ศูนย์บริการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง สนับสนุน ส่งเสริม จัดทำแปลงเรียนรู้ ขยายผลสู่เกษตรกร

https://www.naewna.com/local/836074

ศูนย์บริการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง สนับสนุน ส่งเสริม จัดทำแปลงเรียนรู้ ขยายผลสู่เกษตรกร

ศูนย์บริการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง สนับสนุน ส่งเสริม จัดทำแปลงเรียนรู้ ขยายผลสู่เกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 12.33 น.

ศูนย์บริการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง สนับสนุน ส่งเสริม จัดทำแปลงเรียนรู้ ขยายผลสู่เกษตรกร

การสนับสนุนและส่งเสริมการจัดทำแปลงเรียนรู้ในพื้นที่ขยายผล ตำบลหนองตะพาน อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง มีการส่งเสริมและสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าว กข43 ที่เป็นผลผลิตจากแปลงเรียนรู้ภายในงานด้านข้าว ศูนย์บริการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง โดยให้เกษตรกรยืมเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อให้เกษตรกรนำไปปลูกและเพิ่มปริมาณผลผลิตเพื่อจำหน่ายเป็นเมล็ดพันธุ์ให้กับเกษตรกรรายอื่น ซึ่งคิดอัตราการคืน 1:1.25 กิโลกรัม ในปี 2567 มีเกษตรกรยืมเมล็ดพันธุ์ข้าวไปทั้งสิ้น 400 กิโลกรัม

‘อภัย’หารือส่งเสริมการผลิต ปาล์มน้ำมันมาตรฐานRSPO

https://www.naewna.com/local/836130

‘อภัย’หารือส่งเสริมการผลิต  ปาล์มน้ำมันมาตรฐานRSPO

‘อภัย’หารือส่งเสริมการผลิต ปาล์มน้ำมันมาตรฐานRSPO

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับรองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์เกษตร และสหกรณ์จังหวัดนราธิวาส สหกรณ์จังหวัดนราธิวาส บริษัท ไวค์เอเชีย จำกัด ผู้จัดการสหกรณ์นิคมบาเจาะ และสหกรณ์นิคมปิเหล็ง ประธานแปลงใหญ่ปาล์มน้ำมัน ต.โคกเคียน และเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันประชุมหารือการส่งเสริมการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนตามมาตรฐาน RSPO และพื้นที่สำหรับปลูกพืชอาหารสัตว์ภายใต้โครงการโคบาลชายแดนใต้ ที่โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มสหกรณ์นิคมบาเจาะ จำกัด หมู่ที่ 7 ต.โคกเคียน อ.เมือง จ.นราธิวาส

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีประเด็นสำคัญ 2 เรื่อง ได้แก่ 1.การส่งเสริมการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนตามมาตรฐาน RSPO และ 2.พื้นที่สำหรับปลูกพืชอาหารสัตว์ภายใต้โครงการโคบาลชายแดนใต้ โดยที่ประชุมจะดำเนินการประชุมการส่งเสริมการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนตามมาตรฐาน RSPO ที่สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนราธิวาส เพื่อหาแนวทางการส่งเสริมต่อไป

