เดินหน้าชน “ธรรมกาย” สะท้านถึงเพื่อไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/432526

เดินหน้าชน "ธรรมกาย" สะท้านถึงเพื่อไทย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เป็นไปตามคาดเมื่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีมติเดินหน้าขอให้ศาลอนุมัติออกหมายจับพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายอีกครั้ง ในข้อหาสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร จากกรณีมีชื่อเป็นผู้รับเช็คบริจาคเงินจาก ศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ผู้ต้องหาคดียักยอกและฉ้อโกงทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น

เดิมทีดีเอสไอได้ให้ศาลออกหมายจับมาแล้วครั้งหนึ่ง เนื่องจากไม่มารับทราบข้อกล่าวหา แต่ศาลยกคำร้องของดีเอสไอ โดยให้เหตุผลสำคัญว่าพระธัมมชโยไม่มีพฤติการณ์หลบหนี

ทางฝ่ายวัดพระธรรมกายก็ยังคงคัดค้านการพยายามให้ศาลออกหมายจับของดีเอสไอต่อเนื่อง โดยอ้างถึงอาการอาพาธที่อยู่ในระหว่างการรักษาของแพทย์

ถึงกระนั้น การที่ศาลอาญาอนุมัติหมายจับตามคำขอของดีเอสไอ เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2559 เป็นที่เรียบร้อย จึงทำให้ทุกอย่างเดินหน้าตามที่ดีเอสไอต้องการ เป็นการขยับก้าวคดีตามกระบวนการยุติธรรมไปอีกระดับ

อย่างไรก็ตาม จุดสังเกตจุดหนึ่งที่เห็นได้ชัดจากคดีนี้ คือ การเอาจริงเอาจังของรัฐบาล

แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะไม่ได้ลงมาติดตามความคืบหน้าของคดีด้วยตัวเอง แต่การที่ “บิ๊กต๊อก” พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม แสดงความคิดเห็นถึงคดีดังกล่าวในทำนองพร้อมเอาผิดเต็มที่ ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ยอมปล่อยให้คดีผ่านเลยไปได้ง่ายๆแน่นอน

“เจ้าหน้าที่ทำงานตามกฎหมายก็ขอให้ไม่ต้องกลัว ถ้าจำเป็นต้องไปก็ต้องไปเพื่อให้คดีจบให้ได้” (16 พ.ค.)

“ได้สั่งการให้ดีเอสไอติดตามกรณีวัดพระธรรมกายจัดกิจกรรมระดมคนในวันที่ 15 พ.ค.นี้ โดยอ้างกิจกรรมสัปดาห์วิสาขบูชา หากมีสิ่งใดแอบแฝง ส่งสัญญาณว่าอาจนำไปสู่ความไม่เรียบร้อย ก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายความมั่นคงที่ต้องดำเนินการ” (4 พ.ค.)

“ไม่หนักใจ และไม่มีใครจะทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ อาจจะใช้ได้บางครั้ง แต่วันหนึ่งก็ต้องเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายอยู่ดี ถ้าไม่ผิดจะยืดเยื้อไปทำไม” (3 พ.ค.)

จากคำพูดต่างกรรมต่างวาระของ พล.อ.ไพบูลย์ ไม่ต่างอะไรกับการมอบนโยบายของรัฐบาลว่าต้องเอาคดีวัดพระธรรมกายขึ้นสู่การพิจารณาของศาลให้ได้ ซึ่งเป็นการดำเนินการที่ไม่เคยมีรัฐบาลไหนเอาจริงเอาจังเท่ากับรัฐบาลชุดนี้มาก่อน

สาเหตุหนึ่งที่รัฐบาลพลเรือนในอดีตไม่ค่อยจะยุ่งกับวัดพระธรรมกายในทางคดีความเท่าไหร่ แม้วัดพระธรรมกายจะถูกครหาในเรื่องต่างๆ พอสมควร ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมองเห็นว่าวัดพระธรรมกายมีศิษย์ที่ให้การสนับสนุนอยู่เป็นเครือข่ายจำนวนมาก

แต่ละพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลจึงเห็นว่าการเข้าไปข้องแวะกับวัดในลักษณะดังกล่าว เหมือนกับการไปทำลายฐานเสียงพรรคการเมืองตัวเองโดยไม่จำเป็น

ทว่า สำหรับรัฐบาลปัจจุบันกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น โดยการเดินหน้าชนกับวัดพระธรรมกายครั้งนี้ มีความเป็นไปได้ที่หวังผลไปถึงการสลายมวลชนเสื้อแดงทางอ้อมด้วย

อย่างที่ทราบกันดีว่าวัดพระธรรมกายมีความแนบชิดกับเครือข่ายของพรรคเพื่อไทยพอสมควร มีหลายครั้งที่ปรากฏภาพคู่กันของบิ๊กการเมืองในพรรคเพื่อไทยและกลุ่มเสื้อแดงกับศิษย์วัดพระธรรมกาย ซึ่งครั้งหนึ่ง นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. เคยบอกผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2558 ในทำนองว่าวัดพระธรรมกายเป็นฐานกำลังสำคัญของคนเสื้อแดง

“รุกโจมตี วัดพระธรรมกาย อย่างดุเดือดเมามัน ด้วยข้อกล่าวหาที่ฉกาจฉกรรจ์…เป็นการพุ่งปลายหอกเพื่อทำลายล้างกลุ่มพระสงฆ์ ที่ถือว่าเป็นฐานกำลังสำคัญของฝ่ายประชาธิปไตย ฝ่ายคนเสื้อแดง ฝ่าย นปช. ฝ่ายอดีตนายกฯ ทักษิณ อย่างชัดแจ้ง” ถ้อยคำของหมอเหวงในอดีต

การจะคุมวัดพระธรรมกายให้อยู่หมัดได้ จำเป็นต้องอาศัยกลไกตามกระบวนการยุติธรรมด้วยการเอาคดีเข้าสู่ศาลให้เร็วที่สุด

