‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือตอนล่าง จ.พิษณุโลก

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือตอนล่าง จ.พิษณุโลก

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือตอนล่าง จ.พิษณุโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 14.45 น.

19 มิถุนายน 2568 เวลา 10.00 น. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่ประชุมติดตาม การก่อสร้างโครงการจัดหาชุดเครื่องผลิตสารฝนหลวงสูตร 3 (น้ำแข็งแห้ง) ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อรองรับภารกิจการปฏิบัติการฝนหลวง และตรวจเยี่ยมศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือตอนล่าง จังหวัดพิษณุโลก พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ณ ปัจจุบันศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือตอนล่าง จังหวัดพิษณุโลก มีพื้นที้รับผิดชอบและความต้องการน้ำ ทั้งหมด 8 จังหวัด ได้แก่ จ.น่าน  จ.เเพร่ จ.อุตรดิตถ์ จ.สุโขทัย จ.พิษณุโลก จ.กำแพงเพชร จ.พิจิตร และ จ.เพชรบูรณ์ และพื้นที่ลุ่มรับน้ำ  จำนวน 2 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จ.พิษณุโลก

-(016)

‘นฤมล’ดึงภาครัฐ-เอกชน ลงนาม MOU ส่งเสริมการปลูกกาแฟ

'นฤมล'ดึงภาครัฐ-เอกชน ลงนาม MOU ส่งเสริมการปลูกกาแฟ

‘นฤมล’ดึงภาครัฐ-เอกชน ลงนาม MOU ส่งเสริมการปลูกกาแฟ

วันพุธ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 14.37 น.

‘นฤมล’ดึงภาครัฐ-เอกชน ลงนาม MOU ส่งเสริมการปลูกกาแฟ หนุนเพิ่มผลผลิต ตอบโจทย์ความต้องการในประเทศ ลดการนำเข้า ช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรไทย

เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานและสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ในการส่งเสริมการผลิตกาแฟคุณภาพ การวิจัย และพัฒนาตลอดห่วงโซ่อุปทานกาแฟอย่างยั่งยืน ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนกว่า 36 หน่วยงาน ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร ว่า กาแฟ ถือเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ ซึ่งปัจจุบันกาแฟไทยกำลังเผชิญหน้ากับทั้งโอกาสมหาศาลและความท้าทายที่ซับซ้อนในการก้าวสู่ความยั่งยืนด้านอาหาร ดังนั้น การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน จึงเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน 

ศ.ดร.นฤมล ยังกล่าวถึงภาพรวมของการตลาดกาแฟไทยว่า ความต้องการใช้เมล็ดกาแฟของโรงงานในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีความต้องการใช้เมล็ดกาแฟของโรงงานแปรรูปเพิ่มขึ้นจาก 80,691 ตัน ในปี 2562/63 เป็น 93,551 ตัน ในปี 2565/66 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.06 ต่อปี และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง รวมถึงแนวโน้มการเติบโตโดยเฉพาะกลุ่มกาแฟสดและกาแฟพิเศษ สะท้อนถึงรสนิยมของผู้บริโภคที่ซับซ้อนและต้องการประสบการณ์ที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งอุตสาหกรรมนี้ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งรายได้สำคัญสำหรับเกษตรกรและผู้ประกอบการ แต่ยังเป็นกลไกขับเคลื่อนการท่องเที่ยวและส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมผ่านแนวทางการเพาะปลูกอย่างยั่งยืน 

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า กาแฟไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญ เช่น การผลิตที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ ซึ่งทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นอย่างมาก ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลต่อผลผลิตและคุณภาพ ความผันผวนของราคา ต้นทุนการผลิตที่สูง ปัญหาด้านคุณภาพที่ไม่สม่ำเสมอ และการขาดแคลนแรงงาน จึงเป็นโจทย์สำคัญในการส่งเสริมกาแฟไทยให้สามารถรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ และคว้าโอกาสในการเติบโตสู่ความยั่งยืนด้านอาหารอย่างแท้จริง โดยเน้นการพัฒนาคุณภาพ การสร้างมูลค่าเพิ่ม การขยายตลาด การนำนวัตกรรมมาใช้ และการสร้างความร่วมมือที่แข็งแกร่งตลอดห่วงโซ่อุปทาน
 
“การลงนาม MOU ในวันนี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างอนาคต ตลอดจนห่วงโซ่อุปทานอย่างมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งจากการขับเคลื่อนการดำเนินงานที่ผ่านมาของกระทรวงเกษตรฯ ที่ได้ประกาศให้กาแฟเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญและเป็นเกษตรมูลค่าสูง ที่จะช่วยสร้างรายได้และยกระดับให้เกษตรกร ซึ่งเป็นการลดการนำเข้าและทดแทนการปลูกพืชชนิดอื่นที่มีปริมาณมากและผลผลิตล้นตลาด ให้หันมาปลูกปลูกพืชที่มีโอกาสอย่างแท้จริง โดยการปรับเปลี่ยนมาเพาะปลูกพืชที่ตลาดมีความต้องการและสามารถพัฒนาต่อยอดได้ จึงหวังว่าจุดเริ่มต้นในวันนี้จะสามารถเชิญชวนพี่น้องเกษตรกรให้หันมาปลูกกาแฟให้มากขึ้น รวมถึงส่งเสริมการผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี ต่อยอดด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม และตรงตามความต้องการของตลาด“ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ทั้งนี้ ภายใต้กรอบ MOU จะมีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างรัฐและเอกชน เพื่อกำกับติดตามผลการดำเนินงาน พร้อมตั้งเป้าหมายพัฒนาเกษตรกรกว่า 12,000 ครัวเรือน เข้าสู่ระบบกาแฟคุณภาพภายใน 3 ปี โดยนำร่องในพื้นที่ 1,000 ไร่ พร้อมเปิดโอกาสให้เกษตรกรและยุวเกษตรกร เข้าสู่เวทีการแข่งขันในระดับสากล พร้อมส่งเสริมการวิจัย เทคโนโลยี ตลาดที่โปร่งใส และการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

เกษตรกรช่วยชาติ ชี้’ธนาคารที่ดิน’ มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ไม่ควรยุบเลิก

เกษตรกรช่วยชาติ ชี้'ธนาคารที่ดิน' มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ไม่ควรยุบเลิก

เกษตรกรช่วยชาติ ชี้’ธนาคารที่ดิน’ มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ไม่ควรยุบเลิก

วันอังคาร ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 15.40 น.

ประธานเครือข่ายเกษตรกรช่วยชาติ ชื่นชมผลงานของธนาคารที่ดิน และเห็นสมควรให้คงอยู่ต่อไปไม่ควรยุบเลิก 

วันที่ 17 มิถุนายน 2568 นายสุทธิโรจน์ คำมั่น ผู้อำนวยการกองบริหารจัดการและพัฒนาที่ดิน โดยการมอบหมายจาก ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน นายกุลพัชร ภูมิใจอวด เข้าร่วมการประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของเครือข่ายเกษตรกรช่วยชาติ ครั้งที่ 1/ 2568 ณ ห้องประชุมไชยยงค์ ชูชาติสำนักงาน สปก. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายสุทธิโรจน์ เปิดเผยว่า ตนได้นำเสนอที่ประชุมให้ทราบถึงผลงาน และ นำเสนอให้เห็นว่า ธนาคารที่ดิน เป็นกลไกและฟันเฟืองที่สำคัญในการขับเคลื่อนเพื่อกระจายการถือครองที่ดินให้แก่เครือข่ายเกษตรกรช่วยชาติ 

“ธนาคารที่ดิน ได้รับภารกิจในการช่วยเหลือเกษตรกรฯ กลุ่มนี้ จำนวน 5 พื้นที่ เนื้อที่รวมกว่า 340 ไร่ ในพื้นที่จ.สตูล และจ.ขอนแก่น ภายใต้โครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรให้มีที่อยู่และมีที่ทำกิน 75 ครัวเรือน”นายสุทธิโรจน์ กล่าวและว่า

ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ธนาคารที่ดิน สามารถที่จะดำเนินโครงการฯ ได้แล้วเสร็จ กว่าร้อยละ 80 ของพื้นที่เป้าหมาย อันจะบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่กลุ่มพี่น้องเครือข่ายเกษตรกรช่วยชาติ 

นายสุทธิโรจน์ เปิดเผยด้วยว่า ธนาคารที่ดิน ได้รับความชื่นชมจากคณะกรรมการและกลุ่มเครือข่ายฯ ในที่ประชุมดังกล่าว ว่าสามารถดำเนินการช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรและผู้ยากจนได้อย่างมีประสิทธิภาพทันเวลา 

ด้านนายสุเนตร แก้วคำหาญ ประธานเครือข่ายเกษตรกรช่วยชาติ ได้กล่าวชื่นชม ถึงผลการดำเนินงานของธนาคารที่ดิน และเห็นสมควรสนับสนุนให้ธนาคารที่ดิน คงอยู่ต่อไปไม่ควรยกเลิก เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของหน่วยงานรัฐที่จะช่วยเหลือกลุ่มพี่น้องประชาชน ต่อไป

ปล่อยขบวน ‘ALRO FORCE’ ส.ป.ก.พร้อมลุยเร่งรัดออกโฉนดเพื่อการเกษตร ยกระดับคุณภาพเกษตรกรไทย

ปล่อยขบวน ‘ALRO FORCE’ ส.ป.ก.พร้อมลุยเร่งรัดออกโฉนดเพื่อการเกษตร ยกระดับคุณภาพเกษตรกรไทย

