จุดกระแสไม่รับ รธน. วางหมาก คสช.อยู่ยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/444635

จุดกระแสไม่รับ รธน. วางหมาก คสช.อยู่ยาว

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ช่วงโค้งสุดท้ายการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 7 ส.ค.นี้ สถานการณ์ทางการเมือง เข้มข้นขึ้นตามลำดับ มีการชิงไหวชิงพริบกันระหว่างฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ว่าผลของการลงมติครั้งนี้จะออกมาอย่างไร ก็มีผลกระทบโดยตรงต่อสถานะของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

งานนี้ คสช.คิดหนัก โดยเฉพาะหากรัฐธรรมนูญไม่ผ่านขึ้นมา จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามกดดันเรียกร้องให้ คสช.ต้องแสดงความรับผิดชอบหนักหน่วงขึ้น

แม้นาทีนี้ คสช.มั่นใจว่าจะกุมสถานการณ์ได้ แต่หากถึงสถานการณ์จริง คสช.อาจต้องเผชิญกับเสียงเรียกร้องต่างๆ นานาจนทำให้อำนาจการบริหารประเทศของ คสช.สั่นคลอนได้

ทั้งนี้ กระแสไม่รับร่างรัฐธรรมนูญมีสูงมากขึ้นเรื่อยๆ และล่าสุด “เครือข่ายพลเมืองผู้ห่วงใย” ประกอบด้วย นักวิชาการ กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่มาจากหลายขั้วหลากสี รวมถึงพรรคการเมืองใหญ่อย่างพรรคเพื่อไทย ประชาธิปัตย์ และพรรคชาติไทยพัฒนา ออกมาเรียกร้อง 5 ข้อ สรุป ว่า 1.เปิดให้ประชาชนทุกฝ่ายได้ถกแถลงแสดงความคิดเห็น 2.ทางเลือกต้องชัด หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านจะยังไงต่อ 3.ถ้าไม่ผ่าน รัฐธรรมนูญใหม่ต้องให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม 4.หากข้อ 1-3 เกิดขึ้น ทุกฝ่ายต้องยอมรับผลประชามติ และ 5.รัฐธรรมนูญที่จะได้มาต้องเป็นประชาธิปไตย คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ มีระบบตรวจสอบ ถ่วงดุล มีการปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรม

แม้กลุ่มนี้จะไม่ได้เรียกร้องให้คว่ำรัฐธรรมนูญโดยตรง แต่หาก คสช.ไม่ยอมทำตามข้อเรียกร้องโอกาสสูงที่กลุ่มดังกล่าวจะประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

นอกจากนี้ ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนจากหลายๆ สำนัก จะพบว่า ทั้งโพลแบบเปิดเผย หรือปิดลับ ผลโพลต่างออกมาคล้ายๆ กันคือ ก้ำกึ่งและสูสีกันมาก ระหว่าง “เห็นชอบ กับไม่เห็นชอบ” ซึ่งโอกาสที่จะประชามติไม่ผ่านเพิ่มสูงขึ้นอีก

ปมปัญหานี้ กุนซือ คสช.ย่อมมองออก จึงพยายามจุดกระแสไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อยู่ยาวต่อไป จนกว่าจะปฏิรูปประเทศแล้วเสร็จ โดยไม่ต้องรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

คนที่จุดพลุเรื่องนี้ คือ “ไพศาล พืชมงคล” กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ของรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี

“ผมขอประกาศว่า ผมไม่รับร่างรัฐธรรมนูญครับ …ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่าน ก็เป็นไปตามโรดแมป ใครอย่ามาอ้างแพ้ชนะ และถ้าจะอ้างอย่างนั้น ก็ต้องอ้างว่า ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ผ่าน เป็นชัยชนะของประชาชนที่ต้องการให้ปฏิรูปประเทศให้เสร็จก่อน

…ยังมีอีกมากกลุ่มที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี บริหารประเทศไปอีก 5 ปีถึง 20 ปี แม้จะยังคงโต้แย้งกันบ้างว่าจะเป็น 5 ปี หรือ 20 ปี ก็เป็นเรื่องปลีกย่อย หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ก็ต้องถือว่าเป็นชัยชนะของกลุ่มนี้ด้วยเหมือนกัน เราต่างก็เป็นคนไทยด้วยกัน ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่าน ก็หวังแต่ให้บ้านเมืองสงบสุข ปวงประชาสามัคคีกัน ทำมาค้าขายได้ ก็พอใจแล้ว”

จากถ้อยคำของ “ไพศาล” ชัดเจนว่า ที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ต่อไป 20 ปี โดยเชื่อมั่นว่า เมื่อรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน จะต้องมีการร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่ ซึ่งทาง คสช.จะร่างอย่างไรก็ได้เพื่อให้มีอำนาจอยู่ต่อไป เพราะถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่าน ทาง คสช.จะไม่มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศ และที่สำคัญนักการเมืองจะกลับมาแชร์อำนาจอีก

หมากเกมนี้ หากสำเร็จ ทำให้ คสช.อยู่ในสถานะมั่นคงในอำนาจขึ้นมาทันที เพราะไม่ว่าผลประชามติร่างรัฐธรรมนูญจะออกอย่างไร คสช.ปลอดภัย คือถ้ารัฐธรรมนูญผ่านประชามติ คสช.ก็เดินหน้าตามกลไก ซึ่งฝ่ายไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ มองว่าแม้จะมีการเลือกตั้ง แต่กลไกในรัฐธรรมนูญในหลายมาตราจะยังเอื้อให้ คสช.คุมอำนาจต่อไป

ในทางกลับกัน หากรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน คสช.ก็จะไม่เสียหาย เพราะจะอ้างได้ว่า ที่ประชาชนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเพราะคนต้องการให้ คสช.อยู่ต่อจนกว่าจะมีการปฏิรูป ไม่ใช่เพราะคนต้องการไล่ คสช.

อย่างไรก็ตาม ถึงตรงนั้น ต่างฝ่ายต่างอ้าง เพื่อสร้างความชอบธรรม และในที่สุด คสช.ก็ยังอยู่ในอำนาจต่อไป ดังนั้นการจุดกระแสไม่รับร่างรัฐธรรมนูญของ “ไพศาล” แน่นอนต้องการอ้างคะแนนเสียงที่ประชาชนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ มาเป็นข้ออ้างเพื่อให้ คสช.อยู่ยาว

ทั้งหมดนี้ หากพิจารณาจากเป้าหมายปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง คสช.อาจขออยู่ต่อ หรือหากพิจารณาจากพลังการเคลื่อนไหวกดดันจากฝ่ายตรงข้าม คสช. ณ เวลานี้ ไม่มีกลุ่มใดสามารถต่อกรกับ คสช.ได้ ดังนั้นแม้รัฐธรรมนูญผ่าน หรือไม่ผ่านประชามติ คสช.ย่อมอยู่ต่อ หรืออยู่ยาวได้

ฉะนั้นการขยับของ “ไพศาล” ในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณว่า คสช.วางหมากทางการเมืองรองรับไว้แล้วทุกด้าน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับทุกอุบัติเหตุทางการเมืองที่อาจจะเกิดขึ้นหลังวันที่ 7 ส.ค.นี้

 

ปิดประตู ‘หงายไพ่’ คสช.อุบไต๋คุมเชิงประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/444199

ปิดประตู ‘หงายไพ่’ คสช.อุบไต๋คุมเชิงประชามติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

จนถึงนาทีนี้คงเป็นไปได้ยากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะยอม “หงายไพ่” แจกแจงรายละเอียดว่าหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย ฤชุพันธุ์ ไม่ผ่านประชามติในวันที่ 7 ส.ค.นี้ เส้นทางที่จะเดินไปข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

แม้ล่าสุด “เครือข่ายพลเมืองผู้ห่วงใย” จะรวมตัวออกโรงเรียกร้องประเด็นนี้ต่อ คสช.ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการออกเสียงประชามติก็ตาม

ต้องยอมรับว่าการขยับครั้งนี้ถือเป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญของภาคส่วนต่างๆ ในสังคมที่ต้องการเห็นทางเลือกที่ชัดเจนเพื่อให้การออกเสียงประชามติเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส เปิดพื้นที่แสดงความคิดเห็น

ที่สำคัญ การขยับครั้งนี้ไม่ใช่การเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองหรือกลุ่มที่หวังอาศัยจังหวะสร้างสถานการณ์กดดันการทำงานของ คสช. เพราะกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ เป็นเครือข่ายประชาสังคมและนักวิชาการจากหลายสถาบัน โดยมีผู้สนับสนุนลงนามในคำแถลง 117 คน กับอีก 17 องค์กร

ส่องดูรายชื่อ อาทิ สุริชัย หวันแก้วโคทม อารียา สุรชาติบำรุงสุข บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ สุหฤท สยามวาลา อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บัญญัติ บรรทัดฐาน องอาจ คล้ามไพบูลย์ สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล นิกร จำนง สมชาย วงศ์สวัสดิ์  พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ วันมูหะมัดนอร์มะทา คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

