เกษตร 29-30 มี.ค. 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/agriculture

เกษตร 27 มี.ค. 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/agriculture

เกษตร 26 มี.ค. 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/agriculture

เกษตร 25 มี.ค. 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/agriculture

เกษตร 24 มี.ค. 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/agriculture

‘เฉลิมชัย’ฟิตลุย!VDO Conference บิ๊กเกษตร เข้มรับมือ‘โควิด-19’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/481157

news_default

‘เฉลิมชัย’ฟิตลุย!VDO Conference บิ๊กเกษตร เข้มรับมือ‘โควิด-19’

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2563, 16.08 น.

รมว​เกษตรฯ​ประชุมผ่าน VDO Conference ร่วมกับผู้บริหารทุกหน่วยงานในสังกัด  ตามมาตรการการดำเนินงานภายใต้สถานการณ์โควิด-19 สร้างความเชื่อมั่นใจทางรอดของประเทศคือภาคการเกษตร พร้อมสั่งปฏิบัติงานในภารกิจหลักของกระทรวงเกษตรฯเน้นสร้างความ เชื่อมั่นว่า สินค้าอุปโภคบริโภคจะไม่ขาดแคลน 

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลัง VDO Conference ร่วมกับปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารทุกหน่วยงานในสังกัด เพื่อติดตามสถานการณ์และรับทราบมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน และการเตรียมความพร้อมในการรองรับสถานการณ์การระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ว่า ได้รับฟังการรายงานสถานการณ์และรับทราบการดำเนินงานจากทุกหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงเกษตรฯ และได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานมีการรายงานสถานการณ์เข้ามายังศูนย์ประสานการปฏิบัติภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัวโคโรนา 2019 (COVID-19) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อย่างใกล้ชิด อีกทั้งได้มอบหมายปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ติดตามสถานการณ์โควิด-19 รวมถึงพืชผลทางการเกษตรและสถานการณ์ภัยแล้ง และให้รายงานการดำเนินการมาทุกสัปดาห์

ขณะเดียวกัน ยังได้เน้นย้ำให้กรมชลประทาน จัดสรรงบประมาณในการจ้างแรงงาน เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้พี่น้องเกษตรกรหรือพี่น้องประชาชนที่เดินทางกลับท้องถิ่น ได้มาปฏิบัติงานด้านการเกษตร เพื่อบรรเทาความเดือนร้อน มอบกรมวิชาการเกษตรให้ดูแลในการให้บริการ การลดขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อให้สะดวกยิ่งมากขึ้น มอบกรมส่งเสริมการเกษตรดูสถานการณ์ปัจจุบันของแต่ละพื้นที่ และขอให้มีการรายงานสถานการณ์ด้านการเกษตร เพื่อดำเนินการประสานงานแก้ไขต่อไป มอบสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ให้เพิ่มช่องทางการนำสินค้าเกษตรเข้าสู่ออนไลน์เพิ่มมากขึ้น และติดตามสถานการณ์ผลผลิตร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ อย่างใกล้ชิด และมอบกรมปศุสัตว์ การเฝ้าระวังโรคระบาดสัตว์อย่างเข้มงวดด้วย

“ตามที่รัฐบาลได้กำหนดมาตรการในการที่ให้หน่วยราชการปฏิบัติ ได้ขอให้ทุกคนปฏิบัติตามมติ ครม. ที่กำหนดออกมาอย่างเคร่งครัด โดยได้เน้นย้ำเพิ่มเติมหากมีการออกปฏิบัติงานนอกพื้นที่ ขอให้มีการป้องกันตัวเอง โดยสามารถใช้หน้ากากทางเลือก เช่น หน้ากากผ้า โดยได้เตรียมไว้ให้ผู้ปฏิบัติงานในส่วนกลางก่อน คนละ 1 – 2 ชิ้น เพื่อเป็นตัวอย่างให้พี่น้องประชาชนอีกทางหนึ่ง อีกทั้งการปฏิบัติงานในสถานการณ์ปัจจุบันต้องไม่ทำให้เสียงานในภารกิจหลักของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งหนึ่งในทางรอดของประเทศคือภาคการเกษตร ทั้งด้านพืช ประมง ปศุสัตว์ และผลิตผลแปรรูป จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตไปได้และฟื้นตัวโดยเร็ว และหลังจากนี้จึงต้องปฏิบัติงานในภารกิจหลักของกระทรวงเกษตรฯ อย่างเต็มกำลัง อย่างไรก็ตาม เชื่อมั่นว่าสินค้าอุปโภคบริโภคจะไม่ขาดแคลน จึงไม่อยากให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ พร้อมดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อพี่น้องประชาชน” นายเฉลิมชัย กล่าว