ปล่อยขบวน ‘ALRO FORCE’ ส.ป.ก.พร้อมลุยเร่งรัดออกโฉนดเพื่อการเกษตร ยกระดับคุณภาพเกษตรกรไทย

วันอังคาร ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 15.36 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมช.กษ.) เป็นประธานในพิธีปล่อยตัวหน่วยเคลื่อนที่เร็ว “ALRO FORCE” เพื่อเร่งรัดการออกโฉนดเพื่อการเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน พร้อมด้วย นายเศรษฐเกียรติ  กระจ่างวงษ์  เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม คณะผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. ณ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ถนนราชดำเนินนอกเขตพระนคร กรุงเทพฯ

สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้จัดกิจกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ศ.ดร. นฤมล ภิญโญสินวัฒน์) ในการปรับปรุงและพัฒนาสิทธิในที่ดินของรัฐของ ส.ป.ก. ให้เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร จึงได้มีการจัดตั้งหน่วยเคลื่อนที่เร็ว “ALRO FORCE” โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเร่งรัดในการดำเนินการตอบสนองภารกิจสำคัญของ ส.ป.ก. ในการปรับปรุงและยกระดับเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4 -01 เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน มีสิทธิในที่ดินอย่างมั่นคง สามารถใช้เป็นหลักประกัน เพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุนและต่อยอดการพัฒนาคุณภาพชีวิตในระยะยาวตามเป้าหมายของนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และนโยบายสำคัญของ ส.ป.ก. โดยจะทำการลงพื้นที่เข้าปฏิบัติภารกิจในทั่วทุกจังหวัด โดยมีจังหวัดนำร่อง 3 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา อุบลราชธานี และสระแก้ว

สำหรับ “ALRO FORCE” หน่วยเคลื่อนที่เร็ว ที่แสดงถึงพลัง (Force) ความเป็นหนึ่งเดียว (Organization) ความรับผิดชอบ (Responsibility) ความร่วมมือ (Collaboration) และประสิทธิภาพ (Efficiency) ของบุคลากร ส.ป.ก. ของส่วนกลาง ที่ร่วมกันในการแก้ไขสถานการณ์ที่ต้องการกำลังคนและความรวดเร็วในการปฏิบัติภารกิจของ ส.ป.ก. เป็นพลังในการขับเคลื่อนที่ของภารกิจที่สำคัญนี้ โดยจะทำการลงพื้นที่ปฏิบัติงานด้วยหัวใจที่ยึดถือประโยชน์ของเกษตรกรเป็นสำคัญ และยึดหลักการปฏิบัติงาน 4 ประการ ดังนี้

     1. ยึดหลักกฎหมาย และแนวนโยบายของ ส.ป.ก. เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานอย่างเคร่งครัด

     2. ทำงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส และตรวจสอบได้

     3. ปฏิบัติงานด้วยความสุภาพ อดทน ใส่ใจความเดือนร้อนของเกษตรกร

     4. มีวินัย ตรงต่อเวลา ปฏิบัติงานเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพ

รมช.กษ. ได้กล่าวในพิธีการปล่อยตัวในการลงพื้นที่ของหน่วยเคลื่อนที่เร็ว หรือทีม “ALRO FORCE” ในครั้งนี้ ว่าขอชื่นชมในความเสียสละและตั้งใจของเจ้าหน้าที่ทุกคน ที่พร้อมขับเคลื่อนนโยบายและภารกิจสำคัญของหน่วยงาน และอวยพรให้ทุกท่านผู้ปฏิบัติงานดำเนินงานได้สำเร็จ ลุล่วงตามเป้าหมาย เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน อย่างยั่งยืน และขอให้ทุกท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพในทุกเส้นทางการเดินทางเพื่อปฏิบัติภารกิจสำคัญนี้

-(016)

ครม.เคาะ 5.1 พันล้านบาท ช่วย‘ชาวไร่อ้อย’เก็บเกี่ยวลดฝุ่นPM 2.5 โดยไม่เผา

ครม.เคาะ 5.1 พันล้านบาท ช่วย‘ชาวไร่อ้อย’เก็บเกี่ยวลดฝุ่นPM 2.5 โดยไม่เผา

ครม.เคาะ 5.1 พันล้านบาท ช่วย‘ชาวไร่อ้อย’เก็บเกี่ยวลดฝุ่นPM 2.5 โดยไม่เผา

วันอังคาร ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 13.56 น.