หลายคนเป็นนักวิชาการเป็นที่เคารพนับถือในสังคม ขณะที่ส่วนของภาคการเมืองที่มาร่วมลงรายชื่อนั้นก็มาจากหลายพรรคใหญ่ ทั้งเพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ชาติไทย หลายคนเป็นทั้งอดีตนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี อดีตประธานสภา ฯลฯ ที่ทำให้เสียงสะท้อนครั้งนี้มีน้ำหนักมากกว่าที่ผ่านมา

จะเห็นว่า ก่อนหน้านี้มีความพยายามทวงถามความชัดเจนจาก คสช.อยู่เป็นระยะเพื่อให้การตัดสินใจออกเสียงประชามติเป็นไปอย่างรอบคอบ เมื่อรู้ว่า “ทางเลือก” ในกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านจะเป็นอย่างไร เพื่อจะได้นำไปเปรียบเทียบได้ว่า “ดี” หรือ “ร้าย” กว่าฉบับนี้

แต่ท่าทีที่ผ่านมาของ พล.อ.ประยุทธ์ ตลอดจนคนใน คสช.ยังเต็มไปด้วยความคลุมเครือและสับสน

ชัดเจนที่สุดคงเป็นท่าทีจาก วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กับการออกมาอธิบายถึงความเป็นไปได้ว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติก็จะนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว 4 ประเด็นหลัก คือ 1.ใครเป็นคนร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 2.ทำโดยวิธีใด 3.กรอบเวลาให้เสร็จเมื่อไร และ 4.เมื่อร่างเสร็จแล้วต้องดำเนินการอย่างไรต่อ

พร้อมตบท้ายว่าส่วนตัวเห็นว่าไม่จำเป็นต้องประชามติอีกเพราะจะทำให้เสียเวลานาน

อีกด้านหนึ่ง ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ เคยหลุดปากกว่าหากมีปัญหามากนัก ก็จะเขียนรัฐธรรมนูญเอง โดยเอาความรู้สึกของประชาชนว่าต้องการอะไรมาเขียน ก่อนจะมาอธิบายว่าเป็นคำพูดไม่ทางการ

“อย่ามาถือสาผม ผมก็พูดของผมให้มีอารมณ์ไปเรื่อย ถือเป็นหลักการพูด รู้จักกันบ้างหรือไม่ ซึ่งคำทางพระเรียกว่า เทศน์แบบคาบลูกคาบดอก” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ท่าทีทั้งหลายเหล่านี้ทำยิ่งทำให้ “ทางเลือก” ในกรณีที่หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามตินั้น ยิ่ง “คลุมเครือ” จนไม่รู้ว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร
กันแน่

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น นี่อาจเป็นความตั้งใจจากฝั่ง คสช. ด้วยเหตุผลหลายประการ เริ่มตั้งแต่ต้องการบีบให้กลุ่มคนที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญคิดหนักว่าจะลงมติ “ไม่รับ” หรือไม่ เพราะไม่มีหลักประกันว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ออกมาใหม่จะดีกว่าฉบับที่กำลังจะลงมติ

แม้จะถูกโจมตีว่าเป็นการ “มัดมือชก” แต่ทาง คสช.ก็พยายามชี้แจงว่าอยากให้โฟกัสที่เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญมากกว่าเปรียบเทียบระหว่างฉบับนี้หรือฉบับใหม่

ประเด็นถัดมา หาก คสช.พูดชัดเจนว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านแล้วจะเดินหน้าต่อไปอย่างไรนั้น ก็เท่ากับเป็นการ “ผูกมัดตัวเอง” ให้ต้องทำตามที่รับปากอย่างไม่มีทางเลือก

ดังจะเห็นว่าจากการประเมินสถานการณ์เบื้องต้น ช่วงการออกเสียงประชามติยังเต็มไปด้วยความเปราะบาง ที่อาจมีปัจจัยนำไปสู่การพลิกผันได้ตลอดเวลา

การตีกรอบให้ตัวเองต้องเดินไปตามทางที่กำหนดไว้ท่ามกลางความสุ่มเสี่ยงจึงอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก เพราะหากถึงจุดหนึ่งอาจจำเป็นต้องตัดสินใจเดินออกนอกทางที่ประกาศไว้

การเปิดทางเดินให้กว้างไว้ในช่วงปลายโรดแมปย่อมเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับ คสช.ที่กำลังจะต้องเตรียมหาทางแลนดิ้งลงจากหลังเสือ

ดังนั้น ต่อให้มีความพยายามหรือแรงกดดันมากแค่ไหน ก็เป็นเรื่องยากที่ คสช.จะยอมหงายไพ่เผยหน้าตักของตัวเองทั้งหมด ที่จะทำให้ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในเดิมพันที่ใกล้จะรู้ผลแพ้ชนะ

 

เสียงต้านรุมเร้า โค้งสุดท้ายประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:16 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/443966

เสียงต้านรุมเร้า โค้งสุดท้ายประชามติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ยิ่งเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 ส.ค. กลุ่มต้าน กลุ่มค้าน ร่างรัฐธรรมนูญยิ่งเปิดหน้าออกมาประกาศจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญมากขึ้นเรื่อยๆ ปลุกให้เสียง “ไม่รับ” ดังมากขึ้นเรื่อยๆ ในสังคม

ล่าสุด “กลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใย” เปิดหน้าออกแถลงเรียกร้องดึงทุกฝ่ายในสังคมร่วมผลักดัน 5 ข้อเรียกร้อง ได้แก่ 1.เปิดให้ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยได้ถกแถลงด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วนและรอบด้าน เอื้อให้มีพื้นที่สาธารณะที่ปลอดภัยสำหรับทุกฝ่าย เพื่อการแสดงความเห็นอย่างสร้างสรรค์ 2.ต้องมีการเสนอทางเลือกที่ชัดเจนให้กับประชาชน กรณีไม่ผ่านประชามติกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญอย่างไรต่อไป

3.กรณีร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ควรมีกระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มาจากฉันทามติ ผ่านกลไกทุกกลุ่มทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการออกแบบกระบวนการและกำหนดหลักการสำคัญในรัฐธรรมนูญ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านกลับสู่ความเป็นประชาธิปไตย เป็นไปตามกรอบเวลาที่มีการประกาศไว้ในโรดแมป สู่การเลือกตั้ง 4.หากหลักการตามข้อเรียกร้อง ข้อ 1-3 ที่กล่าวมาข้างต้นเกิดขึ้นจริง ทุกกลุ่มทุกฝ่ายควรยอมรับในผลของการทำประชามติ โดยร่วมกันส่งเสริมให้เกิดสันติภาพและเสถียรภาพในสังคม

และ 5.รัฐธรรมนูญที่จะได้มานั้นควรมีหลักการสำคัญ อาทิ การคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสิทธิของประชาชนในด้านต่างๆ ที่ไม่ถดถอยไปจากเดิม การตรวจสอบการถ่วงดุลการใช้อำนาจอธิปไตยของกลไกทางการเมืองที่มีความสมดุล การกำหนดให้มีการปฏิรูปที่เป็นรูปธรรม การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นที่มีความพร้อมในการจัดการตนเอง การกำหนดมาตรการในการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น และมาตรการในการป้องกันความขัดแย้งไม่ให้ขยายผลไปสู่การใช้ความรุนแรง รวมทั้งมีบทบัญญัติที่เอื้อให้สามารถปรับเปลี่ยนแก้ไขรัฐธรรมนูญได้โดยไม่ยากเกินไป เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์และความเปลี่ยนแปลงของสังคมตามความจำเป็นและตามกรอบของกฎหมาย

แม้จะไม่ได้ประกาศจุดยืนชัดเจนว่า “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แต่ท่าทีและมุมมองต่อเนื้อหาสาระในร่างรัฐธรรมนูญที่สะท้อนออกมาก็พอจะชี้ชัดในตัวเอง

ความสำคัญของ “กลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใย” อยู่ที่กลุ่มนี้เป็นการรวมตัวของกลุ่มบุคคล องค์กร จากทั้งภาควิชาการ เอ็นจีโอ ที่มีชื่อเสียง โคทม อารียา สุริชัย หวันแก้ว สุรชาติ บำรุงสุข บัณฑูร เศรษฐ
ศิโรตม์ รวมไปถึงตัวแทนจากพรรคการเมืองขั้วต่างๆ ทั้ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

นั่นทำให้พลังของกลุ่มนี้มีน้ำหนักจนคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่อาจมองข้ามหรือใช้วิธีเดิมๆ เข้าไปสกัดเหมือนที่เคยทำมา เพราะด้วยตัวองค์กรและบุคลากรที่มาจากภาควิชาการที่ไม่ใช่ขาประจำหรือมีเบื้องหน้าเบื้องหลังเคลือบแคลงแล้ว แม้แต่บุคคลที่มาจากฝั่งการเมืองเองก็หลากหลายไม่ใช่พรรคใดพรรคหนึ่ง จนอาจตีความว่าเป็นการเรียกร้องของกลุ่มขั้วอำนาจเก่าเท่านั้น

