เซตซีโร่กกต. องค์กรอิสระสะเทือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มิถุนายน 2560 เวลา 09:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/497910

เซตซีโร่กกต. องค์กรอิสระสะเทือน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ณ จุดนี้ไม่มีข่าวการเมืองไหนน่าสนใจเท่ากับข่าวความเคลื่อนไหวของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในความพยายามล้มคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยในวันที่ 9 มิ.ย. จะเป็นวันชี้ชะตาอนาคตของ กกต.ทั้ง 5 คน เนื่องจากเป็นวันที่ สนช.เตรียมลงมติให้ความเห็นชอบกับร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.

พลิกดูร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. ในวันที่ 9 มิ.ย. พบว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ที่มี “ตวง อันทะไชย” สมาชิก สนช.เป็นประธาน กำหนดอนาคตของ กกต.ทั้ง 5 คนเอาไว้ค่อนข้างชัดเจนในมาตรา 70

“ให้ประธาน กกต.และกรรมการ กกต.ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ พ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ แต่ให้ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าประธาน กกต.และกรรมการ กกต.ที่แต่งตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่

ให้ประธาน กกต.และกรรมการ กกต.ที่ปฏิบัติอยู่ต่อไปมีสิทธิได้รับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และประโยชน์ตอบแทนอื่นตามที่ได้รับอยู่ก่อนวันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับและให้มีสิทธิได้รับบำเหน็จตอบแทน โดยให้ถือว่าเป็นการพ้นจากตำแหน่งเพราะลาออก”

เนื้อหาในมาตรา 70 ดังกล่าวนั้น มีความแตกต่างจากบทบัญญัติเดิมที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เสนอเข้ามายัง สนช.ตั้งแต่แรกอย่างสิ้นเชิง

เวลานั้น กรธ.ไม่ได้ต้องการเซตซีโร่ กกต.แบบที่ สนช.ดำเนินการ โดย กรธ.ต้องการเพียงแค่ให้มีคณะกรรมการสรรหาหนึ่งคณะเข้ามาดำเนินการชี้ขาด ว่าจะมี กกต.มีคุณสมบัติไม่ตรงกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 บ้าง

แต่เมื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ตบโต๊ะลงมาเช่นนี้ ก็คงพอจะเห็นอนาคตของ 5 เสือ กกต.ได้พอสมควรว่าจะต้องอำลาตำแหน่งไปก่อนเวลาอันสมควร เพราะถึงอย่างไรคงเป็นไปได้ยากที่ที่ประชุม สนช.จะลงมติหักกับคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เพื่อให้ กกต.กลับไปดำรงตำแหน่งได้ครบวาระเดิม

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นกับ กกต.กำลังสร้างความสั่นสะเทือนให้กับสถานะขององค์กรอิสระอื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญ

กล่าวคือ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ได้กำหนดคุณสมบัติของบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระรวมไปถึงศาลรัฐธรรมนูญไว้ค่อนข้างสูง ทำให้บุคคลที่นั่งอยู่ในตำแหน่งปัจจุบัน ถึงแม้จะเข้ามาทำหน้าที่อย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญฉบับเก่า แต่ก็มีคุณสมบัติที่ไม่ครบตามที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนด

เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำให้คณะ กรธ.มองว่าควรต้องมีกลไกบางอย่างเพื่อเข้ามาทำหน้าที่ชี้ขาดคุณสมบัติของบุคคลที่ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน จึงเป็นที่มาของการให้มีคณะกรรมการสรรหาเพื่อเป็นผู้ทำหน้าที่ตัดสินอย่างเป็นธรรม โดยให้กำหนดไว้ในกฎหมายลูกของแต่ละองค์กร

เรียกได้ว่าทุกองค์กรต้องใช้มาตรฐานเดียวกัน

ทว่ามาตรฐานนี้กำลังถูกสั่นคลอนอย่างหนัก ภายหลัง “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ. ส่งสัญญาณออกมาในทำนองว่ามาตรฐานที่เกิดขี้นกับ กกต.อาจจะไม่เป็นบรรทัดฐานสำหรับองค์กรอิสระอื่นๆ

“บางองค์กรอาจเซตซีโร่ บางองค์กรอาจไม่เซตซีโร่ ขึ้นอยู่กับเหตุผล เช่น ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ได้มีปัญหาอะไร อำนาจหน้าที่เหมือนเดิม ก็อาจจะไม่มีเหตุ หรือ กสม.(คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ) อาจจะมีเหตุเพราะที่มามีปัญหาอยู่ อาจต้องดูว่าต้องทำอย่างไร” สัญญาณจากประธาน กรธ. เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.

ถ้ามองจากท่าทีของมีชัยแล้วสามารถวิเคราะห์ได้ระดับหนึ่งว่า กกต.อาจเป็นองค์กรเดียวที่โดนเซตซีโร่ ส่วนองค์กรอิสระอื่นๆ รวมทั้งศาลรัฐธรรมนูญอาจจะรอด โดยไม่ต้องตกที่นั่งลำบากเหมือน กกต. ทั้งที่องค์กรอิสระอื่นๆ ก็มีบุคคลที่อาจเข้าข่ายมีคุณสมบัติไม่ครบตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ไม่ต่างกับ กกต.เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การสร้างที่แตกต่างกันเช่นนี้กำลังเป็นแรงสั่นสะเทือนถึงสถานะขององค์กรอิสระในระยะยาว หาก สนช.และ กรธ.ไม่ได้เอามาตรฐานของ กกต.มาใช้กับองค์กรอิสระอื่นๆ

ต้องไม่ลืมว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ให้อำนาจกับองค์กรอิสระ หรือแม้แต่ศาลรัฐธรรมนูญค่อนข้างมาก

โดยเฉพาะการให้องค์กรอิสระทำงานประสานเชื่อมโยงเพื่อตรวจสอบการใช้งบประมาณของรัฐบาล เพื่ออยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลัง รวมไปถึงการให้เป็นเจ้าภาพในการทำมาตรฐานจริยธรรม ซึ่งจะเป็นมาตรฐานจริยธรรมที่บังคับใช้ไปถึงผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วย

ด้วยอำนาจและหน้าที่ที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยความชอบธรรมของแต่ละองค์กรค่อนข้างสูง เพราะนอกจากจะเป็นผู้ควบคุมแล้วองค์กรอิสระในยุค 4.0 ยังต้องเป็นคนออกกติกาด้วย หากผู้กำกับกติกาที่สวมหมวกในฐานะผู้ตรวจสอบอีกใบมีปัญหาเรื่องความชอบธรรมแล้ว อาจมีผลต่อการสร้างการยอมรับในอนาคต

ย้อนกลับไปเมื่อก่อนการรัฐประหารปี 2549 ไทยเคยเกิดวิกฤตองค์กรอิสระมาแล้วครั้งหนึ่ง โดยครั้งนั้นมีต้นเหตุมาจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง กว่าวิกฤตครั้งนั้นจะผ่านพ้นไปก็ต้องแลกมาด้วยการฉีกรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540

ดังนั้น การแก้ปัญหาปลาสองน้ำใน กกต.ครั้งนี้ อาจเป็นการเกาไม่ถูกที่คันและอาจเป็นชนวนให้เกิดวิกฤตองค์กรอิสระอีกครั้งในอนาคต ซึ่งจะเป็นวิกฤตที่เกิดมาจากภายในขององค์กรอิสระ ไม่ได้มาจากการแทรกแซงจากปัจจัยภายนอกเหมือนในอดีตแต่อย่างใด

 

อาวุธสงครามเกลื่อนเมือง ซ้ำเติมฉุดเชื่อมั่นคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มิถุนายน 2560 เวลา 09:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/497793

อาวุธสงครามเกลื่อนเมือง ซ้ำเติมฉุดเชื่อมั่นคสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็น “งู” ที่ขว้างไม่พ้นคอตัวเองกับสารพัดอาวุธสงครามที่เกลื่อนกลาดในเวลานี้

จากเดิมซึ่งหน่วยงานด้านความมั่นคง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตลอดจนรัฐบาลพยายามออกมาชี้แจงว่าอาวุธสงครามที่ถูกค้นพบและนำไปก่อเหตุทั้งหลายก่อนหน้านี้ เชื่อมโยงไปถึงกลุ่มป่วน กลุ่มจ้องก่อความไม่สงบ ขั้วอำนาจเก่า ไปจนถึงกลุ่มคนเสื้อแดง และพยายามขยายผลสืบสวนสอบสวนต่อไป

แต่ล่าสุดพบระเบิด M67 จำนวน 4 ลูก สภาพพร้อมใช้บรรจุอยู่ในกล่องไปรษณีย์ในร้านเคอรี่เอ็กซ์เพรส สาขาบางเขน ระบุผู้ส่ง คือ อิสรพงศ์ พรหมบุตร ภูมิลำเนากรุงเทพฯ นำส่งแม็ก บ้านเลขที่ 33/1 หมู่ 6 ต.กุฎโง้ง อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี

ระเบิดใส่ในกล่องนำมาส่งวันที่ 6 พ.ค. แต่กล่องไปรษณีย์ถูกตีกลับ ซึ่งตามกฎบริษัทหากไม่มีผู้รับ ทางบริษัทจะติดต่อภายใน 7 วัน แต่กล่องดังกล่าวทางบริษัทติดต่อผู้รับและผู้ส่งไม่ได้จึงตีกลับมา

หลังการสืบสวนพบว่าอิสรพงศ์เป็นทหารยศสิบโท แม้เจ้าหน้าที่จะระบุว่าระเบิดจำนวน 4 ลูก ไม่ได้เตรียมไปก่อเหตุที่ไหน แต่เป็นการซื้อขาย หรือต้องการส่งไปข่มขู่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง

ยิ่งกว่านั้น พล.ต.อ.ศรีวราห์รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.ด้านความมั่นคง ออกมาเปิดเผยภายหลังการตรวจสอบแล้วพบว่านอกจากระเบิด 2 กล่องและกระสุนปืนอีก 1 กล่อง ที่ส่งผ่านบริษัท เคอรี่เอ็กซ์เพรส ในย่านบางเขนแล้วยังพบอีก 22 กล่อง ที่ส่งไปยัง 15 จังหวัด

ที่สำคัญจากการตรวจสอบพบพัสดุทั้ง 22 กล่อง ส่งไปถึงทั้งพลเรือนเจ้าหน้าที่ทหาร และตำรวจ โดยทหารได้ตัวผู้ที่เกี่ยวข้องไว้ได้ 17 คน และรอง ผบ.ตร.ได้สั่งการให้ฝ่ายสืบสวนสอบสวนประสานงานไปยังทหารเพื่อขอหลักฐานอาวุธต่างๆ ที่ตรวจยึดได้นำไปประกอบสำนวนคดีเพื่อเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย

ไล่เลี่ยกันเจ้าหน้าที่พบรถยนต์กระบุอีซูซุ 4 ประตู สีดำ หมายเลขทะเบียนตรากงจักร 1510 เสียหลักพลิกคว่ำตกข้างถนนสภาพรถพังยับเยินบริเวณถนนสุขุมวิท ต.แหลมกลัด อ.เมือง จ.ตราด

ภายในรถยนต์มีอาวุธสงครามรวม 14 รายการ อาทิ ปืนอาก้า AK 47 จำนวน 29 กระบอก ปืนกลขนาด 7.62 มม. 4 กระบอก ซองกระสุนปืน AK 47 ชนิด 30 นัด จำนวน 36 ซอง ​กระสุนปืน AK 47 ขนาด 7.62 จำนวน 4,147 นัด  ​ลูกเบี้ยว AK 47 จำนวน 6 ชิ้น กระสุน M 79 จำนวน 53 ลูก

เบื้องต้น พ.อ.พีรวัชฌ์ แสงทอง โฆษก กอ.รมน. ออกมาชี้แจงว่า เจ้าหน้าที่ที่ขับรถคันดังกล่าวมียศพันจ่าอากาศเอก พ.อ.อ.ภคิน เดชพงษ์ สังกัดกองบิน 2 ลพบุรี ไม่ได้สังกัด กอ.รมน.ตามข่าว และรถดังกล่าวเป็นรถตกแต่งทะเบียนปลอมติดป้ายกงจักร (กองทัพบก) โดยใช้ กอ.รมน.มาแอบอ้าง

แถมยังเป็นที่น่าสังเกตว่าการขนอาวุธสงครามในครั้งนี้ผ่านจุดตรวจทหารมาได้ทั้งสองด่านสำคัญ คือ จุดตรวจทหารของชุด ฉก.นย.182 บ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด และจุดตรวจของชุด ชค.ทพ.นย.ที่ 3 เขาล้าน ต.แหลมกลัด อ.เมือง จ.ตราด

​ระหว่างที่กำลังรอให้เจ้าหน้าที่และผู้ที่เกี่ยวข้องออกมาชี้แจงรายละเอียดถึงที่มาที่ไปของทั้งสองเหตุการณ์นี้ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร และสืบสาวหาเบื้องหน้าเบื้องหลังว่าไปถึงใครบ้างแล้ว

เวลานี้จำเป็นที่ผู้เกี่ยวข้องต้องเร่งออกมาตอบคำถามที่ค้างคาใจของสังคมว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นคือะไร ทำไมถึงปล่อยให้มีอาวุธสงครามเกลื่อนกลาด ถึงขั้นส่งไปรษณีย์ไปยัง 15 จังหวัดทั่วประเทศได้อย่างไร

ทำไมถึงหลุดรอดการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ไปได้ ทั้งที่สิ่งเหล่านี้เป็นอาวุธสงครามต้องถูกควบคุมตั้งแต่ต้นทางยันปลายทาง ทำไมปถึงปล่อยหลุดออกมานอกระบบได้มากเพียงนี้

ที่สำคัญยังต้องหาคำตอบอีกว่าอาวุธสงครามดังกล่าวที่หลุดออกมานั้น มีที่มาจากคลังแสงของหน่วยงานรัฐหรือไม่ และมีเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่ ระดับใดบ้าง

ยิ่งหากพิจารณาในความเป็นไปได้กรณีการขนอาวุธข้ามผ่านด่านเจ้าหน้าที่ได้ถึงสองด่านแล้ว หากไม่มีเจ้าหน้าที่ หรือบุคคลระดับสูงเข้าไปเกี่ยวข้องย่อมไม่ใช่เรื่องงง่ายที่จะเดินทางได้สะดวกจนเกือบออกถึงชายแดน

อีกด้านหนึ่งยังเหมือนไปสอดรับกับข้อสันนิษฐานเรื่องเจ้าหน้าที่เป็นคนที่พยายามจะก่อเหตุการณ์ความไม่สงบเพื่อหวังผลสร้างความวุ่นวายและนำไปสู่การเลื่อนเลือกตั้ง หรือยื้ออยู่ในอำนาจ

สิ่งเหล่านี้ยิ่งมีแต่จะกัดกร่อนความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาลและ คสช.​ในวันที่กำลังถูกท้าทายจากปัญหาความมั่นคง มีเหตุระเบิด เหตุป่วนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเจ้าหน้าที่ยังไม่อาจหาทางสกัดกั้น หรือนำตัวคนผิดมาดำเนินคดีได้อย่างที่สังคมคาดหวัง

ทั้งที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือพร้อมด้วยช่องทางกลไกที่เพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินการมากกว่ารัฐบาลปกติ  แต่เมื่อไม่อาจสะกัดปัญหาความรุนแรงและปล่อยให้เกิดความุรนแรงอย่างต่อเนื่อง ที่มีผลย้อนกลับมาทำลายความเชื่อมั่น คสช.มากยิ่งขึ้น

ปัญหารุนแรงมายิ่งขึ้นเพราะที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงพยายามโยนความผิดของเหตุการณ์ความไม่สงบไปให้กับกลุ่มการเมืองในอดีต แต่ก็ยังไม่อาจเดินหน้าพิสูจน์ข้อเท็จจริงหรือติดตามตัวคนผิดมาดำเนินคดี

แถมเมื่อเกิดเหตุและพบเจ้าหน้าที่ คนมียศตำแหน่งเข้ามาเกี่ยวข้องกับอาวุธสงครามที่หลุดรอดออกมาปรากฏการณ์เหล่านี้จึงเป็นเรื่องที่ทาง คสช.ต้องรีบออกมาทำความจริงให้ปรากฏ

 

เซตซีโร่ “กกต.” จิ๊กซอว์เลื่อนเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มิถุนายน 2560 เวลา 08:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/497698

เซตซีโร่ "กกต." จิ๊กซอว์เลื่อนเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่สุดฟ้าผ่าลงกลางสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ภายหลังคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติไม่ให้ กกต.ชุดปัจจุบันทั้ง 5 คนอยู่ในตำแหน่งจนครบวาระ หรือเรียกว่า “เซตซีโร่ กกต.”

