ชลประทานตามติด สถานการณ์น้ำทั่วประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712228

วันจันทร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกัน 56,628 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 74 ของความจุอ่างฯ เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 17,778 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 71 ของความจุอ่างฯ ภาพรวมปริมาณน้ำต้นทุนอยู่ในเกณฑ์ดี จนถึงขณะนี้มีการจัดสรรน้ำในฤดูแล้งปี 65/66 ทั้งประเทศไปแล้ว 12,730 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็นร้อยละ 46 ของแผนฯ (แผนจัดสรรน้ำทั้งประเทศ 27,685 ล้าน ลบ.ม.) เฉพาะลุ่มเจ้าพระยามีการจัดสรรน้ำไปแล้ว 4,391 ล้านลบ.ม.หรือคิดเป็นร้อยละ 49 ของแผนฯ (แผนจัดสรรน้ำลุ่มเจ้าพระยา 9,100ล้าน ลบ.ม.ด้านผลการเพาะปลูกข้าวนาปรัง ทั้งประเทศมีการเพาะปลูกไปแล้ว 8.74 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 84 ของแผนฯ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยามีการเพาะปลูกไปแล้วประมาณ 6.00 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 90 ของแผนฯ สำหรับพื้นที่ลุ่มต่ำที่มีการปรับปฏิทินการเพาะปลูกเพื่อเลี่ยงผลผลิตเสียหายในฤดูน้ำหลากนั้น ปัจจุบันเพาะปลูกเต็มพื้นที่แล้ว คาดว่าจะเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จตามแผนที่กำหนด

ทั้งนี้ ได้กำชับให้โครงการชลประทาน และสำนักเครื่องจักรกลในพื้นที่ตอนบนที่อยู่ในช่วงฤดูเพาะปลูก หมั่นตรวจสอบอาคารชลประทาน ระบบส่งน้ำ รวมไปถึงเครื่องมือ เครื่องจักร ให้มีสภาพพร้อมใช้งานอยู่เสมอ เพื่อให้สามารถส่งน้ำให้เกษตรกรได้เพาะปลูกอย่างทั่วถึง ที่สำคัญให้ทำการประชาสัมพันธ์ ขอความร่วมมือให้ทุกภาคส่วน ร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อให้มีปริมาณน้ำเพียงพอต่อทุกกิจกรรมไปตลอดช่วงฤดูแล้งนี้ ตามข้อสั่งการของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์

กรมข้าวร่วมเปิดตัว หน่วยงานตรวจสอบ เอกลักษณ์ข้าวหอม ยกระดับการส่งออก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712223

วันจันทร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดตั้ง “หน่วยตรวจสอบเอกลักษณ์พันธุกรรมข้าวหอมมะลิไทย”ภายใต้หลักการ “ตลาดนำการผลิต” ที่ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี โดยเป็นหนึ่งในภารกิจหลักในการยกระดับมาตรฐาน และสร้างความน่าเชื่อถือในการส่งออกข้าวไทย ด้วยการนำองค์ความรู้พื้นฐานจากงานวิจัยเกี่ยวกับฐานข้อมูลเอกลักษณ์ทางพันธุกรรมข้าวไทย (DNA Fingerprint) มาต่อยอดให้เกิดประโยชน์โดยวางแนวทางและเตรียมความพร้อมทั้งในด้านบุคลากรและห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน ในการตรวจสอบเอกลักษณ์พันธุกรรม (DNA) ข้าวหอมมะลิไทย ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรส่งออกมูลค่าสูงของไทย

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อว่า การจัดตั้ง “หน่วยปฏิบัติการตรวจสอบเอกลักษณ์พันธุกรรมข้าวหอมมะลิไทย” เป็นความร่วมมือกันระหว่างกรมการข้าว และกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ อีกทั้งได้รับความร่วมมือทั้งจากภาครัฐและเอกชนอื่นๆ อาทิ สมาคมโรงสีข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย สมาคมโรงสีข้าวไทย สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ข้าวไทย และหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมข้าวไทย ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร โรงสี และผู้ประกอบการค้าข้าว สามารถเข้าถึงบริการตรวจสอบการปลอมปนพันธุ์ข้าวด้วยเทคโนโลยีดีเอ็นเอที่ทันสมัยและแม่นยำสูง

