‘กรมการข้าว’จับมือ’กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม’ ถกแนวทางการแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตข้าวตกต่ำ

'กรมการข้าว'จับมือ'กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม' ถกแนวทางการแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตข้าวตกต่ำ

‘กรมการข้าว’จับมือ’กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม’ ถกแนวทางการแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตข้าวตกต่ำ

วันอังคาร ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.09 น.

“กรมการข้าว”จับมือ”กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม” ถกแนวทางการแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตข้าวตกต่ำ เร่งหาช่องทางผลักดันข้าวสู่อุตสาหกรรมแปรรูปข้าวเป็นผลิตภัณฑ์ พร้อมเตรียมทำข้อตกลงร่วมกัน เริ่มประเดิมในพื้นที่ภาคอีสาน แหล่งปลูกข้าวที่สำคัญของประเทศ

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย นายโอวาท ยิ่งลาภ ผู้อำนวยการกองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว นางพะยอม โคเบลลี่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการอารักขาข้าว นายรณชัย ช่างศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุกรรมข้าว และเจ้าหน้าที่จากกองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าว ได้เข้าร่วมประชุมหารือแนวทางการทำงานร่วมกันกับ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม นำโดยนางณัฎฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม พร้อมด้วยนายสุรพล ปลื้มใจ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และคณะ ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 6 อาคารกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โดยการหารือครั้งนี้ มีประเด็นสำคัญคือการร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาผลผลผลิตข้าวของชาวนา ที่ในแต่ละปีมีผลผลิตออกสู่ตลาดในช่วงเวลาเดียวกันเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ราคาข้าวตกต่ำ ทำให้รัฐบาลต้องสูญเสียงบประมาณในการเยียวยาให้การช่วยเหลือเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวนาในแต่ละปีคิดเป็นมูลค่าหลายแสนล้านบาท

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ 60 – 70 ล้านไร่ และทุกๆ ปีมีผลผลิตข้าวออกสู่ท้องตลาดในปริมาณมาก ส่งผลให้ราคาข้าวตกต่ำ ประกอบกับประเทศคู่ค้าที่สำคัญระงับการนำเข้า ขณะที่ประเทศคู่แข่งได้มีการพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ๆ อย่างสม่ำเสมอ และได้แย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาดข้าวของไทย เพราะฉะนั้นภาครัฐจะให้การสนับสนุนเกษตรกรปลูกข้าวเพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องปรับทิศทางใหม่เป็นการส่งเสริมการผลิตข้าวพรีเมี่ยม ที่เป็นข้าวคาร์บอนต่ำ ซึ่งปัจจุบันนี้ในตลาดโลกให้ความสำคัญและมีความต้องการมาก โดยกรมการข้าวจะผลักดันให้การผลิตข้าวของไทยเป็นการผลิตข้าวที่ยั่งยืน มีเป้าหมายเป็น “Decarbon Rice” ซึ่งชาวนาจะค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการปลูกข้าวที่ลดคาร์บอนลงซึ่งการดำเนินการเช่นนี้จะสอดรับกับนโยบายของ ท่าน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาสินค้าเกษตรและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร

ทั้งนี้ จากการประชุมหารือร่วมกันทำให้ได้รับทราบว่ากรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้ให้ความสำคัญและมีการดำเนินการในเรื่องอุตสาหกรรมเกษตรอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่ได้มีการดำเนินการในเรื่องสินค้าข้าวอย่างจริงจัง แต่มีการดำเนินงานบ้างในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ นอกจากนี้ทั้งสองหน่วยงานมีความเห็นพ้องกันในเรื่องการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ ว่าเป็นความยั่งยืนของการผลิตข้าว แต่ต้องมีกลไกการผลิตข้าวที่มีความเข้มแข็ง และคำนึงถึงความต้องการของตลาดโลก ซึ่งในอนาคตกรมการข้าวจะได้จัดทำโครงการเพื่อจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกันระหว่างสองหน่วยงาน โดยในเบื้องต้นกำหนดพื้นที่เริ่มดำเนินการเป็นโครงการนำร่องในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อนเป็นลำดับแรก

– 006

ครบรอบ 58 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร

ครบรอบ 58 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร

ครบรอบ 58 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร

วันอังคาร ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.15 น.