อย่างไรก็ตาม หากร่างกฎหมายฉบับนี้มีผลประกาศใช้ กกต.ชุดปัจจุบันยังคงสามารถทำหน้าที่ต่อไปได้ จนกว่าจะได้ กกต.ชุดใหม่ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560

“เหตุผลที่เสียงส่วนใหญ่เห็นควรให้เซตซีโร่ กกต. เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้เพิ่มอำนาจหน้าที่ กกต.มากขึ้น คุณสมบัติจึงเข้มข้นตามมาด้วย และควรเริ่มดำเนินการเลยเพื่อให้ได้ กกต.ชุดใหม่มาปฏิบัติหน้าที่ โดยไม่ได้มีประเด็นเกี่ยวกับตัวบุคคล” คำชี้แจงจาก พล.ท.พิศณุ พุทธวงศ์ โฆษกคณะ กมธ.วิสามัญฯ

มติของคณะ กมธ.เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาหากจะบอกว่าเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายอาจจะไม่ใช่เสียทีเดียว เนื่องจากชะตากรรมของ 5 เสือ กกต.ถูกแขวนบนเส้นด้ายมาแล้วก่อนหน้านี้

สัญญาณแรกออกมาจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ผ่านการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว กล่าวคือ เมื่อครั้งมีการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.ภายหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ปรากฏว่า สนช.ในเวลานั้นยังคงให้ กกต.ที่ดำรงตำแหน่งมาก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ยังสามารถทำได้ต่อไปจนครบวาระ แต่ผิดกับปัจจุบันที่ กรธ.กำหนดให้มีการตั้งคณะกรรมการสรรหาเพื่อชี้ขาดคุณสมบัติของ กกต.ชุดปัจจุบันว่ามีใครที่ไม่ตรงกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560

กระทั่งมาถึงสัญญาณแรงที่ส่งโดย สนช.ผ่านการเปลี่ยนตัวบุคคลที่มาทำหน้าที่ประธานคณะ กมธ.วิสามัญฯ แบบกะทันหันทั้งที่มีการตกลงกันมาแล้ว ซึ่งเป็นการหักมติของคณะกรรมาธิการสามัญกิจการ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) แบบไม่ไว้หน้า ส่งผลให้เกิดการกินแหนงแคลงใจกันอยู่พักใหญ่ เพราะเป็นการกระทำที่เสียความรู้สึกกันไม่น้อย

หากจะหาเหตุผลมาวิเคราะห์ว่าทำไม กกต.ถึงเป็นองค์กรแรกที่ถูกดำเนินการนั้น คงปฏิเสธไม่ได้ว่างานนี้มีการบัญชาการระดับนายใหญ่สั่งลงมา เพราะแม้แต่ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ. ที่ต้องการให้มีคณะกรรมการสรรหามาทำหน้าที่ชี้ขาดเก้าอี้ กกต.ของแต่ละคน ไม่ใช่การล้างไปทั้งหมด ก็ยังเห็นด้วยกับมติของคณะ กมธ.

“ตอนที่เราทำไม่ได้เซตซีโร่ ก็กังวลเหมือนกันว่าเวลาจะไปคัดเลือก กกต.ใหม่อีกสองคนจะทำอย่างไร เพราะ กกต.ปัจจุบันก็มีคนที่มาจากฝ่ายกฎหมายอยู่แล้วเหมือนกัน แต่เมื่อคณะกรรมาธิการให้พ้นไปหมดก็เลือกใหม่หมดก็จะไม่มีปัญหาก็จะดีขึ้น” มีชัย กล่าวเมื่อวันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมา

วิเคราะห์จังหวะของการเซตซีโร่ประกอบกับบรรยากาศแวดล้อมที่เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา กลับนำมาซึ่งการต่อจิ๊กซอว์ที่เชื่อมถึงการเลื่อนเลือกตั้งอย่างมีนัยสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยสามารถไล่เรียงลำดับเหตุการณ์ได้ดังนี้

1.วันที่ 22 พ.ค. เกิดเหตุระเบิดภายในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ซึ่งเป็นวันครบเหตุการณ์รัฐประหารล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 22 พ.ค. 2557

2.วันที่ 27 พ.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฝากคำถามให้กับประชาชนผ่านรายการศาสตร์พระราชาฯ จำนวน 4 ข้อ หนึ่งในนั้น คือ เลือกตั้งครั้งต่อไปจะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลหรือไม่ และหากไม่ได้จะทำอย่างไร

3.วันที่ 1 มิ.ย. คณะ กมธ.วิสามัญฯ มีมติให้ กกต.ชุดปัจจุบันต้องพ้นจากตำแหน่งภายหลังประกาศใช้กฎหมาย กกต.ฉบับใหม่ แต่ยังให้ทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะได้ กกต.ชุดใหม่

จิ๊กซอว์แต่ละชิ้นในช่วงเดือน พ.ค.มาจนถึงเดือน มิ.ย.เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันอย่างน่าสนใจ ซึ่งเมื่อนำมาต่อหรือประกอบเข้าด้วยกัน ล้วนสื่อความหมายถึงการเลื่อนเลือกตั้งอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับจิ๊กซอว์ชิ้นที่สามที่เป็นการให้ กกต.ตกเก้าอี้ เพราะนั่นย่อมหมายความว่าจะต้องมีการดำเนินการเลือก กกต.ชุดใหม่ ซึ่งต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 3 เดือนหรือมากกว่านั้น ทั้งการเปิดรับสมัคร การตั้งคณะกรรมการสรรหา และการลงมติเลือกของ สนช.

เมื่อไม่มี กกต.มาทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งแล้ว การเลือกตั้งก็คงไม่อาจเกิดขึ้นได้ เป็นผลให้โรดแมปต้องขยับออกไปโดยปริยาย

มาถึงชั่วโมงนี้ การเลื่อนเลือกตั้งเป็นทางเลือกในการแก้ไขปัญหาทางการเมืองที่ คสช.ให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าในระยะนี้เจอกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะผลงานการบริหารประเทศ เพราะถึงแม้ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจากหลายสำนักเห็นตรงกันว่าประชาชนยังสนับสนุน คสช. แต่ก็อยากให้เร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

ด้วยความสำเร็จในการทำงานของ คสช.ที่ยังเป็นคำถามตัวใหญ่ ย่อมทำให้ คสช.ประเมินในระดับหนึ่งว่าหากลงหลังเสือด้วยสภาพเช่นนี้ จะนำมาซึ่งการถูกครหาว่า “รัฐประหารเสียของ” เหมือนทหารรุ่นพี่ที่เคยโดนมา

ดังนั้น การพยายามหาความชอบธรรมเพื่อเลื่อนเลือกตั้ง จึงเป็นตัวช่วยสำคัญที่อาจประวิงเวลาให้คสช.สามารถสร้างผลงานให้ประชาชนยอมรับมากขึ้น ก่อนจะลงหลังเสืออย่างสง่างามตามที่ตั้งใจเอาไว้

เพียงแต่ว่าการจะเลื่อนเลือกตั้งนั้น คสช.มีต้นทุนมากพอที่จะทำได้หรือไม่ ท่ามกลางสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความกดดันเวลานี้

 

กม.ล่านักการเมืองโกง ให้อำนาจศาลลุยเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มิถุนายน 2560 เวลา 11:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/497514

กม.ล่านักการเมืองโกง ให้อำนาจศาลลุยเอง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หลักการทั่วไปของร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวยังคงกำหนดให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใช้ระบบการไต่สวนเพื่อประสิทธิภาพในการพิจารณาไต่สวนคดี ซึ่งรองรับโดยมาตรา 6 ที่ระบุว่า “การพิจารณาให้ใช้ระบบไต่สวนโดยศาลมีอำนาจค้นหาความจริง ไม่ว่าจะเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และในการวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริง ให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานได้ทุกประเภท เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติห้ามรับฟังไว้เฉพาะ”

สำหรับขอบเขตในการพิจารณาคดีของศาลฎีกา มาตรา 10 กำหนดให้ศาลฎีกา มีอำนาจพิจารณาคดี 4 ประเภท ประกอบด้วย

1.คดีกล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ หรือผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจขัดต่อกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญ

2.คดีกล่าวหาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจขัดต่อกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญ

3.คดีกล่าวหาบุคคลที่เป็นผู้ใช้ ผู้สนับสนุน ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ คณะกรรมการ ป.ป.ช. กระทำความผิดทางอาญา

4.คดีที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ หรือผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน

ส่วนการดำเนินคดีอาญานั้น ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้กำหนดให้เฉพาะอัยการสูงสุดและคณะกรรมการป.ป.ช.เท่านั้นที่เป็นผู้มีอำนาจฟ้องเป็นคดีต่อศาลฎีกา

โดยมาตรา 27 กำหนดให้ในกรณีที่อัยการสูงสุด หรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยื่นฟ้องคดีโดยยังไม่ได้ตัวผู้ถูกกล่าวหา และเมื่อศาลได้รับประทับรับฟ้องแล้ว ให้ถือว่าจำเลยไม่ติดใจที่จะให้มีการพิจารณาต่อหน้าจำเลย แต่ไม่ตัดสิทธิจำเลยที่จะตั้งทนายความมาดำเนินการแทนจำเลยได้ แต่การยื่นพยานหลักฐานใหม่หลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้วจะเป็นหน้าที่เฉพาะตัวของจำเลยที่ต้องมาปรากฏตัวต่อศาลด้วยตัวเอง