รองปลัดฯถกอนุฯ พิจารณาแผนงาน โครงการที่ใช้เงิน กองทุนจัดรูปที่ดิน

https://www.naewna.com/local/836129

รองปลัดฯถกอนุฯ  พิจารณาแผนงาน  โครงการที่ใช้เงิน  กองทุนจัดรูปที่ดิน

รองปลัดฯถกอนุฯ พิจารณาแผนงาน โครงการที่ใช้เงิน กองทุนจัดรูปที่ดิน

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาแผนงานหรือโครงการที่ใช้เงินกองทุนจัดรูปที่ดินครั้งที่ 5/2567 โดยมีอนุกรรมการ นายสุรพงศ์ เจริญการยนต์ ผอ.สำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง นายกิตติพร ฉวีสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชลประทาน (ด้านการจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม) และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม สรุปผลการประชุมได้ดังนี้ 1.ที่ประชุมรับทราบ รายงานผลการตรวจสอบภายใน ประจำปี 2567 ซึ่งกลุ่มตรวจสอบภายใน กรมชลประทาน ได้เข้าตรวจสอบ และได้มีข้อเสนอแนะให้ปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ หลักเกณฑ์ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้อง ทั้งนี้ สำนักงานจัดรูปที่ดินได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามข้อเสนอแนะแล้ว

2.ที่ประชุมพิจารณาและให้ความเห็นชอบ การดำเนินงานตามเกณฑ์ประเมินผลการดำเนินงานกองทุนจัดรูปที่ดิน ประจำปีบัญชี 2567 ได้แก่ การทบทวนแผนปฏิบัติการระยะยาว (ปี 2568-2570) และแผนปฏิบัติการ ประจำปีบัญชี 2568 การทบทวนแผนปฏิบัติการดิจิทัลระยะยาว (ปี 2568-2570) และแผนปฏิบัติการดิจิทัล ประจำปีบัญชี 2568 การทบทวนแผนการบริหารทรัพยากรบุคคลระยะยาว (ปี 2568-2570) และแผนปฏิบัติการด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล ประจำปีบัญชี 2568 ซึ่งเป็นไปตามที่กระทรวงการคลังและกองทุนจัดรูปที่ดิน ได้จัดทำบันทึกข้อตกลงการประเมินผลการดำเนินงานกองทุนจัดรูปที่ดิน ประจำปีบัญชี 2567

พด.ช่วยเหลือเกษตรกร เร่งรัดฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัย

https://www.naewna.com/local/836133

พด.ช่วยเหลือเกษตรกร  เร่งรัดฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัย

พด.ช่วยเหลือเกษตรกร เร่งรัดฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัย

วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน (พด.) กล่าวว่า ได้กำหนดแนวทางการแก้ปัญหาในพื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย เพื่อฟื้นฟูดินและช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับความผลกระทบ ดังนี้ ให้สำนักงานพัฒนาที่ดินเขตและสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดประเมินสถานการณ์ จัดชุดเฉพาะกิจลงพื้นที่ประสบอุทกภัยให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลจัดการดิน พืชและน้ำ ภายหลังน้ำลดให้เหมาะสมตามสภาพพื้นที่และชนิดพืช รวมทั้งการใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพ สารเร่งซุปเปอร์ พด. ต่างๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับหมอดินอาสา เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย สำหรับพื้นที่ลุ่มที่เป็นนาข้าว เกษตรกรควรรีบทำการระบายน้ำออกโดยเร็วที่สุด ปล่อยให้ดินแห้งเพื่อไม่ให้ต้นข้าวเน่าตาย ให้ใช้น้ำหมักชีวภาพ จากสารเร่งซุปเปอร์ พด. 2 อัตรา 5 ลิตร/ไร่ ใส่ในนาข้าวเพื่อช่วยเร่งการเจริญเติบโต

