เตือนระวังสภาพอากาศแห้งแล้ง เพลี้ยไฟถล่มสวนส้มเขียวหวาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/325209

x

เตือนระวังสภาพอากาศแห้งแล้ง เพลี้ยไฟถล่มสวนส้มเขียวหวาน

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตรประกาศแจ้งเตือนเกษตรกรสวนส้มเขียวหวาน จากสภาพอากาศแห้งแล้ง ในช่วงเช้าจะมีอากาศเย็นถึงหนาว และกลางวันมีอากาศร้อน ขอให้เฝ้าระวังเพลี้ยไฟในระยะที่ส้มติดผลอ่อนจนถึงผลส้มมีขนาดเบอร์ 4 จะพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยใช้ปากเขี่ยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบอ่อนและผลอ่อน ส่งผลให้ใบผิดปกติ ใบแคบเรียว กร้าน มักพบเพลี้ยไฟเข้าทำลายรุนแรงในระยะผลอ่อน ตั้งแต่กลีบดอกร่วงจนถึงผลส้มเขียวหวานมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 เซนติเมตร ส้มผลอ่อนที่ถูกทำลายจะเกิดวงสีเทาเงินบริเวณขั้วและก้นผล หรือเป็นทางสีเทาเงินตามความยาวของผล ทำให้ผลแคระแกร็น

แนวทางในการป้องกันและแก้ไขการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟ เกษตรกรควรควบคุมบังคับให้ต้นส้มแตกยอด ออกดอก และติดผลในระยะเดียวกัน เพื่อง่ายต่อการป้องกันกำจัด สะดวกในการดูแลรักษา ช่วยลดจำนวนครั้งในการพ่นสารเคมี และช่วยอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติที่พบมากในสวนส้ม จากนั้น ให้เกษตรกรเก็บยอด ใบ หรือเด็ดผลอ่อนที่ถูกเพลี้ยไฟเข้าทำลายนำไปเผาไฟทิ้งนอกแปลงปลูก เพื่อลดปริมาณเพลี้ยไฟ ช่วยให้ต้นส้มฟื้นตัวเร็วขึ้น และช่วยการแตกยอดของส้มรุ่นต่อไปอีกด้วย

เกษตรกรควรหมั่นสำรวจตรวจดูเพลี้ยไฟในแปลงปลูกช่วงที่ส้มเขียวหวานแตกใบอ่อนและผลอ่อน หากพบการเข้าทำลายผลมากกว่า 10% หรือพบเข้าทำลายยอดมากกว่า 50% ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโคลไทอะนิดิน 16% เอสจี อัตรา 5 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบฟูแรน 20% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

‘กฤษฏา’ยัน’พิษสุนัขบ้า’ไม่ระบาดเพิ่ม จ่อหารือสธ.ตั้งโรงงานผลิตวัคซีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/325235

'กฤษฏา'ยัน'พิษสุนัขบ้า'ไม่ระบาดเพิ่ม จ่อหารือสธ.ตั้งโรงงานผลิตวัคซีน

‘กฤษฏา’ยัน’พิษสุนัขบ้า’ไม่ระบาดเพิ่ม จ่อหารือสธ.ตั้งโรงงานผลิตวัคซีน

วันพุธ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2561, 16.56 น.

‘กฤษฏา’ จี้ กรมปศุสัตว์ คุมเข้มพื้นที่ระบาดพิษสุนัขบ้า เผย 13 จว.ประกาศโรคระบาด สถานการณ์เอาอยู่ไม่ระบาดเพิ่ม จ่อหารือ สธ.ตั้งโรงงานผลิตวัคซีน

7 มี.ค.61 นายกฤษฏา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยกรณีเกิดโรคระบาดพิษสุนัขบ้า ว่า ได้เน้นย้ำกรมปศุสัตว์และหน่วยงานในพื้นที่ ต่อไปจะต้องทำงานให้ฉับไวมากขึ้น ซี่งขณะนี้มีการประกาศเขตเฝ้าระวังโรคระบาดพิษสุนัขบ้า 31 จังหวัด ให้เร่งฉีดวัคชีน ในบริเวณรัศมี 5 กม.จากที่พบเชื้อโรคที่ตรวจจากหัวสุนัข โดยพื้นที่โรคระบาด 13 จังหวัด สามารถคุมสถานการณ์ได้แล้ว โดยระดมเจ้าหน้าออกบริการประชาชนให้นำสัตว์เลี้ยงมาฉีดวัคซีน และประชาชนสามารถติดต่อผ่านปศุสัตว์ทุกพื้นที่ให้เข้าไปฉีดในชุมชนได้ ทำให้คุมได้แล้ว 13 จังหวัดไม่น่าขยายเพิ่ม

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีนายกฯ ให้ตั้งโรงงานผลิตวัคซีน นายกฤษฏา กล่าวว่าสำหรับการตั้งโรงงานผลิตวัคซีน จะหารือ กับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้เกิดความชัดเจน ในเรื่องตั้งโรงงาน