21 ตุลาคม 2568 กรมส่งเสริมการเกษตรจัดงานวันที่ระลึกคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมการเกษตร ในวาระครบรอบ 58 ปี ณ กรมส่งเสริมการเกษตร ถนนพหลโยธิน กรุงเทพมหานคร โดย นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ นายครองศักดิ์ สงรักษา นายสุริยะ คำปวง นายวีรศักดิ์ บุญเชิญ รองอธิบดี และคณะผู้บริหารกรมส่งเสริมการเกษตร ประกอบด้วย พิธีสงฆ์ และพิธีบวงสรวงองค์ท้าวมหาพรหม ศาลพระภูมิ และพิธีไหว้คันไถ และพิธีแสดงความเคารพศาสตราจารย์พิเศษ ทำนอง สิงคาลวณิช และร่วมร้องเพลงมาร์ชกรมส่งเสริมการเกษตร ณ กรมส่งเสริมการเกษตร ถนนพหลโยธิน กรุงเทพฯ

กรมส่งเสริมการเกษตร ก่อตั้งเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ.2510 เป็นหน่วยงานราชการในสังกัด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีภารกิจสำคัญในการส่งเสริม พัฒนา และถ่ายทอดองค์ความรู้ทางการเกษตรแก่เกษตรกรทั่วประเทศ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและพัฒนาการเกษตรของประเทศให้มั่นคงและยั่งยืน

– จุดเริ่มต้นและการจัดตั้ง (พ.ศ.2476 – 2500) หลังจากมีการปรับปรุงการบริหารราชการแผ่นดินในช่วงต้นรัชกาลที่ 7 รัฐบาลได้ตระหนักถึงความสำคัญของการให้ความรู้และสนับสนุนเกษตรกร จึงจัดตั้งหน่วยงานด้านส่งเสริมการเกษตรขึ้นภายในกรมกสิกรรม กระทรวงเศรษฐการ (ในขณะนั้น) เพื่อดำเนินงานเผยแพร่ความรู้ด้านการเพาะปลูกและการผลิตทางการเกษตร

– การรวมศูนย์และขยายภารกิจ (พ.ศ.2501 – 2509) ต่อมาในช่วงปี พ.ศ.2501 รัฐบาลได้ดำเนินโครงการพัฒนาเกษตรกรอย่างเป็นระบบมากขึ้น มีการจัดตั้งหน่วยงาน “กองส่งเสริมการเกษตร” อยู่ในสังกัดกรมกสิกรรม เพื่อดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรในระดับพื้นที่ โดยมุ่งเน้นให้เจ้าหน้าที่ลงไปให้คำแนะนำแก่เกษตรกรโดยตรง

– การจัดตั้ง “กรมส่งเสริมการเกษตร” อย่างเป็นทางการ (พ.ศ.2510) ในปี พ.ศ.2510 รัฐบาลได้ออก พระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ.2510 จัดตั้ง “กรมส่งเสริมการเกษตร” ขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยแยกภารกิจด้านการส่งเสริมออกจากกรมกสิกรรม เพื่อให้การดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรเป็นเอกเทศ มีประสิทธิภาพ และทั่วถึงยิ่งขึ้น

– การพัฒนาและปรับโครงสร้าง (พ.ศ.2510 – ปัจจุบัน) กรมส่งเสริมการเกษตรได้พัฒนาระบบการทำงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านโครงสร้าง การบริหารงานบุคลากร และเทคโนโลยีการเกษตร มีการจัดตั้ง สำนักงานส่งเสริมการเกษตรเขต (สสข.) และสำนักงานเกษตรจังหวัด – อำเภอ เพื่อให้การบริการถึงเกษตรกรในทุกพื้นที่รวมทั้งมีการปรับโครงสร้างหน่วยงานหลายครั้งเพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

– บทบาทในยุคปัจจุบัน ปัจจุบัน กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนภารกิจ “เกษตรยั่งยืนเพื่อความมั่นคงทางอาหารและรายได้ของเกษตรกร” ภายใต้นโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเน้น การพัฒนาเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตร การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชน การส่งเสริมการเกษตรแบบแม่นยำ (Precision Agriculture) และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในภาคเกษตร

– 006

กรมปศุสัตว์จัดโครงการเร่งรัดผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมว เพื่อควบคุมป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่เสี่ยง

กรมปศุสัตว์จัดโครงการเร่งรัดผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมว เพื่อควบคุมป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่เสี่ยง

กรมปศุสัตว์จัดโครงการเร่งรัดผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมว เพื่อควบคุมป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่เสี่ยง

วันอังคาร ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.11 น.