ในกรณีพื้นที่น้ำท่วมขังแปลงนาจนต้นข้าวเน่าตาย หรือบ้านเรือนชุมชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่เขตเมืองมีน้ำนิ่งท่วมขัง อาจทำให้น้ำเน่าเสีย เกิดลูกน้ำและยุงรำคาญ ส่งผลเสียต่อสุขภาพอนามัยประชาชน แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพ สารบำบัดน้ำเสีย สารเร่งซุปเปอร์ พด.6 ซึ่งมีประสิทธิภาพในการย่อยสลายขยะสด ช่วยบำบัดน้ำเน่าเสียและขจัดกลิ่นเหม็นจากเศษอาหารเหลือทิ้งในครัวเรือนสำหรับสวนไม้ผล ให้ทำทางระบายน้ำให้น้ำไหลออกห้ามนำเครื่องจักรหนักเข้าไปเหยียบย่ำในพื้นที่ และห้ามเข้าเหยียบย่ำโคนต้นไม้ เพราะดินที่ถูกน้ำท่วมจะมีโครงสร้างที่ง่ายต่อการถูกทำลายและเกิดการอัดแน่นได้ง่ายทำให้ดินขาดอากาศต้นไม้เกิดการทรุดโทรม ถ้าต้นไม้จะล้มให้ทำไม้ค้ำยัน เมื่อดินแห้งแล้วให้พรวนดินเพื่อให้ดินแห้งเร็วขึ้น หากพบปัญหาโรครากเน่าโคนเน่าที่เกิดจากเชื้อราแนะให้ใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด. 3 ที่มีคุณสมบัติในการช่วยป้องกันโรครากเน่าโคนเน่าในต้นพืชได้อย่างดี และให้พักดินพื้นที่ถูกน้ำท่วมสักระยะหนึ่ง เพื่อเป็นการปรับปรุงบำรุงดิน โดยอาจปลูกพืชตระกูลถั่วคลุมดินไว้ เช่น ปอเทือง ถั่วพุ่ม ถั่วพร้า เป็นต้น

ทั้งนี้ สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัด ได้เร่งสำรวจพื้นที่ของเกษตรกร/หมอดินอาสาที่ได้รับความเสียหาย เพื่อปรับพื้นที่ให้สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินโดยเร็วที่สุด กำหนดแนวทางให้ความรู้ทางวิชาการการฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำลด ให้คำแนะนำการใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด. ต่างๆ เมล็ดปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยหมักและปุ๋ยชีวภาพ ในการช่วยบำรุงฟื้นฟูสภาพดินหลังน้ำลดลง รวมทั้งแก้ปัญหาและฟื้นฟูพื้นที่การเกษตรตามชนิดพืชที่ปลูก โดยกรณีที่นาข้าวได้รับความเสียหายทั้งแปลง ให้ใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.2 ราดเพื่อให้ตอซังย่อยสลายได้เร็วขึ้น ช่วยให้เกษตรกรสามารถเตรียมพื้นที่ในการทำนาในฤดูกาลต่อไปและส่งเสริมการปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อปรับปรุงดินและเพิ่มธาตุอาหารในดิน หรือผลิตเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองหรือจำหน่ายเป็นรายได้เสริมสำหรับในพื้นที่ไม้ผล แนะนำให้ใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.3 ลดปัญหารากเน่าโคนเน่า ส่วนพื้นที่พืชไร่ที่ได้รับความเสียหายให้ปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ ทั้งนี้เมื่อน้ำลดลงไม่ว่าจะเป็นพื้นที่นาข้าว พืชไร่ ไม้ผลมีความจำเป็นต้องทำการปรับสภาพพื้นที่ และเร่งปรับปรุงฟื้นฟูดินให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์โดยเร็ว

กรมชลฯเฝ้าระวังสภาพอากาศแปรปรวน สแตนด์บายเครื่องจักร-เครื่องมือพื้นที่เสี่ยงฝนตกหนัก

https://www.naewna.com/local/836069

กรมชลฯเฝ้าระวังสภาพอากาศแปรปรวน สแตนด์บายเครื่องจักร-เครื่องมือพื้นที่เสี่ยงฝนตกหนัก

กรมชลฯเฝ้าระวังสภาพอากาศแปรปรวน สแตนด์บายเครื่องจักร-เครื่องมือพื้นที่เสี่ยงฝนตกหนัก

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 20.30 น.

ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากการคาดการณ์สภาพอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศแจ้งเตือนอากาศแปรปรวนบริเวณประเทศไทยตอนบน มีฝนฟ้าคะนองเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ส่วนภาคใต้ยังคงมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันออกจะมีฝนตกหนักมากบางพื้นที่ อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากได้ โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ในช่วงวันที่ 19 – 21 ตุลาคม 2567 นี้

กรมชลประทาน ได้เน้นย้ำให้โครงการชลประทานในพื้นที่เตรียมพร้อมเจ้าหน้าที่ เครื่องจักร เครื่องมือประจำจุดเสี่ยง หมั่นตรวจสอบอาคารชลประทานให้มีสภาพพร้อมใช้งาน บริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อรับมือสถานการณ์น้ำได้อย่างเต็มศักยภาพ ควบคู่กับการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนถึงสถานการณ์น้ำให้ประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นให้มากที่สุด ตามนโนบายของรัฐบาล

– 006

ศูนย์บริการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง ส่งเสริมการใช้วิธีทางนิเวศวิศวกรรม

https://www.naewna.com/local/835984

ศูนย์บริการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง ส่งเสริมการใช้วิธีทางนิเวศวิศวกรรม

ศูนย์บริการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง ส่งเสริมการใช้วิธีทางนิเวศวิศวกรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 18.48 น.

ศูนย์บริการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง ส่งเสริมการใช้วิธีทางนิเวศวิศวกรรม

การใช้วิธีทางนิเวศวิศวกรรม (ecological engineering) ในการบริหารจัดการแมลงศัตรูข้าว เป็นการจัดการระบบนิเวศให้เป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของศัตรูธรรมชาติ ที่ช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพในการควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธี และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งช่วยลดการใช้สารเคมีป้องกันกําจัดแมลง เป็นการฟื้นฟูและอนุรักษ์ระบบนิเวศนาข้าว โดยการปลูกพืชร่วมระบบรอบแปลงนาร่วมกับการปลูกข้าว โดยเฉพาะพืชมีดอกที่ให้น้ำหวาน เพื่อเป็นแหล่งอาหาร แหล่งอาศัยของแมลงที่มีประโยชน์ในนาข้าว และช่วยเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิตที่เป็นประโยชน์ในนาข้าว

แปลงเรียนรู้การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ภายในงานด้านข้าว ศูนย์บริการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง ดำเนินการปลูกดอกไม้สีเหลือง ได้แก่ ดอกดาวเรือง ถั่วบราซิล บริเวณริมคันนา และปลูกพืชผักสวนครัวที่มีดอกสีเหลือง ได้แก่ บวบ เป็นต้น

‘กรมการข้าว’จัดสัมมนาใหญ่ การมอบนโยบายวิจัยนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มศักยภาพนาแปลงใหญ่และศูนย์ข้าวชุมชน

https://www.naewna.com/local/835982

'กรมการข้าว'จัดสัมมนาใหญ่ การมอบนโยบายวิจัยนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มศักยภาพนาแปลงใหญ่และศูนย์ข้าวชุมชน

‘กรมการข้าว’จัดสัมมนาใหญ่ การมอบนโยบายวิจัยนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มศักยภาพนาแปลงใหญ่และศูนย์ข้าวชุมชน

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 18.46 น.

กรมการข้าวจัดสัมมนาใหญ่ การมอบนโยบายวิจัยนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มศักยภาพนาแปลงใหญ่และศูนย์ข้าวชุมชน เชื่อมโยงการยกระดับการผลิตข้าวไทยให้ปลอดภัยสู่ครัวโลก

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2567 นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนา เรื่อง “การมอบนโยบายวิจัยนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มศักยภาพนาแปลงใหญ่และศูนย์ข้าวชุมชน เชื่อมโยงการยกระดับการผลิตข้าวไทยให้ปลอดภัยสู่ครัวโลก” โดยมีนายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย ดร.ชิษณุชา บุดดาบุญ รองอธิบดีกรมการข้าว นายอานนท์ นนทรีย์ รองอธิบดีกรมการข้าว และข้าราชการ บุคลากร/เจ้าหน้าที่กรมการข้าว ร่วมให้การต้อนรับ ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร

นายประยูร อินสกุล เปิดเผยว่า ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญมาก ในปี 2566 สามารถส่งออกได้ถึง 8.77 ล้านตัน เกินกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ 8 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าการส่งออกถึง 178.235 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากผู้นำเข้าข้าวมีความต้องการนำเข้าข้าวเพื่อใช้บริโภคและเก็บเป็นสต็อกเพื่อความมั่นคงทางอาหาร แต่ถึงแม้ว่าข้าวจะสามารถสร้างมูลค่าการส่งออกให้แก่ประเทศได้มหาศาล แต่คุณภาพชีวิตของชาวนาไทยยังคงไม่สามารถหลุดพ้นจากหนี้สิน ที่กำลังแรงงานของประเทศส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตร ทำงานหนักเพื่อเลี้ยงชีพ และครอบครัว โดยทำการเกษตรแบบดั้งเดิม พึ่งพาวัฏจักรธรรมชาติ ต้นทุนสูง ผลผลิตต่ำ นั้นจึงเป็นโจทย์สำคัญให้ทุกรัฐบาลจะต้องแก้ไขปัญหาภาคเกษตร ดังนั้น การจะขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลสำเร็จได้เป็นรูปธรรม สามารถแก้ไขปัญหาภาคเกษตร และช่วยชาวนาให้มีรายได้เพิ่มขึ้น บุคลากรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะต้องให้ความสำคัญในเรื่องของการสร้างวิธีการทำงานสู่การปฏิบัติ ปรับรูปแบบการทำงาน แบบบูรณาการ เน้นการทำงานของทุกคนทุกหน่วยงาน ต้องทำงาน เป็น Team Work มุ่งมั่น ร่วมแรงร่วมใจ มีเป้าหมายร่วมกัน และช่วยกันปฏิบัติงานให้สำเร็จ

“รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เน้นย้ำในเรื่องการผลิตให้ได้คุณภาพและความปลอดภัย จึงมอบหมายให้กรมการข้าวให้คำแนะนำแก่เกษตรกรในการใช้พื้นที่ที่เหมาะสมในการเพาะปลูก นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญในเรื่องของเมล็ดพันธุ์ จึงส่งเสริมการทำเกษตรแบบแปลงใหญ่หรือศูนย์ข้าวชุมชน และส่งเสริมให้ใช้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อทดแทนการใช้แรงงานในอนาคต เพื่อให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรดีขึ้นต่อไป” นายประยูร กล่าว

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่ากรมการข้าวในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่นำนโยบายรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สู่การปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม และเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบดูแลการผลิตข้าว และชาวนาไทยทั้งประเทศ จึงได้มีการจัดสัมมนา เรื่อง “การมอบนโยบายวิจัยนำ นวัตกรรมเสริมเพิ่มศักยภาพนาแปลงใหญ่และศูนย์ข้าวชุมชนเชื่อมโยงการยกระดับการผลิตข้าวไทยให้ปลอดภัยสู่ครัวโลก” โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจนโยบายของรัฐบาล นโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนโยบายของกรมการข้าวให้แก่ผู้บริหารและบุคลากรของกรมการข้าวนำไปขับเคลื่อนแผนงานโครงการให้บรรลุเป้าหมาย และเพื่อให้ผู้รับผิดชอบโครงการสำคัญของกรมการข้าวรับทราบแนวทางการขับเคลื่อนโครงการและการบริหารแผนงานโครงการ และงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 เพื่อนำไปปรับใช้ในแนวทางการปฏิบัติงานของตนเอง เพื่อช่วยเหลือ ช่วยแก้ปัญหาให้กับ ชาวนาไทย ในการวางแผนรับมือรองรับและปรับรูปแบบการผลิตข้าวให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัย และความหลากหลายของสายพันธุ์ข้าวที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ทุกความต้องการ และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ตลอดจนสามารถนำไปแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าข้าว และสิ่งสำคัญที่จะทำให้ข้าวไทยเป็นที่รู้จักของนานาประเทศ ซึ่งทุกนโยบายจะเกิดผลเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของทุกคน ตลอดจนการทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการเป็น Team Work เป็นครอบครัวเกษตร ร่วมมือกัน ขับเคลื่อนงานไปสู่เป้าหมายต่อไป

โดยการสัมมนาในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมสัมมนา จำนวนทั้งสิ้น 350 คน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการกอง ผู้เชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธ์ข้าว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าว และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 – 17 ตุลาคม 2567 ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร

ศูนย์บริการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง จัดทำแปลงเรียนรู้การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี

https://www.naewna.com/local/835979

ศูนย์บริการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง จัดทำแปลงเรียนรู้การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี

ศูนย์บริการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง จัดทำแปลงเรียนรู้การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 18.39 น.

ศูนย์บริการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง จัดทำแปลงเรียนรู้การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี

การจัดทำแปลงเรียนรู้การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ภายในงานด้านข้าว ศูนย์บริการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง ดำเนินการปลูกข้าวพันธุ์ กข43 ด้วยวิธีการปักดำ ซึ่งข้าวพันธุ์ กข43 เป็นข้าวข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง เมื่อหุงสุกมีความนุ่มเหนียวและมีกลิ่นหอม จุดเด่นของข้าวพันธุ์นี้ คือ มีค่าดัชนีน้ำตาลปานกลาง เหมาะสำหรับผู้บริโภคที่เป็นโรคเบาหวาน โดยวิธีการปักดำนั้น ต้องเตรียมดินโดยการไถดะ ไถแปร และคราดหรือใช้ลูกทุบ เพื่อให้ดินแตกตัวและเป็นเทือกพร้อมที่จะปักดำได้ หลังจากนั้นทำการตกกล้า โดยนำเมล็ดข้าวไปเพาะในแปลงกล้าให้งอกเป็นต้นกล้า แล้วถอนต้นกล้าไปปักดำในกระทงนาที่เตรียมไว้ การปักดำควรทำเป็นแถวเป็นแนว ซึ่งจะทำให้ง่ายต่อการกำจัดวัชพืช การใส่ปุ๋ย การพ่นสารกำจัดโรคและแมลงศัตรูข้าว และยังทำให้ข้าวแต่ละกอมีโอกาสได้รับสารอาหารและแสงแดดอย่างสม่ำเสมอกัน

นอกจากนี้ การดำนาสามารถใช้น้ำในการควบคุมวัชพืช และข้าววัชพืชหรือข้าวดีดข้าวเด้งได้มากกว่าวิธีอื่น เพราะการดำนาสามารถขังน้ำได้ตั้งแต่ตอนปักดำ ทำให้ลดการใช้สารกำจัดวัชพืช และลดต้นทุนการเพาะปลูกได้ ซึ่งการดำนาอย่างเป็นระเบียบ มีการเว้นระยะห่างที่เหมาะสม จะทำให้ภายในแปลงมีการระบายถ่ายเทอากาศได้ดี สามารถช่วยลดการเกิดโรคข้าวที่สำคัญ เช่น โรคไหม้ โรคใบจุดสีน้ำตาล และโรคเมล็ดด่าง เป็นต้น รวมถึงลดการระบาดของแมลงศัตรูข้าวที่สำคัญ เช่น เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ได้อีกด้วย

‘นฤมล’เผย’ผอ.ใหญ่FAO’พร้อมหนุนไทยเต็มที่ ขอบคุณรับเป็นเจ้าภาพจัดประชุมฯการจัดการทรัพยากรดินและน้ำ

https://www.naewna.com/local/835908

'นฤมล'เผย'ผอ.ใหญ่FAO'พร้อมหนุนไทยเต็มที่ ขอบคุณรับเป็นเจ้าภาพจัดประชุมฯการจัดการทรัพยากรดินและน้ำ

‘นฤมล’เผย’ผอ.ใหญ่FAO’พร้อมหนุนไทยเต็มที่ ขอบคุณรับเป็นเจ้าภาพจัดประชุมฯการจัดการทรัพยากรดินและน้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 15.34 น.