‘ประภัตร’รุดชี้แจงโครงการสานฝันฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712226

วันจันทร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ชี้แจงโครงการสานฝันสร้างอาชีพ และยกระดับรายได้เกษตรกร พร้อมเยี่ยมชมแปลงปลูกฟักทองของเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการที่บ้านค้อ หมู่ 1 ต.เมืองศรีไค อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ว่าโครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกร หรือบุคคลทั่วไป รวมถึงกลุ่มแรงงานในภาคการเกษตรและนอกภาคการเกษตร เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้มีเงินทุนในการสร้างงานสร้างอาชีพ ประกอบอาชีพเกษตรกรรมตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงหรือการประกอบอาชีพนอก ภาคการเกษตร ที่มีลักษณะเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ หรืออาชีพที่มีลักษณะเป็นการลงทุนค้าขาย เพื่อเลี้ยงชีพในครัวเรือน ซึ่งใช้เงินลงทุนไม่มากนัก สร้างธุรกิจใหม่ และต้องไม่เป็นการประกอบอาชีพในลักษณะที่ทำลายสิ่งแวดล้อม หรือผิดกฎหมาย

นายประภัตร กล่าวต่อว่า ทางกรมปศุสัตว์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้ร่วมกันจัดทำโครงการ เนื่องจากการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ช่วยแก้ปัญหาให้เกษตรกร สร้างงาน สร้างอาชีพสร้างรายได้กระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิด–19 สนับสนุนเงินกู้เป็นทุนหมุนเวียน ส่งเสริมการประกอบอาชีพด้านการเกษตร เน้นอาชีพที่มีตลาดรองรับ มีการประกันราคารับซื้อผลผลิต ให้สามารถสร้างรายได้ระยะสั้น 4-6 เดือน มีผลตอบแทนเพียงพอต่อการดำรงชีพ และสามารถต่อยอดเป็นอาชีพที่มั่นคงได้ในอนาคต โดย ธ.ก.ส.ได้รับการอนุมัติวงเงินกว่า 30,000 ล้านบาท ปล่อยกู้เป็นรายบุคคล หนี้เสียสามารถกู้ได้สามารถใช้บุคคลหรือหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ โดยจะปล่อยกู้สูงสุดรายละ 100,000 บาท/1-3 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 และปีที่ 4-5 ดอกเบี้ยตามปกติของธนาคาร

กรมประมงปิดอ่าวไทย 2ช่วงคุ้มครองพ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712225

วันจันทร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน บริเวณอ่าวไทยตอนกลางมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองพ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำเศรษฐกิจโดยเฉพาะปลาทู ให้สามารถวางไข่ แพร่ขยายพันธุ์ และคุ้มครองลูกสัตว์น้ำให้สามารถเจริญเติบโตทดแทนสัตว์น้ำที่ถูกจับไป ซึ่งเป็นมาตรการที่สำคัญของกรมประมงที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ตั้งแต่ปี 2496 และมีการปรับปรุงประกาศให้สอดคล้องกับสภาวะทรัพยากรและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง

ปัจจุบันใช้ประกาศ ฉบับลงวันที่ 31 มกราคม 2561 เรื่อง กำหนดพื้นที่ และระยะเวลาฤดูสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน ในที่จับสัตว์น้ำบางส่วนของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี โดยแบ่งการใช้มาตรการออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงที่ 1 วันที่ 15 กุมภาพันธ์-15 พฤษภาคม 2566 เป็นระยะเวลา 90 วัน และช่วงที่ 2 ต่อด้วยอาณาเขตตามแผนที่แนบท้ายของประกาศปิดอ่าวไทยตอนกลางและเขตต่อเนื่องปลายแหลมเขาม่องไล่ถึง อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ระหว่างวันที่ 16 พฤษภาคม–14 มิถุนายน 2566 เป็นระยะเวลา 30 วัน โดยห้ามใช้เครื่องมือที่มีผลกระทบต่อพ่อแม่พันธุ์และลูกพันธุ์สัตว์น้ำวัยอ่อน และอนุญาตให้ใช้เฉพาะเครื่องมือประมงบางชนิดของกลุ่มเรือประมงขนาดเล็กซึ่งไม่ระทบกับมาตรการปิดอ่าวไทย

