เกษตรฯรุกประจวบฯมหานครสับปะรด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/703160

วันอังคาร ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดงานและบรรยายในการประชุมใหญ่สามัญ ประจำปี 2565
ครั้งที่ 38 สหกรณ์ชาวไร่สับปะรดสามร้อยยอด จำกัด จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมี นายณฐกร สุวรรณธาดา คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรฯ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม โดยนายอลงกรณ์ กล่าวว่า สถานการณ์การเพาะปลูกและผลผลิตสับปะรด ปี 2565 มีพื้นที่เก็บเกี่ยว457,255 ไร่ คิดเป็นปริมาณผลผลิต 1.772 ล้านตัน โดยแหล่งผลิตสำคัญ ได้แก่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ราชบุรี เพชรบุรี พิษณุโลก และระยอง ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 3 ปีที่ผ่านมา ร้อยละ 0.39 ร้อยละ 2.68 และร้อยละ 2.27 ตามลำดับ ด้านราคาตั้งแต่ปี 2563 ถึงต้นปี 2564 อยู่ในเกณฑ์ดี ทำให้เกษตรกรรายใหม่ขยายพื้นที่ปลูก

นายอลงกรณ์กล่าวต่อว่า ศักยภาพของประเทศไทยในฐานะประเทศผู้ส่งออกสับปะรดและผลิตภัณฑ์สับปะรดกระป๋อง เป็นอันดับ 1 ของโลก ด้วยมูลค่า 2 หมื่นล้านบาท ครองสัดส่วนตลาดโลก 32% มีพื้นที่ปลูกสับปะรดและโรงงานสับปะรดมากที่สุด คือ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จึงเป็นเสมือนมหานครสับปะรดของโลก โดยการบริหารจัดการสับปะรดเชิงโครงสร้าง และการกำหนดแผน เป้าหมายการเป็นมหานครสับปะรดของโลก ภายใต้คณะกรรมการนโยบายและพัฒนาสับปะรดแห่งชาติ มีการปรับแผนรับมือวิกฤตการระบาดของไวรัสโควิด-19 เรียกว่าแผนพัฒนาสับปะรด ปี 2563-2565 พร้อมจัดทำแผนพัฒนาสับปะรด 5 ปี (2566-2570) เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิต แปรรูป และการตลาด รวมทั้งจัดตั้ง “มหานครสับปะรด Pineapple
metropolis” ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ครอบคลุมพื้นที่แหล่งผลิตหลัก จ.เพชรบุรี ราชบุรี และกาญจนบุรี ยกร่างกฎหมายการพัฒนาผลไม้เศรษฐกิจ (สับปะรด ทุเรียน ลำไย ฯลฯ) มีกองทุนพัฒนาผลไม้เป็นกลไกสำคัญเพื่อยกระดับรายได้ของชาวไร่สับปะรด และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมสับปะรดตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ อย่างยั่งยืนด้วยแนวทางเกษตรมูลค่าสูง

เกษตรฯเร่งแก้ปัญหาที่ดิน สนองข้อเรียกร้องชาวบ้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/703161

วันอังคาร ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายธนา ชีววินิจ เลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการแก้ปัญหาที่ดินที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงเกษตรฯครั้งที่ 4/2565 โดยมี นายธิติ โลหะปิยะพรรณ ผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูงสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และผู้แทน
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่กระทรวงเกษตรฯ

ทั้งนี้ ในที่ประชุมได้พิจารณากรณีข้อเรียกร้องของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) ที่อยู่ระหว่างดำเนินการภายใต้คณะอนุกรรมการฯ 12 กรณีอาทิ 1.กรณีปัญหาที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมชลประทาน 2 กรณี 2.กรณีปัญหาที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ส.ป.ก.5 กรณี 3.กรณีปัญหาที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ส.ป.ก.และกรมที่ดิน 3 กรณี และ 4.กรณีปัญหาที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ 2 กรณี

กรมส่งเสริมฯส่งความสุข คัดสินค้าสหกรณ์เป็นของขวัญปีใหม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/703162