จะเห็นว่าท่าทีในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการออกเสียงประชามติ เสียงไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก่อตัวมากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ก่อนหน้านี้ เพื่อไทย และแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียออกมาขยายผลปลุกกระแสนำเสนอมุมมองไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

ต่อเนื่องด้วยกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ที่ออกมาเคลื่อนไหวรุกหนักขึ้น และเริ่มมีแนวร่วมออกมาร่วมเคลื่อนไหวมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ คสช.ต้องหันมาจับตาและตีกรอบไม่ให้บานปลายมากขึ้น

ก่อนหน้านี้ ยังมีเครือข่ายกลุ่มนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมืองที่ประกาศจุดยืนออกแถลงการณ์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

ดูจะมีเพียง สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. ที่เปิดหน้าเชียร์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้  นอกเหนือไปจากฝั่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่โหมประชาสัมพันธ์ในช่วงโค้งสุดท้าย ทั้งการทุ่มเงิน 10 ล้านบาท ตีพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญลงหนังสือพิมพ์ 8 ฉบับ ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องหลายพื้นที่ยังไม่ได้รับแจกเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ

ขณะที่การจัดเวทีดีเบตร่างรัฐธรรมนูญที่ กกต.กำลังเป็นแม่งาน ดึงฝ่ายที่เห็นต่างขึ้นเวทีร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นนั้น ด้านหนึ่งย่อมช่วยลดแรงกดดันที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้เปิดกว้างสำหรับการแสดงความคิดความเห็น สร้างความชอบธรรมให้การทำประชามติ

แม้สุดท้ายอาจจะกลายเป็นแรงกระเพื่อมรุนแรงที่ปลุกให้ “เสียงต้าน” มีน้ำหนักและเป็นที่รับรู้รับทราบในวงกว้างมากขึ้น และปลุกให้หลายฝ่ายออกมาแสดงความคิดความเห็นในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการออกเสียงประชามติ

 

เปิดดีเบตร่าง รธน. แก้เกมฝ่ายต้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/443813

เปิดดีเบตร่าง รธน. แก้เกมฝ่ายต้าน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับเป็นการเดินเกมการเมืองในช่วงจังหวะสำคัญพอสมควร ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมเปิดเวทีอภิปรายหรือดีเบตร่างรัฐธรรมนูญ โดยจะออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ด้วย

ในประเด็นนี้ สมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. อธิบายว่า กกต.เป็นผู้กำหนดประเด็นเนื้อหาทั้งหมด 10 หัวข้อ ที่ส่วนใหญ่เป็นปัญหากระทบความเป็นอยู่ใกล้ตัวเกี่ยวกับสิทธิที่ประชาชนมีความห่วงใยและ
มีการปล่อยข่าวให้สังคมเกิดความเข้าใจผิดมาตลอด อาทิ บัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรค เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ การศึกษาฟรี 12 ปี

“เราจะให้มีกลุ่มนักวิชาการจากเครือข่ายไอลอว์ กลุ่มประชาธิปไตยใหม่ มาร่วมเวทีในฐานะที่เป็นผู้เสนอขอให้มีเวทีพูดคุยอย่างเสรี 4 ครั้ง และจะเชิญกลุ่มตัวแทนภาคประชาชนทั่วไปอีก 6 ครั้ง รวมทั้งจะพยายามเชิญตัวแทนจากกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มาร่วมถกปัญหาภายใต้บรรยากาศที่เป็นสาระ ไม่ใช้สำนวนตีรวน เอาชนะ ปลุกระดม หรือเอาแต่ความสนุกสนาน โดยจะควบคุมไม่ให้เกิดสภาพฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดรุมอีกฝ่ายและจะบันทึกเทปเผยแพร่” สมชัย ระบุ

ทั้งนี้ รูปแบบรายการที่ว่านี้ กกต.จะไม่เป็นรายการสด แต่จะบันทึกเอาไว้เพื่อนำไปทยอยออกอากาศระหว่างวันที่ 25 ก.ค.-5 ส.ค. เวลา 13.00-14.00 น. ซึ่งการดีเบตในลักษณะนี้เรียกง่ายๆ ว่า “ดีเบตแห้ง”

ส่วนท่าทีของแต่ละฝ่าย ทั้งพรรคการเมือง และกลุ่มภาคประชาชน ค่อนข้างจะตอบรับอยู่พอสมควร เหลือเพียงแต่ กรธ.ที่ยังคงสงวนท่าทีอยู่

นรชิต สิงหเสนี โฆษก กรธ. ระบุว่า “ตามขั้นตอนคงต้องรอให้ กกต.แจ้งรายละเอียดต่างๆ มาให้ กรธ.อย่างเป็นทางการก่อน จากนั้น กรธ. จึงจะประชุมและมีความเห็นร่วมกันต่อไป”

แม้ก่อนหน้านี้ กรธ.จะมีความเห็นร่วมกันว่าจะไม่ไปร่วมเวทีดีเบต เพราะไม่ต้องการให้ใครนำไปสร้างเป็นเงื่อนไขทางการเมือง แต่เมื่องานนี้ กกต.ลงมาเป็นเจ้าภาพเองและไม่ได้รายการสดทางโทรทัศน์ ทาง “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ. คงไม่ขัดข้องแต่อย่างใด

การเปิดให้มีเวทีดีเบตของ กกต.นั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีเป้าหมายเพื่อต้องการแก้เกมฝ่ายต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญ

ที่ผ่านมา กรธ. กกต. รัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต่างถูกโจมตีว่าชกฝ่ายเดียว ด้วยการใช้ทรัพยากรของรัฐรณรงค์เพื่อประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ ถึงฝ่ายรัฐบาลจะอ้างเป็นเพียงช่องทางเพื่อให้ประชาชนได้เห็นเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น โดยไม่ได้ชี้นำใดๆ ทั้งสิ้น แต่ด้านหนึ่งก็ถูกมองว่าเป็นการสื่อสารที่หวังผลในทางการเมือง

อีกทั้งยังโดนโจมตีไปถึงเรื่องการเปิดพื้นที่ให้ฝ่ายที่ไม่สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญที่ยังไม่ให้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ จนก่อให้เกิดเป็นกระแสในทางลบและสร้างบรรยากาศที่ไม่ดี

เมื่อกระแสเหล่านี้มีผลให้อุณหภูมิการเมืองเริ่มสูงขึ้น แน่นอนว่าย่อมมีผลต่อการตัดสินใจลงคะแนนประชามติร่างรัฐธรรมนูญของประชาชนที่อาจแสดงถึงการต่อต้าน คสช.ด้วยการลงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งยิ่งทำให้โอกาสที่ร่างรัฐธรรมนูญถูกคว่ำย่อมมีสูง

ดังนั้น การแก้เกมที่ดีที่สุด คือ การเปิดให้โต้วาที เอาทุกฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยมาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน

อย่างน้อยจะช่วยลดข้อครหาที่ว่าด้วย “การชกข้างเดียว” ออกไปบ้าง รวมไปถึงเป็นช่องทางหนึ่งที่ลดความขัดแย้งที่นำไปสู่การสร้างบรรยากาศที่ดีที่เอื้อต่อการลงประชามติ

การเปิดเวทีลักษณะนี้อาจบอกได้ว่า “วิน-วิน” ทุกฝ่าย ฝ่ายต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญจะได้มีโอกาสนำเสนอข้อมูลที่ตัวเองเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้ยังมีข้อบกพร่องอยู่นำไปสู่สาธารณะโดยตรง

ไม่ต่างอะไรกับฝ่ายผู้ร่างรัฐธรรมนูญและฝ่ายสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ จะได้ใช้พื้นที่เดียวกันนี้เพื่อชี้ให้เห็นถึงข้อดีของร่างรัฐธรรมนูญ จากเดิมที่แต่ละฝ่ายต่างพูดในเวทีและพื้นที่ของตัวเองหรือผ่านสื่อมวลชน

เหนืออื่นใด เวทีดีเบตช่วงโค้งสุดท้ายจะเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลและ คสช.ในอนาคตด้วย

โดยหลังจากเวทีดีเบตหากร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ ย่อมจะเป็นเงื่อนไขให้รัฐบาลและ คสช.นำไปใช้เป็นข้ออ้างว่าร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติแบบสง่างามได้ แต่ถ้าไม่มีเวทีดีเบต ต่อให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ จะไม่มีทางหนีข้อครหาไปได้ หนำซ้ำจะยิ่งทำให้การยอมรับร่างรัฐธรรมนูญลดลงด้วย

