พด.ช่วยเกษตรกรประสบภัยน้ำท่วม

https://www.naewna.com/local/849297

พด.ช่วยเกษตรกรประสบภัยน้ำท่วม

พด.ช่วยเกษตรกรประสบภัยน้ำท่วม

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน (พด.) มอบหมายให้สำนักงานพัฒนาที่ดินที่อยู่ในจังหวัดที่เกิดอุทกภัย ช่วยเหลือเกษตรกร หมอดินอาสา และประชาชนในพื้นที่ โดย ผอ.สถานีพัฒนาที่ดินสตูล และคณะ ร่วมมอบถุงยังชีพกับองค์การสะพานปลาและหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบถุงยังชีพให้กับผู้ประสบอุทกภัย 50 ชุด ในพื้นที่หมู่ 7 ต.บ้านควน อ.เมือง จ.สตูล, ผอ.สถานีพัฒนาที่ดินสงขลา มอบหมายเจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่สนับสนุนข้าวกล่องและน้ำดื่มให้กับผู้ประสบอุทกภัย 250 ชุด ในพื้นที่หมู่ 1 ต.คู อ.จะนะ จ.สงขลา, ผอ.สถานีพัฒนาที่ดินยะลา จัดส่งเจ้าหน้าที่และอาสาสมัคร เปิดโรงครัวฮาลาลผลิตข้าวกล่อง เพื่อแจกจ่ายให้กับผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ อ.เมือง จ.ยะลา 1,000 กล่อง

นอกจากนี้ได้ร่วมกับส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ลงพื้นที่ อ.รามัน จ.ยะลา มอบข้าวกล่องพร้อมน้ำดื่มสะอาด 1,250 ชุด สำหรับการมอบข้าวกล่องและน้ำดื่ม สถานีพัฒนาที่ดินยะลาร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรยะลา และสำนักงานสหกรณ์จังหวัดยะลา รับมอบหมายให้เป็นผู้แทนกระทรวงเกษตรฯ แจกจ่ายข้าวกล่องพร้อมน้ำดื่ม 2 จุด ได้แก่ จุดที่ 1 ศูนย์พักพิงผู้ประสบภัย (อุทกภัย) เทศบาล ต.รามัน ที่โรงเรียนบ้านรามัน 100 ชุด และจุดที่ 2 ศูนย์พักพิงผู้ประสบภัย (อุทกภัย) หมู่ 4 และหมู่ 5 ต.กายูบอเกาะ อ.รามัน จ.ยะลา 130 ชุด

ผอ.สถานีพัฒนาที่ดินนราธิวาส นำถุงยังชีพไปมอบ 120 ชุด น้ำดื่ม 200 ขวด ที่สวนรื่นอรุณเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส, ผอ.สถานีพัฒนาที่ดินปัตตานี มอบหมายให้เจ้าหน้าที่พร้อมด้วยหมอดินอาสา ให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ 2 จุด โดย จุดที่ 1 บ้านคลองขุด หมู่ 4 ต.ดอนรัก อ.หนองจิก มอบข้าวกล่อง 78 กล่อง และจุดที่ 2 บ้านโคกดีปรี หมู่ 3 ต.ตุยง อ.หนองจิก มอบข้าวกล่อง 70 กล่อง รวมทั้งมอบน้ำดื่มสะอาด 200 ขวดที่บ้านรูแตบองอ หมู่ 6 ต.ปุโละปุโย อ.หนองจิก จ.ปัตตานี

‘รมว.นฤมล’นั่งหัวโต๊ะประชุม คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร

https://www.naewna.com/local/849279

'รมว.นฤมล'นั่งหัวโต๊ะประชุม คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร

‘รมว.นฤมล’นั่งหัวโต๊ะประชุม คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร

วันจันทร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 18.45 น.

“รมว.นฤมล”นั่งหัวโต๊ะประชุม คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร เห็นชอบร่างมาตรฐาน“ปลอดการเผาสำหรับข้าวโพดเมล็ดแห้ง-การเพาะเลี้ยงผำ” พร้อมกำหนดปริมาณสารพิษตกค้าง และจัดหมวดหมู่สินค้าเกษตร“พืช”

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2567 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ครั้งที่ 3/2567 ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบต่อร่างประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ 1.ยกเลิกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดอัตราค่าบริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร สำหรับมาตรฐานทั่วไป (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2567 พ.ศ. …. เนื่องจาก กษ. มีการออกกฎกระทรวงกำหนดให้มาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง หลักปฏิบัติในการตรวจและรับผลทุเรียนสำหรับโรงรวบรวม และโรงคัดบรรจุเป็นมาตรฐานบังคับ ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา 2.กำหนดอัตรา ค่าบริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรสำหรับมาตรฐานทั่วไป (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งกำหนดอัตราค่าบริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐาน มกษ. 9055-2562 (GAP เกลือทะเล) 3.กำหนดอัตราค่าบริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรสำหรับมาตรฐานบังคับ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งกำหนดอัตราค่าบริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานบังคับ มกษ. 6413-2564 (ปางช้าง) และ มกษ. 9070-2566 (ตรวจและรับผลทุเรียน)

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังได้พิจารณาเห็นชอบร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร 6 เรื่อง และประกาศเป็นมาตรฐานทั่วไปของประเทศ ได้แก่ 1.การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีปลอดการเผาสำหรับข้าวโพดเมล็ดแห้ง 2.การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงที่ดีสำหรับฟาร์มผำเพื่อเป็นอาหาร 3.การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงที่ดีสำหรับฟาร์มผำเพื่อเป็นอาหารสัตว์ 4.สารพิษตกค้าง : ปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด (ทบทวน) 5.สารพิษตกค้าง : ปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุดที่ปนเปื้อนจากสาเหตุที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ (ทบทวน) และ 6.การจัดหมวดหมู่สินค้าเกษตร เล่ม 1 : พืช (ทบทวน)