ถ้าปล่อยให้คดีล่าช้าออกไป จนทำให้ดีเอสไอไม่สามารถฟ้องคดีต่อศาลในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ได้ ย่อมไม่มีทางที่รัฐบาลจากการเลือกตั้งในอนาคตจะเข้ามาให้ความสำคัญกับคดีนี้แน่นอน เพราะไม่ต้องการแตะเรื่องละเอียดอ่อนที่กระทบต่อฐานเสียงของตัวเอง

ดังนั้น คดีวัดพระธรรมกายที่ดีเอสไอกำลังขะมักเขม้นนี้ เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการบั่นทอนกำลังของพรรคเพื่อไทย เพื่อไม่ให้มีกำลังพอที่จะมาเอาคืน คสช.ในอนาคต เพราะหากไม่เป็นเช่นนั้น คสช.จะต้องเป็นฝ่ายที่ตกที่นั่งลำบากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ปูพรมแจงร่างรธน. เดิมพันอนาคตคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 พฤษภาคม 2559 เวลา 09:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/432305

ปูพรมแจงร่างรธน. เดิมพันอนาคตคสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เดิมพันครั้งสำคัญของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กับการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 ส.ค.นี้ ซึ่งวิเคราะห์แล้วหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ถือเป็นฉบับที่ 2 ของ คสช.มีอันต้องสะดุดอีกรอบ ย่อมบั่นทอนความน่าเชื่อถือและทำลายความเชื่อมั่น คสช.ไม่น้อย

ไม่แปลกที่ คสช.จะส่งสัญญาณดันร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แบบเต็มสูบ

ล่าสุดกับขั้นตอนการลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญ ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เตรียมจัดอบรมวิทยากรอาสาสมัครเผยแพร่ประชาธิปไตย หรือ ครู ก. ในวันที่ 18-19 พ.ค.นี้ ที่โรงแรมมิราเคิล

โดยคัดเลือกอาสาสมัครจากคุณสมบัติ 3 ประการ คือ 1.เป็นคนดี ไม่ด่างพร้อย และเป็นที่ยอมรับ 2.มีความเป็นกลางทางการเมือง ถ้าใครไม่ชอบร่างรัฐธรรมนูญ หรือคิดว่าไม่เป็นกลางก็ไม่ควรอาสาเข้ามา และ 3.เป็นคนที่มีทักษะทางการพูด หรือเคยเป็นวิทยากรมาก่อน

ที่สำคัญ หากส่องดูรายละเอียดจะพบการทำงานที่มีความชัดเจนโดยแบ่งกลุ่มวิทยากรครู ก.ออกเป็น 9 กลุ่ม ที่จะไปชี้แจงและเรียนรู้ เพื่อให้สามารถกระจายทั่วถึงทุกภูมิภาคและพื้นที่ทุกจังหวัด จากนั้น ครู ก.ก็จะทำหน้าที่เผยแพร่สาระสำคัญให้กับวิทยากรระดับอำเภอ สภาองค์กรชุมชน หรือครู ข. ในช่วงเดือน มิ.ย.ต่อไป

หลักสูตรวันแรกจะเป็นเรื่องของ สิทธิเสรีภาพ หน้าที่ของประชาชน หน้าที่ของรัฐ การเมือง เรื่อง สส.-สว. การได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และการปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนวันที่สองเป็นการตอบประเด็นข้อซักถามต่างๆ ในลักษณะของการแบ่งกลุ่ม

ทั้งหมดนี้ย่อมเป็นการเร่งสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ถึงเนื้อหาสาระสำคัญในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าเสียงสะท้อนจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาคการเมือง ภาคประชาชน ส่วนใหญ่จะเป็นการโจมตีในจุดอ่อนที่ล้วนแต่จะซ้ำเติมความน่าเชื่อถือของร่างรัฐธรรมนูญ

การปูพรมสื่อสารกับประชาชนแบบเคาะประตูบ้านทำความเข้าใจรอบนี้ จึงเป็นปฏิบัติการ “เชิงรุก” ที่จะทำให้ประชาชนได้รับข้อมูล “แก้เกม” ประเด็นที่ถูกถล่มในช่วงเวลาที่ผ่านมา

แถมเตรียมฮอตไลน์สายด่วน เพื่อให้ ครู ก.และครู ข.ต่อสายตรงมายัง กรธ.โดยตรง เมื่อพบปัญหาที่อาจจะตอบคำถามไม่ได้ พ่วงกับแอพพลิเคชั่นไลน์ในการติดต่อสื่อสารกับวิทยากรเพิ่มเติมด้วย

ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องยากที่ประชาชนทั่วไปจะอ่านรายละเอียดในทุกหมวด ทุกมาตราในร่างรัฐธรรมนูญ การส่งตัวแทนไปชี้แจงตรงถึงชาวบ้านย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการนำเสนอเนื้อหาที่เป็นจุดเด่นของร่างรัฐธรรมนูญ

แถมยังได้โอกาสชี้แจงประเด็นจุดอ่อนที่ถูกโจมตีว่า ในมุมมองของ กรธ.มีเจตนารมณ์และเหตุผลในการเขียนเนื้อหาแต่ละมาตราอย่างไร รวมทั้งต้องพิจารณาประกอบบริบทและเงื่อนไขของสถานการณ์ขณะนี้จนทำไมต้องออกมาเป็นเนื้อหาอย่างที่เห็น

นอกจากยุทธการเดินเคาะประตูทุกหลังคาเรือนแล้ว อีกด้านหนึ่ง กรธ.จะฝากคลิปเสียงและสคริปต์เพื่อให้ผู้ใหญ่บ้านเปิดเสียงตามสายจากวิทยุชุมชน พ่วงด้วยการเปิดเพลงที่ประพันธ์และขับร้องจากศิลปินที่ให้ความร่วมมือแต่งเพลงเกี่ยวกับสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญและการทำประชามติ

จำแนกออกเป็นแต่ละพื้นที่เริ่มตั้งแต่ภาคกลางเป็นเพลงแหล่และเพลงโทนของ ชินกร ไกรลาศ ภาคใต้เป็นเพลงของ เอกชัย ศรีวิชัย ภาคอีสานเป็นเพลงหมอลำของ จินตหรา พูนลาภ และภาคเหนือเป็นเพลงสะล้อซอซึง จาก ธีรวัฒน์ หมื่นทา ศิลปินพื้นเมือง

