บิ๊กตู่ทิ้งไพ่ วัดใจประชามติร่างรธน.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/442652

บิ๊กตู่ทิ้งไพ่ วัดใจประชามติร่างรธน.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“ผมถึงบอกถ้าไม่เรียบร้อย ผมเขียนเองก็ได้ จะเขียนแบบที่ประชาชนต้องการ ผมไม่ได้เขียนแบบที่อยากเขียน ผมไม่มีความรู้เรื่องกฎหมาย ผมอ่านเอา และเอาความรู้สึกของประชาชนที่ต้องการอะไรมาเขียน แล้วจะดูว่ามันผ่านหรือไม่ผ่าน หรือจะไม่ผ่านมากกว่าเดิม มันอยู่ที่ใจของทุกคน”

ท่าทีล่าสุดจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ที่กล่าวกลางเวทีงานมอบรางวัลกองทุนหมุนเวียนดีเด่นประจำปี 2559 ที่เมืองทองธานี

การขยับรอบนี้ถูกตีความว่าเป็น “สัญญาณ” บีบให้หลายๆ กลุ่มที่เปิดหน้าแสดงจุดยืน “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องคิดหนักและคิดใหม่อีกรอบ

แม้ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ จะออกมาลดกระแสชี้แจงภายหลังว่า “ผมถือว่าเป็นคำพูดที่ไม่เป็นทางการ ซึ่งอย่ามาถือสาผม ผมก็พูดของผมให้มีอารมณ์ไปเรื่อย ถือเป็นหลักการพูด รู้จักกันบ้างหรือไม่ ซึ่งคำทางพระเรียกว่าเทศน์แบบคาบลูกคาบดอก”

ทว่าสำหรับประเด็นเรื่องการเขียนร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ และถือเป็นหนึ่งในแนวทางปฏิบัติที่อาจจะเกิดขึ้นหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน และมีความเป็นไปได้สูงเพราะจะรวดเร็วกว่าการไปตั้งกรรมการ หรือกรรมาธิการชุดใหญ่ขึ้นมาเขียนรัฐธรรมนูญกันอีกรอบที่จะต้องใช้เวลานาน ซึ่งจะไม่เป็นผลดีแถมอาจส่งผลกระทบต่อไปถึงกำหนดการเลือกตั้งปี 2560

สิ่งที่ต้องจับตามีอยู่ 2 ประเด็นหลัก คือ 1.ใครจะเป็นคนเขียน ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.ประยุทธ์ หรือทีมงานที่ปรึกษารอบตัว หรือบุคคลอื่นๆ  และ 2.เนื้อหาที่จะเขียนขึ้นใหม่

ประเด็นแรก เรื่อง “คนเขียน”  หาก พล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจเขียนรัฐธรรมนูญด้วยตัวเอง ซึ่งได้ออกตัวล่วงหน้าว่าไม่มีความรู้เรื่องกฎหมาย ใช้วิธีอ่านและนำความรู้สึกของประชาชนที่ต้องการอะไรมาเขียน สุดท้ายย่อมต้องมีคนคอยให้คำปรึกษากลั่นกรองถ้อยคำเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ

แต่อำนาจการตัดสินใจชี้ขาดเนื้อหาและประเด็นต่างๆ ย่อมอยู่ในมือของ พล.อ.ประยุทธ์ แบบเบ็ดเสร็จ

ดังนั้น ปมปัญหาที่เคยถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์กันมา ทั้งระบบเลือกตั้ง ที่มา และอำนาจ สส.และ สว. กลไกการเลือกนายกรัฐมนตรีย่อมขึ้นอยู่กับ พล.อ.ประยุทธ์ ว่าจะชี้ขาดอย่างไร

อย่างไรก็ตาม แม้ในกรณีที่มอบหมายให้กลุ่มบุคคลอื่นมาเขียนรัฐธรรมนูญแทน การกำหนดประเด็นต่างๆ ย่อมต้องมาจาก พล.อ.ประยุทธ์ หรือ คสช.อยู่ดี

สุดท้ายไม่ว่าจะอย่างไร การปล่อยให้ คสช.เข้ามาควบคุมกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ย่อมตัดขาดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆ ไม่เหมือนการร่างด้วยกระบวนการปกติอย่างฉบับของ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่ยอมปรับแก้เนื้อหาตามเสียงสะท้อนในหลายเรื่อง

ประเด็นถัดมาเรื่อง “เนื้อหา” จากกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่เปิดช่องให้ พล.อ.ประยุทธ์ หรือคนใน คสช.เข้ามาล้วงลูกกำหนดเนื้อหาได้นั้น ย่อมทำให้การกำหนดทิศทางอยู่ในมือเพียงแค่คนกลุ่มเดียว

ดังนั้น ข้อกังขาและประเด็นที่หลายฝ่ายออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย ตามที่เคยปรากฏอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังรอการทำประชามติ ย่อมสามารถย้อนกลับมาอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แบบไม่ต้องฟังเสียงค้าน เสียงต้านรุมเร้า

โดยเฉพาะประเด็นที่ถูกมองว่าเป็นการเปิดประตูสืบทอดอำนาจ ที่ทาง คสช.ชี้แจงว่าเป็นการสร้างหลักประกันว่าทุกอย่างจะไม่ย้อนกลับไปสู่วังวนวิกฤตปัญหาเช่นเดิม รวมทั้งทำให้การปฏิรูปที่ทาง คสช.ดำเนินการมาตั้งแต่ต้นสามารถขับเคลื่อนไปได้ต่อเนื่องจนสำเร็จลุล่วง โดยกลุ่มต้านไม่อาจมีปากมีเสียงที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้

ที่สำคัญมีแนวโน้มว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับต่อไปอาจไม่ต้องนำไปทำประชามติ เพื่อชี้ขาดว่าจะให้ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพื่อประหยัดทั้งเวลาและงบประมาณ

ดังนั้น กระบวนการชี้ขาดเนื้อหาตั้งแต่ต้นจนจบออกมาเป็นรัฐธรรมนูญ จึงอยู่ที่ คสช.แบบไม่ต้องสงสัย

ท่าทีคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ ในเวลาที่หลายฝ่ายกำลังเปิดหน้าออกมาคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญจำนวนไม่น้อยเช่นนี้ ย่อมถือเป็นการยื่นเงื่อนไขให้กลุ่มคนเหล่านี้ต้องคิดกันใหม่ว่าจะยอมเสี่ยงหรือไม่

ถือเป็นไพ่ใบสุดท้ายที่ พล.อ.ประยุทธ์ ทิ้งออกมาวัดใจกลุ่มเห็นต่าง หลังจากที่ “อุบไต๋” มาตลอดว่าหากรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ จะเดินหน้าต่อไปอย่างไร

เมื่อทางเลือกที่มีอยู่จะไม่ถูกใจ แต่ก็บอกได้ยากว่าทางเลือกใหม่จะดีกว่าทางเลือกเก่าหรือไม่

 

ยิ่งใกล้ประชามติ ยิ่งร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/442481

ยิ่งใกล้ประชามติ ยิ่งร้อน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับถอยหลังกับ 26 วันสุดท้ายก่อนถึงวันออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 ส.ค. ที่บรรยากาศการเมืองกำลังร้อนระอุและมีแนวโน้มจะดุเดือดมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถือเป็นตัวแปรสำคัญที่จะชี้วัดว่าบ้านเมืองจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร หลายฝ่ายจึงใช้ช่วงเวลาที่เหลืออยู่นี้เร่งออกมาเคลื่อนไหวตามเป้าประสงค์ของตัวเอง จนปลุกให้อุณหภูมิการเมืองร้อนแรงขึ้น

ปมใหญ่ยังไม่มีทีท่าจะจบลงง่ายๆ แถมมีโอกาสกลายเป็น “น้ำผึ้งหยดเดียว” นำไปสู่ความวุ่นวายและรุนแรง คือการใช้ “ไม้แข็ง” งัดมาตรการเด็ดขาดมาควบคุมกลุ่มนักศึกษาที่ออกมาเคลื่อนไหว “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ

ล่าสุดเครือข่ายขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ปกรณ์ อารีกุล พร้อมพวกอีก 2 คน และผู้สื่อข่าวประชาไท ถูกเจ้าหน้าที่ สภ.บ้านโป่ง คุมตัวหลังจากเดินทางไปให้กำลังใจชาวบ้านที่ถูกเรียกรายงานตัวหลังจากเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติ จนถูกตั้งข้อกล่าวหาตามฐานความผิด ขัดคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558

พร้อมยึดของกลาง 14 รายการ อาทิ มีเอกสารเกี่ยวกับการรณรงค์ประชามติ สติ๊กเกอร์ เครื่องเสียง โดยตำรวจตั้งข้อหาทั้ง 4 คน ระบุว่า ร่วมกันเผยแพร่ข้อความ เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 61 วรรค 2 และจะส่งทั้ง 4 ฝากขังที่ศาลจังหวัดราชบุรี

นำมาสู่แรงกระเพื่อมอีกรอบ เพราะการกระทำเที่ยวนี้เข้าข่ายละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานในการแสดงออกตามสิทธิที่พึงมีและได้รับการรองรับตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557