ด้าน นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับสาระสำคัญของร่างมาตรฐาน 6 เรื่อง คือ 1.การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีปลอดการเผาสำหรับข้าวโพดเมล็ดแห้ง ซึ่งครอบคลุมข้อกำหนดการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีปลอดการเผาสำหรับข้าวโพดเมล็ดแห้ง ตั้งแต่ก่อนการเพาะปลูกจนถึงหลังการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวของเกษตรกร เพื่อให้ได้ข้าวโพดเมล็ดแห้งที่มีคุณภาพปลอดภัยสำหรับใช้เป็นอาหารและอาหารสัตว์ โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนทั่วไป รวมถึงสุขภาพความปลอดภัยและสวัสดิภาพของผู้ปฏิบัติงาน รวมทั้งลดปัญหาฝุ่น PM2.5 สำหรับภาคเกษตรอย่างยั่งยืน

2.การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงที่ดีสำหรับฟาร์มผำเพื่อเป็นอาหาร และ3.การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงที่ดีสำหรับฟาร์มผำเพื่อเป็นอาหารสัตว์ โดยมาตรฐานสินค้าเกษตรทั้ง 2 ฉบับนี้ ครอบคลุมข้อกำหนดการปฏิบัติที่ดีสำหรับฟาร์มผำ ตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกสถานที่ตั้งฟาร์ม การเตรียมบ่อเพาะเลี้ยง น้ำที่ใช้ในฟาร์ม สุขลักษณะภายในฟาร์ม การจัดการการเพาะเลี้ยง ปุ๋ยและธาตุอาหารเสริม น้ำทิ้งและดินเลน การเก็บเกี่ยวและการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว การเก็บรักษาและการปฏิบัติก่อนการขนส่ง ผู้ปฏิบัติงาน และการบันทึกข้อมูลและเอกสารหลักฐานเพื่อการตามสอบ เพื่อให้ได้ผำที่มีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภค หรือนำไปผลิตเป็นอาหารสัตว์แล้วแต่กรณี

4.สารพิษตกค้าง : ปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด (มกษ. 9002-2559) (ทบทวน) และ5.สารพิษตกค้าง : ปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุดที่ปนเปื้อนจากสาเหตุที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ (มกษ. 9003-2547) (ทบทวน) เนื่องจากการใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตรอาจทำให้สินค้าเกษตรมีปัญหาสารพิษตกค้าง จึงจำเป็นต้องกำหนดค่าปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด (MRLs) เพื่อความปลอดภัยด้านอาหารสำหรับผู้บริโภคในประเทศ การนำเข้า รวมถึงการส่งออกสินค้าเกษตร ทั้งนี้ ผลิตผลอาจจะมีการปนเปื้อนของสารพิษตกค้างบางชนิดจากสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการปนเปื้อนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จึงจำเป็นต้องกำหนดปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุดจากวัตถุอันตรายทางการเกษตรที่ปนเปื้อนจากสาเหตุที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ (EMRL) ด้วย ดังนั้น เพื่อให้มาตรฐานดังกล่าวมีความสอดคล้องกับกฎระเบียบและข้อกำหนดระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งครอบคลุมรายการสินค้าเกษตรและอาหารเพิ่มมากขึ้น คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร จึงเห็นควรให้ทบทวนมาตรฐานสินค้าเกษตรดังกล่าว

และ 6.การจัดหมวดหมู่สินค้าเกษตร เล่ม 1 : พืช (ทบทวน) กระทรวงเกษตรฯ ได้ประกาศมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การจัดกลุ่มสินค้าเกษตร : พืช (มกษ. 9045-2559) และเนื่องจากมาตรฐานโคเด็กซ์ (Codex) ที่ใช้เป็นเอกสารอ้างอิง มีการปรับปรุงใหม่โดยเพิ่มกลุ่มสินค้าและรายการสินค้าในแต่ละกลุ่ม รวมทั้งจำเป็นต้องเพิ่มเติมสินค้าพืชของไทยในบางกลุ่มสินค้าให้ครอบคลุมมากขึ้น จึงเห็นสมควรทบทวนมาตรฐานดังกล่าว ซึ่งคณะกรรมการวิชาการเกษตร เห็นชอบให้จัดทำมาตรฐานการจัดหมวดหมู่สินค้าเกษตร ในรูปแบบชุดอนุกรมมาตรฐาน โดยเริ่มกำหนดที่เล่ม 1: พืช เป็นลำดับแรก ทั้งนี้ เพื่อนำไปใช้ร่วมกับ มกษ. 9002 และ มกษ. 9003

– 006

‘ปลาหมอคางดำ’เดินหน้าครบ 5 มาตรการ จบปัญหา คืนความสมดุลระบบนิเวศ

https://www.naewna.com/local/849230

‘ปลาหมอคางดำ’เดินหน้าครบ 5 มาตรการ จบปัญหา คืนความสมดุลระบบนิเวศ

‘ปลาหมอคางดำ’เดินหน้าครบ 5 มาตรการ จบปัญหา คืนความสมดุลระบบนิเวศ

วันจันทร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 16.28 น.

