ล้มมาตรา 44 แบ่งข้างพรรคการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 ธ.ค. 2560 เวลา 09:58 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/532809

ล้มมาตรา 44 แบ่งข้างพรรคการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ที่รวมอำนาจบริหาร นิติบัญญัติและตุลาการไว้ที่คนเพียงคนเดียว ไม่มีครั้งไหนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะถูกท้าทายเท่ากับครั้งนี้ ภายหลังพรรคประชาธิปัตย์ และ พรรคเพื่อไทย เตรียมยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560

ต้องยอมรับว่าคำสั่งหัวหน้า คสช.ดังกล่าวสร้างผลกระทบต่อพรรคการเมืองอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสองพรรคการเมืองใหญ่ดังกล่าว ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่มีสมาชิกพรรครวมกันเกือบ 3 ล้านคน

คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560มีถึง 8 ข้อ แต่มีประเด็นสำคัญที่ทำให้พรรคการเมืองต้องออกมาแสดงความไม่พอใจ คือ การให้สมาชิกพรรคการเมืองต้องทำการยืนยันสถานะความเป็นสมาชิกพรรค การเมืองของตัวเองต่อหัวหน้าพรรคการเมือง โดยมีกำหนดต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่ 1 เม.ย. 2561 มิเช่นนั้นจะทำให้สมาชิกพรรคการเมืองที่ไม่ได้ดำเนินการในเรื่องนี้ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ต้องสิ้นสุดการเป็นสมาชิกพรรคไปโดยปริยาย

นับเป็นภาระให้ประชาชนที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวของ คสช.สวนทางกับหลักประชาธิปไตยที่ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับการเมือง แต่เมื่อกฎหมายที่ออกมาเป็นแบบนี้นอกจากจะมีผลร้ายต่อพรรคการเมืองแล้ว ยังเป็นการสร้างกำแพงปฏิเสธการมีส่วนร่วมของประชาชนไปโดยปริยายด้วย

ทางกลับกัน แม้จะเป็นการสร้างปัญหาให้กับพรรคการเมืองปัจจุบัน แต่อีกด้านหนึ่งกลับสร้างความได้เปรียบให้กับพรรคการเมืองใหม่ที่กำลังจะตั้งในอนาคตอย่างปฏิเสธไม่ได้ เนื่องจากพรรคการเมืองใหม่มีหน้าที่แค่หาสมาชิกให้ครบตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น ไม่ต้องมารับการแสดงตนของสมาชิกพรรคการเมืองแบบพรรคการเมืองปัจจุบันแต่อย่างใด

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงมีผลให้ทั้ง “ประชาธิปัตย์-เพื่อไทย” ต่างออกมาถล่ม คสช.พร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสึนามิที่กำลังถล่มพรรคการเมืองด้วยผลของคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 เริ่มทำให้ภาพการเมืองมีความเด่นชัดมากขึ้นว่าใครอยู่หรือไม่อยู่ข้างทหาร

ทั้งนี้ หากจะแบ่งข้างทางการเมืองน่าจะสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม

1.กลุ่มไม่สนับสนุน คสช.อย่างชัดเจน นำโดยพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย ซึ่งไม่เห็นด้วยกับแนวทางของ คสช.มาตลอด ยิ่งมาในช่วงหลังที่ คสช.ไม่ให้ความชัดเจนต่อการเลือกตั้งและการไม่ยอมผ่อนคลายให้ทำกิจกรรมทางการเมืองได้ ยิ่งทำให้ภาพของทั้งสองพรรคการเมืองในการเป็นฝ่ายตรงข้ามกับ คสช.มีความชัดเจนมากขึ้น และไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะยกมือสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง

2.กลุ่มสนับสนุน คสช.ให้กลับมาเป็นรัฐบาล มีทั้งพรรคการเมืองปัจจุบันอย่างพรรคพลังชล หรือกลุ่มการเมืองที่แสดงท่าทีสนับสนุน คสช.แบบทางอ้อม เช่น กลุ่มสมศักดิ์ เทพสุทิน กลุ่มไชยา สะสมทรัพย์ สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. เป็นต้น รวมไปถึงกลุ่มบุคคลที่เตรียมตั้งพรรคการเมืองเพื่อสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนนอก อย่าง “ไพบูลย์ นิติตะวัน” แกนนำจัดตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป หรือ  “พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์”ผู้เตรียมตั้งพรรคพลังชาติไทย

3.กลุ่มที่พร้อมจะอยู่กับทั้งสองฝ่าย เรียกได้ว่าที่ผ่านมาเล่นการเมืองหลายหน้า ครั้นจะเดินหน้าคัดค้าน คสช.ก็ไปไม่สุดทาง หรือจะสนับสนุนก็ไม่ได้สนับสนุนแบบเต็มปากเต็มคำเท่าไรนัก เช่น พรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งที่ผ่านมามีแกนนำบางคนออกมาซัด คสช.เป็นระยะ แต่แกนนำอีกส่วนก็ไม่ได้เล่นบทเดียวกัน

หรือจะเป็นกรณีของ “พรรคชาติพัฒนา” และ “พรรคภูมิใจไทย” โดยทั้งสองพรรคไม่เคยออกมาพูดตำหนิ คสช.เท่าไรนัก แม้ว่า คสช.จะมีคำสั่งที่กระทบต่อการดำเนินการของพรรคการเมืองอย่างรุนแรงก็ตามอันเป็นการแสดงให้เห็นว่าพร้อมที่อยู่ข้างคนชนะตลอดเวลา

ความเคลื่อนไหวและภาพการเมืองที่ปรากฏขึ้น ทำให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยกำลังถูกโดดเดี่ยวอย่างเห็นได้ชัด จึงมีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่จะได้เห็นขมิ้นกับปูนสามารถเข้ากันได้ เพียงแต่อาจต้องตกลงเงื่อนไขการเป็นพันธมิตรเฉพาะกิจให้ชัดเจนเท่านั้น

โปรยประชานิยม หาเสียงเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 28 ธ.ค. 2560 เวลา 09:40 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/532635

โปรยประชานิยม หาเสียงเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยิ่งอยู่ในตำแหน่งนานเท่าไรเริ่มเข้าใกล้กับการเป็นนักการเมืองเข้าไปทุกขณะ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ เจ้าตัวประกาศตลอดว่าตัวเองไม่ได้เป็นนักการเมือง

แม้จะประกาศยืนยันหนักแน่นมาตลอด แต่การกระทำกลับสวนทางอย่างสิ้นเชิง เพราะเริ่มมีราศีของการเป็นนักการเมืองมากขึ้นทุกวัน ดังจะเห็นได้จากการลงพื้นที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรค่อนข้างถี่ในช่วงปลายปีเช่นนี้

โมเดลของ ครม.สัญจรเป็นรูปแบบที่รัฐบาลหลายสมัยต่างนำมาใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ได้ใช้การ ครม.สัญจรเพื่อพบประชาชนและจัดสรรโครงการสำคัญลงไปในพื้นที่เป้าหมายสำคัญของการจัดประชุม ครม.สัญจรไม่ได้มีเพียงแค่การอนุมัติโครงการหรือนโยบายเท่านั้น แต่หมายถึงการหาเสียงเลือกตั้งล่วงหน้าไปในตัวด้วย

จึงไม่แปลกว่าทำไมการเลือกตั้งในปี 2548 พรรคไทยรักไทยของทักษิณถึงได้รับชัยชนะเหนือคู่แข่งอย่างพรรคประชาธิปัตย์อย่างถล่มทลาย

จากรัฐบาลทักษิณมาถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ แม้จะเข้าสู่ตำแหน่งนายกฯ ต่างกัน คนหนึ่งมาจากการเลือกตั้ง ส่วนอีกคนหนึ่งมาจากการรัฐประหาร แต่การบริหารงานและการบริหารคะแนนความนิยมทางการเมืองแทบไม่มีความแตกต่างกันเท่าไรนัก

ล่าสุด การประชุม ครม.สัญจรของบิ๊กตู่ที่ จ.สุโขทัย เพิ่งได้อนุมัติโครงการชื่อว่า “โครงการของขวัญปีใหม่ 2561” รวมทั้งหมด 85 โครงการครอบคลุมทั้งประชาชนทั่วไป ผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกร เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของโครงการจะเน้นไปที่การช่วยเหลือด้านการเงินเป็นสำคัญ อย่างโครงการ เพื่อส่งเสริมวินัยทางการเงินให้แก่ประชาชน โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะคืนดอกเบี้ยให้แก่ลูกค้าร้อยละ 30 ของจำนวนดอกเบี้ยที่ชำระในช่วงวันที่ 1 ม.ค. 2561-31 ธ.ค. 2561 สำหรับลูกค้าที่มีต้นเงินคงเป็นหนี้ ณ วันที่ 30 พ.ย. 2560 ไม่เกิน 3 แสนบาท โดยคาดว่าจะมีผู้ได้รับของขวัญเป็นเกษตรกรจำนวน 2.3 ล้านราย