ทั้งหมดนี้ กกต.หวังใช้เป็นเส้นทางสร้างความชอบธรรมให้กับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะคงไม่มีประโยชน์อะไรหากร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติท่ามกลางเสียงตำหนิว่าเป็นมวยที่ชกอยู่ข้างเดียว

 

ปิดกั้นประชามติ ประเทศเสี่ยง ‘ไม่น่าเชื่อถือ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/443810

ปิดกั้นประชามติ ประเทศเสี่ยง ‘ไม่น่าเชื่อถือ’

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

3 สัปดาห์สุดท้ายก่อนลงประชามติ 7 ส.ค. ปฏิกิริยาจากฝ่ายรัฐในการติดตามตรวจสอบกลุ่มเห็นต่างร่างรัฐธรรมนูญยังดำเนินต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการคุมเข้มการแสดงออกด้วยการแจกใบปลิว หรือใช้ไม้แข็ง ห้ามแจกเอกสาร “ความเห็นแย้ง” รัฐธรรมนูญโดยเรียกจากฝ่ายรัฐว่าเป็น “รัฐธรรมนูญปลอม”

อย่างไรก็ตาม เสียงที่ห้ามไม่ได้คือเสียงทักท้วงจากนานาชาติที่เรียกร้องให้เกิดการลงประชามติที่โปร่งใส-ยุติธรรม และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงออก ทั้งจากองค์การสหประชาชาติ ทั้งจากสหภาพยุโรป ซึ่งเอกอัครราชทูตหลายประเทศถึงกับรวมตัวกันออก “แถลงการณ์ร่วม” เรียกร้องเสรีภาพของประชาชน จนนับว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย ที่เอกอัครราชทูต “กังวล” ตรงกันเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนไทย ในการแสดงความคิดเห็นก่อนลงประชามติในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

นักวิชาการมองว่า ปฏิกิริยาจากรัฐบาลยิ่งแรง ยิ่งเป็นผลลบ ทำให้สายตาจากต่างประเทศที่ทอดมาที่เมืองไทย เป็นลบมากกว่าจะเชื่อถือคำชี้แจงจากรัฐบาล

สุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาองค์กรฮิวแมน ไรต์ส วอตช์ ประจำประเทศไทย บอกว่า ท่าทีดังกล่าวของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถือว่าถูกจับตาในระดับสูงสุดจากนานาประเทศทั่วโลก และถือเป็นปฏิกิริยาที่แสดงออกในลักษณะที่แรงที่สุด เพราะทั้งเลขาธิการสหประชาชาติ รัฐบาลประเทศต่างๆ รวมถึงเอกอัครราชทูตในประเทศยุโรปต่างก็ออกแถลงการณ์ร่วมกัน เพื่อแสดงความเป็นห่วงการลงประชามติและสะท้อนความไม่เชื่อมั่นต่อกระบวนการ

ทั้งนี้ การที่รัฐบาลอนุญาตให้ฝ่าย “เห็นด้วย” เท่านั้น ที่สามารถแสดงออกได้อย่างเสรี แต่ในทางกลับกันฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกลับถูกมาตรา 44 ถูกจับ ถูกจำคุก การออกข่าวเรื่องรัฐธรรมนูญปลอม รวมถึงการใช้อำนาจมาตรา 44 สั่ง กสทช.ปิดสื่อได้โดยไม่ต้องรับผิด

ท่าทีเหล่านี้ล้วนเป็นการแสดงออกโดยรัฐ ซึ่งโลกต่างก็แสดงความกังวลว่ากระบวนการประชามติจะไม่เป็นการ “เปลี่ยนผ่าน” ไปสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง แบบที่ประเทศเผด็จการอื่นๆ เคยทำมาก่อนหน้านี้

“ถามว่า คสช.ทำแบบเดิมต่อไปได้ไหม ด้วยกฎหมายที่มีในมือ คสช.จะทำอะไรก็ได้ ถ้าไม่กังวล ถ้าอยากตัดขาดกับประชาคมโลก ก็สามารถยืนในจุดยืนเดิมแบบที่ทำอยู่ แต่ต้องถามกลับไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ ว่าอยากเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลกหรือไม่ ถ้ายังอยากมีความร่วมมือกับโลก ถ้ายังอยากมีมิตรประเทศเหล่านี้เป็นเพื่อนก็ควรจะรับฟัง”

สุณัย บอกอีกว่า ลักษณะเช่นนี้เคยเกิดขึ้นเมื่อเมียนมาทำประชามติเมื่อปี 2551 ซึ่งรัฐบาลทหารเมียนมาก็แสดงออกแบบเดียวกัน คือห้ามประชาสัมพันธ์การ “ไม่รับ” และนานาชาติก็กระทุ้งด้วยการแสดงความกังวล ขอผู้สังเกตการณ์เข้ามา

“หากประเทศไทยยังอยากอยู่ในประชาคมโลกอยู่ ก็เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ ต้องรีบตัดสินใจผ่อนปรนมากขึ้น เพราะหากยังเข้มงวดลักษณะนี้ต่อไป ย่อมไม่เป็นผลดี ทั้งต่อการเปลี่ยนผ่านเป็นประชาธิปไตย และภาพลักษณ์ต่อประชาคมโลก ให้ไม่ดียิ่งขึ้นไปอีก”

ทศพล ทรรศนกุลพันธ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บอกว่า เมื่อเทียบกับการทำประชามติที่แคว้นคาตาลัน ในประเทศสเปน ซึ่งปลุกระดมในเรื่องที่แรงกว่าอย่าง “ขอแยกดินแดน” รัฐบาลก็ให้จัดเวทีไฮด์ปาร์กแสดงความคิดเห็นเต็มที่ นอกจากนี้ยังสนับสนุนงบประมาณเพื่อออกเอกสารสนับสนุนฝ่ายเห็นด้วยกับการแยกดินแดน

ขณะเดียวกัน เมื่อมีปัญหาเอกสารปลอม หรือการปลุกระดมด้วยเอกสารเท็จ รัฐก็ไม่ได้ใช้อำนาจฟ้องหรือแจ้งความ แต่เปิดพื้นที่ให้ผู้รู้มาอธิบายข้อเท็จจริงแทนโดยยึดหลักการต่อสู้ข้อมูลเท็จด้วย “เสรีภาพในการแสดงออก” ไม่ใช่ใช้อำนาจกดดัน

“ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีการปลุกระดมคลั่งชาติ หรือขวาจัด ก็จัดเวทีให้พูดกันจนใจเย็นลง เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมา เขารู้ว่ายิ่งห้าม ก็ยิ่งมีข่าวลือ ยิ่งมีความเท็จ และยิ่งไปจับ ก็ยิ่งเดือดดาล ยิ่งในยุโรป ยึดหลักการสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัด ยิ่งทำให้รัฐบาลต้องระวังการแสดงออกในช่วงประชามติมากๆ” ทศพล ระบุ

สำหรับการลงประชามติวันที่ 7 ส.ค.นั้น ทศพล ยังเชื่อว่ารัฐบาล คสช.น่าจะใช้กฎหมายรุนแรงในการจัดการกับผู้ที่รณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญต่อไป เพราะศาลรัฐธรรมนูญออกมารับรองว่า พ.ร.บ.ประชามติ ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งวิธีดังกล่าวต้องยอมรับว่าได้ผล เพราะคนที่กล้าเสี่ยงกับ “คุกทหาร” จะน้อยลงเรื่อยๆ จนไม่มีใครกล้าทำอะไร

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีปฏิกิริยาจากต่างประเทศ เช่น เอกอัครราชทูตประเทศยุโรปออกมาแสดงความกังวลก็น่าจะทำให้รัฐบาลไทยลดการจับแบบ “หว่านแห” มากขึ้น โดยเฉพาะกับกลุ่มที่เคยมีเอกอัครราชทูตไปเยี่ยมบ่อยๆ

“หลักนิติธรรมถือเป็นเสาหลักหนึ่งของสหภาพยุโรป โดยเฉพาะกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญจะต้องเคารพเสียงทุกคน เพื่อสร้างกติกาพื้นฐานที่สุดในการอยู่ร่วมกัน โดยเฉพาะในยามขัดแย้งสูง เขาเชื่อว่า ถ้ากติกาดีมาจากกระบวนการดีมาจากการยอมรับของทุกฝ่าย น่าจะเป็นไปได้มากกว่า ยึดกันไปมาแบบตามอำเภอใจ เพราะหากเป็นเช่นนั้น ในที่สุด ทุนข้ามชาติก็ไม่เชื่อถือ และจะทำนายสถานการณ์ในอนาคตยาก”

“ถ้ามองประวัติศาสตร์ยุโรปยาวๆ จะเห็นชัดว่าประเทศพวกนี้ตกผลึกแล้วว่า การไม่มีกติกา ไม่รักษากติกา สุดท้ายทุนจะไม่เอาคือ ถอนทุนออกไปพื้นที่อื่น ซึ่งเสถียรภาพมากกว่า หรือไม่ก็อยู่เบื้องหลังสนับสนุนเผด็จการไปเลย” ทศพล ระบุ