ด้านนายแพทย์สรวิศ ธานีโต โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าในพื้นที่กรุงเทพฯอยู่ในพื้นที่ที่กรมปศุสัตว์ ประกาศเขตโรคระบาดพิษสุนัขบ้าชั่วคราว 31 จ. โดยจะมีการควบคุมโรคระยะ 5 กม.ฉีดวัคชีนป้องกันโรคสัตว์ไม่เจ้าของและเก็บเข้าเชลเตอร์ ไม่ปลอยเพ่นพ่าน ทุกจังหวัดจัดหาสถานที่ เพื่อเก็บมาเลี้ยง ทั้งนี้กรมไปดูทุกพื้นที่เกิดโรค ไม่ให้ระบาดเพิ่มจากที่ตรวจพบเชื้อพิษสุนัขบ้า จากหัวสุนัข ยังคงจำนวน 31 จ.ในส่วนพื้นที่สีแดง ประกาศเขตโรคพิษสุนัขบ้าระบาด 13 จังหวัด ได้ดำเนินการควบคุมโรคอย่างเข้มข้นตามขั้นตอน โดยขณะนี้ มีผู้เสียชีวิต3ราย

เอาจริง!คำสั่งหยุดกรีดยาง ‘กฤษฏา’ชี้รอสรุปเม็ดเงินชดเชยเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/325112

เอาจริง!คำสั่งหยุดกรีดยาง 'กฤษฏา'ชี้รอสรุปเม็ดเงินชดเชยเกษตรกร

เอาจริง!คำสั่งหยุดกรีดยาง ‘กฤษฏา’ชี้รอสรุปเม็ดเงินชดเชยเกษตรกร

วันพุธ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2561, 12.37 น.

7 มี.ค.61 นายกฤษฏา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าภายในสัปดาห์หน้าจะมีความชัดเจนในเรื่องมาตรการหยุดกรีดยาง อาจหยุดกรีดยาง 3 ล้านไร่ ช่วง 3 เดือน จ่ายชดเชยให้ชาวสวนยาง ไร่ละ 1.5 พันบาทต่อเดือน รวม 3 เดือน 4.5 พันบาท โดยจะเริ่มในฤดูเปิดกรีดนี้ระหว่างเดือนพ.ค.ถึงเดือนก.ค. หรือหยุดกรีดวันเว้นวัน จากกรีดเดือนละ 20 วัน ชะลอกรีดเพียง 15 วัน โดยขณะนี้ อยู่หว่างหาแหล่งเงินชดเชย โดยไม่เป็นภาระงบประมาณ

“สรุปว่าทำแน่ และกำลังหาเม็ดเงินชดเชยช่วงหยุดกรีด ระหว่างนี้ขอความชัดเจนในเรื่องมาตรการหยุดกรีด” นายกฤษฏา กล่าว

เคลื่อนไทยนิยมยั่งยืน กรมชลลุยรับฟังความเห็น8หมื่นหมู่บ้านทั่วปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/324962

x

เคลื่อนไทยนิยมยั่งยืน กรมชลลุยรับฟังความเห็น8หมื่นหมู่บ้านทั่วปท.

วันพุธ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้เริ่มขับเคลื่อนโครงการไทยนิยมยั่งยืนตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจในการดูแลปัญหาปากท้อง ความเป็นอยู่ของประชาชน และความมั่นคงของประเทศ โดยกรมชลประทานอยู่ระหว่างดำเนินงานในช่วงแรก คือ การรับฟังความคิดเห็นประชาชน เพื่อนำไปวิเคราะห์ค้นหาความต้องการที่แท้จริงของแต่ละหมู่บ้านรวม 83,151 แห่งทั่วประเทศ หลังจากนั้นจะดำเนินงานในช่วงที่ 2 ระหว่างวันที่ 21 มีนาคม – 10 เมษายน โดยสร้างความรับรู้และปฏิบัติตามสัญญาประชาคม และช่วงสุดท้ายระหว่างวันที่ 11-30 เมษายน 2561 จะเป็นการสร้างการรับรู้ ปรับความคิด เพื่อการมีส่วนร่วมในการพัฒนา ตามวิถีไทย วิถีพอเพียง

ทั้งนี้ในการเข้าร่วมทีมขับเคลื่อน “โครงการไทยนิยมยั่งยืน” กรมชลประทานมีความตั้งใจที่จะเข้าร่วมรับฟังปัญหาในทุกเวทีเพื่อนำปัญหามาแก้ไข หรือบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นเพื่อให้งานสำเร็จ โดยในส่วนของกรมชลประทานนั้นจะใช้ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) เป็นพื้นที่ทำงานและสั่งการ ซึ่งมีอธิบดีกรมชลประทานเป็นประธานศูนย์ และรองอธิบดีทั้ง 4 คนรับผิดชอบพื้นที่ในแต่ละภูมิภาคเพื่อประสานงานในห้วงเวลาที่สำคัญนับจากนี้ต่อเนื่องไปจนถึงอนาคต