‘ปลาหมอคางดำ’เดินหน้าครบ 5 มาตรการ จบปัญหา คืนความสมดุลระบบนิเวศ 

ปลาหมอคางดำ หรือ Sarotherodon melanotheron (Blackchin Tilapia) เป็นหนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในปี 2567 จากผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศที่เกิดจากการแพร่กระจายของปลาชนินี้ในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหานี้จำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบและรอบด้าน โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็นสองส่วนหลักในปัจจุบัน ทั้งการควบคุมการแพร่ระบาดของปลา และการดำเนินคดีเพื่อเรียกร้องค่าชดเชยซึ่งยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลและต้องใช้เวลา 

ปัจจุบัน กรมประมงได้กำหนดแผนปฏิบัติการปลาหมอคางดำครอบคลุม 5 ขั้นตอนสำคัญ เพื่อจัดการปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมและโปร่งใส โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็นมาตรการเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว ดังนี้ :

+ มาตรการเร่งด่วน

– ควบคุมและลดประชากรปลาหมอคางดำ ดำเนินการกำจัดปลาหมอคางดำในพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าการใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำไม่น้อยกว่า 5,000 ตัน พร้อมสำรวจและเฝ้าระวังการแพร่กระจายของปลาในแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีความเสี่ยง

– สร้างความตระหนักรู้และการประชาสัมพันธ์ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบของปลาหมอคางดำและแนวทางการแก้ไขแก่ประชาชนผ่านสื่อต่างๆ เพื่อสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน

– สร้างเครือข่ายและบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคประชาชน ภาครัฐ และภาคเอกชน ในการเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง

+ มาตรการระยะกลาง

– ฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพในแหล่งน้ำปล่อยปลาผู้ล่า เช่น ปลากะพงขาว ปลาอีกงและปลาช่อน รวมถึงพันธุ์สัตว์น้ำอื่น ๆ ให้เหมาะสมกับแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยตั้งเป้าปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำไม่น้อยกว่า 20 ล้านตัว ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าปลาหมอคางดำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น ปลาป่น น้ำหมักชีวภาพ และเมนูอาหารต่างๆ เพื่อเพิ่มรายได้ให้ชุมชน

+ มาตรการระยะยาว

– วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ดำเนินการศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยี เช่น การเหนี่ยวนำโครโมโซม 4N เพื่อทำให้ปลาหมอคางดำเป็นหมัน การใช้ฟีโรโมน และแสงสีในการควบคุมประชากรปลาอย่างยั่งยืน โดยกำหนดระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ปี 2567-2570

– นวัตกรรมการควบคุมเชิงนิเวศ ใช้เทคโนโลยีสำรวจแหล่งที่อยู่อาศัยของปลาเพื่อการกำจัดที่ตรงเป้าหมาย ลดผลกระทบด้านลบต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุม

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา พบความสำเร็จในการลดจำนวนปลาหมอคางดำอย่างมีนัยสำคัญ เช่น จังหวัดนครศรีธรรมราช ลดจำนวนปลาจาก 60 ตัวต่อ 100 ตารางเมตร เหลือ 25 ตัว จังหวัดเพชรบุรี ลดจำนวนจาก 80 ตัวต่อ 100 ตารางเมตร เหลือไม่ถึง 40 ตัว ด้านจังหวัดสมุทรสาคร ปลาลดลงไป 60-70% ขณะที่จังหวัดสมุทรสงคราม ปลาที่จับได้เป็นปลาขนาดเล็ก และสามารถจับปลาหมอคางดำใน 18 จังหวัด ได้มากกว่า 3 ล้านกิโลกรัม ในจำนวนนี้นำไปทำเป็นปลาป่นแล้ว 2 ล้านกิโลกรัม ส่วนที่เหลือทำน้ำหมักชีวภาพสำหรับสวนยางพาราและพืชอื่น และยังคงมีการดำเนินงานกำจัดต่อเนื่อง

กรมประมงยังคงเดินหน้าเชิงรุกเพื่อบรรลุเป้าหมายในการลดจำนวนปลาหมอคางดำให้อยู่ในระดับต่ำกว่า 30 ตัวต่อ 100 ตารางเมตร พร้อมสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากปลาหมอคางดำ เช่น การทำปลาร้าและน้ำปลา โดยร่วมกับกรมราชทัณฑ์ เพื่อสร้างรายได้และส่งเสริมอาชีพให้กับผู้ต้องขังตลอดจนชุมชนที่มีการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ

ปัจจุบัน แผนปฏิบัติการปลาหมอคางดำของกรมประมงเดินหน้ามาถึงมาตรการระยะกลาง การปล่อยปลาผู้ล่าซึ่งส่วนใหญ่เป็นปลากะพง ที่ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน โดยในปี 2567 ได้บรรลุเป้าหมายปล่อยปลาผู้ล่าจำนวน 200,000 ตัว รวมถึงการเตรียมนำเทคโนโลยีมาใช้ในการสำรวจแหล่งที่อยู่ของปลาในแหล่งน้ำ เพื่อให้กำจัดปลาได้ตรงเป้าหมายและควบคุมให้อยู่ในพื้นที่จำกัด ตลอดจนทำการศึกษาวิจัยเพื่อนำเทคโนโลยีเหนี่ยวนำโครโมโซม 4N ไปทำให้ปลาหมอคางดำเป็นหมัน ช่วยควบคุมการแพร่พันธุ์ของปลา หรือการใช้เทคโนโลยีฟีโรโมนหรือแสงสีในการควบคุมประชากรปลา เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาในระยะยาว ที่ไม่เพียงจะช่วยลดต้นทุนแต่ยังลดผลกระทบด้านลบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย 

แนวทางปฏิบัติดังกล่าวข้างต้นจะอำนวยความสะดวกในการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำ จนสามารถเดินหน้าสู่ขั้นตอนสุดท้าย คือ การฟื้นฟูความหลากหลายของปลาพื้นถิ่นและสัตว์น้ำ คืนความอุดมสมบูรณ์ให้ระบบนิเวศอย่างยั่งยืน 

ในอนาคต แนวทางดังกล่าวจะช่วยฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพและความสมดุลในระบบนิเวศ พร้อมคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน ตลอดจนความมุ่งมั่นของทุกภาคส่วนในการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมร่วมกัน จะเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน และคาดว่าปัญหาปลาหมอคางดำจะสามารถควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะเวลาอันใกล้นี้

#เอมอร อัมฤก นักวิชาการอิสระ

‘นฤมล’นั่งหัวโต๊ะประชุม’คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร’ผลักดันใช้มาตรฐานบังคับให้เกิดประสิทธิสูงสุด

https://www.naewna.com/local/849210

'นฤมล'นั่งหัวโต๊ะประชุม'คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร'ผลักดันใช้มาตรฐานบังคับให้เกิดประสิทธิสูงสุด

‘นฤมล’นั่งหัวโต๊ะประชุม’คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร’ผลักดันใช้มาตรฐานบังคับให้เกิดประสิทธิสูงสุด

วันจันทร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 15.14 น.