วันอังคาร ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า ช่วงเทศกาลปีใหม่ได้จัดทำโครงการส่งความสุขในเทศกาลปีใหม่ด้วยสินค้าสหกรณ์ เป็นการนำสินค้าของสหกรณ์มาตกแต่งและจัดเป็นกระเช้าของขวัญ เป็นการมอบความสุขและความปรารถนาดีให้แก่กันในช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งเป็นโครงการที่จัดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2546 และในปีนี้นับเป็นปีที่ 20 โดยเปิดจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2565 ในแต่ละปีมียอดจำหน่ายกระเช้าในช่วงเทศกาลปีใหม่ปีละไม่ต่ำกว่า 1.3 ล้านบาทส่งผลให้เกิดการส่งเสริมการผลิต การพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ การพัฒนาธุรกิจของสหกรณ์ และการสร้างรายได้ให้กับสมาชิกสหกรณ์เพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ดี การซื้อสินค้าของสหกรณ์ นอกจากพี่น้องประชาชนจะได้สินค้าคุณภาพกลับไปแล้ว ทุกท่านยังมีส่วนสนับสนุนรายได้ให้กับสมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศ ด้วย

สำหรับช่วงเทศกาลปีใหม่ 2566 กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้คัดสรรสินค้าและผลิตภัณฑ์จากสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มอาชีพของสหกรณ์ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนต่างๆ มาจัดตกแต่งลงกระเช้าของขวัญหลากหลายรูปแบบและหลายขนาด พร้อมห่อหุ้มด้วยผ้าขาวม้า และผ้าปาเต๊ะที่มีสีสันสวยงาม โดยจะคัดสรรเฉพาะสินค้าคุณภาพทั้งอุปโภค-บริโภค เน้นผลิตภัณฑ์ที่ดูแลสุขภาพเป็นหลัก อาทิ ผลิตภัณฑ์ประเภทข้าวเพื่อสุขภาพ เช่น ข้าว กข 43 นาขวัญ จากสหกรณ์การเกษตรสว่างอารมณ์ จำกัด จ.อุทัยธานี ข้าวสายน้ำแร่แจ้ซ้อน จากสหกรณ์การเกษตรห้างฉัตร จำกัด จ.ลำปาง และที่พิเศษสุดสำหรับกระเช้าสินค้าสหกรณ์ในปีนี้ ได้คัดเลือกสินค้าและผลิตภัณฑ์จากเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ได้เข้าร่วมโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร และสินค้าของสมาชิกสหกรณ์จากโครงการซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์มาร่วมจัดลงกระเช้า ซึ่งสินค้าทุกชนิดที่จะนำมาจัดลงกระเช้าของขวัญจะเน้นสินค้าที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน ภายใต้แนวคิด “ส่งความสุข ส่งความห่วงใย จากใจสินค้าสหกรณ์”

ส่วนช่องทางการสั่งซื้อกระเช้าสินค้าสหกรณ์เนื่องในเทศกาลปีใหม่ มีทั้งกระเช้าสำเร็จรูปที่จัดสินค้าและตกแต่งไว้เรียบร้อยแล้ว รวมทั้งเปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้ามาเลือกสินค้าที่ต้องการจะให้จัดกระเช้าได้ด้วยตัวเองด้วย ซึ่งมีหลายราคาตั้งแต่ 599-2,000 บาท มีบริการส่งฟรีในเขต กทม. และปริมณฑล สำหรับยอดสั่งซื้อครบ 5,000 บาทขึ้นไป โดยเริ่มโครงการตั้งแต่บัดนี้ถึง 15 มกราคม 2566 จำหน่ายทุกวัน ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ วันจันทร์-ศุกร์ เปิดจำหน่ายตั้งแต่เวลา 08.30-18.30 น.วันเสาร์-อาทิตย์ จำหน่ายตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น.ที่ห้องจำหน่ายสินค้าสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กทม.หรือดูรายละเอียดสินค้าและรูปแบบของกระเช้าสินค้าสหกรณ์ ได้ทางเพจ Facebook : COOP Market หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.0-2628-5512 หรือ 08-9891-5912