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ กรมชลประทานมี 4 โครงการที่ดำเนินการอยู่แล้ว และสอดคล้องกับ โครงการไทยนิยมยั่งยืน ที่จะสามารถเข้าช่วยเหลือชุมชนหรือหมู่บ้านที่มีความต้องการได้ทันที ได้แก่ โครงการจ้างแรงงานชลประทานสร้างรายได้เกษตรกร โครงการส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ โครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการพัฒนาแหล่งน้ำชลประทานในพื้นที่ต่างๆ

“ไทยนิยมยั่งยืน คือ นิยมในความดี เพื่อให้เกิดความยั่งยืน มั่นคง อยู่ดีมีสุข เป็นสำคัญ จะเห็นว่ากรอบดำเนินการทั้ง 10 เรื่องมุ่งเน้นว่าสุดท้ายแล้วผลลัพธ์คือเพื่อประชาชนให้อยู่ดีมีสุข รู้สิทธิหน้าที่ของตัวเองและชุมชนที่ตนอาศัย ซึ่งการพัฒนาแหล่งน้ำเพิ่มพื้นที่ชลประทานนั้น เป็นการดำเนินงานที่สอดคล้องกับผลลัพธ์ของโครงการไทยนิยมยั่งยืน คือ เป็นการทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีความสุข ซึ่งกรมชลประทานได้ตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาแหล่งน้ำเพิ่มพื้นที่ชลประทาน ให้ได้ 36.66 ล้านไร่ภายใน 3 ปีข้างหน้า” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวในตอนท้าย

ส่องเกษตร : ไม่ไว้วางใจ…คดีเจ้าสัวล่าเสือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/324959

449007

ส่องเกษตร : ไม่ไว้วางใจ…คดีเจ้าสัวล่าเสือ

วันพุธ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กลายเป็น “ความรู้สึกร่วม” มากขึ้นทุกขณะ ที่เสื่อมความเชื่อถือต่อการทำคดีของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในคดี“เจ้าสัว”พรานบรรดาศักดิ์ล่า-ฆ่าเสือดำและสัตว์อื่นๆในป่าทุ่งใหญ่นเรศวร พร้อมๆกับการปักใจเชื่อมากขึ้นทุกขณะเช่นกันว่า เห็นทีคดีนี้ จะจบลงที่การ “ลอยนวล” ของคนรวย เหมือนเช่นหลายๆ คดีที่ผ่านมาเป็นแน่แท้

การแสดงความข้องใจของสังคมโดยกลุ่มต่างๆมีออกมามากมายในโลกโซเชียลมีเดียซึ่งมีทั้งนักวิชาการ คนดังวงการต่างๆจนถึงเหล่าศิลปินดารา ด้วยเห็นว่า ภารกิจหลักอยู่ที่คดีใหญ่ “ล่าสัตว์ ฆ่าสัตว์ป่าสงวน” ยังอืดอาดล่าช้า แต่กลับไปมุ่งประเด็นอื่นๆที่สร้างความสับสนและยิ่งสร้างความสงสัยให้สังคมว่า กำลังมีการเบี่ยงเบนประเด็นหรือเปล่า เมื่อเกิดการกระทำในลักษณะเหมือนเป็นการกดดันเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ผู้ทำหน้าที่จับกุมครั้งนี้ ตลอดจนการลงโทษภาคทัณฑ์ร้อยเวร สภ.ทองผาภูมิ หาว่าบกพร่องต่อหน้าที่ในการรับแจ้งความคดีนี้ เป็นต้น

จนทำให้ภาคประชาสังคมต่างๆออกมาเคลื่อนไหวกดดัน-ทวงถามคดี ไม่ว่านิสิตคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ว่าที่บัณฑิตในอนาคตที่จะต้องออกไปทำงานรักษาผืนป่าและสัตว์ป่าของประเทศไทย,การเคลื่อนไหวของกลุ่ม“T’challa”นัดรวมพลคนพันธุ์เสือดำ ใส่หน้ากากเสือดำประท้วงกันกลางกรุงโดยมี“ทิชา ณ นคร” อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ร่วมด้วย ฯลฯ

และล่าสุดการออกโรงอีกครั้งของมูลนิธิ “สืบนาคะเสถียร” โดย “ศศิน เฉลิมลาภ” เพื่อทวงถามความคืบหน้าคดี หลังจากผ่านมาครบ 1 เดือนแล้ว แต่การสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริษัทอิตาเลียนไทยฯกับพวกกลับดำเนินไปด้วยความล่าช้าในสายตาของสาธารณชน