 

“โหนกระแสตุรกี” แผนดิสเครดิต คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กรกฎาคม 2559 เวลา 07:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/443638

"โหนกระแสตุรกี" แผนดิสเครดิต คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ล่าสุดพรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์ “ยกย่องชัยชนะของประชาชนตุรกีในการต่อต้านความพยายามทำรัฐประหาร” จับกระแสความพยายามการทำรัฐประหารล้มรัฐบาลของประธานาธิบดีเรเซฟ เตยิป เออร์โดกัน ด้วยการนำกองกำลังรถถังและเฮลิคอปเตอร์เข้ายึดสถานที่สำคัญและใช้กำลังอาวุธโจมตีในกรุงอังการา เมืองหลวงของตุรกี รวมทั้งนครอิสตันบูล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่าสองร้อยคน และผู้ได้รับบาดเจ็บอีกนับพันคน

แต่การรัฐประหารดังกล่าวได้ล้มเหลวลงจากการร่วมแรงร่วมใจของประชาชนที่ออกมาต่อสู้บนท้องถนนเพื่อคัดค้านการกระทำที่ทำลายระบอบประชาธิปไตย อันแสดงถึงความกล้าหาญ ความสามัคคี และกำลังใจที่เข้มแข็งในการต่อต้านความพยายามทำรัฐประหาร โดยไม่ยอมให้ประเทศตกอยู่ใต้อำนาจของกลุ่มบุคคลที่ไม่ได้มาจากประชาชน

“จากเหตุการณ์ข้างต้น พรรคเพื่อไทยขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น และขอยกย่องการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ และชัยชนะของประชาชนตุรกี ที่ได้แสดงให้โลกได้เห็นถึงพลังประชาชนที่พิทักษ์ระบอบประชาธิปไตย และไม่ยินยอมให้มีการใช้กำลังอาวุธและอำนาจนอกระบบ มาบังคับและกำหนดชะตาชีวิตของประเทศของตน”

ถือเป็นการ “โหนกระแส” ของพรรคเพื่อไทยโดยอาศัยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตุรกี เรียกทั้งคะแนนความสงสาร และยังได้ดิสเครดิตการทำรัฐประหารในประเทศไทย

แน่นอนว่าเหตุการณ์รัฐประหารที่เกิดขึ้นในประเทศตุรกีนั้นยากที่จะเอามาเปรียบเทียบกันได้กับประเทศไทย ด้วยบริบทที่แตกต่างกันในหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ทางการเมืองก่อนหน้านี้ เบื้องหน้าเบื้องหลังกลุ่มผู้สนับสนุน

ไม่แปลกที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต สส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ จะวิเคราะห์ว่าแถลงการณ์ของเพื่อไทยเป็นการ “ตีกิน” สร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเอง พร้อมเปรียบเทียบว่าความพยายามทำรัฐประหารของกลุ่มนายทหารที่ทำรัฐประหาร นั้นสื่อมวลชนต่างประเทศต่างวิเคราะห์ว่า ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งประชาชนก็รู้ดีว่าเป็นการทำเพื่อแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์

“ดังนั้นชาวตุรกีจึงรวมตัวสนับสนุนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของเขาเอง และเป็นรัฐบาลเน้นปกป้องผลประโยชน์ให้ชาวตุรกีมากกว่า และเป็นที่น่าสังเกตว่าสหรัฐซึ่ง จาตุรนต์ ฉายแสง และวัฒนา เมืองสุข มองว่าเป็นต้นแบบของประชาธิปไตยกลับกลายเป็นฝ่ายสนับสนุนให้ล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเสียเอง แสดงว่าประชาธิปไตยที่เราเห็น ก็มีด้านมืดที่อาจจะไม่ใช่ หรือเรามองไม่เห็น” นพ.วรงค์ ระบุ

อย่างไรก็ตาม หากย้อนเปรียบเทียบไปถึงการรัฐประหารในประเทศไทยที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.นั้น ในมุมหนึ่งพรรคเพื่อไทยเสมือนตกอยู่ในสถานะผู้ถูกกระทำ โดน คสช.เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

แถลงการณ์ของเพื่อไทยที่ยกย่องเชิดชูกลุ่มประชาชนที่ออกมาต่อต้านรัฐประหารอีกด้านหนึ่งจึงเป็นการตอกย้ำเรียกคะแนนความสงสารที่พรรคเพื่อไทยเคยตกเป็นฝ่ายถูกยึดอำนาจ โดยไม่มีมวลชนออกมาปกป้อง สอดรับกับท่าทีก่อนหน้านี้ที่เพื่อไทยพยายามออกมาป่าวประกาศว่าเป็นฝ่ายถูกกระทำจาก คสช.ทั้งในระดับพื้นที่และส่วนกลาง

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เพียงแค่จะไม่มีประชาชนออกมาปกป้องรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ให้ถูกรัฐประหารแล้ว ตรงกันข้ามเหตุการณ์ในประเทศไทยช่วงนั้นยังมีมวลชนเรือนแสนเรือนล้านหมุนเวียนออกมาชุมนุมกดดันให้รัฐบาลลาออก และเปิดประตูเชิญชวนให้ทหารออกมารัฐประหารฝ่าทางตันทางการเมืองด้วยซ้ำ

ที่สำคัญช่วงเวลานั้นรัฐบาลประสบปัญหาขาดความน่าเชื่อถืออย่างหนักตั้งแต่เรื่องออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และเงื่อนงำการทุจริตคอร์รัปชั่นในหลายคดี โดยเฉพาะคดีจำนำข้าวที่นำไปสู่ความเสียหายหลายแสนล้านบาท จึงเป็นเรื่องยากที่มวลชนฝั่งที่เคยสนับสนุนรัฐบาลจะออกมาต่อต้านรัฐประหาร

อีกด้านหนึ่งแถลงการณ์เพื่อไทยที่ออกมายังถูกมองว่าเป็นความพยายามดิสเครดิต คสช. แบบ อ้อมๆ เพราะด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือและมีคำสั่ง คสช.ออกมาควบคุมการแสดงความคิดความเห็นที่สุ่มเสี่ยงกระทบกับความมั่นคง

จะเห็นว่าที่ผ่านมาเพื่อไทยได้แต่ใช้วิธีเลียบๆ เคียงๆ ออกมาแสดงความเป็นห่วงในการบริหารราชการของ คสช. โดยเฉพาะประเด็นเศรษฐกิจที่ยังไม่อาจปลุกความเชื่อมั่นฟื้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งการส่งออก การค้า การลงทุนได้เสียที

อีกด้านการออกมาขย่ม คสช.ในเวลาใกล้ถึงกำหนดการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่มีหลายฝ่ายเรียกร้องให้เปิดกว้างสำหรับการแสดงความคิดความเห็น เพื่อนำไปสู่การถกเถียงหาข้อสรุปที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ แต่ทาง คสช.ยังกลับควบคุมการแสดงความเห็นอย่างเข้มงวดจนถึงเวลานี้

แถลงการณ์ที่ถูกมองว่าออกมาเพื่อหวังดิสเครดิต คสช.นั้น อีกด้านหนึ่งจึงอาจหวังผลต่อเนื่องไปถึงการซ้ำเติมความน่าเชื่อถือของรัฐธรรมนูญอีกทางด้วย

สอดรับกับท่าทีก่อนหน้านี้ที่เพื่อไทยได้เปิดหน้าประกาศตัว “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมพยายามเคลื่อนไหวตามกรอบที่จะทำได้

คู่ขนานไปกับการเคลื่อนไหวของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่เปิดเกมรุกอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ศูนย์ปราบโกงประชามติและการเปิดรายการแสดงความเห็นต่อเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญหลายช่องทาง

แต่ทั้งหมดด้วยบริบทและสถานการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกันอย่างมาก สุดท้ายแถลงการณ์ของเพื่อไทยที่ออกมาโหนกระแสตุรกีหวังว่า
จะได้รับคะแนนสงสาร หรือทำลายความน่าเชื่อถือของ คสช. ในช่วงโค้งสุดท้ายเช่นนี้ อาจไม่ได้ผลอย่างที่ต้องการ ตรงกันข้ามอาจเป็นช่องว่างให้ถูกถล่มและเกิดกระแสตีกลับไปยังเพื่อไทยก็เป็นได้

 

เช็กเสียง กลุ่มหนุน-ต้าน รัฐธรรมนูญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/443281

เช็กเสียง กลุ่มหนุน-ต้าน รัฐธรรมนูญ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับถอยหลังสู่ 22 วันสุดท้ายก่อนการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 ส.ค. ท่ามกลางกระแสเรียกร้องจากหลากฝ่ายให้เปิดกว้างแสดงความคิดความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญได้อย่างอิสรภาพภายใต้กรอบกฎหมายที่ไม่เป็นการกล่าวเท็จ บิดเบือน หรือปลุกปั่น เพื่อให้ผลประชามติออกมาเป็นที่ยอมรับในอนาคต