‘มนัญญา’ถกคพช. แก้ระเบียบสหกรณ์ จัดการปัญหาทุจริต เกิดผลเป็นรูปธรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/703159

วันอังคาร ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ (คพช.)
ครั้งที่ 4/2565 โดยมี นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานของสหกรณ์ ซึ่งที่ประชุมรับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนพัฒนาการสหกรณ์ ฉบับที่ 5 (2566-2570) และแต่งตั้งคณะอนุกรรมการติดตามและประเมินผลแผนพัฒนาการสหกรณ์ ฉบับที่ 5 (2566-2570) แนวทางตรวจสอบคุณสมบัติการเป็นชุมนุมสหกรณ์ระดับประเทศ การประชุมเชิงวิชาการการขับเคลื่อนแผนพัฒนาการสหกรณ์ ฉบับที่ 5 ตลอดจนแผนประชุมคณะกรรมการการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ ปี 2566

นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบ 1.การเสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรื่อง นโยบายและแนวทางในการพัฒนาการสหกรณ์ ซึ่งบรรจุอยู่ในแผนพัฒนาการสหกรณ์ ฉบับที่ 5 (2566-2570) ให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และ 2.ร่างคำสั่งคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการส่งเสริม สนับสนุนการขยายธุรกิจและกิจการของสหกรณ์ เพื่อกำหนดแนวทางในการส่งเสริมและสนับสนุนการขยายธุรกิจและกิจการของสหกรณ์ การร่วมมือกับภาคเอกชนให้มีส่วนในการพัฒนาการสหกรณ์ ทั้งนี้น.ส.มนัญญา เน้นย้ำถึงการแก้ไขกฎระเบียบต่างๆ ของสหกรณ์ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สมาชิก สามารถแก้ปัญหาการทุจริตในสหกรณ์ และลดการโกงในระบบสหกรณ์ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

‘มนัญญา’ผลักดันสินค้าเกษตรปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/702885

วันจันทร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ จ.พิษณุโลก เปิด “โครงการขับเคลื่อนนโยบายการผลิตและการตลาดสินค้าเกษตรผ่านกลไกสหกรณ์ของกระทรวงเกษตรฯ” พร้อมเยี่ยมชมสหกรณ์นิคมวังทอง จำกัดโดยมีนายภูสิต สมจิตต์ ผวจ.พิษณุโลก นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม โอกาสนี้น.ส.มนัญญา ได้เยี่ยมชมโครงการซูเปอร์มาร์เก็ตของสหกรณ์ การจำหน่ายผลผลิตจากเกษตรกรสมาชิกสหกรณ์ และผลิตภัณฑ์จากสมาชิกโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร โดยมีผลิตภัณฑ์ เช่น มะม่วงแปรรูป กบในกระชัง โกโก้ เป็นต้น

น.ส.มนัญญา กล่าวว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ มีนโยบายในการพัฒนาสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง เพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐสู่ประชาชน และพัฒนาร้านสหกรณ์ ให้เป็นจุดจำหน่ายสินค้าของสหกรณ์ที่มีคุณภาพ เพื่อเป็นช่องทางให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงสินค้าสหกรณ์มากขึ้น และผลักดันให้สหกรณ์เข้ามามีบทบาทหน้าที่ในการเป็นศูนย์รวบรวมและจำหน่ายผลผลิตที่มีคุณภาพแก่ประชาชนอย่างทั่วถึงในรูปแบบ “ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์” สร้างกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของเกษตรกรสมาชิกช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้บริโภคและประชาชนทั่วไป พร้อมทั้งเน้นย้ำส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรในรูปแบบการทำเกษตรที่ดีและเหมาะสม (GAP) เพื่อให้สินค้าเกษตรมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ส่งตรงผู้บริโภคผ่านร้านค้าโครงการซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ กระจายผลผลิตที่มีคุณภาพ ปลอดภัยให้เกิดความยั่งยืน ซึ่งการขับเคลื่อนโครงการฅซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ใน จ.พิษณุโลก มีทั้งสิ้น 4 แห่ง ประกอบด้วย 1. สหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด 2. สหกรณ์การเกษตรนิคมฯ บางระกำ จำกัด3. สหกรณ์วัดจันทร์ จำกัด และ 4. สหกรณ์นิคมวังทอง จำกัด