‘นฤมล’เผย’ผอ.ใหญ่ FAO’พร้อมให้การสนับสนุนไทยเต็มที่ ขอบคุณที่รับเป็นเจ้าภาพจัดประชุมนานาชาติว่าด้วยการจัดการทรัพยากรดิน และน้ำ เพื่อความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน 

เมื่อวันที่ 17 ต.ค.2567 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ได้เข้าเยี่ยมคารวะ นายฉู ตงหยู ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอาหาร และเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ณ สำนักงานใหญ่ FAO กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี โดยนายฉู ตงหยู ได้แสดงความยินดีในโอกาสที่ นางนฤมล เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหหกรณ์ ซึ่งประเทศไทยและ FAO มีความสัมพันธ์อย่างยาวนาน โดยประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกขององค์การฯ เมื่อวันที่ 27 ส.ค.2490  อีกทั้งได้รับเลือกเป็นสถานที่ตั้งสำนักงานประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิค (Regional Office for Asia and the Pacific หรือ FAO RAP) อย่างถาวร เมื่อปี 2495 ณ วังมะลิวัลย์ ถนนพระอาทิตย์ กรุงเทพมหานครฯ

นางนฤมล ได้แจ้งว่าไทยได้ลงนามความตกลงประเทศเจ้าบ้านเพื่อจัดตั้งสำนักงานกองทุนระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม IFAD ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกในประเทศไทย เมื่อวันที่ 15 ต.ค.2567 ที่ผ่านมา ณ สำนักงานใหญ่ IFAD ซึ่งจะทำให้ กรุงเทพมหานครฯ ประเทศไทยเป็นสถานที่ตั้งหน่วยงานขององค์การสหประชาชาติด้านอาหารและการเกษตรครบทั้ง 3 หน่วยงาน ประกอบด้วย FAO IFAD และ WFP (องค์การอาหารโลก) เช่นเดียวกับโรม 

ทั้งนี้ นางนฤมล ได้ขอให้ FAO เชิญผู้แทนประเทศสมาชิกระดับรัฐมนตรี เข้าร่วมการประชุมนานาชาติว่าด้วยการจัดการทรัพยากรดิน และน้ำ เพื่อความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน (The International Soil and Water Forum 2024) ที่ไทยเป็นเจ้าภาพร่วมกับ FAO ซึ่งมีกำหนดจัดระหว่างวันที่ 9-11 ธ.ค.2567 ทั้งนี้ นายฉู ตงหยู ยินดีให้การสนับสนุนไทยเต็มที่ และขอขอบคุณที่ไทยรับเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุมดังกล่าว พร้อมอวยพรให้การจัดงานประสบความสำเร็จไปด้วยดี ซึ่งตนจะไปร่วมกล่าวถ้อยแถลงในพิธีเปิดอย่างแน่นอน 