‘นฤมล’นั่งหัวโต๊ะประชุม’คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร’ผลักดันใช้มาตรฐานบังคับให้เกิดประสิทธิสูงสุด ลดการถูกตีกลับ สร้างความเชื่อมั่นในสินค้าเกษตรไทย พร้อมเห็นชอบร่างมาตรฐานสำคัญ’ปลอดการเผาข้าวโพดเมล็ดแห้ง-การเพาะเลี้ยงผำ’

เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.2567 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ครั้งที่ 3/2567 โดยมี นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 123 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ประเทศไทยมีความมุ่งมั่นในการก้าวสู่การเป็นครัวของโลก ซึ่งความมั่นคงทางอาหารเป็นเรื่องที่นานาชาติให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น จึงต้องสร้างระบบมาตรฐานสินค้าเกษตรของไทยให้เกิดการบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อการยอมรับสู่สากล ทั้งนี้ การจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตรมีความสำคัญ เนื่องจาก ใช้เป็นเกณฑ์ในการผลิต ปรับปรุงคุณภาพ จัดชั้นคุณภาพเป็นมาตรฐานของประเทศที่นำมาใช้อ้างอิง สร้างความเป็นธรรมทางการค้า รวมถึงสนับสนุนการเจรจา โดยเฉพาะการทำความตกลงยอมรับความเท่าเทียมกันระหว่างประเทศไทยกับคู่ค้า และเป็นเกณฑ์ในการตรวจรับรองระบบมาตรฐานการผลิตและมาตรฐานสินค้า ปัจจุบันมีมาตรฐานสินค้าเกษตร รวมทั้งสิ้น 417 เรื่อง แบ่งเป็น มาตรฐานทั่วไป จำนวน 407 เรื่อง และมาตรฐานบังคับ จำนวน 10 เรื่อง

นางนฤมล กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม การจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตรที่ผ่านมายังพบปัญหาและอุปสรรค จึงได้มอบหมายให้สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)  ทบทวนมาตรฐานที่มีความซ้ำซ้อนให้เป็นมาตรฐานเดียวกันได้หรือไม่ และลดขั้นตอน อีกทั้ง มอบหมายให้ มกอช. กรมวิชาการเกษตร และหน่วยเฉพาะกิจพญานาคราช บูรณาการทำงานร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรที่ถูกตีกลับ ให้เข้าไปตรวจสอบเพื่อหาสาเหตุ วางแผนร่วมกันสร้างความเชื่อมั่นในสินค้าเกษตร ให้มีคุณภาพมาตรฐาน และความปลอดภัย สร้างภาพลักษณ์ให้กับประเทศไทย และผลักดันให้เกิดการบังคับใช้มาตรฐานอย่างจริงจังเพื่อไม่ให้กระทบต่อการส่งออก ซึ่งหากตรวจสอบพบว่าเจตนาทุจริตให้ดำเนินการกับผู้กระทำผิดขั้นเด็ดขาด

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบต่อร่างประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ 1. ยกเลิกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดอัตราค่าบริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร สำหรับมาตรฐานทั่วไป (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2567 พ.ศ. …. เนื่องจาก กษ. มีการออกกฎกระทรวงกำหนดให้มาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง หลักปฏิบัติในการตรวจและรับผลทุเรียนสำหรับโรงรวบรวม และโรงคัดบรรจุเป็นมาตรฐานบังคับ ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา 2. กำหนดอัตรา ค่าบริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรสำหรับมาตรฐานทั่วไป (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งกำหนดอัตราค่าบริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐาน มกษ. 9055-2562 (GAP เกลือทะเล) 3. กำหนดอัตราค่าบริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรสำหรับมาตรฐานบังคับ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งกำหนดอัตราค่าบริการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานบังคับ มกษ. 6413-2564 (ปางช้าง) และ มกษ. 9070-2566 (ตรวจและรับผลทุเรียน)

นางนฤมล กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังได้พิจารณาเห็นชอบร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร 6 เรื่อง และประกาศเป็นมาตรฐานทั่วไปของประเทศ ได้แก่ 1. การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีปลอดการเผาสำหรับข้าวโพดเมล็ดแห้ง 2. การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงที่ดีสำหรับฟาร์มผำเพื่อเป็นอาหาร 3. การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงที่ดีสำหรับฟาร์มผำเพื่อเป็นอาหารสัตว์ 4. สารพิษตกค้าง : ปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด (ทบทวน) 5.สารพิษตกค้าง : ปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุดที่ปนเปื้อนจากสาเหตุที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ (ทบทวน) และ 6. การจัดหมวดหมู่สินค้าเกษตร เล่ม 1 : พืช (ทบทวน)

ด้านนายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการ มกอช. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับสาระสำคัญของร่างมาตรฐาน 6 เรื่อง คือ 1. การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีปลอดการเผาสำหรับข้าวโพดเมล็ดแห้ง ซึ่งครอบคลุมข้อกำหนดการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีปลอดการเผาสำหรับข้าวโพดเมล็ดแห้ง ตั้งแต่ก่อนการเพาะปลูกจนถึงหลังการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวของเกษตรกร เพื่อให้ได้ข้าวโพดเมล็ดแห้งที่มีคุณภาพปลอดภัยสำหรับใช้เป็นอาหารและอาหารสัตว์ โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนทั่วไป รวมถึงสุขภาพความปลอดภัยและสวัสดิภาพของผู้ปฏิบัติงาน รวมทั้งลดปัญหาฝุ่น PM2.5 สำหรับภาคเกษตรอย่างยั่งยืน  

2. การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงที่ดีสำหรับฟาร์มผำเพื่อเป็นอาหาร และ 3. การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงที่ดีสำหรับฟาร์มผำเพื่อเป็นอาหารสัตว์ โดยมาตรฐานสินค้าเกษตรทั้ง 2 ฉบับนี้ ครอบคลุมข้อกำหนดการปฏิบัติที่ดีสำหรับฟาร์มผำ ตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกสถานที่ตั้งฟาร์ม การเตรียมบ่อเพาะเลี้ยง น้ำที่ใช้ในฟาร์ม สุขลักษณะภายในฟาร์ม การจัดการการเพาะเลี้ยง ปุ๋ยและธาตุอาหารเสริม น้ำทิ้งและดินเลน การเก็บเกี่ยวและการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว การเก็บรักษาและการปฏิบัติก่อนการขนส่ง ผู้ปฏิบัติงาน และการบันทึกข้อมูลและเอกสารหลักฐานเพื่อการตามสอบ เพื่อให้ได้ผำที่มีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภค หรือนำไปผลิตเป็นอาหารสัตว์แล้วแต่กรณี 

4. สารพิษตกค้าง : ปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด (มกษ. 9002-2559) (ทบทวน) และ 5. สารพิษตกค้าง : ปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุดที่ปนเปื้อนจากสาเหตุที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ (มกษ. 9003-2547) (ทบทวน) เนื่องจากการใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตรอาจทำให้สินค้าเกษตรมีปัญหาสารพิษตกค้าง จึงจำเป็นต้องกำหนดค่าปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด (MRLs) เพื่อความปลอดภัยด้านอาหารสำหรับผู้บริโภคในประเทศ การนำเข้า รวมถึงการส่งออกสินค้าเกษตร ทั้งนี้ ผลิตผลอาจจะมีการปนเปื้อนของสารพิษตกค้างบางชนิดจากสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการปนเปื้อนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จึงจำเป็นต้องกำหนดปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุดจากวัตถุอันตรายทางการเกษตรที่ปนเปื้อนจากสาเหตุที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ (EMRL) ด้วย ดังนั้น เพื่อให้มาตรฐานดังกล่าวมีความสอดคล้องกับกฎระเบียบและข้อกำหนดระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งครอบคลุมรายการสินค้าเกษตรและอาหารเพิ่มมากขึ้น คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร จึงเห็นควรให้ทบทวนมาตรฐานสินค้าเกษตรดังกล่าว

และ 6. การจัดหมวดหมู่สินค้าเกษตร เล่ม 1 : พืช (ทบทวน) กระทรวงเกษตรฯ ได้ประกาศมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การจัดกลุ่มสินค้าเกษตร : พืช (มกษ. 9045-2559) และเนื่องจากมาตรฐานโคเด็กซ์ (Codex) ที่ใช้เป็นเอกสารอ้างอิง มีการปรับปรุงใหม่โดยเพิ่มกลุ่มสินค้าและรายการสินค้าในแต่ละกลุ่ม รวมทั้งจำเป็นต้องเพิ่มเติมสินค้าพืชของไทยในบางกลุ่มสินค้าให้ครอบคลุมมากขึ้น จึงเห็นสมควรทบทวนมาตรฐานดังกล่าว ซึ่งคณะกรรมการวิชาการเกษตร เห็นชอบให้จัดทำมาตรฐานการจัดหมวดหมู่สินค้าเกษตร ในรูปแบบชุดอนุกรมมาตรฐาน โดยเริ่มกำหนดที่เล่ม 1: พืช เป็นลำดับแรก ทั้งนี้ เพื่อนำไปใช้ร่วมกับ มกษ. 9002 และ มกษ. 9003

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ร่วมประชุม คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร ครั้งที่ 3/2567

https://www.naewna.com/local/849195

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'ร่วมประชุม คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร ครั้งที่ 3/2567

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ร่วมประชุม คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร ครั้งที่ 3/2567

วันจันทร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 14.45 น.

วันจันทร์ที่ 23 ธันวาคม 2567 เวลา 10.00 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ครั้งที่ 3/2567 โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานฯ พร้อมด้วย นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร เข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน ณ ห้องประชุม 123 ชั้น 2 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรุงเทพฯ ทั้งนี้ เพื่อพิจารณาร่างประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การยกร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร รวมถึงข้อเสนอการจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการวิชาการพิจารณามาตรฐานสินค้าเกษตรและการปรับปรุงคำสั่งอนุกรรมการฯ

– 006

‘สวนสวรรค์ฟาร์ม’มอบใบรับรองมาตรฐานพื้นที่เกษตรอินทรีย์ SCE PGS

https://www.naewna.com/local/849032

‘สวนสวรรค์ฟาร์ม’มอบใบรับรองมาตรฐานพื้นที่เกษตรอินทรีย์ SCE PGS

‘สวนสวรรค์ฟาร์ม’มอบใบรับรองมาตรฐานพื้นที่เกษตรอินทรีย์ SCE PGS

วันอาทิตย์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 22.15 น.