อย่างไรก็ดี เพื่อไม่ให้กระทบต่อชาวประมง จึงคงใช้มาตรการปิดอ่าวไทยตอนกลาง ตามประกาศฉบับเดิม ลงวันที่ 31 มกราคม 2561 เรื่อง กำหนดพื้นที่ และระยะเวลาฤดูสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน ในที่จับสัตว์น้ำบางส่วนของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ทั้งนี้ กรมประมง จะมีการศึกษาอย่างต่อเนื่องและรอบด้าน เพื่อเป็นข้อมูลในการปรับปรุงมาตรการให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ดังนั้น ช่วงวันที่ 1–14 กุมภาพันธ์ 2566 (ก่อนมาตรการปิดอ่าว) จึงขอเชิญชวนให้พี่น้องชาวประมงช่วยกันคุ้มครองพ่อแม่พันธุ์ปลาทู เพื่อเปิดโอกาสให้พ่อแม่พันธุ์ปลาทูสามารถแพร่ขยายพันธุ์ได้

สุดท้ายนี้ ขอให้พี่น้องชาวประมง ระมัดระวังการทำประมงโดยให้ทำประมงเฉพาะเครื่องมือที่ประกาศให้ใช้ได้เท่านั้น เครื่องมืออื่นๆ ห้ามทำโดยเด็ดขาดหากผู้ใดฝ่าฝืนจะเป็นความผิดตามตามมาตรา 70 แห่ง พ.ร.ก.การประมง พ.ศ. 2558 ต้องระวางโทษ ปรับตั้งแต่ 5,000 บาทถึง 30 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับขนาดของเรือประมง หรือปรับ 5 เท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า และต้องได้รับโทษทางปกครองด้วย

‘เฉลิมชัย’นำทีมผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯลงชุมพร รับฟังปัญหาเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712182

'เฉลิมชัย'นำทีมผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯลงชุมพร รับฟังปัญหาเกษตรกร

‘เฉลิมชัย’นำทีมผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯลงชุมพร รับฟังปัญหาเกษตรกร

วันอาทิตย์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 21.46 น.

“เฉลิมชัย”นำทีมผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯลงชุมพร รับฟังปัญหาเกษตรกร พร้อมเยี่ยมชมกลุ่มเกษตรกรผลิตกล้วยหอมทองปลอดสารเคมีส่งออกไปญี่ปุ่น

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2566 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสกรณ์ พร้อมคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่ตรวจราชการและพบปะเกษตรกร กลุ่มเกษตรกรทำสวนหุ่งคาวัด ต.ทุ่งคาวัด อ.ละแม จ.ชุมพร ซึ่งกลุ่มเกษตรกรทำสวนทุ่งคาวัด เป็นกลุ่มเกษตรกรที่รวมกลุ่มกันเพื่อทำการผลิตกล้วยหอมทองปลอดสารเคมีเพื่อส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น ซึ่งรวบรวมกลุ่มผู้ที่สนใจผลิตกล้วยหอมทองปลอดสารเคมีมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2536 และได้ดำเนินงานมาถึงปัจจุบัน ซึ่งกลุ่มมีกำลังผลิตกล้วยหอมทองอยู่ที่ประมาณ 20 – 40 ตันต่อสัปดาห์