ขณะที่นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตามที่รัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)  หรือ ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 และแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดตั้งศูนย์ประสานการปฏิบัติภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัวโคโรนา 2019 (COVID-19) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นที่ปรึกษา และมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน จึงได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัด ตั้งศูนย์ประสานการปฏิบัติงานฯ ดังกล่าวขึ้น เพื่อประสานข้อมูลระหว่างหน่วยงานร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรได้มีการประเมินความเสี่ยงสถานการณ์ในช่วงระหว่างเผชิญและหลังเผชิญเหตุในทุกมิติ เพื่อจัดการความเสี่ยงได้ทันการณ์ ทั้งในเรื่องของระบบอาหารตลอด Supply Chain ในเรื่องการขนส่ง คุณภาพอาหาร การกระจายสินค้า และราคาที่เหมาะสม ระบบปัจจัยการผลิตสินค้าเกษตร งานบริการ ระบบสื่อสารประสานงาน เช่น สถานการณ์ตรวจด่านตรวจสอบมาตรฐานตามชายแดน และการระดมทรัพยากร งบประมาณ เพื่อรองรับการระบาดระดับ 3 และหลังการระบาด รวมถึงแนวทางในการฟื้นฟูภาคการเกษตรด้วย

แม็คโครเจาะแหล่งปลูกผักพื้นที่รัฐฉาน สร้างโอกาสคนท้องถิ่นเข้าถึงตลาดค้าส่ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/480968

news_default

แม็คโครเจาะแหล่งปลูกผักพื้นที่รัฐฉาน สร้างโอกาสคนท้องถิ่นเข้าถึงตลาดค้าส่ง

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) เจาะพื้นที่รัฐฉาน แหล่งปลูกผักสำคัญพูดคุยเกษตรกรท้องถิ่นพัฒนามาตรฐานความปลอดภัย ระบบโลจิสติกส์ ตลอดห่วงโซ่อาหาร ป้อนผักคุณภาพส่งขายสาขาแรกในย่างกุ้ง เสริมแกร่งช่องทางตลาดค้าส่งสมัยใหม่ บ่มเพาะแนวคิดความยั่งยืน นำวิถีสมาร์ทฟาร์มเมอร์สู่ชาวสวนเมียนมา

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หลังจากแม็คโคร กำหนดแผนขยายธุรกิจในประเทศเมียนมาอย่างเป็นทางการ แม็คโคร ยังยึดมั่นนโยบายสำคัญที่ว่าด้วยการสนับสนุนเกษตรกรในท้องถิ่น โดยส่งทีมงานลงพื้นที่เสาะหาแหล่งผลิตจากซัพพลายเออร์ที่ได้มาตรฐาน เฉพาะอย่างยิ่งผักชนิดต่างๆ ที่ต้องนำมาวางขายภายในสาขาแม็คโครกว่า 500 รายการ เราได้แหล่งซัพพลายสำคัญคือ รัฐฉาน ซึ่งผักที่บริโภคในเมียนมามากกว่าร้อยละ 60 มาจากรัฐนี้ทั้งสิ้น โดยทีมงานของแม็คโครลงพื้นที่ทำงานใกล้ชิดกับกลุ่มเครือข่ายเกษตรกรเมียนมาที่ได้มาตรฐาน GAP โดยเชื่อมโยงผ่านสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมเมียนมา(UMFCCI) ซึ่งเราพบปัญหาสำคัญของชาวสวนในเมียนมาคือ ไม่มีตลาด ปกติจะส่งขายในตลาดสด แม็คโครจะเข้าไปเป็นช่องทางจำหน่ายเพิ่มเติม สร้างช่องทางการตลาดใหม่ที่ได้มาตรฐานให้เกษตรกรกลุ่มนี้