ครม.เคาะ 5.1 พันล้านบาท ช่วย‘ชาวไร่อ้อย’เก็บเกี่ยวลดฝุ่นPM 2.5 โดยไม่เผา

17 มิถุนายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงหลังเป็นประธานประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.มีมาตรการช่วยเหลือเกษตร กรชาวไร่อ้อย เก็บเกี่ยวอ้อยสดภาพดี เพื่อลดฝุ่นPM 2.5 ฤดูการผลิต 2567/2568  ผ่านมาตรการสร้างแรงจูงใจ กรอบวงเงิน 5,175 ล้านบาท โดยใช้แหล่งเงินทุน จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์  และพิจารณาทางเลือกการจ่ายเงินให้กับเกษตร ผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ เพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล ในการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ได้เข้าถึงบริการของภาครัฐ

ทั้งนี้ได้มีการมอบหมายกระทรวงอุตสาหกรรมจัดทำแผนดำเนินงาน สนับสนุนให้เกษตรกรชาวไร่อ้อย สามารถเปลี่ยนวิธีการเก็บเกี่ยวอ้อย โดยไม่ต้องใช้วิธีเผา เพื่อให้เป็นวิธีการที่ยั่งยืน ไม่เป็นภาระต่องบประมาณของภาครัฐ

‘แจ่วบอง’ปลาหมอคางดำ ตราใบโพธิ์ เมนูอร่อยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนโพพระ

‘แจ่วบอง’ปลาหมอคางดำ ตราใบโพธิ์ เมนูอร่อยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนโพพระ

‘แจ่วบอง’ปลาหมอคางดำ ตราใบโพธิ์ เมนูอร่อยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนโพพระ

วันอังคาร ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 12.50 น.

‘แจ่วบอง’ปลาหมอคางดำ ตราใบโพธิ์ เมนูอร่อยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนโพพระ

การมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ปัญหาปลาหมอคางดำที่เป็นระบบ และช่วยให้ ตั้งแต่การเข้ามาช่วยกันติดตามเฝ้าระวัง ตลอดจนการส่งเสริมการใช้ประโยชน์หรือแปรรูปนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ เพื่อใช้บริโภคช่วยลดค่าครองชีพในครัวเรือน และเป็นโอกาสร้างรายได้เสริมให้ชุมชน อย่าง แจ่วบอง ตราใบโพธิ์ สินค้ายอดนิยม ของ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปสัตว์น้ำ ตำบลโพพระ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี เป็นตัวอย่างของการสร้างความมีส่วนร่วมของชุมชนเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส

นายอดิเรก แก้วเจริญ  ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปสัตว์น้ำตำบลโพพระ เล่าให้ฟังว่า กลุ่มแปรรูปสัตว์น้ำสัตว์น้ำ ตำบลโพพระ มีสมาชิกอยู่ 28 คน ได้รับการส่งเสริมจากประมงจังหวัดนำปลาหมอคางดำมาทำผลิตภัณฑ์อาหาร เพิ่มมูลค่าเกิดประโยชน์สูงสุด  ในแต่ละสัปดาห์สมาชิกจะนำปลาหมอคางดำที่จับได้มาหมักเป็นปลาร้า ปัจจุบัน กลุ่มหมักปลาร้าไว้ได้ 50 ถัง แต่ถังละบรรจุปลาร้าน้ำหนัก 80 กิโลกรัม นอกจากนี้ ชาวบ้านยังนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาคิด และต่อยอด สร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์อาหารได้อย่างหลากหลาย ทั้ง น้ำปลาร้าปรุงรส  ปลาร้าส้มทอด  ปลาหมอแดดเดียว หรือแม้แต่ของทานเล่น เช่น  ข้าวเกรียบผสมปลาหมอคางดำ  ไม่เพียงแต่จะมีหน้าตาที่น่ารับประทาน รสชาติยังอร่อย และชิ้นส่วนของปลาหมอคางดำยังนำมาใช้ประโยชน์ได้หมด หัวและไส้ปลายังมาทำเป็นน้ำหมักชีวภาพใช้รดแปลงผัก

“ผลิตภัณฑ์ ตราใบโพธิ์ การันตีคุณภาพและความสะอาดด้วยเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารหรือ “Q” มีน้ำพริกแจ่วบอง เป็นสินค้าที่ขายดีเป็นอันดับ 1 ด้วยรสชาติอร่อยที่นัว กลมกล่อม เผ็ดหอมสมุนไพร  รับประทานง่าย จิ้มกับข้าวเหนียว หรือผักสด ผักลวกได้ ถูกจริตคนไทย สามารถซื้อกลับไปรับประทานที่บ้าน หรือเลือกซื้อเป็นของฝากได้ การมาช่วยอุดหนุนสินค้าของทุกคน มีส่วนร่วมช่วยกันปราบปลาหมอคางดำ คืนความสมดุลของธรรมชาติ และคนในชุมชนยังมีรายได้อีกด้วย ท่านที่สนใจเลือกซื้อสินค้าช่วยชุมชน ได้ที่ตลาดเกษตรกรบ้านลาด และตลาดชุมชนหลังเทศบาล หรือโทรศัพท์ติดต่อ 081-014-7109” นายอดิเรก กล่าว