นอกจากเวทีที่ กรธ.จะลงพื้นที่ไปตามกลุ่มจังหวัด 18 กลุ่ม ร่วมกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ช่วยลงพื้นที่ชี้แจงคำถามพ่วงประชามติด้วย

ในช่วงวันใกล้ๆ ทำประชามติอาจจะมีการทำความเข้าใจผ่านสถานีโทรทัศน์อีกยก

คู่ขนานไปกับการเดินสายชี้แจงทำความเข้าใจโดยบุคลากรของกองทัพ นักศึกษาวิชาทหารตลอดจนเจ้าหน้าที่ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงสาธารณสุข อำนวยความสะดวกให้กับวิทยากรในการทำงาน

อีกด้านหนึ่ง การนำเสนอข้อมูลของฝั่งที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ยังถูกตีกรอบอย่างเข้มงวดด้วย พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ ตลอดจนคำสั่ง คสช.ที่ยากจะออกมานำเสนอความคิดความเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญได้ยาก

ทั้งหมดนี้ล้วนแต่ตอกย้ำการเอาจริงเอาจังกับเดิมพันครั้งสำคัญของ คสช.

 

ต่างชาติรุมบีบ ประชามติเสี่ยงสะดุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤษภาคม 2559 เวลา 08:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/432092

ต่างชาติรุมบีบ ประชามติเสี่ยงสะดุด

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถึงจะไม่ใช่การ “ประณาม” แต่หากพิจารณาจากถ้อยแถลงของ เกล็น เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย ที่แสดงจุดยืนความเป็นห่วงสถานการณ์ในประเทศไทยอย่างละเอียดก็ต้องยอมรับว่าเนื้อหาหลายส่วนกระทบต่อความเชื่อมั่นรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ไม่มากก็น้อย

แถมยังอาจจะพัฒนากลายเป็นแรงกดดันที่สำคัญ จนทำให้รัฐบาล คสช.ต้องดำเนินการอะไรสักอย่างเพื่อผ่อนคลายมาตรการที่คุมเข้มการแสดงออกในเวลานี้

เกล็น เดวีส์ ระบุผ่านสื่อมวลชน แสดงความไม่สบายใจกับเหตุการณ์จับกุมเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการโพสต์ข้อความออนไลน์ รวมถึง
การจับกุมมารดาของนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งขัดแย้งกับพันธกิจของไทยต่อนานาชาติ ซึ่งไม่เป็นการเคารพเสรีภาพในการแสดงออก สร้างบรรยากาศของการข่มขู่  และทำให้เกิดการเซ็นเซอร์ตัวเอง

อีกทั้งการข่มขู่นักเคลื่อนไหวทางการเมืองและครอบครัว ทำให้เกิดความวิตกกังวลและห่วงใยอย่างยิ่งต่อพันธกรณีของไทยที่ต้องเคารพเสรีภาพในการแสดงความเห็น รวมทั้งสหรัฐยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น การจำกัดเสรีภาพขั้นพื้นฐาน การจำกัดสิทธิในการแสดงความเห็น สิทธิในการชุมนุม รวมถึงการนำพลเรือนขึ้นศาลทหาร

“สหรัฐเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยินยอมให้มีการพูดคุยกันอย่างเปิดเผย และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในอนาคตทางการเมืองของประเทศ ซึ่งรวมถึงการร่างรัฐธรรมนูญและการลงประชามติในเดือน ส.ค. เราขอเรียกร้องและกระตุ้นให้ไทยยกเลิกข้อจำกัดต่างๆ เหล่านี้”

ไม่เพียงแค่สหรัฐเท่านั้นที่ออกมาขยับเรื่องนี้ เพราะไม่กี่วันก่อนหน้าในเวทีการเสนอรายงานการทบทวนสิทธิมนุษยชนของประเทศตามกลไก Universal Periodic Review (UPR) รอบที่ 2 ในการประชุมคณะทำงานยูพีอาร์ สมัยที่ 25 ที่นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส

จะพบว่าหลายชาติให้ความสนใจสอบถามถึงบรรยากาศที่สิทธิในประเทศไทยถูกกระทบ และหลายคำถามในวันนั้นก็ยังไม่มีคำตอบที่ทำให้มั่นใจได้ว่าจะนำไปสู่สถานการณ์ที่ดีขึ้นในอนาคต

ต้องยอมรับว่ายิ่งเข้าใกล้ช่วงการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ สิทธิการแสดงความคิดความเห็นกลับยังถูกปิดกั้น และอาจเข้มงวดกว่าในช่วงหลังรัฐประหารด้วยซ้ำ สวนทางกับสิ่งที่ควรจะเป็น เพราะหลายฝั่งคาดหวังว่าในช่วงก่อนออกเสียงประชามติ ควรเปิดให้มีการอภิปรายจุดเด่นจุดด้อยกันอย่างกว้างขวางรอบด้าน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและสร้างการยอมรับให้เป็นกฎกติกาสูงสุดของประเทศ

ที่ผ่านมาเสียงเรียกร้องจากหลายฝ่าย ทั้งภาคการเมือง ภาควิชาการ ไปจนถึงภาคประชาชน ต้องการให้รัฐบาล คสช. เปิดช่องการแสดงความคิดความเห็นมาโดยตลอด

ทว่าผลลัพธ์ที่ออกมากลับตรงข้ามด้วยกฎระเบียบที่เข้มงวด ทั้ง พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ พ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะ และคำสั่ง คสช. กลายเป็นกฎเหล็กสกัดไม่ให้มีการเคลื่อนไหวแสดงความคิดเห็นได้อย่างที่ควรจะเป็น

คู่ขนานไปกับการเชือดไก่ให้ลิงดู ทั้งคุมตัวฝากขังหลายกรณี แต่อีกด้านกลับเป็นการปลุกแนวร่วมออกมาเรียกร้องรัฐบาล คสช.มากขึ้นเรื่อยๆ

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมืองเข้าพบข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สหประชาชาติ เพื่อให้จับตาสถานการณ์สิทธิไทยช่วงประชามติ และเรียกร้องให้รัฐบาล คสช. ยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนในทุกกรณีโดยเร็ว

ล่าสุด พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์กระทุ้งอีกรอบขอให้แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 ระบุว่า ตามที่กลุ่มวิชาชีพต่างๆ ในสังคมไทยได้ร่วมกันเรียกร้องให้กระบวนการทำประชามติต้องเปิดกว้าง มีการรับฟังความคิดเห็นต่างๆ อย่างรอบด้าน

ทั้งหมดเป็นแรงกดดันที่รุมเร้า คสช.เวลานี้ แต่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี มองว่าการห่วงใยเรื่องละเมิดสิทธิเสรีภาพ เพราะเขาไม่ได้มาเห็นและรับรู้เรื่องในประเทศ เรื่องศาลทหารก็ดำเนินการตามกฎหมายทุกๆ ประเทศก็ใช้มาตรการกฎหมายแบบนี้ทั้งนั้น ไม่มีอะไรไปละเมิดสิทธิมนุษยชนเลย

แถมส่งสัญญาณไม่ปรับแก้กฎระเบียบต่างๆ พร้อมย้ำว่า “รัฐบาลและ คสช.ต้องเดินหน้าตามโรดแมป เพราะประเทศต่างๆ เขาติดตามอยู่ว่าเราเดินตามโรดแมปหรือไม่ ถ้ายังมัวแต่มาเตะขาเตะแข้งกันแบบนี้ โรดแมปก็ไม่เดิน ซ้ำร้ายพวกผมที่ทำงานขณะนี้คงแย่แน่นอน”

ตราบที่ทุกอย่างยังเป็นเช่นนี้ไม่มีการแก้ไข แรงกดดันจากต่างชาติจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น และแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อการออกเสียงประชามติในอนาคต

 

ดันสูตรปรองดอง’เอนก’ จี้’ประวิตร’ร่วมผลักดัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤษภาคม 2559 เวลา 09:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/431660

ดันสูตรปรองดอง’เอนก’ จี้’ประวิตร’ร่วมผลักดัน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สะดุดตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มกับข้อเสนอเรื่องกฎหมายรอกำหนดโทษของ เสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เมื่อหลายฝ่ายออกมารุมถล่มว่าจะนำไปสู่ความ “ขัดแย้ง” มากกว่า “ปรองดอง” ที่สำคัญข้อเสนอดังกล่าวยังถูกมองว่าเป็นการตัดตอนนำข้อเสนอมาเพียงแค่บางส่วนไม่ครอบคลุมปัญหาทั้งหมด

วานนี้ อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 พะเยาว์ อัคฮาด มารดาพยาบาลอาสาที่เสียชีวิตจากเหตุสลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 และ ภูมิ มูลศิลป์ รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ในฐานะตัวแทนจากคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มี เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธาน แถลงผลักดันให้เดินหน้าทำตามข้อเสนอของกรรมการชุดนี้ที่มี 6 ข้อ เพื่อคลี่คลายประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างปี 2548-22 พ.ค. 2558 และป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงซ้ำอีก ซึ่งต้องทำควบคู่กันไปให้ครบทุกๆ ด้านอย่างเป็นองค์รวม 6 ภารกิจที่จะสร้างความปรองดองในการนำชาติไปสู่สันติสุข

 1.การสร้างความเข้าใจร่วมของสังคมต่อเหตุแห่งความขัดแย้ง ทบทวนเอกสารและสังเคราะห์ความรู้จากข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการสร้างความปรองดองที่เคยมีมา ถอดบทเรียนจากองค์ความรู้ รับฟังข้อมูลข้อเท็จจริงเพิ่มเติม จัดเวทีรับฟังข้อเสนอแนะจากกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย ผลที่ได้รับ คือ ผู้ที่เกี่ยวข้องและคนในสังคมเข้าใจมุมมองของกันและกันเกี่ยวกับสาเหตุความขัดแย้ง ที่จะนำมาสู่การกำหนดโจทย์และวิธีการคลี่คลายความขัดแย้งและป้องกันเหตุที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงซ้ำอีกในอนาคต

2.การแสวงหาและเปิดเผยข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ความรุนแรง รวบรวมและตรวจสอบข้อเท็จจริง หาสาเหตุแรงจูงใจเกี่ยวกับการละเมิดกฎหมายและการละเมิดสิทธิมนุษยชน เปิดเผยชื่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดกฎหมายและสิทธิมนุษยชนในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดและมีความเหมาะสมของสถานการณ์ ผลที่จะได้รับ คือ ทำให้สังคมได้สรุปบทเรียน เกิดสำนึกร่วมกันในการป้องกัน
มิให้ประเทศต้องประสบกับวิกฤตอีก

3.การอำนวยความยุติธรรมการสำนึกรับผิดและการให้อภัย นำกลไกตามกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันและการตรากฎหมายพิเศษเพื่อนำหลักการของความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านและกระบวนทรรศน์เรื่องความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มาใช้ ผลที่จะได้รับ คือ การรับรู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำนวนผู้ต้องคดี ประเภทคดี สถานะคดี จำแนกเป็น 1.ความผิดที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง 2.ความผิดอาญาโดยแท้ 3.ความผิดทั้งแบบ 1 และ 2 นอกจากนี้ยังเป็นการให้ผู้กระทำผิดได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้วได้สำนึกผิดกลับมาสู่สังคม

4.การเยียวยาดูแลและการฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ ตั้งศูนย์ประสานงานและรวบรวมข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบทุกฝ่ายจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง ทำฐานข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบ เยียวยาดูแลและฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบทุกฝ่ายทั้งในส่วนที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน พัฒนา ปรับปรุง จัดทำกฎหมาย กฎระเบียบที่จำเป็น รวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์ฐานการคิดคำนวณอัตราในการให้การชดเชยความเสียหายเยียวยาโดยไม่เลือกปฏิบัติ

5.การสร้างสภาวะที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกัน โดยพัฒนายุทธศาสตร์สันติวิธีเพื่อความมั่นคงของชาติให้เป็นหลักปฏิบัติเชิงนโยบาย ฟื้นฟู เร่งรัด ผลักดันปฏิรูปโครงสร้างและระบบเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เพื่อขจัดปัญหาความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเป็นธรรมทางสังคม