‘สวนสวรรค์ฟาร์ม’มอบใบรับรองมาตรฐานพื้นที่เกษตรอินทรีย์ SCE PGS ส่งเสริมการมีส่วนร่วมชุมชนเข้มแข็งอย่างพอเพียง

22 ธันวาคม 2567 ที่ศูนย์การเรียนรู้เกษตรอินทรีย์ สวนสวรรค์ฟาร์ม หมู่ 2 ต.อ่าวน้อย อ.เมือง จ.ประจวบฯ ของคุณแก้วตา จันทร์วีระชัย นักธุรกิจเจ้าของกิจการมีชื่อในจังหวัดประจวบฯ ผันตัวเองลงมาทำสวนเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่กว่า 80 ไร่ ใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีการจัดการอย่างเป็นระบบในการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนและชาวเกษตรกร หวังให้ชาวบ้านในพื้นที่บางราย ไร่ที่ทำกินทางการเกษตร ได้มีโอกาสเข้ามาเรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์แบบปลอดสารพิษ เพื่อนำกลับไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวอยู่อย่างพอเพียง โดยมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านเกษตรกรคอยแนะนำให้ความรู้ ในการทำเกษตรผสมในพื้นที่แปลงน้อยโดยไม่ใช้สารเคมี และได้มีโอกาสร่วมเป็นสมาชิก รับมอบใบรับรองแบบมีส่วนร่วม ความเป็นมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์จากการรับประทานผลิตผลที่ปลอดสารพิษ

ทางศูนย์การเรียนรู้ฯ สวนสวรรค์ฟาร์ม จะมีการจัดกิจกรรมและพิธีมอบหนังสือรับรองพื้นที่เกษตรอินทรีย์ แบบมีส่วนร่วมความเป็นมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ SCE PGS ให้กลุ่มสมาชิกในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประจำทุกปี โดยมีนายณรงค์พงษ์ โพธิสมบัตร ประธานบริษัทประชารัฐรักษ์สามัคคี นายณรงค์ คงมาก กรรมการบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคม นายนันทปรีชา คำทอง ประธานเครือข่ายสามอ่าวเกษตรอินทรีย์วิถีธรรมชาติ และนางสาว นิชาภา สุวรรณนาค  สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดประจวบฯ ร่วมกันเป็นประธานมอบหนังสือรับรองมาตรฐานพื้นที่เกษตรอินทรีย์ SCE PGS ให้กลุ่มสมาชิกที่ได้รับการรับรอง ที่ศูนย์การเรียนรู้เกษตรอินทรีย์ สวนสวรรค์ฟาร์ม  หมู่ 2  ต.อ่าวน้อย จ.ประจวบฯ ไปเมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 67 ที่ผ่านมา

แก้วตา จันทร์วีระชัย หรือเจ๊แก้วตา เจ้าของสวนสวรรค์ฟาร์มเล่าว่า  ตนเห็นว่าพื้นที่ในที่ดินกว่า 80 ไร่ เป็นที่ว่างเปล่าปล่อยรกร้างไว้ไม่เกิดประโยชน์อะไร หลังรัฐบาลปลดล็อคกัญชา คิดว่าจะใช้เป็นพื้นที่ปลูกกัญชา แต่ก็ยังติดปัญหาหลายอย่างในทางกฎหมาย หลังจากได้รู้จักกับอาจารย์ท่านหนึ่งทำเกี่ยวกับเรื่องเกษตรอินทรี จึงลองไปศึกษาหาความรู้ บางส่วนก็ศึกษาเรียนรู้จาก YouTube บ้าง นำไปลองปฏิบัติตามจนเกิดผลผลิต หวังแค่เพียงเพื่อไว้รับประทานกันเองในครอบครัว ทั้ง ๆ ที่ตนไม่เคยมีความรู้ทางการเกษตรแม้แต่นิดเดียว แต่เมื่อตนได้เห็นชาวบ้านในพื้นที่บางรายขาดโอกาสการทำอาชีพเกษตรกร เนื่องจากไม่มีที่ดิน จึงมีแนวคิดที่จะให้เขาได้ใช้พื้นที่เพาะปลูกและเรียนรู้การทำเกษตรแนวใหม่แบบผสมผสานปลอดสารพิษ และด้วยที่ตนเองเป็นคนรักสุขภาพอยู่แล้ว อยากเห็นทุกคนมีสุขภาพที่ดี ได้รับประทานอาหาร พืชผัก ผลไม่ ที่มีคุณภาพปลอดสารพิษ

แนวคิดนี้จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ตนเองเปลี่ยนที่ดินว่างเปล่าให้เป็นสวนเกษตร ได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐตั้งเป็น “ศูนย์การเรียนรู้เกษตรอินทรีย์ สวนสวรรค์ฟาร์ม ต่อมามีการรวมตัวก่อตั้งกลุ่มรักสุขภาพ โดยการรวบรวมชาวบ้านและกลุ่มคนที่สนใจเข้าร่วมได้มีโอกาสเข้ามาเรียนรู้ศึกษาวิธีการทำสวนเกษตรอินทรีย์แบบครบวงจร และนำกลับไปต่อยอด หรือเพราะปลูกไว้รับประทานเอง หรือจะนำกลับมาส่งขายที่ศูนย์การเรียนรู้ สวนสวรรค์ฟาร์มได้อีก เนื่องจากผลผลิตปลอดสารพิษเกษตรอินทรีย์มีความต้องการทางการตลาดเป็นอย่างมาก ซึ่งทางกลุ่มเรามีการจักการแบบครบวงจร โดยเอาผลิตผลที่ได้บางส่วนมาแปลรูป เป็นผลิตภัณฑ์ บรรจุหีบห่อเป็นสินค้าส่งออกไปจำหน่ายต่อ ตามศูนย์โอทอปพื้นที่ต่าง ๆ รวมทั้งตลาดรับซื่ออีกหลายแห่ง เนื่องจากผลผลิตมีคุณภาพได้รับการรับรองให้เป็นเกษตรอินทรีย์ปลอดสารพิษไม่ใช้สารเคมี โดยทางเรามีกระบวนการตรวจสอบผลิตผลที่กลุ่มสมาชิกนำมาส่งที่ศูนย์ มีคณะกรรมการ มีประทาน และมีการจัดการอย่างเป็นระบบ  ตามแนวทางหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 

‘อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน’เฝ้าฯรับเสด็จ’กรมสมเด็จพระเทพฯ’ ณ คุ้งบางกระเจ้า

https://www.naewna.com/local/848744

'อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน'เฝ้าฯรับเสด็จ'กรมสมเด็จพระเทพฯ' ณ คุ้งบางกระเจ้า

‘อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน’เฝ้าฯรับเสด็จ’กรมสมเด็จพระเทพฯ’ ณ คุ้งบางกระเจ้า

วันศุกร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 18.46 น.

“อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน”เฝ้าฯรับเสด็จ”สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ณ คุ้งบางกระเจ้า อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ

วันศุกร์ที่ 20 ธันวาคม 2567 เวลา 09.00 น. ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เข้าเฝ้าฯ รับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินไปทรงติดตามผลการดำเนินงานโครงการ OUR Khung BangKachao ปี 2561-2566 ณ คุ้งบางกระเจ้า อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งโครงการ OUR Khung BangKachao” ภายใต้การกำกับดูแลของมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่คุ้งบางกะเจ้าในรูปแบบสานพลังความร่วมมือ (Social Collaboration with collective impact) จากองค์กรชั้นนำทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ตั้งแต่ปี 2561 มีเป้าหมายร่วม (Shared Goal) ในการยกระดับและพัฒนาพื้นที่ “คุ้งบางกะเจ้า” ให้เติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืนในทุกมิติ มีพื้นที่สีเขียวอันอุดมสมบูรณ์ พร้อมสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจของคนในท้องถิ่นอย่างสมดุล โดยน้อมนำศาสตร์พระราชา “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแห่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) มาสืบสานขยายผลตามพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร (รัชกาลที่ 10) และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพฯ มาเป็นหลักในการดำเนินโครงการฯ ทำให้เกิดความร่วมมือ โดยมีคณะทำงานด้านต่างๆ 6 มิติ ได้แก่ การพัฒนาพื้นที่สีเขียว การจัดการน้ำ การจัดการขยะ การพัฒนาท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน การส่งเสริมอาชีพ และ การพัฒนาเยาวชนฯ ที่ต้องร่วมมือและเชื่อมโยงงานกัน และให้ชุมชนมีส่วนร่วมเพื่อดูแลพื้นที่ในระยะยาวต่อไป

– 006

รมช.อิทธิ ตรวจติดตามภารกิจสลายฝุ่น PM2.5 กำชับฝนหลวงฯ ลุยต่อเนื่องทุกวันให้อากาศดี เพื่อสุขภาพของพี่น้องประชาชน

https://www.naewna.com/local/848691

รมช.อิทธิ ตรวจติดตามภารกิจสลายฝุ่น PM2.5 กำชับฝนหลวงฯ ลุยต่อเนื่องทุกวันให้อากาศดี เพื่อสุขภาพของพี่น้องประชาชน

รมช.อิทธิ ตรวจติดตามภารกิจสลายฝุ่น PM2.5 กำชับฝนหลวงฯ ลุยต่อเนื่องทุกวันให้อากาศดี เพื่อสุขภาพของพี่น้องประชาชน

วันศุกร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 15.23 น.

รัฐบาลมอบนโยบายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เร่งแก้ไขและบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล และภาคเหนือ คืนอากาศดีให้พี่น้องประชาชน และเพื่อการท่องเที่ยวอย่างปลอดภัยและมีความสุข

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  พร้อมด้วยนายราเชน ศิลปะรายะ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าภารกิจการบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เพื่อป้องกันและลดผลกระทบต่อปัญหาสุขภาพของพี่น้องประชาชน ณ ศูนย์ฝนหลวงหัวหิน ภายในท่าอากาศยานหัวหิน อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมกล่าวว่า ทุกปีประเทศไทยมักประสบปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน รัฐบาลจึงให้ความสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 โดยมอบหมายให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร แก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กให้กับพื้นที่ต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบ ทั้งจากการเผาป่า การก่อสร้าง การคมนาคมและอุตสาหกรรม โดยภารกิจดังกล่าวได้น้อมนำศาสตร์ตำราฝนหลวงพระราชทาน ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาดัดแปรสภาพอากาศ ซึ่งขอให้มั่นใจได้ว่าผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 จะลดลง และประชาชนจะได้รับผลกระทบน้อยที่สุด และย้ำว่ารัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญต่อสุขภาพของพี่น้องประชาชน ในทุกพื้นที่ รวมถึงขอให้กำลังใจกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จลุล่วงและปลอดภัย

ด้าน นายราเชน ศิลปะรายะ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้จัดทำแผนการดัดแปรสภาพอากาศ ประจำปี 2568 เพื่อปฏิบัติการฝนหลวงและการดัดแปรสภาพอากาศบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) เกินเกณฑ์มาตรฐาน เริ่มปฏิบัติการเชิงรุกตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2567 เป็นต้นมา โดยมีหน่วยปฏิบัติการ 6 หน่วย ได้แก่ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดระยอง จังหวัดกาญจนบุรี  จังหวัดตาก จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดแพร่ เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละลองในอากาศในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล และพื้นที่ภาคเหนือ สำหรับการปฏิบัติการฝนหลวงและปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศ มีจำนวน 3 เทคนิค ได้แก่  

1. การปฏิบัติการฝนหลวงในขั้นตอนการก่อกวน โดยใช้สารฝนหลวงสูตร 1 (โซเดียมคลอไรด์) ปฏิบัติการบริเวณต้นลม และโดยรอบมวลของฝุ่นบริเวณพื้นที่เพื่อก่อเมฆและเพิ่มปริมาณเมฆในพื้นที่เป้าหมาย  