กรมปศุสัตว์จัดโครงการเร่งรัดผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมว เพื่อควบคุมป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่เสี่ยง ภายใต้โครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธานฯ ในพื้นที่จังหวัดน่าน

วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม 2568 กรมปศุสัตว์จัดโครงการเร่งรัดผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมวเพื่อควบคุมป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่เสี่ยง ภายใต้โครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธาน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ปีงบประมาณ พ.ศ.2569 โดยได้รับเกียรติจาก ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดฯ นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงานในครั้งนี้ โดยมี นายสัตวแพทย์บุญญกฤช ปิ่นประสงค์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยผู้บริหารกรมปศุสัตว์ ผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และเกษตรกร เข้าร่วมงานฯ ณ อาคารภักดีนวมินทร์ วิทยาลัยเทคนิคน่าน ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ ได้มีนโยบายขับเคลื่อนโครงการเร่งรัดผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมวฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้บริการพี่น้องประชาชน ในการดูแลสุขภาพสุนัข – แมว ทั้งมีเจ้าของและไม่มีเจ้าของ อีกทั้งยังเป็นการแก้ไขปัญหาและควบคุมประชากรสุนัขและแมวไม่มีเจ้าของ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งเป็นโรคร้ายแรงที่ติดต่อสู่คนได้ และเป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจ และตระหนักรู้ถึงอันตรายของโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งจะช่วยในการสนับสนุนการขับเคลื่อนการสร้างพื้นที่ปลอดโรคพิษสุนัขบ้า ทำให้จังหวัดน่าน และประเทศไทย ปลอดจากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธานฯ โดยตั้งเป้าหมายขยายผลโครงการดังกล่าวเพิ่มขึ้นอีก 30% ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า การผ่าตัดทำหมันสุนัข – แมว การบริการให้คำปรึกษาและรักษาพยาบาลสัตว์เบื้องต้น รวมทั้งนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับการควบคุม และป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าทั้งในคนและสัตว์ พร้อมกันนี้ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เยี่ยมชมกิจกรรมการผ่าตัดทำหมันสุนัข – แมว และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน

– 006

ชป. เตือนภาคใต้รับมือฝนหนัก 23–24 ต.ค. จากอิทธิพลพายุ “เฟิงเฉิน” แม้ไม่เข้าไทยโดยตรง

ชป. เตือนภาคใต้รับมือฝนหนัก 23–24 ต.ค. จากอิทธิพลพายุ “เฟิงเฉิน” แม้ไม่เข้าไทยโดยตรง

ชป. เตือนภาคใต้รับมือฝนหนัก 23–24 ต.ค. จากอิทธิพลพายุ “เฟิงเฉิน” แม้ไม่เข้าไทยโดยตรง

วันจันทร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 19.35 น.

20 ตุลาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา ฉบับที่ 3 (294/2568) เรื่อง พายุ “เฟิงเฉิน” (FENGSHEN) ที่ก่อตัวบริเวณทะเลจีนใต้ ขณะนี้กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ด้วยความเร็วประมาณ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นอีก ก่อนจะเคลื่อนเข้าใกล้ตอนใต้ของเกาะไหหลำ ประเทศจีน และชายฝั่งประเทศเวียดนามตอนกลาง ในช่วงวันที่ 21 – 23 ตุลาคม 2568 จากนั้นคาดว่าจะอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมบริเวณเวียดนามตอนบนและทะเลจีนใต้ตอนบน

ทั้งนี้ พายุ “เฟิงเฉิน” จะไม่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง แต่จะส่งผลต่อสภาพอากาศในหลายพื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ภาคใต้ มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ เนื่องจากร่องมรสุมกำลังปานกลางจะพาดผ่านภาคใต้ตอนล่าง ในช่วงวันที่ 23 – 24 ตุลาคม นี้ สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยเฉพาะบริเวณภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ขอให้ระมัดระวังฝนตกหนักสะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก 

กรมชลประทานได้สั่งการให้โครงการชลประทานในพื้นที่ภาคใต้เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด ตรวจสอบความพร้อมของอาคารชลประทาน เครื่องจักร เครื่องมือ และสถานีสูบน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำ เพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชน ขณะเดียวกัน ยังคงติดตามวิเคราะห์ข้อมูลสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง พร้อมประสานแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง เพื่อให้การระบายน้ำเป็นไปอย่างเหมาะสม และลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด

‘รองนายกฯธรรมนัส’เยือนเมืองน่าน เร่งรัดงานก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ‘น้ำกิ’

‘รองนายกฯธรรมนัส’เยือนเมืองน่าน เร่งรัดงานก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ‘น้ำกิ’

‘รองนายกฯธรรมนัส’เยือนเมืองน่าน เร่งรัดงานก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ‘น้ำกิ’

วันจันทร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.30 น.