6.มาตรการป้องกันการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง เฝ้าระวังสถานการณ์ ระมัดระวังหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า ปะทะรุนแรงกับประชาชนหรือฝ่ายเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง ปฏิรูป-กำกับบทบาทของสื่อมวลชนให้เป็นไปตามจรรยาบรรณโดยนำเสนอเนื้อหาสาระที่สร้างสรรค์ไม่ยุยง บิดเบือนข้อเท็จจริงจนเกิดความเกลียดชัง

อดุลย์ กล่าวว่า ข้อเสนอของเสรีเป็นส่วนหนึ่งของผลการศึกษาที่ชุดเอนกทำไว้ ไม่ได้บอกว่า ข้อเสนอนี้ผิดหรือถูก แต่ถึงเวลาแล้วที่ประเทศชาติจะต้องสร้างความปรองดอง อยากฝากถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ว่า การออกมาเบรกข้อเสนอของเสรีนั้นไม่ถูกต้อง

“ความปรองดองในชาติ คือ สิ่งที่ฝ่ายความมั่นคงของประเทศจะต้องสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอของนายเสรี หรือแนวทางของคณะกรรมการปรองดอง สปช.ที่อาจนำไปสู่การนิรโทษกรรมในวันข้างหน้า พล.อ.ประวิตร ในฐานะผู้มีบารมีตัวจริง ดำเนินการเหมือนเป็นนายกฯ หรือใครก็ตามใน คสช. หากดำเนินการสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นได้ ญาติวีรชนพฤษภา 35 จะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป” อดุลย์ กล่าว

พะเยาว์ กล่าวว่า ข้อเสนอเสรีเหมือนหักด้ามพร้าด้วยเข่า คดีเกี่ยวกับผู้สูญเสียหลายคดียังคงดำเนินอยู่ อย่างคดีลูกสาว ศาลไต่สวนชันสูตรพลิกศพ ชี้แล้วว่า เสียชีวิตจากกระสุนที่มาจากฝั่งเจ้าหน้าที่บนรางรถไฟฟ้า แนวทางของเสรีจึงคือการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม แกนนำจากทุกสีทุกฝ่ายจะได้ประโยชน์ แต่ญาติผู้เสียชีวิตไม่ได้อะไรเลย หากรัฐบาลนี้อยากจะผลักดันเรื่องความปรองดอง ก็ไม่คัดค้าน แต่วิธีการจะต้องไม่มีการเลือกปฏิบัติ เช่น คดียึดสนามบินจะได้รับการพักโทษ แต่กลับไม่ครอบคลุมคดีเผา

ภูมิ กล่าวว่า ขณะนี้ทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กำลังพิจารณาเตรียมนำเสนอกฎหมายอำนวยความยุติธรรมเพื่อสร้างสังคมสันติสุข ซึ่งเบื้องต้นจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุด เป็นบุคคลที่ได้รับความไว้วางใจจากสังคมและเป็นที่ยอมรับจากผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ทางการเมืองในทุกกรณี โดยจะดำเนินการตามกรอบกฎหมายที่มีอยู่แล้ว

ทั้งนี้ ในส่วนของแกนนำก็จะเปิดช่องให้เข้ามามีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ รวมทั้งจะต้องมี “การสำนึกรับผิด” ซึ่งจะต่างจากคำว่า “ยอมรับผิด” ส่วนกรณีหลังจากนั้นจะเป็นการพิจารณาต่อไปว่าควรออกเป็นกฎหมายพิเศษหรือไม่ เช่น กฎหมายนิรโทษกรรม สังคมมีความพร้อมหรือไม่ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องเปราะบาง และที่ผ่านมาได้นำไปสู่ความขัดแย้ง ซึ่งการนิรโทษกรรมจะไม่รวมคดีทุจริต คดีมาตรา 112

 

คสช.ไม่ล้มประชามติ อุ้มร่างรธน.สู่เลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤษภาคม 2559 เวลา 07:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/431647

คสช.ไม่ล้มประชามติ อุ้มร่างรธน.สู่เลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หากจะถามเวลานี้ในวงสนทนาปัญหาบ้านเมืองคุยกันถึงประเด็นไหนมากที่สุด คงหนีไม่พ้นการประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

หลายคนกำลังมีคำถามว่า ผลของประชามติจะออกมาเป็นแบบใด “ร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงประชามติผ่าน” “ร่างรัฐธรรมนูญผ่านอย่างเดียวแต่คำถามพ่วงไม่ผ่าน” “ร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงไม่ผ่าน” หรือ “ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านแต่คำถามพ่วงผ่าน”

ไม่ว่าผลของการออกเสียงประชามติจะเป็นอย่างไร ย่อมมีผลต่อการเมืองอย่างใดอย่างหนึ่งแบบไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

เช่น ถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่านอย่างเดียว ทุกอย่างก็เดินหน้าไปตามโรดแมปที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้วางเอาไว้ โดยเฉพาะการจัดทำกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับ เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง สส.และจัดตั้งรัฐบาลจากพลเรือนในปี 2560

หรือถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน คสช.จะทำอย่างไรต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 แก้ไขปัญหาเพื่อให้ทันกับการเลือกตั้งปี 2560 หรือแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวสำหรับดำเนินการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญอีกครั้งเป็นครั้งที่ 3 ซึ่งย่อมทำให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนจากปี 2560 ออกไป

แต่ก่อนจะมีคำถามว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ เวลานี้กำลังมีอีกคำถามที่ถูกขบคิดไม่ต่างกัน คือ จะมีการประชามติหรือไม่ เข้ามาแทรกด้วย

เดิมทีต้องยอมรับว่าไม่ค่อยมีใครตั้งคำถามเช่นนี้ขึ้นมา เพราะมองว่าในเมื่อ คสช.ตัดสินใจแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 เพื่อบัญญัติกระบวนการประชามติร่างรัฐธรรมนูญแล้ว คสช.ย่อมมีความตั้งใจให้การประชามติเกิดขึ้น เพราะถ้า คสช.ไม่ได้คิดเช่นนั้น ก็คงไม่ลงทุนแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เพียงแต่สถานการณ์ในปัจจุบัน บรรยากาศทางการเมืองที่เคยสงบกลับมาปะทุอีกครั้ง โดยเฉพาะการแสดงความคิดเห็นในทางลบต่อร่างรัฐธรรมนูญบานปลายไปจนถึงการทำงานของ คสช. มิหนำซ้ำมีกระบวนการที่ทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา 112 ซึ่งหน่วยงานฝ่ายความมั่นคงได้ไล่จับเพื่อตัดไฟตั้งแต่ต้นลม