สำหรับรัฐฉานถือได้ว่า เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจที่กระทรวงการลงทุนและความสัมพันธ์เศรษฐกิจระหว่างประเทศเมียนมาส่งเสริมให้เกิดการลงทุนและดำเนินธุรกิจด้านเกษตร ซึ่งประชากรในรัฐฉานส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม พืชเศรษฐกิจสําคัญ ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลือง มันฝรั่ง อ้อย อโวคาโด ผัก กาแฟ และชา ส่วนผลิตภัณฑ์จากปศุสัตว์ที่โดดเด่น ได้แก่ เนื้อวัว นมวัว เนื้อไก่ ไข่ไก่ และเนื้อหมู  ทั้งนี้ นอกจากเป็นช่องทางจำหน่ายในรูปแบบการตลาดสมัยใหม่แล้ว ทีมงานแม็คโครแลกเปลี่ยนความรู้ทางการตลาด เพื่อให้เกษตรกรเข้าใจกระบวนการทำเกษตรแบบ “การตลาดนำการผลิต” โดยแนะนำเทคนิคดูแลผลผลิตตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง การตัดแต่ง บรรจุ มุ่งเน้นดูแลหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อยืดอายุ และคงคุณภาพผักที่ดีเอาไว้ ทำให้มีการปรับกระบวนการขนส่ง มาสู่การใช้รถห้องเย็นส่งตรงผลผลิตไปยังแม็คโคร สาขาย่างกุ้ง ซึ่งปัจจุบันก่อสร้างใกล้แล้วเสร็จแล้ว

ทั้งนี้ การขยายตลาดมายังเมียนมาแม็คโครยังคงยึดหลักดำเนินธุรกิจที่ต้องเติบโตควบคู่กับชุมชน สังคม โดยเน้นขับเคลื่อนองค์กรด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมผ่านเป้าหมายหลักในการทำธุรกิจ 6 ประการ (Six Goals) ได้แก่ 1)การเป็นแหล่งอ้างอิงด้านอาหารปลอดภัย 2)ส่งเสริมการคัดสรรผลิตภัณฑ์อย่างเป็นธรรมและยั่งยืน 3)ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม 4)เป็นที่รักในท้องถิ่น 5) สร้างความเจริญเติบโตทางธุรกิจให้กับลูกค้า 6) เป็นองค์กรที่คนทุกรุ่นอยากเข้ามาร่วมงาน

สวทช.จับมือม.แม่โจ้พัฒนาแหล่งเรียนรู้ มุ่งเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะถ่ายทอดสู่ชุมชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/480972

news_default

สวทช.จับมือม.แม่โจ้พัฒนาแหล่งเรียนรู้ มุ่งเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะถ่ายทอดสู่ชุมชน

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในโครงการ “การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีเกษตรและเกษตรอัจฉริยะ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชน” ด้วยการพัฒนาองค์ความรู้ หลักสูตรแหล่งเรียนรู้ และความร่วมมือวิชาการในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม มุ่งเน้นด้านเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) ยกระดับประสิทธิภาพการผลิตของภาคการเกษตรไทย โดยภายใต้งานประชุม สวทช.-วิทย์สัญจรภาคเหนือ ประจำปี 2563 ได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมตัวอย่างความร่วมมือจำนวน 2 ผลงาน คือ ผลงานเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะที่แปลงวิจัยลำไยที่ได้ทดสอบใช้งานเทคโนโลยีสถานีตรวจวัดสภาพอากาศเพื่อการเกษตร และระบบการให้น้ำอัตโนมัติสำหรับพืชไร่และพืชสวน ผ่าน Smart IoT และอีกผลงานคือ แปลงทดสอบผลิตมะเขือเทศสายพันธุ์ใหม่ของ สวทช. ในระบบเกษตรอินทรีย์

ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสวทช. เปิดเผยว่า สวทช. โดยสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร(สท.) ดำเนินงานให้บริการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรแบบครบวงจร ภายใต้การทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้เกิดการปฏิรูปภาคเกษตรด้วยเทคโนโลยีและพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชน ลดความเหลื่อมล้ำเชื่อมโยงสู่เศรษฐกิจชีวภาพ โดยนำผลงานวิจัยจาก สวทช. และพันธมิตรสู่การใช้งานจริงในพื้นที่ ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชนอย่างทั่วถึง พร้อมทั้งพัฒนาบุคลากรด้านการเกษตรและชุมชนให้ก้าวทันเทคโนโลยี ตลอดจนเป็นแหล่งความรู้ที่เข้าถึงได้ง่ายและตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรและชุมชน ซึ่งการลงนามความร่วมมือในโครงการ “การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีเกษตรและเกษตรอัจฉริยะ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชน” ระหว่าง สวทช. กับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จะช่วยสร้างความเข้มแข็งในการพัฒนาองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ด้านเทคโนโลยีเกษตรเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตภาคการเกษตรของประเทศ รวมถึงจะร่วมกันพัฒนาแหล่งเรียนรู้ สาธิต และทดสอบเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ซึ่งบูรณาการองค์ความรู้จากทั้งสองหน่วยงานและเครือข่ายพันธมิตร ตลอดจนพัฒนาหลักสูตรที่รองรับการเรียนรู้ในระดับภาคสนามและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน วทน. สู่ชุมชน

ด้าน ผศ.พาวิน มะโนชัย รักษาการแทนรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่โจ้เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำที่มีความเป็นเลิศทางการเกษตรในระดับนานาชาติ ซึ่งเป้าหมายหนึ่งที่สำคัญคือ การสร้างและพัฒนานวัตกรรมและองค์ความรู้ในสาขาวิชาต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางการเกษตรและวิทยาศาสตร์ประยุกต์เพื่อการเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่สังคม ฉะนั้น การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ระหว่าง ม.แม่โจ้ กับสวทช. นับเป็นเรื่องที่ดีที่ทั้งสองหน่วยงานจะบูรณาการร่วมกันดำเนินงานด้านวิชาการในรูปแบบต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการแลกเปลี่ยนและเสริมสร้างความรู้ ประสบการณ์ และข้อมูลทางวิชาการ ตลอดจนการจัดฝึกอบรมและสัมมนาเพื่อร่วมกันพัฒนาบุคลากรของทั้งสองหน่วยงาน เพื่อให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อยกระดับการผลิตในภาคการเกษตรของประเทศ

ชายคาพระพิรุณ : 23 มีนาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/480969