‘รองนายกฯธรรมนัส’เยือนเมืองน่าน เร่งรัดงานก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ‘น้ำกิ’

20 ตุลาคม 2568 ที่จังหวัดน่าน ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำคณะลงพื้นที่ไปติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จังหวัดน่าน โดยมีนายวรพจน์ เพชรนรชาติ รองอธิบดีกรมชลประทาน นายนพดล น้อยไพโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 2 นายเศกสิทธิ์ โพธิ์ชัย ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ นายมีชัย ปฏิยุทธ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานน่าน และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่พร้อมบรรยายสรุปแผนงานโครงการพัฒนาแหล่งน้ำพื้นที่จังหวัดน่าน ณ วิทยาลัยเทคนิคน่าน อำเภอเมืองน่าน

สำหรับจังหวัดน่าน มีพื้นที่ชลประทานและพื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 122,460 ไร่ มีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่ดำเนินการแล้วเสร็จ โครงการระยะเร่งด่วน ระยะปานกลาง ระยะยาว และโครงการขนาดใหญ่ รวมทั้งหมด 36 โครงการ

โครงการอ่างเก็บน้ำน้ำกิ เป็นหนึ่งในแผนงานโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ตั้งอยู่บ้านวังผาง หมู่ที่ 2 ตําบลผาทอง อำเภอท่าวังผา มีลักษณะเป็นเขื่อนหินถมแกนดินเหนียว ความจุกักเก็บกว่า 52 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่งน้ำด้วยระบบท่อส่งน้ำและคลองส่งนํ้า ความยาวรวมประมาณ 88 กิโลเมตร ระยะเวลาในการก่อสร้างปี 2567-2573 หากก่อสร้างแล้วเสร็จ จะสามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานได้ประมาณ 35,558 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 8 ตําบล ในเขตอำเภอท่าวังผา รวมทั้งส่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกและอุปโภคบริโภค ให้กับประชาชนในพื้นที่รับประโยชน์กว่า 6,300 ครัวเรือน ช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ท้ายน้ำในเขตอำเภอท่าวังผา ตลอดจนพื้นที่ราบลุ่มริมลําน้ำน่าน นอกจากนี้ ยังจะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดแห่งใหม่ ที่จะสร้างรายได้เสริมให้กับประชาชน อีกทั้งยังสามารถพัฒนาเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจและส่งเสริมการท่องเที่ยวได้อีกด้วย

‘พีมูฟ’บุกทำเนียบยื่นหนังสือถึง’บวรศักดิ์’ค้านยุบธนาคารที่ดิน ชี้ทำลายความหวังปชช.

'พีมูฟ'บุกทำเนียบยื่นหนังสือถึง'บวรศักดิ์'ค้านยุบธนาคารที่ดิน ชี้ทำลายความหวังปชช.

‘พีมูฟ’บุกทำเนียบยื่นหนังสือถึง’บวรศักดิ์’ค้านยุบธนาคารที่ดิน ชี้ทำลายความหวังปชช.

วันจันทร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.18 น.

“พีมูฟ”ไม่ยอม!!! ยกขบวนบุกหน้าทำเนียบ ยื่นหนังสือถึงรองนายกฯคัดค้านยุบธนาคารที่ดิน พร้อมเปิดประชุมร่วมเร่งหาทางออกทันที ชี้เป็นการทำลายความหวังของคนตัวเล็กตัวน้อย ฮึ่มถ้ารัฐบาลเพิกเฉยพร้อมยกระดับการชุมนุมยืดเยื้อทั่วประเทศ

เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 20 ต.ค 68 ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ “พีมูฟ” เคลื่อนไหวบุกยื่นหนังสือต่อนายบวรศักดิ์ อุวรรณโน รองนายกรัฐมนตรี      ผ่าน กพร.ประกาศจุดยืน คัดค้านการยุบและยกเลิกสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ซึ่งพีมูฟมองว่าเป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านที่ดินและสิทธิในการอยู่อาศัยของประชาชนทั่วประเทศ

ขบวนผู้ชุมนุมประกอบด้วย พีมูฟ ประชาชนผู้ไร้ที่ดินทำกิน คนจนเมือง และประชาชนที่อยู่กับป่า ล้วนเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ยืนยันว่า ข้อเสนอจะต้องมีเนื้อหาชัดเจน เป็นรูปธรรม และสะท้อนปัญหาจากภาคประชาชนจริง พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาล เปิดประชุมร่วมโดยด่วนกับรองนายกฯเพื่อหารือแนวทางแก้ปัญหาบนพื้นฐานของความยุติธรรม