เช่นเดียวกับโครงการสนับสนุนให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ได้จัดทำโครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้ได้รับสิทธิในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้มีรายได้น้อยทั่วไป และบุคลากรภาครัฐ รวมทั้งสิ้น 3 โครงการ มีอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนและมีระยะเวลากู้ยืมสูงสุดถึง 40 ปี รวมทั้งมีการยกเว้นค่าธรรมเนียมตามที่ธนาคารกำหนด ระยะเวลายื่นคำขอกู้ไม่เกินวันที่ 28 ธ.ค. 2561 หรือเมื่อธนาคารได้อนุมัติสินเชื่อเต็มวงเงินโครงการแล้ว

การแจกของขวัญดังกล่าวของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เป็นการนำนโยบายประชานิยมมาใช้กับการบริหารประเทศในปัจจุบัน ไม่แตกต่างไปจากช่วงปลายรัฐบาลทักษิณก่อนที่จะมีการเลือกตั้งในปี 2548 พลังของประชานิยมที่รัฐบาลทักษิณนำมาใช้นั้น ส่งผลให้เป็นรัฐบาลแรกที่สามารถอยู่ได้ จนครบ 4 ปี โดยไม่มีการยุบสภาผู้แทนราษฎรกลางคัน

หากไม่มีอะไรผิดพลาด ก็มีความเป็นไปได้เช่นกันที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นอีกรัฐบาลที่มีอายุครบ 4 ปีต่อจากรัฐบาลทักษิณ ดังนั้นด้วยสถานการณ์ของการเปลี่ยนผ่านจากการรัฐประหารไปสู่การเลือกตั้งจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องแสวงหาคะแนนความนิยมตุนไว้ก่อน

ทั้งนี้ เป็นเพราะระยะหลังมานี้คะแนนความนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ค่อยสูงเหมือนกับช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจากความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ความไม่โปร่งใสของรัฐมนตรีบางคนในรัฐบาล แต่ที่เป็นปัญหาหนักสุดเห็นจะเป็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ยังไม่ค่อยเข้าตาเท่าไรนัก ทั้งๆ ที่รัฐบาลเพิ่งประกาศตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศว่ามีทิศทางที่ดีขึ้น แต่กลับสวนทางกับเงินในกระเป๋าของประชาชนส่วนใหญ่อย่างสิ้นเชิง

ด้วยเหตุนี้เอง ถ้า พล.อ.ประยุทธ์  หรือ คสช.จะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง ไม่ว่าจะด้วยการตั้งพรรคการเมืองใหม่ในนามทหาร หรือมาเป็นนายกรัฐมนตรีทางลัดด้วยวิธีการพิเศษที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 รองรับเอาไว้ ก็ต้องสร้างความนิยมให้เพิ่มขึ้น เพราะการจะอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้นั้นไม่ได้อาศัยแต่เพียงอำนาจเท่านั้น แต่ยังต้องได้รับการยอมรับด้วย

“ประชานิยม” จึงเป็นตัวเลือกสำคัญสำหรับการปูทางสู่การเป็นรัฐบาลอีกครั้งของ คสช.

ต่ออายุ “ปปช.” สืบทอดอำนาจทหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 27 ธ.ค. 2560 เวลา 09:32 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/532480

ต่ออายุ "ปปช." สืบทอดอำนาจทหาร

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การใช้เวลาถึง 3 วันในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อวันที่ 25 ธ.ค.ที่ผ่านมา นับเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง

ต้องไม่ลืมว่าแม้แต่กฎหมายงบประมาณที่เป็นกฎหมายการเงินที่มีความสำคัญต่อการบริหารประเทศ สนช.ยังใช้เวลาพิจารณาสั้นกว่ากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ

ย้อนกลับไปที่การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตที่เพิ่งผ่านพ้นไป ปรากฏว่ามีประเด็นที่เป็นดราม่าอยู่ 2 เรื่อง

1.บทบัญญัติในมาตรา 37/1 ซึ่งมีหลักการให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สามารถดักฟังการใช้โทรศัพท์ได้ โดยผ่านการให้ความเห็นชอบของอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

การพิจารณาในประเด็นนี้เป็นไปอย่างดุเดือดนานนับวันของวันที่ 21 ธ.ค. จนต้องยกยอดไปพิจารณากันอีกครั้งในวันที่ 22 ธ.ค.ก่อนจะที่จะมีการพักประชุมในเวลาเพื่อหาทางออก กระทั่งในที่สุดคณะกรรมาธิการวิสามัญของ สนช.ยอมถอนบทบัญญัติมาตรา 37/1 ในเวลาต่อมา

เหตุผลของการถอนไม่ได้อยู่ที่กระแสต่อต้านจากสมาชิก สนช.บางกลุ่ม หรือจากกลุ่มคนภายนอก แต่เป็นเพราะมีการเช็กกำลังกันแล้วว่าถ้าใช้มติสภาเพื่อตัดสินมาตรา 37/1 มีความเป็นไปได้พอสมควรที่คณะกรรมาธิการวิสามัญจะต้องแพ้ให้กับเสียงสภา สู้ยอมถอยเรื่องนี้เพื่อไม่ให้กระทบงานใหญ่ในมาตราอื่นดีกว่า

2.มาตรา 178 มาตรานี้เองที่เป็นงานใหญ่ของคณะกรรมาธิการวิสามัญ เนื่องจากเป็นบทบัญญัติที่เปิดทางให้ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันบางคนที่มีคุณสมบัติไม่ครบและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญยังได้ทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะครบวาระการดำรงตำแหน่ง 9 ปี

ส่งผลให้ ป.ป.ช.กลายเป็นอีกองค์กรที่ต่อจากศาลรัฐธรรมนูญและผู้ตรวจการแผ่นดินที่ได้นั่งเก้าอี้ทรงอำนาจต่อไป โดยไม่ถูกรีเซตหรือเซตซีโร่เหมือนกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)

แต่ไม่ว่าจะถูกโจมตีอย่างไร สุดท้าย สนช.ก็สามารถมีมติเสียงข้างมาก 198 ต่อ 1 เสียงเห็นชอบกับร่างกฎหมายดังกล่าวไปเป็นที่เรียบร้อย

หากมองในภาพรวมของร่างกฎหมาย ป.ป.ช.แล้วถือว่าเป็นการส่งเสริมการทำงานปราบปรามการทุจริตอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อมีประเด็นดราม่าในมาตรา 178 จึงทำให้ สนช.ถูกเพ่งเล็งไปโดยปริยายว่าเป็นการออกกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มคนบางคนหรือไม่

ต้องไม่ลืมว่าที่ผ่านมาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยืนยันในหลักการที่ให้กรรมการองค์กรอิสระต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการใหม่ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ปรากฏว่า สนช.กลับทำออกมาในสิ่งที่แตกต่าง โดยไม่มีเหตุผลที่น่ารับฟังเท่าไรนัก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกรณีของ ป.ป.ช. เนื่องจาก สนช.ได้บัญญัติให้กฎหมายด้วยการยกเว้นไม่นำลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาใช้บังคับ

กล่าวคือโดยหลักแล้วบุคคลจะเป็นกรรมการ ป.ป.ช.ได้นั้นจะต้องเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือเทียบเท่า หรือกรณีที่บุคคลที่เคยเป็นกรรมการองค์กรอิสระมาก่อนจะถูกห้ามไม่ให้กลับมาเป็นกรรมการองค์กรอิสระอีกครั้ง แต่เมื่อ สนช.ยกเว้นเรื่อง ดังกล่าว ทำให้กรรมการ ป.ป.ช.ปัจจุบันที่เคยเป็นกรรมการองค์กรอิสระมาก่อน หรือไม่เคยดำรงตำแหน่งอธิบดีหรือเทียบเท่า สามารถเป็นกรรมการ ป.ป.ช.ต่อไปได้

การมี ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันอยู่ในตำแหน่งนั้นนับว่าสามารถสร้างความอุ่นใจให้กับ คสช.ได้ไม่น้อย เนื่องจากเวลานี้กำลังถูกตรวจสอบเรื่องความ ไม่โปร่งใสในหลายประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่เป็นประเด็นใหญ่อยู่ในเวลานี้อย่างกรณีของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโห

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพียงแค่การมีวุฒิสภาที่ คสช.เป็นผู้เลือกนั้น อาจไม่พอต่อการยืนในสนามการเมืองหลังจากต้องลงจากอำนาจไป เรียก ได้ว่าก่อนลงหลังเสือต้องปูทางให้เรียบร้อยก่อนเท่านั้น

ดังนั้น คสช.จำเป็นต้องพยายามสร้างฐานอำนาจใหม่เพื่อเป็นหลักประกันให้กับตัวเองว่าเมื่อลงจากอำนาจแล้ว จะไม่มีอะไรตามหลังจนสร้างผลทางการเมืองอย่างรุนแรง เพราะต้องไม่ลืมว่าในอนาคต คสช.ก็หวังใช้ทางลัดเพื่อกลับสู่อำนาจอีกครั้ง จึงต้องทำทุกอย่างเพื่อให้เกิดความมั่นคงมากที่สุด

มาตรา44 เซตซีโร่พรรค สัญญาณล้มเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 ธ.ค. 2560 เวลา 09:40 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/532317