586851

ชายคาพระพิรุณ : 23 มีนาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ขณะนี้ผลไม้ภาคตะวันออกกำลังจะเริ่มทยอยออกสู่ตลาด ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าจะมีปริมาณผลผลิตในปี 2563 คือ ทุเรียน 584,712 ตันโดยจะออกสู่ตลาดมากในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2563 มังคุด 201,741 ตัน จะออกสู่ตลาดมากในเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2563 และเงาะ 220,946 ตัน จะออกสู่ตลาดมากในเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2563 ซึ่งปีที่ผ่านมา สถานการณ์ผลไม้ภาพรวมถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีทั้งตลาดในประเทศและการส่งออก โดยเฉพาะประเทศจีนที่เป็นตลาดหลักผลไม้ทุเรียน แต่ปีนี้ เป็นที่น่ากังวล เนื่องจากสถานการณ์ไม่ปกติทั่วโลกจากการระบาดของโรค COVID-19 ที่กำลังแพร่กระจายและส่งผลกระทบในวงกว้างโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดหลักอย่างประเทศจีนที่แม้ว่าในปัจจุบันสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโรคได้ค่อนข้างดี แต่ก็ยังนิ่งนอนใจไม่ได้ นั่นหมายถึงมีโอกาสที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกผลไม้ของไทย โดยเฉพาะทุเรียนอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ครั้งที่ 2/2563 ซึ่งที่ประชุมได้วิเคราะห์สถานการณ์ส่งออกผลไม้ไว้ว่า หากในภาวะปกติที่ไม่มีผลกระทบจากโรค COVID-19 คาดว่าในปีนี้ประเทศไทยจะส่งออกทุเรียน มังคุด และเงาะได้ในปริมาณรวม 545,809 ตัน แต่เนื่องจากปัจจุบัน ยังพบมีการระบาดของโรคอยู่ จึงวิเคราะห์ว่าการส่งออกทุเรียน มังคุด และเงาะในปีนี้ โดยภาพรวมจะเหลืออยู่ที่ 461,534 ตัน เท่านั้น เท่ากับว่า จะมีส่วนต่างของผลผลิตที่ส่งออกไม่ได้ราว 84,275 ตัน แบ่งเป็น ทุเรียน58,471 ตัน มังคุด 12,105 ตัน และเงาะ 13,699 ตัน จึงเป็นตัวเลขที่ต้องบริหารจัดการให้ดี ในกรณีที่ส่งออกตลาดจีนไม่ได้

อย่างไรก็ดี ขุนเกษตรา ได้รับการเปิดเผยจาก นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายหลังการประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งนายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย อุปนายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยภาคตะวันออก และนายกสมาคมผู้ส่งออกผักและผลไม้ เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19 ได้ข้อสรุป 2 มาตรการหลักในการแก้ปัญหา คือ 1.มาตรการช่วยเหลือในการกระจายและควบคุมคุณภาพสินค้าเกษตร ซึ่งประกอบด้วยโครงการรณรงค์ส่งเสริมการบริโภคผลไม้ภายในประเทศ Eat Thai First โดยจัดสถานที่จำหน่ายผลไม้ที่จะออกช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. เพื่อส่งเสริมให้คนไทยได้บริโภคผลไม้ไทยเกรด Premium ในราคายุติธรรมตามฤดูกาล รวมถึงขอความร่วมมือทุกส่วนราชการ และผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ สนับสนุนการบริโภคผลไม้ไทย อาหารไทย และใช้ดอกไม้ไทยประดับสถานที่ ในการจัดประชุมสัมมนาและงานต่างๆ เป้าหมาย 3,000 ตัน และยังได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรคัดเลือกเกษตรกรและเกษตรกรแปลงใหญ่ลงทะเบียนกับบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด เพื่อกระจายสินค้าสู่ตลาดปลายทาง เป้าหมาย 2,000 ตัน นอกจากนี้ยังจะจัดโครงการสินค้าเกษตรไทยปลอดภัยจากCOVID-19 โดยขอความร่วมมือหน่วยงานในพื้นที่ให้เข้มงวดเกี่ยวกับสุขอนามัยของแรงงาน รวมถึงจัดโครงการหาตลาดใหม่สินค้าเกษตรเพิ่มเติม ได้แก่ การจัดแคมเปญ/นิทรรศการ/Road Show/Exhibition ในประเทศต่างๆ และอีกมาตรการคือโครงการประสานใจเกษตรกรไทยสู่พี่น้องชาวจีนสู้วิกฤติCOVID-19 โดยจะส่งมอบผลไม้ไทยให้พี่น้องชาวจีน ช่วงวันที่ 25 เม.ย.-10 พ.ค. 2563 ซึ่งหากสถานการณ์แพร่ระบาด COVID-19 สงบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปักกิ่งอัครราชทูตที่ปรึกษาด้านการเกษตร และทูตพาณิชย์จะเดินทางไปจัด Road Show และส่งมอบผลไม้ด้วยตนเองเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภค เป้าหมาย ทุเรียน 20 ตัน และมังคุด 20 ตัน