คำแถลงของมูลนิธิสืบ ระบุว่า 1.เมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดี ที่มีข้อเท็จจริงว่า นายเปรมชัยกับพวกลักลอบนำอาวุธปืนซุกซ่อนไว้ในรถก่อนขออนุญาตเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าตั้งแต่แรกแล้ว ซึ่งมีการเข้าไปตั้งแคมป์ในเส้นทางและบริเวณพื้นที่ที่ไม่อนุญาต ซึ่งเป็นบริเวณที่สงวนไว้สำหรับการอยู่อาศัยและหากินของสัตว์ป่าตามธรรมชาติเท่านั้น แสดงให้เห็นว่า อาจมีเจตนาเข้าไปเพื่อล่าสัตว์ป่าตั้งแต่แรกหรือไม่ ประกอบกับเสียงปืนดังมาจากบริเวณที่ไม่อนุญาต จึงมีเพียงกลุ่มของนายเปรมชัยเท่านั้นที่เข้ามาพร้อมอาวุธปืน รวมถึงซากสัตว์ป่าและร่องรอยกระสุนบนซากสัตว์ป่าที่ตรวจพบ ล้วนเป็นพยานวัตถุสำคัญที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ และชัดเจนยิ่งว่าได้ร่วมกันกระทำความผิดสำเร็จฐานล่าสัตว์ป่าคุ้มครองภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า

2.จากพฤติการณ์แห่งคดีและพยานหลักฐานเห็นได้ชัดว่า ไม่ใช่คดีที่ซับซ้อน จึงขอให้ตำรวจ เร่งรัดดำเนินการเพื่อสรุปสำนวน พร้อมความเห็นไปยังอัยการและส่งฟ้องศาลอย่างรวดเร็ว และอย่าพยายามเบี่ยงเบนประเด็นการสอบสวนโดยการมุ่งไปสู่การ
เสาะหาพยานวัตถุที่อาจเปลี่ยนแปลงได้

3.ขอให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ และรัฐบาล เร่งรัดติดตามคดีนี้อย่างใกล้ชิด และขอให้กรมอุทยานฯตรวจสอบสำนวนคดีในชั้นอัยการอย่างรอบคอบก่อนส่งฟ้องศาล เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนไปจากพฤติการณ์แห่งคดีที่ปรากฏชัดแจ้งนี้

4.ขอให้รัฐบาลหน่วยงานของภาครัฐออกมายืนเคียงข้างประชาชน เพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และร่วมกันประณามผู้ที่มีเจตนาทำร้ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เกิดตัวอย่างที่ดีให้แก่สังคมต่อไปในอนาคต

“ขอประกาศว่า หากในสำนวนคดีที่ตำรวจส่งฟ้องศาลไม่มีข้อหาเจตนาฆ่าล่าสัตว์ป่า เราคิดว่า เราไม่จำเป็นต้องนัดกับใครให้ออกมาเรียกร้องเรื่องนี้ เพราะพวกเราไม่ยอม นั่นหมายความว่า จะเกิดปรากฏการณ์ เป่านกหวีด ประชาชนจะออกมาเดินกลางถนนอีกครั้งหนึ่งเองอย่างแน่นอน” นายศศิน กล่าวในตอนท้าย

ผมคงไม่ต้องขยายความอะไรมากนัก แค่ขอย้ำว่า แม้มีโอกาสน้อยที่ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเหมือนปี 2516 ที่คดีล่า-ฆ่าสัตว์ป่าป่าทุ่งใหญ่นเรศวรโดยกลุ่ม “อภิสิทธิ์ชน”คนมีอำนาจอิทธิพล เคยเป็นชนวนสำคัญหนึ่งที่พัฒนาสู่การโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการทหารด้วยน้ำมือประชาชนในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯมาแล้ว แต่รัฐบาลคสช.ก็อย่าได้ประมาทไปกับคดีแบบเดียวกันนี้ในปี 2561 นี้ เพราะพลังประชาชนที่รักในความถูกต้อง หวงแหนชีวิตสัตว์ป่าและทรัพยากรธรรมชาตินั้น ดูถูกไม่ได้เลย ไม่งั้นอาจจะต้องเสียใจเมื่อสายเกินไป….เดี่ยวจะหาว่าไม่เตือน

สาโรช บุญแสง

ไทยดัน3ชาติงัดมาตรการหยุดกรีดยาง ควบคุมโควตาส่งออก-สร้างเสถียรภาพราคาในตลาดโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/324963

x

ไทยดัน3ชาติงัดมาตรการหยุดกรีดยาง ควบคุมโควตาส่งออก-สร้างเสถียรภาพราคาในตลาดโลก

วันพุธ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ร่วมหารือกับเอกอัครราชทูตและผู้แทนจากประเทศผู้ผลิตยางรายใหญ่ของโลก ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม เรื่องความร่วมมือเพื่อสร้างเสถียรภาพราคาและพัฒนาอาชีพการทำสวนยาง ตลอดจนอุตสาหกรรมยางให้มีความมั่นคงและยั่งยืน โดยมีประเด็นสำคัญ คือ การติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานมาตรการควบคุมปริมาณการส่งออกยางพารา (AETS) ภายใต้ข้อตกลงสภาไตรภาคียางพาราระหว่างประเทศ (ITRC) ประกอบด้วย ประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย โดยกำหนดการลดโควตาการส่งออกยางพาราร่วมกันของ 3 ประเทศสมาชิก ITRC จำนวน 350,000 ตัน ที่แก้ไขปัญหาราคายางในระยะสั้น ภายในระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือนมกราคม จนถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2561 ซึ่งนับจากนี้ยังเหลือเวลาอีกประมาณ 1 เดือน โดยทั้ง 3 ประเทศยืนยันที่จะดำเนินการอย่างเข้มงวดและจริงจังมากขึ้น เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และเกิดความต้องการใช้ยางในตลาดโลกเพิ่มมากขึ้น จะส่งผลให้ราคายางปรับตัวสูงขึ้น