นายประจวบ เจี้ยงยี่ ประมงจังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า การมีส่วนร่วมของชุมชน เป็น หัวใจสำคัญในการกำจัดและลดจำนวนปลาหมอคางดำได้อย่างมีประสิทธิภาพและครบวงจร ตั้งแต่ การจับจนถึงการนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด  กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปสัตว์น้ำตำบลโพพระ เป็น 1 ใน 4 ของชุมชนในจังหวัดเพชรบุรี ที่ประมงจังหวัดเพชรบุรีเข้ามาสนับสนุน ทั้งงบประมาณในการรับซื้อปลาหมอคางดำ การสนับสนุนอุปกรณ์ รวมถึงองค์ความรู้ในการแปรรูป  เริ่มต้นจากการสอนทำปลาร้าจากปลาหมอคางดำ เพื่อการันตีให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่า ผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจชุมชนแห่งนี้  มีดีทั้งรสชาติ  กระบวนการผลิตสะอาดถูกสุขอนามัย และคุณภาพได้มาตรฐาน สร้างรายได้เสริมให้กับชุมชน นอกจากนี้  โครงการยังช่วยลดจำนวนปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติไปกว่า 40,000 กิโลกรัม ฟื้นคืนความหลากหลายชีวภาพ ควบคู่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

การมีส่วนร่วมของชุมชนทั้ง 4 ชุมชน ในการแปรรูปปลาหมอคางดำทำเป็นปลาร้า มีส่วนช่วยลดปริมาณปลาหมอคางดำได้ทั้งสิ้น 40,000 กิโลกรัม เป็น ตัวอย่างของการใช้ศักยภาพชุมชนเปลี่ยนวิกฤต เป็นโอกาสสร้างงาน สร้างรายได้ และขับเคลื่อนสู่การอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติอย่างสมดุลในระยะยาว

‘กรมการข้าว’ประชุม คกก.ตรวจรับปัจจัยการผลิตฯ ‘โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว ของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ปี 67’

'กรมการข้าว'ประชุม คกก.ตรวจรับปัจจัยการผลิตฯ 'โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว ของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ปี 67'

‘กรมการข้าว’ประชุม คกก.ตรวจรับปัจจัยการผลิตฯ ‘โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว ของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ปี 67’

วันจันทร์ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 20.19 น.

“กรมการข้าว”ประชุม คกก.ตรวจรับปัจจัยการผลิตฯ “โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว ของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ปี 67” หารือแนวทางการส่งมอบ พร้อมกำชับการส่งให้ตรงตามแผน

วันที่จันทร์ที่ 16 มิ.ย.2568 กรมการข้าวได้จัดประชุมหารือคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ สำหรับประกวดราคาจัดซื้อปัจจัยการผลิต โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว ของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ปี 2567 ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ครั้งที่ 5/2568 โดยมี นายกฤษฎิน คำตัน รองอธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุม และมีผู้บริหาร ข้าราชการกรมการข้าว พร้อมด้วย ผู้แทนจากกรมวิชาการเกษตร ตลอดจนภาคเอกชนเข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารกรมการข้าว

ในการนี้ ที่ประชุมได้มีการรายงานความก้าวหน้าการส่งมอบปัจจัยการผลิต ประกอบด้วย สารชีวภัณฑ์ ปุ๋ยอินทรีย์เหลว (ชนิดน้ำ) และปุ๋ยเคมี ที่ผ่านการรับรองจากกรมวิชาการเกษตร

นอกจากนี้ ได้มีการหารือถึง ผลการตรวจคุณภาพปัจจัยการผลิตที่รับรองโดยกรมวิชาการเกษตร รวมไปถึงการส่งมอบปัจจัยการผลิตให้ทันตามกำหนดของสัญญาซื้อขาย ตลอดจนหารือแนวทางการส่งมอบปัจจัยการผลิตอีกด้วย

‘กปร.-ม.มาเลเซีย’ลงนาม MOU แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านเกษตรกรรม

'กปร.-ม.มาเลเซีย'ลงนาม MOU แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านเกษตรกรรม

‘กปร.-ม.มาเลเซีย’ลงนาม MOU แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านเกษตรกรรม

วันจันทร์ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 14.28 น.

‘กปร.-มหาวิทยาลัยมาเลเซีย’ลงนาม MOU แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านเกษตรกรรม สร้างสะพานเชื่อมระหว่างสาขาวิชาและพรมแดน เผยเป็นเวทีสำคัญในด้านวิชาการ และขยายผล เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ

เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.2568 นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) เปิดเผยภายหลังพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร ระหว่าง สำนักงาน กปร. กับ มหาวิทยาลัยมาเลเซียแห่งรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย (UMK) ณ ห้องประชุมหนุมาน 1 อาคารสำนักงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 15 พ.ค.2568 ที่ผ่านมาว่า การจัดทำบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร ครั้งนี้เกิดจากผู้นำชุมชนไทยสยามในรัฐกลันตัน และผู้บริหารจากมหาวิทยาลัยมาเลเซียแห่งรัฐกลันตัน ได้เดินทางมาศึกษาดูงานที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาพัฒนาด้านการเกษตรจนประสบผลสำเร็จ และคณะผู้บริหารของ UMK มีความประทับใจ ต้องการต่อยอดความรู้สานต่อความร่วมมือด้านการเกษตรร่วมกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ  จึงได้จัดทำร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร กับศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ขึ้นมา