ทั้งนี้ นายเฉลิมชัย กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการจัดทำโครงการสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มเกษตรกร เพื่อเข้าถึงแหล่งทุนในการผลิตและการตลาด เป็นทุนหมุนเวียนในการรวบรวมผลผลิต นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาสนับสนุนปัจจัยการผลิตต่างๆ ซึ่งวันนี้ได้นำผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ลงพื้นที่มารับฟังปัญหาของเกษตรกรโดยตรง ซึ่งปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กระทรวงเกษตรฯ จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนจากกระทรวงด้านการผลิตอย่างเดียว มาช่วยในการหาช่องทางการตลาด โดยสหกรณ์ทั่วประเทศได้นำผลผลิตจากพี่น้องเกษตรกรมาจำหน่าย นอกจากนี้ ยังบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กรมราชทัณฑ์ และสภาอุตสาหกรรม เป็นต้น เข้ามาช่วยระบายผลผลิตจากเกษตรกรด้วย และกระทรวงเกษตรฯ พร้อมที่จะสนับสนุนปัจจัยการผลิตช่วยเหลือเกษตรกรต่อไป

– 006

สทนช.จ่อเสนอ กนช.พิจารณาเห็นชอบ’ผังน้ำลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/712173

สทนช.จ่อเสนอ กนช.พิจารณาเห็นชอบ'ผังน้ำลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ'

สทนช.จ่อเสนอ กนช.พิจารณาเห็นชอบ’ผังน้ำลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ’

วันอาทิตย์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 15.03 น.

สทนช. จ่อเสนอ กนช. พิจารณาเห็นชอบ “ผังน้ำลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ” ฐานข้อมูลแก้ปัญหาด้านน้ำอย่างเป็นระบบ สร้างความกินดีอยู่ดีให้คนลุ่มน้ำโขง

19 ก.พ.2566 นายสุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า สทนช.ในฐานะสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ได้ดำเนินการจัดทำผังน้ำลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว กำลังจะนำเข้าสู่ขั้นตอนการนำเสนอต่อคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) พิจารณาให้ความเห็นชอบ และประกาศกำหนดผังน้ำลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือในราชกิจจานุเบกษา เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนในพื้นที่ผังน้ำดังกล่าว ได้นำข้อมูลผังน้ำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น การใช้ประโยชน์ที่ดินที่อยู่ในระบบทางน้ำ การจัดทำแผนปรับปรุง ฟื้นฟูทางน้ำและแหล่งน้ำตามธรรมชาติที่เชื่อมโยงกับทางน้ำสายหลัก จัดทำแนวทางการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือทั้งฤดูน้ำหลากและฤดูแล้ง อีกทั้งนำไปเชื่อมโยงกับผังเมืองตามกฎหมายว่าด้วยผังเมืองสำหรับใช้เป็นกรอบกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินและการใช้ประโยชน์แหล่งน้ำ เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือมีประสิทธิภาพและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ช่วยลดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่จากภาวะน้ำท่วมและภัยแล้ง 

ที่ผ่านมาพื้นที่ลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ ประสบวิกฤติน้ำท่วมและภัยแล้งบ่อยครั้งจากหลายปัจจัย ได้แก่ แหล่งเก็บกักน้ำในพื้นที่ไม่เพียงพอ การบุกรุกแหล่งน้ำสาธารณะ การบุกรุกพื้นที่ต้นน้ำลำธาร ตลอดจนความสามารถในการระบายน้ำของลำน้ำมีจำกัด เกิดการบุกรุกพื้นที่ชุมชน และการตื้นเขินจากการตกตะกอนในลำน้ำ ปัญหาต่างๆ มีแนวโน้มทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ดังนั้น การจัดทำผังน้ำลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการแก้ปัญหาน้ำทั้งระบบ เนื่องด้วยผังน้ำนี้เปรียบเสมือนฐานข้อมูลน้ำของลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีข้อมูลการศึกษารองรับครอบคลุมทุกด้าน และผ่านการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้ข้อมูลผังน้ำมีความสมบูรณ์สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้จริง ซึ่งหน่วยงานหรือคณะกรรมการลุ่มน้ำและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถนำไปต่อยอด  ใช้ข้อมูลศักยภาพแหล่งน้ำที่มีอยู่ในพื้นที่ เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในการบริหารจัดการน้ำในช่วงน้ำหลาก น้ำแล้งให้สอดคล้องกันทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพน้ำ