มาตรา 28 บัญญัติว่า “ในคดีที่ศาลดำเนินการกระบวนพิจารณาตามมาตรา 27 และมีคำพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิด ถ้าภายหลังจำเลยมีพยานหลักฐานใหม่ที่อาจทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ จำเลยจะแสดงตนต่อศาลและยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้ แต่ต้องยื่นภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา และให้ศาลมีอำนาจสั่งรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ตามที่เห็นสมควร”

ที่สำคัญในร่างกฎหมายยังเปิดทางให้ศาลสามารถไต่สวนคดีลับหลังจำเลยได้ตามมาตรา 30 โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ ต้องเป็นกรณีที่จำเลยไม่อาจมาฟังการไต่สวนพยานหลักฐานได้ เนื่องจากเจ็บป่วยหรือเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงได้ หรือจำเลยอยู่ในอำนาจศาลแล้วแต่ได้หลบหนีไป และศาลได้ออกหมายจับแล้วแต่ยังจับตัวมาไม่ได้

จากนั้นมาตรา 31 ยังกำหนดโทษทางอาญาของผู้ที่หลบหนีกระบวนการพิจารณาคดีด้วยว่า “ในการดำเนินคดีอาญา ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยที่หลบหนีไปในระหว่างได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถ้าเป็นการหลบหนีไประหว่างการพิจารณาคดีของศาล ศาลอาจมีคำสั่งให้ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องทำการติดตามหรือจับกุมจำเลยได้”

ส่วนท้ายของร่าง พ.ร.บ.ฯ เป็นเรื่องการอุทธรณ์คดีภายหลังศาลฎีกามีคำพิพากษา โดยกำหนดให้ต้องอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา แต่หากไม่มีการอุทธรณ์ให้คดีเป็นที่สุดตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษา

มาตรา 60 กำหนดว่า “ในกรณีที่จำเลยซึ่งไม่ได้ถูกคุมขังเป็นผู้อุทธรณ์ จำเลยจะยื่นอุทธรณ์ได้ต่อเมื่อแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์ มิฉะนั้นให้ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์”

การวินิจฉัยคำอุทธรณ์ให้ดำเนินการโดยองค์คณะของศาลฎีกา ซึ่งประกอบด้วยผู้พิพากษาจำนวน 9 คน ซึ่งที่ประชุมใหญ่คัดเลือกจากผู้พิพากษาที่ดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าหัวหน้าคณะในศาลฎีกา หรือผู้พิพากษาอาวุโส ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา

 

เร่งฟื้น เศรษฐกิจ ตุนคะแนนความนิยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มิถุนายน 2560 เวลา 09:48 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/497333

เร่งฟื้น เศรษฐกิจ ตุนคะแนนความนิยม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ตลอดช่วงการบริหารบ้านเมือง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ลั่นวาจาไว้เสมอว่าจะคืนอำนาจและนำพาประเทศกลับสู่เส้นทางประชาธิปไตย แต่ที่ผ่านมาโรดแมปเปลี่ยนถ่ายอำนาจทางการเมืองของรัฐบาล คสช. ขยับเลื่อนออกไปหลายครั้ง จนกระทั่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 2560 มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2560 เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าการเลือกตั้งทั่วไปน่าจะเกิดขึ้นประมาณกลางปี 2561 ขึ้นไป

นั่นหมายความว่าจากนี้ไปอีก 1 ปีเศษ จะเป็นช่วง “โค้งสุดท้าย” ที่ คสช.ครองอำนาจอยู่!

การบริหารประเทศ คสช.เดินหน้ามาแล้วกว่าครึ่งทาง หลังเข้ายึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 มาวันนี้ 3 ปีเศษแห่งการยึดอำนาจและกำลังย่างก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 ผลงานอันโดดเด่นที่ทุกค่ายสำนักโพล ประเมินจากเสียงประชาชนเทคะแนนเกือบเต็มร้อยให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ในเรื่อง การรักษาสถานการณ์ความสงบเรียบร้อย เพราะไร้การชุมนุมประท้วงบนท้องถนน และปราศจากเหตุร้ายรุนแรงระเบิดกลางกรุงสะเทือนขวัญ

พร้อมๆ กับเสียงเชียร์ เรื่องการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจัดระเบียบและแก้ปัญหาประเทศในทุกด้าน อาทิ เศรษฐกิจ สังคม การเมือง หรือความมั่นคง ด้วยการใช้อำนาจมาตรา 44 เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้รวดเร็วและลุล่วง

แต่ยกเว้นปัญหาเศรษฐกิจปากท้องประชาชนที่รัฐบาล คสช.ไม่อาจใช้อำนาจมาตรา 44 แก้ได้

แม้ “บิ๊กตู่” ปรับทีมเศรษฐกิจยกชุดไปแล้วกี่รอบ ปรับ ครม.ไปแล้ว 4 ครั้ง แต่เสียงบ่นคร่ำครวญ เรื่องปัญหาเศรษฐกิจฝืดเคืองที่ชาวบ้านยังคงบ่นระงมดังไปทั่วทุกหย่อมหญ้า สวนทางกับตัวเลขเศรษฐกิจที่รัฐบาลประกาศว่า ดีวันดีคืน เพราะต้องยอมรับว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศคือ มนุษย์เงินเดือน ผู้ใช้แรงงาน ชาวไร่ ชาวนา และเกษตรกร ต่างประสบชะตากรรมเดียวกันคือ หนี้สินล้นพ้นตัว และรายได้ไม่พอกับรายจ่าย

แม้ว่า คสช.จะมีผลงานโดดเด่น เรื่อง การสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ขจัดความขัดแย้งทางการเมือง และเข้มข้นในการกำจัดปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นก็ไม่อาจกลบบาดแผลปัญหาเศรษฐกิจได้ โดยเฉพาะคนรากหญ้าที่ตอนนี้ประสบปัญหาความยากจนและหนี้สินรุมเร้า แนวทางการแก้ปัญหาระยะเร่งด่วนยังไม่เข้าเป้า

จุดอ่อนทางการเมือง ตรงนี้ไม่ใช่ว่า “บิ๊กตู่” จะไม่รู้ตัว ที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามอัดฉีดทั้งนโยบาย โครงการ และงบประมาณลงไปไม่อั้น ดังนั้น จึงเห็นความเคลื่อนไหวของรัฐบาลในช่วงเข้าโค้ง ที่พยายามอัดฉีดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาเป็นชุดๆ มาอย่างต่อเนื่อง

อาทิ มาตรการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้มีรายได้น้อย ในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ หรือแจกเงินคนจน ที่มีผู้ลงทะเบียนกว่า 8 ล้านราย ได้รับอานิสงส์เงินรายละ 1,500-3,000 บาท แจกเงินไปแล้วสองรอบใช้งบประมาณหลายหมื่นล้านบาท พร้อมๆ กับเข็นมาตรการภาษีกระตุ้นการท่องเที่ยวและมาตรการภาษี “ช็อปช่วยชาติ” ตามสโลแกน “กิน-ช็อป-เที่ยว” หวังกระตุ้นการบริโภคของประชาชน

รวมถึงยังออก “แพ็กเกจ” อัดฉีดเงินเข้าระบบตั้งแต่ระดับบนจนถึงระดับล่าง นับแสนล้านบาทให้แก่ท้องถิ่นตั้งแต่ระดับหมู่บ้านไปจนถึงจังหวัดผ่านโครงการประชารัฐ เช่น โครงการยกระดับศักยภาพหมู่บ้านเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามแนวประชารัฐหมู่บ้านละ 2 แสนบาท วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท และโครงการเพิ่มความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานราก ผ่านกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองกองทุนละ 5 แสนบาท วงเงินรวม 3.5 หมื่นล้านบาท รวมถึงพยายามเร่งรัดโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ต่างๆ เม็ดเงินลงทุนนับล้านล้านบาท อาทิ โครงการรถไฟทั้งทางคู่ รถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง โครงการท่าเรือ
น้ำลึก ถนน ทางด่วน ทางพิเศษ หรือโครงการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิเฟสที่ 2 เป็นต้น

ยิ่งล่าสุดรัฐบาลเตรียมแจกและเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุคนละ 1,200-1,600 บาท จากเดิมได้รับรายละ 500 บาท โดยมีคนแก่ที่ขึ้นทะเบียนตั้งตารอรับเงินจากรัฐบาลเกือบ 5 ล้านคน แต่ก็ต้องยอมรับมาตรการเศรษฐกิจดังกล่าวยังไม่แรงพอฉุดกระชากเศรษฐกิจ เพราะปัจจัยลบภายนอกและภายในรุมเร้ารอบด้าน อาทิ ตัวเลขการส่งออกแผ่ว ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำกระทบรายได้เกษตรกร จนกลายเป็นตัวฉุดรั้งคะแนนนิยม คสช. เพราะปัญหาปากท้องคือ ปัจจัยลบที่สุด ที่กัดกร่อนคะแนนนิยมรัฐบาลมากที่สุด

