ไทย-จีนหารือแลกเปลี่ยนองค์ความรู้บริหารจัดการน้ำ

ไทย-จีนหารือแลกเปลี่ยนองค์ความรู้บริหารจัดการน้ำ

ไทย-จีนหารือแลกเปลี่ยนองค์ความรู้บริหารจัดการน้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.22 น.

‘นฤมล’ หารือ รมต.จีน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้การบริหารการจัดการน้ำระหว่างกัน มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้มี รายได้เพิ่มขึ้น

วันนี้ (20 มี.ค.) ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับ นายหลี่ กั๋วอิง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรน้ำแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน  (H.E. Mr. Li Guoying) โดยมี นายพรเทพ ศรีธนาธรผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรฯ และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่ากระทรวงเกษตรฯ ได้ขับเคลื่อนการดำเนินงานภาคการเกษตรของประเทศไทย มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ให้มีความอยู่ดีกินดี มีรายได้เพิ่มขึ้น พัฒนาการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยในการผลิตสินค้าเกษตร ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ขยายตลาดสินค้าเกษตรที่มีอยู่เดิมและเพิ่มตลาดใหม่ๆ ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งประเทศไทยมีสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ดูแลด้านการบริหารทรัพยากรน้ำของประเทศ

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า กรมชลประทาน มีมาตรการการบริหารจัดการน้ำในเขตพื้นที่ชลประทาน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการเกษตร รวมถึงการบริหารจัดการน้ำท่วม น้ำแล้ง และการเติมน้ำในเขื่อน รวมถึงมีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (Smart Water Operation Center : SWOC) จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2560 (2017) เพื่อเป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการน้ำ เชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง มาเชื่อมโยงและจัดทำเป็นฐานข้อมูลกลาง เป็นส่วนช่วยสนับสนุนการตัดสินใจเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำของผู้บริหารประเทศได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ รวดเร็ว น่าเชื่อถือ ทันเหตุการณ์ และยังจะใช้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรม เทคโนโลยีสารสนเทศ และคลังข้อมูล รวมทั้งการบริหารจัดการทรัพยากรทางการเกษตรอย่างยั่งยืน

ในส่วนของฝ่ายจีน มีโครงการอนุรักษ์น้ำหลายประเภท อาทิ ระบบอนุรักษ์น้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมและลดภัยพิบัติ ระบบน้ำประปาในเมืองและชนบท และระบบชลประทานพื้นที่เพาะปลูก รวมทั้งสร้างอ่างเก็บน้ำและเขื่อน ซึ่งสามารถปกป้องประชากรและเขตเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของประเทศ จึงเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่ฝ่ายไทยจะได้แลกเปลี่ยนรู้ในการบริหารระหว่างกัน

นอกจากนี้ ฝ่ายไทยให้ความสนใจแลกเปลี่ยนองค์ความรู้การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น AI และระบบอัจฉริยะอื่นๆ ในการควบคุมระบบชลประทานและการจัดการน้ำในแปลงนา และการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ รวมถึงยินดีสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมและโครงการภายใต้ ความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ที่มีความเกี่ยวข้องกับงานพัฒนาทรัพยากรน้ำในมิติต่างๆ โดยเฉพาะในด้านการบริหารจัดการน้ำข้ามพรมแดน การลดผลกระทบจากภัยพิบัติทางน้ำ การจัดการทรัพยากรน้ำ ความมั่นคงทางน้ำ และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

รมว.เกษตรฯ กล่าวย้ำว่า ฝ่ายไทยได้ให้ความสำคัญสำหรับข้อมูลที่แม่นยำเพื่อป้องกันปัญหาอุทกภัยซึ่งเป็นภัยธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จึงได้มีการหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการใช้กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศนำมาบูรณาการในการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำเพื่อให้ปลอดภัยจากภัยธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยในการคาดการณ์ของระดับน้ำได้

ในโอกาสนี้ ฝ่ายไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมคณะกรรมการดำเนินงานร่วมว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการด้านทรัพยากรน้ำและการชลประทานไทย-จีน (The Sino-Thailand Joint Steering Committee on Water Resources Cooperation: JSC) ครั้งที่ 5 ปี 2568 ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญและชื่นชมการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพอย่างมากของทั้งสองฝ่าย รวมทั้งฝ่ายจีนมีความประสงค์ปรับปรุงข้อบทใน MOU ที่ดำเนินการมากว่า 20 ปี ให้ครอบคลุมประเด็นความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายเห็นสมควรจะให้มีร่วมกันในอนาคตมากยิ่งขึ้น ซึ่งกรมชลประทาน อยู่ระหว่างการประสานดำเนินการตามขั้นตอน และคงจะได้ประสานท่านในรายละเอียดต่อไป

015

ส่องอีกหลายประเทศ จัดการ‘ปลาหมอคางดำ’อย่างไร?

ส่องอีกหลายประเทศ จัดการ‘ปลาหมอคางดำ’อย่างไร?

ส่องอีกหลายประเทศ จัดการ‘ปลาหมอคางดำ’อย่างไร?

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.18 น.

ส่องอีกหลายประเทศ จัดการ‘ปลาหมอคางดำ’อย่างไร?