ผังน้ำลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ จะมีข้อมูลเชิงลึกและข้อเสนอแนะการใช้ประโยชน์ทั้งการจัดระบบเส้นทางน้ำ เพื่อกำหนดขอบเขตเส้นทางน้ำหลาก พื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินถล่ม และพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมโอกาสที่เกิดขึ้นในรอบ 2 ปี 5 ปี 10 ปี 25 ปี 50 ปี และ 100 ปี รวมถึงระดับความลึกน้ำท่วมในแต่ละบริเวณ ซึ่งสามารถนำไปประกอบการพิจารณาพัฒนาพื้นที่ให้เหมาะสมได้ ขณะเดียวกันก็มีข้อมูลความจุของลำน้ำและทิศทางอัตราการไหลของน้ำ สามารถวิเคราะห์ได้ว่าน้ำไหลผ่านบริเวณนี้ปริมาณเท่าไหร่ถึงจะอยู่ในจุดวิกฤติน้ำท่วมหรือน้ำแล้ง นำไปเป็นข้อมูลคาดการณ์พื้นที่น้ำท่วมและน้ำแล้งได้ทันที ช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำผังน้ำไปใช้วางแผนการระบายน้ำหรือเก็บกักน้ำได้อย่างเหมาะสม รวมถึงวางแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วม น้ำแล้ง เช่น ขุดลอกลำน้ำหรือปรับปรุงสิ่งกีดขวางลำน้ำ ประชาชนสามารถนำข้อเสนอแนะการใช้ประโยชน์ที่ดินที่อยู่ในระบบผังน้ำไปประกอบการตัดสินใจพัฒนาที่อยู่อาศัยหรือที่ดินทำกิน เพื่อลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น 

นอกจากนี้ เลขาธิการ สทนช. ยังได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการประตูระบายน้ำลำน้ำพุง-น้ำก่ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.ตองโขบ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นแบบของการใช้ผังน้ำลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ ในการบริหารจัดการน้ำ เนื่องจากพื้นที่ในเขต ต.ตองโขบ และใกล้เคียงมีปัญหาน้ำในห้วยน้ำพุงมีระดับสูงในฤดูฝนจึงไหลล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่เพาะปลูกเป็นประจำ ส่วนฤดูแล้งก็ขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรและอุปโภคบริโภค โดยกรมชลประทาน รับผิดชอบงานก่อสร้างประตูระบายน้ำลำน้ำพุง-น้ำก่ำ ทำหน้าที่ตัดยอดน้ำจากลำน้ำพุงก่อนไหลลงสู่หนองหาร และผันน้ำส่วนเกินลงสู่ลำน้ำก่ำ ช่วยลดปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่หนองหาร ลดปัญหาน้ำท่วมบริเวณพื้นที่โดยรอบ ควบคู่กับงานปรับปรุงเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำของลำน้ำสายต่างๆ อาทิ คลองผันน้ำร่องช้างเผือก-ห้วยยาง และคลองผันน้ำห้วยยาง-ล้ำน้ำก่ำ ปัจจุบันแล้วเสร็จ 100% ส่วนคลองผันน้ำห้วยทามไฮ-ห้วยสองตอน อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง และคลองผันน้ำหนองแซง-ห้วยซัน-ห้วยยาง จะเริ่มดำเนินการในปี 2567 ซึ่งโครงการจะแล้วเสร็จภายในปี 2569 มีพื้นที่ได้รับประโยชน์มากถึง 78,358 ไร่ สามารถบรรเทาปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งในพื้นที่ และเป็นแหล่งเก็บกักน้ำและเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเพื่อใช้ในการอุปโภค บริโภค การเกษตรรวมทั้งรักษาระบบนิเวศ เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืด สร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ 