ล่าสุด ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ภายใต้แรงกดดันจากพีมูฟ ซึ่งทางรองนายกรัฐมนตรี มอบหมายนายสุรชัย ภู่ประเสริฐ รองเลขาธิการประจำตัวนายบวรศักดิ์ สุวรรณโณ ฝ่ายการเมือง มาเจรจาเข้าร่วมประชุมเจรจากับตัวแทนของพีมูฟ ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียด แต่อัดแน่นด้วยความหวังของผู้ชุมนุมที่รอฟังคำตอบจากรัฐบาลอย่างจับตา

โดยในการประชุมหารือ  พีมูฟทางตัวแทนผู้ชุมนุม ย้ำจุดยืนหนักแน่นว่า การยุบสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ไม่เพียงเป็นการล้มเลิกนโยบายเพื่อประชาชน แต่ยังเป็นการทำลายความหวังของคนตัวเล็กในประเทศนี้ หากรัฐบาลยังคงเพิกเฉย ไม่ดำเนินการตามข้อเสนอที่ยื่นไป และไม่เปิดโต๊ะเจรจาระดับนโยบายโดยตรงกับรองนายกฯ อย่างเป็นทางการ ประกาศชัด จะยกระดับการเคลื่อนไหวสู่การชุมนุมยืดเยื้อทั่วประเทศ จนกว่าความยุติธรรมด้านที่ดินและสิทธิในการดำรงชีวิตจะเกิดขึ้นอย่างแท้จริง

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ จึงถือเป็นอีกหมุดหมายสำคัญ ที่แสดงให้เห็นถึงพลังของภาคประชาชนในการลุกขึ้นทวงสิทธิ์ของตนเอง พร้อมทั้งส่งสารตรงถึงรัฐบาลว่า เสียงจากรากหญ้าไม่อาจถูกมองข้ามได้อีกต่อไป
 

ขอบคุณข้อมูลเพจ ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม P-move 

‘กรมการข้าว’ดึง‘สหกรณ์-โรงสี’ถกแก้ปัญหา‘ราคาข้าว’ชะลอขาย 22 ต.ค. รับมือผลผลิตนาปี68/69

‘กรมการข้าว’ดึง‘สหกรณ์-โรงสี’ถกแก้ปัญหา‘ราคาข้าว’ชะลอขาย 22 ต.ค. รับมือผลผลิตนาปี68/69

‘กรมการข้าว’ดึง‘สหกรณ์-โรงสี’ถกแก้ปัญหา‘ราคาข้าว’ชะลอขาย 22 ต.ค. รับมือผลผลิตนาปี68/69

วันอาทิตย์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 10.35 น.

‘กรมการข้าว’ดึง‘สหกรณ์-โรงสี’ถกแก้ปัญหา‘ราคาข้าว’ชะลอขาย 22 ต.ค. รับมือผลผลิตนาปี68/69

19 ตุลาคม 2568 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาราคา ข้าวเปลือก ตกต่ำว่า ล่าสุดร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวทั่วประเทศ โดยกรมการข้าว ได้เชิญตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อผนึกกำลังในการระดมสมองเพื่อประชุมเชิงกลยุทธ์กำหนดแนวทางร่วมกันในวันที่ 22 ตุลาคม 2568 นี้ซึ่งมีตัวแทนจากสหกรณ์จังหวัด สมาคมโรงสีข้าวไทย สมาคมโรงสีข้าวตะวันออกเฉียงเหนือ และโรงสีข้าวขนาดใหญ่จากทั่วประเทศเข้าร่วม เพื่อกำหนดทิศทางในการแก้ไขปัญหาราคาข้าวตกต่ำและเร่งรัดขับเคลื่อนมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2568/69 อย่างเร่งด่วน

ทั้งนี้ในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน นี้คาดการว่าผลผลิตข้าวนาปีจำนวนมากออกสู่ตลาดพร้อมกันจำนวนมาก  จึงจำเป็นต้องเร่งวางแนวทางและกำหนดเป้าหมายและมาตรการที่ชัดเจนด้วยการวางแนวทางการชะลอการขายและดูดซับข้าวออกจากตลาด เพื่อลดปริมาณผลผลิตส่วนเกินในช่วงเวลาสั้น ๆ เพื่อลดการกดราคารับซื้อข้าวโดยกรมการข้าวจะทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการประสานงานขับเคลื่อนในสามหลักการหลักคือ 1.การขยายจุดรวบรวมและสร้างการแข่งขัน โดยจะประสานงานให้โรงสีนอกพื้นที่เข้ามาร่วมเป็นจุดรวบรวมข้าวเพิ่มขึ้น นอกเหนือจากเครือข่ายสหกรณ์และโรงสีท้องถิ่น