“กรอบความร่วมมือของทั้ง 2 ฝ่ายนั้น ทาง UMK จะส่งนักศึกษามาฝึกอบรมด้านเกษตรกรรมที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ  และศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ก็จะส่งบุคลากรไปศึกษาเรียนรู้ด้านการจัดการธุรกิจการเกษตรที่ UMK อาทิ การบรรจุหีบห่อ การตลาด เป็นต้น” นางสุพร ตรีนรินทร์ กล่าว 

ด้าน PROF. TS.  Dr. ARHAM BIN ABDULLAH (ศาสตราจารย์ ด็อกเตอร์ อาร์ฮัม บิน อับดุลลาห์) รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยมาเลเซียแห่งรัฐกลันตัน กล่าวว่าโครงการนี้เป็นการสร้างความสัมพันธ์เชิงความร่วมมือ โดยมีเป้าหมายเพื่อความก้าวหน้า และการเติบโตร่วมกันในด้านวิชาชีพที่หลากหลาย  บันทึกความเข้าใจนี้จะส่งเสริมและสนับสนุนการแลกเปลี่ยนความรู้ในการศึกษาดูงานเพื่ออำนวยความสะดวกในความร่วมมือด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เกิดการแลกเปลี่ยนบุคลากรทางวิชาการ อาจารย์ นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ดูแล ตลอดถึงความร่วมมือในการทำวิจัยและการฝึกอบรม การประชุมเชิงปฏิบัติการ สัมมนา การประชุมเชิงวิชาการ การอภิปรายในหัวข้อที่มีความสนใจร่วมกัน และความร่วมมือในด้านผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร การแปรรูปผลิตภัณฑ์ การประมง กิจกรรมทางการตลาด รวมถึงด้านสิ่งแวดล้อม 

“เราได้บรรลุเป้าหมายสำคัญนี้จากความมุ่งมั่น และการสนับสนุนที่ต่อเนื่องของทั้ง 2 ฝ่าย บันทึกความเข้าใจเป็นประจักษ์พยานถึงคำมั่นสัญญาว่าเราจะทำงานร่วมกันเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ ในการแลกเปลี่ยนความคิด และสร้างสะพานเชื่อมระหว่างสาขาวิชา พรมแดน และมุมมองต่าง ๆ ต่อไป” รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยมาเลเซียแห่งรัฐกลันตัน กล่าว

ทั้งนี้ สำนักงาน กปร. ในฐานะหน่วยงานกลางในการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้ประสานกับ UMK และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมเอเชียตะวันออก กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน และศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ร่วมกันพิจารณากำหนดกรอบความร่วมมือดังกล่าว ในการพัฒนาบุคลากรของทั้งสองฝ่าย รวมถึงนำไปใช้ส่งเสริมและขยายผลให้เป็นรูปธรรม โดยในเบื้องต้นได้กำหนดกรอบความร่วมมือฯ เป็นระยะเวลา 3 ปี ซึ่งโครงการดังกล่าว สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงทราบฝ่าละอองพระบาทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการ กปร. เห็นชอบอนุมัติให้ดำเนินโครงการเป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นกัน

เป็นที่คาดหวังว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นเวทีสำคัญในการเผยแพร่แนวคิดการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชทหาราช บรมนาถบพิตร รวมทั้งเกิดการแลกเปลี่ยนถ่ายทอดองค์ความรู้ระหว่างกัน โดยศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ จะจัดทำหลักสูตรการศึกษาดูงานและฝึกทักษะในการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกรในพื้นที่ให้แก่นักศึกษาและเจ้าหน้าที่ของ UMK  ที่เข้ามาฝึกอบรมภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ระยะเวลา 4 เดือน โดยมีนักวิชาการฝ่ายไทย เป็นพี่เลี้ยงในแต่ละกิจกรรมของการฝึกอบรม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทักษะการปฏิบัติงานและเทคโนโลยีรูปแบบใหม่  ที่สามารถนำมาเป็นแนวทางในการพัฒนาการเกษตรและขยายผลสู่ราษฎรทั้ง 2 ประเทศต่อไป
 

‘นฤมล’โชว์ตัวเลขมอบโฉนดเกษตรครึ่งปี68 แจกแล้ว 5.78 ล้านไร่ มั่นใจปีนี้ครบ 17 ล้านไร่

‘นฤมล’โชว์ตัวเลขมอบโฉนดเกษตรครึ่งปี68 แจกแล้ว 5.78 ล้านไร่ มั่นใจปีนี้ครบ 17 ล้านไร่

‘นฤมล’โชว์ตัวเลขมอบโฉนดเกษตรครึ่งปี68 แจกแล้ว 5.78 ล้านไร่ มั่นใจปีนี้ครบ 17 ล้านไร่

วันอาทิตย์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 12.16 น.