ข่าวการชุมนุมและการนำปลาหมอคางดำ 2 รถกระบะ ไปเทที่ทำเนียบรัฐบาลล่าสุด ทำให้เกิดคำถามว่า ผู้ประท้วงเหล่านั้นได้ปลาหมอคางดำจำนวนมากจากที่ไหน? และทำให้เรานึกถึงเรื่องราวในวรรณคดีไทย เช่น เรื่องสังข์ทอง ที่พระสังข์สามารถร่ายคาถาเรียกปลามากองอยู่ได้ทันที การแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในไทยอาจจะง่ายกว่าที่คิด หากชุมชนใน 16 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดมีส่วนร่วมในการจับปลาด้วยกันทุกวัน โดยรัฐบาลให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องทั้งด้านการจับปลาและการนำปลาไปใช้ประโยชน์ตามแนวทางที่กำหนดก็จะช่วยลดการแพร่ระบาดได้อย่างมีนัยสำคัญในอนาคตอันใกล้

วันนี้ประเทศไทยควรเรียนรู้จากหลายประเทศทั่วโลกที่เคยเผชิญกับปัญหานี้ และประสบความสำเร็จในการควบคุมการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ (Sarotherodon melanotheron) ดังนี้ :

1. สหรัฐอเมริกา

ในฟลอริดา พบการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำตั้งแต่ปี พ.ศ. 2502 ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวปลาเหล่านี้คิดเป็นประมาณ 90% ของสัตว์น้ำทั้งหมดในแหล่งน้ำธรรมชาติของรัฐ ขณะที่ในฮาวายมีการนำปลาหมอคางดำเข้ามาในปี พ.ศ. 2505 เพื่อใช้เป็นปลาเหยื่อสำหรับปลาทูน่า แต่ปลาหมอคางดำกลับหลุดรอดและแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว

วิธีการแก้ปัญหาของสหรัฐฯ คือการเฝ้าระวังและควบคุมการแพร่กระจายโดยการใช้มาตรการทางชีวภาพ เช่น การจัดการแหล่งน้ำ การใช้ไฟฟ้าช็อตปลา นอกจากนี้ยังมีการนำปลาหมอคางดำไปทำลายหรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น ปลาป่น อาหารสัตว์ หรืออาหารมนุษย์ โดยบางกลุ่มชาวพื้นเมืองก็ใช้ปลานี้ในการทำอาหาร เช่น ย่าง ทอด หรือทำซุปปลา

2. ฟิลิปปินส์

พบการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในปี 2558 จากการหลุดรอดปล่อยลงแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยเฉพาะในอ่าวมะนิลา ซึ่งส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำประจำถิ่นและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ รัฐบาลฟิลิปปินส์มีมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด รวมถึงการนำปลาหมอคางดำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร เช่น อาหารกระป๋อง และขายในตลาดสดหรือร้านอาหารพื้นเมือง

3. สเปนและโปรตุเกส

ทั้งสองประเทศพบการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ หน่วยงานในทั้งสองประเทศได้ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจับปลาและตกปลาเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของสายพันธุ์รุกราน และยังนำปลาหมอคางดำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของอาหารทะเล

4. อินโดนีเซีย

มีการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำ เกิดจากการนำเข้าหรือการลักลอบนำเข้าเพื่อการประมงและการเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม แต่ไม่รุนแรงเหมือนประเทศอื่นๆ กระทรวงกิจการทางทะเลและประมงของอินโดนีเซียได้ดำเนินการป้องกันและตรวจสอบอย่างเข้มงวด

5. ประเทศไทย

เริ่มพบปลาหมอคางดำครั้งแรกในปี พ.ศ. 2555 และการแพร่ระบาดขยายไป 16 จังหวัดในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำ รัฐบาลไทยมีมาตรการหลายวิธีในการแก้ปัญหานี้ เช่น การจับปลาออกจากแหล่งน้ำ การปล่อยปลาผู้ล่า การพัฒนาเมนูอาหารจากปลาหมอคางดำ และการใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์

การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในหลายประเทศทั่วโลกแสดงให้เห็นว่า ปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาของไทยเพียงประเทศเดียว ซึ่งต้องการการจัดการที่เป็นระบบ การจับปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำและนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่า จะเป็นวิธีที่สามารถควบคุมประชากรปลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สิ่งสำคัญ คือ ต้องให้ความสำคัญกับการใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำให้คุ้มค่าที่สุด ไม่ใช่แค่พยายามกำจัดมันอย่างเดียว โดยเฉพาะการใช้ปลาหมอคางดำในการผลิตอาหาร เช่น น้ำปลาร้า ปลาผง น้ำปลา ทอดมัน ลูกชิ้น หรือทำเป็นอาหารว่างต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างแรงจูงใจให้มีการจับปลาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

วันนี้สังคมไทยต้องพิจารณาการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน มากกว่ามองปลาหมอคางดำเป็น “ปลารุกราน” (Invasive Species) ซึ่งความจริง คือ ปลาชนิดนี้เป็นปลาตระกูลเดียวกับปลานิล เนื้อสามารถบริโภคได้มีโปรตีนเหมือนปลาทั่วไป และไขมันต่ำ ควรเปลี่ยนมุมมองไปให้ความสำคัญจากการใช้ประโยชน์จากปลามากขึ้น เพื่อความยั่งยืนในการจัดการและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม

ความสำเร็จของต่างประเทศในการแก้ปัญหานี้ มีให้เห็นหลายวิธี ทั้งการใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อาหารสัตว์ เมนูอาหาร รวมถึงการควบคุมประชากรปลาให้อยู่ในวงจำกัด ประเทศไทยก็สามารถนำแนวทางเหล่านี้มาใช้ได้จริง และไม่เพียงแค่แก้ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างโอกาสการพัฒนาทางเศรษฐกิจจากการแปรรูปปลาและการสร้างงาน สร้างรายได้อีกด้วย

การแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพปลาหมอคางดำ ไม่ใช่มุ่งแต่จะโหนกระแสเพื่อประโยชน์ของคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องมาจากการจัดการที่เป็นระบบ และการนำประสบการณ์ของประเทศอื่นมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยให้ความสำคัญกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

#สมสมัย หาญเมืองบน นักวิชาการอิสระ

‘ปศุสัตว์’ร่วม’สาธารณสุข’ บุกตรวจยาสัตว์ผิดกฎหมาย 3 ร้านเมืองขอนแก่น

'ปศุสัตว์'ร่วม'สาธารณสุข' บุกตรวจยาสัตว์ผิดกฎหมาย 3 ร้านเมืองขอนแก่น

‘ปศุสัตว์’ร่วม’สาธารณสุข’ บุกตรวจยาสัตว์ผิดกฎหมาย 3 ร้านเมืองขอนแก่น

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 13.45 น.