ยิ่งในเวลานี้แต่ละฝ่ายต่างเปิดหน้าออกมาแสดงจุดยืนของตัวเองทั้ง “รับ” และ “ไม่รับ” อยู่แล้ว การให้แต่ละฝ่ายนำเสนอเหตุผลของตัวเองเพื่อนำไปสู่การถกเถียงแลกเปลี่ยนทัศนะย่อมเป็นผลดีกว่าการปิดกั้น

จนถึงขณะนี้ยังบอกได้ยากว่าผลการออกเสียงประชามติจะออกมาอย่างไร โดยเฉพาะหากประเมินเช็กเสียงจากกลุ่มหนุนและกลุ่มต้านก็มีกลุ่มผู้สนับสนุนทั้งสองฝั่ง

เริ่มจากกลุ่มต้านที่เปิดหน้าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญแบบชัดเจนกลุ่มแรก ได้แก่ เพื่อไทย ซึ่งเคยออกแถลงการณ์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธ์ุ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลหลายข้อทั้งการที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม รวมทั้งจะสร้างปัญหาทางการเมืองให้เพิ่มมากขึ้น

อีกทั้งอำนาจการปกครองประเทศไม่ได้เป็นของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง สร้างให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจเหนือสภาและรัฐบาล ซึ่งต่อมาจะเห็นแกนนำเพื่อไทยใช้ช่องทางเฟซบุ๊กนำเสนอความเห็นไม่รับร่างรัฐธรรมนูญด้วยเหตุผลต่างๆ

ถัดมา กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งแสดงจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญและเคยประกาศตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ แต่ถูกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เบรกไปก่อนที่จะได้ดำเนินการ ทำให้แกนนำ นปช.หันมาใช้ช่องทางเฟซบุ๊ก และสื่อในมือเพื่อแสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ

กลุ่มเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง นำโดย อนุสรณ์ อุณโณ คณบดีคณะสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ล่าสุดเดินทางพบคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ส่งเสริมให้มีการรณรงค์ประชามติอย่างเสรี ให้มีการสนับสนุนการอภิปรายแลกเปลี่ยนความเห็นในพื้นที่สาธารณะ

ก่อนหน้านี้ กลุ่มนี้เคยออกแถลงการณ์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญด้วยเหตุผลหลายข้อ อาทิ ขัดกับหลักประชาธิปไตย ไม่เคารพเสียงทางการเมืองของประชาชน รวมทั้งไม่สามารถเป็นทั้งกลไกในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคมและฐานของการพัฒนาบ้านเมือง

ขณะที่ ประชาธิปัตย์ แม้จะไม่ประกาศตัวชัดเจนว่าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ความเห็นที่แสดงออกต่อร่างรัฐธรรมนูญเห็นว่ามีข้อเสียมากกว่าข้อดี แม้แต่การปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่นก็ยังมีจุดอ่อน สิทธิเสรีภาพของประชาชนถดถอยมากกว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 เพิ่มอำนาจราชการมากเกินไป

อีกด้านกลุ่มที่ประกาศจุดยืนรับร่างรัฐธรรมนูญ กลุ่มแรก กปปส. นำโดย สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่นอกจากออกมาแถลงจุดยืนแล้ว ยังเปิดเกมรุกนำเสนอมุมมองของตัวเองชูจุดดีจุดเด่นของร่างรัฐธรรมนูญผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชมตั้งแต่ “คำปรารภ” ไล่ไปจนถึงหมวดปฏิรูป

ยังไม่รวมกับตัวแทนฝั่ง กรธ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งมีหน้าที่ในการเผยแพร่เนื้อหาสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ สอดรับไปกับการลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ ตั้งแต่ระดับ ครู ก. ข. ค. ที่เป็นกลไกสำคัญในการชี้แจงต่อประชาชนในพื้นที่ อีกส่วนคือศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อยเพื่อสนับสนุนการทำประชามติ ของมหาดไทย และศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยการออกเสียงประชามติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ส่วนสุดท้ายผลประชามติจะออกมาอย่างไรต้องลุ้นกันวันที่ 7 ส.ค.นี้

 

ประยุทธ์ งัด ประวิตร ปิดทางตั้งเก้าอี้ผู้ตรวจฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/443098

ประยุทธ์ งัด ประวิตร ปิดทางตั้งเก้าอี้ผู้ตรวจฯ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเลือกผู้ตรวจการแผ่นดินของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จากที่เคยเป็นปัญหาภายในของสภา ปรากฏว่าทำไปทำมาได้ลุกลามกลายเป็นปัญหาใหญ่ จน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาด้วยการใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557

เมื่อวันที่ 13 ก.ค. พล.อ.ประยุทธ์ มีคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 40/2559 เพื่อยุติกระบวนการสรรหาบุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งการเลือกองค์กรอิสระที่ถูกยกเลิกนั้น ประกอบด้วย คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

แม้เหตุผลของการมีคำสั่งดังกล่าวจะอ้างไปถึงการรอให้มีผลประชามติร่างรัฐธรรมนูญออกมาชัดเจนก่อน เพื่อให้การเลือกองค์กรอิสระไปยึดตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่แท้จริงแล้วสาเหตุของการใช้อำนาจมาตรา 44 ครั้งนี้ คือ ต้องการยุติการเลือกผู้ตรวจการแผ่นดิน

การเลือกผู้ตรวจการแผ่นดินของ สนช.ครั้งล่าสุดได้เกิดปัญหาใหญ่ เมื่อ นพ.เรวัต วิศรุตเวช ซึ่งผ่านการคัดเลือกของคณะกรรมการสรรหา ไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภา โดย สนช.มีมติเห็นชอบและไม่เห็นชอบ 66 คะแนนเท่ากัน และมีสมาชิก สนช.งดออกเสียง 24 เสียง ทำให้ต้องเริ่มกระบวนการสรรหาใหม่อีกครั้ง

ทว่า นพ.เรวัต ได้กลับเข้ามาสมัครอีกและคณะกรรมการสรรหาได้มีมติเสียงข้างมาก 4 ต่อ 2 คะแนน ส่งชื่อ นพ.เรวัต ให้ สนช.ลงมติว่าจะเห็นชอบหรือไม่อีกครั้ง ซึ่งคณะกรรมการสรรหา ประกอบด้วย 1.วีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา 2.นุรักษ์ มาประณีต ประธานศาลรัฐธรรมนูญ 3.ปิยะ ปะตังทา ประธานศาลปกครองสูงสุด 4.พรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. 5.พล.ท.ศิลปชัย สรภักดี ตัวแทนจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา และ 6.อัครวิทย์ สุมาวงศ์ ตัวแทนจากที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

นับจากนั้นเป็นต้นมาเกิดการแบ่งขั้วภายใน สนช.ระหว่างฝ่ายสนับสนุนและคัดค้านชื่อ นพ.เรวัต

ฝ่ายคัดค้านเห็นว่าก่อนหน้านี้เคยมีรายงานตรวจสอบประวัติเชิงลึกของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมของ สนช.

คณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติของ สนช. ระบุว่า นพ.เรวัต อาจไม่มีความเป็นกลางทางการเมือง เพราะมีข้อมูลอีกว่าเคยเป็นที่ปรึกษาให้กับ “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” เมื่อครั้งเป็น รมช.พาณิชย์ จึงเห็นว่าไม่มีความเหมาะสม

ยิ่งไปกว่านั้นยังเห็นว่า เมื่อ นพ.เรวัต ไม่ได้รับคัดเลือกจาก สนช.มาก่อนหน้านี้แล้ว ก็ไม่ควรกลับเข้ามารับการสรรหาอีก แม้ว่ากฎหมายจะไม่ได้ตัดสิทธิก็ตาม เนื่องจากเคยมีบรรทัดฐานมาแล้วจากกรณีที่มีบุคคลไม่ได้รับความเห็นชอบจาก สนช.ให้เป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ บุคคลก็ไม่ได้กลับเข้ามารับการสรรหาอีก

ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนมองว่า หมอเรวัตไม่ได้ขาดคุณสมบัติตามกฎหมาย และการพิจารณากลั่นกรองก็ผ่านมาจากคณะกรรมการสรรหาที่เต็มไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ จึงคิดว่า สนช.สมควรเดินหน้าพิจารณาเรื่องนี้ให้สิ้นสุดกระบวนการ

อย่างไรก็ตาม พอเวลาผ่านไปรอยร้าว สนช.เริ่มใหญ่ขึ้น เพราะฝ่ายคัดค้านหมอเรวัตได้รับข้อมูลมาว่ามีพี่ใหญ่ใน คสช.เดินเกมให้ สนช.ต้องเดินหน้าเลือกผู้ตรวจฯ ส่งผลให้เกิดกระแสต่อต้านเพิ่มขึ้นไปอีก

เริ่มตั้งแต่การทยอยลาออกจาก กมธ. ไปจนถึงการเตรียมเสนอให้ที่ประชุม สนช.ต้องลงมติเลือกผู้ตรวจฯ แบบเปิดเผยด้วยการขานชื่อเป็นรายบุคคล เหมือนกับการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้สังคมได้รู้ว่าใครเป็นใครบ้างใน สนช.