‘รมว.นฤมล’โชว์ตัวเลขมอบโฉนดเกษตร ครึ่งปี68 แจกแล้ว 5.78 ล้านไร่ เดินหน้าเต็มสูบเพื่อเกษตรกร มั่นใจ ปีนี้ครบ 17 ล้านไร่ ตามเป้า

15 มิถุนายน 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงความคืบหน้าของโครงการมอบโฉนดเพื่อการเกษตร ตามนโยบายของรัฐบาลที่นายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร แถลงต่อรัฐสภาในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการที่ดินของรัฐ เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิที่ดิน ที่อยู่อาศัย และที่ดินทำกินว่า ในปี 2568 กระทรวงเกษตรฯได้ตั้งเป้าหมายจะมอบโฉนดเพื่อการเกษตรให้เกษตรกรให้ครบ 22 ล้านไร่ ซึ่งตนได้เร่งรัดให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ดำเนินการอย่างเต็มกำลัง ในการขับเคลื่อนงานให้บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ แต่จากการดำเนินงานที่ผ่านมา พบอุปสรรคในเรื่องของพื้นที่ที่ยังมีข้อพิพาทที่ดินประมาณ 5 ล้านไร่

“กระทรวงเกษตรฯ จึงปรับแผนเป้าหมายในปี 2568 จากเดิม 22 ล้านไร่ เป็น 17 ล้านไร่ ที่สามารถทำได้ทันที โดยมีแผนงานรับคำขอออกโฉนดเพื่อการเกษตรจำนวน 1.06 ล้านแปลง และต้องจัดทำโฉนดเพื่อการเกษตรให้แล้วเสร็จ ร้อยละ 70 ของเป้าหมายในการรับคำขอ โดยข้อมูลล่าสุด เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.ระยะเวลาประมาณ 6 เดือนของปี 68 ส.ป.ก.ได้ทำโฉนดย้ายแปลงแล้วจำนวน 9.98 ล้านไร่ ซึ่งในจำนวนนี้ ออกโฉนดไปแล้ว 5.78 ล้านไร่ ส่วนที่เหลืออีก 4.20 ล้านไร่ อยู่ระหว่างการจัดทำโฉนด นั่นหมายความว่า เรากำลังเดินหน้าสู่เป้าหมาย 17 ล้านไร่ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ มั่นใจว่า เราจะทำได้ครบตามที่วางแผงงานไว้แน่นอน ทั้งนี้ ต้องขอขอบคุณและให้กำลังเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.ทุกคน ที่ร่วมกันทำงานอย่างทุ่มเทและเข้มแข็ง เพื่อให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมภายในปีนี้” ศ.ดร นฤมล กล่าว

ศ.ดร นฤมล กล่าวทิ้งท้ายว่า กระทรวงเกษตรฯ ยังคงยึดเป้าหมายเดิมที่เคยตั้งเอาไว้ที่ 22 ล้านไร่ ตามที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯได้ริเริ่มโครงการนี้มา โดยเราจะสานต่อและทำให้สำเร็จ เพื่อผลประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับ และคุณภาพชีวิตที่จะดีขึ้นอย่างยั่งยืน

สหรัฐฯห่วงปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกก ‘เครือข่ายปชช.’เชิญทูตจีนลงพื้นที่

สหรัฐฯห่วงปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกก 'เครือข่ายปชช.'เชิญทูตจีนลงพื้นที่

สหรัฐฯห่วงปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกก ‘เครือข่ายปชช.’เชิญทูตจีนลงพื้นที่

วันศุกร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 19.48 น.

สหรัฐห่วงปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกก ทูตเผยติดตามใกล้ชิด-เครือข่ายประชาชนทำหนังสือเชิญทูตจีนลงพื้นที่ร่วมแลกเปลี่ยน-เตรียมจัดงาน “ปอยหลวงแม่น้ำกก สาย รวก โขง”21 มิ.ย.