สถานการณ์ความวุ่นวายที่เริ่มเกิดขึ้นนี้ เป็นผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ถึงกับเคยตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่นำไปสู่การตีความได้ว่าอาจยุติการทำประชามติ เมื่อวันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา

“กฎหมายเขาว่าอย่างไรก็ทำไป ทำไม่ได้ก็ไม่ทำ ทำไม่ได้คือทำไม่ได้ มาประท้วงกันทำไม่ได้ แล้วจะดันประชามติได้หรือไม่ ก็เหมือนกับการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว เลือกได้หรือไม่ เสนอกันไปมาจนตีกัน จนเลือกตั้งไม่ได้ วันนี้เสนอแล้วถ้ายังตีกันอีก แล้วจะทำยังไง ก็กลับที่เดิมทุกอย่าง เหนื่อยเปล่า”

คำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ ในครั้งนั้น นับว่าสร้างความประหลาดใจในทางการเมืองไม่น้อย เพราะเป็นท่าทีที่ไม่เคยออกมาจากผู้นำประเทศมาก่อน ถ้าจะมีอาการหัวเสียกับฝ่ายการเมืองก็เป็นแค่การบอกว่าจะต้องดำเนินการตามกฎหมายเท่านั้น ไม่ถึงขั้นที่บอกว่าจะต้องล้มการประชามติ จึงเริ่มมีการวิเคราะห์ว่า พล.อ.ประยุทธ์ อาจเอาจริง เพื่อไม่ให้สถานการณ์ทางการเมืองบานปลาย

อย่างไรก็ตาม ถ้ามองในแง่ของความน่าจะเป็นแล้ว ประเมินได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ ยังจะให้การทำประชามติเดินหน้าต่อไปตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557

จุดสังเกตที่ทำให้มองได้ว่าการประชามติจะมีอยู่ต่อไป คือ การระดมทรัพยากรของรัฐเพื่อช่วยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ

ทั้งในกรณีที่กระทรวงมหาดไทยสั่งการให้หน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นและอาสาสมัครเร่งศึกษาและทำความเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญก่อนลงพื้นที่พบประชาชน หรือการที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และ กรธ. ควงแขนไปชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญด้วยกัน แบ่งเป็น สนช.และ สปท.รับผิดชอบอธิบายคำถามพ่วงที่ให้ สส.และ สว.ลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ส่วน กรธ.ทำหน้าที่หลักในการแจกแจงเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่เกี่ยวกับคำถามพ่วง

จากความเคลื่อนไหวตรงนี้เอง ย่อมมองได้ว่า คสช.เอาจริงเอาจังกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ หนำซ้ำยังมีความต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติด้วย อย่างน้อยเพื่อเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับ คสช.อยู่ในอำนาจต่อจนถึงวันเลือกตั้ง

ที่สำคัญ การล้มประชามติร่างรัฐธรรมนูญกลางคัน ย่อมไม่ต่างอะไรกับการเสียคำพูดต่อประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่เสียหายยิ่งกว่าร่างรัฐธรรมนูญ

ดังนั้น โอกาสที่ประชามติจะไม่เกิดขึ้น จึงมีความเป็นไปได้น้อยหรือเป็นไปไม่ได้เลย แต่ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่นั้น คสช.ต้องลุ้นตัวโก่งจนถึงบัตรลงคะแนนใบสุดท้าย

 

นิรโทษกรรมรอบใหม่ ครกนี้เข็นไม่ขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/431428

นิรโทษกรรมรอบใหม่ ครกนี้เข็นไม่ขึ้น

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เข็นไม่ขึ้นกับแนวคิดล้างผิดรอบใหม่ผ่านการออกกฎหมายรอการกำหนดโทษเพื่อความปรองดอง ตามที่ เสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ออกมาจุดประเด็นช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

จุดเด่นของกฎหมายนี้จะทำให้คดีสิ้นสุดลงทันที โดยไม่ต้องมีการตัดสินคดีหรือฟังคำพิพากษา ซึ่งคดีที่เข้าข่ายตามกฎหมายนี้จะเป็นคดีความผิดรุนแรงมากขึ้น เช่น กรณีแกนนำบุกยึดสถานที่ราชการ การปิดสนามบินหรือสี่แยกต่างๆ ที่เป็นอุดมการณ์ต่อสู้ทางการเมือง แต่ทำเลยเถิด เกินเลยทำให้เกิดความวุ่นวายในสังคมตามมา แต่จะไม่รวมถึงคดีทุจริต ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และการวางเพลิงเผาทรัพย์

ทว่า ข้อเสนอดังกล่าวมีอันสะดุดตั้งแต่ออกตัวจนประเมินแล้วไม่น่าจะไปถึงฝั่งเมื่อหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องกลับเรียงหน้าออกมาปฏิเสธไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ แถมวิเคราะห์ว่าจะนำไปสู่ความ
“ขัดแย้ง” มากกว่า “ปรองดอง”

ปิดประตูด้วยท่าทีจากบิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ออกมาส่งสัญญาณไม่เห็นด้วย และยืนยันว่าไม่ได้เป็นคนสั่งการ เป็นเรื่องที่ทาง สปท. คิดและทำกันเอง

“ไม่รู้ว่าจะออกมาทำให้เกิดความขัดแย้ง ยุ่งยากทำไม สถานการณ์ขณะนี้ก็ดีอยู่แล้ว ขอปล่อยให้เดินตามโรดแมปดีกว่า เพราะเมื่อรัฐธรรมนูญออกมาเมื่อไหร่ก็ค่อยว่ากันต่อไป”