นอกจากนี้ ไทยได้นำเสนอต่อที่ประชุมเกี่ยวกับมาตรการสร้างเสถียรภาพราคายาง 5 มาตรการ 1.มาตรการบริหารจัดการการผลิต โดยไทยมีนโยบายลดพื้นที่ปลูกยางในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมด้วยการโค่นยางเพื่อไปปลูกพืชอื่น ซึ่งจะจำกัดปริมาณผลผลิตให้มีความสมดุลกับความต้องการใช้ ปีละ 200,000 ไร่ 2.มาตรการการปลูกยางพาราร่วมกับพืชเศรษฐกิจอื่น 3.เพิ่มการใช้ยางในประเทศ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน โดยการรณรงค์ให้หน่วยงานภาครัฐ เพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราในประเทศสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ อาทิ สระน้ำ ยางปูพื้น ถนนยางพารา 4.มาตรการหยุดกรีด โดยให้พื้นที่ปลูกยางในหน่วยงานภาครัฐ ยกเว้นพื้นที่ที่ใช้ในการวิจัย หยุดกรีดยางเป็น 3 เดือน คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 100,000 ไร่ เพื่อลดปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาด นอกจากนี้ไทยยังมีแนวคิดในการลดพื้นที่กรีดยางเพิ่มเติมอีก 2 แนวทาง ได้แก่ หยุดกรีดยาง 3 ล้านไร่ เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่พฤษภาคมถึงกรกฎาคม และหยุดกรีดยางทุกไร่ โดยให้กรีดแบบวันเว้นวัน และ 5.มาตรการการควบคุมการผลิต-ราคายางพารา ที่ปัจจุบันยางพาราของประเทศไทยเป็นสินค้าควบคุม โดยกระทรวงพาณิชย์จะเข้ามาดูกลไกราคายางพารา

“ในการประชุม ไทยได้ขอให้ประเทศสมาชิกรับไปพิจารณา คือ มาตรการหยุดกรีดยาง และคณะกรรมการราคายางระหว่างประเทศ ซึ่งเบื้องต้นจากการหารือนั้น อินโดนีเซียสนใจมากที่สุดในเรื่องการลดกรีดยาง โดยแต่ละประเทศจะนำข้อเสนอไปพิจารณาเพื่อหาข้อสรุปร่วมกันต่อไป” นายกฤษฎา กล่าว

‘สหกรณ์จุฬาฯ’จัดสรรกำไร เฉลี่ยคืนสมาชิก750ล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/324960

x

‘สหกรณ์จุฬาฯ’จัดสรรกำไร เฉลี่ยคืนสมาชิก750ล้านบาท

วันพุธ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายณรงค์พล พัฒนศรี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 กรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำกัด ได้จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2560 ซึ่งในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแล แนะนำ ส่งเสริมสหกรณ์ดังกล่าวจึงได้เข้าร่วมประชุมด้วย

โดยที่ประชุมได้รับทราบคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ให้คณะกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาฯ แก้ไขข้อบกพร่อง หลังปรากฏข้อเท็จจริงจากรายงานของผู้สอบบัญชีในการตรวจงบการเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาฯ พร้อมทั้งลงมติรับรองงบการเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาฯ ประจำปี 2560 ที่มีกำไรสุทธิจำนวน 932 ล้านบาท โดยเป็นเงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนให้กับสมาชิก จำนวนทั้งสิ้น 750 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม การจ่ายปันผลและเงินเฉลี่ยคืนนั้น จะยังไม่ถูกจัดสรรให้กับสมาชิกในทันที เนื่องจากสหกรณ์ต้องแก้ไขข้อบกพร่องตามคำสั่งของนายทะเบียนให้แล้วเสร็จก่อน แล้วรายงานให้นายทะเบียนสหกรณ์ทราบ และเมื่อนายทะเบียนสหกรณ์รับทราบรายงานการแก้ไขโดยเห็นว่ามีความถูกต้องเหมาะสมแล้วจึงจะจัดสรรเงินปันผลและเฉลี่ยคืนให้แก่สมาชิกได้ ซึ่งหลังจากนี้เมื่อสหกรณ์ฯ ได้รายงานผลการแก้ไขข้อบกพร่องให้นายทะเบียนสหกรณ์ทราบ จะได้เร่งพิจารณารายละเอียดต่างๆ และอาจจะต้องร่วมกับฝ่ายกฎหมาย หรือขอความเห็นจากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ หากเห็นว่าสหกรณ์ฯ ได้แก้ไขข้อบกพร่องเสร็จสิ้นแล้ว จะได้รีบแจ้งผลการพิจารณาให้สหกรณ์ฯ ทราบเพื่อจ่ายเงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนให้กับสมาชิกโดยเร็วต่อไป

