เลือกตั้งคลุมเครือ จับตา สนช.แสดงอภินิหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ตุลาคม 2560 เวลา 09:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/519212

เลือกตั้งคลุมเครือ จับตา สนช.แสดงอภินิหาร

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หากจะบอกว่าการเลือกตั้งเริ่มใกล้เป็นจริงเข้าไปอีกหนึ่งก้าวแล้วก็คงไม่ผิดนัก ภายหลัง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ได้รับการประกาศใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 7 ต.ค. ซึ่งเป็นร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 ที่มีผลบังคับใช้ต่อจาก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พ.ศ. 2560

อย่างที่ทราบกันดีว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นต้องมีเงื่อนไขสำคัญ คือ ต้องให้ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งจำนวน 4 ฉบับ ประกาศใช้ก่อน จากนั้นถึงจะไปกำหนดวันเลือกตั้งให้อยู่ภายในกรอบ 150 วัน นับจากวันที่ร่างกฎหมายมีผลบังคับใช้

ในเวลานี้เงื่อนไขดังกล่าวบรรลุมาแล้วครึ่งทางจากกรณีร่างกฎหมาย กกต.และพรรคการเมือง เหลืออีกเพียง 2 ฉบับ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ถ้าร่างกฎหมายทั้งสองนี้เสร็จสิ้นสมบูรณ์และบังคับใช้เป็นกฎหมายเมื่อไหร่ก็นับถอยหลังสู่การเลือกตั้งได้ทันที

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

เห็นแบบนี้แล้วดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องไม่ยากมากนัก แต่ถ้ามองในทางการเมืองแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีเงื่อนไขที่มองไม่เห็นในลักษณะซับซ้อนที่ซ่อนอยู่พอสมควรเช่นกัน

ความคืบหน้าล่าสุดของการจัดทำร่างกฎหมาย สส.และ สว.นั้น คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำลังเดินหน้าจัดทำไปได้พอสมควร

กรธ.วางกรอบเวลาไว้ว่าในวันที่ 21 พ.ย.จะส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อให้ สนช.ประชุมนัดแรกเพื่อรับหลักการในวาระที่ 1 วันที่ 23 พ.ย. ส่วนร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.จะถึง สนช.วันที่ 28 พ.ย. และ สนช.จะนัดประชุมรับหลักการในวาระที่ 1 วันที่ 30 พ.ย.ก่อนที่การทำหน้าที่ของ กรธ.ในการเขียนร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญของ กรธ.จะครบกำหนด 240 วัน ในวันที่ 1 ธ.ค.

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า กรธ.ประกาศกรอบการทำงานของตัวเองอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองตกเป็นเหยื่อทางการเมืองของบางฝ่ายที่พยายามกล่าวหาว่า กรธ.มีเจตนาจะยื้อการเลือกตั้ง

เมื่อ กรธ.แจ้งต่อสาธารณชนชัดถ้อยชัดคำแบบนี้ เผือกร้อนทั้งสองชิ้นนี้จึงตกอยู่ในมือของ สนช.ทันที

รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนดให้ สนช.มีเวลาพิจารณาร่างกฎหมายลูกที่รับมาจาก กรธ.ให้เสร็จภายใน 60 วัน จากนั้นต้องส่งให้องค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องและ กรธ.เพื่อให้ทำความคิดเห็นมาว่าร่างกฎหมายที่ สนช.แก้ไขนั้นสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่

ในขั้นตอนนี้หากทุกองค์กรเห็นว่าไม่มีปัญหา สนช.ก็สามารถส่งร่างกฎหมายไปให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำขึ้นทูลเกล้าฯถวาย ต่อไป แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น จำเป็นต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกัน 3 ฝ่าย เพื่อดูบทบัญญัติบางมาตราที่เป็นปัญหาและส่งมาให้ สนช.ลงมติอีกครั้ง

จะเห็นได้ว่า สนช.กำลังเป็นผู้ควบคุมการเลือกตั้งไปโดยปริยาย

สถานการณ์ของ สนช.ในขณะนี้ต้องยอมรับว่าต่างฝ่ายต่างรอดูท่าทีจาก คสช.กันเป็นระยะ ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางกลับมาจากสหรัฐเมื่อไม่นานมานี้

ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นภายใน สนช.กำลังมีความคลุมเครืออย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นผลมาจากการรับข่าวสารจาก คสช.ไม่ตรงกันเท่าไรนัก เพราะได้รับจากแหล่งที่มาคนละคนกัน

กลุ่มหนึ่งได้รับในทำนองว่าให้ สนช.พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งอีก 2 ฉบับที่เหลือไปตามปกติ โดยให้ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา เพื่อไม่ให้ถูกมองว่าแม่น้ำ 5 สาย จะยื้อเลือกตั้ง

แต่บางกลุ่มกลับได้รับข่าวสารในลักษณะว่าให้พิจารณากฎหมายที่ กรธ.เสนออย่างเคร่งครัด หากเห็นว่ามาตราไหนมีปัญหาให้ดำเนินการเด็ดขาดทันที เพราะไม่ต้องการปล่อยให้กฎหมายเลือกตั้งผ่านสภาไปแบบลวกๆ จนไปสร้างปัญหาในอนาคตแบบอดีตที่ผ่านมาอีก

แม้ภายใน สนช.จะยังไม่ได้แบ่งออกเป็น 2 ขั้วชัดเจน แต่เมื่อรูปการณ์ปรากฏออกมาเช่นนี้ ต้องยอมรับว่าเขย่าขวัญคนที่อยากเลือกตั้งอยู่ไม่น้อย อีกทั้งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ก็มีช่องโหว่ที่เอื้อให้การเลือกตั้งถูกเลื่อนออกไปได้เช่นกัน

กล่าวคือ หาก สนช.ลงมติไม่เห็นชอบกับร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส.หรือการได้มาซึ่ง สว.ขึ้นมา จะต้องกลับไปเริ่มใหม่ที่ กรธ.ทันที ทีนี้ปัญหามีอยู่ว่า กรธ.จะต้องทำและส่งกฎหมายเลือกตั้งฉบับใหม่มาให้ สนช.อีกครั้งเมื่อไหร่

ที่สำคัญในรัฐธรรมนูญเองไม่ได้บัญญัติถึงทางออกเมื่อกรณีเกิดปัญหาดังกล่าวไว้ด้วย จึงทำให้ความคลุมเครือมากขึ้นไปทุกที

ประกอบกับท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ ล่าสุดที่ยังไม่พูดถึงเรื่องความชัดเจนเกี่ยวกับวันเลือกตั้งอย่างเต็มปากเต็มคำเท่าไรนัก ย่อมต้องกระทบถึงการเลือกตั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยมี สนช.เป็นตัวแปรสำคัญ

ดังนั้น เมื่อร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และการได้มาซึ่ง สว.เข้าสู่ สนช.ในวาระที่ 1 ช่วงปลายเดือน พ.ย. จะเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองที่สำคัญก็เป็นไปได้

ถ้า สนช.รับหลักการ คงเป็นสัญญาณระดับหนึ่งว่าการเลือกตั้งน่าจะเป็นไปตามปกติ แต่หาก สนช.ปฏิเสธตั้งแต่วาระแรก แน่นอนว่าคนไทยต้องอยู่กับ คสช.ไปอีกนานพอสมควรเลยทีเดียว

 

ตอใหญ่เริ่มผุด ปฏิรูปตำรวจเริ่มชะงัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ตุลาคม 2560 เวลา 09:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/518711

ตอใหญ่เริ่มผุด ปฏิรูปตำรวจเริ่มชะงัก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ประกาศใช้เมื่อวันที่ 6 เม.ย. การปฏิรูปประเทศเริ่มมีการปฏิรูปเป็นระยะ อย่างน้อยปรากฏให้เห็นในสองความเคลื่อนไหวสำคัญ

ความเคลื่อนไหวแรก คือ การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ โดยหลังจากรัฐธรรมนูญประกาศใช้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้เร่งพิจารณา พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ และมีการประกาศใช้ออกมาเป็นผลสำเร็จอย่างรวดเร็ว

อย่างที่ทราบกันดีว่าการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คาดหวังจะให้เป็นผลงานชิ้นโบแดง เพื่อไม่ให้ใครมาปรามาสว่า คสช.ได้ทำการรัฐประหารเสียของ

ล่าสุด รัฐบาลได้ดำเนินการตั้งคณะกรรมการจัดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติ จำนวน 6 คณะ ได้แก่ 1.คณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง 2.คณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน 3.คณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์

4.คณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างโอกาสและความ เสมอภาคทางสังคม 5.คณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อ สิ่งแวดล้อม และ 6.คณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ

ความเคลื่อนไหวต่อมา คือ การตั้งคณะกรรมการปฏิรูป เมื่อไม่นานมานี้รัฐบาลได้ตั้งบุคคลเข้ามาทำหน้าที่กรรมการปฏิรูปประเทศ 11 คณะ ซึ่งแต่ละคณะได้ทยอยประชุมไปพอสมควรแล้ว

แต่กระนั้นในเรื่องการปฏิรูปประเทศไม่ได้มีเพียงเฉพาะคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ 11 คณะเท่านั้น แต่มีคณะกรรมการปฏิรูปประเทศคณะพิเศษที่ถูกตั้งขึ้นมาเป็นการเฉพาะด้วยภายใต้ชื่อ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) โดยให้ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน

หน้าที่ของคณะกรรมการปฏิรูปชุดนี้มีภารกิจสำคัญ 4 ประการ ที่รัฐธรรมนูญบังคับให้ต้องทำให้เกิดเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย 1.การกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในทุกขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมที่ชัดเจน 2.ปรับปรุงระบบการสอบสวนคดีอาญาให้มีการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างพนักงานสอบสวนกับพนักงานอัยการอย่างเหมาะสม 3.เสริมสร้างและพัฒนาวัฒนธรรมขององค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม และ 4.ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เดิมทีตั้งแต่เปิดตัวคณะกรรมการปฏิรูปด้านกระบวนการยุติธรรม มีทั้งเสียงชื่นชมและเสียงติติง

เสียงชื่นชมที่เกิดขึ้นเป็นเพราะการเปิดโอกาสให้นักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิหลายคนที่เป็นที่ยอมรับเข้ามาทำหน้าที่ปฏิรูปตำรวจ แต่เสียงท้วงติงนั้นได้เพ่งเล็งไปที่การให้ทหารมานั่ง หัวโต๊ะปฏิรูปตำรวจ รวมไปถึงการไประดมบิ๊กตำรวจมากหน้าหลายตาเข้ามาทำงาน จนเกิดเป็นคำถามว่าการปฏิรูปตำรวจจะได้ดั่งที่ใจหวังหรือไม่

มาจนถึงขณะนี้การปฏิรูปตำรวจกำลังเจอตอครั้งใหญ่เสียแล้ว

โดยประเด็นสำคัญมาจากความ ไม่ลงรอยเรื่อง “การปฏิรูประบบสืบสวนสอบสวน” เดิมทีคณะอนุกรรมการได้ทำการสรุปออกมาเป็นเบื้องต้นแล้วว่าต้องเอาระบบสืบสวนและสอบสวนรวมเข้าไปด้วยกันและให้อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ต่างจากเดิมที่การสืบสวนและสอบสวนนั้นแยกต่างหากออกจากกัน

แม้คณะอนุกรรมการจะสรุปเค้าโครงหน้าตาออกมาแบบนี้ แต่ในกลุ่มกรรมการปฏิรูปตำรวจจากสายนักวิชาการมองว่าหากปฏิรูปตำรวจแบบนี้แทบจะไม่ได้มีการสร้างความแตกต่างไปจากอดีตเท่าไรนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้การสืบสวนและสอบสวนยังอยู่ภายใต้ สตช.

ในกลุ่มของนักวิชาการมองว่าประเด็นของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่การให้การสืบสวนและสอบสวนแยกกันอยู่หรือไม่ แต่อยู่ที่ไม่ควรให้ระบบนี้อยู่ภายใต้การควบคุมแบบเด็ดขาดของ สตช.เพียงลำพัง โดยเห็นควรให้อัยการเข้ามามีบทบาทอย่างใดอย่างหนึ่งด้วย เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการที่รัฐธรรมนูญกำหนด

ทั้งนี้ หากไม่ให้อัยการเข้ามาร่วมทำหน้าที่ตั้งแต่กระบวนการสืบสวนและสอบสวน ซึ่งเป็นต้นทางของกระบวนการยุติธรรมแล้ว คงเป็นเรื่องยากที่การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมจะเกิดขึ้น

ทว่า ในกลุ่มกรรมการปฏิรูปตำรวจจากตำรวจ พยายามโน้มน้าวว่าหากไม่ให้อยู่ภายใต้กำกับของ สตช.อาจก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ เช่น ส่วนกลางจะไม่สามารถเข้ามาตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ จนอาจถูกแทรกแซงจากผู้มีอิทธิพล เป็นต้น

จึงเห็นว่าควรให้ สตช.ยังคงบทบาทหลักตรงนี้เอาไว้ และสร้างกลไกเพื่อให้พนักงานสืบสวนและสอบสวนมีความเป็นอิสระและปราศจากการครอบงำแทน

นอกเหนือไปจากความไม่ลงรอยเรื่องการปฏิรูประบบสืบสวนและสอบสวนแล้ว ยังมีเรื่องแก้ไขปัญหาการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ ซึ่งเบื้องต้นที่ประชุมเห็นชอบใน หลักการที่ว่าด้วยการให้ผู้บัญชาการภาคมีอำนาจเด็ดขาด แต่ทำไปทำมาก็มีกรรมการปฏิรูปตำรวจบางกลุ่มออกอาการไม่แฮปปี้เช่นกัน เพราะมองว่าจะเป็นการสร้างปัญหาในสายการบังคับบัญชา

การปฏิรูปตำรวจถึงจะเดินหน้าได้เป็นระยะๆ แต่ในด้านหนึ่งตอก็เริ่มผุดออกมาให้เห็นเช่นกัน หากความไม่ลงรอยยังเกิดขึ้นอยู่เช่นนี้ แน่นอนว่าตอจะเริ่มใหญ่และขวางจนมีผลต่อการปฏิรูปประเทศในระยะยาวอย่าง หลีกเลี่ยงไม่ได้

 

คำมั่น”บิ๊กตู่”ปิดประตูเลื่อนเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ตุลาคม 2560 เวลา 13:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/518587

คำมั่น"บิ๊กตู่"ปิดประตูเลื่อนเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้โอกาสในการเดินทางไปพบปะกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ตามคำเชิญ ให้คำมั่นชัดเจนว่าจะเดินหน้าตามหลักประชาธิปไตยสากลของไทยที่จะเป็นไปตามโรดแมป

“ในปีหน้าเราจะประกาศวันเลือกตั้งออกมา โดยไม่มีการเลื่อนใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อประกาศแล้วก็จะมีกรรมวิธีของการเลือกตั้ง คือนับไปอีก 150 วันตามกฎหมายหลังจากประกาศ ยืนยันว่าจะประกาศเลือกตั้งปีหน้าแน่นอน ทั้งนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐไม่ได้ถามเรื่องการเลือกตั้ง แต่ผมได้แสดงความเชื่อมั่นออกไป เพราะไม่ได้ปกปิดใคร ไม่ได้บิดเบือนอย่างที่หลายคนกล่าวอ้าง โดยพูดเช่นนี้มาโดยตลอด”

ถือเป็นสัญญาประชาคมที่การันตีต่อชาวโลกว่าประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งในปี 2561 อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง หรือหาเหตุผลมาเลื่อนการเลือกตั้งออกไป

ส่วนหนึ่งย่อมช่วยคลี่คลายความกังขากระแสข่าวความพยายามยื้อการเลือกตั้งออกไปเพื่อยืดเวลาให้รัฐบาล คสช.ได้​อยู่ในตำแหน่งต่อไปเกินกรอบโรดแมปที่วางไว้

ไม่ต่างจากก่อนหน้านี้ที่ พล.อ.ประยุทธ์ เคยออกมาดับกระแสวิเคราะห์ ของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ระบุรัฐบาลทหารจะอยู่ถึง 10 ปี ว่า

“ถามว่ารัฐบาลจะอยู่ยาวถึง 10 ปี อยู่ได้อย่างไร อยู่ได้ถึง 10 ปี ก็เก่งแล้ว ในเมื่อกลไกมันคือการเลือกตั้ง ทำไมถึงไม่เข้าใจกันสักที การเลือกตั้งนั้นจะต้องเกิดขึ้นในปี 2561 ชัดเจนกันหรือยัง ไม่ต้องมาถามอย่างอื่นอีก”

แต่ทว่ายังไม่อาจคลี่คลายความเคลือบแคลงจากสังคม จนมีฝ่ายการเมืองออกมาดักคอสกัดความพยายามการยื้อเลือกตั้งออกไปด้วยการหยิบยกเหตุผลเรื่องต่างๆ มาเป็นข้ออ้าง

โดยเฉพาะแนวคิดความพยายามใช้กลไกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คว่ำ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ที่เสนอมาจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)​ อันจะเป็นเหตุให้โรดแมปที่กำหนดไว้เดิมมีอันต้องเลื่อนออกไป อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

สอดรับไปกับก่อนหน้านี้เมื่อครั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประชุมเตรียมความพร้อมการเลือกตั้ง สส. และการได้มาซึ่ง สว. ให้กับผู้อำนวยการเลือกตั้งทั้ง 77 จังหวัด โดยมี ศุภชัย สมเจริญ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นประธานการประชุม