ทั้งนี้ กลไกนี้จะช่วย เพิ่มการแข่งขันในการรับซื้อ และยกระดับราคาข้าวที่ชาวนาจะได้รับโดยตรง 2.การหนุนโครงการสินเชื่อชะลอการขาย (จำนำยุ้งฉาง) ซึ่งจะเร่งรัดการดำเนินงานร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ (กสส.) และ ธ.ก.ส. เพื่อที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถ “ฝากเก็บข้าว” ไว้ก่อน และจะนำข้าวออกมาขายเมื่อราคาตลาดสูงกว่าราคาฝากเก็บ ทำให้ชาวนาได้รับส่วนต่างของราคาที่เพิ่มขึ้น และ 3.การแก้ปัญหาอุปสรรคเชิงปฏิบัติการ

สำหรับการประชุมวันที่ 22 ตุลาคม นี้กรมการข้าวจะวางกรอบการหารือกับ ธ.ก.ส. และสหกรณ์ ที่จะผ่อนปรนหลักเกณฑ์และเกณฑ์การพิจารณา ต่าง ๆ โดยเฉพาะการขยายวงเงินสินเชื่อชะลอการขายที่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของสมาชิก รวมถึงการหาแนวทางสนับสนุน เครื่องอบลดความชื้น เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่จัดเก็บและการแปรรูปเบื้องต้นของสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพโดยปีการผลิต 2568/69 นี้ สหกรณ์ทั่วประเทศได้ตั้งเป้าหมายที่จะรวบรวมข้าวเปลือกเพิ่มขึ้นเป็น 4 ล้านตัน จากสหกรณ์ 428 แห่ง ผ่านโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมและสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2567/68 ที่รวบรวมได้ 3.29 ล้านตัน

 นายอานนท์ บอกอีกว่านอกจากการแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำแล้วกรมการข้าวยังเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติหลังน้ำลด โดยมีแผนในการที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีฟื้นฟูดินและน้ำ รวมถึงการเตรียม สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี และชีวภัณฑ์ย่อยสลายตอซังแก่พื้นที่ที่ได้รับความเสียหายสิ้นเชิง เพื่อให้ชาวนาสามารถเริ่มเพาะปลูกใหม่ได้อย่างทันท่วงที ทั้งนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืน กรมการข้าวได้รับมอบหมายให้เร่งจัดทำข้อเสนอโครงการมาตรการรักษาเสถียรภาพราคา ปีการผลิต 2569/70 ร่วมกับ ธ.ก.ส. และนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาตั้งแต่ช่วงต้นปี เพื่อให้มาตรการพร้อมก่อนฤดูกาลผลิตจริง และครอบคลุมทั้งนาปีและนาปรัง เพื่อสร้างความมั่นใจและให้ชาวนารับทราบข้อมูลล่วงหน้าอย่างทั่วถึง มาตรการเชิงรุกที่กรมการข้าวเป็นแกนกลางในการประสานงานและขับเคลื่อนในการสร้างกลไกตลาดที่เป็นธรรมให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวต่อไปด้วย

‘เขื่อนเจ้าพระยา’เพิ่มการระบาย หลังฝนตกต่อเนื่อง ส่งผลให้ปริมาณน้ำมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

‘เขื่อนเจ้าพระยา’เพิ่มการระบาย หลังฝนตกต่อเนื่อง ส่งผลให้ปริมาณน้ำมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

‘เขื่อนเจ้าพระยา’เพิ่มการระบาย หลังฝนตกต่อเนื่อง ส่งผลให้ปริมาณน้ำมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

วันเสาร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.52 น.

‘เขื่อนเจ้าพระยา’เพิ่มการระบาย หลังฝนตกต่อเนื่อง ส่งผลให้ปริมาณน้ำมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

18 ตุลาคม 2568 กรมชลประทานเปิดเผยว่า ฝนที่ตกต่อเนื่องบริเวณภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบน ส่งผลให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำสายหลักและแม่น้ำสาขามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

ล่าสุดเมื่อเวลา 06.00 น. ของวันนี้(18 ต.ค.68) ที่สถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,839  ลบ.ม./วินาที แนวโน้มเพิ่มขึ้น  ในขณะที่สถานี ct.25 แม่น้ำสะแกกรัง จ.อุทัยธานี มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 125 ลบ.ม./วินาที  ก่อนจะไหลมาสมทบบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ส่งผลต่อเนื่องให้ที่สถานี C.13 เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,400 ลบ.ม./วินาที และมีแนวโน้มเพิ่ม

ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำทางตอนบนที่ไหลมาสมทบอย่างต่อเนื่องและฝนที่ตกในระยะนี้  เขื่อนเจ้าพระยา จะทยอยปรับเพิ่มการระบาย ตั้งแต่เวลา 09.00 น. จากอัตรา 2,400 ลบ.ม./วิ เป็นอัตรา 2,500 ลบ.ม./วิ ภายในเวลา 15.00 น. ของวันนี้ (ชั่วโมงละ 15 ลบ.ม./วิ โดยประมาณ) และคงอัตราดังกล่าวต่อเนื่อง

จึงขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นอกคั้นกันน้ำบริเวณ

+ คลองโผงเผง จังหวัดอ่างทอง 

+ วัดไชโย จังหวัดอ่างทอง

+ อำเภอป่าโมก จังหวะดอ่างทอง

+ คลองบางบาล ตำบลหัวเวียง อำเภอเสนา

+ ตำบลลาดชิด ตำบลท่าดินแดง อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่อยู่ติดกับแม่น้ำน้อย 

+ วัดสิงห์  อำเภออินทร์บุรี  จังหวัดสิงห์บุรี

+ อำเภอเมืองสิงห์บุรี

+ อำเภอพรหมบุรี  จังหวัดสิงห์บุรี

+ วัดเสือข้าม อำเภออินทร์บุรี  จังหวัดสิงห์บุรี

+ ตำบลโพนางดำ อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท

เฝ้าระวังและติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด  และยกของขึ้นที่สูง หากระดับน้ำทางตอนบนเพิ่มสูงขึ้น และส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มมากขึ้น จะแจ้งให้ทราบเป็นระยะต่อไป

มกอช.ดันความร่วมมือ SPS อาเซียน-จีน เสริมสร้างกลไกความปลอดภัยอาหาร

มกอช.ดันความร่วมมือ SPS อาเซียน-จีน เสริมสร้างกลไกความปลอดภัยอาหาร

มกอช.ดันความร่วมมือ SPS อาเซียน-จีน เสริมสร้างกลไกความปลอดภัยอาหาร

วันศุกร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.22 น.

มกอช. เตรียมความพร้อมผลักดันความร่วมมือ SPS อาเซียน-จีน เสริมสร้างกลไกความปลอดภัยอาหาร และอำนวยความสะดวกทางการค้าในภูมิภาคอาเซียน

สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) จัดประชุมเตรียมการสำหรับการประชุมระดับรัฐมนตรีและระดับอธิบดีด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) อาเซียน–จีน ครั้งที่ 9 โดยมี นายชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการ มกอช. เป็นประธาน และมีผู้แทนจากกรมวิชาการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมง และ มกอช. เข้าร่วม

ที่ประชุมหารือเพื่อเตรียมการด้านสารัตถะสำหรับการประชุมระดับรัฐมนตรีและอธิบดี SPS อาเซียน-จีน ครั้งที่ 9 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-13 พฤศจิกายน 2568 ณ เมืองฉงชิ่ง ประเทศจีน โดยได้พิจารณาประเด็นการดำเนินการความร่วมมือทางวิชาการด้าน SPS ระหว่างอาเซียนกับจีน เช่น โครงการฝึกอบรม สัมมนา การแลกเปลี่ยนการเยือน การวิจัยร่วม เป็นต้น รวมทั้งได้ประเด็นหารือด้านทวิภาคีที่จะหยิบยกขึ้นหารือกับฝ่ายจีน เช่น การเปิดตลาดสินค้าเกษตร การแก้ไขปัญหาสารตกค้างในสินค้าเกษตร เป็นต้น ตลอดจนการเตรียมการลงนามพิธีสารที่เกี่ยวข้องในห้วงการประชุม

การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้บันทึกความเข้าใจร่วมในความร่วมมือด้าน SPS อาเซียน-จีน (ASEAN-China MOU on SPS) ซึ่ง มกอช. เป็นหน่วยงานผู้รับผิดชอบหลักของไทย โดยในการประชุมระดับรัฐมนตรีครั้งนี้ จะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายไทย

-(016)

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ขับเคลื่อนโครงการอาหารสัตว์ธงเขียว มุ่งลดต้นทุนอาหารสัตว์ สร้างรายได้ให้เกษตรกร

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ขับเคลื่อนโครงการอาหารสัตว์ธงเขียว มุ่งลดต้นทุนอาหารสัตว์ สร้างรายได้ให้เกษตรกร

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ขับเคลื่อนโครงการอาหารสัตว์ธงเขียว มุ่งลดต้นทุนอาหารสัตว์ สร้างรายได้ให้เกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.19 น.