‘เฉลิมชัย’ลุยทำหมันแมว ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/702886

วันจันทร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดโครงการผ่าตัดทำหมันและฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ปีงบประมาณ 2566 ภายใต้โครงการสัตว์ปลอดโรคคนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้าตามพระปณิธานศาสตราจารย์ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี และปล่อยขบวนคาราวานอาสาปศุสัตว์สำหรับให้บริการพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ที่ศูนย์ราชการกรมปศุสัตว์ จ.ปทุมธานี ว่าเพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการสัตว์ปลอดโรคคนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งเป็นการส่งความสุขให้ประชาชนและเจ้าของสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นหนึ่งในครอบครัวปศุสัตว์ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่2566 โดยเป็นความร่วมมือทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน เครือข่ายสถานพยาบาลสัตว์มหาวิทยาลัย เครือข่ายวิชาชีพการสัตวแพทย์ องค์กรอิสระ ประชาชน และเจ้าของสัตว์เลี้ยง มีการจัดกิจกรรมให้บริการผ่าตัดทำหมันฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้กับสัตว์เลี้ยงประชาสัมพันธ์ให้ความรู้โรคพิษสุนัขบ้าและส่งเสริมให้ประชาชนเลี้ยงสัตว์อย่างถูกวิธี เพื่อให้การเฝ้าระวังป้องกันควบคุมและกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

“รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติที่มาร่วมโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนซึ่งกรมปศุสัตว์มีการจัดกิจกรรมมาอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยบูรณการร่วมกับหลายหน่วยงานและมีเป้าหมายร่วมกันในการให้โรคพิษสุนัขบ้าหายไปจากประเทศไทย ซึ่งถ้าทำได้จะสามารถรักษาชีวิตพี่น้องประชาชนได้อีกทั้งยังเป็นการประหยัดงบประมาณซึ่งจะได้นำเงินไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ ต่อไป” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

‘ประภัตร’รุดลงพื้นที่ แก้ปัญหาที่สุพรรณบุรี ชู‘สานฝันสร้างอาชีพ’ เสริมรายได้เกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/702882

วันจันทร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่รับฟังปัญหาน้ำท่วมขังในทุ่งโพธิ์พระยา และแม่น้ำท่าจีนโดยมี ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน นายณัฐภัทร สุวรรณประทีป ผวจ.สุพรรณบุรี และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่วัดบางสาม ต.บางตะเคียน อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ว่าจากปัญหาอุทกภัยตั้งแต่กลางเดือนกันยายน 2565 ทางกรมชลประทาน ได้รับฟังปัญหาที่พี่น้องเกษตรได้รับความเดือดร้อน พร้อมแก้ไขปัญหาแล้ว เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรได้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมโดยเร็ว

ทั้งนี้ นายประภัตร ได้ชี้เแจง “โครงการสานฝันสร้างอาชีพและยกระดับรายได้เกษตรกร” ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างกรมปศุสัตว์ ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สนับสนุนการให้สินเชื่อแก่เกษตรกรรายย่อย โดยใช้บุคคลค้ำประกันเงินกู้ภายใต้หลักการ 3 คนร่วมมือ 1 คนกู้ 2 คนค้ำหนี้เสียสามารถกู้ได้เงินได้ไม่เกินรายละ 100,000 บาท วงเงินกู้ทั้งหมด 30,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 ต่อปี ระยะเวลาปล่อยเงินกู้ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2564 ถึง 31 มีนาคม 2567 เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรได้มีเงินทุนในการสร้างงานสร้างอาชีพหรือการประกอบอาชีพเกษตรกรรมตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หรือการประกอบอาชีพนอกภาคการเกษตร ที่มีลักษณะเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้เพื่อเลี้ยงชีพในครัวเรือน ซึ่งใช้เงินลงทุนไม่มากนัก และต้องไม่เป็นการประกอบอาชีพในลักษณะที่ทำลายสิ่งแวดล้อมหรือผิดกฎหมาย