เร่งช่วยเหลือชาวนาเกลือทะเล หนุนพัฒนายกระบบสหกรณ์-ส่งเสริมแปรรูปผลิตสารฝนหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/324964

เร่งช่วยเหลือชาวนาเกลือทะเล หนุนพัฒนายกระบบสหกรณ์-ส่งเสริมแปรรูปผลิตสารฝนหลวง

เร่งช่วยเหลือชาวนาเกลือทะเล หนุนพัฒนายกระบบสหกรณ์-ส่งเสริมแปรรูปผลิตสารฝนหลวง

วันพุธ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดว่า ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสหกรณ์การเกษตรเกลือทะเลไทย เพชรบุรี จำกัด ต.บ้านแหลม อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี ซึ่งมีสมาชิก 261 คน พื้นที่ทำนาเกลือ 16,286 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 45.24 ของพื้นที่นาเกลือ จ.เพชรบุรี มีจุดเด่น คือ ขบวนการผลิตเกลือทะเลสหกรณ์จากการรวบรวมผลผลิตเกลือทะเลของสมาชิกผ่านชุมชนสหกรณ์ และนำมาแปรรูปเกลือทะเล

ในด้านผลผลิต สหกรณ์ได้กำหนดแผนรวบรวมผลผลิตจากสมาชิก โดยการทำ MOU กับสมาชิกสหกรณ์ฯ รวบรวมเกลือผ่านชุมนุมสหกรณ์เกลือทะเลไทย จำกัด ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – ธันวาคม 2561 ดังนี้ 1.เกลือขาว จำนวน 2,423 ตัน 2.เกลือกลาง จำนวน 62,579 ตัน 3.เกลือดำ จำนวน 3,432 ตัน รวมทั้งสิ้น 68,434 ตัน ปัจจุบันสหกรณ์รวบรวมเกลือจากสมาชิก จำนวน 614,310 กิโลกรัม และส่งผ่านชุมนุมฯ ไปแล้ว 469,950 กิโลกรัม

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ดำเนินการช่วยเหลือสมาชิกของสถาบันเกษตรกรที่ทำนาเกลือ ของ จังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม และเพชรบุรี โดยจัดทำโครงการสร้างระบบการผลิตและการตลาดเกลือ ทะเลของสถาบันเกษตรกรด้วยวิธีการยกระดับราคาให้ยั่งยืน ด้วยการกำหนดให้สหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกร เป็นกลไกแก้ไขปัญหาร่วมกันในการผลิตเกลือคุณภาพมาตรฐาน และรักษาระดับราคาเกลือในช่วงฤดูแล้งของทุกปี ที่มีเกลือทะเลมากที่สุดประมาณ 3 – 4 เท่า ของช่วงปกติ โดยใช้เงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร วงเงิน 52.5 ล้านบาท เป็นเงินปลอดดอกเบี้ย กำหนดชำระคืนภายใน 5 ปี ระยะเวลาเริ่มโครงการ ตั้งแต่ปีการผลิต พ.ศ. 2559 ถึงปีพ.ศ.2563

อย่างไรก็ตาม ภายหลังที่ได้หารือร่วมกับสมาชิกสหกรณ์ พบว่ายังมีปัญหาในการดำเนินงานหลายด้าน อาทิ 1.เรื่องต้นทุนการผลิตเกลือที่สูง ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องร่วมกันศึกษาหาแนวทางในการลดต้นทุนการผลิตเกลือให้ต่ำลง 2.ส่งเสริมคุณภาพเกลือ โดยภาครัฐต้องเร่งรัดให้มีการจัดทำมาตรฐานของสินค้าเกลือทะเล จำแนกเกลือให้มีหลายระดับ เพื่อยกระดับให้เป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญ สามารถสร้างตลาดทั้งภายในและภายนอกประเทศได้อย่างถาวร และเป็นที่รู้จักและต้องการของตลาดโลก ซึ่งต้องมีการระดมความร่วมมือในเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง ผลักดันเกลือไทยเป็นที่รู้จักในสังคมโลก เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและมีอาชีพที่มั่นคง 3.การแปรรูปผลผลิตเกลือให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ เช่น สนับสนุนการนำเกลือทะเลมาใช้ในการผลิตสารฝนหลวง เพื่อช่วยให้เกษตรกรได้มีช่องทางการตลาดเพิ่มขึ้น โดยยังคงคุณภาพและคุณสมบัติของเกลือทะเลที่ทำการผลิตสารฝนหลวงให้ได้มาตรฐาน พร้อมทั้งให้สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ทำการศึกษาวิจัยการพัฒนาเกลือทะเล เพื่อนำไปใช้ประโยชน์อื่นๆ อย่างกว้างขวาง และ 4.ส่งเสริมยกระดับระบบสหกรณ์นาเกลือให้เกิดความเข้มแข็ง มีการบริหารจัดการที่ดี ซึ่งจะต้องหาแนวทางส่งเสริมและพัฒนาต่อไป

“พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงวางรากฐานรักษาอาชีพทำนาเกลือไว้ให้คนไทย ทรงพระราชทานพื้นที่ที่สำคัญในการทำนาเกลือจนเกิดประโยชน์ต่อคนไทยมาช้านาน ไม่ใช่เฉพาะทำให้คนไทยไม่เป็นโรคคอหอยพอกเท่านั้น แต่ยังนำเกลือไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ ได้อีก ดังนั้นเราจะรักษาอาชีพทำนาเกลือไว้อย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันทุกฝ่าย เชื่อว่าความร่วมมือและความรู้จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะสามารถสืบสานพระราชปณิธานของรัชกาลที่ 5 ให้คงอยู่กับคนไทยได้นานเท่านาน” นายวิวัฒน์ กล่าว

กรมชลฯผันน้ำ’เขื่อนเพชร’ช่วยผลิตประปาหัวหิน แก้ขาดแคลนระยะ20ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/324979

กรมชลฯผันน้ำ'เขื่อนเพชร'ช่วยผลิตประปาหัวหิน แก้ขาดแคลนระยะ20ปี

กรมชลฯผันน้ำ’เขื่อนเพชร’ช่วยผลิตประปาหัวหิน แก้ขาดแคลนระยะ20ปี

วันอังคาร ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2561, 17.51 น.

6 มี.ค.61 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อนปราณบุรี มีน้ำน้อย และเป็นแหล่งน้ำดิบหลักในการผลิตน้ำประปาของเทศบาลเมืองหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จากฝนทิ้งช่วง ทำให้โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปราณบุรี ต้องสำรองน้ำในอ่างเก็บน้ำปราณบุรี สำหรับส่งให้เทศบาลเมืองหัวหิน และการประปาตำบลอื่นๆ เพื่อใช้ในการผลิตน้ำประปาถึง 120 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้น้ำภาคการเกษตร รวมทั้งเทศบาลเมืองหัวหินเอง ก็มีความเสี่ยงที่จะขาดแคลนน้ำดิบสำหรับผลิตน้ำประปาได้ในอนาคต

ทั้งนี้ ได้แก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำดิบผลิตประปา อ.หัวหิน ด้วยการส่งน้ำดิบจากเขื่อนเพชร มายังพื้นที่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี และ อ.หัวหิน เพื่อเสริมความมั่นคงของน้ำดิบ และเป็นการวางแผนการใช้น้ำของเมืองหัวหินให้รองรับการขยายตัวของเมือง และการท่องเที่ยว ในระยะเวลา 20 ปีข้างหน้าอีกด้วย และปัจจุบันมีการใช้น้ำสูงขึ้นจากการขยายพื้นที่เมือง แหล่งท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น โดยโครงการผันน้ำเขื่อนเพชร – หัวหิน ใช้สถานีสูบน้ำไฟฟ้า 4 เครื่อง อัตราการสูบ 64,000 ลบ.ม./วัน ด้วยท่อขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เมตร ความยาว 41.7 กม.ได้สร้างสถานีสูบน้ำปี 60 และอยู่ระหว่างดำเนินการระบบท่อส่งน้ำดิบจนแล้วเสร็จต่อไป

สถาปนา’43 ปี ส.ป.ก.ส.ป.ก.’ สานต่อศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/324837

สถาปนา'43 ปี ส.ป.ก.ส.ป.ก.' สานต่อศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

สถาปนา’43 ปี ส.ป.ก.ส.ป.ก.’ สานต่อศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2561, 10.21 น.

6 มี.ค.61 เมื่อเวลา 8.00 น. สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) จัดงานเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา  ส.ป.ก. ครบรอบ 43 ปี ในวันที่ 6มีนาคม 2561 ณ ส.ป.ก. ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิด “43 ปี ส.ป.ก. สานต่อศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ซึ่งภายในงานมีการจัดนิทรรศการโดยน้อมนำพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ ในพื้นที่การปฏิรูปที่ดิน เพื่อแก้ปัญหาในแต่ละภูมินิเวศ ผสมผสาน วัฒนธรรม และเอกลักษณ์ของแต่ละภูมิภาค ทำให้เกษตรกรมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อีกทั้งคาราวานร้านค้าจำหน่ายผลผลิตและผลิตภัณฑ์ของฝากของที่ระลึก แต่ละจังหวัดกว่า 80 บูธ โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-7 มีนาคม2561

ทั้งนี้ พลเอก ธนะศักดิ์ เก่งถนอมม้า ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้จัดตั้งขึ้นตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม 2518 ตลอดระยะเวลา 43 ปี แห่งการปฏิรูปที่ดิน ส.ป.ก. เป็นหน่วยงานหลักในการจัดที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกร ได้ดำเนินการมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) ให้เกษตรกร จำนวน 2.8 ล้านราย เนื้อที่ประมาณ 35 ล้านไร่

-จัดเป็นที่ดินทำกิน ใน 67 จังหวัด มีเกษตรกรได้รับจัดที่ดิน 2,198,721 ราย เนื้อที่ 34,990,480 ไร่