มีอันทำให้ท่าทีของเสรีเปลี่ยนไปก่อนออกมายอมรับสภาพว่า “เมื่อข้อเสนอออกมายังไม่ทันเดินหน้าก็มีเสียงคัดค้าน จึงไม่สามารถทำอะไรได้ในตอนนี้”

วิเคราะห์แล้วสาเหตุที่ทำให้ข้อเสนอเรื่องการ “ล้างผิด” รอบนี้ไม่อาจเดินหน้าต่อไปได้ ประการแรก เพราะท่าทีที่หลายฝ่ายไม่เห็นด้วยดังจะเห็นจากทุกสีเสื้อ และแต่ละกลุ่มการเมืองรีบออกมาปฏิเสธข้อเสนอแนะนี้ ยืนยันจุดยืนเดิมต้องการพิสูจน์ตัวเองผ่านกระบวนการยุติธรรม

นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ระบุว่า ข้อเสนอดังกล่าวไม่สามารถสร้างความสมานฉันท์ปรองดองได้ มีวาระซ่อนเร้น ต้องการช่วยบางฝ่ายและเล่นงานบางฝ่าย ดังจะเห็นว่าข้อเสนอที่เสรีระบุนั้นเอื้อกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมี
พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) เท่านั้น แต่จงใจข้ามเหตุการณ์ทางการเมืองของ นปช. หรือของคนเสื้อแดง

ด้าน เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส. กล่าวว่า ทางแกนนำ กปปส.ทุกคนไม่ร้องขอให้มีการล้างผิดในรูปแบบใดๆ ทั้งสิ้น ทุกอย่างที่กระทำไปตัดสินใจดีแล้ว ผิดเป็นผิด ถูกเป็นถูก

“การปรองดองคงไม่มีใครปฏิเสธ แต่ไม่ควรเอามาเหมารวมกับการนิรโทษกรรม หรือการล้างผิดในรูปแบบอื่นๆ อีกทั้งการนิรโทษกรรมเพื่อล้างความผิดเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ถ้าทำแบบเหมาเข่งสุดซอยเหมือนในยุครัฐบาลของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะนำไปสู่ความแตกแยก ไม่ใช่ปรองดอง”

เหตุผลประการต่อมา คือเงื่อนไขที่จะพ่วงมากับกฎหมายรอกำหนดโทษ ซึ่งมีหลายเรื่องที่หลายฝ่ายไม่อาจยอมรับ เริ่มตั้งแต่เงื่อนไขแรกผู้ต้องหาต้องยอมรับความผิดในชั้นศาลก่อน เงื่อนไขนี้ย่อมทำให้หลายคนยากจะยอมรับได้ เพราะเท่ากับยอมรับว่าเป็นคนทำผิด สวนทางกับที่ผ่านมา ซึ่งปฏิเสธมาโดยตลอด

ทว่าเงื่อนไขที่สำคัญที่สุดที่ทำให้กลุ่มต่างๆ ไม่อาจยอมรับได้ คือข้อห้ามเล่นการเมืองในอนาคต ต้องยอมรับว่าหลายคนที่ติดร่างแหความผิดนั้นเป็นบุคลากรทางการเมืองในหลายพรรคและอิสระ แถมยังมีแนวโน้มเตรียมตัวเข้าสู่ถนนการเมืองตามโรดแมป นี่จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้หลายฝ่ายไม่พร้อมรับการล้างผิดรอบนี้

ยังไม่รวมกับเงื่อนไขปลีกย่อยอย่างมาตรการ อื่นๆ มาควบคุมอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้กลับไปกระทำผิดอีก อาทิ การห้ามชุมนุมการเมือง การห้ามปลุกปั่นก่อความวุ่นวาย

หลายฝ่ายมองว่านี่เป็นการเดินตามแผนที่วางไว้ตั้งแต่แรกสอดรับไปกับข้อเสนอของคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มี เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธาน

แต่ บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ อดีตกรรมการฯ ยังออกมาโต้แย้งข้อเสนอของเสรี เพราะเป็นเพียงแค่การหยิบยกเนื้อหามาเพียงด้านเดียว เป็นการเสนอเพื่อเหตุผลทางการเมือง ไม่ครอบคลุมถึงเนื้อหาในทุกด้านตามที่คณะกรรมการชุดของกรรมการชุดเอนกที่เสนอมา 6 ด้าน จนทำให้เกิดแรงต้านเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะแกนนำที่ยังมีคดีอยู่

ดังนั้น ถ้าดูจากท่าทีของแต่ละฝ่าย มีความเป็นไปได้สูงที่การปรองดองตามสูตรที่เสรีเสนอมานี้จะยังไม่ได้รับการตอบรับ เพราะมีเงื่อนไขบางอย่างที่ยังรับกันไม่ได้ คงต้องไปดูว่าในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนที่รัฐบาลจะส่งมอบประเทศคืนผ่านการเลือกตั้ง จะมีการใช้อำนาจพิเศษเพื่อสร้างความปรองดองหรือไม่แทน

 

ยูเอ็นรุกละเมิดสิทธิ ศึกหนัก “คสช.”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/431201

ยูเอ็นรุกละเมิดสิทธิ ศึกหนัก "คสช."

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ดีเดย์วันนี้ที่คณะผู้แทนไทยนำโดย ชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม จะนำเสนอรายงานการทบทวนสิทธิมนุษยชนของประเทศตามกลไก Universal Periodic Review (UPR) รอบที่ 2 ในการประชุมคณะทำงานยูพีอาร์ สมัยที่ 25 ที่นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส

ด้านหนึ่งเวทีนี้จะเป็นโอกาสดีที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะได้ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เคยออกมาชี้แจงว่าต่างประเทศยังเข้าใจประเทศไทยผิดในบางเรื่อง โดยเฉพาะหลักการทางสิทธิมนุษยชน

แต่อีกด้านหนึ่งเวทีนี้อาจเป็น “ด่านหิน” ของรัฐบาลไทยที่จะต้องชี้แจงตอบคำถามต่อชาวโลก ยิ่งในหลายคำถามที่ปรากฏก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะชี้แจงให้เกิดความชัดเจน

ล่าสุดมีสมาชิกสหประชาชาติ 14 ประเทศ ได้ยื่นคำถามเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในไทย เรื่อยไปจนถึงความผิดเกี่ยวกับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ล่วงหน้า อาทิ เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี ออสเตรเลีย นอร์เวย์

ส่องดูคำถามล่วงหน้าจากเบลเยียม ที่ถามว่ารัฐบาลไทยจะให้สัตยาบันในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับที่ได้ลงนามไปเมื่อปี 2012 เมื่อใด?