เมื่อคืนวันที่ 12 มิถุนายน 2568 ที่สถานกงสุลสหรัฐอเมริกา เชียงใหม่ นายโรเบิร์ต เอฟ. โกเดค เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย กล่าวตอบคำถามในงานเลี้ยงฉลองวันชาติสหรัฐ ถึงกรณีที่มีสารโลหะหนักปนเปื้อนในแม่น้ำกกโดยแหล่งกำเนิดมาจากการเหมืองแร่ทองและแรร์เอิร์ทในพม่าซึ่งส่งไปยังประเทศจีน ว่าตนได้เห็นรายงานเกี่ยวกับมลพิษในแม่น้ำ (กก) และมีความห่วงใยในเรื่องนี้ เพราะจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดูแลให้ประชาชนมีความปลอดภัย ซึ่งประเทศไทยยังไม่ได้ร้องขอความช่วยเหลือที่จะจัดการปัญหามลพิษนี้ แต่สหรัฐอเมริกาก็ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

“สหรัฐอเมริกาได้สนับสนุนคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission-MRC) มาในอดีต ซึ่ง MRC มีหน้าที่รักษาความสมดุลของธรรมาภิบาลข้ามพรมแดน ดังเช่นกรณีนี้ และทราบมาว่า MRC กำลังเสนอการศึกษาร่วมกับพม่าเพื่อจัดการปัญหาการปนเปื้อนในแม่น้ำ เราจะติดตามเรื่องนี้ใกล้ชิดและหากมีการร้องขอก็จะดูว่าจะสามารถช่วยเหลือได้อย่างไรบ้าง” เอกอัครราชทูตสหรัฐฯกล่าว

ขณะเดียวกันเมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา เครือข่ายประชาชนปกป้องลุ่มน้ำกก สาย รวก โขง ได้ทำหนังสือถึงเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำราชอาณาจักรไทย เพื่อเชิญร่วมแลกเปลี่ยนและลงพื้นที่กับประชาชน จ.เชียงราย กรณีแม่น้ำปนเปื้อนมลพิษข้ามพรมแดนจากการทำเหมืองของธุรกิจจีนในพื้นที่ต้นน้ำรัฐฉาน เมียนมา

ทั้งนี้เนื้อหาในหนังสือระบุว่าประชาชนในประเทศไทยในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และ จ.เชียงราย กำลังเดือดร้อนอย่างสาหัสและรู้สึกหวาดหวั่นตลอดเวลา เนื่องจากแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ที่ไหลมาจากรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ได้ปนเปื้อนสารโลหะหนักที่มีอันตรายต่อสุขภาพอย่างร้ายแรง โดยล่าสุดกรมควบคุมมลพิษ ได้เปิดเผยผลการตรวจคุณภาพน้ำครั้งที่ 4 พบว่ามีการปนเปื้อนโลหะหนัก สารหนู ในระดับสูงเกินกว่าค่ามาตรฐานทุกจุด สาเหตุเนื่องจากการเปิดพื้นที่ทำเหมืองแร่เป็นจำนวนมากในรัฐฉาน

“พวกเราได้รับข้อมูลที่น่าเชื่อถือว่า มีบริษัทของชาวจีนที่ได้รับการอนุญาตของกองกำลังว้า (United Wa State Army -UWSA) และกลุ่มกองกำลังอื่น อาศัยช่องว่างทางกฎหมายเข้ามาดำเนินกิจกรรมขุดเจาะทำเหมืองแร่ ทั้งเหมืองทอง แมงกานีส และแรร์เอิร์ท โดยไร้กระบวนการที่มีมาตรฐานสากล ขณะนี้หายนะได้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนซึ่งไม่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลจีนที่ต้องการเป็นผู้นำทางสิ่งแวดล้อมของโลก และนโยบายส่งเสริม ecological civilization กำลังถูกทำลายเพราะการลงทุนของบริษัทจีนและคนจีนในเหมืองนอกกฎหมาย”หนังสือระบุ

หนังสือที่ส่งถึงเอกอัครราชทูตจีนฯ ยังระบุด้วยว่า พวกเราทราบว่าสถานเอกอัคราชทูตจีนประจำประเทศไทย ได้ติดตามสถาการณ์ปัญหามลพิษข้ามพรมแดนนี้ ดังที่ได้เผยแพร่คำอธิบายผ่านโฆษกของสถานเอกอัครราชทูตจีนฯเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ที่ผ่านมา โดยจีนให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับเหตุการณ์การปนเปื้อนโลหะหนักในแม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขงในประเทศไทย ท่าทีดังกล่าวนับเป็นการแสดงออกถึงความจริงใจต่อความกังวลของท่านต่อปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นต่อผลกระทบทางด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมต่อประชาชนนับล้านคนในขณะนี้  จึงขอเชิญมาร่วมพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความห่วงใยในในวันที่ 21 มิถุนายน 2568 นี้ ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย “ขัวศิลปะ” อ.เมือง จ.เชียงราย เวลา 15.30 น.

ทั้งนี้ในวันที่ 21 มิถุนายน จะมีการจัดงาน “ปอยหลวงแม่น้ำกก สาย รวก โขง” โดยมีการจัดกิจกรรมต่างๆ อาทิ เวทีเสวนาวิชาการข้อมูลและทางออกปัญหามลพิษจากการทำเหมืองแร่เถื่อนที่ต้นน้ำ เวทีฟังเสียงประชาชน นิทรรศการศิลปะของศิลปินเชียงราย กิจกรรมวัฒนธรรมและดนตรี