแข่งขันประเภทออนไลน์ ซึ่งผู้ชนะรางวัล Online Video ได้แก่ คุณคณมณฑน์ สมบัติเปี่ยม Sparxie จาก Honkai: Star rail และรางวัล Online Photo คือ กุลธิชา ฉันธิกุล Cipher จาก Honkai : Star Rail สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของคอมมูนิตี้คอสเพลย์ไทยที่ขยายตัวสู่แพลตฟอร์มออนไลน์อย่างล้นหลาม

ความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแข่งขัน แต่คือ Strategic Move ครั้งสำคัญที่ตอกย้ำภาพลักษณ์ของ Metro Mall ในฐานะพื้นที่ไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์คนเมืองยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด “The Happy Commercial Hub of MRT” ที่เปลี่ยนจุดเชื่อมต่อการเดินทางให้กลายเป็น Ecosystem แห่งความสุข ที่พร้อมรองรับศิลปะ ความบันเทิง และวัฒนธรรม โดย BEM และ BMN ยังคงมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าเปิดพื้นที่แห่งโอกาส และร่วมขับเคลื่อนคอมมูนิตี้สร้างสรรค์ของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อสนับสนุนทุกศักยภาพและเติมเต็มสีสันใหม่ๆ ให้กับสังคมอย่างต่อเนื่องในอนาคต!