รองปลัดฯถกคกก.สงเคราะห์ ไฟเขียวประมงปรับแผนงบกองทุน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/702884

วันจันทร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการสงเคราะห์เกษตรกร ครั้งที่ 8/2565 โดยที่ประชุมมีมติอนุมัติการปรับแผนการปฏิบัติงานโครงการก่อนการเบิกจ่ายโครงการเสริมสภาพคล่องเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทะเล ปี 2565 ระยะที่ 1 ของกรมประมง นอกจากนี้ ได้อนุมัติสนับสนุนเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรเพื่อดำเนินโครงการ ได้แก่ 1.โครงการโคบาลชายแดนใต้ของกรมปศุสัตว์ วงเงิน 1,566,200,000 บาท 2.โครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคของวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงโคบ้านสาวอฮูลู ต.สาวอ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส วงเงิน 3,611,300 บาท 3.โครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคของวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงโคบ้านปายอ ต.กะตุนง อ.สายบุรี จ.ปัตตานี วงเงิน 3,128,500 บาท 4.โครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเลี้ยงโคบ้านมือลอ ต.ปล่องหอย อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี วงเงิน 2,765,900 บาท5.โครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคของวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรเลี้ยงโคบารอกัต ต.ปล่องหอย อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี วงเงิน 4,947,700 บาท

6.โครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงโคคอกวัวสามัคคี ต.ปล่องหอย อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี วงเงิน 3,590,500 บาท7.โครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเลี้ยงโครวมพลังสามัคคี ต.ปล่องหอย อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี วงเงิน 3,790,500 บาท 8.โครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรชมรมเลี้ยงโคโลทู ต.ปล่องหอย อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี วงเงิน 4,997,600 บาท 9.โครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงโค ปลองอร่วมใจ ต.ปล่องหอย อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี วงเงิน 3,146,600 บาท

10.โครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงโคบ้านมอแซงพัฒนา ต.ปล่องหอย อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี วงเงิน 3,977,600 บาท 11.โครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงโคสัจจะ ต.ตะโละดือรามัน อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี วงเงิน 4,962,000 บาท 12. โครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มส่งเสริมอาชีพบ้านกอลีต.ตะโละดือรามัน อ.กะพ้อ จ.ปัตตานีวงเงิน 4,921,600 บาท 13.โครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงโคบ้านโตะแน ต.ตะโละดือรามัน อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี วงเงิน 1,811,600 บาท 14.โครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคของวิสาหกิจชุมชนเพื่อศึกษาพันธุ์หอยบ้านตันหยงลุโละ ต.ตันหยงลุโละ อ.เมือง จ.ปัตตานี วงเงิน 4,547,700 บาท และ 15.โครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคของวิสาหกิจชุมชนปลาสดปลอดสารพิษ ต.บ้านกลาง อ.ปานาเระ จ.ปัตตานี วงเงิน 3,950,500 บาท

‘กรมวิชาการเกษตร’ชู’มันสำปะหลัง’ พืชไร่ศักยภาพสูงดูดซับก๊าซเรือนกระจก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/702652

'กรมวิชาการเกษตร'ชู'มันสำปะหลัง' พืชไร่ศักยภาพสูงดูดซับก๊าซเรือนกระจก

‘กรมวิชาการเกษตร’ชู’มันสำปะหลัง’ พืชไร่ศักยภาพสูงดูดซับก๊าซเรือนกระจก

วันศุกร์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2566, 21.45 น.

เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2566 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า บทบาทภารกิจที่สำคัญอีกด้านหนึ่งของกรมวิชาการเกษตรคือการศึกษาวิจัยชนิดพืชที่มีศักยภาพในการดูดซับก๊าซเรือนกระจกโดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และการกักเก็บคาร์บอนไว้ในส่วนต่างๆ ของพืช เพื่อรับมือเตรียมความพร้อมในการร่วมกันป้องกันกับปัญหาภาวะโลกร้อน (Global Warming) และการเปลี่ยนแปลงสภาพสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งนอกจากพื้นที่ป่าไม้แล้วพื้นที่เพาะปลูกพืชยังเป็นแหล่งดูดซับก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญเช่นกัน

มันสำปะหลัง เป็นพืชไร่เศรษฐกิจสำคัญชนิดหนึ่งของประเทศไทย ในปีการผลิต 2565 มีเนื้อที่เพาะปลูกทั้งประเทศประมาณ 11.07 ล้านไร่ ผลผลิตรวม 34.69 ล้านตัน ซึ่งพบว่าผลผลิตหัวสดมันสำปะหลังซึ่งเป็นรากสะสมอาหารจะสะสมคาร์โบไฮเดรตประมาณ 20 – 35% และในส่วนของลำต้นและใบยังมีการสะสมแป้ง หรือคาร์โบไฮเดรต ซึ่งองค์ประกอบคาร์โบไฮเดรตที่เกิดขึ้นเหล่านี้เกิดจากกระบวนการสังเคราะห์แสงของพืช โดยพืชจะดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศและน้ำ มาใช้ให้เกิดการสังเคราะห์สารประกอบอินทรีย์ และเก็บสะสมไว้ในรูปสารประกอบคาร์บอน

ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง กรมวิชาการเกษตร ได้ดำเนินการศึกษาวิจัยและประเมินศักยภาพของมันสำปะหลังในการดูดซับก๊าซเรือนกระจกโดยเฉพาะการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) รวมทั้งการศึกษาการกักเก็บคาร์บอนภายในส่วนต่างๆ ของต้นมันสำปะหลัง จำนวน 26 สายพันธุ์/พันธุ์ พบว่าในช่วงเช้าจะมีความเข้มข้นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในอากาศอยู่ระหว่าง 400 – 460 ppm แต่เมื่อสภาพอากาศมีความเข้มแสงเริ่มสูงกว่า 200 µmol PPF m-2s-1 มันสำปะหลังเริ่มมีอัตราการสังเคราะห์แสงสุทธิเพิ่มขึ้น (ในสภาพอากาศปกติอยู่ประมาณ 07.00 น.) และเมื่อความเข้มแสงสูงกว่า 800 µmol PPF m-2s-1 (ประมาณ 08.00 น.) จะทำให้ใบมันสำปะหลังมีอัตราการสังเคราะห์แสงสุทธิสูงขึ้นอย่างเด่นชัด ส่งผลให้ CO2 ในอากาศในแปลงปลูกมันสำปะหลังจะลดลงเหลือ 300-350 ppm ซึ่งจะเห็นได้ว่ามันสำปะหลังสามารถดูดซับ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศได้อย่างดี

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า การประเมินศักยภาพของพันธุ์มันสำปะหลังในการดูดซับก๊าซเรือนกระจก พบว่า มันสำปะหลังในแต่ละพันธุ์มีศักยภาพการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในอากาศที่แตกต่างกัน แม้ในมันสำปะหลังพันธุ์เดียวกันแต่มีช่วงอายุการเจริญเติบโตที่แตกต่างกันใบมันสำปะหลังมีศักยภาพการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่แตกต่างกันเช่นกัน โดยเฉพาะความชื้นของดินที่เหมาะสมจะมีส่วนช่วยเพิ่มศักยภาพการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงขึ้น ซึ่งมันสำปะหลังเป็นพืชที่มีศักยภาพในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และกักเก็บคาร์บอนไว้ในผลผลิตได้ดี มีส่วนสำคัญต่อการให้ผลผลิตแป้งหรือผลผลิตมันแห้งเฉลี่ยต่อไร่ต่อปีสูง