ยาแรงที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) งัดมาใช้ด้วยความหวังว่าจะเป็นการ “เชือดไก่ให้ลิงดู” สกัดไม่ให้กลุ่มอื่นๆ ออกมาเคลื่อนไหวไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ สุดท้ายผลลัพธ์ที่ออกมานอกจากจะไม่สามารถสกัดการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษาและกลุ่มอื่นๆ ได้แล้ว ตรงกันข้าม นี่กลับเป็นชนวนปลุกให้คนที่เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความไม่ชอบธรรมและพากันออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุนมากขึ้น

ก่อนหน้านี้ กลุ่มประชาธิปไตยใหม่ถูกคุมตัวขณะแจกเอกสารรณรงค์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญย่านนิคมบางพลี จนโดนตั้งข้อหาขัดคำสั่ง คสช. ชุมนุมเกิน 5 คน

ปมนี้ทำให้มีกลุ่มนักศึกษาออกมาเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่ศาลทหารจะมีคำสั่งยกคำร้อง ขอฝากขังผลัดสอง ท่ามกลางบรรดากลุ่มนักศึกษาทยอยมารอเพื่อน พร้อมด้วยลูกโป่ง “รณรงค์ไม่ผิด” และดอกกุหลาบสีแดงที่เตรียมมาแสดงความยินดี

หรือหากย้อนไปก่อนหน้านั้น การสกัดการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษามีมาให้เห็นตั้งแต่การเคลื่อนไหวนั่งรถไฟไปอุทยานราชภักดิ์ ที่ถูกสกัดตั้งแต่แรก แต่ก็ไม่อาจทำให้กลุ่มนักศึกษาหยุดการเคลื่อนไหวได้

ต่อเนื่องมาที่ปมใหม่กับเอกสารร่างรัฐธรรมนูญปลอมที่กระจายไปในพื้นที่ โดยถูกเชื่อมโยงว่ามีนายทุนหนุนหลังและพยายามโยงต่อไปถึงขั้วอำนาจเก่านั้น จนเพื่อไทยรีบออกมาส่งสัญญาณจี้ให้ คสช.และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เร่งตรวจสอบ และดักคอว่าไม่ควรนำประเด็นมาขยายดิสเครดิตกันทางการเมือง

อีกด้านหนึ่งแกนนำเพื่อไทย และแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พร้อมใจกันเปิดหน้าออกมาเคลื่อนไหวแสดงจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญอย่างพร้อมเพรียงผ่านเฟซบุ๊ก และสื่อในมือ

ทว่า ต่อมาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติพักใช้ใบอนุญาตประกอบกิจการสถานีโทรทัศน์พีซทีวีเป็นเวลา 30 วัน มีผลวันที่ 10 ก.ค.

นำไปสู่การร้องขอให้ศาลปกครองกลางพิจารณาการละเมิดคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครอง ที่ให้พีซทีวีสามารถออกอากาศได้ต่อจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาของ กสท. ที่มีมติเมื่อวันที่ 4 ก.ค.ที่ผ่านมา สั่งพักใช้ใบอนุญาตพีซทีวีเป็นเวลา 30 วัน

ปรากฏการณ์เหล่านี้ยิ่งทำให้ถูกมองว่าเป็นการสกัดการเคลื่อนไหวของกลุ่มที่เห็นต่างไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ในขณะที่ฝั่งการเคลื่อนไหวสนับสนุนกลับไม่ถูกสกัด กลายเป็นชนวนซ้ำเติมความรุนแรง

อีกด้านหนึ่งการตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติของ นปช.ที่เปิดมาเพื่อจับตาการออกเสียงประชามติให้เกิดความถูกต้องเที่ยงธรรมนั้น กลับถูก คสช.สกัดไม่ให้ดำเนินการทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยได้ไฟเขียวจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีแล้ว

ต่างจากศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อยเพื่อสนับสนุนการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ที่มี กฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย มาคุมด้วยตัวเองจนยิ่งเกิดข้อเปรียบเทียบกับศูนย์ปราบโกงฯ ที่ถูกปิด

ปมต่างๆ เหล่านี้ยิ่งปลุกให้สถานการณ์การเมืองร้อนแรงในช่วงใกล้การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

 

“บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม” รอยปริใน คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/442270

"บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม" รอยปริใน คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สัมพันธ์ระหว่าง บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ส่อเค้าปริร้าวหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนผ่านหลายเหตุการณ์ในช่วงเวลาที่ผ่านมา

สัมพันธ์อันแนบแน่นในกลุ่ม “พี่น้องบูรพาพยัคฆ์” ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวร่วมกันมายาวนาน  ยากที่จะตัดกันได้ขาด แม้จะมีเหตุระหองระแหงให้เห็นเป็นระยะ แต่ก็คลี่คลายสลายความบาดหมางก่อนที่ทุกอย่างจะบานปลาย

จนมาถึงรอบนี้ที่หลายเรื่องหลายราวดูจะประดังเข้ามาตอกย้ำความขัดแย้งภายในอีกครั้ง

ปมแรก กับการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับรอง ผบก.-สว. ประจำปี 2558 ที่สร้างความวุ่นวายปั่นป่วน จนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง ทั้งในแง่ความเหมาะสมและความผิดพลาดที่เกิดขึ้นชนิดที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน อย่างการแต่งตั้ง พ.ต.อ.สมเกียรติ ยุวดี ผกก.สภ.ไม้เรียง จ.นครศรีธรรมราช เป็น ผกก.สภ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช ทั้งที่ พ.ต.อ.สมเกียรติ เสียชีวิตและมีงานพระราชทานเพลิงศพเมื่อกลางเดือน ธ.ค. 2556

สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนปัญหาในกระบวนการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าทำไมหลายฝ่ายถึงออกมาต่อสู้เรียกร้องให้เกิดการ “ปฏิรูป” อย่างเป็นรูปธรรม

อีกด้านหนึ่งยังปรากฏเงื่อนงำความขัดแย้งของบิ๊ก คสช.ที่เห็นไม่ตรงกันในการแต่งตั้งรอบนี้ จนกระทั่งมีการจับจ้องไปที่ตำแหน่งของ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รักษาราชแทนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล สายตรงบิ๊กตู่ ที่จนถึงวันนี้ยังทำหน้าที่รักษาการ ไม่ได้นั่งเก้าอี้ผู้บัญชาการเต็มตัว

ข่าววงในว่ากันว่ามีบางตำแหน่งที่เห็นต่างระหว่างสองพี่น้องชนิดที่คุยกันไม่ลงตัว เมื่อต่างคนต่างไม่ยอม จนเกิดปรากฏการณ์งัดข้อ  อีกส่วนเกิดการวิ่งเต้นกันจนบานปลาย กลายเป็นแต่งตั้งแล้วแก้ไขเปลี่ยนแปลงกัน 2-3 รอบ ชนิดที่มีให้เห็นกันไม่บ่อยนัก

ความเห็นที่แตกต่างอีกเรื่อง คือ แนวคิดเรื่องให้เด็กแว้นเป็นทหารเกณฑ์ทันทีที่เรียนจบ ตามที่ พล.อ.ประวิตร ออกมาจุดประเด็นก่อนหน้านี้ว่า ตั้งใจให้นักเรียนที่มีพฤติกรรมยกพวกตีกัน รวมถึงเด็กแว้นเป็นทหารเกณฑ์ทันทีหลังเรียนจบ

“ความเป็นจริงแล้วชายไทยทุกคนต้องผ่านการเกณฑ์ทหารทุกคนโดยการจับใบดำใบแดงอยู่แล้ว แต่คนที่มีชนักติดหลังว่าคนเหล่านี้ควรจะได้รับการฝึก เมื่อไม่ได้เรียนหลักสูตรนักศึกษาวิชาทหาร ก็ควรที่จะไปเป็นทหารเกณฑ์โดยไม่ต้องจับใบดำใบแดง แต่ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็ต้องมาศึกษาและรวบรวมข้อมูลต่างๆ ก่อน”

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ กลับเห็นต่างเบรกแนวคิดนี้ เพราะเกรงว่าจะกระทบกับความรู้สึกของทหารอาชีพ โดยพิจารณาแนวคิดนี้แล้วและไม่เห็นชอบ เพราะต้องนึกถึงทหารที่เต็มใจและสมัครใจมา จะให้เอาคนเหล่านี้มาอยู่กับพวกเขา เขาก็ไม่อยู่ด้วยหรอก

“วันข้างหน้าพวกมันก็ทิ้งเขาเวลาออกรบ และตอนนี้เรากำลังหาวิธีอื่น แต่ตอนนี้ยังไม่มีแนวคิดอะไร เดี๋ยวให้สมองว่างแล้วก็คงคิดออก” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

แม้จะไม่ใช่เรื่องใหญ่หรือเรื่องแปลกกับความเห็นที่แตกต่าง แต่ปัญหาอยู่ตรงที่ความคิดที่ยังไม่ตกผลึก และระดับนโยบายยังเห็นไม่ตรงกัน ย่อมส่งผลสร้างความสับสนต่อไปยังผู้ปฏิบัติงานได้

อีกเรื่องที่ดูจะเป็นปัญหาคือความวุ่นวายในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กับปรากฏการณ์ขัดแข้งขัดขากันมากกว่าจะร่วมมือร่วมใจกันทำงานในช่วงโค้งสุดท้ายที่เหลืออีกไม่ถึงเดือน