2. การปฏิบัติการฝนหลวงในขั้นตอนการเลี้ยงให้อ้วน โดยใช้สารฝนหลวงสูตร 8 แคลเซียมออกไซด์ หรือสูตร 6 แคลเซียมคลอไรด์ ปฏิบัติการบริเวณต้นลม และโดยรอบมวลของฝุ่นบริเวณพื้นที่ เพื่อเลี้ยงเมฆให้มีขนาดใหญ่ขึ้นและมีแรงดูดซับฝุ่นละออง  

3. การปฏิบัติการเทคนิคการลดอุณหภูมิชั้นบรรยากาศผกผัน โดยการโปรยน้ำแข็งแห้งหรือการสเปรย์น้ำเพื่อระบายฝุ่นละอองบริเวณระดับ inversion (ชั้นอุณหภูมิผกผัน) หรือสูงกว่าระดับ inversion (ชั้นอุณหภูมิผกผัน) เพื่อทำให้เกิดช่องระบายฝุ่นละอองขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศด้านบน

สำหรับการดำเนินงานที่ผ่านมาพบว่า การปฏิบัติการด้วยเทคนิคทั้งหมดดังกล่าวลดอุณหภูมิชั้นบรรยากาศผกผันโดยการโปรยน้ำแข็งแห้งหรือการสเปรย์น้ำเพื่อทำให้เกิดช่องระบายฝุ่นละอองขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศด้านบนในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล และพื้นทีทำให้ค่าดัชนีคุณภาพอากาศลดลงได้และส่งผลให้คุณภาพอากาศอยู่ในระดับปานกลาง และระดับดีตามลำดับ ทั้งนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตรพร้อมปฏิบัติภารกิจทุกวันอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยบรรเทาสถานการณ์ฝุ่นละอองตามนโยบายจากรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพของประชาชนและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑลและพื้นที่ภาคเหนือ เพื่อให้ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่จะถึงนี้ ประชาชนมีคุณภาพอากาศที่ดีท่องเที่ยวอย่างปลอดภัยและมีความสุข 

-(016)

กรมการข้าวจัดสัมมนาพัฒนาเชื่อมโยงภาคีด้านการตลาดสินค้าข้าว เน้นทำงานบูรณาการครอบคลุมทุกภาคส่วน

https://www.naewna.com/local/848543

กรมการข้าวจัดสัมมนาพัฒนาเชื่อมโยงภาคีด้านการตลาดสินค้าข้าว เน้นทำงานบูรณาการครอบคลุมทุกภาคส่วน

กรมการข้าวจัดสัมมนาพัฒนาเชื่อมโยงภาคีด้านการตลาดสินค้าข้าว เน้นทำงานบูรณาการครอบคลุมทุกภาคส่วน

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 16.33 น.

กรมการข้าวจัดสัมมนาพัฒนาเชื่อมโยงภาคีด้านการตลาดสินค้าข้าว เน้นทำงานบูรณาการครอบคลุมทุกภาคส่วน 

วันที่ 19 ธันวาคม 2567 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานเปิดการสัมมนาพัฒนาเชื่อมโยงภาคีด้านการตลาดสินค้าข้าว โดยมีนายโอวาท ยิ่งลาภ ผู้อำนวยการกองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์การจัดงานในครั้งนี้ ณ โรงแรมเบส์ เวสเทิร์น นาดาดอนเมือง แอร์พอร์ต

นายณัฏฐกิตติ์ เปิดเผยว่า กองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าวเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทในการดูแลภารกิจด้านการตลาดสินค้าข้าวของกรมการข้าว และเชื่อมโยงตลาดสินค้าข้าวระหว่างพี่น้องเกษตร ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การจัดสัมมนาครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ มุมมอง และประสบการณ์ในเรื่องแนวโน้มตลาดข้าวทั้งภายในและต่างประเทศ เพื่อสร้างและพัฒนาภาคีเครือข่ายด้านการตลาดสินค้าข้าว ตลอดจนการเสวนาเรื่องสินค้าข้าวไทยที่เป็นที่ต้องการของตลาด ทำให้ทราบถึงแนวทางความต้องการของผู้ประกอบการ และนำไปสู่การพัฒนาสินค้าข้าวไทยได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับการสัมมนาในครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 20 ธันวาคม 2567 มีผู้เข้าร่วมสัมมนาจำนวน 104 ราย ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ของกรมการข้าว ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ผู้แทนกลุ่มเกษตรกร ผู้แทนผู้ประกอบการค้าข้าวภายในประเทศ ผู้แทนผู้ประกอบการส่งออกข้าว และผู้แทนจากสมาคมที่เกี่ยวข้อง

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ร่วมสัมมนาภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2567 และแนวโน้มปี 2568

https://www.naewna.com/local/848526

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ร่วมสัมมนาภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2567 และแนวโน้มปี 2568

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ร่วมสัมมนาภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2567 และแนวโน้มปี 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 15.46 น.

กรมปศุสัตว์ ร่วมสัมมนาภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2567 และแนวโน้มปี 2568 “UNBOX & UNLOCK THAI AGRICULTURE : ปลดล็อกเกษตรไทย ทุกปัจจัยคือโอกาส”

19 ธันวาคม 2567 เวลา 09.00 น. นายสัตวแพทย์สมชวน  รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ร่วมสัมมนาภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2567 และแนวโน้มปี 2568  “UNBOX & UNLOCK THAI AGRICULTURE : ปลดล็อกเกษตรไทย ทุกปัจจัยคือโอกาส” จัดขึ้นเพื่อรายงานภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2567 และแนวโน้มที 2568 สถานการณ์สินค้าเกษตรที่สำคัญ รวมทั้งแลกเปลี่ยนมุมมองและความคิดเห็นในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคการเกษตร เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาการเกษตรของไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานเปิดสัมมนาฯ พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานในสังกัด เข้าร่วมงานฯ  ณ สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดี  กรุงเทพมหานคร