นับจากนี้ “บิ๊กตู่” ต้องลุยงานหนักมากกว่านี้ เพราะปัญหาเศรษฐกิจเป็นเดิมพันครั้งสำคัญที่จะค้ำบัลลังก์อำนาจ คสช.ไว้อยู่ได้หรือไม่

เพราะถ้ายังไม่มีมาตรการใหม่ๆ ออกมาแก้ปัญหาปากท้องแบบโดนใจชาวบ้านได้ อนาคต “บิ๊กตู่” ต้องลุ้นหนักทั้งเรื่องอายุรัฐบาล คสช.ที่เหลืออยู่ปีเศษ คงไม่ราบรื่น

กระแสต้านจะถาโถมเข้ามามากมาย และถ้ายังเร่งเครื่องสร้างผลงานทางเศรษฐกิจไม่ “ปังๆ” ยิ่งในช่วง “เปลี่ยนผ่าน” ตามโรดแมป หลังการเลือกตั้งใหม่ชื่อ “บิ๊กตู่” คงไม่เกรียงไกรอีกต่อไป

การจะกลับมาเป็นนายกฯ คนต่อไป ตามเสียงกองเชียร์คงดับวูบลง เพราะชาวบ้านหมดคะแนนนิยมไปเสียแล้ว

 

กกต.กาง 3 สูตร ลุ้น‘คุณสมบัติ’จัดเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มิถุนายน 2560 เวลา 06:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/497301

กกต.กาง 3 สูตร ลุ้น‘คุณสมบัติ’จัดเลือกตั้ง

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้จัดงาน กกต.พบสื่อมวลชน พร้อมจัดเสวนา เรื่อง “เดินหน้าเลือกตั้งกับ กกต.” “การเลือกตั้งโดยพลเมืองคุณภาพ” ตลอดทั้งทิศทางการทำงานร่วมกันของสำนักงาน กตต. และสื่อมวลชน ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ณ โรงแรมธารามันตรา อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี

สมชัย ศรีสุทธิยากร ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง ฉายภาพว่า จากนี้ไปในอนาคตแบ่งออกเป็น 3 ภาพ ภาพที่ 1 เลวร้ายที่สุด ในวันที่ 9 มิ.ย. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ยืนตามร่างกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) หากคุณสมบัติ กกต.เป็นไปตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ดังนั้น เมื่อกฎหมายประกาศออกมาในราชกิจจานุเบกษาช่วงกลางเดือน มิ.ย. อีก 15 วัน ต้องตั้งกรรมการสรรหาและอีก 15 วัน จากนี้ กกต.ยื่นเอกสารให้กรรมการสรรหาพิจารณาคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งประมาณวันที่ 15 ก.ค. ประวิช รัตนเพียร กกต.ด้านกิจการการมีส่วนร่วมจะไปคนที่หนึ่งโดยไม่จำเป็นต้องยื่นหลักฐาน เพราะเคยดำรงผู้ตรวจการแผ่นดินและพ้นการเมืองไม่ถึง 10 ปี ซึ่งมีหลักฐานชัดเจนแล้ว

ส่วนตัวได้เตรียมหลักฐานการทำงานภาคประชาสังคมไว้ 21 ปี 9 เดือน หากกรรมการสรรหาไม่รับฟังก็จะพ้นจากตำแหน่งทันทีในวันรุ่งขึ้น จากนั้น กกต.จะเหลือ 3 คน และในเดือน ก.ค. 2561 บุญส่ง น้อยโสภณ กกต.รับผิดชอบด้านกิจการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย หมดวาระ เนื่องจากอายุครบ 70 ปี

ทั้งนี้ หากเดือน ก.พ. 2562 ศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. หมดวาระลงเช่นกัน ก็จะเหลือ ธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์ กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง เพียงคนเดียว หากมีอุบัติเหตุและมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นหลังเดือน ก.พ. 2562 การเลือกตั้งจะอยู่ในมือ กกต. ใหม่ทั้ง 7 คน

ส่วนภาพที่ 2 คือ ดีที่สุด หากวันที่ 9 มิ.ย. สนช.ยึดคุณสมบัติ กกต.ตามรัฐธรรมนูญเดิม โดยให้อยู่ต่อจนครบวาระก็ทำงานไป 3 ปีครึ่ง และภาพที่ 3 ที่เป็นไปได้ โดยส่วนตัวประเมินแต่อาจจะผิด เชื่อว่า สนช.น่าจะยึดหลักให้ กกต.ดำรงตำแหน่งจนครบวาระ เพราะถ้าใช้หลักการดังกล่าวจะเป็นต้นแบบกับองค์กรอิสระอื่น ความเสียหายที่เกิดกับขึ้น กกต.จะไม่เท่ากับองค์กรอื่น

“เพราะ กกต.จะเหลือ 3 คน แต่ ป.ป.ช.จาก 9 คน เหลือ 1 คน จะทำให้คดีขาดอายุความ สร้างความเสียหายกับประเทศ ส่วนศาลรัฐธรรมนูญจะหายไป 4-5 คน และจะมีผู้ครบวาระอีก ทำให้เหลือเพียง 1 คน ดังนั้นจะทำให้เกิดสภาวะเดดล็อกขององค์กรอิสระ ไม่ใช่ กกต.องค์กรเดียวเท่านั้น จึงเป็นไปได้ว่า สนช.จะออกมาในแนวทางให้อยู่ครบวาระ แต่ กกต.ไม่สนใจว่าจะอยู่สถานการณ์ไหน จะทำงานต่อเนื่องจนนาทีสุดท้ายเพื่อเตรียมการเลือกตั้งให้ดีที่สุด”

ขณะที่ บุญส่ง กล่าวว่า หากดูตามรัฐธรรมนูญใหม่ อำนาจ กกต.มีเพิ่มขึ้นมาหลายอย่าง นอกเหนือจากอำนาจในการสั่งเลือกตั้งใหม่ (ใบเหลือง) อำนาจในการถอนสิทธิการเลือกตั้ง (ใบแดง) กกต.ยังมีอำนาจใหม่ คือ ใบส้ม ซึ่งแบ่งเป็น 2 แบบ 1.หากพบว่าผู้สมัครหรือผู้รู้เห็นเป็นใจกับผู้สมัคร กระทำการทุจริตเลือกตั้ง กกต.สามารถเพิกถอนสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งได้ 1 ปี

และ 2.กรณีที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตนั้นๆ ได้คะแนนน้อยกว่าโหวตโน กกต.มีอำนาจสั่งเลือกตั้งใหม่ โดยที่ผู้สมัครรายเดิมไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้อีก นอกจากนี้ กกต.ยังมีอำนาจเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต (ใบดำ) กับผู้ที่ทุจริตอีกด้วย

สำหรับอำนาจ กกต.ในการสืบสวนสอบสวน กกต. หรือผู้รับมอบอำนาจจาก กกต.มีอำนาจเป็นเจ้าพนักงานปกครอง พนักงานสอบสวน ซึ่งเปรียบเสมือนตำรวจทุกอย่าง กกต.มีอำนาจสืบสวน มีอำนาจจัดตั้งงบประมาณในการหาข่าวให้รางวัลนำ จับแก่ผู้ชี้เบาะแส คุ้มครองพยานและกันบุคคลไว้เป็นพยาน และมีอำนาจส่งสำนวนการสืบสวนหรือไต่สวนไปยังพนักงานอัยการเพื่อฟ้องคดี โดยไม่ต้องผ่านพนักงานสอบสวนท้องที่เกิดเหตุ

จากนั้นเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนซักถามโดยเฉพาะทำอย่างไรให้การเลือกตั้งได้รัฐบาลมีธรรมาภิบาลตามคำถาม 4 ข้อ ของนายกรัฐมนตรี โดย สมชัย ระบุว่า ประชาชนเป็นผู้ตอบคำถามนี้ ส่วนตัวไม่อยากให้ตื่นเต้นกับคำถาม เพราะนายกฯ เพียงแค่ต้องการให้ประชาชนฉุกคิด ถ้าฉุกคิดแล้วในการเลือกตั้งท้ายที่สุดแล้วจะได้คนดี ได้พรรคดีมาบริหารบ้านเมือง

ส่วนร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกรรมการการเลือกตั้ง ส่วนตัวมีความกังวลเรื่องของการมีผู้ตรวจการเลือกตั้ง แทน กกต.จังหวัด เนื่องจากคุณสมบัติผู้ตรวจการเลือกตั้งจะเป็นข้าราชการประจำไม่ได้ และการมาต้องมีการรับสมัครในจังหวัด และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ในทุกจังหวัด ทำให้ไม่อาจชินพื้นที่จนกลายเป็นปัญหา ทั้งนี้ หากเกิดปัญหาการทำหน้าที่ กกต.ส่วนกลางก็เตรียมสนับสนุนเต็มที่เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา

นอกจากนี้ ข้อถกเถียงเรื่องของกรอบ 150 วัน ซึ่งยังคงเห็นต่างกับ กรธ.ที่จะนับรวมผลการเลือกตั้งหรือไม่นั้น ยังคงต้องรอกฤษฎีกา ก่อนว่าจะมีการตอบมาในลักษณะใด แต่ กกต.มองว่า การมีเวลาเยอะก็เป็นสิ่งที่ดีเพราะจะได้ทำงานสบาย แต่ก็ต้องดูเพื่อไม่ให้ผิดกฎหมาย เพราะอาจมีคนร้องว่า กกต.จัดเลือกตั้งขัดรัฐธรรมนูญ หากศาลชี้ว่าขัดก็เป็นไปได้ที่การเลือกตั้งจะโมฆะ งบการเลือกตั้งเสียเปล่า และ กกต.ต้องรับผิดชอบ

 

จุดอ่อนประชารัฐ ข้าราชการละเลยหน้าที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มิถุนายน 2560 เวลา 09:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/497182

จุดอ่อนประชารัฐ ข้าราชการละเลยหน้าที่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หมายเหตุ : คณะกรรมาธิการบริหารราชการแผ่นดิน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้เสนอรายงานผลการศึกษาเรื่อง “กลไกการกำกับดูแลการบริหารราชการแผ่นดินแบบประชารัฐ” ต่อที่ประชุม สนช.ในวันที่ 1 มิ.ย.โดยมีสาระสำคัญดังนี้

ผลการวิเคราะห์ข้อมูลครอบคลุมประเด็นสำคัญ 4 มิติ

1.มิติองค์กรที่ทำหน้าที่กำกับดูแล

องค์กรที่ทำหน้าที่กำกับดูแลขาดความเป็นอิสระ และขาดอำนาจในการแก้ไข ปัญหาที่พบ เช่น บริษัทที่เข้ามาดำเนินการนั้นเป็นหน่วยงานที่ได้รับการจ้างจาก ก.พ.ร. จึงต้องดำเนินการตามความเห็นชอบของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของสำนักนายกรัฐมนตรี

ข้อเสนอแนะ คือ ใช้การประเมินผลด้วยการจัดอันดับมากกว่าการประเมินด้วยการสอบทาน เพื่อให้การกำกับดูแลก่อให้เกิดประโยชน์ สามารถแก้ไขปัญหาได้และส่งผลไปถึงผลลัพธ์ของการปฏิบัติราชการอย่างชัดเจน

2.มิติหน่วยงานที่ถูกกำกับดูแล

พบว่าหน่วยงานที่ถูกกำกับดูแลมีการเปิดเผยข้อมูลน้อย แม้ว่าจะมี พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 รองรับอยู่แล้ว โดยมีสาเหตุหลายประการเช่นความไม่ชัดเจนของการจัดแบ่งระดับชุดข้อมูล ระหว่างชุดข้อมูลที่ต้องเปิดเผยให้ประชาชนทราบ และชุดข้อมูลด้านความมั่นคงที่มีต้องแบ่งระดับชั้นความลับ

ดังนั้น ต้องปรับกระบวนการคิดของหน่วยงานภาครัฐ ให้ยอมรับการตรวจสอบและประเมินผล และต้องมีการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารทางราชการอย่างจริงจัง เพื่อให้หน่วยงานตระหนักถึงหน้าที่การเปิดเผยข้อมูล

3.มิติระบบข้อมูลข่าวสารในการบริหารราชการแผ่นดิน

ไม่มีฐานข้อมูลการบริหารราชการแผ่นดินที่เป็นส่วนรวม ทั้งนี้แต่ละหน่วยงานต่างมีฐานข้อมูลของตนเอง ซึ่งไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนไม่สามารถเข้าถึงได้

วิธีแก้ไข คือ สร้างระบบฐานข้อมูลกลางในการกำกับดูแล และสร้างช่องทางการรับข้อมูลจากประชาชนที่เหมาะสมสำหรับประชาชน และบังคับใช้กฎหมายด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการอย่างจริงจัง และกำหนดให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐในการรายงานข้อมูลงานที่อยู่ในหน้าที่รับผิดชอบของตนลงในระบบฐานข้อมูลกลาง

4.มิติการสื่อสารและการมีส่วนร่วมแบบประชารัฐ

ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลการบริหารราชการแผ่นดินน้อยมาก เนื่องจากประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้น้อย รวมทั้งขาดระบบการให้ประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรง ไม่มีกลไกช่องทางและระเบียบปฏิบัติที่เหมาะสมเพื่อให้ประชาชนได้ติดตามและตรวจสอบการกำกับดูแลอย่างเพียงพอในแบบประชารัฐ

ทั้งนี้ ควรสร้างช่องทางการสื่อสารระหว่างรัฐกับประชาชนเพื่อนำไปสู่การสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ประชาชน นอกจากนี้ ต้องปรับปรุงกฎหมายที่มีอยู่เดิม และเสนอกฎหมายใหม่ เช่น กฎหมายว่าด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส เป็นต้น

 

กปปส.-ปชป. รอยร้าวที่ยังสมานไม่สนิท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มิถุนายน 2560 เวลา 09:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/497183

กปปส.-ปชป. รอยร้าวที่ยังสมานไม่สนิท

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปรากฏการณ์ 8 แกนนำ กปปส.คืนรังประชาธิปัตย์ ปิดห้องเคลียร์ใจกับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค นับเป็นอีกความพยายามสมานรอยร้าว เร่งยุติความขัดแย้งของคนกันเองที่กำลังปะทุหนักเวลานี้​

หลังจากวิวาทะระหว่าง กปปส.-ปชป.ไต่ระดับความดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ ​ชนวนมาจากที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิ กปปส. ประกาศจุดยืนแบบชัดเจนสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย

แม้จะออกตัวว่าวางมือทางการเมืองเดินหน้าลุยทำงานมูลนิธิซึ่งกำลังเปิดตัวโรงเรียนอาชีวศึกษาภาวนาโพธิคุณ ที่เกาะสมุย แต่ด้วยบารมีอดีตประธาน กปปส.ทำให้การส่งสัญญาณครั้งนี้สะเทือนไปถึง อภิสิทธิ์ อย่างรุนแรง

ด้านหนึ่ง สุเทพ ถือเป็นอดีตเลขาธิการพรรค ที่เคยสร้างผลงานเดินสายรวมเสียงในสภาจนเพียงพอจะปั้น​ให้ อภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี และเผชิญชะตากรรมในช่วงวิกฤตการณ์มานานหลายปี

แม้สุดท้ายจะต้องยอมถอดสูทออกมาลุยการเมืองข้างถนน นำมวลชนคัดค้านกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอย ​แต่หลายฝ่ายยังมองว่าเป็นยุทธศาสตร์ “แยกกันเดินร่วมกันตี” เปิดศึกขนาบสองด้านรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

แต่ท่าทีที่ “เปลี่ยนไป” ประกาศจุดยืนหนุน พล.อ.ประยุทธ์ ​เป็นนายกรัฐมนตรี​ครั้งนี้ ถือเป็นการเลือกข้าง เลิกหนุน ​อภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แบบชัดเจน ​

แกนนำ กปปส.จึงตกที่นั่งลำบากว่าจะวางตัวอย่างไร เพราะหากจะกลับเข้าพรรคแล้วไปชู พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี แทนหัวหน้าพรรคก็คงไม่ใช่หลักการที่ถูกต้องตามหลักประชาธิปไตยที่ควรจะเป็น

ฟางเส้นสุดท้ายนี้ทำให้บรรดาองครักษ์ออกมาปกป้องอภิสิทธิ์ และเรียกร้องให้ กปปส.​ประกาศท่าทีจุดยืนให้ชัดเจนว่าจะเลือก สุเทพ หรืออภิสิทธิ์

สะท้อนผ่าน “ไลน์หลุด” ของ เทพไท เสนพงศ์ อดีตโฆษกประจำตัวมาร์ค ที่ออกมากระทบกระเทียบชูหลักการต้องหนุนอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีเท่านั้น เพื่อไม่ให้กระทบกับ “อุดม การณ์” มากกว่าทำตัวเป็น “ขี้ข้าประยุทธ์”

อีกมุมหนึ่งมองว่านี่เป็นเพียงแค่การตีกัน สกัดการกลับเข้าพรรคของคนใน ปชป.ที่ไม่ต้องการให้ กปปส.ต้องเข้ามาแย่ง “ที่นั่ง” ลงสนามเลือกตั้งในอนาคต ไปจนถึงตำแหน่งทางการเมืองอื่นในอนาคต