ดังจะเห็นภาพ อลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท. ถูกเขย่าเก้าอี้กลางที่ประชุมด้วยข้อหาเรื่องการเดินสายพบปะพรรคการเมืองแบบไม่ขอความเห็นชอบจากสมาชิก จนห่วงว่าจะมีเบื้องหน้าเบื้องหลังหรือสร้างความปั่นป่วนในอนาคต

ปัญหาอยู่ตรงที่คนที่ออกมากระตุกขาอลงกรณ์นั้น ทั้ง พล.อ.ฐิติวัจน์ กำลังเอก หรือเสรี สุวรรณภานนท์ ล้วนแต่เป็นสายตรงบิ๊กป้อมทั้งนั้น ขณะที่ฝั่งอลงกรณ์เองก็ถูกเชื่อมโยงไปถึงบิ๊กตู่ สัญญาณที่เกิดขึ้นจึงยิ่งไม่สู้ดีนัก

แน่นอนว่าความสัมพันธ์ของทั้งบิ๊กป้อมและบิ๊กตู่ยากจะที่ขาดสะบั้น เพราะความผูกพันที่เติบโตร่วมกันมาตั้งแต่ ร.21 รอ. ผ่านเหตุการณ์ใหญ่ๆ ร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง

แม้จะมีความระหองระแหงเกิดขึ้นให้เห็นบ่อยครั้ง แต่ก็ไม่เคยถึงขั้นบานปลายกลายเป็นรอยร้าวลึก

ครั้งหนึ่งในช่วงที่มีกระแสข่าวกระทบกระทั่งกันระหว่างสองพี่น้อง พล.อ.ประวิตร ถึงขั้นเปรยอยากลาออกจากตำแหน่งรองนายกฯ  เพราะอายุ 70 ปีแล้ว  แต่ทาง พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยังรีบออกตัวว่า ถ้าออกก็จะใช้อำนาจตามมาตรา 44 ตั้งกลับมาใหม่

หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงปะติดปะต่อให้เห็นร่องรอยความปริแต่ยังไม่ร้าว

 

พลิกแฟ้มวิชามาร บิดเบือนรัฐธรรมนูญ…?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/442055

พลิกแฟ้มวิชามาร บิดเบือนรัฐธรรมนูญ...?

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

ภายหลังมีประกาศราชกิจจานุเบกษา พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 เมื่อวันที่ 22 เม.ย. เพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวจากกลุ่มต่างๆ ไม่ให้สร้างความวุ่นวายหรือก่อให้เกิดเหตุรุนแรง ก่อนถึงวันชี้ชะตาอนาคตประเทศ 7 ส.ค. ที่กำลังใกล้เข้ามาทุกขณะ

ซึ่งกฎหมายดังกล่าวมีทั้งสิ้น 66 มาตรา และยังได้กำหนดโทษความผิดต่อผู้ละเมิดชนิดที่เรียกได้ว่า “ยาแรง” เป็นสองเท่า พร้อมสร้างความหวาดหวั่นให้กับผู้คิดเห็นต่างจากร่างรัฐธรรมนูญต้องชะงัก จนถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพทางความคิดของประชาชน

แม้กฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาในวันที่ 22 เม.ย. ซึ่งแน่นอนผู้ที่กระทำเข้าข่าย พ.ร.บ.ประชามติฯ ก่อนหน้านี้ถือว่าไม่มีผลบังคับใช้ หรือไม่มีความผิด

หากเท้าความให้เห็นภาพกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้เป็นอย่างไร เริ่มด้วย “สมชัย ศรีสุทธิยากร” กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เข้าแจ้งความต่อ สน.ทุ่งสองห้อง เมื่อวันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมา กรณีมีการโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กโดยกลุ่มกองทุนหนึ่งซึ่งมีที่ตั้งอยู่ใน จ.ขอนแก่น

โดยข้อความมีเนื้อหาในลักษณะก้าวร้าว หยาบคาย และนำไปสู่เจตนาในการชักจูงประชาชนไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งเกี่ยวกับการรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรืออาจถูกห้ามเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี

คล้อยหลังค่ำวันเดียวกันกับสมชัยเข้าแจ้งความ เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุม “จีรพันธุ์ ตันมณี” ประธานกองทุนรัฐวัฒน์ตันมณีเพื่อสิทธิคนออทิสติก มือโพสต์ข้อความดังกล่าวผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยยอมรับสารภาพกระทำไปเพราะไม่รู้กฎหมาย และคิดว่ายังไม่มีผลบังคับใช้ก่อนถึงวันลงประชามติ จึงนับเป็นรายแรกจากการถูกดำเนินคดีตามกฎหมายประชามติ

ส่วนพบการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทำประชามติ “ดุษฎี พรสุขสวัสดิ์” รองเลขาธิการด้านสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย สำนักงาน กกต. ระบุว่า ขณะนี้มีการแจ้งเบาะแสเข้ามาทั้งผ่านแอพพลิเคชั่นตาสับปะรดและแจ้งมายัง กกต.ตรง รวมแล้วประมาณ 80 เรื่อง ไม่รวมกับที่ประชาชนไปแจ้งความโดยตรงกับเจ้าหน้าที่ โดยส่วนใหญ่เข้าข่ายตามมาตรา 61 วรรคสอง

ทั้งนี้ ความผิดที่เกิดขึ้นพบทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด อย่างไรก็ตาม กกต.ได้มีการส่งดำเนินคดีไปแล้ว 3 เรื่อง แต่ไม่สามารถเปิดเผยในรายละเอียดได้ เพราะอาจจะกระทบต่อการพิจารณา สำหรับความผิดยังมีการแจ้งเข้ามาเรื่อยๆ ถ้าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในต่างจังหวัดและแจ้งเข้ามายัง กกต.กลาง กกต.กลางมีเพียงหน้าที่รวบรวมข้อมูลและส่งเรื่องกลับไปยัง กกต.จังหวัดที่เป็นพื้นที่เกิดเหตุ

อย่างไรก็ตาม ที่เป็นประเด็นใหญ่ให้จับตาหลังกรณีพบเอกสารสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญปลอม และพบมีบุคคลเดินสายบิดเบือนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญใน จ.เชียงใหม่ โดย “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยืนยันเคยได้รับเอกสารดังกล่าว

นอกจากนี้ พบว่าเนื้อหาของเอกสารมีเจตนาบิดเบือนเนื้อหาสาระ หรือจัดทำเพื่อแสดงความเห็นต่าง และเอกสารถูกจัดพิมพ์จำนวนมาก ดังนั้น เชื่อว่ามีกลุ่มนายทุนอยู่เบื้องหลังในการจัดทำ

ขณะที่ สมชัย ระบุว่า การเผยแพร่เอกสารความเห็นแย้งสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญ เล่มที่ 2 เห็นว่าเป็นเพียงเอกสารความเห็นแย้งที่นักศึกษากลุ่มหนึ่งทำขึ้นมา ไม่ถือว่าเป็นร่างรัฐธรรมนูญปลอม หากใช้คำนี้อาจทำให้เข้าใจผิดเพราะไม่ได้มีรัฐธรรมนูญปลอมแต่อย่างใด

ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวยังไม่ได้ผ่านการตรวจสอบของสำนักงาน กกต. เพราะอยู่ระหว่างการตรวจสอบของฝ่ายสืบสวน แต่เท่าที่ตรวจสอบเบื้องต้นไม่มีคำหยาบคายหรือปลุกระดม ส่วนจะมีข้อความใดที่เป็นเท็จหรือไม่ ต้องให้ทาง กรธ.พิจารณาชี้ประเด็นว่าหน้าไหนบรรทัดใดเป็นเท็จ

“หาก กรธ.ทำหนังสือมายัง กกต.ก็จะดำเนินการต่อไปได้ ผมอ่านแล้วก็มีความวิตกเหมือนกันเพราะเห็นว่ามีบางข้อความที่อาจเข้าข่ายหมิ่นประมาทบุคคลหรือหน่วยงานของรัฐบางหน่วย ก็เป็นเรื่องของบุคคลหรือหน่วยงานนั้น หากเห็นว่าหมิ่นประมาทก็ไปแจ้งความดำเนินคดีเอง”

 

ค้านประกาศกกต. ถ่วงประชามติแบบประชาธิปไตย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/441892

ค้านประกาศกกต. ถ่วงประชามติแบบประชาธิปไตย

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

นับถอยหลังอีกเดือนเศษจะเข้าสู่แมตช์สำคัญวันชี้ชะตาอนาคตประเทศไทย 7 ส.ค. คือ การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่พร้อมคำถามพ่วงท้าย แต่ก่อนจะถึงวันดังกล่าวได้เกิดความเคลื่อนไหวจากภาคประชาชน

นำโดย “จอน อึ๊งภากรณ์” ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) พร้อมคณะ อาทิ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อดีตกรรมการเลือกตั้ง อดีตกรรมการปฏิรูปกฎหมาย เครือข่ายองค์การพัฒนาเอกชนต่างๆ

ได้เข้ายื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เมื่อวันที่ 10 พ.ค. เพื่อขอให้ผู้ตรวจฯ ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 มาตรา 61 ละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชน และขัดต่อรัฐธรรมนูญชั่วคราวหรือไม่