มาตรา44 เซตซีโร่พรรค สัญญาณล้มเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องงัดมาตรา 44 เพื่อแก้ไขพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ภายใต้คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 53/2560 ลงวันที่ 22 ธ.ค. 2560

คำสั่งหัวหน้า คสช. ดังกล่าวมีทั้งสิ้น 9 ข้อ แต่มีประเด็นสำคัญอยู่ที่ข้อ 1 และข้อ 8 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่พรรคการเมืองต่างออกมาโวยวาย และไม่เห็นด้วยอย่างเด็ดขาด

ข้อ 1ของคำสั่งดังกล่าวมีสาระสำคัญ คือ การกำหนดให้พรรค การเมืองปัจจุบันต้องเปิดให้สมาชิกพรรคการเมืองของตนมาแสดงหลักฐานการมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะตามกฎหมายในการเป็นสมาชิกพรรค มาแสดงต่อหัวหน้าพรรค การเมือง พร้อมกับชำระค่าบำรุงพรรคการเมือง 100 บาท ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ 1 เม.ย. 2561

ข้อ 8มีเนื้อหาพอสังเขปว่าในกรณีที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้คณะรัฐมนตรีแจ้ง คสช.เพื่อพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติม หรือยกเลิกกฎหมายประกาศ คสช.หรือคําสั่งหัวหน้า คสช.อันเป็นอุปสรรคต่อการดําเนินการของพรรคการเมือง และร่วมกันจัดทําแผนและขั้นตอนการดําเนินการทางการเมือง เพื่อนําไปสู่การเลือกตั้งทั่วไปที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญโดยให้หารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และจะเชิญผู้แทนพรรค การเมืองหรือกลุ่มการเมืองต่างๆ เข้าหารือด้วยก็ได้

นับเป็นอีกครั้งที่สะท้อนให้เห็นถึงนัยทางการเมืองของ คสช.พอสมควร เพราะต้องไม่ลืมว่ากระบวนการจัดทำกฎหมายพรรคการเมืองไม่ได้มีการดำเนินการแบบสุกเอาเผากิน แต่ผ่านการพิจารณาจาก กรธ.และ สนช.อีกทั้งยังผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและพรรคการเมืองมาไม่น้อย

ดังนั้น การที่ คสช.ใช้มาตรา 44 แก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองจึงไม่ต่างอะไรกับการฉีกกฎหมายพรรคการเมืองออกเป็นเสี่ยงๆ

คสช.กำลังใช้อำนาจในมือเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการเมืองให้กับตัวเองและโยนความลำบากให้กับพรรค การเมืองปัจจุบัน ท่ามกลางกระแสข่าวที่ว่าด้วยการตั้งพรรค การเมืองใหม่ เพื่อสืบทอดอำนาจของ คสช.เอง

เพียงแค่บทบัญญัติข้อ 1 ของคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ก็สร้างปัญหาใหญ่ให้กับพรรคการเมืองพอสมควร โดยเฉพาะพรรคการเมืองใหญ่อย่าง “พรรคเพื่อไทย” และ “พรรคประชาธิปัตย์”

กล่าวคือทั้งสองพรรคต้องหมดทรัพยากรไปกับการพิจารณาคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของสมาชิกพรรคการเมืองของตัวเอง โดยฐานข้อมูลของพรรคการเมืองที่ กกต.เผยแพร่อย่างเป็นทางการล่าสุด ณ วันที่ 1 พ.ย. 2560 ระบุว่าพรรคประชาธิปัตย์มีสมาชิกพรรคจำนวน 2,895,933 คน ส่วนพรรคเพื่อไทยมีสมาชิกพรรค 134,822 คน

จากตัวเลขดังกล่าวพิจารณาประกอบกับกฎหมายแล้วเท่ากับว่าหัวหน้าของทั้งสองพรรคต้องมีหน้าที่รับการแสดงตนของสมาชิกพรรคการเมืองตัวเองทุกคนให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน มิฉะนั้นสมาชิกพรรคการเมืองส่วนที่เหลือที่ไม่ได้มีการแสดงตนจะสิ้นสภาพการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองทันที

แต่การสร้างภาระให้กับพรรค การเมืองนั้นยังไม่เท่ากับการสร้างภาระให้กับสมาชิกพรรคการเมืองที่มีสถานะเป็นประชาชนทั่วไปโดยใช่เหตุ โดยเฉพาะการต้องมีหลักฐานทางทะเบียนของตนเองตามกฎหมายไม่ว่าจะเป็น การไม่เป็นบุคคลล้มละลาย เป็นต้น

ซึ่งมีคำถามตามมาว่ากระบวนการทางทะเบียนปกติเอื้ออำนวยให้กับประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวหรือไม่

ด้วยเหตุนี้หากปล่อยให้บังคับใช้กระบวนการเหล่านี้ในทางปฏิบัติ จะส่งผลให้เกิดการสิ้นสภาพของสมาชิกพรรคการเมืองเป็นจำนวนมาก ไม่ต่างอะไรกับการเซตซีโร่สมาชิกพรรคการเมืองซ่อนรูปไปโดยปริยาย

นอกเหนือไปจากข้อ 1 ของคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่เป็นปัญหาแล้ว ปรากฏว่าข้อ 8 ของคำสั่งดังกล่าวก็มีนัยทาง การเมืองที่เชื่อมโยงอย่างแนบแน่นเช่นกัน

การเปิดให้แม่น้ำ 4 สายประชุมกับพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองได้นั้น ย่อมหมายถึงการเปิดโอกาสของการเลื่อนการเลือกตั้งเช่นกัน เพราะต้องไม่ลืมว่าด้วยกติกาเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองที่ซับซ้อนมากขึ้น อาจเป็นผลให้พรรคการเมืองเล็กที่เข้าร่วมประชุมเรียกร้องกดดันให้ คสช.เลื่อนการเลือกตั้งออกไปก่อน โดยอาศัยความไม่พร้อมของพรรคการเมืองเล็กที่มีจำนวนพรรคการเมืองมากกว่าพรรคการเมืองใหญ่

สถานการณ์เช่นนี้ คำสั่ง คสช.ที่อ้างว่าเป็นการปลดล็อกนั้นอาจไม่ได้เป็นการปลดล็อกอย่างที่ตัวเองคิดในทางกลับกันได้สร้างเงื่อนไขที่ซับซ้อนอันเป็นการไขกุญแจล็อกอีกชั้น เพื่อให้การเลือกตั้งต้องถูกทอดเวลาออกไปจนกว่าพรรคทหารจะมีความพร้อมแทน

“ซานต้าตู่” แจกของขวัญได้ใจมวลชน ปูทางการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 25 ธ.ค. 2560 เวลา 09:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/politic/analysis/532176

"ซานต้าตู่" แจกของขวัญได้ใจมวลชน ปูทางการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระแสข่าวที่สะพัดไปทั่วว่า “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) น่าจะต้องการกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่สอง ไม่ว่าจะมาในรูปแบบคนในหรือคนนอก ดูท่าทางจะมีความเป็นไปได้สูงเลยทีเดียว ยิ่งเกิดกระแสข่าวลือว่ามีกลุ่มคนบางกลุ่มตระเตรียมการกันไว้แล้วจะไปตั้งพรรคการเมืองปูทางรอให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ยิ่งพักนี้ได้เห็นภาพ “บิ๊กตู่” ขยันออกสื่อเพราะลงพื้นที่ถี่ยิบเหมือนกำลังส่งนัยทางการเมืองอะไรบางอย่างหรือไม่ เพราะแต่ละพื้นที่ที่นายกรัฐมนตรีลงไป โชว์ลีลาและลวดลายยังกับนักการเมืองที่กำลังตะเวนลงพื้นที่หาเสียงในช่วงใกล้วันเลือกตั้งเลยทีเดียว นั่นแสดงว่าต้องการกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่สองหรือไม่ พื้นที่ใดที่ “บิ๊กตู่” ลงไปเหมือนถูกเนรมิตความเจริญด้วยสารพัดโครงการและงบประมาณ อย่างตอนไป จ.กาฬสินธุ์ ไม่พลาดเทงบประมาณเอาใจคนอีสานกว่า 2,000 ล้านบาท

ไม่ต้องพูดถึงการประชุมคณะรัฐมนตรี (นอกสถานที่) หรือ ครม.สัญจร “บิ๊กตู่” สวมบทซานตาคลอส มอบความสุขไปแจกทั่วทั้งภูมิภาคเลย อาทิ ครม.สัญจรนัดแรกที่ จ.นครราชสีมา จัดหนักให้ภาคอีสาน 3 หมื่นล้านบาท เพื่อพัฒนาภาคอีสานให้มีโครงการรถไฟทางคู่ และสนับสนุนโครงการบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย พอมาเหยียบถิ่นภาคกลางลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ที่พระนครศรีอยุธยา และสุพรรณบุรี อัดฉีดอีกนับหมื่นล้านบาท สนับสนุนยุทธศาสตร์พัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและเกษตรแปรรูปคว้าใจคนลุ่มน้ำเจ้าพระยาไปเต็มๆ ต่อมาล่องใต้ การประชุม ครม.สัญจร ที่สงขลา ก็เหมือนกันรัฐบาลใจป้ำเทงบประมาณสนับสนุนปักษ์ใต้ไปเกือบ 4,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้

และล่าสุดที่กำลังจะมาถึง การประชุม ครม.สัญจร ครั้งที่ 4 นัดส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ระหว่างวันที่ 25-26 ธ.ค.นี้ ที่ จ.พิษณุโลก และสุโขทัย รัฐบาลเตรียมจัดหนักจัดเต็มด้วยการแจกของขวัญปีใหม่แก่พี่น้องประชาชนทั่วประเทศ เพราะก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้แต่ละกระทรวง ทบวง กรม ไปจัดทำของขวัญปีใหม่ที่จะแจกให้กับพี่น้องประชาชน มานำเสนอที่ประชุม ครม. “บิ๊กตู่” เน้นย้ำเป็นพิเศษต้องเป็นมาตรการช่วยค่าครองชีพประชาชน โดยแต่ละกระทรวงพาเหรดกันนำเสนอเข้ามาแล้ว

อาทิ กระทรวงพาณิชย์ จะมีการจัดลดราคาสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ (ออนไลน์ เมกะเซลส์) จัดงานมหกรรมลดราคาสินค้าทั่วประเทศภายใต้ชื่อ “รวมใจ..เพิ่มสุข..ช้อปสนุก..ลดรับปีใหม่” ด้วยการนำสินค้ากว่า 1 หมื่นรายการ ลดราคาสินค้าตั้งแต่ 20-80% เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน คาดว่าจะมีเงินสะพัดในโครงการดังกล่าวไม่ต่ำกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท กระทรวงพาณิชย์การันตีช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนได้เฉลี่ย 30% หรือคิดเป็นเงินประมาณ 1.05 หมื่นล้านบาทกระทรวงพลังงานไม่น้อยหน้า เตรียมเสนอ ครม.ให้ตรึงราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงเทศกาลปีใหม่ และตรึงค่าไฟฟ้าในช่วงต้นปี 2561 แม้ทิศทางราคาก๊าซจะปรับขึ้นตามกลไกตลาดโลกก็ตาม กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมออกมาตรการด้านการเงินเพื่อช่วยผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอีอีกระลอก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ชูมาตรการแก้หนี้เกษตรกร 3.9 ล้านคน จากทะเบียนผู้มีรายได้น้อยของรัฐบาล 11.4 ล้านคน ลูกหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 3.3 ล้านคน และลูกหนี้ระบบสหกรณ์ 6 แสนคน โดยการเสนอรวมหนี้ในและนอกระบบเข้าด้วยกัน จากนั้นก็ทำการปรับโครงสร้างหนี้ และฟื้นฟูอาชีพให้เกษตรกร มีเป้าหมาย 3-5 ปี ล้างหนี้สินเฉลี่ย 2.5 หมื่น-3 แสนบาท/ราย

เช่นเดียวกับกระทรวงศึกษาธิการเตรียมจัดมอบของขวัญปีใหม่แก่เด็กไทย โดยดำเนินการโครงการ “ติวฟรีดอทคอม” แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ การนำติวเตอร์ชื่อดังมาสอนเทคนิคเคล็ดลับการเรียนรู้วิชาต่างๆ และการเรียนเสริมนอกบทเรียนในกลุ่มวิชาสาระการเรียนรู้หลัก รวมถึงจะมีแนวข้อสอบแบบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) และคลังข้อสอบต่างๆ ให้แก่เด็กนำไปเตรียมตัวสอบ แม้แต่กระทรวงกลาโหมก็นำเสนอของขวัญปีใหม่ เตรียมจัดซื้อเรือ 1,900 ลำ คืนให้เป็นของขวัญปีใหม่แก่ชาวประมง

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ที่ซานต้าตู่เตรียมแจกให้กับคนไทยทั่วประเทศ แม้จะมีการมองกันว่าการแจกของขวัญปีใหม่จากรัฐบาลให้แก่ประชาชนได้กลายเป็นประเพณีนิยมทางการเมืองไปแล้ว ไม่ว่ารัฐบาลไหนเข้ามาต้องทำแบบนี้ เช่นเดียวกับรัฐบาล “บิ๊กตู่” ที่ต้องการคืนความสุขแก่ประชาชนด้วยการแจกของขวัญปีใหม่ เพราะแต่เดิมการแจกของขวัญนับเป็นเครื่องมือ หรือมาตรการหนึ่งในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ตอนนี้กลายเป็นประเพณีนิยมทางการเมือง ส่วนรัฐบาลจะได้ใจประชาชนมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชนในวันเลือกตั้ง

สำหรับของขวัญซานต้าตู่ทั้งหมดนี้แค่เรียกน้ำย่อย นับจากนี้ต่อไปยังจะตามมาอีกเรื่อยๆ ส่วน “บิ๊กตู่” จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยได้หรือไม่ เป็นเรื่องอนาคตทางการเมือง เพราะมีปัจจัยแวดล้อมและมรสุมอีกมากมายที่ต้องฝ่าฟัน แต่ตอนนี้ “บิ๊กตู่” เร่งฝีเท้าโชว์พาว ขยันลงพื้นที่ และอัดฉีดมาตรการสารพัดเพื่อเอาใจพี่น้องประชาชน

กฎหมายปปช.สะดุด ดักฟังละเมิดสิทธิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ธันวาคม 2560 เวลา 10:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/531662

กฎหมายปปช.สะดุด ดักฟังละเมิดสิทธิ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ที่มี พรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. … ตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาแล้วเสร็จในวาระ 2 และ 3

โดยเนื้อหามาตรา 37/1 มีใจความสำคัญว่า ในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเอกสารหรือข้อมูลข่าวสารอื่นใดที่ส่งทางไปรษณีย์ โทรเลข โทรศัพท์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ มือถือ หรืออุปกรณ์ในการสื่อสารสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่อทางเทคโนโลยีสารสนเทศใด ถูกใช้หรืออาจถูกใช้เพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิดที่เป็นความผิดฐานร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม

หรือความผิดอื่นที่ร่างนี้กำหนด ซึ่งการ กระทำความผิดดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญมีผล กระทบอย่างกว้างขวาง พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ซึ่งได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นหนังสือจะยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่ออธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ เพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มาซึ่งข้อมูลข่าวสารดังกล่าวก็ได้

การอนุญาตตามวรรคหนึ่ง ให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบสั่งอนุญาตได้คราวละไม่เกิน 90 วัน โดยกำหนดเงื่อนไขใดๆ ก็ได้ และให้ผู้เกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสาร ในสิ่งที่สื่อสารตามคำสั่งดังกล่าวให้ความร่วมมือเพื่อให้เป็นไปตามความในมาตรานี้

ทั้งนี้ หากปรากฏข้อเท็จจริงภายหลังที่มีคำสั่งอนุญาตว่าเหตุผลความจำเป็นไม่เป็นไปตามที่ระบุ หรือพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไป อธิบดี ผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตประพฤติมิชอบอาจเปลี่ยนแปลงคำสั่งอนุญาตได้ตามที่เห็นสมควร

จากนั้นที่ประชุมได้เปิดให้สมาชิก สนช.อภิปรายอย่างกว้างขวางในวาระ 2 ซึ่งส่วนใหญ่เห็นพ้องว่าเนื้อหาตามมาตรา 37/1 อาจไปกระทบเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนจึงเห็นควรตัดทิ้ง อาทิ ภัทระ คำพิทักษ์ กมธ.เสียงข้างน้อย กล่าวว่า ไม่ใช่ครั้งแรกที่ ป.ป.ช.พยายามเสนอหลักการนี้เข้ามา ถ้า สนช.เห็นชอบจะสร้างประวัติศาสตร์ ยอมให้อำนาจนี้กับ ป.ป.ช. และมาตรา 50 ของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านทุจริต (UNCDC) ระบุถึงเรื่องการให้ใช้มาตรการพิเศษในการตรวจสอบการทุจริต แต่ระบุเพียงว่าให้ใช้อย่างเหมาะสม ภายใต้การควบคุมเท่านั้น

“น่าคิดว่าหาก ป.ป.ช.ได้อำนาจส่วนนี้ไปแล้วถูกครอบงำจะเกิดอะไรขึ้น การพิจารณามาตรานี้ ใช้เวลาสั้นๆ ในชั้น กมธ.เพียงไม่เกิน 1 ชั่วโมง ก็เกิดมาตรา 37/1 ขึ้นมา ยังไม่รวมถึงเรื่องอำนาจการอำพราง และสะกดรอย ที่เสนอเป็นฝาแฝดพ่วงมาด้วย ถือว่าการพิจารณายังไม่ละเอียดรอบคอบ”

ขณะเดียวกัน อยากยกตัวอย่างประเทศสหรัฐอเมริกา โดยการใช้อำนาจดักฟังจะต้องมี น้ำหนักหลักฐานแน่นหนาทางคดีจึงจะดำเนินการได้ เช่น ตำแหน่งที่ดักฟัง รูปแบบการดักฟัง รายชื่อเป้าหมายการดักฟัง เหตุผลการดักฟัง และต้องเป็นเรื่องที่ไม่สามารถใช้กระบวนการสอบสวนทางปกติได้ ที่สำคัญต้องเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน แต่หลักเกณฑ์ของไทยมีรายละเอียดเหล่านี้หรือไม่ ไม่ใช่แค่ตั้งข้อสงสัยก็ดักฟังกันได้แล้ว

นอกจากนี้ ข้อมูลที่ดักฟังหากไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับคดีต้องถูกทำลายทันที ต่างจากมาตรการของไทยที่ไม่ได้ระบุชัดเจน จะทำลายข้อมูลเมื่อใดรวมทั้งต่างประเทศกำหนดให้ต้องรายงานการดักฟังต่อศาลทุก 7-10 วัน แต่ของไทย เมื่อพอได้รับอนุญาตให้ดำเนินการแล้วจะมีเวลา 90 วันไปดำเนินการจึงมารายงานต่อศาล

ภัทระ ระบุต่อว่า และถ้าถูกดักฟังแล้วแต่พบว่าไม่เข้าข่ายความผิด ผู้ถูกดักฟังต้องได้รับการแจ้งเตือนทันที พร้อมทั้งมีโอกาสฟ้องร้องศาลเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายได้ ซึ่งบางประเทศพิสูจน์ได้ว่าการดักฟังไม่มีอคติ แต่ ป.ป.ช.จะมีอคติหรือไม่ก็ไม่รู้ ดังนั้น อย่ามุ่งแต่ใช้ข้อมูลที่จะกำจัดคนโกงเพียงอย่างเดียว เพราะจะทำให้ ป.ป.ช.ตกอยู่ในความเสี่ยง การได้เครื่องมือปราบทุจริตต้องชั่งน้ำหนักถึงคุณค่าที่ต้องแลกมา เช่น การละเมิดสิทธิในระบอบประชาธิปไตยว่าคุ้มค่ากันหรือไม่

ขณะที่ วิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. อภิปรายว่า การใช้อำนาจเกินขอบเขต เรียกร้องมากเกินไป อาจทำให้องค์กรสั่นสะเทือนได้ ยิ่งหากหลักฐานที่ได้มาไม่บริสุทธิ์จะเป็นสิ่งที่ทิ่มตำทำลายผู้ที่นำหลักฐานนั้นมาใช้เอง อีกทั้งเป็นห่วงว่าอาจเป็นเครื่องมือใช้แบล็กเมล์ทางการเมืองกันได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องระวัง ดังนั้น ประเด็นนี้อ่อนไหวที่สุด ไม่ควรนำมาใส่ และต้องฟังเสียงประชาชนให้รอบด้าน

อย่างไรก็ตาม ถ้า ป.ป.ช.เป็นองค์กรที่น่าเคารพศรัทธา ข้อมูลจะหลั่งไหลมาเอง การใช้มาตรา 37/1 เพื่อให้ได้ข้อมูลทางลับเป็นสิ่งต้องพึงระวัง ไม่รู้ว่าข้อมูลที่ได้ศาลจะเชื่อหรือไม่ อาจทำให้ศาลกระอักกระอ่วน เพราะ ป.ป.ช.เป็นองค์กรกึ่งตุลาการ รู้สึกไม่สบายใจ แต่เชื่อว่า สนช.จะพิจารณากฎหมายด้วยความรอบคอบให้ประชาชนสบายใจ มีความยุติธรรมอย่างแท้จริง

สำทับด้วย ตวง อันทะไชย สมาชิก สนช. ระบุว่า การออกกฎหมายใดๆ ต้องพึงระวังเรื่องการละเมิดสิทธิเสรีภาพอันเกินสมควรแก่เหตุ และอยากทราบว่าจะมีกลไกใดเข้าไปถ่วงดุลอำนาจการสืบค้นข้อมูลส่วนตัวทางโทรศัพท์ ไลน์ เฟซบุ๊ก เพราะในอนาคตอาจมีการหยิบยกข้อมูลส่วนตัวเหล่านี้มาอภิปรายทำลายคู่ต่อสู้ทางการเมืองได้

“เหมือนอย่างในอดีตที่เคยให้อำนาจกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จนล้นฟ้า สุดท้ายกลับตกเป็นเครื่องมือของนักการเมือง และ ดีเอสไอถูกนำมาใช้กลั่นแกล้งคู่ต่อสู้ทางการเมือง ดังนั้น จึงขอให้พิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ”

สำหรับ กมธ.เสียงข้างมาก โดย พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. กล่าวว่า การใช้คำว่าดักฟังเป็นการสร้างภาพที่น่ากลัว เพราะ กมธ.เสียงข้างมากไม่มีเจตนาล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 36 เพราะการจะใช้มาตรา 37/1 ได้ ต้องผ่านมติเห็นชอบจากคณะกรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 9 คน ว่ามีเหตุผลเพียงพอที่จะขอยื่นอนุมัติต่อศาล

ทั้งนี้ เมื่อ ป.ป.ช.อนุญาตแล้วต้องส่งให้อธิบดีศาลทุจริตและประพฤติมิชอบให้ความเห็นชอบด้วย ไม่ใช่แค่ให้ผู้พิพากษาทั่วไปอนุญาต ที่สำคัญฐานความผิดที่เข้าข่ายใช้มาตรา 37/1 นั้นต้องเป็นเรื่องที่มีผลกระทบในวงกว้าง เมื่ออธิบดีศาลฯ อนุญาต ป.ป.ช.จะมีเวลาไม่เกินครั้งละ 90 วัน ในการใช้อำนาจตามมาตรานี้ ส่วนข้อมูลที่ได้มาจะใช้เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับคดีเท่านั้น ข้อมูลที่ไม่เกี่ยวจะถูกทำลายทันที ป.ป.ช.ไม่มีเจตนาละเมิดสิทธิประชาชน แต่จะทำทุกทางเพื่อตรวจสอบการทุจริต

พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ประธาน กมธ. อภิปรายว่า เรื่องการให้อำนาจ ป.ป.ช.สืบค้นข้อมูลทางโทรศัพท์นั้น ยืนยันว่า กมธ.ไม่มีเจตนาทำลายล้างใคร แต่เป็นการทำเพื่อประโยชน์ทางคดี เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในชั้นศาล จึงมีความจำเป็นต้องให้อำนาจส่วนนี้โดยมีกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน ซึ่งการดักฟังข้อมูลทางโทรศัพท์ต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่งเห็นชอบก็ทำได้ เมื่อผ่านความเห็นจากคณะกรรมการแล้วยังต้องขออนุญาตจากศาลอีกครั้ง รวมถึงต้องเป็นคดีที่เป็นภัยร้ายแรงต่อสาธารณะด้วย

อย่างไรก็ดี กมธ.เสียงข้างมากยืนยันจะไม่ถอนมาตราดังกล่าวออก ก่อนที่ประชุมมีมติเลื่อนพิจารณาออกไปช่วงเช้าวันที่ 22 ธ.ค. เวลา 09.00 น.

 

ยืด 9 ปีปปช. อุ้ม นาฬิกา ประวิตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ธันวาคม 2560 เวลา 10:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/531729

ยืด 9 ปีปปช. อุ้ม นาฬิกา ประวิตร

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เสียงวิพากษ์วิจารณ์เริ่มก่อตัวหลังคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต​ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ปรับแก้เนื้อหาสำคัญในร่าง พ.ร.ป.ดังกล่าว ที่ส่งมาจากกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และผ่านความเห็นชอบในหลักการวาระแรกของ สนช.ไปแล้ว

ความสำคัญของการปรับแก้อยู่ตรงที่เป็นปรับแก้เรื่องคุณสมบัติให้กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)​ ​อยู่ในตำแหน่งต่อไปจนครบ 9 ปี การเพิ่มอำนาจสำคัญและล่อแหลม

เริ่มตั้งแต่มาตรา 37/1 ที่ให้ ป.ป.ช.เข้าถึงข้อมูลทุกช่องทางที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าจะเกี่ยวข้องกับการทุจริต ซึ่งกว้างขวาง และห่วงว่าจะไปล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนทั่วไป“ในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเอกสาร หรือข้อมูลข่าวสารอื่นใดที่ส่งทางไปรษณีย์ โทรเลข โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ เครื่องมือ หรืออุปกรณ์ในการสื่อสาร สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่อทางเทคโนโลยีสารสนเทศใด ถูกใช้ หรืออาจถูกใจเพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิดที่เป็นความผิดฐานร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือความผิดอื่น พ.ร.ป.นี้กำหนด ซึ่งการกระทำความผิดดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญมีผลกระทบอย่างกว้างขวาง พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ซึ่งได้รับการอนุมัติจาก ป.ป.ช. เป็นหนังสือจะยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่ออธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ เพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มาซึ่งข้อมูลข่าวสารดังกล่าวก็ได้”​

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ทั้งการดักฟังโทรศัพท์ ตรวจสอบ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่นำไปสู่ข้อกังขาว่าการดักฟังนี้จะนำไปสู่การล้วงข้อมูลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับความผิดหรือไม่

แม้จะตีกรอบจำกัดการกระทำความผิดที่จะนำไปสู่การขอดักฟังว่าต้องเป็นความผิดฐานร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือความผิดอื่นพ.ร.ป.นี้กำหนด ​แต่ก็ยังกว้างและเปิดช่องให้ล้วงข้อมูลอื่นได้

ประเด็นความเป็นห่วงอยู่ตรงองค์กรอย่าง ป.ป.ช.ถือเป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญ สามารถให้คุณให้โทษ ในฐานะเป็นต้นทางกระบวนการยุติธรรม ที่ผ่านมามักถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นกลางและการครอบงำ หรือเข้าไปแทรกแซงจากผู้มีอำนาจหรือไม่

การเพิ่มอำนาจให้ ป.ป.ช.เช่นนี้​ย่อมสุ่มเสี่ยงหากถูกนำไปใช้ในทางไม่ถูกต้อง หรือนำไปใช้เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งกันทางการเมืองเหมือนที่เคยมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในอดีต

อีกประเด็นที่ถูกถล่มคือมาตรา 178 ซึ่งคณะ กมธ.วิสามัญฯ ​แก้ไขใหม่ โดยกำหนดให้ประธาน ป.ป.ช.และ กรรมการ ป.ป.ช. ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนที่ พ.ร.ป.นี้ใช้บังคับยังคงอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะครบวาระตามที่กำหนดใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ

จากเดิมที่ตามร่างของ กรธ.กำหนดให้บังคับใช้เรื่องคุณสมบัติที่กำหนดในกฎหมายใหม่ ซึ่งจะเข้มงวดกว่าฉบับเดิม กับ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบัน​ ซึ่งจะมีกรรมการหลายคนต้องพ้นจากตำแหน่ง

การปรับแก้ของ กมธ.ถูกถล่มอย่างหนักเพราะไม่มีเหตุผลเพียงพอ แถมยังขัดแย้งไม่เป็นมาตรฐานเดียวกับองค์กรอิสระอื่นๆ ที่ถูกเซตซีโร่ หรือรีเซตแล้วแต่กรณี

ทั้งที่ ป.ป.ช.​ถือเป็นองค์กรสำคัญ จำเป็นต้องได้บุคคลซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่ให้เป็นที่ครหา รวมทั้งต้องเป็นที่ยอมรับจากสังคม ​แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับสวนทางกลายเป็นการบั่นทอนความน่าเชื่อถือ

ที่สำคัญ ป.ป.ช.​ชุดปัจจุบัน ซึ่งเข้าสู่ตำแหน่งในช่วงการบริหารงานของ คสช. ​ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าหลายคนใกล้ชิดและมีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับแกนนำ คสช.

ไล่มาตั้งแต่ ​พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. ที่ถือเป็นสายตรงของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ​ท่ามกลางการจับตาจากสังคมถึงการทำงานตรวจสอบรัฐบาล​ว่าจะเป็นไปได้เข้มข้นมากน้อยเพียงไร

ล่าสุด กรณีนาฬิกาและแหวนเพชรของ พล.อ.ประวิตร ที่ถูกร้องให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบว่าเข้าข่ายแจ้งบัญชีทรัพย์สินเท็จหรือไม่นั้น ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญของ ป.ป.ช.ชุดนี้

การ​ปรับแก้กฎหมายเปิดทางให้ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันที่ไม่ผ่านคุณสมบัติตามกฎหมายใหม่ให้สามารถดำรงต่ำแหน่งต่อไปได้ จึงยิ่งตอกย้ำข้อครหาเรื่องการวางตัวคนใกล้ชิด คสช.มารับตำแหน่ง ป.ป.ช.ชุดนี้​ ซึ่งหากกฎหมายผ่านจะอยู่ยาวต่อไปถึง 9 ปี

สอดรับไปกับกระแสข่าวเรื่องการขยับของ คสช.เตรียมวางหมากยื้ออยู่ในตำแหน่งหลังการเลือกตั้ง ผ่านกลไกตัวช่วยทั้ง 250 สว. และพรรคทหารที่เริ่มปรากฏความชัดเจนมากขึ้น

หนึ่งในจุดอ่อนที่จะบั่นทอนเสถียรภาพของรัฐบาล คสช.ปัจจุบันและอนาคตได้ คือบรรดาคดีความหรือข้อร้องเรียนที่จะนำไปสู่การดำเนินคดี

ป.ป.ช.​ซึ่งเป็นหน้าด่านสำคัญของแต่ละคดีที่จะเข้ามากระทบรัฐบาล จึงจำเป็นที่ คสช.ต้องเลือกคนที่ไว้วางใจให้เข้ามารับหน้าที่ ​

ยิ่งในวันที่ คสช.​ต้องพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว การปิดทางป้องกันไม่ให้ถูกไล่เช็กบิลยิ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่ คสช. ต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดขึ้น

 

มาตรา 44 เพื่อทหาร เดินหน้าสู่เลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ธันวาคม 2560 เวลา 10:14 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/531531

มาตรา 44 เพื่อทหาร เดินหน้าสู่เลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ทนกับแรงกดดันไม่ไหว จนต้องประกาศใช้มาตรา 44 เพื่อแก้ไข พ.ร.ป. รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

สาระสำคัญของการแก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองในครั้งนี้อยู่ที่การขยายเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้เกี่ยวกับการดำเนินการปรับปรุงพรรคการเมืองให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่ฉบับใหม่

โดยบทเฉพาะกาลมาตรา 141 ของกฎหมายพรรคการเมืองได้กำหนดภารกิจเร่งด่วนที่พรรคการเมืองต้องดำเนินการแต่งตัวเองใหม่ไว้ 7 ประการ ดังนี้

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

1.แจ้งการเปลี่ยนแปลงสมาชิกให้นายทะเบียนทราบภายใน 90 วันนับแต่วันที่ พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ

2.พรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญนี้และยังมีสมาชิกไม่ถึง 500 คน ต้องดำเนินการให้มีสมาชิกให้ครบ 500 คน ภายใน 180 วันนับแต่วันที่ พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ

3.จัดให้มีทุนประเดิมจำนวน 1 ล้านบาท และแจ้งให้นายทะเบียนทราบภายใน 180 วันนับแต่วันที่ พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ

4.จัดให้มีสมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่า 500 คน ชำระค่าบำรุงพรรคการเมืองสำหรับปีที่ พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับภายใน 180 วัน นับแต่วันที่ พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ

5.จัดให้สมาชิกชำระเงินค่าบำรุงพรรคการเมืองให้ได้จำนวนไม่น้อยกว่า 5,000 คน ภายใน 1 ปีนับแต่วันที่ พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ

6.จัดให้มีการประชุมใหญ่เพื่อแก้ไขข้อบังคับและจัดทำคำประกาศอุดมการณ์ทางการเมืองของพรรคการเมืองและนโยบายของพรรคการเมืองให้ถูกต้องตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ภายใน 180 วันนับแต่วันที่ พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ

7.จัดตั้งสาขาพรรคการเมืองและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดให้ครบถ้วนตาม พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญนี้ภายใน 180 วันนับแต่วันที่ พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ

แน่นอนว่าการแก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองจะต้องครอบคลุมประเด็นเหล่านี้เป็นสำคัญ เนื่องจากเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ต้องมีการแก้ไข

อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่การแก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองโดยใช้มาตรา 44 จะไม่หยุดเพียงแค่ประเด็นเหล่านี้ เนื่องจากถ้ามองจากบทบัญญัติที่กฎหมายมีอยู่เดิมนั้นก็เพียงพอที่จะดำเนินการได้อยู่แล้ว

กล่าวคือ อย่างในกรณีที่กฎหมายกำหนดให้ดำเนินการ 90 วันนั้นกฎหมายก็ยอมให้พรรคการเมืองขอให้นายทะเบียนพรรคการเมืองขยายเวลาออกไปเพิ่มเติมได้อยู่แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องลงแรงใช้มาตรา 44 ให้เหนื่อยแต่อย่างใด

ดังนั้น การใช้มาตรา 44 จึงต้องมีการลงมือเปลี่ยนเนื้อหาในกฎหมายบางประการอย่างมีนัยสำคัญ

พิจารณาสถานการณ์และความเคลื่อนไหวเวลานี้มี 2 เรื่องที่หลายฝ่ายให้การจับตา คือ 1.การตั้งพรรคของทหารในนาม “พรรคประชารัฐ” และ 2.การเลื่อนเลือกตั้ง

ทั้งสองเรื่องถูกผูกโยงกันอย่างแยกไม่ออก เพราะหากทหารจะตั้งพรรคการเมืองก็จำเป็นต้องดำเนินการภายใต้กฎหมายพรรคการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่พอพลิกไปดูกติกาเกี่ยวกับการตั้งพรรคการเมืองก็พบว่าไม่เอื้อต่อพรรคการเมืองใหม่เท่าไร โดยเฉพาะการกำหนดให้ต้องมีการทำไพรมารีโหวตก่อนถึงจะสามารถส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง สส.ได้

กลายเป็นภาระใหญ่ของพรรคการเมืองใหม่ซึ่งยังไม่มีฐานทางการเมืองที่เข้มแข็งเท่าไรนัก การตั้งสาขาและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดเพื่อทำไพรมารีโหวตจึงเป็นงานยากอย่างเห็นได้ชัด ผิดกับพรรคการเมืองปัจจุบันที่มีฐานที่เข้มแข็งมานาน การทำไพรมารีโหวตจึงไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างใด

จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการตอบรับในการแก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองอย่างฉับพลัน ทั้งๆ ที่กลุ่มการเมืองที่สนับสนุน คสช.เพิ่งโยนข้อเรียกร้องมาให้ ผิดกับเรื่องการปลดล็อกทางการเมือง ซึ่งพรรคการเมืองเรียกร้องมาเป็นเวลานาน แต่จนถึงป่านนี้ก็ยังไม่ได้รับการสนองจาก คสช.

ดังนั้น หากจะบอกว่าการแก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ หรือแรงกดดันทางการเมืองก็คงจะไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะถ้ามองไปที่ตัวกติกาจะเห็นได้ว่าไม่ได้เป็นปัญหา เพียงแค่ คสช.ยอมให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมการเมืองได้ทุกอย่างก็จบไม่ต้องลงแรงใช้มาตรา 44 ให้เสียของ แต่เป้าหมายที่แท้จริงอยู่ที่การแก้กติกาเพื่อกรุยทางสำหรับการตั้งพรรคทหาร

ที่สุดแล้ว การแก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองอาจจะไม่ได้จบเพียงแค่การใช้มาตรา 44 ครั้งนี้เพียงครั้งเดียว แต่จะต้องมีการลงมือผ่าตัดกฎหมายพรรคการเมืองอีกครั้งหนึ่ง

ครั้งแรก อย่างที่ทราบจะเป็นการใช้มาตรา 44 แต่ครั้งที่สองนั้นอาจจะดำเนินการผ่านการตราเป็นร่าง พ.ร.บ.แก้ไข พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองและส่งให้ สนช.พิจารณาให้ความเห็นชอบ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะตัดต่อกฎหมายพรรคการเมืองใหม่เกือบหมด อาจถึงขั้นการสลับหัวสลับหางเลยทีเดียว

ถึงเวลานั้น ข้อเสนอเกี่ยวกับการเซตซีโร่สมาชิกพรรคการเมือง หรือการยกเลิกการทำไพรมารีโหวต ซึ่งเพิ่งจุดกระแสกันเมื่อเร็วๆ นี้เพื่อให้ทุกพรรคการเมืองออกจากแท่นสตาร์ทพร้อมกัน อาจถูกนำมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วนอีกครั้ง ขึ้นอยู่กับว่า คสช.ยังอยากให้มีการเลือกตั้งตามโรดแมปหรือไม่

 

ถ่วงเวลาเลือกตั้ง รอตั้งไข่พรรคทหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ธันวาคม 2560 เวลา 10:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/531272

ถ่วงเวลาเลือกตั้ง รอตั้งไข่พรรคทหาร

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเลือกตั้งที่เคยคาดหมายกันว่าจะมีขึ้นในปี 2561 ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศไว้นั้นดูเหมือนว่าจะไม่เป็นไปตามนั้นเสียแล้ว

เมื่อปรากฏความเคลื่อนไหวของ “ไพบูลย์ นิติตะวัน” แกนนำเตรียมจัดตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป และ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” อดีตเลขาธิการ กปปส. ที่ขอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แก้ไข พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ทั้งๆ ที่กฎหมายดังกล่าวเพิ่งมีผลบังคับใช้มาเพียงไม่กี่เดือน

เพียงแค่การยื่นเรื่องให้ สนช.คงไม่เป็นประเด็นอะไรเท่าไรแต่เรื่องนี้กลับร้อนขึ้นมาทันทีเมื่อทั้ง สนช.และ คสช.รับลูกข้อเสนอของไพบูลย์และสุเทพ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

พรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ไม่ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว โดยส่งให้คณะกรรมการศึกษากฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งทำหน้าที่ศึกษากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่มี “สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย” รองประธาน สนช.คนที่ 1 เป็นประธานนำไปพิจารณา

เช่นเดียวกับ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี ยอมรับถึงความเป็นไปได้ที่จะใช้มาตรา 44 เพื่อแก้ไขกฎหมายพรรคการเมือง โดยไม่ต้องเสนอร่างกฎหมายฉบับใหม่เข้าสู่ สนช. เพียงแต่ต้องดูความเหมาะสมก่อนเป็นสำคัญ

พลิกดูปัญหาของกฎหมายพรรคการเมืองเวลานี้อยู่ที่บทเฉพาะกาลที่กำหนดภารกิจและกรอบเวลาให้พรรคการเมืองต้องดำเนินการเกี่ยวกับการแก้ไขฐานข้อมูลสมาชิกพรรคการเมืองให้สอดคล้องกับกฎหมายพรรคการเมืองฉบับใหม่ ซึ่งจะมีผลต่อการส่งผู้สมัคร สส.ลงเลือกตั้งในอนาคต

ที่ผ่านมา พรรคการเมืองทั้งหลายต่างเรียกร้องให้ คสช.แก้ไขคำสั่งของ คสช.ที่ห้ามไม่ให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมทางการเมือง แต่ก็ได้รับการปฏิเสธจากเหล่าผู้นำ คสช.ทุกคน โดยอ้างถึงความไม่ไว้วางใจในสถานการณ์ทางการเมือง จนกระทั่งมาสู่การเรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองจากกลุ่มคนที่มีข่าวออกมาว่าเตรียมตั้งพรรคการเมืองเพื่อเตรียมสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ อีกครั้ง

ปฏิเสธไม่ได้ว่ากติกาของกฎหมายพรรคการเมืองฉบับปัจจุบันนั้นค่อนข้างเข้มงวดพอสมควร

เช่น การจัดตั้งพรรคการเมืองต้องมีผู้ร่วมก่อการไม่น้อยกว่า 500 คน แถมต้องมีทุนประเดิม 1 ล้านบาท จัดหาสมาชิกขั้นต่ำ 500 คน พร้อมกับชำระค่าบำรุงพรรคการเมือง เป็นต้น แต่ที่เป็นปัญหาหนักที่สุดหนีไม่พ้นการจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองและตัวแทนพรรคประจำจังหวัดภายใน 180 วัน ซึ่งการมีสาขาพรรคและตัวแทนพรรคการเมืองเป็นประเด็นสำคัญ เพราะจะเข้ามาทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งขั้นต้นเพื่อหาผู้สมัครของพรรคการเมือง หรือการทำไพรมารีโหวต

ทั้งนี้ กฎหมายกำหนดเป็นหลักการสำคัญว่าหากพรรคการเมืองไม่ได้ทำไพรมารีโหวตในเขตเลือกตั้งใด พรรคการเมืองนั้นก็ไม่สามารถส่งผู้สมัคร สส.ในเขตดังกล่าวได้

ประกอบกับเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญทั้งในเรื่องวิธีการเลือกตั้งภายใต้ระบบจัดสรรปันส่วนผสมที่ประหนึ่งให้พรรคการเมืองต้องส่งผู้สมัคร สส.ลงในเขตเลือกตั้งให้มากที่สุดเพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนสำหรับการคำนวณหาจำนวน สส.บัญชีรายชื่อ เพราะหากได้ สส.ไม่ถึง 5% หรือ 25 คนของจำนวน สส.ทั้งหมด 500 คน จะหมดโอกาสในการเสนอบุคคลเข้าไปชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมรัฐสภา

จากเงื่อนไขที่พันคอทั้งหมด จึงสร้างปัญหาให้กับบรรดามือใหม่ที่จะตั้งพรรคการเมืองพอสมควร โดยเฉพาะการทำไพรมารีโหวตที่มีผลไปถึงสิทธิของการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะกติกาหยุมหยิมเหล่านี้จะทำให้พรรคการเมืองใหม่ป้ายแดงมีโอกาสน้อยที่จะได้ สส.เข้าสภาเพื่อเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้นำประเทศ

ด้วยเหตุนี้เองถึงทำให้ล่าสุดไพบูลย์ต้องออกมาเสนอต่อให้ประธาน สนช.แก้ไขกฎหมายพรรคการเมืองเพื่อชะลอการใช้ระบบไพรมารีโหวตออกไปก่อน

“ควรแก้ไขให้การเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรก ยกเว้นการบังคับใช้ระบบไพรมารีโหวตไว้ก่อน โดยให้กรรมการบริหารพรรคที่เลือกจากที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกพรรค ทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการสรรหาผู้สมัคร สส.เขต และบัญชีรายชื่อ และให้ยกเว้นการกำหนดให้พรรคการเมืองต้องมีสมาชิก และจัดตั้งสาขาพรรค และตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดจึงส่งผู้สมัคร สส.ได้ เป็นต้น” ไพบูลย์ ระบุ

เหมือนจะเป็นการสอดประสาน รับลูกกันทันที เมื่อปรากฏการประชุม คสช.เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. ตัดสินใจใช้มาตรา 44 ขยายเวลาให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมได้ตามกรอบเวลาที่ พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองปี 2560 โดยคำสั่งดังกล่าวมีผลทำให้พรรคการเมืองใหม่สามารถจองชื่อพรรคการเมือง สรรหาสมาชิก เก็บค่าบำรุงสมาชิกได้ และให้เริ่มประชุมใหญ่ครั้งแรก เพื่อคัดเลือกหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคได้ โดยจะต้องขออนุญาต คสช.ก่อน

มาตรา 44 ที่ออกมาครั้งนี้ มิได้หมายความว่าเปิดทางให้ทุกพรรคดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้เต็มตัวแต่เป็นการเอื้ออำนวยให้กับพรรคเกิดใหม่เป็นสำคัญ ขณะที่การปลดล็อก คำสั่งให้พรรคการเมืองทุกพรรคเคลื่อนไหวเต็มตัวต้องรอกฎหมายเลือกตั้งสส.ผ่าน สนช.ก่อน คาดว่าจะแล้วเสร็จเดือน มิ.ย. 2561

นั่นหมายความว่าพรรคการเมืองทั้งหมดจะเริ่มกิจกรรมทางการเมืองได้ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง 150 วันนั่นเอง

เรียกได้ว่าเปิดไพ่ออกมาทีละใบให้เห็นเนื้อในกันอย่างชัดเจน รอการตั้งไข่พรรคทหารให้เรียบร้อยลงสู้ศึกเลือกตั้งเข็นผู้นำ คสช.ขึ้นสู่อำนาจรอบใหม่ n

 

เลื่อนเลือกตั้ง ยิ่งยื้อ…ยิ่งเหนื่อย​

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 ธันวาคม 2560 เวลา 10:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/531133

เลื่อนเลือกตั้ง ยิ่งยื้อ...ยิ่งเหนื่อย​

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระแส “ยื้อ” เลื่อนเลือกตั้งกำลังกลับมาเป็นประเด็นอีกรอบ ท่ามกลางปรากฏการณ์หลายๆ อย่างที่สะท้อนความพยายามขัดขวางไม่ให้ทุกอย่างเดินไปตามโรดแมปที่วางไว้

แม้ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะออกมาส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะประกาศวันเลือกตั้งในปี 2561 สอดรับกับเส้นทางการเตรียมความพร้อมที่วางไว้ โดยหากไม่มีอะไรผิดพลาดจะมีความชัดเจนได้ราวเดือน พ.ย. 2561

แต่ไม่อาจสร้างความเชื่อมั่นได้อย่างสนิทใจว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นอย่างไม่บิดพลิ้ว

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ที่สำคัญหาก คสช.จะตัดสินใจเลื่อนการเลือกตั้งออกไป ก็มีหลายเหตุผลที่จะหยิบยกมาอ้างได้ แต่จะฟังขึ้นและเป็นที่ยอมรับของสังคมหรือไม่นั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

​เหตุผลแรก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งไม่แล้วเสร็จตามที่กรอบเวลาที่ควรจะเป็น ซึ่งจะเป็น “โดมิโนตัวแรก” กระทบไปถึงเส้นทางการเลือกตั้งทั้งหมดให้ต้องเลื่อนตามไป

สืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญ มาตรา 268 กำหนดว่า เมื่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งประกาศใช้ให้มีการจัดเลือกตั้งใน 150 วัน

ขณะนี้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ​พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศใช้บังคับเรียบร้อย

เหลือเพียง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.โดยอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)​

ปลุกให้กระแสการคว่ำกฎหมายในชั้น สนช.​เพื่อหวังเลื่อนการเลือกตั้งออกไป กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง หลังจาก สนช.ทยอยพิจารณากฎหมาย 2 ฉบับออกมาก่อนหน้านี้

แต่แนวทางนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว เมื่อ พ.ร.บ.ทั้งเลือกตั้ง สส.และการได้มา ซึ่ง สว. โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาล้วนแต่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในหลายแง่มุม อันอาจเป็นชนวนนำมาสู่การถกเถียง จนไม่อาจหาข้อยุติได้ สุดท้ายอาจเป็นเหตุให้กระบวนการพิจารณาต้องทอดเวลาออกไป

ยังไม่รวมกับประเด็นใหม่เรื่องการขอแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ที่มีผลบังคับใช้แล้วแต่เงื่อนไขบางประเด็นยังเป็นที่ถกเถียงในสังคมอันนำมาสู่การเรียกร้องให้แก้ไขจากหลายฝ่าย

เหตุผลประการที่สอง พรรคการเมืองไม่พร้อมจะลงสมัครรับเลือกตั้ง ด้วยกฎ กติกาที่ออกมาตามรัฐธรรมนูญใหม่ สอดรับไปกับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง ที่กำหนดให้พรรคต้องแจ้งฐานข้อมูลทะเบียนสมาชิกที่มีการเปลี่ยนแปลง ตลอดจนเปิดประชุมใหญ่เพื่อเลือกคณะกรรมการบริหารพรรค รวมทั้งแก้ไขข้อบังคับพรรคนั้น ซึ่งมีเดดไลน์จะครบกำหนดในวันที่ 5 ม.ค. 2561

ปัญหาสำคัญอยู่ตรงที่เวลานี้ คสช.​ยังไม่ยอมปลดล็อกคำสั่งให้พรรคการเมืองเคลื่อนไหวทำกิจกรรมหรือจัดประชุมได้ นั่นย่อมทำให้กระบวนการเตรียมความพร้อมลงสนามได้รับผลกระทบไปด้วย

การยื้อไม่ยอมปลดล็อกคำสั่งของ คสช.​จึงถูกมองว่าอาจเป็นเพราะต้องการสร้างเงื่อนไขที่นำไปสู่การไม่สามารถเลือกตั้งใช่หรือไม่ เพราะ พ.ร.บ.​ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองก็มีผลบังคับใช้นานแล้ว เวลาที่ต้องดำเนินการตามกฎหมายก็งวดเข้าไปทุกที

​การยื้อแบบไม่มีเหตุผลชัดเจน จึงยิ่งตอกย้ำกระแสยื้อเลือกตั้ง ในวันที่หลายกลุ่มเริ่มเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมายพรรคการเมือง โดยพูดถึงความเท่าเทียมระหว่างพรรคเก่าในอดีตและ พรรคใหม่ที่กำลังจะตั้งขึ้นหลังรัฐธรรมนูญฉบับนี้

ทว่า เมื่อดูกลุ่มบุคคลที่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายพรรคการเมือง ​ล้วนแต่เป็นกลุ่มบุคคลที่ประกาศตัวสนับสนุน คสช.กลับมาเป็นรัฐบาลสานต่อภารกิจที่ยังไม่ลุล่วง

เมื่อนำมาปะติดปะต่อจะยิ่งเห็นภาพเงื่อนงำที่อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวในช่วงนี้

เหตุผลประการที่สาม คือ การหยิบยกเรื่องปฏิรูปก่อนเลือกตั้งกลับมาใช้ใหม่อีกรอบ แม้จะเป็นเหตุผลที่จะมีน้ำหนักอ่อนที่สุด แต่จะเห็นว่ามีความเคลื่อนไหวออกมาสนับสนุนเรื่องนี้ ยังไม่รวมกับคำถาม 6 ข้อ ของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ออกมาหยั่งกระแสก่อนหน้านี้ ชวนให้คิดถึงวังวนปัญหาหลังเลือกตั้ง หากการปฏิรูปยังไม่สำเร็จลุล่วง

ปัญหาอยู่ตรงที่ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา รัฐบาล คสช.ซึ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือกลับยังไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงทำการปฏิรูปให้เห็นเป็นรูปธรรม การอยู่ต่อเพื่อที่จะทำเรื่องเหล่านี้ให้เสร็จ จะมีหลักประกันได้อย่างไรว่าทุกอย่างจะไม่เป็นเช่นเดิมอีก

ทั้ง 3 เหตุผลล้วนแต่เป็นเงื่อนไขที่พอจะหยิบยกไปสนับสนุนความพยายามเลื่อนการเลือกตั้งออกไปได้

เพียงแต่ของการยื้อเลือกตั้งออกไปนั้น ​สุดท้าย​อาจเป็นผลเสียมากกว่าผลดีต่อ​ประเทศและรัฐบาล คสช.ในวันที่​สัมพันธ์กับนานาชาติกำลังดีขึ้นตามลำดับ หากการเลือกตั้งต้องทอดเวลาออกไปจากกำหนดเดิม ย่อมทำให้สถานการณ์ในประเทศย่ำแย่ลงไป

ซ้ำเติมสภาพปัญหาความเชื่อมั่นที่มีต่อตัวนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล คสช. ซึ่งมีแนวโน้มตกต่ำต่อเนื่อง ​จนอาจกระทบไปถึงการบริหารงานของรัฐบาลต่อจากนี้ ​ให้เต็มไปด้วยความยากลำบาก