ขณะเดียวกัน มีการพยายามเสนอทางออก 2 วิธี ได้แก่ 1.การให้ นพ.เรวัต ถอนตัว เพื่อให้กลับไปเริ่มการสรรหาใหม่และยุติปัญหาทั้งหมด และ 2.ให้ประธาน สนช.ใช้อำนาจสั่งเลื่อนการเลือกผู้ตรวจการแผ่นดินออกไปอย่างไม่มีกำหนด อย่างน้อยจะได้ประวิงเวลาให้ใช้กระบวนการทางการเมืองแก้ไขปัญหาให้ข้อยุติ

แต่ทั้งสองเงื่อนไขไม่สามารถเป็นทางออกได้ เพราะไม่มีการถอนตัว ส่วนประธาน สนช.นั้นถือเป็นหนึ่งในกรรมการสรรหา หากเข้ามาดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งในเรื่องนี้ อาจมีความผิดฐานกระทำการที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์

สุดท้าย พล.อ.ประยุทธ์ ต้องใช้คำสั่งตามมาตรา 44 มาหย่าศึกเพื่อยุติการสรรหาผู้ตรวจฯ แต่ลึกๆ แล้ว ปมปัญหามีมากกว่านั้น นั่นก็คือต้องการส่งสัญญาณเตะตัดขา “บิ๊กป้อม” – พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่สยายบารมีชี้นำใน สนช.มากจนเกินไป ภายใต้คำสั่งหัวหน้า คสช.จึงได้ปิดทางการสรรหาและคัดเลือกกรรมการองค์กรอิสระอื่นๆ เสียด้วย อาทิ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จนกว่าจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลบังคับใช้หรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

การใช้อำนาจตัดไฟแต่ต้นลมการเลือกผู้ตรวจฯ ในครั้งนี้ จึงเป็นการกระชับอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช.โดยแท้ แต่ก็เริ่มมองเห็นสัญญาณแตกร้าวใน คสช.ขึ้นแล้ว

 

อียูผนึกสหรัฐกระตุกคสช. เปิดเวทีวิพากษ์รัฐธรรมนูญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/443096

อียูผนึกสหรัฐกระตุกคสช. เปิดเวทีวิพากษ์รัฐธรรมนูญ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เสียงเรียกร้องจากองค์กรต่างประเทศและในประเทศให้มีการแสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ มีมาถึงรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของกลุ่มสหภาพยุโรป และประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา ล่าสุดคงมีความพยายามอีกครั้งผ่านการหารือในระดับหัวหน้าคณะผู้แทนทางการทูตจาก 20 ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ประจำประเทศไทย พร้อมกับหัวหน้าคณะผู้แทนทางการทูตของอียู สหรัฐ และแคนาดา ตัดสินใจออกข้อเรียกร้องแสดงจุดยืนขอให้ประเทศไทยเปิดพื้นที่ให้มีการอภิปรายอย่างกว้างขวางในการลงประะชามติร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 7 ส.ค.นี้

ข้อเรียกร้องดังกล่าวมีเนื้อหาน่าสนใจ ดังนี้ …ราชอาณาจักรไทยมีความหมายพิเศษในใจประชาชนของประเทศที่พวกเราเป็นผู้แทนมาเป็นเวลาหลายชั่วคน ชาวไทยรักอิสระเป็นอย่างยิ่งพร้อมทั้งกล้าเริ่มสิ่งใหม่ๆ โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้น ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือในภูมิภาค รวมทั้งการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและค่านิยมต่างๆ ที่มีร่วมกันทั่วโลก

นั่นคือเหตุผลที่รัฐบาลของพวกเราปรารถนาที่จะเห็นประเทศไทยผ่านพ้นระยะการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในปัจจุบันไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ยั่งยืน เศรษฐกิจที่เจริญรุ่งเรือง และวิสัยทัศน์ที่เป็นเอกภาพต่ออนาคตของประเทศในเร็ววัน

รายงานการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศสมาชิกสหประชาชาติครั้งล่าสุด (Universal Periodic Review หรือ UPR) เป็นการมอบโอกาสที่มีค่าสำหรับการหารือถึงประเด็นท้าทายด้านสิทธิมนุษยชนที่ไทยกำลังเผชิญ เราหวังว่ารัฐบาลไทยจะให้ความสำคัญแก่ข้อมูลที่ได้รับและจะดำเนินการตามพันธกรณีที่มีต่อนานาชาติภายใต้กรอบ UPR เพื่อปรับปรุงแก้ไขตามข้อห่วงกังวลที่ประชาคมระหว่างประเทศหยิบยกขึ้นมา

ช่วงเวลาหลังการรับฟังข้อเสนอแนะตามกระบวนการ UPR รัฐบาลไทยได้ดำเนินการคืบหน้าหลายประการในการเปิดพื้นที่ทางการเมือง ซึ่งรวมถึงการยกเลิกคำสั่งห้ามเดินทางต่อบุคคลต่างๆ การอนุญาตให้มีการเดินขบวนอย่างสันติเนื่องในวันครบรอบการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. และการอนุญาตให้จัดอภิปรายทางวิชาการเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีการดำเนินการหลายประการที่น่ากังวล เช่น การจับกุมนักเคลื่อนไหว การปิดสื่อของฝ่ายค้าน และการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก

ขณะนี้เหลือเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนก่อนวันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เราเชื่อว่า การอภิปรายอย่างเปิดกว้างถึงประโยชน์ของร่างรัฐธรรมนูญในช่วงเวลาที่เหลืออยู่นี้เป็นสิ่งสำคัญต่อการบรรลุซึ่งเป้าหมายที่รัฐบาลประกาศไว้ในการสร้างประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพและความมั่นคงกว่าเดิม

ในขณะที่เราจะประณามความพยายามใดๆ ที่จะใช้กระบวนการลงประชามติเพื่อยั่วยุให้เกิดความรุนแรง เราก็มีความกังวลว่า การห้ามการแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมชนอย่างสันติจะเป็นการยับยั้งการอภิปรายและเพิ่มความตึงเครียด

การอภิปรายในที่ชุมชนอย่างมีสำนึกรับผิดชอบและตรงไปตรงมาไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพ เมื่อไม่นานมานี้ สหประชาชาติได้กล่าวว่า “การเคารพสิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรมเป็นองค์ประกอบที่สำคัญสำหรับการพัฒนาอย่างยั่งยืน” และย้ำว่า “การร่วมพูดคุยอย่างเปิดกว้างและรับฟังทุกฝ่ายเป็นสิ่งจำเป็นในการส่งเสริมประชาธิปไตยและสนับสนุนการสร้างความปรองดองของชาติ” รัฐบาลของพวกเรามีความเห็นเช่นเดียวกับสหประชาชาติที่เน้นถึงความสำคัญของหลักการเหล่านี้ว่าเป็นเส้นทางที่จะนำไปสู่ฉันทามติที่จะรวมคนไทยทุกคนให้เป็นหนึ่งเดียวกันในอนาคต

การที่ประชาชนมีฉันทามติอย่างเสรีถือเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในการสร้างเสถียรภาพระยะยาว ซึ่งสำคัญต่อการปกครองที่ยั่งยืนและพัฒนาเศรษฐกิจของไทยให้เจริญเติบโต นักลงทุนย่อมแสวงหาเสถียรภาพ สภาวะที่คาดการณ์ได้ ธรรมาภิบาลและหลักนิติธรรม

ในฐานะมิตรและประเทศคู่ความร่วมมือ พวกเราปรารถนาที่จะเห็นราชอาณาจักรไทยมีความเสรี ความเข้มแข็งและเอกภาพในการเดินหน้าผ่านทั้งสิ่งท้าทายและโอกาสแห่งศตวรรษที่ 21 นี่คือเหตุผลที่พวกเราห่วงใยเป็นอย่างยิ่งต่อกระบวนการการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในปัจจุบันของไทย พวกเราขอให้รัฐบาลไทยอนุญาตให้ประชาชนไทยได้มีโอกาสพูดคุยอย่างเปิดกว้าง สร้างความเชื่อมโยงในสิ่งที่มีคล้ายกัน และบรรลุฉันทามติที่จำเป็นต่อการสร้างอนาคตที่เข้มแข็งและยั่งยืนสำหรับทุกคน