นอกจากนี้ จอนพร้อมคณะยังคัดค้านคำประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งได้กำหนดสิ่งที่ประชาชนสามารถทำได้และไม่ได้ช่วงรณรงค์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเห็นว่าเป็นการลิดรอนเสรีภาพ

เมื่อมาดูสิ่งที่ประชาชนสามารถกระทำได้ มีด้วยกัน 6 ข้อ 1.ศึกษาค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ และประเด็นเพิ่มเติมให้เข้าใจอย่างครบถ้วน จากเว็บไซต์ หรือสิ่งพิมพ์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการแสดงความคิดเห็นของตน

2.แสดงความเห็นโดยใช้ถ้อยคำที่สุภาพ 3.แสดงความเห็นด้วยข้อมูลที่มีความชัดเจน ไม่กำกวม อันอาจทำให้บุคคลอื่นเห็นว่าเป็นการบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริง 4.การนำเสนอหรืออ้างอิงงานวิจัยตามหลักวิชาการ เพื่อประกอบการแสดงความคิดเห็น ให้ผู้มีสิทธิออกเสียงบุคคลนั้น ควรตรวจสอบความถูกต้องและแสดงที่มาของงานวิจัยนั้นด้วย

5.การสัมภาษณ์ผ่านสื่อเพื่อแสดงความคิดเห็นพร้อมเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งของตน และ 6.การนำเข้าข้อมูลเกี่ยวกับความคิดเห็นพร้อมแสดงเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งของตนในเว็บไซต์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือการส่งต่อข้อมูลดังกล่าว โดยไม่มีการแสดงความเห็นเพิ่มเติม

สิ่งที่ประชาชนไม่สามารถกระทำได้ มีด้วยกัน 8 ข้อ 1.การสัมภาษณ์ผ่านสื่อด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือมีลักษณะก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ 2.การนำเข้าข้อมูล อันเป็นเท็จหรือมีลักษณะก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ ในเว็บไซต์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือส่งต่อข้อมูลในลักษณะดังกล่าว

3.การทำ หรือส่งสัญลักษณ์ หรือเครื่องหมาย อันมีลักษณะก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ 4.การจัดเวทีสัมมนา อภิปราย โดยกลุ่มองค์กรต่างๆ ที่ไม่มีหน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา องค์กรสื่อมวลชนตามกฎหมายเข้าร่วม และมีเจตนาเพื่อปลุกระดมทางการเมือง

5.การชักชวนให้ใส่เสื้อ หรือติดป้าย เข็มกลัด ธง ริบบิ้น หรือเครื่องหมายที่แสดงสัญลักษณ์ความเห็นอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือการขาย การแจกจ่ายสิ่งของดังกล่าว ในลักษณะรณรงค์ทั่วไป เพื่อนำไปสู่การปลุกระดมทางการเมือง

6.การใช้เอกสาร ใบปลิว หรือแผ่นพับ ที่มีข้อความอันเป็นเท็จ หรือมีลักษณะก้าวร้าวรุนแรงหยาบคาย หรือปลุกระดมทางการเมือง 7.การรายงานข่าว หรือการจัดรายการของสื่อมวลชนที่นำไปสู่การปลุกระดม หรือสร้างความวุ่นวายในสังคม

และ 8.การรณรงค์เพื่อให้เกิดการคล้อยตามของคนในสังคม เพื่อให้ออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง มีลักษณะการปลุกระดมหรือขัดขวางการออกเสียง ส่วนกรณีของสื่อมวลชน สามารถรายงาน หรือเสนอข่าวด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ด้วยความรับผิดชอบ เป็นกลาง คำนึงถึงความเท่าเทียมและไม่ขัดต่อกฎหมาย

จนกระทั่งที่ประชุมผู้ตรวจฯ เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. มีมติเอกฉันท์ส่งความเห็นให้ศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเผยแพร่ผ่านทางเอกสารในวันที่ 29 มิ.ย. ซึ่งมีใจความว่า มาตรา 61 วรรคสอง ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญชั่วคราว

ภายหลังจากมีคำวินิจฉัยดังกล่าวออกมา ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวอีกครั้งของ จอน พร้อมด้วยนักวิชาการ 11 คน ได้เข้ายื่นเรื่องต่อศาลปกครอง เมื่อวันที่ 6 ก.ค. เพื่อให้ถอนประกาศ กกต.เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการแสดงความเห็นในการออกเสียงประชามติ

จอน ให้เหตุผลที่เข้ายื่นต่อศาลปกครอง เพื่อให้สั่งยกเลิกประกาศ กกต.ทั้งหมด เพราะในแต่ละข้อก็มีเหตุผลต่างกันไป บางข้อไม่มีกฎหมายรองรับ เช่น การจัดประชุมสัมมนา ที่กำหนดว่าต้องมีส่วนราชการ หรือสถานศึกษาร่วมด้วย รวมถึงการจำหน่ายเสื้อ หรือสัญลักษณ์อย่างสติ๊กเกอร์

“เราเห็นว่ามันเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพโดยไม่มีเหตุผลและไม่มีกฎหมายกำหนด และในมาตรา 61 วรรคสอง ก็ไม่ได้กำหนดในรายละเอียดทำนองนี้ ขณะเดียวกันเห็นว่ายังเป็นการใช้ภาษาที่คลุมเครือจำกัดสิทธิเสรีภาพ จนกระทั่งจะเป็นปัญหาให้การทำประชามติ เป็นไปโดยไม่สมบูรณ์หรือไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์”

จอน ระบุว่า การทำประชามติที่ดีจะต้องให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ แต่มองตัวประกาศของ กกต.ทำให้ประชาชนไม่กล้าแสดงออก จนบรรยากาศประชามติเงียบเหงา และที่สำคัญ คือ ประชาชนขาดข้อมูลจริงๆ ซึ่งจากการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 158 คน พบว่า ประชาชนยังไม่รู้วันที่การลงประชามติ

นอกจากนี้ 90% ไม่เข้าใจและไม่ทราบคำถามพ่วงที่ถามควบคู่กับความเห็นร่างรัฐธรรมนูญ หรือเกือบทั้งหมดไม่ทราบ มีเพียงบางส่วนทราบว่ามีคำถามพ่วง แต่ไม่ทราบจะถามเรื่องอะไร ซึ่งสถานการณ์อย่างนี้แสดงว่าประชาชนไม่ได้รับข้อมูลเพียงพอที่จะตัดสินใจได้ และในระบอบประชาธิปไตยการลงประชามติถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงออกของประชาชนในฐานะเจ้าของประเทศ

อย่างไรก็ตาม หากประชาชนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นต่อการตัดสินใจ ก็ทำให้ประชามติเหมือนเป็นพิธีกรรมเท่านั้น การที่ประชาชนมีโอกาสรับฟังความเห็น เหตุผล ของคนในสังคมทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญหรือคำถามพ่วง จะช่วยให้ประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสตัดสินใจ

“ผมคิดว่าในปัจจุบันนี้การรับข้อมูลของประชาชนเป็นไปข้างเดียว โดยจากรัฐบาลและใช้เงินภาษีประชาชนเพื่อให้มีอาสาสมัคร ครู ก. ครู ข. เข้าไปอธิบายรัฐธรรมนูญกับประชาชนในเขตชนบท แต่ปัญหาคือการอธิบายแบบนั้น เป็นการอธิบายข้อดี พูดแต่ด้านดีของร่างรัฐธรรมนูญ ประชาชนไม่มีโอกาสรับทราบด้านเสีย หรือปัญหาร่างรัฐธรรมนูญมีอะไรบ้าง ยกเว้นได้รับฟังจากคนไม่เห็นด้วย และคนไม่เห็นด้วย ปรากฏการณ์จะแจกใบปลิวก็ตาม จะใส่เสื้อ จะแสดงออก หรือรณรงค์ ถูกจับไปหลายคน ซึ่งมีผลมาจากมาตรา 61 และประกาศ กกต. รวมถึงประกาศ คสช. หรือ พ.ร.บ.ชุมนุม ตอนนี้รัฐบาลมีอำนาจใช้กลไกต่างๆ คอยปิดปากผู้ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งหมดเป็นปัญหาที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน”

 

ตัดงบท้องถิ่น สะเทือนประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/441669

ตัดงบท้องถิ่น สะเทือนประชามติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ร้อนจนทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องออกมาคลี่คลายสถานการณ์ด้วยตัวเอง

ภายหลัง บุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) แห่งประเทศไทย พร้อมคณะ อาทิ มนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ ประธานสมาพันธ์องค์การบริหารส่วนจังหวัดภาคเหนือ นิพนธ์ บุญญามณี ในฐานะตัวแทนสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย ตบเท้าเข้าพบ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ถึงทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 1 ก.ค. เพื่อสอบถามเกี่ยวกับงบประมาณที่หายไป

สาเหตุอยู่ที่สำนักงบประมาณได้ตัดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2560 ของท้องถิ่นทั้งหมด จำนวน 2.2 หมื่นล้านบาท อาทิ งบประมาณก่อสร้างและบำรุงรักษาถนน วงเงิน 12,817 ล้านบาท ซึ่งทาง อปท.ได้รับการถ่ายโอนถนนจากกรมทางหลวงชนบท ทั่วประเทศรวม 6 หมื่นกิโลเมตร งบประมาณสร้างอาคารศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก วงเงิน 4,123 ล้านบาท และงบประมาณสร้างอาคารเรียนและอาคารประกอบอีก 2,663 ล้านบาท เงินอุดหนุนอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)

จากคำอธิบายของฝั่ง อบจ.พบว่าเกิดจากความเข้าใจผิดของสำนักงบประมาณที่ตัดงบดังกล่าว เพราะเข้าใจว่า อปท.มีงบประมาณของตนเองได้จากการเก็บภาษีโรงเรือน บำรุงท้องถิ่น และมี พ.ร.บ.จัดเก็บภาษีที่ดินเพิ่มอีก แต่กฎหมายดังกล่าวยังไม่มีผลบังคับใช้

หากตัดงบดังกล่าวมีผลกระทบต่อการพัฒนาท้องถิ่นในไตรมาส 4 ของปี 2559 และไตรมาสแรกของปี 2560 ท้องถิ่นจะไม่มีงบพัฒนาในช่วง 6 เดือน หรือครึ่งปีแรกของงบปี 2560 จะส่งผลกระทบต่อการบริการสาธารณะ และคุณภาพชีวิตประชาชน

“ทั้งนี้ 3 องค์กรท้องถิ่น ไม่ได้เรียกร้องงบประมาณในปี 2560 เพิ่ม แต่ให้คงงบอุดหนุนเฉพาะกิจท้องถิ่นที่ถูกตัดทิ้งไปทั้งหมด เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อน ผลักดันนโยบายรัฐบาล ในการดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง และเป็นธรรมตามแนวทางประชารัฐ” บุญเลิศ ระบุ

“งบประมาณที่ถูกตัดจะเริ่มมีผลตั้งแต่ 1 ต.ค.นี้ ถ้าไม่เตรียมการแก้ปัญหาจะเกิดความยุ่งยากตามมา และเกิดผลกระทบกับภารกิจที่ส่วนกลางถ่ายโอนไปให้ท้องถิ่น เมื่อไม่มีเงิน ท้องถิ่นก็ทำไม่ได้ เมื่อก่อนตกลงกันไว้ว่า มีงาน มีเงิน และมีคนลงไปพร้อมกัน ตอนนี้ให้งาน แต่ไม่มีเงินให้ ก็มาบอกว่าท้องถิ่นไม่ทำอีก” นิพนธ์ กล่าว

สุดท้ายในการพูดคุย วิษณุ เสนอทางออกว่าอาจให้รัฐบาลส่งเรื่องถึงสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อแปรญัตติงบประมาณใหม่ กับของบกลางจากรัฐบาล 2 หมื่นล้านบาท มาให้ อปท.เพื่อชดเชยงบถูกสำนักงบประมาณตัดไป

ก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาชี้แจงภายหลังการประชุม ครม.ว่า การปรับภาษีโรงเรือนที่ไม่เคยปรับมานานแล้ว คาดการณ์ว่าจะทำให้ท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 4 หมื่นล้านบาท จึงมีการพิจารณาว่าในช่วงนี้ให้ปรับลดไปก่อน แต่เพื่อความสบายใจจะให้กระทรวงมหาดไทยไปหารือมาใหม่ ว่าจะแปรญัตติอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ แต่คงต้องสอดคล้องเม็ดเงินที่จะขึ้นมาในวันหน้าด้วย

“ขอให้ อปท.สบายใจ ต้องช่วยกันสิช่วยกันหารือ ถ้ามีปัญหาอะไรก็พูดกันในช่องทาง ผมก็ดูให้หมด” นายกฯ กล่าว

แน่นอนว่าท่าทีรีบเร่งแก้ไขของนายกฯ และแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้องทำตามกรอบระยะเวลา 90 วันในการพิจารณาชั้นกรรมาธิการ (กมธ.) ของ สนช. หลังที่ประชุม สนช.ผ่านความเห็นชอบวาระหนึ่งไปแล้ว

แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรื่องงบท้องถิ่นนี้กระทบถึงการทำงานในพื้นที่ ที่ถือเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญและเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ได้มากกว่าอีกหลายโครงการ นั่นจึงทำให้ภาครัฐต้องรีบอุดช่องโหว่ ไม่ให้มาซ้ำเติมเศรษฐกิจในภาพรวม

ที่สำคัญเครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นมีสมาชิกอยู่เป็นจำนวนมากทั่วประเทศ แถมยังมีบทบาทสำคัญในแต่ละพื้นที่ การสร้างความไม่พอใจหรือการกระทำที่นำไปสู่ความระหองระแหงในอนาคต ย่อมไม่เป็นผลดีต่อทั้งรัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

โดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการออกเสียงประชามติที่เหลือเวลาอีกเพียงแค่เดือนเดียว หากปล่อยให้เรื่องงบประมาณท้องถิ่นยังคาราคาซังต่อไป ไม่มีแก้ไข เยียวยา หรือคำอธิบายที่ชัดเจน อาจบานปลายไปสู่ความขัดแย้งและส่งผลไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมกับเส้นทางตามโรดแมปได้

จะเห็นว่าที่ผ่านมา คสช.พยายามสกัดไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อมหรือมีเงื่อนไขที่จะบานปลายไปสู่ความรุนแรงที่จะกระทบต่อไปถึงเสถียรภาพของรัฐบาลและ คสช. ครั้งนี้ก็เช่นกัน “งบท้องถิ่น” ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่ที่กำลังท้าทายว่ารัฐบาล คสช.จะจัดการอย่างไร

 

ชำแหละรธน. กับอนาคตปฏิรูปแรงงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/441668

ชำแหละรธน. กับอนาคตปฏิรูปแรงงาน

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกับคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ได้จัดเสวนา เรื่อง “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติกับอนาคตการปฏิรูปด้านแรงงาน” ณ มหาวิทยาลัยรังสิต ตึก 11 อาคารรัตนคุณากร

ไพโรจน์ พลเพชร อดีตกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ให้ความเห็นว่า จากนี้มีเวลา 30 วันก่อนถึงวันที่ 7 ส.ค. แต่เป็นการลงประชามติแปลกที่สุดในโลก เพราะปกติเวลาลงประชามติ มีหลักการ 3 เรื่อง คือ ให้ฝ่ายเห็นต่างและเห็นพ้องสามารถเผยแพร่ข้อมูลได้เต็มที่ เพื่อให้เพียงพอต่อการตัดสินใจ

นอกจากนี้ ต้องให้เวลายาวพอสมควร เช่น รัฐธรรมนูญปี 2550 แต่ครั้งนี้แตกต่างเนื่องจากมีข้อจำกัดในการเผยแพร่ และผู้ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ลงมาเกี่ยวข้อง แต่คราวนี้ลงมาอธิบายและขอความร่วมมือจากภาครัฐ อีกทั้งกฎหมายประชามติให้หน่วยงานรัฐสามารถอธิบายได้ไม่ถือว่าชักจูงใจ

อย่างไรก็ดี รัฐธรรมนูญต้องสะท้อน 2 เรื่อง 1.จะจัดใครขึ้นอำนาจ และ 2.ใครใช้อำนาจแบบไหน เพื่อจัดสถาบันขึ้นมา เช่น รัฐสภาและศาล เพราะรัฐธรรมนูญทั่วโลกเป็นเช่นนั้น ซึ่งการจัดความสัมพันธ์แต่ละครั้งสะท้อนใครมีอำนาจมากน้อยแค่ไหน และไปเขียนกติกา

ขณะเดียวกัน รัฐสภาของไทยในอดีตจนถึงปัจจุบันมีระบบ 2 สภา คือ สภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา แต่รัฐธรรมนูญปี 2540 ปรับอำนาจ สว.เพิ่มขึ้น ให้แต่งตั้งถอดถอนบุคคล ทว่า ระบบเลือกตั้งมีการถกเถียงกันตลอด แต่คราวนี้เปลี่ยนวิธีการเลือกตั้ง สส. ดีไม่ดีไม่รู้ แต่มีการตั้งข้อสังเกตไม่ทำให้มีพรรคการเมืองได้เสียงข้างมาก

“บทสรุป สว.ปี 2540 ถูกครอบงำโดยฝ่ายการเมืองปี 2550 แก้ปัญหาด้วยการมี สว.เลือกตั้งและสรรหา เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าว แต่ครั้งนี้ให้ สว.มาจากตัวแทนวิชาชีพ 20 กลุ่ม จำนวน 200 คน เหตุผลเหมือนเดิมคือกลัวครอบงำจากการเมือง

แต่ผมมองว่าจะไม่ได้ใช้ 200 คน เพราะมาจาก คสช.เลือก 250 คนใน 5 ปีแรก และทำหน้าที่เกือบทุกด้าน ทั้งออกกฎหมาย ถอดถอน และเพิ่มขึ้นในเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี กำกับรัฐบาลในอนาคต และรัฐบาลหน้าต้องชี้แจงต่อ สว.ทุก 3 เดือน เป็นข้อสังเกตว่าคำถามที่สองทำไมต้องมี เพื่อคุมนายกฯ ยุทธศาสตร์ชาติ การปฏิรูป และแต่งตั้งองค์กรอิสระ”

ด้าน ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า รัฐธรรมนูญปี 2534 และปี 2550 แม้มีที่มาจากการปฏิวัติ แต่ความแตกต่างของทั้งสองฉบับอยู่ตรงที่รัฐธรรมนูญปี 2550 ผ่านการทำประชามติ จึงมีความชอบธรรม และใช้มาถึง 7 ปีก่อนถูกฉีก

ทั้งนี้ จึงเป็นเหตุผลให้ คสช.เลือกใช้วิธีดังกล่าว และเมื่อนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เทียบกับปี 2550 ในเรื่องการรณรงค์ ช่วงนี้มากกว่าปี 2550 เพราะยึดอำนาจ ก.ย. 2549 เลือกตั้ง ธ.ค. 2550 แต่ครั้งนี้สองปีกว่า เพราะถ้าให้ประชาชนตัดสิน ก็ต้องให้แสดงออกได้ด้วย ทั้งเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย โน้มน้าวได้ ซึ่งเป็นวิถีทางประชาชนและจบลงด้วยประชามติ หากแสดงความเห็นไม่ได้ แล้วจะทำประชามติทำไม ก็ประกาศใช้ไป

“พอปิดกันมากเกินไป ผลคือผ่านได้ก็ไม่ชอบธรรม หวังจะสร้างความชอบธรรมแต่ไม่ให้แสดงออก และ สว.เป็นกลไกสำคัญต่อการยึดอำนาจทุกชุด มาเพื่อผ่องถ่ายอำนาจ แม้ผลการเลือกตั้ง สส.เป็นยังไง เว้นแต่ปี 2550 ผู้มีอำนาจไม่เกี่ยวข้องกับ สว. แต่รัฐธรรมนูญใหม่ผู้มีอำนาจเกี่ยวข้อง สว.โดยตรง และเพิ่มขึ้นโดยให้ สว.ร่วมเลือกนายกฯ ทำให้ คสช.มีส่วนได้เสีย และมาจำกัดเสรีภาพเท่ากับต้องการให้ผ่านจึงมีปัญหาความชอบธรรม”

อย่างไรก็ตาม ผลออกมาจะผ่านหรือไม่ผ่าน แต่ คสช.ควรบอกก่อนว่าทำอะไร และจะยุ่งมากหากไม่ผ่าน เพราะคนเรียกร้อง เช่น ฝั่งไม่เห็นด้วยกับ คสช.จะบอกให้เลือกตั้งทันที ดังนั้น กระบวนการประชามติต้องฟรีแอนด์แฟร์ เพื่อไม่ก่อให้เกิดความวุ่นวาย และประชาชนจะได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจากนี้

ปริญญา สมมติหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ 1.ร่างใหม่หมด 2.หยิบเอาฉบับที่ผ่านมาปรับปรุงรวมกันแล้วประกาศใช้ 3.แก้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ซึ่งควรเขียนให้ชัดเจนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมอีกครั้ง เพื่อไม่ให้ประเทศวิกฤตกรณีไม่ผ่าน และมองว่าการร่างใหม่คงยาก เนื่องจากโรดแมปให้มีเลือกตั้งปี 2560 จึงน่าจะเป็นแบบ 2 มากที่สุด

“ผมเสนอวิธีการดีที่สุดไม่ให้นองเลือดหรือมีปัญหา ควรบอกให้ชัดถ้ารัฐธรรรมนูญผ่านหรือไม่ผ่าน ประการสำคัญ 30 วันจากนี้ยังทัน คือ เสนอให้ สนช.แก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว และ ครม.เสนอร่างได้เลย เพื่อให้ประชาชนรู้ผ่านไม่ผ่านเป็นแบบไหนให้ประชาชนตัดสิน เพราะประชามติต้องฟรีและแฟร์”

ขณะที่ สุนี ไชยรส ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมความเสมอภาคและความเป็นธรรม วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า การออกแบบร่างรัฐธรรมนูญที่ดีต้องกำหนดรายละเอียดทุกมิติที่ประชาชนต้องการ นอกจากการให้สิทธิหรือมีสิทธิของประชาชนแล้ว ควรกำหนดองค์ประกอบอื่นๆ ด้วย เช่น มาตรการคุ้มครองบุคคล ทุกเพศ ให้ได้รับความเท่าเทียมอย่างเสมอภาค เป็นต้น

สำหรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามตินั้น มีหลายประเด็นที่ไม่ได้บัญญัติไว้ตามข้อเรียกร้องของเครือข่ายแรงงาน เช่น กระบวนการคุ้มครองสิทธิสตรี เด็ก ผู้สูงอายุ ในกระบวนการยุติธรรม สิทธิที่มีอยู่จริงในการรวมตัวเป็นสหภาพ หรือสมาพันธ์แรงงาน โดยไม่ถูกกีดกันจากนายจ้าง

นอกจากนั้น ยังลดทอนสิทธิที่เคยมี เช่น สิทธิการเข้าชื่อเพื่อเสนอกฎหมาย ซึ่งกำหนดให้ทำได้เฉพาะกฎหมายที่อยู่ในหมวดสิทธิเสรีภาพเท่านั้น ทั้งนี้ ในกระบวนการดังกล่าวยังขาดหลักประกันเรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพิจารณาร่างกฎหมายในสภาผู้แทนราษฎร

“ประเด็นสิทธิแรงงานที่กำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ ถูกเปลี่ยนแปลงไปจากรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งมีหลายประเด็นที่เป็นของดีถูกตัดทอน และให้รายละเอียดไปไว้ในกฎหมายอื่นจะบัญญัติ หรือไม่ได้นำมาบัญญัติไว้ ขณะที่มาตรการที่คนแรงงานเรียกร้อง คือ การคุ้มครองสิทธินั้น พบว่าร่างรัฐธรรมนูญไม่มีองค์กรอิสระว่าด้วยสิ่งแวดล้อม องค์กรอิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคที่จะเป็นองค์กรที่ประชาชนใช้สิทธิเรียกร้องได้โดยตรง แม้จะมีองค์กรอิสระอื่นๆ อาทิ ผู้ตรวจการแผ่นดินที่ประชาชนมีสิทธิฟ้องร้องได้ แต่ไม่เป็นประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับปัญหาประชาชนโดยตรง”

 

สปท.ร้าว ปฏิรูปเหลว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/441436

สปท.ร้าว ปฏิรูปเหลว

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

รอยร้าวในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ปลุกให้บรรยากาศการเมืองที่เคยสงบเรียบร้อย กลับมาคุกรุ่นอีกรอบ และมีแนวโน้มจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงเส้นทางการปฏิรูป ที่ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ต้นตอส่วนหนึ่งมาจากการขยับของ อลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท. ซึ่งผุดไอเดียนำคณะไปพบปะพูดคุยกับพรรคการเมืองต่างๆ เริ่มต้นจากประชาธิปัตย์และเพื่อไทย เพื่อชี้แจงความคืบหน้าภาระกิจการปฏิรูป พร้อมรับฟังความคิด ข้อเสนอแนะจากพรรคการเมือง

ด้านหนึ่งถือเป็นทิศทางที่ดีที่จะได้นำผลงานที่ สปท. ทำร่วมกับแม่น้ำสายต่างๆ ไปอธิบายให้ พรรคการเมืองได้รับรู้รับทราบ ทั้งแนวคิด ความคืบหน้า ตลอดจนอุปสรรคปัญหาต่างๆ ที่พบเจอไปชี้แจงให้กับพรรคการเมืองได้รับรู้รับทราบตั้งแต่ตอนนี้

เพราะพรรคการเมืองถือกลไกที่จะมารับไม้ต่อขับเคลื่อนประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่านหลังการเลือกตั้ง การได้รับรู้รับทราบกระบวนการต่างๆ ตั้งแต่ตอนนี้ย่อมทำให้เกิดความต่อเนื่องในอนาคต

แต่อีกด้านหนึ่งการเคลื่อนไหวของอลงกรณ์ ชวนให้เกิดความกังขาว่ามีเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างไรหรือไม่

ที่สำคัญในมุมมองจากฝั่ง คสช.แล้ว พยายามดำเนินการเต็มความสามารถเพื่อควบคุมสถานการณ์ไม่ให้เกิดความปั่นป่วน โดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนออกเสียงประชามติ

ดังจะเห็นว่า ที่ผ่านมา คสช.ยืนกรานไม่ผ่อนคลายกฎระเบียบเปิดช่องให้พรรคการเมืองออกมาเคลื่อนไหวทำกิจกรรมทางการเมืองตามที่ร้องขอ เพราะห่วงว่าจะนำไปสู่ความวุ่นวาย หรือเปิดช่องให้กลุ่มป่วนหยิบมาเป็นข้ออ้างออกมาเคลื่อนไหวบ้าง

ยิ่งกว่านั้นสิ่งที่พรรคการเมืองสะท้อนกลับมายัง สปท.นั้น ส่วนใหญ่เป็นการถล่มปัญหาปฏิรูปที่ผ่านมา ที่อีกด้านหนึ่งย่อมถือเป็นความล้มเหลวในการทำนของ สปท.ที่ผ่านมา

หากจับ “สัญญาณ” ที่เกิดขึ้นจะเห็นว่าคนที่เปิดประเด็นเรื่องนี้เป็น พล.อ.ฐิติวัฒน์ กำลังเอก สปท.สายตรง คสช. ที่ตั้งคำถามกลางที่ประชุมว่าการเคลื่อนไหวของอลงกรณ์ เป็นมติของที่ประชุม สปท.หรือไม่

“ขณะนี้พรรคการเมืองไม่สามารถจัดกิจกรรมทางการเมืองได้ จึงไม่ทราบว่าการไปกันจะมีประโยชน์อย่างไร ประเทศต้องมีความศรัทธาและระเบียบวินัย เพื่อไม่ให้สังคมล่มสลายและต้องมีธรรมาภิบาล มีความจริงใจในการปฏิบัติงาน”

ก่อนจะซ้ำอีกดอกโดย เสรี สุวรรณภานนท์ ที่จุดประเด็นการนัดทูตานุทูตมารับฟังความคืบหน้าการปฏิรูปเป็นครั้งที่ 3 ที่เห็นว่าถี่เกินไป พร้อมพุ่งเป้าไปที่อลงกรณ์ ในฐานะผู้บรรยาย พร้อมย้ำ “แผลเก่า” ตั้งคำถามว่าการจัดงานครั้งนี้ได้หารือกับ ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท.หรือไม่

ก่อนที่สุดท้าย ร.อ.ทินพันธุ์ จะสั่งยกเลิกงานนี้กลางที่ประชุมแบบกะทันหัน ที่ตอกย้ำรอยร้าวที่เกิดขึ้นใน สปท.ที่มีการงัดข้อกันอยู่กลายๆ

พ่วงประเด็นคณะกรรมการเครือข่ายการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งไม่เห็นว่ามีความจำเป็นต่อ สปท. หรือตั้งขึ้นมาเพื่อสร้างพรรคการเมืองหรือไม่ เมื่อที่ สปท.ทำไม่ได้แตกต่างจากพรรคการเมืองที่พยายามสร้างเครือข่าย จัดเลี้ยง แจกของ นี่คือการซื้อเสียงล่วงหน้า ที่ สปท.พึงทำหรือไม่

หลายกรณีที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าชนวนที่มาของปัญหาอาจเป็นการทำงานที่ขัดแข้งขัดขากันเอง โดยเป้าใหญ่หนีไม่พ้นอลงกรณ์ที่ถูกมองว่าทำงาน “ออฟไซด์” ประธาน สปท.

จนนำมาสู่การเตะสกัดขากันเองจนสะท้อนออกมาเป็นความขัดแย้งระลอกใหม่ที่สั่นคลอนทั้งความน่าเชื่อถือ และประสิทธิภาพการทำงานในอนาคต

ยิ่งช่วงนี้เป็นช่วงโค้งสุดท้ายเหลือเวลาทำงานอีกแค่ไม่กี่เดือนก็จะหมดวาระ ควรจะสมัครสมานสามัคคีเร่งผลักดันการปฏิรูปให้เดินหน้าไปสู่จุดหมายปลายทาง

แต่ทุกอย่างกลับไม่เป็นเช่นนั้น ส่วนหนึ่งมองว่าเป็นเพราะหลายคนแย่งทำผลงานให้เข้าตา คสช.

เมื่อเป้าใหญ่เวลานี้หลายคนมองข้ามช็อตไปถึงตำแหน่ง สว.ในอนาคต ที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดให้มาจากการแต่งตั้ง พ่วงด้วยอำนาจที่เต็มไม้ เต็มมือ มีวาระการดำรงตำแหน่งหลายปีชัดเจน

ดีกว่าการมานับถอยหลังรอหมดวาระในตำแหน่ง สปท.เพียงอย่างเดียว

รอยร้าวที่เกิดขึ้นตอกย้ำสภาพปัญหาที่มาตั้งแต่ต้น และเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้การทำงานที่ผ่านมานอกจากไม่เข้าขาจนยากจะร่วมกันผลักดันการปฏิรูปด้านต่างๆ ให้เดินหน้าจนสำเร็จลุล่วงไปตามแผน แล้วยังทำให้เกิดปัญหาย่ำแย่กว่าเดิม

แถมสะท้อนให้เห็นว่าอนาคตทิศทางการปฏิรูปประเทศจะเป็นเช่นไร

 

ปฏิรูปพรรคการเมือง สร้างศรัทธา-นโยบายต้องดี-ห้ามยุบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/441432

ปฏิรูปพรรคการเมือง สร้างศรัทธา-นโยบายต้องดี-ห้ามยุบ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีมติเสียงข้างมาก 140 ต่อ 1 คะแนน เห็นชอบ รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท. เรื่อง “ระบบพรรคการเมือง” ตามขั้นตอนจะมีการส่งรายงานให้กับคณะรัฐมนตรีต่อไป โดยรายงานดังกล่าวมีสาระสำคัญดังนี้

1.ปฏิรูปพรรคการเมืองโดยตระหนักว่าพรรคการเมืองคือสถาบันสำคัญที่เคียงคู่กับระบอบประชาธิปไตย ให้ประชาชนเป็นเจ้าของพรรคการเมือง ผ่านการสนับสนุนเงินทุนให้กับพรรคการเมืองจากสมาชิกและประชาชนในวงกว้าง

สมาชิกพรรคการเมืองชำระค่าธรรมเนียมเป็นรายปีไม่เกิน 200 บาท และให้รัฐมีมาตรการสร้างแรงจูงใจโดยการอุดหนุนเงินเพิ่มเติมให้แก่พรรคการเมืองอีกหนึ่งเท่าของค่าธรรมเนียมที่สมาชิกแต่ละรายชำระ นอกจากนี้ บุคคลหรือนิติบุคคลมีสิทธิบริจาคเงินให้พรรคการเมืองได้ไม่เกิน 5% ของรายได้พึงประเมินและสามารถนำจำนวนเงินที่บริจาคไปลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง

พรรคการเมืองขนาดเล็กพึงได้รับการพิจารณารับเงินสนับสนุนเพื่อวัตถุประสงค์การพัฒนาพรรคการเมืองจากหน่วยงานหรือองค์กร ที่มีหน้าที่ในการส่งเสริมหรือสนับสนุนพรรคการเมืองตามที่กฎหมายกำหนด

2.ปฏิรูปสมาชิกพรรคการเมือง โดยทำให้ประชาชนให้ความสำคัญในการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง สมาชิกพรรคการเมืองระดับบริหาร อาทิ ผู้ดำรงตำแหน่งบริหารในพรรค ผู้มีตำแหน่งทางการเมือง ถือเป็นบุคคลสาธารณะที่ต้องประพฤติตนเป็นบุคลากรแบบอย่าง ต้องประพฤติตนอย่างมีเกียรติ ศักดิ์ศรี ซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย กล้าหาญ ตรวจสอบได้ ถือเป็นบุคลากรแบบอย่างที่จะสร้างค่านิยมและทัศนคติที่ดีให้เกิดกับพรรคการเมือง

สมาชิกพรรคการเมืองและผู้บริจาคให้พรรคสามารถร่วมกันเข้าชื่อ 50 คน เพื่อเสนอการพิจารณาเรื่องความผิดหรือความบกพร่องด้านคุณธรรมจริยธรรมของสมาชิกพรรคในระดับบริหารและสมาชิกพรรคที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อกรรมการบริหารพรรค เพื่อตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและพิจารณาโทษโดยเร็ว และเปิดเผยตามระเบียบที่พรรคการเมืองได้กำหนดขึ้นโดยมีมาตรการถึงการขับออกจากพรรค โดยที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกพรรคการเมือง

การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต ให้สมาชิกพรรคในเขตเลือกตั้งนั้นพึงเป็นผู้คัดเลือกผู้สมัครด้วยวิธีการเลือกตั้งขั้นต้น (Primary Vote) เพื่อเป็นการคัดกรองและได้รับการยอมรับจากสมาชิกพรรคในแต่ละเขตเลือกตั้งก่อนนำเสนอเพื่อการพิจารณาของคณะกรรมการบริหารพรรคส่วนกลาง พรรคการเมืองที่จะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใด ต้องมีสมาชิกพรรคจำนวนไม่น้อยกว่า 1% ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น

ผู้ประสงค์จะลงสมัครรับเลือกตั้งทุกระดับ ต้องดำเนินการตามข้อบังคับต่อพรรคการเมืองที่ตนสังกัด ดังนี้ (1) แสดงแบบรายการเสียภาษีเงินได้ย้อนหลัง 3 ปี (2) แสดงเจตจำนงเพื่อประกาศให้สมาชิกพรรคและประชาชนในเขตเลือกตั้งทราบล่วงหน้า 1 ปี (3) ผ่านการฝึกอบรมการเป็นนักการเมืองตามหลักสูตรที่กฎหมายกำหนด

3.ปฏิรูปโครงสร้างการบริหารของพรรคการเมืองให้มีประสิทธิภาพและมีความเป็นประชาธิปไตยภายในพรรค ต้องยึดหลักความเป็นประชาธิปไตยภายในพรรค โดยเปิดโอกาสให้สมาชิกพรรคมีบทบาทและมีส่วนร่วมในการกำหนดการบริหารและการดำเนินการได้อย่างแท้จริง

กรรมการบริหารพรรคต้องประกอบด้วยตัวแทนที่ได้รับเลือกจากสมาชิกพรรคจากแต่ละภาค ภาคละไม่น้อยกว่า 5 คน พรรคการเมืองพึงคัดเลือกเสนอบุคคลที่เหมาะสมเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองและคณะกรรมาธิการต่างๆ โดยมติของกรรมการบริหารพรรค