ทั้งนี้ เมื่อทำการวิเคราะห์ผลด้วยแบบจำลองคณิตศาสตร์โครงการประตูระบายน้ำลำน้ำพุง-น้ำก่ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เปรียบเทียบพื้นที่น้ำท่วมก่อนและหลังมีประกาศเขตผังน้ำลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า ก่อนหน้านี้จะมีพื้นที่น้ำท่วม 117.29 ตร.กม. และเมื่อมีโครงการพื้นที่น้ำท่วมลดลงเหลือ 113.58 ตร.กม. โดยสามารถลดพื้นที่น้ำท่วมใน 5 อำเภอ 17 ตำบลของจังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นพื้นที่บริเวณโดยรอบหนองหาร

ชลประทานชูอ่างฯห้วยติ๊ก เพิ่มแหล่งน้ำที่ศรีสะเกษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/711558

วันศุกร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้ดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยติ๊กชู อันเนื่องมาจากพระราชดำริ แล้วเสร็จเมื่อปี 2542 สามารถเก็บกักน้ำได้ประมาณ 26.20 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เป็น 1 ในโครงการตามพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรที่ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2537 เพื่อใช้เป็นแหล่งเก็บกักน้ำสนับสนุนการใช้น้ำอุปโภค-บริโภคและการเกษตรให้แก่ราษฎร ในพื้นที่ 4 ตำบล ได้แก่ ต.ห้วยติ๊กชู ต.โคกตาล ต.ละลม และต.ตะเคียน รวมไปถึงพื้นที่ของศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ รวมพื้นที่รับประโยชน์กว่า 12,500 ไร่

นอกจากนี้ โครงการดังกล่าว ยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ สร้างอาชีพประมง เสริมรายได้พิเศษให้ราษฎรอีกทางหนึ่งด้วย

‘มนัญญา’เยียวยา ผู้ประสบภัยพิบัติ ด้านทำการเกษตร วงเงิน86ล้านบาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/711560

วันศุกร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีมอบเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติด้านการเกษตร จ.อุทัยธานี โดยมีนายอลงกต วรกี รอง ผวจ.อุทัยธานี และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่เทศบาล ต.สว่างอารมณ์ อ.สว่างอารมณ์ จ.อุทัยธานี ว่าในปี 2565 จ.อุทัยธานี มีเกษตรกรที่ประสบอุทกภัยพิบัติทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ ครอบคลุม 8 อำเภอวงเงินขอความช่วยเหลือ 187,019,539.50 บาท ซึ่งได้รับการอนุมัติโอนเงินช่วยเหลือแล้ว 86,221,714.50 บาทส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างขออนุมัติขยายวงเงินจากกรมบัญชีกลาง เพื่ออนุมัติโอนเงินให้แก่เกษตรกร

สำหรับข้อมูลความเสียหายภัยพิบัติด้านการเกษตรในปี 2565 เกษตรและสหกรณ์ จ.อุทัยธานี รายงาน ดังนี้ 1.เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยด้านพืช 9,391 ราย พื้นที่เสียหายรวม 96,294.38 ไร่แบ่งเป็น นาข้าว 16,901 ไร่ พืชไร่/พืชผัก 78,057.75 ไร่ ไม้ผลไม้ยืนต้น และอื่นๆ 1,335.63 ไร่ วงเงินขอความช่วยเหลือรวม 182,608,295 บาท 2.เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยด้านประมง 395 ราย พื้นที่เสียหาย แบ่งเป็นพื้นที่ที่เลี้ยงในบ่อดิน นาข้าว หรือร่องสวน 385.25 ไร่ และพื้นที่ที่เลี้ยง ในกระชัง บ่อซีเมนต์ 1,825.50 ตารางเมตร วงเงินขอความช่วยเหลือรวม 2,475,524.50 บาท และ 3.เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยด้านปศุสัตว์ 198 ราย สัตว์เลี้ยงตาย/สูญหาย 10,565 ตัว แบ่งเป็น สุกร 9 ตัว แพะ 38 ตัว แกะ 95 ตัวไก่พื้นเมือง 8,105 ตัว ไก่ไข่ 693 ตัวเป็ดไข่ 1,545 ตัว เป็ดเนื้อ/เป็ดเทศ 75 ตัวห่าน 5 ตัว และแปลงหญ้าเลี้ยงสัตว์เสียหาย354 ไร่ วงเงินขอความช่วยเหลือรวม 1,935,720 บาท