อนึ่ง บทความนี้ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากหัวหน้าคณะผู้แทนทางการทูตของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปประจำประเทศไทยดังต่อไปนี้ ออสเตรีย เบลเยียม สาธารณรัฐเช็ก เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี กรีซ ฮังการี ไอร์แลนด์ อิตาลี ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ โปรตุเกส โรมาเนีย สาธารณรัฐสโลวัก สเปน สวีเดน สหราชอาณาจักร พร้อมทั้งเอกอัครราชทูตและหัวหน้าคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย เอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย และเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย

 

ส่องโมเดลร่างรธน. ฉบับ’ประยุทธ์’ทำเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/442654

ส่องโมเดลร่างรธน. ฉบับ'ประยุทธ์'ทำเอง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองขึ้นมาทันที ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศกลางงานมอบรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่นประจำปี 2559 เมื่อวันที่ 11 ก.ค. ในทำนองว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจะลงมือจัดทำร่างรัฐธรรมนูญด้วยตัวเอง

“ผมถึงบอกว่า ถ้าไม่เรียบร้อย ผมเขียนเองก็ได้ จะเขียนแบบที่ประชาชนต้องการ ผมไม่ได้เขียนแบบที่อยากเขียน ผมไม่มีความรู้เรื่องกฎหมาย ผมอ่านเอา และเอาความรู้สึกของประชาชนที่ต้องการอะไรมาเขียน แล้วจะดูว่ามันผ่านหรือไม่ผ่าน หรือจะไม่มี ผ่านมากกว่าเดิม มันอยู่ที่ใจของทุกคน หากใจทุกคนอยากจะทำ ก็ทำได้หมดในโลกใบนี้ ไม่มีอะไรในโลกใบนี้ที่ทำไม่ได้” สัญญาณจากนายกฯ

แม้ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ จะชี้แจงว่าที่พูดไปนั้นไม่ได้เป็นการพูดอย่างเป็นทางการ แต่ก็ไม่ได้ทำให้หลายฝ่ายหยุดคิดได้ว่านายกฯ จะลงมาเขียนรัฐธรรมนูญในอนาคต

อย่างไรก็ตาม หากนายกฯ จะเข้ามายกร่างรัฐธรรมนูญด้วยตัวเองก็ไม่น่าจะใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เพราะที่ผ่านมาทั้งคณะรัฐมนตรีและ คสช.ต่างมีเค้าโครงร่างรัฐธรรมนูญบ้างอยู่แล้ว ซึ่งสะท้อนได้จากข้อเสนอแนะในการร่างรัฐธรรมนูญที่ส่งให้กับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่มี “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เป็นประธานและคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มี “มีชัย ฤชุพันธุ์” เป็นประธาน

เมื่อการร่างรัฐธรรมนูญอยู่ในมือของบวรศักดิ์และคณะ พล.อ.ประยุทธ์ ได้มีหนังสือเลขที่ นร 0405/5387 เสนอความคิดเห็นให้มาประกอบการพิจารณา โดยย้ำแนวทางว่า “บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญต้องไม่เป็นเครื่องมือให้นำไปใช้เป็นเหตุก่อความขัดแย้ง สังคม ปัญหาต่างๆ ต้องมีทางออก มีหนทางให้ผู้ปฏิบัติสามารถขอความชัดเจนได้โดยเฉพาะในยามวิกฤต ทั้งไม่ควรก่อภาระด้านงบประมาณแก่ประเทศชาติมากเกินความจำเป็นและคำนึงถึงการสามารถนำไปปฏิบัติและป้องกันหรือแก้ไขปัญหาได้จริง มิใช่แต่เพียงในทางทฤษฎีเท่านั้น”

เวลานั้นนายกฯ ได้เสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญหลายประเด็นแต่มีเรื่องสำคัญคือ การให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ จำนวน 20 คน ประกอบด้วย ประธานรัฐสภา นายกฯ ประธานศาลฎีกา ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้เคยดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกา เลือกกันเองตำแหน่งละหนึ่งคน และผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการปฏิรูปด้านต่างๆ และการสร้างความปรองดองจำนวน 9 คน และให้มีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จำนวน 220 คน

ทั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์และสภาขับเคลื่อนฯ มีหน้าที่เป็นกลไกขับเคลื่อนการปฏิรูปโดยการเสนอแนะนโยบายและข้อเสนอในการปฏิรูปต่อรัฐสภา ครม. หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ มีอำนาจดำเนินการให้เกิดสภาวะที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์และปรองดอง และให้ ครม.และหน่วยงานของรัฐดำเนินการให้เป็นตามยุทธศาสตร์นั้น รวมทั้งมีอำนาจเสนอ ครม. เพื่อพิจารณาแนวทางและมาตรการต่างๆ ที่จำเป็นต่อการขจัดความขัดแย้งและการสร้างความปรองดอง

จากนั้น เมื่อการร่างรัฐธรรมนูญเปลี่ยนมือจากบวรศักดิ์มาเป็นมีชัย คสช.มีหนังสือด่วนที่สุดที่ คสช. (สลธ.)/145 ถึงประธาน กรธ. โดยมีข้อเสนอที่สำคัญ 3 ประการ

1.วุฒิสภา เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความสามารถ ปลอดจากพรรคการเมือง สามารถความเชื่อมั่นแก่ประชาชนอย่างน้อยก็ในระยะแรกได้ว่า แม้ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงหรือโดยอ้อมแต่ก็ช่วยประคับประคองความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ดูแลการขับเคลื่อนการปฏิรูปและการสร้างความสามัคคีปรองดองร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรได้

โดยควรมี สว.จำนวน 250 คน มาจากผู้ทรงคุณวุฒิที่สรรหามาจากคณะกรรมการที่เป็นอิสระและเป็นกลางจำนวน 8-10 คน มีวาระดำรงตำแหน่ง 5 ปี และเพื่อประโยชน์ในการดูแลและพิทักษ์รักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองเป็นที่วางใจแก่ประชาชน จึงควรเปิดให้สามารถแต่งตั้งข้าราชการผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญบางตำแหน่ง ซึ่งมิใช่สมาชิก คสช. โดยให้มีจำนวนไม่เกิน 6 คน เข้ามาเป็น สว.

ที่สำคัญ สว.ชุดนี้จะมีบทบาทในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน เช่น การอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจหรืออื่นๆ ตามกติการะบบรัฐสภาและกระบวนการยุติธรรมตามสมควรในระหว่างช่วงการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวด้วย

2.การเลือกตั้ง สส. การกำหนดให้ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวนั้นมีผู้เสนอเป็นอันมากว่าควรใช้บัตรเลือกตั้งสองใบ ใบหนึ่งสำหรับการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 350 คน อีกใบหนึ่งสำหรับสส.แบบบัญชีรายชื่อจำนวน 150 คน นอกจากนี้ในกรณีเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง มีผู้เสนอให้พิจารณาประเด็นที่เขตเลือกตั้งใหญ่ขึ้นและมี สส.จำนวนไม่เกิน 3 คน แต่ให้ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งแต่ละคนใช้สิทธิเลือกได้เพียง 1 คน แล้วเรียงลำดับจากผู้ได้รับคะแนนสูงสุดลดหลั่นลงไปจนได้ครบจำนวนที่ต้องการ ขอให้คณะ กรธ.พิจารณาประเด็นดังกล่าวด้วย

3.การเลือกนายกฯ การกำหนดให้พรรคการเมืองแจ้งรายชื่อผู้ที่จะเสนอให้สภาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกฯ ไม่เกิน 3 รายชื่อนั้นควรพิจารณาถึงอุปสรรคต่อการจัดตั้งที่รัฐบาลที่อาจเกิดขึ้นด้วย เช่น ผู้มีชื่อในบัญชีถอนตัวหรือตกเป็นผู้ขาดคุณสมบัติในภายหลัง หรือไม่มีพรรคการเมืองใดได้รับเสียงข้างมากจนจำเป็นต้องจัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคการเมืองอื่น แต่ไม่อาจตกลงในชื่อบุคคลผู้สมควรเป็นนายกฯ จากบัญชีของแต่ละพรรคได้ อันจะทำให้การจัดตั้งรัฐบาลประสบปัญหา ทั้งที่พรรคการเมืองเหล่านั้นอาจเห็นชอบร่วมกันให้เสนอชื่อบุคคลอื่นนอกบัญชี แต่ย่อมไม่อาจทำได้

อีกทั้งยังไม่ได้กำหนดระยะเวลาในการดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลไว้ จึงอาจยืดเยื้อยาวนาน คณะกรธ.จึงอาจแก้ไขเพิ่มเติมให้การเลือกนายกฯ ต้องทำให้ภายในเวลาที่กำหนด ขณะเดียวกันเพื่อเป็นการหาทางออกในยามวิกฤตในระยะแรกตามบทเฉพาะกาล ก็ควรงดเว้นไม่นำเรื่องการแจ้งรายชื่อผู้ที่จะเสนอให้สภาให้ความเห็นชอบเป็นนายกฯ ไม่เกิน 3 รายชื่อ มาใช้บังคับ