จากผลงานวิจัยเมื่อใบมันสำปะหลังได้รับความเข้มข้นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นจะทำให้ใบมันสำปะหลังดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปเก็บไว้ภายในภายในช่องว่างระหว่างเซลล์ของใบได้เพิ่มขึ้น และทำให้ใบมันสำปะหลังมีอัตราการสังเคราะห์แสงสุทธิเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดการสังเคราะห์สารประกอบอินทรีย์เพิ่มขึ้น ซึ่งจากการทดลองพันธุ์มันสำปะหลังส่วนใหญ่มีอัตราการสังเคราะห์แสงสุทธิสูงในช่วง 2 – 4 เดือนหลังปลูก โดยเฉพาะในช่วง 4 เดือนที่ต้นมันสำปะหลังมีจำนวนใบสมบูรณ์ต่อต้นจำนวนมาก ทำให้ช่วงการเจริญเติบโตนี้สามารถกักเก็บคาร์บอนได้สูง เมื่อพิจารณาพันธุ์ที่มีศักยภาพดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ใช้ความเข้มแสงในระดับต่ำและสูงได้ดี และให้ผลผลิตสูง สามารถคัดเลือกพันธุ์ได้ดังนี้ พันธุ์ระยอง 9 ระยอง 11 ระยอง 72 สายพันธุ์ CMR57-83-69 ห้วยบง 80 และพิรุณ 2 ซึ่งพันธุ์เหล่านี้จะเป็นพันธุ์ทางเลือกในการกักเก็บคาร์บอนได้สูงและทำให้การผลิตมันสำปะหลังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมต่อไป

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวในตอนท้ายว่า การเลือกใช้พันธุ์มันสำปะหลังและการจัดการแปลงปลูกที่เหมาะสมมีส่วนช่วยเพิ่มศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนของพืช จากสรุปผลงานวิจัยของมันสำปะหลังจำนวน 26 สายพันธุ์/พันธุ์ พบว่า ผลผลิตหัวสดสามารถกักเก็บคาร์บอนเฉลี่ย 0.870 ตันคาร์บอนต่อไร่ และดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ย 3.190 ตัน CO2 ต่อไร่ ทำให้มันสำปะหลังสามารถดูดซับ CO2 ในพื้นที่ปลูกทั้งประเทศต่อปี รวมประมาณ 30.11 ล้านตัน CO2 ต่อปี หากนำส่วนต่างๆ ของมันสำปะหลังที่เหลือ ได้แก่ ลำต้น เหง้า ใบ และก้านใบ มาคำนวณรวมกับรากสะสมอาหาร จะทำให้มันสำปะหลังเป็นพืชที่มีศักยภาพสูงในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นก๊าซชนิดหนึ่งของก๊าซเรือนกระจก และทำให้การผลิตมันสำปะหลังเป็นมิตรกับสภาพภูมิอากาศต่อไป สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถดาวน์โหลดได้จาก สรีรวิทยาของพันธุ์มันสำปะหลังที่มีศักยภาพในการดูดซับก๊าซเรือนกระจกในเว็บไซต์ของกรมวิชาการเกษตร หรือสอบถามข้อมูลได้ที่ นายอานนท์ มลิพันธ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชพิษณุโลก กรมวิชาการเกษตร โทรศัพท์ 0895841993

กรมชลฯเร่งบริหารน้ำฤดูแล้ง-เฝ้าระวังฝนเพิ่มในภาคใต้สัปดาห์หน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/702568

กรมชลฯเร่งบริหารน้ำฤดูแล้ง-เฝ้าระวังฝนเพิ่มในภาคใต้สัปดาห์หน้า

กรมชลฯเร่งบริหารน้ำฤดูแล้ง-เฝ้าระวังฝนเพิ่มในภาคใต้สัปดาห์หน้า

วันศุกร์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2566, 10.44 น.

กรมชลประทาน เร่งบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งพื้นที่ตอนบนพร้อมเฝ้าระวังฝนเพิ่มในพื้นที่ภาคใต้สัปดาห์หน้าหลังกอนช.ประกาศเรื่อง เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก

6 มกราคม 2566 นายประพิศ  จันทร์มา  อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปัจจุบัน (5 ม.ค. 66) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกัน 61,150 ล้าน ลบ.ม. (80% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) เป็นน้ำใช้การได้ 37,196 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 19,681 ล้าน ลบ.ม. (79% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) เป็นน้ำใช้การได้ 12,985 ล้าน ลบ.ม. ภาพรวมปริมาณน้ำต้นทุนอยู่ในเกณฑ์ดี ด้านสถานการณ์ค่าความเค็มในแม่น้ำ 4 สายหลัก ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา , แม่น้ำท่าจีน , แม่น้ำปราจีน-บางปะกง และแม่น้ำแม่กลอง อยู่ในเกณฑ์ปกติ  