ส่วนมาตรการที่ 2 คือการช่วยเหลือทางการเงินแก่สถาบันเกษตรกรและผู้ประกอบการซึ่งได้มอบหมายให้ทางสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรขอความร่วมมือ ธ.ก.ส. ผ่อนปรนการชำระหนี้ให้กับเกษตรกร โดยบอร์ด ธ.ก.ส.ได้พิจารณาอนุมัติมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในการปรับโครงสร้างหนี้กับลูกหนี้โดยปลอดการชำระหนี้เป็นเวลา 3 ปี ระยะเวลาการดำเนินมาตรการ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563-31 ธันวาคม 2564 และสนับสนุนสินเชื่อฟื้นฟูเพื่อเสริมสภาพคล่องให้เกษตรกร สถาบันเกษตร และผู้ประกอบการเพื่อนำไปเสริมสภาพคล่องดำเนินธุรกิจ….ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มั่นใจว่าในแต่ละมาตรการต่างๆ เหล่านี้ จะช่วยกระจายผลผลิตส่วนต่างจำนวน 84,275 ตัน ไปยังแหล่งต่างๆ และลดผลกระทบให้กับเกษตรกรชาวสวนผลไม้และสถานการณ์ส่งออกผลไม้ของไทยในภาพรวมได้

ขุนเกษตรา

รายงานพิเศษ : กษ.กางแผนจัดการไม้ผลกว่า80,000ตัน รับผลกระทบโควิด-19ทำส่งออกจีนชะงัก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/480974

รายงานพิเศษ : กษ.กางแผนจัดการไม้ผลกว่า80,000ตัน รับผลกระทบโควิด-19ทำส่งออกจีนชะงัก

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรฯ เผยมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19 ที่มีต่อผลไม้ไทยทำให้ไม่สามารถส่งออกไปยังตลาดหลักอย่างสาธารณรัฐประชาชนจีนได้โดยเฉพาะทุเรียน มังคุด และเงาะ รวม 84,275 ตัน พร้อมงัด2 มาตรการหลัก คือ ช่วยกระจายและควบคุมคุณภาพสินค้าเกษตรCOVID-19 และการช่วยเหลือทางการเงินแก่สถาบันเกษตรกรและผู้ประกอบการ

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังร่วมการประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ครั้งที่ 2/2563 ณ กรมส่งเสริมการเกษตรว่า คณะทำงานจัดทำข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออกได้วิเคราะห์สถานการณ์การผลิตไม้ผล เมื่อมีการระบาดของโรค COVID-19 โดยคาดการณ์ว่าจะมีปริมาณผลผลิตในปี 2563 คือ ทุเรียน 584,712 ตัน โดยจะออกสู่ตลาดมากในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2563 มังคุด 201,741 ตัน จะออกสู่ตลาดมากในเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2563 และเงาะ 220,946 ตัน จะออกสู่ตลาดมากในเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2563

ทั้งนี้ ในภาวะปกติหากไม่มีผลกระทบโรค COVID-19 คาดว่าจะส่งออกทุเรียน มังคุด และเงาะ ได้ในปริมาณรวม 545,809 ตัน แต่หากได้รับผลกระทบ COVID-19 มีการวิเคราะห์ว่าจะส่งออกทุเรียน มังคุด และเงาะ ได้ในปริมาณรวม 461,534 ตัน จึงมีส่วนต่างของผลผลิตที่ส่งออกไม่ได้ครบตามภาวะปกติ ดังนี้ ทุเรียน 58,471 ตัน มังคุด 12,105 ตัน และเงาะ 13,699 ตัน รวมทั้งสิ้น 84,275 ตัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต้องบริหารจัดการในกรณีที่ได้รับผลกระทบCOVID-19 ทำให้ส่งออกตลาดจีนไม่ได้