4.ปฏิรูปพรรคการเมืองให้มีพันธสัญญาประชาคมโดยนโยบายของพรรคการเมือง พรรคการเมืองต้องรับผิดชอบต่อการนำเสนอนโยบายที่ได้รับการวิเคราะห์ผลกระทบ ความคุ้มค่า และความเสี่ยงรอบด้าน และนโยบายของพรรคการเมืองจะต้องไม่สร้างปัญหาต่อระบบการเงินการคลังของประเทศ

พรรคการเมืองต้องสร้างความเชื่อถือศรัทธาให้เกิดกับสมาชิกพรรคการเมืองและประชาชนทั่วไป ด้วยการนำเสนอนโยบายที่สอดคล้องกับความต้องการและเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง โดยต้องมีแนวทางในการนำนโยบายของพรรคไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม

5.ปฏิรูปการควบคุมและตรวจสอบการดำเนินงานของพรรคการเมืองและการยุบพรรคการเมือง พรรคการเมืองต้องเสนอการใช้งบประมาณของพรรคต่อที่ประชุมใหญ่พรรค ให้สมาชิกและประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลการใช้งบประมาณของพรรคการเมืองได้ บัญชีรายรับรายจ่ายของพรรค ต้องเปิดเผยและได้รับการตรวจสอบจากสมาชิกพรรคได้โดยง่าย ระบบการตรวจสอบบัญชีและผู้ตรวจสอบบัญชีต้องเทียบเคียงได้รับการตรวจสอบบัญชีบริษัทมหาชน

ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการดำเนินการตามนโยบายของพรรคการเมืองอย่างจริงจัง คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือองค์กรอื่นที่มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบจะต้องมีการตรวจสอบการดำเนินงานของพรรคการเมืองให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์อย่างเข้มงวด

ห้ามมิให้ยุบพรรคการเมือง เว้นแต่พรรคการเมืองที่กระทำความผิดอันเป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และทำลายความมั่นคงของชาติตามที่กฎหมายบัญญัติ

ขณะเดียวกัน ขอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แก้ไขคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 57/2557 เรื่องให้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญบางฉบับมีผลบังคับใช้ต่อไป เพื่อผ่อนคลายให้พรรคการเมืองได้มีการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองภายในพรรค ให้การดำเนินการกิจกรรมของพรรคการเมืองเป็นไปโดยเปิดเผยและตรวจสอบได้ และให้พรรคการเมืองพัฒนาเป็นพรรคการเมืองของประชาชน และมีอุดมการณ์ร่วมกันอย่างแท้จริง

 

พรรคการเมือง ดักคอสกัดเซตซีโร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/441179

พรรคการเมือง ดักคอสกัดเซตซีโร่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระแส “เซตซีโร่” ล้างบางพรรคการเมืองกลับมาเป็นประเด็นอีกรอบ ล่าสุดเมื่อ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย ออกมาจุดประเด็นตั้งข้อสังเกตในทำนองหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านประชามติและมีกฎหมายลูกก็ต้องมีการตั้งพรรคการเมืองกันใหม่

ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะที่ผ่านมากระแสเรื่องการสลายขั้วพรรคการเมืองนั้น ถูกพูดถึงเป็นระยะมาตั้งแต่หลังรัฐประหาร โดยอาศัยจังหวะช่วงออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตั้งพรรคการเมืองเป็นการล้างไพ่ และเปิดให้มีการจดทะเบียนพรรคใหม่ทั้งหมด

ด้วยการหยิบยกเหตุผลเรื่องความเท่าเทียมกันในการเลือกตั้ง และหวังว่าวิธีนี้จะเป็นปัจจัยช่วยสลายความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในหลายปีที่ผ่านมาให้ลดน้อยถอยลงไป ป้องกันไม่ให้ทุกอย่างเดินหน้ากลับไปสู่วังวนเดิมๆ

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครให้ความชัดเจนได้ว่าสุดท้ายทุกอย่างจะเดินไปทางไหน

ท่าทีจาก มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) อธิบายขั้นตอนว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ กรธ.จะยกร่างกฎหมายลูก 10 ฉบับ มี 4 ฉบับ ที่จำเป็นแก่การเลือกตั้ง คือ กฎหมายเลือกตั้ง สส. กฎหมายพรรคการเมือง กฎหมายคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกฎหมายว่าด้วยการสรรหา สว. ส่วน 6 ฉบับที่เหลือ จะทยอยดำเนินการได้

“เรื่องการจัดตั้งพรรคการเมืองผมไม่ทราบเจตนารมณ์เนื่องจากไม่มีใครพูดอะไรเรื่องนี้ ทุกวันนี้ทุกคนพูดเรื่องรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือ ไม่ผ่านก่อน”

ส่วนท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และนายกรัฐมนตรี เองก็ยังแบ่งรับแบ่งสู้ตอบคำถามเรื่องการสลายพรรคการเมืองว่า “บอกแล้วว่าเป็นเรื่องของผม ไม่ได้บอกว่าเป็นไปได้ หรือเป็นไปไม่ได้ อย่าไปเขียนว่าผมยืนยัน”

สร้างความกังวลให้กับบรรดาพรรคการเมืองที่ยังไม่รู้อนาคตตัวเองว่าจะคิดอ่านเดินหน้าต่อไปอย่างไร

ท่าทีของพรรคการเมืองที่ออกมาในช่วงนี้จึงเสมือนเป็นการ “ดักคอ” สกัดไม่ให้เกิดการสลายขั้วทางการเมืองตามที่มีสัญญาณออกมา พร้อมเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจออกมาแสดงท่าทีความชัดเจน

อีกด้านยังหวังผลไปถึงการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ตามที่ มีชัย ออกมาพูดถึงการจุดประเด็นเรื่องนี้ว่า “เขาพยายามหาทุกวิถีทางที่จะโทษร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เมื่อหาไม่เจอก็สร้างขึ้นมาบ้าง ตอนนี้ต้องพยายามทำให้ประชาชนเข้าใจมากขึ้นว่าไม่ได้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ”

แต่จุดใหญ่ที่พรรคการเมืองห่วงมากที่สุด คือการเปิดกว้างให้เกิดการย้ายพรรค รวมถึงการตั้งพรรคใหม่ได้อย่างเสรี นอกจากจะทำให้เกิดความปั่นป่วนกระทบกับเสถียรภาพของพรรคการเมืองแล้ว ยังกระทบต่อไปถึงฐานเสียงและเก้าอี้ สส.ในอนาคตด้วย

ไม่เพียงแต่พรรคเพื่อไทยที่ห่วงกันว่า นี่เป็นหนึ่งปฏิบัติการตัดตอนย่อส่วน สกัดไม่ให้ได้รับคะแนนเลือกตั้งกลับมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในอนาคตได้อีก

อีกด้านประชาธิปัตย์ในฐานะพรรคเก่าแก่ก็ยังได้รับผลกระทบอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง และสุ่มเสี่ยงจะทำให้เกิดการแพแตกไม่ต่างจากพรรคเพื่อไทย จนต้องรีบออกมาดักคอ

ตามที่ องอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หยิบยกคำพูดของ มีชัย มาตอกย้ำการันตีไปถึงอนาคตว่าไม่มีเรื่องเซตซีโร่พรรคการเมืองในรัฐธรรมนูญ

“ความพยายามใดๆ ที่จะให้พรรคการเมืองจดทะเบียนใหม่มีแต่จะสร้างความยุ่งยากให้พรรคการเมือง และสมาชิกพรรคการเมืองหลายล้านคนที่จะต้องเข้าสู่กระบวนการสมัครสมาชิกใหม่ ซึ่งมีขั้นตอนการสมัครมากพอสมควร ยังมองไม่เห็นประโยชน์ใดๆ ที่จะได้จากการจดทะเบียนพรรคใหม่ ในทางตรงกันข้ามอาจถูกทำให้มองได้ว่าต้องการสลายพรรคการเมืองที่มีอยู่ในปัจจุบันเพื่อทำให้พรรคการเมืองที่มีอยู่ทุกวันนี้อ่อนแอมากกว่า และสนับสนุนพรรคการเมืองใหม่ที่มีเครือข่ายสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจ ซึ่งย่อมไม่เกิดผลดีต่อการเดินหน้าไปตามโรดแมปที่วางไว้แต่อย่างใด”

สอดรับไปกับท่าทีของหลายฝ่ายที่แสดงความเป็นห่วงว่า การสลายขั้วพรรคการเมืองอีกด้านหนึ่งอาจยิ่งตอกย้ำเรื่องการเปิดประตูสืบอำนาจ คสช.ในอนาคต

เมื่อพรรคการเมืองอ่อนแอการเข้าไปแทรกแซงย่อมทำได้ง่ายยิ่งในช่วงที่สถานการณ์ไม่ปกติ ร่วมกับกลไกที่ออกแบบมาในร่างรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะบทเฉพาะกาล ตามที่มีการพูดถึงก่อนหน้านี้ ทั้ง เรื่องนายกรัฐมนตรีคนนอก เชื่อมโยงไปถึงเรื่องสว.สรรหา

ทั้งหมดทำให้พรรคการเมืองต้องรีบออกมาดักคอสกัดแนวคิดเรื่องเซตซีโร่ไม่ให้นำไปสู่การปฏิบัติ