ในส่วนของผลการจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 65/66 ปัจจุบันจัดสรรน้ำทั้งประเทศไปแล้ว 7,594 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 28% ของแผนฯ (แผนจัดสรรน้ำทั้งประเทศ 27,685 ล้าน ลบ.ม.) เฉพาะลุ่มเจ้าพระยามีการจัดสรรน้ำไปแล้ว 2,199 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 25 ของแผนฯ (แผนจัดสรรน้ำลุ่มเจ้าพระยา 9,100 ล้าน ลบ.ม.) จนขณะนี้มีการเพาะปลูกข้าวนาปรังทั้งประเทศไปแล้ว 5.601 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 54 ของแผนฯ ในขณะที่พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยามีการเพาะปลูกข้าวนาปรังไปแล้ว 4.229 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 64 ของแผนฯ เฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำ มีการเพาะปลูกข้าวนาปรังตามการปรับปฏิทินการเพาะปลูกไปแล้วกว่าร้อยละ 90 ของแผนฯ คาดว่าจะเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จตามแผนที่กำหนด      

ทั้งนี้ เกษตรกรบางส่วนใช้น้ำค้างทุ่งในการเพาะปลูก จึงทำให้มีปริมาณน้ำสะสมในอ่างเก็บน้ำมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งเพียงพอสนับสนุนให้เกษตรได้ใช้เตรียมแปลงเพาะปลูกในช่วงฤดูแล้งนี้ อย่างไรก็ตาม ได้กำชับให้โครงการชลประทานในพื้นที่ภาคเหนือ  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก รวมทั้งภาคกลาง  บริหารจัดการน้ำอย่างประณีต ควบคู่ไปกับการเก็บกักน้ำไว้ใช้ในพื้นที่ให้ได้มากที่สุดโดยไม่กระทบต่อเกษตรกร พร้อมปฏิบัติตาม 10 มาตรการรองรับฤดูแล้งปี 65/66 ที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) กำหนดอย่างเคร่งครัด ที่สำคัญให้ทำการประชาสัมพันธ์ถึงสถานการณ์น้ำให้ประชาชนและเกษตรกรรับรู้รับทราบอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง  

อย่างไรก็ตามตามที่กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ประกาศเรื่อง เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ในพื้นที่ภาคใต้ จากการติดตามการคาดการณ์สภาพอากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) พบว่า ในช่วงวันที่ 6 – 11 มกราคม 2566 หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้ตอนล่าง มีแนวโน้มกำลังแรงขึ้น และเคลื่อนเข้าใกล้ปลายแหลมญวณ ประกอบกับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้นทำให้บริเวณภาคใต้จะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยมีพื้นที่เสี่ยงเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ ได้แก่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส

ล่าสุดได้สั่งการให้โครงการชลประทานในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อม เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำและการพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด ตรวจสอบระบบและอาคารชลประทานต่าง ๆ ให้สามารถรองรับสถานการณ์น้ำได้อย่างเต็มศักยภาพ รวมไปถึงบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุมอย่างเคร่งครัด ส่วนพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมเป็นประจำ ให้ติดตั้งเครื่องจักร เครื่องมือ รถแบคโฮ/รถขุด รถเทรลเลอร์ เครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ เครื่องผลักดันน้ำ ประจำไว้ในพื้นที่ เพื่อให้สามารถรับมือสถานการณ์และช่วยเหลือประชาชนได้ตลอดเวลา

ในกรณีที่มีแนวโน้มจะเกิดภาวะวิกฤติน้ำท่วมหรือน้ำเอ่อล้นตลิ่งในแม่น้ำสายหลัก ได้กำชับโครงการชลประทานในพื้นที่บูรณาการร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำและเตรียมพร้อมรับมือได้อย่างทันท่วงที  ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากทางหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในระยะต่อไปด้วย