สวพส.รุกพัฒนาแหล่งน้ำ แก้แล้ง-ผลกระทบสิ่งแวดล้อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/711561

วันศุกร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายวิรัตน์ ปราบทุกข์ ผอ.สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (สวพส). กล่าวว่า ได้ดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำและระบบกระจายน้ำขนาดเล็กเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง ให้เกษตรกรมีแหล่งน้ำสำหรับใช้ในการอุปโภค-บริโภค และใช้ทำการเกษตร โดยการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและแก้ปัญหาภัยแล้งของชุมชน ถือเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต เมื่อชุมชนมีน้ำ ย่อมก่อให้เกิดการต่อยอดการพัฒนาได้อย่างมีประโยชน์สูงสุดครบทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยการมีส่วนร่วมจากชุมชนและหน่วยงานภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมในแต่ละด้าน

สำหรับการดำเนินการ มีดังนี้ 1.พัฒนาน้ำ ชุมชนมีส่วนร่วมดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำ 12,225 ราย 359 ชุมชน ทำให้มีแหล่งน้ำ 523 แห่ง เป็นแหล่งน้ำในการอุปโภค-บริโภคอย่างเพียงพอ 42 แห่ง และแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร 481 แห่ง มีการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ มีการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุด มีการแบ่งปันการใช้น้ำอย่างเป็นธรรมทั่วถึงเท่าเทียม และลดความขัดแย้ง รวมทั้งมีการสร้างภาคีเครือข่ายในการดำเนินงานร่วมกันทุกภาคส่วน อีกทั้งความต้องการในการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กเพื่อบรรเทาและแก้ปัญหาภัยแล้งอีกปี 2566 ยังคงมีความต้องการอีก 60 ชุมชน 120 แห่ง

2.แก้จนคนบนพื้นที่สูง พัฒนาต่อยอดด้านเศรษฐกิจ ชุมชนมีแหล่งน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร 481 แห่ง ทำให้ชุมชนมีโอกาสและทางเลือกในการประกอบอาชีพที่จากเดิมต้องอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก รวมทั้งพัฒนาคุณภาพและผลผลิตพืชส่งเสริมเดิม มีการพัฒนาอาชีพที่หลากหลาย สร้างรายได้ที่พอเพียง มีความมั่นคงด้านอาหาร กระจายการพัฒนา และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ด้วยการปรับระบบเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปลูกพืชทางเลือกจากงานวิจัยทดแทนการปลูกพืชเดิมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ได้แก่ พืชผักในและนอกโรงเรือน เช่น มะเขือเทศ พริกหวาน หน่อไม้ฝรั่ง เมล่อนผักใบ องุ่น เสาวรส อะโวคาโด พีช ไม้ผล และไม้ยืนต้น เป็นต้น ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นทั้งระยะสั้นและระยะยาวตลอดทั้งปี โดยปลูกพืชแบบประณีต ใช้พื้นที่น้อยรายได้สูง ใช้น้ำน้อยอย่างมีประสิทธิภาพ ลดใช้สารเคมี ลดการเผาเศษพืช เพาะปลูกในระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ตามแผนการใช้ที่ดิน ผู้ได้รับประโยชน์ 12,225 ราย พื้นที่ รับประโยชน์ 32,653 ไร่ สร้างรายได้ที่พอเพียงต่อการดำรงชีวิตและครอบครัว โดยพืชที่ปลูกมีการรับรองมาตรฐานอาหารปลอดภัย (GAP) และอินทรีย์ โดยเกิดการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินชุมชนบนพื้นที่สูง