‘อัครา’หนุนลำไยคุณภาพ ตั้งเป้าผลิต 8 จังหวัดภาคเหนือ

https://www.naewna.com/local/835688

‘อัครา’หนุนลำไยคุณภาพ  ตั้งเป้าผลิต 8 จังหวัดภาคเหนือ

‘อัครา’หนุนลำไยคุณภาพ ตั้งเป้าผลิต 8 จังหวัดภาคเหนือ

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ครั้งที่ 4/2567 โดยมี น.ส.ภัทราภรณ์ โสเจยยะ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบโครงการนำร่องส่งเสริมการผลิตลำไยคุณภาพเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เป้าหมายเกษตรกร 10,000 ราย ใน 8 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ จ.เชียงใหม่ จ.ลำพูน จ.เชียงราย จ.พะเยา จ.น่าน จ.ลำปาง จ.ตาก และ จ.แพร่ ระยะเวลาดำเนินการระหว่างเดือนพฤษภาคม-กันยายน 2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้เกษตรกรและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตลำไยสดช่อคุณภาพเกรด AA ตลอดห่วงโซ่การผลิต และต่อยอดสู่การสร้างรายได้เพิ่มของเกษตรกรตามนโยบายภาคเกษตร “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริมเพิ่มรายได้” ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ดำเนินการสำรวจข้อมูลเกษตรกรผู้ปลูกลำไยอายุต้นตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป ในพื้นที่เป้าหมายที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ อีกทั้งเตรียมสนับสนุนปัจจัยและเทคโนโลยีการผลิตในการเพิ่มสัดส่วนการผลิตลำไย ได้แก่ ระบบน้ำ ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยเคมี การตัดแต่งกิ่งและอื่นๆ ให้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการต่อไป

สถานการณ์การผลิตและตลาดผลไม้ภาพรวม ปี 2567 สามารถสรุปได้ ดังนี้ 1.ทุเรียน มีปริมาณรวมทั้งประเทศ 1,093,879 ตัน แบ่งเป็น ทุเรียนภาคตะวันออก 666,327 ตัน ราคาเฉลี่ยตลอดฤดูกาล 201.11 บาท/กิโลกรัม และทุเรียนภาคใต้ 427,552 ตัน ราคาเฉลี่ยตลอดฤดูกาล 135.29 บาท/กิโลกรัม 2.มังคุด มีปริมาณรวมทั้งประเทศ 267,782 ตัน แบ่งเป็น มังคุดภาคตะวันออก 161,022 ตัน ราคาเฉลี่ยตลอดฤดูกาล 73.70 บาท/กิโลกรัม และมังคุดภาคใต้ 103,760 ตันราคาเฉลี่ยตลอดฤดูกาล 52 บาท/กิโลกรัม

3.เงาะ มีปริมาณรวมทั้งประเทศ 176,148 ตัน แบ่งเป็น เงาะภาคตะวันออก 137,322 ตัน ราคาเฉลี่ยตลอดฤดูกาล 42.12 บาท/กิโลกรัม และเงาะภาคใต้ 38,826 ตัน ราคาเฉลี่ยตลอดฤดูกาล 42.02 บาท/กิโลกรัม 4.ลองกองมีปริมาณรวมทั้งประเทศ 26,528 ตัน แบ่งเป็น ลองกองภาคตะวันออก 4,029 ตัน ราคาเฉลี่ยตลอดฤดูกาล 72.10 บาท/กิโลกรัม และลองกองภาคใต้ 22,499 ตัน ราคาเฉลี่ยตลอดฤดูกาล 44.12 บาท/กิโลกรัม 5. ลำไยภาคเหนือมีปริมาณผลผลิตทั้งหมด 594,324.59 ตัน แบ่งเป็น ลำไย(สดช่อ) 164,710.80 ตัน ราคาเฉลี่ยตลอดฤดูกาล 32.89 บาท/กิโลกรัม และลำไย(รูดร่วง) 429,613.79 ตัน และ 6.ลิ้นจี่ภาคเหนือ มีปริมาณผลผลิตทั้งหมด 13,953.36 ตัน ราคาเฉลี่ยตลอดฤดูกาล 97.67 บาท/กิโลกรัม

ในโอกาสนี้ รมช.เกษตรฯ ได้กำชับทุกหน่วยงานในสังกัดร่วมบูรณาการตรวจสอบ และควบคุมคุณภาพสินค้าเกษตรก่อนออกสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างเคร่งครัดเพื่อรักษามาตรฐานสินค้าเกษตรไทยและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประเทศคู่ค้า