สอดรับกับความไม่ไว้วางใจในอดีต ซึ่งเคยมีความพยายามแซะเก้าอี้ อภิสิทธิ์ พ้นตำแหน่งหัวหน้าพรรค รวมถึงความพยายามของ กปปส.ที่จะเข้าเทกโอเวอร์ประชาธิปัตย์อยู่เนืองๆ

แรงกระเพื่อมก่อตัวหนักขึ้น เมื่อ วิทยา แก้วภราดัย ลูกหม้อ ปชป. อดีตแกนนำ กปปส.และอดีต​สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่ได้ออกมาถล่มพวกนักการเมืองที่กระสันการเลือกตั้ง กลืนน้ำลายที่เคยบอกว่าไม่เอารัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ รัฐธรรมนูญฉบับสืบทอดอำนาจ

การกระทบกระทั่งของ “ลิ้นกับฟัน” ตั้งเค้าบานปลาย หากปล่อยไว้ย่อมไม่เป็นผลดีกับทั้งสองฝั่ง จนนำมาสู่การเคลียร์ใจ ระงับรอยร้าวไม่ให้ขยายวงจนถึงขั้นแตกหัก

พร้อมการตกผลึกนำมาสู่จุดยืนเบื้องต้นที่ ถาวร เสนเนียม อดีตรองเลขาธิการพรรคและแกนนำ กปปส. ที่ประกาศชัดว่าจะสนับสนุน อภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

อย่างไรก็ตาม จะเรียกว่าเป็นการกลับมาซบ ปชป.ก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะแกนนำ กปปส.ทั้งหมดก็ยังเป็นสมาชิกพรรคไม่เคยลาออก มีเพียงแค่บางคนที่ไปบวชในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลทำให้ความเป็นสมาชิกพรรคหายไป

แต่ละคนจึงเสมือนสวมหมวกสองใบทั้ง กปปส.และ ปชป.​อยู่ที่ว่าจะเลือกเคลื่อนไหวในเวทีใด

หลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้และกำลังเร่งจัดทำกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง โดยเฉพาะ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรค การเมือง ซึ่งใกล้​ออกมาบังคับใช้แล้วนั้น ทำให้ กปปส.ถึงเวลาต้องตัดสินใจ

เมื่อกติกาชัดเจนแล้วว่าไม่สามารถลงเลือกตั้งแบบอิสระได้ต้องสังกัดพรรคการเมืองเท่านั้น แกนนำ กปปส.ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอดีต สส.ภาคใต้ จึงไม่มีทางเลือกมากนัก นอกจากกลับมาสวมเสื้อประชาธิปัตย์ลงสนามเลือกตั้ง เพราะหากไปลงพรรคอื่นหรือตั้งพรรคใหม่ก็คงเป็นเรื่องยาก

ปัญหาอยู่ที่การกลับมาของ กปปส. ไม่ใช่ว่าจะเข้ากับ ปชป.เดิมได้ง่ายๆ เพราะความระหองระแหงที่ก่อตัวมาอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ย่อมยากจะทำให้สนิทใจกันได้

ยังไม่รวมกับข้อกังขาเรื่องการจะเข้ามาเทกโอเวอร์พรรคเขี่ยอภิสิทธิ์พ้นเก้าอี้หัวหน้าพรรค อาศัยช่วงที่ต้องปรับเปลี่ยนผู้บริหาร และผลักดันคนอื่นขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคสู้ศึกเลือกตั้ง

ล่าสุด เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษกกลุ่ม กปปส.ยังแทงกั๊กว่า กปปส.จะสนับสนุนให้อภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรคต่อไปหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องของอนาคต

รอยร้าวระหว่าง กปปส.​และ ปชป. จึงอาจเหมือนกับน้ำมันที่แม้จะมาผสมรวมกันแต่ก็ยากจะเข้ากันได้อย่างสนิทใจ

 

เปิดโมเดลสปท. ‘สัญญาประชาคม’ปรองดอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 พฤษภาคม 2560 เวลา 09:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/497075

เปิดโมเดลสปท. ‘สัญญาประชาคม’ปรองดอง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้เสนอรายงานผลการศึกษาเรื่อง “ข้อเสนอการปฏิรูปการเมืองเพื่อเป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติ” ต่อที่ประชุม สปท. โดยมีเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับการสร้างความปรองดองผ่านการทำสัญญาประชาคมดังนี้

การสร้างความรู้รักสามัคคีของคนในชาติให้มีมาตรการการป้องกันความขัดแย้งในอนาคตและแก้ปัญหาโดยสันติวิธี ต้องดำเนินการให้มีการทำ “สัญญาประชาคม” ร่วมกันของพี่น้องประชาชนทุกหมู่เหล่า เพื่อให้เกิดความปรองดองกับคนในชาติ

สัญญาประชาคม (Social Contract) เป็นทฤษฎีการเมืองเก่าแก่ที่ถือว่าสังคมการเมืองเกิดจากการทำสัญญาหรือข้อตกลงร่วมกัน ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยปริยาย จะเป็นทางการหรือไม่ก็ตาม ที่ผู้มีส่วนร่วมเกี่ยวข้อง เช่น ประชาชนกับรัฐให้การยินยอม (Consent) เพื่อให้ตนเองหลุดพ้นมาจากการตกอยู่ในสภาวะธรรมชาติ (State of Nature) โดยร่วมกันก่อตั้งประชาคมการเมืองที่มีกฎหมาย มีหลักความยุติธรรม และมีหลักศีลธรรมขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของประชาชนกับรัฐบาล โดยการอ้างถึงสิทธิในการรักษาความปลอดภัยของตนเองเป็นหลัก

สำหรับเนื้อหาสาระที่จะทำเป็นสัญญาประชาคมในสถานการณ์ปัจจุบัน ควรคำนึงถึงข้อตกลงที่ประชาชนและรัฐที่มีต่อสาธารณชนทั่วไป ตามแนวทางประกอบด้วย

1.ประชาชนตกลงร่วมกันดำรง จงรักภักดี และรักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และจะน้อมนำศาสตร์พระราชา

2.ประกอบอาชีพด้วยความสุจริต มีความพอเพียง มีความขยันหมั่นเพียร มีคุณธรรม จริยธรรม มีระเบียบวินัย มีไมตรีจิตต่อกัน ไม่เบียดเบียนกัน ไม่ทำผิดกฎหมาย และจะปฏิบัติตามกฎหมายโดยเคร่งครัด

3.การให้มีการสนับสนุนและร่วมมือกับรัฐ ในการทำให้สังคมและเศรษฐกิจดีขึ้น

4.จะร่วมมือกันในการทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย ไม่กระทำการใดอันเป็นความ ขัดแย้งหรือสร้างความแตกแยกในมวลหมู่ประชาชน

5.จะสนับสนุนและร่วมมือให้เกิดการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม จะยอมรับผลการเลือกตั้ง โดยเป็นนักการเมืองที่ดี ไม่ทุจริตประพฤติมิชอบ มีคุณธรรม จริยธรรม และจะไม่เสนอแนวนโยบายที่สร้างปัญหาและภาระให้กับงบประมาณแผ่นดิน อันจะก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับประชาชนทั้งประเทศ

6.จะให้ความร่วมมือสนับสนุนรัฐในการปกป้องและรักษาไว้ซึ่งทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งไม่บุกรุกป่าสงวนและที่ดินของรัฐ เว้นแต่เป็นที่ดินที่รัฐจัดให้

7.จะไม่กระทำการใดที่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น

นอกเหนือไปจากการทำสัญญาประชาคมแล้ว ควรมีมาตรการในการดำเนินการต่างๆ ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะการลดความรุนแรงทางการเมือง อาทิ ควรมีการเฝ้าระวังสถานการณ์ระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า หรือการปะทะรุนแรงระหว่างฝ่ายประชาชนกับประชาชน หรือกับฝ่ายเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง และเมื่อเกิดสัญญาณความขัดแย้งในทางการเมือง สร้างสำนึกและความตระหนักถึงการใช้เสรีภาพส่วนบุคคลให้มีความรับผิดชอบ

ในการควบคุมฝูงชน ให้ใช้วิจารณญาณในการปฏิบัติต่อสถานการณ์อย่างรอบคอบ เน้นใช้การเจรจา ปฏิบัติตามกฎการปะทะตามหลักสากลอย่างเคร่งครัด และไม่ใช้อาวุธร้ายแรงในการแก้ปัญหาการชุมนุมของฝูงชน

ขณะเดียวกันควรมีมาตรการป้องกันมิให้เกิดต้นตอหรือปัจจัยเริ่มต้นของปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ได้แก่ การทุจริตคอร์รัปชั่นหรือความผิดต่อความมั่นคง ที่เป็นสาเหตุให้ประชาชนต้องออกมาต่อต้านหรือขับไล่