ในที่ประชุมประเมินว่า​ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. จะมีผลใช้บังคับประมาณเดือน มี.ค. 2561 และช่วงที่จะประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งเดือน พ.ค.-มิ.ย. 2561 และมีการเลือกตั้งในเดือน ส.ค. 2561

ทว่าหลังจาก กกต.ออกมาคาดการณ์ท่าทีของฝ่ายรัฐบาลตลอดจนแม่น้ำสายต่างๆ ดูจะไม่ได้ “รับลูก” ไปกับ กกต. แถมออกมาชี้แจงว่ายังมีเงื่อนเวลาบางส่วนที่ กกต.​ยังไม่ได้นำมาคำนวณจนอาจทำให้กำหนดการเลือกตั้ง ส.ค. 2561 อาจต้องเลื่อนออกไป

ตอกย้ำข้อกังขาความพยายามเลื่อนการเลือกตั้งออกไป  นำมาสู่การเรียกร้องให้รัฐบาล และ พล.อ.ประยุทธ์  ประกาศความชัดเจนเรื่องกำหนดการเลือกตั้ง

ดังนั้น คำมั่นที่ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศกับ ทรัมป์ ว่าจะมีการเลือกตั้งในปี 2561 จึงเป็นสัญญาประชาคมที่ประกาศต่อชาวโลกซึ่งกำลังติดตามสถานการณ์ในประเทศไทย

สุดท้ายนี่จะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่บังคับให้รัฐบาล คสช.​ ต้องเดินไปตามกรอบที่วางไว้ จนยากจะบิดพลิ้วหรือเลื่อนการเลือกตั้งออกไปที่จะนำมาสู่ปัญหาอย่างรุนแรงในอนาคต

ประการแรก เรื่องความเชื่อมั่นเพราะหากรัฐบาล คสช.​ไม่สามารถดำเนินการ ทำให้เกิดการเลือกตั้งได้ตามที่รับปากไว้ย่อมฉุดความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาล คสช.ให้หมดสิ้นไป

อันจะพานกระทบไปถึงเรื่องอื่นทั้งความเชื่อมั่นด้านการค้า การลงทุน ที่นักลงทุนรอดูความชัดเจนก่อนจะตัดสินใจเข้ามาลงทุนในประเทศ หลังจากที่ทุกอย่างหยุดชะงักไปตั้งแต่รัฐประหาร

สุดท้ายผลกระทบจากความเชื่อมั่นก็จะบานปลายไปถึงเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ ฉุดให้ทุกอย่างย่ำแย่ลง กลายเป็นแรงกดดันที่รัฐบาล คสช.ต้องเผชิญ

ทั้งที่อุตส่าห์พยายามอัดฉีดเม็ดเงินลงพื้นที่ และเร่งดำเนินการโครงการขนาดใหญ่ เพื่อเป็นเครื่องยนต์กระตุ้นเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา

ประการที่สอง กลายเป็นเงื่อนไขให้ฝั่งที่อยู่ตรงข้ามกับ คสช.ออกมาหยิบยกเป็นเหตุผลนำมาดิสเครดิต คสช. ทำลายความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะกับประเด็นเรื่องความพยายามยื้ออยู่ในอำนาจต่อไป อันจะยิ่งสั่นคลอนเสถียรภาพอย่างรุนแรง

สุดท้ายย่อมกระทบไปถึงสิ่งที่ คสช.ทำมาทั้งหมดโดยเฉพาะเรื่องการปฏิรูป และปรองดอง ที่ คสช. ประกาศว่าจะเร่งเดินหน้าทำให้สำเร็จลุล่วงเพื่อไม่ให้รัฐประหารต้องเสียของ

ยังไม่รวมกับแผนการปฏิรูปประเทศ ที่ปูทางไว้ต่อเนื่องหลังการเลือกตั้ง อย่างการตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ หรือกลไกอื่นๆ ที่อาจจะต้องสะดุดลงไปหากความเชื่อมั่นของ คสช.ถูกสั่นคลอน

คำมั่นของ พล.อ.ประยุทธ์ จึงถือเป็นการปิดประตูตัดโอกาสที่จะเลื่อนเลือกตั้งออกไป ซึ่งมีแต่ผลเสียที่จะย้อนกลับมาหา คสช.อย่างรุนแรง

 

เริ่มต้นไม่สวย ‘ยุทธศาสตร์ชาติ’ ลำบาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ตุลาคม 2560 เวลา 08:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/518295

เริ่มต้นไม่สวย ‘ยุทธศาสตร์ชาติ’ ลำบาก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” นับเป็นหนึ่งในเมกะโปรเจกต์ของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ได้ประกาศต่อคนไทยทั้งประเทศเอาไว้ตั้งแต่รัฐประหารล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อ พ.ศ. 2557

แนวความคิดในการทำยุทธศาสตร์ชาติของ พล.อ.ประยุทธ์ มีความต้องการให้เป็นยิ่งกว่าแผนแม่บทในการขับเคลื่อนประเทศไทย เทียบเท่าแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แต่ในส่วนของยุทธศาสตร์ชาตินั้นจะมีความมั่นคงสถาพรมากกว่า

กล่าวคือ ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญครั้งล่าสุด “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ออกแบบให้ยุุทธศาสตร์ชาติเข้ามามีบทบาทในหลายๆ ด้าน

เริ่มตั้งแต่มาตรา 65 ซึ่งเป็นบทบัญญัติของยุทธศาสตร์ชาติที่ว่าด้วยการกำหนดให้รัฐพึงจัดให้มียุทธศาสตร์เป็นหมายการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน เพื่อใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนต่างๆ ให้สอดคล้องและบูรณาการกัน

ขณะเดียวกัน มาตราในรัฐธรรมนูญยังได้บัญญัติให้การบริหารของหน่วยงานรัฐรวมไปถึงคณะรัฐมนตรีจะต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ อาทิ มาตรา 162 ที่บัญญัติให้คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งต้องสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติ

นอกเหนือไปจากกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว ปัจจุบันได้มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560 อย่างเป็นทางการแล้ว เพื่อให้ยุทธศาสตร์ชาติเกิดผลความเป็นรูปธรรมมากขึ้น

สาระสำคัญของกฎหมาย คือ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ที่มี นายกฯ เป็นประธาน และมีคณะกรรมการที่ประกอบด้วยบุคคลหลายภาคส่วน เช่น ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา ผู้นำเหล่าทัพ องค์กรภาคเอกชน เป็นต้น เพื่อควบคุมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ และสามารถตั้งคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติได้

ล่าสุด สัปดาห์ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ แต่งตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าวแล้วจำนวน 6 คณะ ปรากฏว่ามีชื่อของ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” อดีต รมว.คมนาคม ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ มาเป็นกรรมการด้วย โดยอยู่ในคณะกรรมการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน

ถ้าชัชชาติไม่เคยอยู่กับรัฐบาล ยิ่งลักษณ์มาก่อนก็คงไม่แปลก แต่เมื่อมีชื่อมาอยู่ในงานสำคัญของรัฐบาลย่อมเป็นประเด็นทางการเมืองที่น่าสนใจ ไม่น้อย

แต่เพื่อไม่ให้เกิดความแคลงใจ ในเรื่องจุดยืน ปรากฏว่าชัชชาติได้ประกาศขอถอนตัวไม่เข้าร่วมงานกับรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารทันที

“เป็นภาระงานสำคัญที่ต้องใช้เวลาและความทุ่มเทอย่างมาก ซึ่งผมไม่ได้มีความเข้าใจในแนวคิดและหลักการของยุทธศาสตร์ชาติอย่างถ่องแท้ นอกจากนี้ ยังติดภาระงานประจำที่เป็นพนักงานเต็มเวลาของบริษัทมหาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาระด้านครอบครัว จึงไม่สามารถทำหน้าที่กรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติได้อย่างเต็มกำลัง จึงขอไม่รับตำแหน่งกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ” เหตุผลที่ชัชชาติ ขอถอนตัว

แม้ต่อมาจะมีการบอกจากชัชชาติเกิดความผิดพลาดในการสื่อสาร แต่นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่รัฐบาลถูกตบหน้าในเรื่องการแต่งตั้งบุคคลเข้ามาร่วมทำงานกับรัฐบาล

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ “ผาสุก พงษ์ไพจิตร” อาจารย์ประจำคณะเศรษฐกิจศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประกาศถอนตัวไม่ขอร่วมเป็นคณะอนุกรรมการพิจารณาบูรณาการข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองมาแล้ว พร้อมกับยืนยันว่าจะไม่ขอร่วมกับทหาร หลังจากมีชื่อไปปรากฏเป็นคณะ อนุกรรมการฯ แบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองถึงการถอนตัวของชัชชาตินั้นต้องยอมรับว่าแฝงนัยทางการเมืองอยู่ไม่น้อย