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบนโยบายให้กรมปศุสัตว์เร่งดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ ที่มุ่งเน้นลดภาระต้นทุนการผลิตด้านอาหารสัตว์ โดยกรมปศุสัตว์เดินหน้าขับเคลื่อน “โครงการอาหารสัตว์ธงเขียว” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงสัตว์และยกระดับคุณภาพสินค้าปศุสัตว์ของประเทศ เดินหน้าบูรณาการร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมให้การสนับสนุนสหกรณ์ด้านปศุสัตว์ทั่วประเทศ ให้สามารถผลิตอาหารสัตว์ ทั้งอาหารข้น และอาหารหยาบ ได้ด้วยตนเอง และจำหน่ายให้กับสมาชิกฯ ในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาด สร้างรายได้ที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมุ่งเน้นการลดต้นทุนอาหารสัตว์ในทุกมิติ ทั้งด้านอาหารหยาบและอาหารข้น เพื่อให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น ผ่านการดำเนินการภายใต้ 3 โครงการสำคัญ ได้แก่ 1.โครงการอาหารสัตว์ TMR (Total Mixed Ration) ส่งเสริมการผลิตอาหารผสมสำเร็จรูปสำหรับโคเนื้อและโคนม โดยนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น กากปาล์มน้ำมัน ใบกระถินแห้ง ใบมันสำปะหลังหมัก กากเบียร์ กากมัน กากมะเขือเทศ และเปลือกสับปะรด มาจัดสัดส่วนตามชนิดและระยะการให้ผลผลิตของสัตว์ เป็นการให้อาหารแบบแม่นยำ ช่วยลดต้นทุนได้อย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งยังได้จัดตั้ง หน่วยจัดการอาหารสัตว์เคลื่อนที่ (Feed Management Mobile Unit : FMMU) ให้บริการคำแนะนำการใช้วัสดุเหลือใช้ในพื้นที่ พร้อมวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนะผ่านห้องปฏิบัติการมาตรฐาน ก่อนนำไปประกอบเป็นอาหารสัตว์ ทั้งนี้ ในปี 2569 กรมปศุสัตว์ตั้งเป้าผลิต TMR ราคาประหยัด จำนวน 670,000 กิโลกรัม เพื่อให้บริการเกษตรกรทั่วประเทศ 2. โครงการสูตรลดต้นทุนอาหารข้นสำหรับสุกร ส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยผลิตอาหารข้นใช้เองในฟาร์ม โดยนักวิชาการจาก FMMU จะให้คำแนะนำสูตรอาหารและแหล่งวัตถุดิบ เช่น รำข้าว ข้าวโพด กากถั่วเหลือง พรีมิกซ์ เกลือ และไดแคลเซียม โดยคำนวณสัดส่วนที่เหมาะสม ช่วยลดต้นทุนการผลิตได้เฉลี่ย 20% ขณะเดียวกันยังคงคุณภาพเนื้อสัตว์ไว้ในระดับดี เกษตรกรพึงพอใจอย่างมาก 3. โครงการขยายแปลงปลูกพืชอาหารสัตว์เพิ่ม 50,000 ไร่ ทั่วประเทศ สนับสนุนการปลูกหญ้าเนเปียร์ ถั่วฮามาต้า และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รวมถึงฟื้นฟูแปลงเดิม โดยกรมฯ สนับสนุน เมล็ดพันธุ์หญ้า 100,000 กิโลกรัม และท่อนพันธุ์ 3.5 ล้านกิโลกรัม ทั้งนี้ปีที่ผ่านมามีแปลงปลูกพืชอาหารสัตว์ที่กรมปศุสัตว์ส่งเสริมดูแลอยู่แล้ว 500,000 ไร่ เพื่อให้เกษตรกรมีพืชอาหารสัตว์คุณภาพดีไว้ใช้ในฟาร์ม ลดการพึ่งพาตลาดและเสริมความมั่นคงด้านอาหารสัตว์ในพื้นที่

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “การขับเคลื่อนโครงการอาหารสัตว์ธงเขียว เป็นมาตรการสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย “3 สร้าง” ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ สร้างรายได้ – สร้างตลาด – สร้างโอกาส ให้เกษตรกรไทยสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับคุณภาพสินค้าปศุสัตว์ไทยให้มีศักยภาพแข่งขันได้ทั้งในและต่างประเทศ

หากเกษตรกรทั้งในฐานะผู้ผลิตหรือผู้เลี้ยงสัตว์สนใจเข้าร่วมกิจกรรม สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ 32 แห่งทั่วประเทศ หรือสำนักพัฒนาอาหารสัตว์ โทร 0 2501 1148 หรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดใกล้บ้าน

-(016)