-จัดเป็นที่ดินชุมชน หรือที่อยู่อาศัย ใน 62 จังหวัด มีเกษตรกรได้รับจัดที่ดิน 587,846 ราย เนื้อที่ 368,859 ไร่

-จัดที่ดินเอกชน ใน 53 จังหวัด มีเกษตรกรได้รับจัดที่ดิน 29,175 ราย เนื้อที่ 469,030 ไร่

-ใช้พื้นที่ปลูกไม้เศรษฐกิจและพื้นฟูสภาพแวดล้อมนับจากปี พ.ศ. 2545 – 2560 เนื้อที่รวม 107,067 ไร่

นอกจากนี้ ส.ป.ก. ยังมีกิจกรรมที่ดำเนินการส่งเสริมอาชีพให้เกษตรกร 40,684 ราย พัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่องฯ (Smart Farmer) 22,268 ราย พัฒนาผู้แทนเกษตรกร 39,801 ราย มีศูนย์เรียนรู้ฯ 7,118 แห่ง (ขยายผลให้ความรู้กับเกษตรกร 760,541 ราย) สร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ 49,548 ราย พัฒนาความรู้ผ่านกระบวนการวิสาหกิจชุมชน 142,502 ราย อบรมเกษตรกรภายใต้แนวทางพระราชดำริ 29,942 ราย มีนิคมเศรษฐกิจพอเพียง 156 แห่ง นิคมการเกษตร 58 แห่ง บริการให้สินเชื่อเงินกองทุนฯ ให้แก่เกษตรกรไปแล้วเป็นจำนวนเงิน 11,132.926 ล้านบาท และการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญฯ ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 36/2559 ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2559 ซึ่งเป็นนโยบายการจัดที่ดินให้เกษตรกรที่ไร้ที่ดินทำกินของรัฐบาล

ขณะที่นายสุรจิตต์ อินทรชิต เลขาธิการ ส.ป.ก. เปิดเผยว่า “ในปี 2561 เป้าหมายหลักในการดำเนินงานของ ส.ป.ก. ยังคงเน้นการจัดที่ดินให้เกษตรกรผู้ยากไร้ให้ได้มีที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง โดยมุ่งเน้นการจัดที่ดินเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกร พัฒนาอาชีพเกษตรกรรม จัดให้มีโครงสร้างพื้นฐานและปัจจัยการผลิตเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งภาครัฐพร้อมที่จะสนับสนุนในทุกด้านตามความเหมาะสมและจำเป็นในแต่ละพื้นที่ ตลอดระยะเวลา 43 ปี ส.ป.ก. ยึดมั่นในศาสตร์พระราชา โดยได้นำหลักพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 มาใช้ในการดำเนินงาน คือ การจัดที่ดินทำกินให้เกษตรกรผู้ไร้ที่ดินทำกิน และต้องทำความเข้าใจกับเกษตรกรในเรื่องการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ปฏิรูปที่ดินที่ได้รับอย่างเต็มที่ มีการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน โดยได้น้อมนำแนวทางพระราชดำริเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงหรือแม้แต่การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ มาประยุกต์ใช้ในพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน เพื่อให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถพึ่งพาตนเองได้ อย่างมั่นคงและยั่งยืน”

อย่างไรก็ตาม ในวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 43 ปี ของ ส.ป.ก. ซึ่งได้จัดขึ้นเป็นประจำของทุกปี ในปีนี้นอกจากการทำบุญเลี้ยงพระตามประเพณีแล้ว ภายในงานยังมีกิจกรรมต่างๆ อาทิ การจัดนิทรรศการด้านการเกษตร ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมิทร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ประยุกต์การทำเกษตรทฤษฎีใหม่สู่ภูมิปัญญาท้องถิ่น โคก หนอง นา โมเดล เป็นการจัดการพื้นที่ ซึ่งเหมาะกับพื้นที่การเกษตรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้ได้ประโยชน์สูงสุด ผสมผสานเกษตรทฤษฎีใหม่เข้ากับภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อเป้าหมายการพึ่งตนเอง การแสดงผลงานการวิจัยในเขตปฏิรูปที่ดิน การมอบรางวัลแด่ข้าราชการดีเด่น ประจำปี พ.ศ.2560 ซึ่งจะต้องเข้ารับรางวัลครุฑทองคำ ในวันข้าราชการพลเรือน วันที่ 1 เมษายน 2561 ณ ทำเนียบรับบาล, Talent of the year, รางวัลชนะเลิศการเขียนบทความทางวิชาการ และรางวัลชนะเลิศการประกวดออกแบบตราสัญลักษณ์ 43 ปี ส.ป.ก. เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ ข้าราชการ ลูกจ้างพนักงาน และเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. และที่พลาดไม่ได้การออกร้านค้าจำหน่ายสินค้าของ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน 72 จังหวัด โดยแบ่งเป็น 7 กลุ่มสินค้า อาทิเช่น กลุ่มอาหารสด กลุ่มข้าวสารอาหารแห้ง กลุ่มเครื่องดื่ม กลุ่มผ้าและของฝาก กลุ่มสมุนไพร และกลุ่มผักสด