ต้องไม่ลืมว่าชัชชาติเป็นกลุุ่ม นักการเมืองรุ่นใหม่ที่ถูกหลายฝ่ายจับตามองมากคนหนึ่งในเวลานี้ โดยไม่เคยตกเป็นคู่ขัดแย้งกับกลุ่มสีเสื้อทางการเมืองโดยตรง อีกทั้งการทำงานในช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็มีผลงานเป็น ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะแนวคิดการสร้างรถไฟความเร็วสูง

ท่ามกลางสภาพการณ์แบบนี้ จึงเป็นไปได้ที่ชัชชาติเลือกที่จะถอนตัวเพื่อเก็บเนื้อเก็บตัวไว้สำหรับสนามเลือกตั้งในอนาคต เพื่อสะสมไมล์ทางการเมือง เพื่อให้เตรียมพร้อมสำหรับการก้าวขึ้นเป็นนายกฯ ในอนาคต

แต่สำหรับรัฐบาลแล้ว การถอนตัวของชัชชาติไม่ต่างอะไรกับการถูก ตบหน้าเข้าอย่างจัง เพราะเมื่อการ เริ่มต้นจัดทำยุทธศาสตร์ชาติไม่สวยแล้ว โอกาสที่จะไปให้ถึงฝั่งที่มาจากความยินยอมพร้อมใจของทุกฝ่ายคงเป็นไปได้ยากมากขึ้น

ต้องไม่ลืมว่าที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้เปิดพื้นที่ให้ฝ่ายตรงข้ามแสดงความ คิดเห็นได้มากนัก ด้วยเหตุนี้จึงเป็นปัจจัยให้รัฐบาลไม่ได้ตัวนักวิชาการ แถวหน้าของเมืองไทยมาร่วมงานด้วย

ยุทธศาสตร์ชาติ คือ แผนแม่บทของประเทศไทยที่ใช้บังคับกับคนไทยทั้งประเทศ จำเป็นอย่างยิ่งที่การทำยุทธศาสตร์ชาติต้องเปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมของประชาชน แต่เมื่อปัจจุบันรัฐบาลยังไม่ยอมผ่อนกฎเหล็กลงมา ก็เป็นเรื่องยากที่การทำยุทธศาสตร์ชาติจะราบรื่น และไม่อาจเรียกได้ว่ามาจากประชาชนอย่างแท้จริง

 

“ปู”ลี้ภัยการเมือง เดิมพันสำคัญ คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ตุลาคม 2560 เวลา 12:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/518162

"ปู"ลี้ภัยการเมือง เดิมพันสำคัญ คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด หลังมีกระแสข่าวว่าอดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งเดินทางหลบหนีออกนอกประเทศไปยังนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเดินทางต่อไปยังกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ กำลังทำเรื่องขอลี้ภัยทางการเมืองในประเทศอังกฤษ

หลังจากก่อนหน้านี้ไม่ปรากฏตัวมาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อรับฟังคำพิพากษาคดีปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว จนทำให้เกิดความเสียหายต่อรัฐตามที่ศาลนัด และต่อมาศาลอ่านคำพิพากษาลับหลังตัดสินว่ามีความผิดต้องจำคุก 5 ปี ไม่รอลงอาญา

ระหว่างที่กระบวนการติดตามตัวอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ กลับมาดำเนินคดีในประเทศ และกระบวนการถอนหนังสือเดินทางกำลังเดินหน้าไป​

ด้านหนึ่งการขอลี้ภัยทางการเมืองของยิ่งลักษณ์ ถูกมองว่าเป็นเพียงกระบวนการดิ้นหนีเอาตัวรอดตามปกติ หลังต้องระเห็จหลบหนีออกนอกประเทศ ไม่อาจปักหลักอยู่ที่ใดที่หนึ่งได้ ยิ่งในประเทศที่มีสนธิสัญญาความร่วมมือส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับประเทศไทย

การยื่นขอลี้ภัยทางการเมืองจึงเป็นอีกหนึ่งในทางเลือกที่ดีหากต้องการจะปักหลักอยู่นอกประเทศ ยิ่งในคดีนี้ที่ไม่มีการนับอายุความเมื่อหลบหนีแล้วจะต้องหลบหนีตลอดชีวิต รวมทั้งการอุทธรณ์คดีก็จะต้องกลับไปยื่นอุทธรณ์ด้วยตัวเองไม่สามารถดำเนินการผ่านทนายความได้

แต่สัญญาณจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ออกมาตามคำชี้แจงของ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุเพียงแต่ว่า ต้องไปดูด้วยว่าเข้าข่ายหลักเกณฑ์การขอลี้ภัยอย่างไร

“นายกฯ ไม่ได้สนใจหรือให้ความสำคัญกับเรื่องการขอลี้ภัยแต่อย่างใด เนื่องจากมีหน้าที่รับผิดชอบต่อบ้านเมืองในการรักษากฎหมายและติดตามจับกุมตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามบทบัญญัติของกฎหมายเท่านั้น โดยกระบวนการดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับทั้งกฎหมายของไทยและกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งมีหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการตามอำนาจหน้าที่อยู่แล้ว”พล.ท.สรรเสริญ กล่าว

ทั้งที่เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่สำคัญและอาจส่งผลกระทบสำคัญความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย จนอาจถูกหยิบยกนำไปเป็นประเด็นเคลื่อนไหวต่อไปในอนาคต

เนื่องจากการขอลี้ภัยทางการเมืองนั้นเป็นประเด็นทางการเมือง แต่คดีของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ที่ถูกตัดสินจำคุก 5 ปีนั้น เป็นคดีทางอาญา หากถูกเชื่อมโยงว่าเป็นเรื่องการเมืองจนได้รับการให้ลี้ภัยด้วยแล้ว นั่นอาจทำให้กระบวนการยุติธรรมของไทยถูกมองว่ามีปัญหาได้

ยิ่งหากถูกนำไปขยายผลว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองหลังการรัฐประหารด้วยแล้วย่อมทำให้ความน่าเชื่อถือของ คสช.ต้องสั่นคลอนตามไปด้วย

​ที่สำคัญอาจจะบานปลายกระทบไปถึงความพยายาม ปฏิรูป และ ปรองดอง ตลอดจนแผนการยุทธศาสตร์ชาติที่กำลังดำเนินการในเวลานี้ต่อไป

เมื่อท่าทีจาก วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ อธิบายว่า การขอลี้ภัยทางการเมืองต้องเป็นคดีการเมือง ซึ่งอย่ายึดคำว่านักการเมือง เพราะนักการเมืองฆ่าคนแล้วหนีจะลี้ภัยทางการเมืองได้หรือไม่ ต้องตอบว่าไม่ได้มันต้องเป็นคดีการเมือง เช่น กรณีการยึดอำนาจ ถ้าหนีตอนโน้นก็อาจใช่ แต่มาหนีตอนนี้ก็อีกเรื่องหนึ่ง

“ส่วนจะอ้างผลพวงรัฐประหารหรือไม่นั้นตนเองไม่ทราบไม่ขอตอบในเรื่องนี้ ต้องแล้วแต่ละประเทศว่าเขาจะรับหรือไม่ ต้องแยกให้ออกระหว่างนักการเมืองกับคดีทางการเมือง เพราะการลี้ภัยคดีทางการเมืองไม่ใช่เป็นไปโดยอัตโนมัติมีหลักเกณฑ์หลายอย่าง”​

การขอลี้ภัยครั้งนี้จึงถือเป็นเดิมพันอีกครั้งที่สำคัญของ คสช. ซึ่งอาจจะต้องรีบสื่อสารให้ข้อมูล​ทำความเข้าใจกับประเทศที่อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ขอลี้ภัยมากกว่าการนิ่งเฉยปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการตามปกติเท่านั้น

เมื่อคดีนี้แม้จะเริ่มต้นก่อนรัฐประหารแต่กระบวนการส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงหลังรัฐประหาร และอาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่หยิบยกไปใช้ในกระบวนการขอลี้ภัยได้

ประเด็นอยู่ตรงที่ในกรณีหากอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ได้รับการลี้ภัยนั่นย่อมทำให้มีฐานที่มั่นปักหลักไม่ต้องพเนจรอยู่ต่างแดนอย่างหวาดระแวงอีกต่อไป

ที่สำคัญยังอาจใช้พื้นที่ต่างแดนที่ได้รับการลี้ภัยทางการเมืองเป็นฐานเคลื่อนไหวสร้างแรงกระเพื่อมกลับมายังประเทศไทย และเพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาล คสช.ในช่วงใกล้เลือกตั้ง

รวมทั้งอาจจะเป็นชนวนให้บางฝ่ายในประเทศหยิบยกมาเป็นประเด็นเคลื่อนไหวเรียกร้องความเห็นใจ และสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเอง ซึ่งทั้งหมดไม่เป็นผลดีกับ คสช.

 

“ยิ่งลักษณ์” ติดคุก ต่อลมหายใจ “เพื่อไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ตุลาคม 2560 เวลา 08:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/517970

"ยิ่งลักษณ์" ติดคุก ต่อลมหายใจ "เพื่อไทย"

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปริศนาว่าด้วย “ยิ่งลักษณ์ Where are you?” ยิ่งลักษณ์ไปอยู่ที่ไหนเริ่มได้รับการคลี่คลายเป็นลำดับพอสมควรนับตั้งแต่ตัดสินใจหันหลังให้แผ่นดินเกิดเมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา หลังจากก่อนหน้านี้แม้แต่ฝ่ายความมั่นคงเองที่ติดตามอดีตนายกฯ แบบหายใจรดต้นคอมาตลอดยังหาคำตอบไม่ได้

จุดเปลี่ยนสำคัญที่คำตอบเริ่มปรากฏขึ้นเห็นจะเป็นการพบภาพจากกล้องวงจรปิดที่เป็นการแสดงให้เห็นถึงยานพาหนะที่พา “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” หลบหนี จนมาสืบทราบภายหลังว่างานนี้มีตำรวจนอกแถวเป็นผู้ให้การสนับสนุน

จนกระทั่งล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมายอมรับว่าพบสถานที่กบดานแล้ว คือ นครรัฐดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งอย่างที่ทราบดีว่าเป็นแหล่งพำนักพักพิงของ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรีในช่วงหลายปีมานี้

การหายตัวของยิ่งลักษณ์ แง่หนึ่งสร้างความเสียหน้าให้กับ คสช.ไม่น้อย ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการหละหลวม และยังเป็นคำถามว่าถึงที่สุดแล้วหน่วยงานของรัฐไทยจะสามารถใช้กฎหมายระหว่างประเทศส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนได้หรือไม่ แต่อีกมุมหนึ่ง คสช.ก็อาจจะได้คะแนนในทางการเมืองขึ้นมาบ้างเช่นกันจากการที่ยิ่งลักษณ์อ้างว่าตัวเองเป็นประชาธิปไตย แต่กลับหลบหนีกระบวนการยุติธรรม

อย่างไรก็ตาม เรื่องการติดตามตัวยิ่งลักษณ์มารับโทษจำคุก 5 ปี ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ต่างอะไรกับหนังชีวิตที่ต้องดูกันยาว แต่หากมองลงไปในคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ เมื่อวันที่ 27 ก.ย. จะพบว่ามีบางมุมในทางการเมืองที่น่าสนใจเช่นกัน

ก่อนอื่นเวลานี้ยังไม่มีคำพิพากษาฉบับเต็มเผยแพร่จากทางศาลฎีกาอย่างเป็นทางการ ทำให้ต้องดูจากเอกสารข่าวของศาลฎีกาที่เป็นการสรุปคำพิพากษาของศาลฎีกาเมื่อวันที่ 27 ก.ย.เป็นหลัก

ในเอกสารสามารถสรุปเป็นประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยเป็น 3 ประเด็น

1.ศาลฎีกาฯ พิพากษาว่านโยบายจำนำข้าวแม้จะเป็นนโยบายของรัฐบาลที่แถลงไว้ต่อรัฐสภาแต่อยู่ในขอบอำนาจที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบได้

2.รัฐบาลได้วางกรอบการทำงานในการป้องกันการทุจริตของนโยบายรับจำนำข้าวเอาไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว และในระหว่างการดำเนินนโยบายดังกล่าวได้เข้าไปดำเนินการตรวจสอบ ในประเด็นนี้จึงยังรับฟังไม่ได้ว่ายิ่งลักษณ์ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

3.ยิ่งลักษณ์รับทราบถึงปัญหาและความเสียหายในการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร และถึงแม้กระทรวงพาณิชย์จะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบแต่ทำการตรวจสอบไม่ตรงกับประเด็นที่มีการอภิปราย ตามพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่ายิ่งลักษณ์รับทราบถึงความเสียหายแต่ไม่ได้มีการระงับยับยั้ง การกระทำของยิ่งลักษณ์จึงเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

เรียกได้ว่า หมัดน็อกยิ่งลักษณ์ อยู่ที่โครงการจีทูจี ซึ่งเป็นคดีที่ศาลฎีกาฯ เพิ่งพิพากษาจำคุก “บุญทรง เตริยาภิรมย์” อดีต รมว.พาณิชย์ เป็นเวลาร่วม 4 ทศวรรษนั่นเอง หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายกว่านั้นคือ นโยบายรับจำนำข้าวไม่ผิด แต่ผิดตรงที่มีการทำจีทูจีทุจริตนั่นเอง

ในภาพใหญ่ที่ออกมาเช่นนี้ ในมุมของพรรคเพื่อไทยย่อมใจชื้นอยู่บ้าง เพราะหลายปีมานี้โดนกล่าวหามาตลอดว่าการรับจำนำข้าวเป็นนโยบายที่ล้มเหลวลงอย่างสิ้นเชิง

พอคำพิพากษาออกมาเช่นนี้ แม้จะมีการเอ่ยว่า มีความเสียหายก็จริง แต่นั่นเป็นความเสียหายในทางปฏิบัติไม่เกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลโดยตรง ย่อมช่วยให้พรรคเพื่อไทยหายใจได้โล่งมากขึ้นท่ามกลางภาวะที่พรรคการเมืองกำลังอยู่ในช่วงขาลงเช่นนี้

จากคำพิพากษาที่ปรากฏออกมาสู่สาธารณะนั้น เป็นทั้งวิกฤตและโอกาสของพรรคเพื่อไทยไปในคราวเดียวกัน

มุมวิกฤตคงจะเป็นในมิติของครอบครัวชินวัตรที่มีอดีตนายกฯ ถึงสองคนที่ถูกศาลพิพากษาให้จำคุก จนเริ่มเป็นที่อกสั่นขวัญแขวนของบรรดาสมาชิกพรรคเพื่อไทยว่าคนตระกูลชินวัตรจะทิ้งพรรคเพื่อไทยไว้กลางทางและเผชิญหน้ากับ คสช.โดยลำพังหรือไม่

ส่วนในมุมที่เป็นโอกาสนั้น แน่นอนว่าจะเป็นจังหวะสำคัญที่พรรคเพื่อไทยจะได้ปฏิรูปโครงสร้างของพรรคเพื่อสลัดจากเงาของทักษิณให้มากที่สุดและลดแรงเสียดทานจากภายนอก

ยิ่งไปกว่านั้น พรรคเพื่อไทยจะได้มีที่ยืนในสนามเลือกตั้งมากขึ้นด้วย

กล่าวคือ พรรคฝ่ายตรงข้ามก็อาศัยผลของคดียิ่งลักษณ์มาโจมตีพรรคเพื่อไทยระหว่างการหาเสียงได้สะดวกมากนัก เนื่องจากศาลฎีกาฯ เองไม่ได้ให้ความเห็นลงไปแน่ชัดว่า ตัวนโยบายจำนำข้าวมีความผิดหรือไม่ เพราะอย่างที่ปรากฏออกมา คำพิพากษาของศาลเน้นไปในทางปัญหาทางปฏิบัติเป็นสำคัญ

ด้วยเหตุนี้ในการเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคเพื่อไทยน่าจะมีแรงฮึดเพื่อกลับมาเป็นผู้ชนะได้มากขึ้น เว้นเสียแต่จะมีอุบัติทางการเมืองบางอย่างที่ทำให้พรรคเพื่อไทยต้องติดหล่มอีกรอบ หรือการเลือกตั้งถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด

 

รีเซตศาลรัฐธรรมนูญหมิ่นประมาทติดคุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2560 เวลา 12:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/517708

รีเซตศาลรัฐธรรมนูญหมิ่นประมาทติดคุก

เมื่อวันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ในวาระที่ 1 ตามที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เสนอ ก่อนมีมติเอกฉันท์ 198 คะแนน รับหลักการ พร้อมตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ จำนวน 22 คน พร้อมกำหนดเวลาการทำงานให้แล้วเสร็จภายใน 50 วัน ก่อนส่งกลับมาให้ที่ประชุม สนช.ลงมติต่อไป

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ชี้แจงว่า ร่างกฎหมายนี้ได้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะให้มีกลไกการทำงานเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกัน กรธ.ยังได้กำหนดการคงอยู่ของศาลให้เป็นมาตรฐานเดียวกับทุกองค์กร คือ ให้ดำรงต่อไปได้เฉพาะบุคคลที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น

“จะมีเพียงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือ กสม.เท่านั้น ที่ กรธ.บัญญัติให้แตกต่างออกไป ด้วยการให้พ้นจากตำแหน่งทั้งหมด เพื่อมีกระบวนการสรรหาให้สอดคล้องกับนานาชาติ หากในชั้น กมธ.ของ สนช.จะมีการแก้ไขหรือความเห็นอย่างไร ก็ถือเป็นอำนาจหน้าที่ของ สนช.”

สำหรับสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว กำหนดให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 9 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์แต่งตั้งจากบุคคล ต่อไปนี้ 1.ผู้พิพากษาในศาลฎีกาที่ดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกามาแล้ว ไม่น้อยกว่า 3 ปี ซึ่งได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจำนวน 3 คน

2.ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าตุลาการศาลปกครองสูงสุดมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี ซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดจำนวน 2 คน 3.ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ซึ่งได้รับการสรรหาจากผู้ดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี และยังมีผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์ จำนวน 1 คน

4.ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ซึ่งได้รับการสรรหาจากผู้ดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี และยังมีผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์ จำนวน 1 คน และ 5.ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับการสรรหาจากผู้รับหรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่า หรือตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองอัยการสูงสุดมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี จำนวน 2 คน

ขณะเดียวกัน มาตรา 38 กำหนดให้ศาลมีอำนาจรักษาความสงบเรียบร้อยของการพิจารณาคดี หรือในกรณีมีความจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ศาลอาจมีคำสั่งให้บุคคลใดหรือกลุ่มบุคคลใด กระทำการหรืองดเว้นกระทำการ เพื่อให้การพิจารณาคดี ดำเนินไปโดยสงบเรียบร้อยและรวดเร็วและการวิจารณ์คำวินิจฉัยคดีที่กระทำโดยสุจริต ไม่ใช้ถ้อยคำหรือมีความหมายหยาบคาย เสียดสี อาฆาตมาดร้าย ถือว่าไม่มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล

ส่วนมาตรา 39 บัญญัติว่า ผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งหรือระเบียบตามมาตรา 38 ให้ถือเป็นการละเมิดอำนาจศาล และให้ศาลมีอำนาจดังต่อไปนี้ 1.ตักเตือน 2.ไล่ออกจากบริเวณศาล 3.ลงโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ส่วนการดำรงตำแหน่งของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบัน ในบทเฉพาะกาล มาตรา 76 กำหนดให้ประธานและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ และมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ยังคงอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะครบวาระตามที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ

หรือพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 18 ให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปในวันก่อนที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 24/2560 เรื่องให้งดเว้นการคัดเลือกหรือสรรหาบุคคลให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามคำสั่ง คสช.ที่ 23/2560 ลงวันที่ 20 เม.ย. 2560 บรรดาที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่แต่งตั้งขึ้นมาใหม่จะเข้ามารับหน้าที่

มาตรา 77 ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ประกาศใช้บังคับ ให้องค์กรอิสระ แต่งตั้งและส่งชื่อผู้แทนให้สำนักเลขาธิการวุฒิสภา เพื่อประกอบเป็นคณะกรรมการสรรหาตามมาตรา 11 และเมื่อพ้นระยะเวลาตามวรรคหนึ่งแล้ว หากองค์กรอิสระใดยังไม่อาจแต่งตั้งผู้แทนได้หรือในกรณีที่ไม่มีผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรให้คณะกรรมการสรรหาปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้

อย่างไรก็ดี กรณีที่คณะกรรมการสรรหามีคำวินิจฉัยว่าประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพ้นจากตำแหน่งตั้งแต่วันถัดจากที่คณะกรรมการสรรหามีคำวินิจฉัย และเพื่อประโยชน์ในการรับบำเหน็จตอบแทนตามมาตรา 26 ให้ถือว่าการพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุลาออก และคำวินิจฉัยดังกล่าวให้ถือเป็นที่สิ้นสุด

มาตรา 81 การดำเนินการไต่สวน หรือการดำเนินการอื่นใดตามหน้าที่และอำนาจของศาล ซึ่งดำเนินการก่อนวันที่ พ.ร.บ.ฉบับนี้ประกาศใช้บังคับ ให้ถือว่าการนั้นเป็นการดำเนินการตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ส่วนการดำเนินการต่อไปให้เป็นไปตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ และในกรณีที่มีปัญหาว่าการดำเนินการเรื่องใดที่ยังค้างพิจารณาอยู่และมิได้บัญญัติวิธีดำเนินการไว้ใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ให้ดำเนินการนั้นต่อไปตามมติของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

 

อวสาน ‘ยิ่งลักษณ์’ หนีแล้วต้องหนีทั้งชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กันยายน 2560 เวลา 10:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/517423

อวสาน ‘ยิ่งลักษณ์’ หนีแล้วต้องหนีทั้งชีวิต

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

บทสรุปของคดีจำนำข้าวออกมาเป็นทางการแล้ว ภายหลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาจำคุก “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นเวลา 5 ปี โดยไม่รอลงอาญา

เวลานี้คำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ฉบับเต็มยังไม่ได้มีการเปิดเผย แต่เมื่อดูจากเอกสารข่าวของศาลฎีกาฯ แล้วจะเห็นได้ว่ามีประเด็นที่น่าสนใจอยู่ ไม่น้อยเหมือนกัน

ทั้งนี้ ในเอกสารดังกล่าวที่เป็นการสรุปคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ปรากฏว่ามี 3 ประเด็นที่ศาลฎีกาฯ ได้ลงมติวินิจฉัย

1.อำนาจในการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เดิมทียิ่งลักษณ์ต่อสู้ในชั้นศาลฎีกาฯ ว่าเนื่องจากการรับจำนำข้าวเป็นนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา ดังนั้น องค์กรอิสระจึงไม่สามารถเข้ามาตรวจสอบได้

แต่ข้อต่อสู้ดังกล่าวของยิ่งลักษณ์ก็ถูกตีตกด้วยความเห็นของศาลฎีกาฯ อย่างสิ้นเชิง กล่าวคือ ในเมื่อคดีจำนำข้าวเป็นการกล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ จึงอยู่ในอำนาจของ ป.ป.ช.ที่สามารถเข้าไปตรวจสอบและเสนอคดีต่อศาลได้

2.ความเสียหายในการดำเนินนโยบายจำนำข้าว ประเด็นนี้ศาลฎีกาฯ วินิจฉัยอย่างมีนัยสำคัญว่าตลอดการดำเนินนโยบายมีข้อเท็จจริงที่ปรากฏออกมาว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นหลายประการ เช่น การสวมสิทธิการรับจำนำ การนำข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านมาสวมสิทธิ ข้าวสูญหาย การออกใบประทวนอันเป็นเท็จ การใช้เอกสารปลอม การโกงความชื้นและน้ำหนักเพื่อกดราคารับซื้อจากชาวนา ข้าวสูญหายจากโกดัง แต่เป็นความ เสียหายที่เกิดจากฝ่ายปฏิบัติ

ประกอบกับยิ่งลักษณ์ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเพื่อป้องกันความเสียหายตั้งแต่ตอนเริ่มโครงการ อีกทั้งเมื่อพบความเสียหายดังกล่าวในขณะดำเนินโครงการก็ได้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเป็นระยะๆ เพราะฉะนั้นความเสียหายในส่วนนี้ยังฟังไม่ได้ว่า ยิ่งลักษณ์ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เกิดความเสียหาย หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ

3.การทุจริตในโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) แม้จะเป็นคดีที่ศาลฎีกาฯ ได้พิพากษาและลงโทษ “บุญทรง เตริยาภิรมย์” อดีตร มว.พาณิชย์ ไปก่อนหน้านี้แล้ว แต่ก็เป็นประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาฯ ได้นำมาเชื่อมโยงเพื่อวินิจฉัยความผิดของยิ่งลักษณ์

ในประเด็นนี้นับว่าเป็นจุดสำคัญที่ทำให้ยิ่งลักษณ์ต้องสิ้นอิสรภาพ โดยศาลฎีกาฯ มองว่าที่ผ่านมายิ่งลักษณ์ได้รับทราบถึงความเสียหายของโครงการที่เกิดขึ้นแล้วผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาผู้แทนราษฎร และได้ปรับคณะรัฐมนตรีด้วยการเอาบุญทรงออกจากตำแหน่ง รมว.พาณิชย์

จากพฤติการณ์ทำให้ศาลฎีกาฯ เชื่อว่ายิ่งลักษณ์ได้รับทราบถึงความเสียหายแล้ว และเมื่อได้รับทราบแต่กลับไม่ดำเนินการระงับยับยั้งความ เสียหาย จึงสรุปได้ว่ายิ่งลักษณ์ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 (เดิม) และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ลงโทษจำคุก 5 ปี

อย่างไรก็ตาม ในทางกฎหมายต้องถือว่าคดีนี้ยังไม่จบเสียทีเดียว เนื่องจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เปิดโอกาสให้จำเลย ซึ่งในที่นี้คือยิ่งลักษณ์ สามารถใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาฯ ได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาโดย ไม่ต้องมีหลักฐานใหม่แต่อย่างใด

แต่กระนั้นในสถานการณ์เช่นนี้ ต้องยอมรับว่าการใช้สิทธิอุทธรณ์ของยิ่งลักษณ์เป็นไปได้ยากลำบาก ภายหลัง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 28 ก.ย.

เท่ากับว่าการใช้สิทธิอุทธรณ์ของยิ่งลักษณ์ต้องตกอยู่ภายใต้มาตรา 61 ของกฎหมายดังกล่าว

“ในกรณีที่จําเลยซึ่งไม่ได้ถูกคุมขังเป็นผู้อุทธรณ์ จําเลยจะยื่นอุทธรณ์ได้ต่อเมื่อแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์ มิฉะนั้นให้ศาลมีคําสั่งไม่รับอุทธรณ์” บทบัญญัติมาตรา 61

จากบทบัญญัติของมาตรา 61 แปลไทยเป็นไทยจะได้ความว่า หาก ยิ่งลักษณ์จะใช้สิทธิอุทธรณ์ก็ต้องกลับประเทศไทย เพื่อแสดงตนต่อ เจ้าพนักงาน มิเช่นนั้นแล้วศาลจะไม่รับอุทธรณ์

เหนืออื่นใด คดีของยิ่งลักษณ์กลายเป็นคดีที่ไร้อายุความไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ เดิมทีจะมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา แต่เมื่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 ประกาศใช้ ประกอบกับบทบัญญัติใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฉบับปัจจุบัน และยิ่งลักษณ์ได้หลบหนี ทำให้คดีนี้ไม่มีอายุความไปโดยปริยาย

ต่อให้เวลาผ่านไปมากกว่า 10 ปี ยิ่งลักษณ์จะไม่สามารถกลับประเทศไทยได้ เว้นแต่ในอนาคตจะมีการแก้ไขกฎหมายเป็นอย่างอื่น

ด้วยเงื่อนไขทางกฎหมายเช่นนี้ เท่ากับว่าถ้ายิ่งลักษณ์จะฮึดสู้อีกครั้งและขอใช้สิทธิอุทธรณ์ ก็ต้องกลับมาเมืองไทย เพียงแต่จะต้องแลกกับอิสรภาพที่ต้องเสียไป

จึงเป็นคำถามว่าจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น “ยิ่งลักษณ์” พร้อมที่จะเดินหน้าแลกหรือไม่ หรือจะหนีแบบนี้ไปตลอดชีวิต ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของอดีตนายกฯ หญิงคนแรกเพียงคนเดียวเท่านั้น n

 

กม.จัดการนักการเมือง ปิดทาง ‘ยิ่งลักษณ์’ กลับไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กันยายน 2560 เวลา 07:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/517492

กม.จัดการนักการเมือง ปิดทาง 'ยิ่งลักษณ์' กลับไทย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมือง จะมีผลใช้บังคับในวันที่ 29 ก.ย. 2560 ซึ่งจะทำให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาจำคุก 5 ปี ในคดีละเว้นปล่อยให้มีการทุจริตในการระบายข้าวแบบจีทูจี ต้องมายื่นคำร้องอุทธรณ์ด้วยตัวเอง และการหลบหนีไปก็ไม่มีอายุความต้องหนีตลอดชีวิต

ทั้งนี้ เนื้อหาของ พ.ร.บ.ดังกล่าวมีสาระสำคัญดังนี้ มาตรา 17 เมื่อศาลประทับรับฟ้อง ให้ผู้ถูกกล่าวหาซึ่ง ดำรงตำแหน่งตามมาตรา 10 (1) กรรมการ ป.ป.ช. หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำพิพากษา เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ใดพ้นจากตำแหน่ง หรือคำพิพากษานั้นมีผลให้ผู้ใดพ้นจากตำแหน่ง ไม่ว่าจะมีการอุทธรณ์ตามหมวด 6 อุทธรณ์หรือไม่ ให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งตั้งแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หรือวันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่

มาตรา 25 ในการดำเนินคดีอาญาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้เมื่อได้ยื่นฟ้องคดี ต่อศาลแล้ว ให้อายุความสะดุดหยุดลงในกรณีผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีไปในระหว่างถูกดำเนินคดีหรือระหว่างการพิจารณาคดีของศาล มิให้นับระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความในกรณีมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลย ถ้าจำเลยหลบหนีไปในระหว่างต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ มิให้นำบทบัญญัติมาตรา 98 แห่งประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับ

มาตรา 27 ในการยื่นฟ้องคดีต่อศาล ให้อัยการสูงสุดหรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. แจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหามาศาลในวันฟ้องคดี ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่มาศาลและอัยการสูงสุดหรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีหลักฐานแสดงต่อศาลว่าได้เคยมีการออกหมายจับผู้ถูกกล่าวหาแล้วแต่ยังไม่ได้ตัวมา หรือเหตุที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่มาศาลเกิดจากการประวิงคดี หรือไม่มาศาลตามนัดโดยไม่มีเหตุแก้ตัวอันควร ให้ศาลประทับรับฟ้องไว้พิจารณาได้ แม้จะไม่ปรากฏผู้ถูกกล่าวหาต่อหน้าศาล

มาตรา 28 ในกรณีที่ศาลประทับรับฟ้องไว้ตามมาตรา 27 และศาลได้ส่งหมายเรียก และสำเนาฟ้องให้จำเลยทราบโดยชอบแล้วแต่จำเลยไม่มาศาล ให้ศาลออกหมายจับจำเลยและให้ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการติดตามหรือจับกุมจำเลยรายงานผลการติดตามจับกุมเป็นระยะตามที่ศาลกำหนด ในกรณีที่ได้ออกหมายจับจำเลยและได้มีการดำเนินการตามวรรคหนึ่งแล้ว แต่ไม่สามารถจับจำเลยได้ ภายในสามเดือนนับแต่ออกหมายจับ ให้ศาลมีอำนาจพิจารณาคดีได้โดยไม่ต้องกระทำต่อหน้าจำเลย แต่ไม่ตัดสิทธิจำเลยที่จะตั้งทนายความมาดำเนินการแทนตนได้

มาตรา 31 การพิจารณาและไต่สวนพยานหลักฐานให้กระทำโดยเปิดเผย เว้นแต่มีความจำเป็นเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะสำคัญ ให้ศาลมี คำสั่งให้พิจารณาเป็นการลับได้

เมื่อศาลเห็นเป็นการสมควร เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปโดยไม่ชักช้า ศาลมีอำนาจไต่สวนพยานหลักฐานลับหลังจำเลยได้ ในกรณีดังต่อไปนี้ (1) จำเลยไม่อาจมาฟังการไต่สวนพยานหลักฐานได้เนื่องจากความเจ็บป่วยหรือมีเหตุจำเป็นอื่นอันมิอาจก้าวล่วงได้ เมื่อจำเลยมีทนายและจำเลยได้รับอนุญาตจากศาลที่จะไม่มาฟังการพิจารณาและสืบพยาน

(2) จำเลยเป็นนิติบุคคลและศาลได้ออกหมายจับผู้จัดการหรือผู้แทนของนิติบุคคลนั้นแล้วแต่ยังจับตัวมาไม่ได้ (3) จำเลยอยู่ในอำนาจศาลแล้วแต่ได้หลบหนีไปและศาลได้ออกหมายจับแล้วแต่ยังจับตัวมาไม่ได้ (4) ในระหว่างพิจารณาหรือไต่สวน ศาลมีคำสั่งให้จำเลยออกจากห้องพิจารณาเพราะเหตุขัดขวางการพิจารณา หรือจำเลยออกไปจากห้องพิจารณาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล

(5) จำเลยทราบวันนัดแล้วไม่มาศาลโดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือศาลเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นต้องไต่สวนพยานหลักฐานใดในนัดนั้นโดยไม่เลื่อนคดีกรณีตาม (6) ในกรณีที่ต้องมีการส่งหนังสือ คำสั่ง หรือหมายอาญาของศาลให้ส่งไปยังทนายความของจำเลยแทน

มาตรา 32 ในการดำเนินคดีอาญาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยซึ่งหลบหนีไปในระหว่างได้รับการปล่อยชั่วคราวต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือ ปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถ้าเป็นการหลบหนีไปในระหว่างการพิจารณาคดี ศาลอาจมีคำสั่งให้ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการติดตามหรือจับกุมจำเลยรายงานผลภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควร

ความผิดตามวรรคหนึ่งไม่ระงับไปเพราะเหตุที่คดีของผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยนั้นมีการสั่งไม่ฟ้องยกฟ้อง จำหน่ายคดี หรือถอนฟ้อง

มาตรา 61 ในกรณีที่จำเลยซึ่ง ไม่ได้ถูกคุมขังเป็นผู้อุทธรณ์ จำเลยจะยื่นอุทธรณ์ได้ต่อเมื่อแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์ มิฉะนั้นให้ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์

 

‘ธนะศักดิ์-พงศ์พร’ ไพ่ใบสุดท้ายล้างเงินทอนวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กันยายน 2560 เวลา 08:48 …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/politic/517231

‘ธนะศักดิ์-พงศ์พร’ ไพ่ใบสุดท้ายล้างเงินทอนวัด

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

งงกันเป็นทั้งประเทศ เมื่อคณะรัฐมนตรี โดย “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีมติคืนเก้าอี้ผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนา (พศ.) กลับให้แก่ “พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์” ที่ก่อนหน้านี้ถูกเด้งฟ้าผ่าไปนั่งตบยุงในตำแหน่งผู้ตรวจราชการประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

เท่านั้นยังไม่พอ ยังได้ถอด “ออมสิน ชีวะพฤกษ์” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พ้นการกำกับดูแล พศ. โดยให้ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี มาคุมแทน

การปรับเปลี่ยนโดยไม่มีปี่มีขลุ่ยมาก่อนในครั้งนี้ ประเมินกันว่า เนื่องจาก “บิ๊กตู่” ต้องการความเด็ดขาดในการขุดคุ้ยเรื่องเงินทอนวัด โดยใช้ภาพความเป็นทหารมาจัดการ เนื่องจากยิ่งขุด ยิ่งเจอตอ หากไม่เร่งดำเนินการรัฐบาลบิ๊กตู่อาจเสียรังวัดได้

ทั้งนี้ หลังมีการเด้ง “พ.ต.ท.พงศ์พร” ปรากฏว่า มีกระแสพุ่งเป้าโจมตีต่อ “บิ๊กตู่” ทำนอง ไม่กล้าแตะคดีการทุจริตเงินทอนวัด ที่ได้สร้างความเสียหายนับหลายร้อยล้านบาท และคดีนี้ไม่ใช่คดีทุจริตธรรมดาเพราะเกี่ยวโยงกับอดีตข้าราชการระดับอดีตผู้อำนวยการ พศ. และพระชั้นผู้ใหญ่ระดับ พระมหาเถรสมาคม ร่วมมือกันเป็นขบวนการ

ล่าสุด มีระดับบิ๊กที่เข้าไปเกี่ยวข้องคดีเงินทอนวัด อาทิ อดีตผู้อำนวยการ พศ. 2 ราย คือ พนม ศรศิลป์ และนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ และยังโยงใยไปถึงพระชั้นผู้ใหญ่ 4 ราย ประกอบด้วย พระครูกิตติพัชรคุณ เจ้าอาวาสวัดลาดแค จ.เพชรบูรณ์ และเจ้าคณะอำเภอชนแดน พระราชรัตนมุนี เลขานุการสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการามวรวิหาร กทม. พระเทพเสนาบดี เจ้าอาวาสวัดกวิศรารามราชวรวิหาร จ.ลพบุรี และเจ้าคณะจังหวัดลพบุรี พระครูวิสุทธิวัฒนกิจ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชสิทธารามราชวรวิหาร ฯลฯ

เป็นที่ทราบกันดีว่าฤทธิ์เดชการเมืองสงฆ์ไม่ใช่ย่อย ทั้งอำนาจ บารมี คอนเนกชั่น และผลประโยชน์จำนวนมหาศาลโยงใยเป็นใยแมงมุมทั่วทุกวัดในประเทศ แถมมีผู้มีอิทธิพลในคราบนักธุรกิจ ข้าราชการ หรือคนมีสีเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย การเมืองเรื่องร้อนๆ แบบนี้ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี ที่ทำหน้าที่กำกับดูแล พศ.มาตั้งแต่ต้นรู้ข้อมูลเรื่องเหล่านี้เป็นอย่างดี พอเจอเรื่องวุ่นวายแบบนี้ก็ยังออกอาการถอดใจ เพราะไม่อยากเข้าไปยุ่งวุ่นวาย

งานนี้จึงได้ส่ง “ออมสิน” เข้าไปลุยแทน แต่ด้วยภาพลักษณ์และบารมีของ “ออมสิน” ยังอ่อน ไม่แข็งกร้าวพอจะไปงัดข้อกับการเมืองสงฆ์ และไม่กล้าพอจะไปกำราบบรรดาพระ ชั้นผู้ใหญ่ที่มีอิทธิพลสูง หรือมีเอี่ยวกับคดีเงินทอนวัดได้ จึงได้แต่ปล่อยมือให้ “พ.ต.ท.พงศ์พร” ลุยแทน

ด้วยฝีไม้ลายมือมีผลงานการันตี เพราะทำคดีสำคัญๆ ฉาวโฉ่หลายเรื่อง อาทิ สอบคดีรถยนต์หรูของพระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือหลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม หรือแม้แต่คดีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ก็ยังมีตำหนิคดีครอบครองรถหรูผิดกฎหมายที่มี “พ.ต.ท.พงศ์พร” เป็นมือสอบสวนแบบไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม

แม้แต่คดีตามล่าตัวพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดธรรมกาย “พ.ต.ท.พงศ์พร” ก็ลุยค้นวัดมาแล้ว จึงการันตีผลงาน “พ.ต.ท.พงศ์พร” ยิ่งด้วยบุคลิกโผงผางตรงไปตรงมา กล้าท้า กล้าชนพระชั้นผู้ใหญ่ทุกระดับ จึงกลายเป็นรอยแผลบาดหมางชนิดคู่กัดระหว่าง “พ.ต.ท.พงศ์พร” กับ “มหาเถรสมาคม” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เป็นธรรมดาทุกคดีที่เกี่ยวกับพระชั้นผู้ใหญ่ ย่อมต้องเจอตอ จึงมีสองทางเลือกให้เดิน คือ จะชน หรือถอย นั้นเป็นปมเหตุสำคัญที่ทำให้ “พ.ต.ท.พงศ์พร” ขอถอนตัวออกจากตำแหน่ง ผู้อำนวยการ พศ. เพราะประเมินทิศทางลมแล้วทั้ง “วิษณุ” และ “ออมสิน” ไม่กล้าลุยแบบสุดซอย

เรื่องนี้จึงร้อนไปถึง “บิ๊กตู่” ต้องออกโรงมาแก้ปัญหาเอง จึงออกคำสั่งเด้ง “พ.ต.ท.พงศ์พร” ออกมาชั่วคราวก่อน ดั่งคำพูด “บิ๊กตู่” พูดไว้เมื่อวันที่ 26 ก.ย.ที่ผ่านมา ว่า

“ช่วงที่ผ่านมาจำเป็นต้องเอา พ.ต.ท.พงศ์พร ออกมาชั่วคราว เพื่อมาคุยกัน มาจัดระบบกัน ว่าจะทำเรื่องพระพุทธศาสนาอย่างไร มาวางแผนแม่บทกัน เสร็จแล้วจึงให้กลับไปทำหน้าที่เดิม ไม่ได้มีความผิดอะไรทั้งสิ้น อย่ามาหาว่ารัฐบาลโลเลกลับไปกลับมา ไม่ใช่อย่างนั้น เพียงแต่ในช่วงนั้นมีปัญหาอยู่ก็เอาออกมาเสียก่อน เพื่อทำให้เกิดความสงบก่อน” นายกรัฐมนตรี ระบุ

อย่างไรก็ตาม เมื่อ “ออมสิน” เดินหน้าเรื่องเงินทอนไม่สุด “บิ๊กตู่” จึงเลือก “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.ธนะศักดิ์ มาคุมสงฆ์แบบเบ็ดเสร็จ พร้อมเปิดโอกาสให้ “พ.ต.ท.พงศ์พร” กลับมามีโอกาสแก้ตัวอีกครั้ง

งานนี้ “บิ๊กเจี๊ยบ” มีเครื่องไม้เครื่องมือทางฝ่ายความมั่นคง “พ.ต.ท.พงศ์พร” ฝ่ายบู๊ สู้ไม่ถอย ปะฉะดะกำราบคดีเงินทอนวัดได้แบบสุดซอยเจอตอเป็นชน

รอบนี้ถือเป็นไพ่ใบสุดท้ายของ บิ๊กตู่ในการจัดระเบียบการเมืองสงฆ์และลุยจัดการปัญหาการทุจริตเงินทอนวัด คงต้องติดตามกันดูว่าศึกสงฆ์ รอบนี้ ทหาร หรือ พระ ใครจะโดนน็อกกันแน่! n