3.ฟื้นฟูป่า ชุมชนมีส่วนร่วมในด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำหนดเขตการใช้ประโยชน์ที่ดิน แบ่งแยกพื้นที่ป่าและที่
ทำกิน ป้องกันการบุกรุกป่า 440 ชุมชน อนุรักษ์ฟื้นฟูป่าต้นน้ำลำธาร 1,104,038 ไร่ โดยการจัดทำแนวกันไฟ ลาดตระเวนป้องกันไฟป่า จัดทำฝายชะลอน้ำ 79 แห่ง ปลูกเพื่อฟื้นฟูเพิ่มความหลากหลายของระบบนิเวศต้นน้ำและเพิ่มพื้นที่สีเขียว 18,284 ไร่ ทำให้ชุมชนมีแหล่งน้ำใช้พอเพียง มีอัตราการเกิดจุด Hotspot ในพื้นที่น้อยกว่าพื้นที่ไม่ได้รับการพัฒนา คนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน

รองฯกรมข้าวเยี่ยมเกษตรกรชัยนาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/711562

รองฯกรมข้าวเยี่ยมเกษตรกรชัยนาท

รองฯกรมข้าวเยี่ยมเกษตรกรชัยนาท

วันศุกร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รุดเยี่ยม : นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองอธิบดีกรมการข้าว พร้อมคณะ พบปะเยี่ยมพี่น้องเกษตรกรกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว จ.ชัยนาท ซึ่งเป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวมีคุณภาพส่งจำหน่ายให้ชาวนา เพื่อสร้างเครือข่ายให้กลุ่มสมาชิกมีความเข้มแข็งและประสบความสำเร็จ

นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองอธิบดีกรมการข้าว พร้อมคณะ ลงพื้นที่พบปะเยี่ยมเยียนพี่น้องเกษตรกรกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว โดยมี นางปรารถนา
สุขศิริ ผอ.ศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท พร้อมด้วยนายสุวิทย์ เผือกจีน ผอ.ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวชัยนาท นายวินัย จีนจัน ประธานศูนย์ข้าวชุมชนบ้านโพธิ์เจริญ และพี่น้องเกษตรกร เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยข้าวและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ต้อนรับ ที่ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านโพธิ์เจริญ ต.ท่าชัย อ.เมือง จ.ชัยนาท ทั้งนี้ ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านโพธิ์เจริญ เป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหลักที่มีคุณภาพ ส่งจำหน่ายให้แก่ชาวนาในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง ปัจจุบันมีสมาชิก 32 ราย มีพื้นที่ 747 ไร่ แบ่งเป็นผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว 479 ไร่ผู้ผลิตข้าวคุณภาพดี 268 ไร่ มีพันธุ์ข้าวที่ผลิตและจำหน่าย ดังนี้ ข้าวพันธุ์ กข85, กข61, กข57, กข41 และปทุมธานี 1 ซึ่งเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่ให้ความไว้วางใจในเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพมีการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงกันอย่างครบวงจร ตั้งแต่สมาชิกเกษตรกรที่เป็นลูกค้า และโรงสีที่รับซื้อผลผลิตข้าวจากเกษตรกร จึงทำให้กลุ่มมีแนวทางตลาดนำการผลิต อีกทั้งสมาชิกมีความตั้งใจที่จะผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีทำให้กลุ่มมีความเข้มแข็ง ในการที่จะมารวมกลุ่มกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สามารถดำเนินการบริหารจัดการกลุ่มได้ประสบผลสำเร็จจนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ กรมการข้าว ได้เข้ามาสนับสนุนในเรื่องของเมล็ดพันธุ์ การตั้งกลุ่มผลิตสารชีวภาพ ตลอดจนได้จัดตั้งกลุ่มผลิตเป็นข้าวคุณภาพดี โดยมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ทั้งศูนย์วิจัยข้าว และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว เข้ามาส่งเสริมในเรื่องของการผลิตข้าวที่เป็น GAP โดยทำเป็นในรูปของการรับรองมาตรฐานแบบ ICS เพื่อต่อยอดให้กลุ่มมีการตลาดที่มั่นคง และเจ้าหน้าที่ของกรมการข้าวจะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงคอยลงพื้นที่ให้ความรู้เกษตรกรอย่างใกล้ชิด