นอกจากนี้ ให้ยึดหลักแนวทางการแก้ปัญหาความขัดแย้งในทางการเมืองด้วยการใช้กระบวนการทางรัฐสภา และกระบวนการยุติธรรม โดยหากมีปัญหาในประเด็นสำคัญของประเทศที่จำเป็นต้องใช้ความเห็นของคนส่วนใหญ่ของประเทศเพื่อหาข้อยุติอย่างการใช้การทำประชามติ เพื่อให้ประชาชนในประเทศส่วนใหญ่มีส่วนร่วมและเป็นผู้ตัดสินใจ

 

ผนึกกำลัง 4 พรรคใหญ่สู้ ‘ทหาร’ ข้อเสนอที่เป็นไปได้ยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 พฤษภาคม 2560 เวลา 09:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/497074

ผนึกกำลัง 4 พรรคใหญ่สู้ ‘ทหาร’ ข้อเสนอที่เป็นไปได้ยาก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สูตรผนึกกำลัง 4 พรรคการเมืองใหญ่จับมือสู้ศึกเลือกตั้งคานอำนาจ “ทหาร” ถูกโยนออกมาแบบถูกที่ถูกเวลา

เมื่อ พิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในวัย 91 ปี ออกมาระบุว่าทางเดียวที่พรรคการเมืองจะต่อสู้กับพรรคทหาร เพื่อรักษาประชาธิปไตยได้ คือ 4 พรรคการเมืองใหญ่ ได้แก่ เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย และชาติไทยพัฒนา จะต้องสงบศึก ผนึกกำลังกัน เพื่อต่อสู้พรรคทหาร

ทั้งนี้ จะตกลงกันก่อนเลือกตั้ง ว่าระหว่างหาเสียงจะไม่โจมตีสาดโคลนกัน เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาแล้ว ได้พรรคที่มี สส.มากที่สุด พรรคที่เหลือต้องสนับสนุนให้พรรคที่ชนะเป็นนายกฯ จัดตั้งรัฐบาล

ที่มาที่ไปของข้อเสนอดังกล่าวน่าจะมาจาก “สัญญาณ” ที่สะท้อนความพยายามของทหารที่อาจต้องการจะอยู่ในอำนาจต่อไป ​​

เริ่มตั้งแต่ ​พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมาโยน 4 คำถามให้ประชาชนช่วยกันคิดหาคำตอบประมาณว่าเลือกตั้งแล้วยังไม่ตอบโจทย์ปฏิรูปจะทำอย่างไร จนถูกตีความว่าเป็นการโยนหินวัดกระแสสังคมหากจะมีการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปจากโรดแมปเดิมแบบไม่มีกำหนด

“ผมไม่เคยพูดสักคำว่าจะไม่เลือกตั้ง แล้วนักการเมืองตีความอย่างนั้นทำไม หลายคนที่ออกมาพูดวันนี้สร้างความเสียหาย วันหน้าถ้าเกิดปัญหาขึ้นอีกจะเรียกใคร ประยุทธ์ไม่อยู่แล้วจะเรียกใคร แล้วบอกทหารไม่ต้องรัฐประหารซึ่งไม่มีใครอยากจะทำอยู่แล้ว ถ้าพวกคุณไม่สร้างความเสียหายไว้”

สอดรับไปกับสถานการณ์ความไม่สงบที่กลับมาปะทุอีกรอบในช่วงครบรอบ 3 ปี คสช. ท่ามกลางข้อกังขาว่า อาจเป็นแผนสร้างความปั่นป่วนเพื่อเป็นเงื่อนไขนำมาสู่การเลื่อนการเลือกตั้ง

แม้แต่ผลสำรวจความคิดเห็นจากกรุงเทพโพลล์ โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่ถามว่า ​“หากวันนี้มีสิทธิออกเสียงเลือกนายกรัฐมนตรี ท่านจะออกเสียงสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่” พบว่า ส่วนใหญ่​ 52.8% ระบุว่า สนับสนุน​ แม้จะลดลงจากเมื่อเดือน ม.ค.​ที่ผ่านมา แต่ก็ยังมากกว่ากลุ่มที่ไม่สนับสนุน ซึ่งมี 25.6% และ 21.6% งดออกเสียง

นำมาสู่การรีบออกมาเคลื่อนไหวของบรรดาพรรคการเมืองต่างๆ ที่ตบเท้าเรียกร้องขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ ยึดมั่นเดินหน้าจัดการเลือกตั้งตามโรดแมปที่กำหนดไว้

ต่อเนื่องด้วยข้อเสนอของ พิชัย ที่ปลุกกระแสผนึกกำลังของนักการเมืองสู้ทหาร ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก

ประการแรก​ ​จุดยืนและท่าทีของพรรคการเมืองที่แตกต่างกันชัดเจนโดยเฉพาะ​ เพื่อไทย และประชาธิปัตย์ ที่ไม่เคยลงรอยหรือคิดอ่านไปทางเดียวกันมาตั้งแต่ก่อนรัฐประหารจนถึงปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นเรื่องแนวคิด นโยบาย ตลอดจนวิธีการบริหาร การจับมือกันบริหารประเทศจึงอาจสร้างความวุ่นวายมากกว่า​แยกกันเดิน

ล่าสุด ​อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุชัดเจนว่า พรรคการเมืองจะจับมือก็ได้ก็ต่อเมื่อมีอุดมการณ์ที่ตรงกัน จะบอกว่า ให้ 4 พรรคจับมือกันโดยไม่ดูเลยว่าอุดมการณ์และนโยบายของแต่ละพรรคจะเป็นไปได้อย่างไร

ประการที่สอง ระบบเลือกตั้งใหม่ที่คาดว่าจะเป็นกลไกนำไปสู่สภาพเบี้ยหัวแตกไม่น่าจะมีพรรคใดพรรคหนึ่งได้เสียงข้างมากเบ็ดเสร็จเด็ดขาด การรวมพลังย่อมทำให้เกิดเอกภาพได้ยากในทางปฏิบัติ ยิ่งในช่วงที่ต้องการรวมเสียงเพื่อลงมติในเรื่องสำคัญ จนอาจเกิดสภาพการต่อรองสูงจนสร้างปัญหากระทบเสถียรภาพ

แถมด้วยเงื่อนไขสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านที่เปิดให้ สว.250 คน เข้ามามีส่วนเรื่องนายกรัฐมนตรีด้วยแล้วย่อมทำให้เสียงที่ดูจะเป็นเอกภาพกลุ่มนี้เป็นตัวกำหนดทิศทางการเลือกนายกรัฐมนตรีและการจัดตั้งรัฐบาลได้ง่าย

เพียงแค่รวมเสียงเพิ่มจาก สส.126 จาก 500 เสียง ก็จะได้เสียงข้างมากของ สส.และ สว.750 คน สามารถชี้ขาดการเลือกนายกรัฐมนตรี​แบบไม่ต้องออกแรงมากนัก

ประการที่สาม ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่ยังอึมครึมไม่รู้ว่ารัฐบาลใหม่หน้าตาจะออกมาอย่างไร และจะอยู่ต่อไปได้อีกนานแค่ไหน การเกาะขั้วอำนาจอย่าง คสช.ที่มีช่องทางการผ่องถ่ายอำนาจของ คสช.​ไปยัง​กลไกอื่น หลังการเลือกตั้ง อาจเป็น ทางเลือกที่ดีกว่าการไปผนึกกำลังกันเองระหว่างพรรคการเมือง

ยิ่งในระบบเลือกตั้งที่ยังไม่รู้ว่าจะมีการตั้งพรรค “นอมินี” ของทหารเข้ามาลงสนามแข่งกับพรรคการเมืองปกติหรือไม่ แถมยังเห็นการจัดกำลังลง พื้นที่​ปูพรมดูแลความสงบที่อาจเอื้อประโยชน์ต่อการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นด้วยแล้ว ยิ่งทำให้พรรคการเมืองต้องคิดหนักกับการเลือกพันธมิตรทาง การเมือง

อีกทั้งในยุคที่นักการเมืองถูกมองว่าเป็นจำเลยสร้างปัญหาที่หมักหมมยาวนาน ​การผนึกกำลังของ 4 พรรคการเมือง จึงไม่ใช่เรื่องง่าย​ในบริบทการเมืองเช่นนี้ ​

แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ในช่วงใกล้เลือกตั้งว่า คสช.จะยังรักษาคะแนนนิยมความเชื่อมั่นได้มากน้อยแค่ไหนอันจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อคะแนนเสียงเลือกตั้งที่จะเป็นปัจจัยชี้ขาดพันธมิตรทางการเมือง​ในเวลานั้น