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งนายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย อุปนายก
สมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยภาคตะวันออก และนายกสมาคมผู้ส่งออกผักและผลไม้ กำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19 ได้ข้อสรุป2 มาตรการหลักในส่วนของผลไม้ คือ 1) มาตรการช่วยเหลือในการกระจายและควบคุมคุณภาพสินค้าเกษตร และ 2) มาตรการช่วยเหลือทางการเงินแก่สถาบันเกษตรกรและผู้ประกอบการ ซึ่งในแต่ละมาตรการจะมีโครงการย่อยและหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมเป็นเจ้าภาพรับผิดชอบ ในการร่วมรณรงค์บริโภคผลไม้และกระจายผลผลิตไปยังแหล่งต่างๆ จำนวน 84,275 ตัน

ด้านนายทวี มาสขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้
(Fruit Board) กล่าวว่า มาตรการที่ 1 การช่วยเหลือในการกระจายและควบคุมคุณภาพสินค้าเกษตร มี 4 โครงการย่อย ประกอบด้วย(1) โครงการประสานใจเกษตรกรไทยสู่พี่น้องชาวจีนสู้วิกฤติ COVID-19 ส่งมอบผลไม้ไทยให้พี่น้องชาวจีน ช่วงวันที่ 25 เม.ย.-10 พ.ค. 2563ซึ่งหากสถานการณ์แพร่ระบาด COVID-19 สงบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปักกิ่ง อัครราชทูตที่ปรึกษาด้านการเกษตร และทูตพาณิชย์ จะเดินทางไปจัด Road Show และส่งมอบผลไม้ด้วยตนเองเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภค เป้าหมาย ทุเรียน 20 ตัน และมังคุด 20 ตันหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร, สมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย, สำนักการเกษตร ต่างประเทศ, สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ, สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (2) โครงการรณรงค์ส่งเสริมการบริโภคผลไม้ภายในประเทศ Eat Thai First (3) โครงการสินค้าเกษตรไทยปลอดภัยจาก COVID-19 ขอความร่วมมือหน่วยงานในพื้นที่ให้เข้มงวดเกี่ยวกับสุขอนามัยของแรงงาน เช่น การแต่งกายที่รัดกุม มีหน้ากากป้องกันขณะปฏิบัติงาน และขอความร่วมมือกรมการค้าภายใน กระทรวงสาธารณสุขในการจัดสรรโควตาหน้ากากอนามัย และเจลแอลกอฮอล์ล้างมือให้เพียงพอกับความต้องการของผู้ประกอบการ (4) โครงการหาตลาดใหม่สินค้าเกษตรเพิ่มเติม ได้แก่ การจัดแคมเปญ/นิทรรศการ/Road Show/Exhibition ในประเทศต่างๆ

“สำหรับมาตรการที่ 2 การช่วยเหลือทางการเงินแก่สถาบันเกษตรกรและผู้ประกอบการ ได้แก่ มาตรการช่วยลดภาระทางการเงินทางสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรได้ขอความร่วมมือ ธ.ก.ส. ผ่อนปรนการชำระหนี้ให้กับเกษตรกร โดยบอร์ด ธ.ก.ส. ได้พิจารณาอนุมัติมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร คือ 1) ให้ปรับโครงสร้างหนี้กับลูกหนี้โดยปลอดการชำระหนี้เป็นเวลา 3 ปี ระยะเวลาการดำเนินมาตรการ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563-31 ธันวาคม 2564 และ 2) สนับสนุนสินเชื่อฟื้นฟูเพื่อเสริมสภาพคล่องให้เกษตรกร สถาบันเกษตร และผู้ประกอบการนำไปเสริมสภาพคล่องดำเนินธุรกิจ” รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว