รมช.เกษตรฯระดมทุกหน่วยแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำจันทบุรี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468743

รมช.เกษตรฯระดมทุกหน่วยแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำจันทบุรี

วันอาทิตย์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2563, 17.05 น.

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2563 นายประภัตร โพธสุธน รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังการประชุมแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ประสบภัยแล้งพร้อมการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงสัตว์ และการปลูกผลไม้ตามฤดูกาล พร้อมด้วย นายอำพันธ์ุ เวฬุตันติ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร และหัวหน้าส่วนราชการ อาทิ กรมชลทาน กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วม โดยมี นายวิทูรัช ศรีนาท ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี และนายพงษ์พัฒน์ วงศ์ตระกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ให้การต้อนรับ ณ ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์จันทบุรี ต.วังแซ้ม อ.มะขาม จ.จันทบุรี

โดย นายประภัตร กล่าวว่า ขณะนี้ จ.จันทบุรี ยังไม่มีพื้นที่ประสบภัยแล้ง แต่มีพื้นที่เฝ้าระวังภัยแล้ง รวม 10 อำเภอ 69 ตำบล พื้นที่ 379.861 ไร่ ซึ่งจากการลงพื้นที่ในวันนี้เพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้าน อาทิ อ.มะขาม อ.เมือง อ.แหลมสิงห์ และ อ.ขลุง จ.จันทบุรีที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาแหล่งน้ำอุปโภค-บริโภค และใช้การเกษตร เนื่องจากฝนทิ้งช่วงและภัยแล้ง จึงได้บูรณาการทำงานร่วมกันทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ จ.จันทบุรี มีปริมาณฝนตกลงมามากกว่าหลายจังหวัด แต่ลักษณะพื้นที่ลาดเอียงจึงทำให้ฝนที่ตกลงมาไหลลงสู่ทะเล จึงต้องเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งให้เพียงพอ

อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ได้เปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้มาร้องเรียนถึงปัญหาต่างๆ ในพื้นที่ ซึ่งเบื้องต้นได้มอบหมายให้กรมชลประทานเร่งดำเนินโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำต่างๆ ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณให้แล้วเสร็จเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ และบริหารจัดการเก็บกักน้ำในช่วงหน้าแล้ง สำหรับในส่วนของการแก้ปัญหาการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองขลุง ที่ติดขัดเนื่องจากอยู่ในพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติ ซึ่งขณะนี้ จ.จันทบุรี ได้ดำเนินการแก้ไขเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างขั้นตอนของกรมอุทยานแห่งชาติจะประกาศเพิกถอนพื้นที่ป่า ซึ่งก็จะสามารถดำเนินการได้ทันที ซึ่งหากการก่อสร้างแล้วเสร็จสามารถเก็บกักน้ำได้ 4.21 ล้าน ลบ.ม.เพื่อสนับสนุนพัฒนาการเกษตรเป็นแหล่งเก็บกักน้ำสำหรับการเกษตรและอุปโภค-บริโภค พื้นที่ได้รับประโยชน์ประมาณ 2,500 ไร่

จากนั้น รมช.เกษตรฯ และคณะ เดินทางไปยัง ศูนย์พัฒนาผลไม้ตามพระราชดำริ จ.จันทบุรี เพื่อรับฟังสรุปการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ศูนย์ฯ และเดินทางตรวจติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำคลองขลุง ต.เกวียนหัก อ.ขลุง จ.จันทบุรี

สำหรับ จ.จันทบุรี มีพื้นที่ทั้งหมด 3,961,250 ไร่ เป็นพื้นที่เกษตรกรรม 2,284,609 ไร่ (57.67% ของพื้นที่ทั้งหมด) โดยแบ่งเป็น พื้นที่ไม้ผล 1,038,126 ไร่ พื้นที่ปลูกไม้ยืนต้น 893,062 ไร่ พื้นที่ปลูกพืชไร่ 118,797 ไร่ พื้นที่นา 32,186 ไร่ พื้นที่ปลูกพืชผัก 7,225 ไร่ เป็นต้น ปริมาณน้ำภาพรวมจังหวัด 230 ล้าน ลบ.ม.ปริมาณน้ำสะสม ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.62 ถึง วันที่ 31 ธ.ค.62 จำนวน 17,391.30 มม. พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ทุเรียน 339,292 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 1,779 กิโลกรัมลำใย 279,776 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 1,342 กิโลกรัม มังคุด 125,834 ตัน ผลผลิตต่อไร่ 967 กิโลกรัม

ทั้งนี้ อ่างเก็บน้ำขนาดกลางมี 5 แห่ง คือ เขื่อนคีรีธาร เขื่อนพลวง อ่างเก็บน้ำคลองประเเกด อ่างเก็บน้ำคลองศาลทรายและอ่างเก็บน้ำคลองพระพุทธ รวมความจุอ่าง 306.44 ล้าน ลบ.ม.ปริมาณน้ำทั้งหมด 230.30 ล้าน ลบ.ม.น้ำใช้การได้220 ล้าน ลบ.คิดเป็น 72 (ตัวเลข ณ วันที่ 24 ม.ค. 62)

กรมชลฯเร่งช่วยเหลือชาวหนองเสือ หลังขาดแคลนน้ำทำการเกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468732

กรมชลฯเร่งช่วยเหลือชาวหนองเสือ หลังขาดแคลนน้ำทำการเกษตร

วันอาทิตย์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2563, 14.57 น.

กรมชลฯระดมทุกหน่วยงานเร่งช่วยเหลือเกษตรกรชาวหนองเสือจ.ปทุมธานี ขาดแคลนน้ำทำการเกษตร ประกาศเขตภัยแล้ง

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2563 นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงกรณีที่เกษตรกรในพื้นที่อำเภอหนองเสือ และอำเภอธัญบุรี จ.ปทุมธานี ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาภัยแล้ง ไม่มีน้ำเพียงพอที่จะใช้หล่อเลี้ยงพืชไร่ พืชสวน และรักษาระบบนิเวศ โดยได้ร้องขอความช่วยเหลือจากกรมชลประทาน ให้ดำเนินการผันน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาลงสู่คลองรังสิต เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้ง นั้นว่า สถานการณ์น้ำในปัจจุบัน เขื่อนขนาดใหญ่ 4 เขื่อนหลักของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำเก็บกักอยู่ในเกณฑ์น้อย การส่งน้ำในช่วงฤดูแล้งนี้จึงเป็นไปอย่างจำกัดตามแผนจัดสรรน้ำที่ได้วางไว้ เพื่อให้มีปริมาณน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภค และการรักษาระบบนิเวศ เป็นหลัก ตลอดในช่วงฤดูแล้งนี้ไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า

สำหรับ จ.ปทุมธานี ได้ประกาศให้พื้นที่อำเภอหนองเสือ เป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย (ภัยแล้ง) แล้ว ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2562 เพื่อให้ส่วนราชการ หน่วยงาน องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เข้าดำเนินการช่วยเหลือตามอำนาจหน้าที่ ทั้งนี้ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตเหนือ ได้ดำเนินการประสานองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และอำเภอหนองเสือ เพื่อพิจารณาแนวทางในการแก้ไขปัญหาภัยแล้งและหาแหล่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัย โดยกรมชลประทานได้จัดประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ประสบภัยในจังหวัดปทุมธานี รวมไปถึงผู้แทนกลุ่มเกษตรกรคลอง 7 , 8 , 9 , 10 , 11 และ 12 เข้าร่วมประชุม เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยที่ประชุมได้มีมติให้จัดรอบเวรการสูบน้ำจากคลองรังสิตประยูรศักดิ์ เพื่อส่งน้ำเข้าไปช่วยพื้นที่อำเภอหนองเสือ อำเภอธัญบุรี รวมถึงการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาถนนชำรุดทรุดตัวและรักษาเสถียรภาพของถนนสาย รังสิต – นครนายก (สาย 305) และจะรักษาระดับน้ำในคลองรังสิตไม่ให้ต่ำจนเกิดผล กระทบต่อสเถียรภาพของคันคลองด้วย

ส่วนกรณีที่เกษตรกรขอให้ผันน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านประตูระบายน้ำเปรมเหนือบางปะอิน ลงคลองเปรมประชากร แล้วระบายลงคลองรังสิตประยูรศักดิ์ เพื่อส่งน้ำไปในพื้นที่อำเภอหนองเสือ นั้น ด้วยสภาพของคลองเปรมประชากร มีคลองสาขาเชื่อมต่อจำนวนมาก ทั้งคลองพุทรา 1 , คลองพุทรา 2 และคลองเชียงรากน้อย คลองสาขาต่างๆเหล่านี้ล้วนไม่มีอาคารควบคุมหรือบังคับน้ำ ดังนั้น การผันน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านทางคลองเปรมประชากร ปริมาณน้ำจะกระจายลงสู่คลองสาขาต่างๆ ทำให้เกิดการสูญเสียน้ำเป็นจำนวนมาก ประกอบกับปัจจุบันเครื่องสูบน้ำด้วยไฟฟ้าที่สถานีสูบน้ำเปรมเหนือบางปะอิน ไม่สามารถสูบน้ำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยามีระดับต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ทางโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตใต้ จึงได้ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี หาแนวทางในการลำเลียงน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาเติมในคลองรังสิตฯ ภายใต้เงื่อนไขที่ระดับน้ำและค่าความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ในเกณฑ์ที่สูบได้ พร้อมกับจัดเจ้าหน้าที่คอยติดตามผลการจัดรอบเวรการรับน้ำ และตรวจสอบคุณภาพน้ำโดยเฉพาะความเค็ม เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับเกษตรกรตลอดในช่วงฤดูแล้งนี้

ตัดงบกรมวิชาการเกษตรพ่นพิษ! ขรก.นอนวัด ลูกจ้างนับพันโดนหั่นเงินเดือน-เลิกจ้าง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468722

news_default

ตัดงบกรมวิชาการเกษตรพ่นพิษ! ขรก.นอนวัด ลูกจ้างนับพันโดนหั่นเงินเดือน-เลิกจ้าง

วันอาทิตย์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2563, 14.06 น.

ตัดงบกรมวิชาการเกษตรพ่นพิษ! ขรก.นอนวัด ลูกจ้างนับพันโดนหั่นเงินเดือน-เลิกจ้าง

26 มกราคม 2563 นายจักรพรรดิ์ วุ้นสีแซง ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขต 4 (อุบลราชธานี) กล่าวว่า ตนได้เรียกประชุมผู้อำนวยการศูนย์วิจัยฯ จังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีษะเกษ อำนาจเจริญ ยโสธร มหาสารคาม และร้อยเอ็ด เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือลูกจ้างกรมวิชาการเกษตรที่จะต้องถูกเลิกจ้าง เนื่องจากงบประมาณไม่เพียงพอ โดย 9 จังหวัดในความรับผิดชอบของสำนักวิจัยเขต 4 มีลูกจ้างแบบจ้างเหมา ทำสัญญาครั้งละ 3 เดือน ต้องถูกเลิกจ้าง 157 คน

นายจักรพรรดิ์ ระบุว่า เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2563 ตนได้เรียกประชุม พร้อมแจ้งลูกจ้างทั้งหมดว่าไม่สามารถจ้างงานได้ต่อไป โดยงบประมาณมีเพียงพอจ่ายให้ในเดือนมกราคมเท่านั้น ทั้งนี้ได้หาแนวทางแก้ปัญหาโดยแจ้งปรับลดเงินเดือน 50% ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2562 และพยายามจะจัดสรรงบประมาณให้สามารถจ้างต่อได้จนถึงสิ้นเดือนกันยายน 2563 โดยหวังว่าปีงบประมาณ 2564 กรมวิชาการเกษตรจะไม่ถูกตัดงบกว่า 40% เหมือนปีนี้ แต่ไม่สามารถจ้างต่อได้ เพราะไม่มีเงินเหลือ ตั้งแต่เริ่มต้นปีงบประมาณ 2563 ซึ่งสภาฯ ยังไม่ได้อนุมัติงบประมาณให้ ทางกรมวิชาการเกษตรได้จัดสรรงบของปี 2562 มาให้ก่อน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 25 ของงบประมาณที่เคยได้ ทางสำนักวิจัยฯ พยายามประหยัดทุกทาง แต่งบไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติภารกิจซึ่งมีมาก

“ทางสำนักวิจัยฯ ดูแลทั้งข้าราชการและลูกจ้างแบบครอบครัว เงินเดือนลูกจ้างจ้างเหมา 6,000-10,000 บาท เมื่อต้องเลิกจ้างจึงเป็นห่วงว่าลูกน้องจะนำเงินจากไหนส่งลูกเรียนหนังสือ เลี้ยงพ่อแม่ รวมทั้งค่ากินอยู่ เป็นสาเหตุที่ถึงกับร่ำไห้ในวันที่ต้องบอกเลิกจ้าง โดยลูกจ้างในสำนักวิจัยฯ ระดับเขตทั้ง 8 เขตและศูนย์วิจัยฯ ระดับจังหวัดทั่วประเทศมี 1,705 คน ได้รับผลกระทบทั้งหมด บางที่มีภารกิจน้อย ลูกจ้างมีจำนวนไม่มากอาจใช้วิธีลดเงินเดือน 50% แต่สำนักที่มีภารกิจเยอะอย่างเขต 4 มีทางเดียว คือ เลิกจ้าง” นายจักรพรรดิ์ กล่าว

นายจักรพรรดิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ ย่อมมีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ข้าราชการจะพยายามอย่างเต็มที่ เช่น กรณีออกตรวจและกำจัดโรคและศัตรูพืช หากค้างคืนต้องได้เบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย 500 บาท ข้าราชการเสียสละไม่รับ พยายามเดินทางไป-กลับ กรณีที่ต้องค้างคืนจะอาศัยนอนที่วัดแทนการพักโรงแรม ทั้งนี้จำนวนลูกจ้างเป็นไปตามภารกิจ เมื่อผู้ปฏิบัติงานลดลงงานบางส่วนจึงล่าช้า ได้แก่ การออกตรวจรับรองมาตรฐานแปลงทั้งแบบเกษตรปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP และเกษตรอินทรีย์ (Organic) รวมถึงโรงคัดบรรจุ โรงแปรรูปตามมาตรฐาน GMP ซึ่งเกษตรกรและผู้ประกอบการต้องใช้กรณีส่งออกและยกระดับราคาสินค้า

“ขณะนี้ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2563 ยังไม่มีผลบังคับใช้ แต่งบประมาณดำเนินการที่ได้รับจัดสรรเบื้องต้นบางส่วนหมดแล้วและบางส่วนอีกไม่นานจะหมด จึงหวังว่าจะได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ทั้งการตรวจพืชผักที่นำเข้าทางด่านชายแดน การป้องกันโรคและศัตรูพืช การออกใบรับรองมาตรฐานต่าง ๆ ตลอดจนการตรวจการจำหน่ายปุ๋ยและสารเคมีทางการเกษตรให้เป็นไปตามมาตรการจำกัดการใช้และป้องกันการนำปุ๋ย-ยาปลอมมาหลอกขายเกษตรกร” นายจักรพรรดิ์ กล่าว

รายงานพิเศษ : หนุนเพาะพันธุ์‘รองเท้านารี’ อนุรักษ์กล้วยไม้ท้องถิ่น-สร้างอาชีพให้ชุมชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468298

รายงานพิเศษ : หนุนเพาะพันธุ์‘รองเท้านารี’ อนุรักษ์กล้วยไม้ท้องถิ่น-สร้างอาชีพให้ชุมชน

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นแหล่งกล้วยไม้เขตร้อนที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก โดยเฉพาะกล้วยไม้รองเท้านารีพันธุ์พื้นเมืองที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย ซึ่งมี 17 ชนิด ล้วนอยู่ในสกุลpaphiopedilumspp. มีชื่อสามัญว่า Lady slipper orchidชื่อไทยว่า “รองเท้านารี” ที่เรียกชื่อดังนี้ เนื่องจากดอกมีลักษณะขอบปากงองุ้มเข้าหากันคล้ายหัวรองเท้าของชาวดัตช์ การที่ดอกมีรูปทรงแปลกตาและสามารถใช้เป็นไม้ประดับได้จึงได้รับความนิยมปลูกเลี้ยงอย่างแพร่หลาย กล้วยไม้รองเท้านารีจึงจัดเป็นพืชที่มีศักยภาพชนิดหนึ่งทางการตลาด

การที่กล้วยไม้รองเท้านารีได้รับความนิยมในการปลูกเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย ทำให้มีการลักลอบเก็บออกจากป่าเป็นจำนวนมาก ในขณะเดียวกันป่าไม้ก็ถูกทำลายลงทำให้ปริมาณของกล้วยไม้รองเท้านารีจากแหล่งธรรมชาติลดลงจนใกล้สูญพันธุ์ อีกทั้งกล้วยไม้รองเท้านารีจัดเป็นพืชอนุรักษ์บัญชีหมายเลข 1 ของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพันธุ์พืชที่กำลังสูญพันธุ์ หรือที่เรียกว่า อนุสัญญาไซเตส (CITES Appendix I) ซึ่งควบคุมไม่ให้มีการส่งออกกล้วยไม้รองเท้านารีพันธุ์แท้ที่เก็บจากป่า ยกเว้นพืชอนุรักษ์ที่ได้จากการขยายพันธุ์เทียมเท่านั้น หากมีการปลูกเลี้ยงหรือจำหน่ายต้องจดทะเบียนพืชอนุรักษ์และจดทะเบียนสถานที่ปลูกเลี้ยงและขยายพันธุ์พืชอนุรักษ์กับกรมวิชาการเกษตร

ในปี พ.ศ. 2549-2552 สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือสวก. สนับสนุนทุนวิจัยเพื่อศึกษาการขยายพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีพันธุ์แท้ในภาคใต้ ให้กับศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดตรัง (พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง)ซึ่งปัจจุบันได้รับการปรับเปลี่ยนมาเป็นศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2จังหวัดตรังกองขยายพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการเกษตรผลจากการศึกษาวิจัยสามารถค้นพบสูตรอาหารสังเคราะห์และวิธีการเพาะเมล็ดกล้วยไม้รองเท้านารีในสภาพปลอดเชื้อให้ได้ปริมาณมากในระยะเวลา 9 เดือน และทำการขยายพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีในภาคใต้ 8 ชนิด ด้วยการเพาะเมล็ดในสภาพปลอดเชื้อและปัจจุบันห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2จังหวัดตรัง ได้ขึ้นทะเบียนสถานที่เพาะเลี้ยงพืชอนุรักษ์กับสำนักคุ้มครองพันธ์พืช กรมวิชาการเกษตร เลขทะเบียนที่ P-TH-000294

ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จังหวัดตรัง จึงทำการเพาะพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีทั้ง 8 ชนิด เพื่อส่งเสริมให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้รองเท้านารีและเกษตรกรที่สนใจ ได้มีต้นกล้ากล้วยไม้ที่ขยายพันธุ์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และสามารถนำต้นกล้ากล้วยไม้เหล่านั้นไปจำหน่ายเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของชุมชน หรือเพื่อส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวในชุมชน เป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและนำไปสู่การอนุรักษ์อย่างยั่งยืน

กล้วยไม้รองเท้านารี 8 ชนิดที่ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 2 จังหวัดตรัง ได้ขึ้นทะเบียนสถานที่เพาะเลี้ยงพืชอนุรักษ์ได้แก่ 1. กล้วยไม้รองเท้านารีเหลืองกระบี่
(Paphiopedilumexul) 2.กล้วยไม้รองเท้านารีขาวสตูล (Paphiopedilumniveum)3. กล้วยไม้รองเท้านารีช่องอ่างทอง (Paphiopedilum angthong) 4.กล้วยไม้รองเท้านารีขาวชุมพร (Paphiopedilum godefroyae)5.กล้วยไม้รองเท้านารีเหลืองตรัง (Paphiopedilum godefroyae var. leucochilum) 6.กล้วยไม้รองเท้านารีคางกบใต้ (Paphiopedilum callosum)7.กล้วยไม้รองเท้านารีม่วงสงขลา (Paphiopedilum barbatum )และ 8.กล้วยไม้รองเท้านารีขาวพังงา (Paphiopedilum thaianum)

จ่ายแล้ว12,000ล้านประกันรายได้ชาวสวนยาง ลดบิดเบือนตลาด-มั่นใจแนวโน้มราคาดี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468295

news_default

จ่ายแล้ว12,000ล้านประกันรายได้ชาวสวนยาง ลดบิดเบือนตลาด-มั่นใจแนวโน้มราคาดี

จ่ายแล้ว12,000ล้านประกันรายได้ชาวสวนยาง ลดบิดเบือนตลาด-มั่นใจแนวโน้มราคาดี

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายขจรจักษณ์ นวลพรหมสกุล รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 1ว่า กยท.จ่ายเงินชดเชยให้เกษตรกรชาวสวนยางรอบแรกและรอบที่ 2 จากทั้งหมดที่จะแบ่งจ่ายเป็น 3 รอบ ได้ตรวจรับรองสิทธิ์พร้อมให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จ่ายให้เกษตรกรประมาณ 98% ที่เหลืออยู่ประมาณ 2% อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูล เพื่อเร่งรับรองให้เร็วที่สุด

สำหรับโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 1 เพื่อช่วยเหลือและสร้างความเข้มเข็งให้เกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้แน่นอน ด้วยการประกันราคายางแทนการแทรกแซงราคา เพื่อลดการบิดเบือนกลไกตลาดและลดความผันผวนด้านราคาจากพ่อค้าคนกลาง ทั้งนี้ กำหนดราคาประกันรายได้จากการขายยางพารา 3 ชนิดได้แก่ ยางแผ่นดิบคุณภาพดี ราคา 60 บาทต่อกิโลกรัม น้ำยางสด (DRC 100%) ราคา 57 บาทต่อกิโลกรัม และยางก้อนถ้วย (DRC 100%) ราคา 23 บาทต่อกิโลกรัม โดยหลักเกณฑ์รับประกันคือ ต้องเป็นเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลปลูกยางกับ กยท. มีต้นยางอายุ 7 ปีขึ้นไปเปิดกรีดแล้ว รายละไม่เกิน 25 ไร่ พร้อมกำหนดปริมาณผลผลิตยางประกันรายได้ที่ 20 กิโลกรัมต่อไร่ต่อเดือน

รักษาการผู้ว่าฯกยท.กล่าวด้วยว่า โครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 1 ดำเนินการมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 ที่ผ่านมาจะสิ้นสุดโครงการเดือนมีนาคม 2563 ค่าประกันรายได้จะเข้าบัญชีเกษตรกรชาวสวนยางแบ่งสัดส่วนรายได้ เจ้าของสวนยาง 60%และคนกรีดยาง 40% โดยผลการดำเนินงานรอบที่ 1 (เดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2562) จ่ายแล้วประมาณ 6,352 ล้านบาท รอบที่ 2 (เดือนธันวาคม 2562 – มกราคม 2563) จ่ายแล้วประมาณ 6,000 ล้านบาท รวม 2 รอบจ่ายไปแล้วกว่า 12,000 ล้านบาท

“ขณะนี้มีเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียน และแจ้งข้อมูลพื้นที่ปลูกยางกับ กยท. ที่ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี 1,711,252 ราย ซึ่งได้ปรับปรุงข้อมูลการขึ้นทะเบียน และคัดกรองแปลงที่ปลูกแทน โค่น ขายไปแล้ว และสำหรับผู้กรีดยางได้ไปประกอบอาชีพอื่นแทน 1,563,460 ราย แบ่งเป็นบัตรเขียวคือ เกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียน และแจ้งข้อมูลพื้นที่ปลูกยางกับ กยท. ก่อนวันที่ 12 สิงหาคม 2562 (บัตรเขียว) 1,291,113 ราย โดยเป็นเจ้าของสวนยาง 1,107,586 ราย คนกรีด 183,527 ราย และบัตรชมพู คือเกษตรกรแจ้งพื้นที่ปลูกยาง ก่อนวันที่ 12 สิงหาคม 2562 จำนวน 272,347 ราย ส่วนการกำหนดราคากลางอ้างอิงจะกำหนดโดยคณะกรรมการกำหนดราคากลางอ้างอิงซึ่งจะเป็นราคาที่เฉลี่ยที่ซื้อขายกันจริงๆในตลาดกลางยางพาราของ กยท. ทั้ง 6 แห่ง มาเฉลี่ยย้อนหลัง 2 เดือน ดังนั้น เกษตรการสบายใจได้ว่าจะเป็นราคาที่เป็นธรรม ตรวจสอบได้”นายขจรจักษณ์ กล่าว

กรมชลฯเปิดแผนฝ่าวิกฤติแล้ง20จว.EEC ใช้อ่างพ่วงเต็มศักยภาพมั่นใจน้ำพอใช้ถึงกย. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468294

news_default

กรมชลฯเปิดแผนฝ่าวิกฤติแล้ง20จว.EEC ใช้อ่างพ่วงเต็มศักยภาพมั่นใจน้ำพอใช้ถึงกย.

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมชลประทานบูรณาการวางมาตรการรับมือวิกฤติแล้ง 2 จังหวัด EEC ใช้ระบบอ่างพ่วงเต็มศักยภาพ ผันน้ำ-สูบน้ำแก้ปัญหา มั่นใจจะมีน้ำพอกินพอใช้จนกว่าฝนจะมาในเดือนกันยายน 2563แน่นอน

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานร่วมกับการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) สภาอุตสาหกรรม บริษัท East Water วางมาตรการรองรับวิกฤติขาดแคลนน้ำในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยเฉพาะในจ.ชลบุรี และระยอง เนื่องจากปริมาณฝนสะสมปี 2562 ในภาคตะวันออกต่ำกว่าค่าปกติ 30-40% ส่งผลให้ปริมาณน้ำเก็บกักในอ่างเก็บน้ำจ.ระยองและชลบุรีเหลือน้อย และจากคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงภัยแล้งปี 2563 พบว่าพื้นที่ทั้ง 2 จังหวัดดังกล่าว มีโอกาสประสบภัย

ทั้งนี้ หากปริมาณฝนเป็นไปในลักษณะเดียวกับปี 2548 ซึ่งเป็นปีที่ประสบภัยแล้งขั้นวิกฤติ ในภาคตะวันออกจะเริ่มมีฝนตกช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม ดังนั้น
ทั้งสองจังหวัดจะมีโอกาสขาดแคลนน้ำช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกลางเดือนกันยายน 2563 กินระยะเวลา 75 วัน ดังนั้น กรมได้เริ่มมาตรการรองรับวิกฤติขาดแคลนน้ำ ด้วยการติดตามสภาพภูมิอากาศ ปริมาณฝน และปริมาณน้ำที่ไหลลงอ่างเก็บน้ำต่างๆ เพื่อประเมินปริมาณน้ำต้นทุนทุกสัปดาห์ ซึ่งจะใช้ระบบอ่างพวงเป็นเครื่องมือรับภาวะภัยแล้งที่เกิดขึ้นเต็มศักยภาพ

“อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ และอ่างฯหนองปลาไหล จ.ระยอง มีปริมาณน้ำรวมกัน 50 ล้านลบ.ม. กรมชลประทานได้เพิ่มน้ำต้นทุนให้ทั้ง 2 อ่างฯ ด้วยการผันน้ำมาจากอ่างเก็บน้ำประแสร์ 60 ล้านลบ.ม. พร้อมกับติดตั้งระบบสูบน้ำชั่วคราวจากคลองสะพานท้ายอ่างฯประแสร์สูบกลับเข้าเติมอ่างฯประแสร์ เพื่อนำน้ำไปให้ อ่างฯคลองใหญ่ และอ่างฯหนองปลาไหล 18 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ทำให้ขณะนี้มีน้ำต้นทุนรวม 128 ล้านลบ.ม. รวมทั้งเตรียมพร้อมการผันน้ำจากคลองวังโตนด จ.จันทบุรี มาลงอ่างฯประแสร์ พร้อมหารือการผันน้ำจากอ่างฯประแกด จ.จันทบุรี และจากแหล่งน้ำอื่นๆช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2563 มาที่จุดสูบมาอ่างฯ ประแสร์ สำรองไว้กรณีฉุกเฉิน”รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

นอกจากนี้ ในส่วนจ.ชลบุรี กรมสำรองน้ำในอ่างฯคลองหลวงรัชชโลทรไว้ให้กปภ. ชลบุรี 10 ล้านลบ.ม. พร้อมเตรียมเชื่อมเส้นท่อส่งน้ำจากสถานีสูบน้ำพานทองกับท่อผันน้ำคลองพระองค์ไชยานุชิต-อ่างฯ บางพระ เพื่อสูบน้ำจากลุ่มน้ำคลองหลวงและจากสถานีสูบน้ำพานทองได้ทันทีหากมีฝนตก เช่นเดียวกับที่พัทยากปภ.พัทยาเร่งผันน้ำจากอ่างฯ หนองปลาไหลไปยังสถานีผลิตน้ำมาบยางพรให้ได้วันละ 110,000 ลบ.ม.จากปัจจุบันผันได้วันละ 89,000 ลบ.ม. พร้อมเตรียมแผนติดตั้งระบบสูบน้ำเคลื่อนที่เพื่อสูบน้ำจากอ่างฯ ห้วยตู้ 1,2 และมาบฟักทอง 1,2 มาผลิตน้ำประปา รวมถึงการขอเพิ่มการใช้น้ำจากบ่อน้ำของเอกชนเข้ามาเสริมในระบบ โดยขณะนี้ได้มีการซื้อขายล่วงหน้าไว้แล้ว มั่นใจจะมีน้ำใช้จนพ้นหน้าแล้งแน่นอน

เลาะรั้วเกษตร : เกษตรกรรุ่นใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468293

281225166

เลาะรั้วเกษตร : เกษตรกรรุ่นใหม่

วันศุกร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อพูดถึงปัญหาของภาคการเกษตร คนมักจะคิดถึง ปัญหาที่ดินทำกิน ปัญหาผลผลิตราคาตกต่ำ ผลผลิตไม่มีคุณภาพ หรือภัยธรรมชาติต่างๆ ที่ทำความเสียหายให้ภาคเกษตร ทั้งน้ำท่วม ฝนแล้ง โรคและแมลงศัตรูพืชระบาด มีน้อยคนที่จะคิดถึงปัญหา เกษตรกร

เกษตรกร คือ ปัจจัยสำคัญที่สุดของการผลิตในภาคเกษตร นอกเหนือจากความรู้ความสามารถ รายได้ และชีวิต ความเป็นอยู่แล้วปัจจุบันภาคการเกษตรของไทยกำลังเผชิญกับปัญหาจำนวนที่ลดลงของเกษตรกร ยิ่งไปกว่านั้นจำนวนเกษตรกรที่ยังเหลืออยู่ส่วนใหญ่ยังเป็นเกษตรกรที่สูงอายุ เช่นเดียวกับโครงสร้างประชากรของประเทศที่กำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุด้วย

ลูกหลานของเกษตรกรจริงๆ มักไม่อยากเป็นเกษตรกรเหมือนพ่อแม่ เพราะเห็นถึงความยากลำบาก ตากแดดหน้าดำอยู่ในไร่นาอยากทำอาชีพอื่นที่มีรายได้ที่แน่นอน และมีสถานที่ทำงานที่สะดวกสบาย ขณะเดียวกัน พ่อแม่ซึ่งเป็นเกษตรกรเองบางครอบครัวก็ไม่อยากให้ลูกลำบากเหมือนตนเอง พยายามส่งเสริมให้ลูกเรียนสูงๆ แล้วไปประกอบอาชีพอื่น แนวคิดเหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของการทำให้จำนวนเกษตรกรลดลง

แม้กระทั่งการเรียนการสอนด้านการเกษตร เมื่อสัก 30 ปีก่อน ต้องสอบแข่งขันกันเข้าเรียนในคณะเกษตร หรือ วิทยาลัยเกษตรกรรมหลายแห่ง แต่ปัจจุบันแทบจะต้องงอนง้อ หรือแทบจะต้องจ้างเด็กให้เข้ามาเรียนด้านการเกษตรเสียด้วยซ้ำ

กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้เริ่มพัฒนาคนรุ่นใหม่ขึ้นมาให้เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ ที่เรียกกันอย่างโก้ว่า Young Smart Farmer เมื่อปี 2551 โดยหวังจะให้คนรุ่นใหม่เหล่านี้ เป็นทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบการให้เขาทำการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ให้รู้จักบริหารจัดการธุรกิจของตนเอง คือผลิตออกมาแล้วต้องหาตลาดให้ผลผลิตของตนเองด้วยรวมทั้งต้องรู้จักใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ

ไม่ต้องถามว่ามีเป้าหมายที่จะพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้กลายมาเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ Young Smart Farmer ที่มีคุณสมบัติตามที่คาดหวังไว้นี้ปีละสักกี่คน เพราะการพัฒนาคนต้องใช้เวลาที่มากพอสมควร ผ่านมากว่า 10 ปี ไม่ทราบว่ามี Young Smart Farmer ที่กรมส่งเสริมเข้าไปมีบทบาทในการพัฒนาพวกเขาให้ได้ตามที่คาดหวังแล้วจำนวนเท่าไร แต่ที่ผ่านมาก็พอจะมีให้เห็นอยู่บ้างว่า มีเกษตรกรรุ่นใหม่ที่อายุยังน้อยประสบความสำเร็จในอาชีพเกษตรกรรม ทำรายได้ให้กับตนเองและครอบครัวได้อย่างน่าทึ่ง

มีเกษตรกรรุ่นใหม่อีกจำนวนไม่น้อยที่ประสบความสำเร็จด้วยความสามารถ แนวความคิด และฝีมือของตนเอง โดยไม่ได้มีหน่วยงานใดเข้ามาพัฒนาเขาแต่อย่างใด และบุคคลในกลุ่มนี้ก็มักไม่ใช่ลูกหลานของเกษตรกร ไม่ได้ร่ำเรียนมาทางด้านการเกษตรโดยตรง แต่มีความคิดสร้างสรรค์จากความรู้ที่ตนมีบางส่วนเข้าไปผสมผสานกับกิจกรรมการเกษตรที่ตนเองสนใจ แล้วเป็นอะไรที่ลงตัว กลายเป็นอาชีพที่ สามารถทำเงินได้ เลยกลายเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ไปโดยปริยาย แต่เกษตรกรรุ่นใหม่เหล่านี้ก็ยังมีไม่มากพอ

เมื่อวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมสหกรณ์ 1 ตุลาคม 2562 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ ได้กล่าวถึงนโยบายที่น่าสนใจ คือ สนับสนุนให้สหกรณ์ช่วยสร้างอาชีพและรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างมั่นคงช่วยให้คนรุ่นใหม่ที่รักอาชีพการเกษตรไม่ทิ้งถิ่นฐาน ดึงลูกหลานสมาชิกสหกรณ์กลับสู่บ้านเกิดโดยจะทำโครงการสร้างคนรุ่นใหม่มาสานต่ออาชีพการเกษตรจากพ่อแม่ เน้นทำการเกษตรสมัยใหม่

และเมื่อวันที่ 13 มกราคม ที่ผ่านมารัฐมนตรีช่วยฯ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ เปิดโครงการ “นำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพเกษตรกร” มีเป้าหมายที่จะสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีใจรักอาชีพการเกษตร และต้องการกลับบ้านเกิดเพื่อสานต่ออาชีพของครอบครัว เพื่อให้มีเวลาอยู่ใกล้ชิดกับครอบครัวมากขึ้น

โครงการนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์มอบหมายให้สหกรณ์ในพื้นที่เป็นศูนย์กลางในการส่งเสริมอาชีพ โดยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงในการดูแลเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ทั้งการถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตรทั้งการปลูกพืช ประมง และปศุสัตว์ พร้อมวางแผนการผลิต จัดหาปัจจัยการผลิต บริการเครื่องจักรกลและเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ชี้ช่องให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน และช่องทางการตลาด

ผู้เข้าร่วมโครงการต้องอายุ 20 ปีขึ้นไปแต่ไม่เกิน 50 ปี มีความต้องการและมีความพร้อมที่จะกลับไปประกอบอาชีพเกษตรกรในภูมิลำเนาของตนเอง มีที่ดินเป็นของตนเอง หรือมีความสามารถในการเช่าที่ดินเพื่อทำการเกษตรของตนเองได้ หรือถ้าไม่มีทั้งสองประการที่ว่ามา กรมส่งเสริมสหกรณ์จะจัดสรรที่ดินในเขตนิคมสหกรณ์ 17 แห่งทั่วประเทศ พื้นที่กว่า 600 ไร่ ให้ทำกิน

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์เปิดรับสมัครผู้สนใจระหว่างวันที่ 1-31 มกราคม 2563 สามารถสมัครได้ทางเว็บไซต์ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ www.cpd.go.th หรือ สอบถามที่ 0-2281-3292 หรือที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ

ถ้าโครงการนี้ทำได้อย่างวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้จริง และการพิจารณาผู้เข้าร่วมโครงการทำอย่างโปร่งใส และเป็นธรรม ไม่เล่นพรรคเล่นพวก เป็นโครงการที่น่าสนใจสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่เป็นลูกจ้างบริษัท หรือเป็นพนักงานของส่วนราชการในยุคที่เศรษฐกิจย่ำแย่ เพราะไม่รู้ว่าจะถูกไล่ออกจากงานเมื่อไร

ที่อยากจะบอกรัฐมนตรีช่วยฯ มนัญญา อีกอย่างคือ ผลักดันโครงการนี้ดีกว่าแบน 3 สารเยอะเลย…

‘อลงกรณ์’ลุยตรวจด่านระนอง คุมเข้มสัตว์น้ำต่างชาติทะลักเข้าไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468213

‘อลงกรณ์’ลุยตรวจด่านระนอง คุมเข้มสัตว์น้ำต่างชาติทะลักเข้าไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2563, 16.19 น.

23 มกราคม 2563 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายมนัส กำเนิดมณี ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสุวิทย์ คชสิงห์ ผู้ตรวจราชการกรมประมงและคณะ เดินทางลงพื้นที่จังหวัดระนองตรวจด่านประมงและตลาดซื้อขายสัตว์น้ำ พร้อมกับประชุมหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯที่สำนักงานวิจัยประมงทะเล

นายอลงกรณ์ เปิดเผยว่าการประชุมในครั้งนี้ได้เน้นย้ำในเรื่องการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฏหมาย และการแก้ไขปัญหาราคาสัตว์น้ำในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการนำเข้าสัตว์น้ำจากต่างประเทศโดยนายอลงกรณ์ได้กำชับให้ด่านประมงเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราการนำเข้าสัตว์น้ำชายแดนเป็นหลัก

นอกจากนั้นยังได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามที่ได้มอบนโยบายปี2563ของดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องการจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม(AIC) ในทุกจังหวัดรวมทั้งระนอง และโครงการรณรงค์กำจัดขยะในทะเล(Sea Zero Waste) ด้วย

จากนั้น นายอลงกรณ์ ได้พบปะกับผู้ประกอบการแพปลา ตัวแทนชาวประมง และนายกสมาคมกุ้งทะเลระนองเพื่อสอบถามปัญหาและแนวทางในการทำงานร่วมกัน เพื่อพัฒนาศักยภาพประมงภายในพื้นที่ จ.ระนอง อึกทาง

มกอช.ดึงผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นให้ความรู้สารปนเปื้อนในสินค้าเกษตรอาหาร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468191

มกอช.ดึงผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นให้ความรู้สารปนเปื้อนในสินค้าเกษตรอาหาร

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2563, 15.30 น.

23 มกราคม 2563 นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการสัมมนาสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เรื่อง กระบวนการจัดการความเสี่ยงของสารปนเปื้อนในอาหาร ว่าการสัมนาครั้งนี้ มกอช.โดยเชิญ Dr. Yukiko Yamada  Senior Advisor of the Ministry of Agriculture, Forestry, and Fisheries of Japan (MAFF) พร้อมคณะ ผู้เชี่ยวชาญด้านการกำหนดค่าปริมาณสารปนเปื้อนในสินค้าเกษตรและอาหาร จากญี่ปุ่น มาบรรยายให้ความรู้ ตอบข้อซักถาม และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นร่วมกัน เพื่อพัฒนาเจ้าหน้าที่ของไทยให้มีความรู้ ความเข้าใจ ในการจัดการความเสี่ยง ตามหลักการและแนวทางสากลอย่างเป็นระบบและสมบูรณ์

โดยมี กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผู้แทนภาคการศึกษา และเจ้าหน้าที่ มกอช. ที่เกี่ยวข้อง ร่วมสัมมนาในระหว่างวันที่ 20 – 24 มกราคม 2563  ณ ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ชั้น 3 สถาบันเกษตราธิการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ

ทั้งนี้สารปนเปื้อนในอาหาร เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงด้านความปลอดภัยอาหารที่มีความสำคัญ ที่อาจส่งผลต่อคุณภาพอาหาร และสุขภาพของผู้บริโภค ซึ่งคณะกรรมาธิการโครงการมาตรฐานอาหาร FAO/WHO (Codex Alimentarius Commission; CAC) หน่วยงานกำหนดมาตรฐานสากล ได้กำหนดแนวทางการจัดการความเสี่ยงสารปนเปื้อนในอาหาร โดยให้ดำเนินการบนพื้นฐานการประเมินความเสี่ยงตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งรวมถึงการกำหนดนโยบาย หรือการเลือกแนวทางในการป้องกันและควบคุมความเสี่ยงด้วย ซึ่งประเทศไทยนั้น สารปนเปื้อนในอาหาร อยู่ในการกำกับดูแลของหน่วยงานด้านสินค้าเกษตรและอาหารต่างๆ หลายหน่วยงาน และแต่ละหน่วยงานดำเนินการตามขอบเขตภารกิจที่ถูกกำหนดไว้ จึงทำให้แต่ละหน่วยงานยังขาดการเชื่อมโยงข้อมูลและทำงานแบบบูรณาการร่วม รวมทั้งแนวทางการปฏิบัติและนโยบายยังไม่สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันด้วย