ปศุสัตว์ร่วมสาธารณสุข บุกตรวจยาสัตว์ผิดกฎหมายจากร้าน 3 แห่งในเมืองขอนแก่น ยึดยาสัตว์ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน มูลค่ารวมกว่าแสนบาท

“อธิบดีกรมปศุสัตว์”เผยสั่งชุดเฉพาะกิจของกรมปศุสัตว์ ร่วมกับสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น บุกตรวจสอบร้านขายอาหารสัตว์ต้องสงสัย 3 แห่งในจังหวัดขอนแก่น ที่ขายยาสัตว์เถื่อนทั้งทางหน้าร้านและผ่านแอปพลิเคชัน LINE พบยาสัตว์ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนหลายรายการ ร้านจำหน่ายทั้ง 3 แห่งมีเจ้าของคนเดียวกัน รับสารภาพซื้อมาจากจากแหล่งผลิตในจังหวัดนครปฐม ส่งตำรวจดำเนินคดีในฐานความผิดตาม พ.ร.บ.ยา พร้อมยึดยาเถื่อนทั้งหมดเป็นของกลาง สั่งขยายผล สาวถึงต้นตอแหล่งผลิต

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวว่า สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจของกรมปศุสัตว์ร่วมกับสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น เข้าตรวจสอบร้านขายอาหารสัตว์ต้องสงสัยในจังหวัดขอนแก่น ตามที่ได้รับเรื่องร้องเรียนผ่าน Application DLD 4.0 ว่ามีการประกอบกิจการขายยาสัตว์ไม่ขึ้นทะเบียนและไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย

ทั้งนี้ สารวัตรปศุสัตว์ไซเบอร์ กองสารวัตรและกักกัน กองควบคุมอาหารและยาสัตว์ ด่านกักกันสัตว์ขอนแก่น ปศุสัตว์จังหวัดขอนแก่น ปศุสัตว์เขต 4 ได้ร่วมกับสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่นวางแผนล่อซื้อผลิตภัณฑ์ยาสัตว์จากร้านค้าออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน LINE โดยผลการตรวจสอบพบว่า ยาที่ถูกส่งมาจากอำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น โดยพบว่า ยาดังกล่าว ไม่มีการขึ้นทะเบียนตามกฎหมาย ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดเกี่ยวกับการจำหน่ายยาสัตว์

จากการสืบสวนต่อเนื่องจากเบอร์โทรศัพท์ของเจ้าของร้านทำให้พบข้อมูลเพิ่มเติมว่า ร้านขายอาหารสัตว์นี้ มีความเชื่อมโยงกันถึง 3 แห่ง ในอำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่นซึ่งทั้งหมดดำเนินกิจการภายใต้การดูแลของเจ้าของร้านคนเดียวกัน โดยทำเป็นธุรกิจครอบครัว

คณะเจ้าหน้าที่จึงร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบ พบว่า มีการวางขายยาสัตว์ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนอยู่จริงหลายรายการ เช่น ยากำจัดเห็บหมัด ยาพ่นกำจัดเห็บหมัด ยาคุมกำเนิด และยาฆ่าเชื้อ ซึ่งทั้งหมดไม่ได้มีใบอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจำหน่าย เจ้าของร้านทั้ง 3 แห่งยอมรับสารภาพว่า ซื้อยาสัตว์ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนจากแหล่งผลิตในจังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกับที่กรมปศุสัตว์และตำรวจสอบสวนกลางเคยตรวจยึดและดำเนินคดีไปแล้วเมื่อปลายปี 2567 โดยจะเดินทางมาพบพนักงานสอบสวนเพื่อยอมรับสารภาพในข้อกล่าวหาทั้งหมดและเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายต่อไป

เจ้าหน้าที่จึงได้ยึดยาสัตว์ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนจำนวน 50 รายการ มูลค่ารวมกว่าแสนบาท และส่งมอบให้กับพนักงานสอบสวน สภ.ย่อยพระลับ และ สภ.เมืองขอนแก่น เพื่อดำเนินคดีในฐานความผิดตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 โดยมีโทษตามมาตรา 122 จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากฝ่าฝืนมาตรา 12 ของกฎหมายก็อาจได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท

นอกจากนี้ ยังสั่งการให้ชุดเฉพาะกิจของกรมปศุสัตว์ ประสานความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการตรวจสอบขยายผลย้อนกลับมายังแหล่งผลิตยาสัตว์เถื่อนในจังหวัดนครปฐม ที่กรมปศุสัตว์ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ตาม พรบ.ยาฯ และตำรวจสอบสวนกลางเคยดำเนินการตรวจยึดและดำเนินคดีไปแล้วเมื่อปลายปีที่ผ่านมาด้วย หากพบการกระทำผิด ให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เน้นย้ำว่า กรมปศุสัตว์จะเฝ้าระวังและติดตามสถานที่จำหน่ายอาหารสัตว์เลี้ยง สถานพยาบาลสัตว์ ห้องเย็นที่แช่แข็งเนื้อและผลิตภัณฑ์สัตว์ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้ประกอบการต้องขออนุญาตและดำเนินการกิจการอย่างถูกต้อง โดยจะส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งให้สารวัตรปศุสัตว์ไซเบอร์สืบหาข้อมูลการโฆษณาจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ หากไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย จะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด หากประชาชนต้องการแจ้งเบาะแสผู้กระทำความผิด ขอข้อมูลเพิ่มเติม หรือมีข้อเสนอแนะสามารถแจ้งได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านทางเว็บไซต์กรมปศุสัตว์ www.dld.go.th และทางแอพพลิเคชั่น DLD 4.0 ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้จาก app store และ google play store ทั้งในระบบ iOS และ android

– 006

ปลัดฯมอบเงินเกษตรกรร่วมโครงการชะลอขายข้าวเปลือก

ปลัดฯมอบเงินเกษตรกรร่วมโครงการชะลอขายข้าวเปลือก

ปลัดฯมอบเงินเกษตรกรร่วมโครงการชะลอขายข้าวเปลือก

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.29 น.

ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธานพิธีมอบเงินค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวเปลือก ให้กับสมาชิกสหกรณ์การเกษตรเมืองอุตรดิตถ์ จำกัด ในโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2567/68

วันนี้ (20 มี.ค.) นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีมอบเงินค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวเปลือกให้กับสมาชิกสหกรณ์ “โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2567/68” ที่สหกรณ์การเกษตรเมืองอุตรดิตถ์ จำกัด อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ ว่าตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2567/68 ประกอบด้วย โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2567/68 และโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2567/68 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 โดยสหกรณ์การเกษตรเมืองอุตรดิตถ์ จำกัด ได้เข้าร่วมโครงการดังกล่าว เพื่อชะลอปริมาณข้าวเปลือกออกสู่ตลาดในฤดูเก็บเกี่ยว ช่วยเหลือสมาชิกให้มีรายได้เพิ่มขึ้น เพิ่มขีดความสามารถในการประกอบอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร

“รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะพี่น้องชาวนาที่ในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวจะทำให้ มีปริมาณข้าวในตลาดเป็นจำนวนมากและส่งผลต่อราคาข้าวนั้น กระทรวงเกษตรฯ จึงมีมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก โดยส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2567/68 เพื่อชะลอปริมาณข้าวเปลือกออกสู่ตลาด พร้อมช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น” ปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าว

สำหรับการดำเนินงานตามโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2567/68 มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการ 2,071 ราย สหกรณ์เก็บและรักษาคุณภาพข้าวเปลือกตามโครงการ 27,715.20 ตัน รวมมูลค่า 249,436,800 บาท จะได้รับเงินอุดหนุนเป็นค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวเปลือก ตันละ 500 บาท จ่ายเงินให้แก่สมาชิก เป็นเงินทั้งสิ้น 13,857,600 บาท

015

30 ปีแห่งความทุ่มเท! เกษตรทฤษฎีใหม่พลิกฟื้นผืนดินเสื่อมโทรมสู่ระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์ที่บุรีรัมย์

30 ปีแห่งความทุ่มเท! เกษตรทฤษฎีใหม่พลิกฟื้นผืนดินเสื่อมโทรมสู่ระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์ที่บุรีรัมย์

30 ปีแห่งความทุ่มเท! เกษตรทฤษฎีใหม่พลิกฟื้นผืนดินเสื่อมโทรมสู่ระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์ที่บุรีรัมย์

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.14 น.

“ปลูกทุกอย่างไว้กิน ไว้ใช้ และไว้ขาย ปลูกให้หลากหลายเพื่อความมั่นคงทางอาหารและระบบนิเวศที่ดีขึ้น”

คำกล่าวของ นายพิกุล สีสันต์ เกษตรกรดีเด่นรางวัลแหนบทองคำ จ.บุรีรัมย์ ปี 2532 เผยจุดเปลี่ยนสู่เกษตรทฤษฎีใหม่ ปลูกพืชแบบผสมผสานหลากหลายชนิด เนื่องจากเคยทำไร่มันสำปะหลังแต่ประสบปัญหาราคาตกต่ำ อีกทั้งดินยังเสื่อมโทรม จึงเปลี่ยนมาปลูกมะขามหวาน มะม่วง ทุเรียน เงาะ ลำไย กระทั่งในปี 2534 ส.ป.ก. ได้เข้ามาสนับสนุนการขุดบ่อบาดาล ทำให้มีน้ำใช้ทำเกษตร อีกทั้งยังแนะนำให้ปลูกไม้ยืนต้นอีกหลายชนิด

นายพิกุล เป็นเกษตรกรในพื้นที่หมู่ 20 ต.โคกมะม่วง อ.ปะคำ จ.บุรีรัมย์ ใช้พื้นที่ทั้งหมด 4 ไร่ 1 งาน 67 ตารางวา ทำเกษตรในรูปแบบวนเกษตร จำลองสภาพพื้นที่ป่าตามธรรมชาติจนเกิดระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์ ดินที่เคยเสื่อมโทรมก็กลับมาร่วนซุย โดยปัจจุบันปลูก 1.ไม้ป่า/ไม้พื้นถิ่น/ไม้หายาก เช่น มะค่า สัก ประดู่ แดง สมอ 2.ไม้กินได้/ไม้ผล/สมุนไพร เช่น ทุเรียน ลำไย มังคุด เงาะ มะขามหวาน มะนาว มะละกอ กล้วย ผักชีฝรั่ง และ 3.เลี้ยงปลานิล ทำให้มีรายได้หมุนเวียนตลอดทั้งปี และลดรายจ่ายจากการนำผลผลิตมาบริโภคในครัวเรือน มีรายได้เฉลี่ย 2 – 5 แสนบาทต่อปี

รออีก 2 ข้อ!‘กรมประมง’แจงคืบหน้า 4 ข้อเรียกร้อง‘ม็อบปลาหมอคางดำ’

รออีก 2 ข้อ!‘กรมประมง’แจงคืบหน้า 4 ข้อเรียกร้อง‘ม็อบปลาหมอคางดำ’

รออีก 2 ข้อ!‘กรมประมง’แจงคืบหน้า 4 ข้อเรียกร้อง‘ม็อบปลาหมอคางดำ’

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 08.07 น.

‘กรมประมง’ยืนยันแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาด‘ปลาหมอคางดำ’อย่างต่อเนื่อง ‘อธิบดีบัญชา’แจงความคืบหน้า 4 ข้อเรียกร้องเครือข่ายประชาชนที่ได้รับผลกระทบ 19 จังหวัด

20 มีนาคม 2568 นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ และวิถีชีวิตของเกษตรกรชาวประมง ตลอดจนประชาชนในห้วงเวลาที่ผ่านมา ว่า กรมประมงได้ดำเนินการแก้ไขปัญหามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำขึ้น โดยได้ออก 7 มาตรการสำคัญ ดังนี้

1.การควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำทุกแห่งที่พบการแพร่ระบาด

2. การกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยการปล่อยปลาผู้ล่าอย่างต่อเนื่อง

3.การนำปลาหมอคางดำที่กำจัดออกจากระบบนิเวศไปใช้ประโยชน์

4.การสำรวจและเฝ้าระวังการแพร่กระจายของประชากรปลาหมอคางดำในพื้นที่กันชน

5.สร้างความรู้ ความตระหนัก และการมีส่วนร่วมในการกำจัดปลาหมอคางดำ

6.การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ

7.การฟื้นฟูระบบนิเวศ

นอกจากนี้ ยังมีการแต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาการกำหนดเครื่องมือที่ใช้ทำการประมง เพื่อกำจัดปลาหมอคางดำขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มความรวดเร็วในการขอใช้เครื่องมือของประมงพื้นบ้าน ตลอดจนระดมสรรพกำลังทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำจัดปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำ

ต่อมา ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร และการกำกับดูแลของ นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ได้มุ่งเน้นการกำจัดปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำธรรมชาติและบ่อเพาะเลี้ยงของเกษตรกร ผ่านโครงการต่าง ๆ ตามวาระแห่งชาติ อาทิ โครงการผลิตน้ำหมักชีวภาพเพื่อเกษตรกรชาวสวนยาง โดยการเปิดจุดรับซื้อปลาหมอคางดำจากเกษตรกรชาวประมง และประชาชน เพื่อนำปลาหมอคางดำไปผลิตน้ำหมักชีวภาพ แจกจ่ายให้กับชาวสวนยาง และยังมีการรณรงค์กิจกรรมต่าง ๆ อาทิ การลงแขกลงคลอง ภายใต้ความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน อย่างสม่ำเสมอในทุกพื้นที่การแพร่ระบาด จนถึงปัจจุบันสามารถกำจัดปลาหมอคางดำออกจากระบบนิเวศไปแล้วกว่า 35,000 ตัน ซึ่งการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สามารถควบคุมพื้นที่การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ และลดความชุกชุมในพื้นที่การแพร่ระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายบัญชา กล่าวว่า ที่สำคัญ ในห้วงเวลาปัจจุบันจากข้อเรียกร้องของกลุ่มเครือข่ายประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของปลาหมอคางดำ 19 จังหวัด ทั้ง 4 ข้อ ดังนี้ 1.ขอให้รัฐบาลตั้งกรรมการอิสระเพื่อสอบสวนหาผู้กระทำผิดกรณีปลาหมอคางดำระบาดในแหล่งน้ำธรรมชาติ 2. ขอให้รัฐบาลกำจัดปลาหมอคางดำให้หมดภายในระยะเวลา 1 ปี และเร่งฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับมาสู่ภาวะปกติโดยเร็ว 3.ขอให้รัฐบาลประกาศเขตภัยพิบัติในพื้นที่ที่พบการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำทันที 4. ขอให้หน่วยงานภาครัฐดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดเพื่อมาชดเชยเยียวยากับผู้ได้รับผลกระทบ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมงมิได้นิ่งนอนใจในความเดือดร้อนของกลุ่มผู้ชุมนุม ได้มีการดำเนินการไปแล้ว ดังนี้

ข้อเรียกร้องที่ 2. กรมประมงได้ดำเนินการขอใช้งบประมาณจำนวน 200 ล้านบาท จากสำนักงบประมาณ ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบวงเงิน 450 ล้านบาท ที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติเพื่อนำมาแก้ไขปลาหมอคางดำ ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติแล้ว และขณะนี้ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณ 98,457,100 ล้านบาท ให้กรมประมงอย่างเร่งด่วน เพื่อใช้ในส่วนของมาตรการที่ 1 การควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำ ผ่านกิจกรรมการรับซื้อปลาหมอคางดำและกิจกรรมสนับสนุนปัจจัยในการกำจัดปลาหมอคางดำในพื้นที่เพาะเลี้ยง และมาตรการที่ 3 การนำปลาหมอคางดำที่กำจัดออกไปใช้ประโยชน์ ผ่านกิจกรรมผลิตน้ำหมักชีวภาพ ซึ่งคาดการณ์ได้ว่าจะสามารถควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำได้ในกรอบเวลาที่กำหนด

ข้อเรียกร้องที่ 3. เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2568 นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานพิจารณากรอบหลักเกณฑ์การช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำขึ้น โดยให้รองอธิบดีกรมประมง เป็นประธานคณะทำงาน ผู้อำนวยการสำนักแผนงานและโครงการพิเศษ ผู้แทนจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้แทนกรมป้องกันและบรรเทา สาธารณภัย ผู้แทนกรมบัญชีกลาง ประมงจังหวัดในพื้นที่ที่พบการแพร่ระบาด หัวหน้าส่วนราชการกรมประมง ที่เกี่ยวข้องเป็นคณะทำงาน

ทั้งนี้ ให้มีอำนาจหน้าที่ศึกษาระเบียบการช่วยเหลือเกษตรกร ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2562 และหลักเกณฑ์การจ่ายเงินทดลองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2563 และหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2564 และให้พิจารณาจัดทำกรอบหลักเกณฑ์การช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ โดยคณะทำงานฯ ได้ดำเนินการร่างกรอบหลักเกณฑ์การช่วยเหลือเยียวยาแล้ว และจะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะทำงานฯ เพื่อพิจารณาในสัปดาห์นี้ ก่อนเสนอคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำอย่างเร่งด่วนต่อไป

สำหรับข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมชุนในข้อที่ 1 และ4 นั้น ขณะนี้กระบวนการทั้งหมดอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแล้ว หากมีผลการตัดสินอย่างเด็ดขาดออกมา กรมประมงพร้อมดำเนินการตามคำสั่งศาลอย่างเคร่งครัดต่อไป

‘องคมนตรี’เป็นประธานเปิดการปฏิบัติการฝนหลวง บรรเทาความรุนแรงของการเกิดพายุลูกเห็บ

'องคมนตรี'เป็นประธานเปิดการปฏิบัติการฝนหลวง บรรเทาความรุนแรงของการเกิดพายุลูกเห็บ

‘องคมนตรี’เป็นประธานเปิดการปฏิบัติการฝนหลวง บรรเทาความรุนแรงของการเกิดพายุลูกเห็บ

วันพุธ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2568, 17.57 น.

องคมนตรีเป็นประธานเปิดการปฏิบัติการฝนหลวงบรรเทาความรุนแรงของการเกิดพายุลูกเห็บของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ภายใต้ความร่วมมือกับกองทัพอากาศ ประจำปี 2568

วันที่ 19 มีนาคม 2568 เวลา 10.00 น. พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ประธานกรรมการที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิฝนหลวง เป็นประธานเปิดการปฏิบัติการฝนหลวงบรรเทาความรุนแรงของการเกิดพายุลูกเห็บของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ภายใต้ความร่วมมือกับกองทัพอากาศ ประจำปี 2568 และประชุมติดตามการดำเนินงาน โดยมีนายราเชน ศิลปะรายะ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ นายไพจิตร เค้ากล้า รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านบริหาร นายณฐพล วิถี รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นายศุภรัชต์ อินทราวุธ รองเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ นาวาอากาศเอก ณัฎฐ์ คำอินทร์ รองผู้อำนวยการสำนักยุทธการและการฝึก กรมยุทธการทหารอากาศ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ข้าราชการทหาร ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในจังหวัดอุดรธานี เข้าร่วมพิธีเปิดและร่วมประชุม ณ ท่าอากาศยานทหาร กองบิน 23 จังหวัดอุดรธานี

นายราเชน ศิลปะรายะ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ เปิดเผยว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตรมีภารกิจการปฏิบัติการฝนหลวงบรรเทาความรุนแรงของการเกิดพายุลูกเห็บ ซึ่งมีการดำเนินการในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายนของทุกปี เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงฤดูร้อนที่มักจะพบการเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง การเกิดพายุฤดูร้อนและลูกเห็บตก ซึ่งสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชนและพื้นที่การเกษตร กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจึงได้เข้าไปช่วยบรรเทาภัยธรรมชาติด้วยการปฏิบัติการฝนหลวงเมฆเย็นเพื่อบรรเทาความรุนแรงจากพายุลูกเห็บ ด้วยการยิงพลุซิลเวอร์ไอโอไดด์ (AgI Flare) ที่ยอดเมฆซึ่งมีระดับอุณหภูมิ -4 ถึง -12 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นเทคนิคการดัดแปรสภาพอากาศเพื่อทำให้กลุ่มเมฆตกเป็นฝนก่อนที่จะก่อยอดสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและเกิดลูกเห็บตกมาถึงพื้น ที่อาจสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินและชีวิตประชาชน และในแต่ละปีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรมีการดำเนินงานร่วมกับกองทัพอากาศที่สนับสนุนเครื่องบินและเจ้าหน้าที่การบินในการปฏิบัติการภารกิจดังกล่าว โดยในปีงบประมาณ 2567 ที่ผ่านมา กรมฝนหลวงและการบินเกษตร โดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดพิษณุโลก เชียงใหม่ อุดรธานี ขึ้นบินปฏิบัติการจำนวน 36 วัน ใช้พลุซิลเวอร์ไอโอไดด์ จำนวน 1,181 นัด ปฏิบัติการบริเวณพื้นที่ 15 จังหวัดภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ได้แก่ จังหวัดเพชรบูรณ์ พิษณุโลก น่าน เชียงใหม่ อุทัยธานี เลย ชัยภูมิ อุดรธานี สกลนคร บึงกาฬ นครราชสีมา หนองบัวลำภู ลำปาง นครสวรรค์ และอุตรดิตถ์ ซึ่งผลปฏิบัติการพบว่า ไม่มีลูกเห็บตกในพื้นที่ปฏิบัติการ

นายราเชน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับในปี 2568 กรมฝนหลวงและการบินเกษตร มีแผนการปฏิบัติภารกิจบรรเทาความรุนแรงของการเกิดพายุลูกเห็บ ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม โดยตั้งหน่วยยับยั้งพายุลูกเห็บจังหวัดพิษณุโลก ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2568 เป็นต้นไป ใช้เครื่องบินกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ชนิดปรับความดัน (SUPER KING AIR 350) จำนวน 2 ลำ และตั้งหน่วยยับยั้งพายุลูกเห็บจังหวัดอุดรธานี ตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2568 เป็นต้นไป ใช้เครื่องบินกองทัพอากาศ ชนิดโจมตี (ALPHA JET) จำนวน 1 ลำ ซึ่งผลปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2568 ถึงปัจจุบัน หน่วยฯ พิษณุโลก และหน่วยฯ อุดรธานี ขึ้นบินปฏิบัติการ จำนวน 3 วัน ปฏิบัติการบริเวณพื้นที่จังหวัดอุดรธานี สกลนคร ชัยภูมิ สุโขทัย และเพชรบูรณ์ ผลปฏิบัติการพบว่า ไม่มีลูกเห็บตกในพื้นที่ปฏิบัติการ อย่างไรก็ตาม กรมฝนหลวงและการบินเกษตรมีการตรวจวัดและติดตามสภาพอากาศเป็นประจำทุกวัน และมีการแจ้งเตือนสภาพอากาศในลักษณะฝนตก ลมกระโชกแรง และเกิดลูกเห็บ เพื่อเป็นข้อมูลให้ประชาชนระมัดระวัง และข้อมูลดังกล่าวจะนำมาวิเคราะห์เพื่อวางแผนยับยั้งความรุนแรงของการเกิดพายุลูกเห็บและลดความเสียหายลงได้

– 006

เกษตรกร จ.พะเยา ใช้เกษตรทฤษฎีใหม่แก้ปัญหาน้ำไม่ทั่วถึงแปลงนา ปรับตัวสร้างรายได้จากผลผลิตหลากหลาย

เกษตรกร จ.พะเยา ใช้เกษตรทฤษฎีใหม่แก้ปัญหาน้ำไม่ทั่วถึงแปลงนา ปรับตัวสร้างรายได้จากผลผลิตหลากหลาย

เกษตรกร จ.พะเยา ใช้เกษตรทฤษฎีใหม่แก้ปัญหาน้ำไม่ทั่วถึงแปลงนา ปรับตัวสร้างรายได้จากผลผลิตหลากหลาย

วันพุธ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2568, 13.22 น.

นางแสงดาว ตีระสี ครูต้นแบบวนเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน เกษตรกรพื้นที่หมู่ 2 ต.บ้านใหม่ อ.เมือง จ.พะเยา เผยผลสำเร็จจากการทำเกษตรทฤษฎีใหม่บนพื้นที่ 8 ไร่ จากทั้งหมด 14 ไร่ โดยใช้ระบบวนเกษตร วางแผนกิจกรรมในแปลงโดยให้ทุกกิจกรรมเกื้อกูลกัน ลดของเสียในแปลงให้เหลือน้อยที่สุดและใช้ทรัพยากรทุกอย่างให้เกิดประโยชน์สูงสุด

รายได้จากผลผลิตในแปลง อาทิ 1.ข้าว แปรรูปเป็นข้าวตัง รายได้ 30,000 หมื่นบาทต่อปี 2.สวนผัก ปลูกและขายผักตามฤดูกาล รายได้ 25,000 บาทต่อปี 3.มะพร้าว ขายสด รายได้ 15,000 บาทต่อปี 4.เลี้ยงปลา มีรายได้แบ่งเป็นขายสด 14,000 บาทต่อปี และแปรรูปเป็นข้าวตังและข้าวเกรียบ 20,000 บาทต่อปี และ 5.เลี้ยงสุกรขุน รายได้ 120,000 บาทต่อปี รวมรายได้ทั้งหมด 224,000 บาทต่อปี

“จากพื้นที่ปลูกข้าวซึ่งประสบปัญหาน้ำไม่ทั่วถึงแปลงนา จึงได้ปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับการทำเกษตร จึงทำเป็นไร่นาสวนผสม ซึ่งได้ศึกษาจากโครงการพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9″ นางแสงดาว กล่าว

พิษส่งออกทุเรียน ‘พิชัย-นฤมล’ปรี๊ด โต้เดือดกลางครม.

พิษส่งออกทุเรียน  ‘พิชัย-นฤมล’ปรี๊ด  โต้เดือดกลางครม.

พิษส่งออกทุเรียน ‘พิชัย-นฤมล’ปรี๊ด โต้เดือดกลางครม.

วันพุธ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.50 น.

พิษส่งออกทุเรียน ‘พิชัย-นฤมล’ ปรี๊ดโต้เดือดกลางครม. นายกฯสั่งหย่าศึก

“พิชัย-นฤมล”โต้เดือดกลางครม.ปมส่งออก“ทุเรียน” หลังยังเคืองงานเก่าส่งออกมีปัญหา“นายกฯอิ๊งค์”ต้องออกโรงหย่าศึก พร้อมสั่งให้ไปตกลงกันนอกรอบให้เรียบร้อย ก่อนนำมารายงานครม.อีกครั้ง

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมได้มีการหารือประเด็นเกี่ยวกับการส่งออกทุเรียนของไทยที่จะต้องปฏิบัติตามมาตรการของประเทศจีน เกี่ยวกับการตรวจจับสารย้อมสี หรือ Basic yellow2 โดยนายแพทย์ พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรีระบุว่า ประเทศไทยควรมีเครื่องมือในการตรวจจับปริมาณสารย้อมสี เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ทำให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง 2 กระทรวงหลักคือ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รีบแสดงความเห็นเรื่องดังกล่าวอย่างดุเดือดและใช้เวลาพอสมควร

โดยนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พาณิชย์กล่าวว่า เมื่ออายัดทุเรียนมาได้แล้ว ทำไมไม่ทำลาย

ทำให้นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์รีบโต้แย้งขึ้นมาด้วยเสียงเข้มและมั่นใจว่า ตามขั้นตอนเมื่ออายัดของได้แล้ว ไม่สามารถทำลายได้ทันที ในระหว่างนั้นก็มีรัฐมนตรีหลายคนใน ครม. มีสีหน้าแปลกใจกับการโต้เถียงกันระหว่างรัฐมนตรีสองกระทรวงใหญ่ด้านเศรษฐกิจ ท่ามกลางข้อสังเกตว่าสองกระทรวงนี้ทำงานไม่กินเส้นกันมาก่อนหรือไม่ ในเรื่องการส่งระบายสินค้าการเกษตรที่มีปัญหาและมีการวิพากษ์วิจารณ์ขณะนี้ จนในที่สุด น.ส. แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีต้องหย่าศึก ด้วยการสั่งให้รรัฐมนตรีทั้งสองกระทรวงดังกล่าว ไปคุยนอกรอบให้ยุติ ก่อนนำมารายงานครม.อีกครั้ง

ที่ปรึกษาฯหารือสมัชชาฯ แก้ปัญหา-ชดเชยที่แปลงอพยพ

ที่ปรึกษาฯหารือสมัชชาฯ  แก้ปัญหา-ชดเชยที่แปลงอพยพ

ที่ปรึกษาฯหารือสมัชชาฯ แก้ปัญหา-ชดเชยที่แปลงอพยพ

วันพุธ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานประชุมหารือกลุ่มสมัชชาเกษตรกรภาคอีสาน และสมาพันธ์เกษตรกรอีสาน พร้อมด้วย นายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายเทวินทร์ นรินทร์ ผอ.สำนักบริหารกองทุนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและรับเรื่องร้องเรียน สำนักปลัดกระทรวงเกษตรฯนายชีวิน อินทรานุกูล ผอ.สำนักกฎหมายและที่ดิน และนายอานนท์ ยิ้มแก้ว ผอ.ส่วนกรรมสิทธิ์ที่ดิน สำนักกฎหมายและที่ดิน กรมชลประทาน ร่วมกับผู้แทนเกษตรกร นายศักดา กาญจนเสน ประธานสมัชชาเกษตรกรภาคอีสาน และนางบุรี อาจโยธา ประธานสมาพันธ์เกษตรกรอีสาน โดยมีประเด็นการหารือกรณีคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีข้อสังเกตในการขอรับสิทธิการจัดสรรที่ดินแปลงอพยพ จ.สุรินทร์ ต้องการให้กำหนดราคาการจ่ายค่าชดเชยเป็นราคาเดียวกันทั้ง 3 จังหวัด (สุรินทร์ ศรีสะเกษ และร้อยเอ็ด) และเมื่อจ่ายค่าชดเชยแล้วอาจจะมีการเรียกร้องซ้ำอีก

ทั้งนี้ นายถาวร แจ้งว่าจากการร่วมประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ไม่ได้ติดขัดในประเด็นการนำเสนอเข้า ครม.แต่ขอให้กระทรวงเกษตรฯ พิจารณาหลักเกณฑ์ ควรเป็นมาตรฐานเดียวกัน ลดความเหลื่อมล้ำ ลดการโต้แย้งจากกลุ่มอื่นๆ และขอให้นำข้อมูล จ.ศรีสะเกษ และ จ.ร้อยเอ็ด พิจารณาร่วมกับ จ.สุรินทร์

ด้านนายศักดา ชี้แจงในที่ประชุม ว่า 1.การกำหนดราคาค่าชดเชยเป็นการคำนวณโดยใช้ค่ามัธยฐานจากราคาที่ดินพื้นฐานจากกรมธนารักษ์ จึงทำให้ค่าชดเชยใน 3 จังหวัดแตกต่างกัน เนื่องจากมติ ครม.เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2566 สำนักงบประมาณ ขอให้กลับมาทบทวนอีกครั้งหนึ่ง 2.กรณีการเรียกร้องซ้ำจะไม่มีการเรียกร้องเพิ่มเติมอีก เว้นแต่ข้อมูลพื้นฐานของกรมธนารักษ์ แปลงเปลี่ยนไป และ 3.การพิจารณาของคณะทำงานฯ จ.ศรีสะเกษ และ จ.ร้อยเอ็ด อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูล และรอจัดการประชุมคณะทำงาน หากนำมาพิจารณาและนำเสนอพร้อมกับ จ.สุรินทร์ เกรงว่าจะทำให้ จ.สุรินทร์ ต้องเสียเวลา

อย่างไรก็ตาม ประธานฯ ได้เสนอดังนี้ 1.ให้จัดประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชชาเกษตรกรภาคอีสาน และสมาพันธ์เกษตรกรอีสาน เพื่อพิจารณาประเด็นที่คณะกรรมการกลั่นกรองฯมีข้อสังเกต 2.มอบหมายนายถาวร พิจารณาการจัดทำหลักเกณฑ์กลาง เพื่อใช้กับทุกกลุ่มเกษตรกรที่มีเรียกร้องกรณีการจ่ายค่าชดเชย 3.มอบหมายกรมชลประทาน รวบรวมข้อมูลจัดทำบัญชีกลุ่มอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ว่ามีการดำเนินการอยู่ในขั้นตอนไหนแล้ว และ 4.มอบหมายกรมชลประทาน ติดตามเร่งรัดการพิจารณาคณะทำงานฯ จ.ศรีสะเกษ และ จ.ร้อยเอ็ด