มกอช. จึงได้จัดการอบรมเรื่อง “กระบวนการจัดการความเสี่ยงของสารปนเปื้อนในอาหาร” เพื่อเสริมสร้างให้บุคลากรของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านสินค้าเกษตรและอาหารของไทย มีความรู้ และความเข้าใจ ในหลักการและแนวทางสากลของกระบวนการจัดการความเสี่ยงของสารปนเปื้อนในอาหาร รวมถึงจะเป็นโอกาสในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรของหน่วยงานด้านสินค้าเกษตรและอาหารของไทย ให้มีความใกล้ชิด และหารือแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดกลไกการบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนให้มีการดำเนินงานที่สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันตามนโยบายความปลอดภัยอาหารของประเทศและระดับสากลในอนาคต

ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นความร่วมมือทางวิชาการที่ มกอช. ได้เสนอในการประชุมคณะอนุกรรมการพิเศษร่วมด้านความปลอดภัยอาหาร ภายใต้กรอบความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ครั้งที่ 9 และฝ่ายญี่ปุ่นเห็นชอบในการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญมาเป็นวิทยากรให้แก่เจ้าหน้าที่ของไทย

อย่างไรก็ตามประเทศญี่ปุ่น ถือเป็นประเทศที่มีกลไกในการจัดการความเสี่ยงสารปนเปื้อนที่มีประสิทธิภาพ  โดยมีหน่วยงานกลางด้านความปลอดภัยอาหาร คือ สำนักงานคณะกรรมการความปลอดภัยอาหารแห่งญี่ปุ่น เป็นผู้ดำเนินการประเมินความเสี่ยงตามหลักวิทยาศาสตร์ และส่งต่อผลการประเมินให้หน่วยงานจัดการความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ซึ่งกลไกนี้ทำให้หน้าที่ของแต่ละหน่วยงานมีความชัดเจน และการจัดการความเสี่ยงของแต่ละหน่วยงานมีความสอดคล้องและเป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์

นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการถ่ายทอดความรู้ด้านกระบวนการจัดการความเสี่ยงให้แก่ต่างประเทศเป็นอย่างดี ตามที่ญี่ปุ่นได้จัดการฝึกอบรมและการประชุมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อดังกล่าวให้แก่เจ้าหน้าที่จากประเทศในภูมิภาค ASEAN เพื่อยกระดับความปลอดภัยอาหารของแต่ละประเทศมาโดยตลอด

โรงคัดไม้ผลตอ.ตื่นตัวอบรมเข้าระบบGMP #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467948

news_default

โรงคัดไม้ผลตอ.ตื่นตัวอบรมเข้าระบบGMP

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

น.ส.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเปิดเผยว่า กรมเป็นหน่วยงานที่ให้บริการด้านการส่งออกแก่ผู้ประกอบการ ทั้งตรวจรับรองแหล่งผลิตพืช GAP ตรวจรับรองโรงคัดบรรจุ GMP และออกใบรับรองสุขอนามัยพืช เพื่อประกอบการส่งออกไปประเทศปลายทาง สำหรับภาคตะวันออกซึ่งเป็นแหล่งผลิตไม้ผลเพื่อส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ ทุเรียน มังคุด ลำไยและมะม่วง ได้มอบให้สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จ.จันทบุรี  ซึ่งเป็นหน่วยงานส่วนภูมิภาคของกรมวิชาการเกษตรเร่งผลักดันการออกใบรับรองแปลง GAP และโรงคัดบรรจุ GMP เพื่อสนับสนุนการส่งออกดังกล่าว เตรียมให้ผู้ประกอบการก่อนเข้าฤดูกาลผลิตผลไม้ในเขตภาคตะวันออก ซึ่งจะเริ่มให้ผลผลิตช่วงเดือนมีนาคมเป็นต้นไป จนถึงเดือนกรกฎาคมโดยผลผลิตหลักจะเป็นทุเรียนและมังคุดส่งออกไปจีน

ดังนั้น สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จึงจัดประชุมผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุผลไม้ในภาคตะวันออก เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจขั้นตอนการให้การรับรองโรงคัดบรรจุตามหลัก GMP กฎระเบียบส่งออก ตลอดจนชี้แจงแนวทางดำเนินการ เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขของประเทศคู่ค้าโดยเฉพาะจีน ซึ่งผลผลิตที่จะส่งออกต้องมาจากแหล่งที่ได้รับการรับรอง GAP และโรงคัดบรรจุที่ได้รับรอง GMP รวมทั้งรับฟังปัญหาอุปสรรคของผู้ประกอบการ หาแนวทางแก้ไขในการปฏิบัติงานร่วมกัน

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวต่อว่า  การจัดประชุมครั้งนี้ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากกลุ่มเป้าหมายคือ ผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุในภาคตะวันออก  ซึ่งปัจจุบันมีโรงคัดบรรจุที่เข้าสู่ระบบหลักปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงคัดบรรจุ (GMP)ในภาคตะวันออกมากกว่า 500 โรง  ซึ่งผลจากการประชุมครั้งนี้คาดว่าจะทำให้การส่งออกผลไม้เป็นไปโดยสะดวก   ตรงตามข้อกำหนดของประเทศคู่ค้าทั้งคุณภาพผลผลิต  และพิธีการด้านเอกสารที่ใช้ประกอบการส่งออก อีกทั้ง เป็นการสร้างความเชื่อมั่น ภาพลักษณ์เชิงบวกให้การส่งออกผลไม้ของไทยด้วย นอกจากนี้เพื่อเป็นการยกย่องชมเชย และเป็นตัวอย่างที่ดีให้โรงคัดบรรจุอื่น ในการประชุมครั้งนี้ยังได้มอบใบประกาศเกียรติคุณให้โรงคัดบรรจุ GMP ผลไม้ทั้งเปลือกดีเด่นในภาคตะวันออกด้วย