รัฐบาลไทยกำลังพิจารณาที่จะให้สัตยาบันในธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศหรือไม่?

รัฐบาลไทยพิจารณาที่จะยกเลิกคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2558 และจะรับรองว่าพลเรือนทุกคนจะถูกพิจารณาคดีในศาลพลเรือนและจะได้รับการเคารพสิทธิในการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ไอซีซีพีอาร์) หรือไม่?

รัฐบาลไทยพิจารณาที่จะตอบรับคำร้องขอในการเยือนจากคณะผู้เขียนรายงานพิเศษหรือไม่?

อีกด้าน สาธารณรัฐเช็กถามว่า ภายใต้มาตรา 44 ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว คสช.ได้ดำเนินคดีผู้กระทำผิดต่อสถาบัน การก่อจลาจล ปลุกระดมฝูงชน สนับสนุนการแบ่งแยกและละเมิดคำสั่ง คสช.ในศาลทหารแทนศาลพลเรือน ในประเด็นนี้ไทยจะทบทวนแก้ไขกฎหมายเพื่อเป็นหลักประกันว่าพลเรือนทุกคนจะถูกพิจารณาคดีในศาลพลเรือนและได้รับสิทธิในการพิจารณาคดีด้วยความเป็นธรรม รวมถึงสิทธิในการประกันตัวภายใต้พันธกรณีของไทยที่มีต่อไอซีซีพีอาร์หรือไม่?

แถมยังสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับ “ค่ายปรับทัศนคติ” และ “หลักสูตรปรับทัศนคติ” ตลอดจนการปฏิบัติตามพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศของไทย

คำถามเหล่านี้เป็นเรื่องยากที่รัฐบาล คสช.จะชี้แจงได้ เมื่อพฤติกรรมการกระทำในช่วงที่ผ่านมาหลายเรื่องถูกมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพ ทั้งการคุมตัวประชาชน นักวิชาการ ที่ออกมาแสดงความคิดความเห็นต่างจาก คสช.

อีกทั้งการชี้แจงในเวทีนี้จะเป็นการ “ผูกมัด” รัฐบาล คสช.ที่จะต้องยึดถือปฏิบัติในอนาคตอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง และอาจถูกหยิบยกมาต่อรองกับ คสช.ในการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ ในอนาคต

ที่สำคัญนี่จะเป็นการดึงต่างชาติให้เข้ามาจับตาสถานการณ์ภายในประเทศ และกลายเป็นแรงบีบทางอ้อมให้รัฐบาล คสช.ต้องรีบลด ละ เลิก บรรดากฎหมายที่เป็นเครื่องมือนำไปสู่การล่วงละเมิดสิทธิในเวลานี้

ต้องยอมรับว่าสิทธิมนุษยชนถือเป็นเรื่องใหญ่ ที่ผ่านมาหลายฝ่ายพยายามดึงต่างชาติเข้ามาเป็นแรงหนุนบีบให้ คสช.ผ่อนปรนกฎระเบียบต่างๆ แต่ยังไม่เป็นผลในทางปฏิบัติ

ก่อนหน้านี้ อนุสรณ์ อุณโณ คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมด้วยเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง เข้ายื่นหนังสือต่อตัวแทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ เพื่อให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้ที่คิดเห็นต่างจากรัฐบาล คสช. และให้แสดงท่าทีไปยังรัฐบาล คสช. เพื่อให้ยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนในทันที

อีกด้านหนึ่ง วีรดา เมืองสุข บุตรสาว วัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อสหภาพยุโรป กรณีที่ คสช.ควบคุมตัววัฒนา หลังแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ 2559 จนถูกควบคุมตัวไปปรับทัศนคติ โดยต้องการให้องค์การระหว่างประเทศหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับงานด้านสิทธิมนุษยชนสากลเข้ามาตรวจสอบการจัดการกับผู้เห็นต่างทางการเมืองของ คสช.

แรงกดดันจากองค์กรระหว่างประเทศที่จะเข้ามามีอิทธิพลต่อการดำเนินการต่างๆ ของ คสช.นับจากนี้จะเป็นศึกหนักที่ คสช.ต้องเผชิญต่อไปในอนาคตอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

 

ย้อนโมเดลปรองดอง จากรัฐบาลพลเรือนถึงยุคทหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/431198

ย้อนโมเดลปรองดอง จากรัฐบาลพลเรือนถึงยุคทหาร

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การสร้างความปรองดองและความสมานฉันท์เป็นหนึ่งในนโยบายของทุกรัฐบาล ในยุครัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นับว่าให้ความสำคัญพอสมควร โดยเป็นหนึ่งในการทำงานที่ พล.อ.ประยุทธ์ มักจะประกาศต่อสาธารณะว่าจะต้องทำให้สำเร็จให้ได้

ล่าสุด คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ที่มี “เสรี สุวรรณภานนท์” เป็นประธาน ได้เสนอแนวคิดการสร้างความปรองดองขึ้นมา คือ การเสนอกฎหมายรอการกำหนดโทษ โดยให้คดีสิ้นสุดลงทันทีโดยไม่ต้องมีการตัดสินคดีหรือฟังคำพิพากษา

สำหรับคดีที่จะเข้าข่ายได้รับการรอการกำหนดโทษ เช่น กรณีแกนนำบุกยึดสถานที่ราชการ การปิดสนามบินหรือถนนที่เป็นอุดมการณ์ต่อสู้ทางการเมือง ซึ่งผู้ถูกดำเนินคดีต้องยอมรับสารภาพว่าตัวเองกระทำผิดในชั้นศาลก่อน แต่ไม่รวมถึงคดีทุจริต มาตรา 112 และการวางเพลิงเผาทรัพย์

ตามขั้นตอนหาก กมธ.ชุดนี้จัดทำรายงานเสร็จสิ้นแล้วจะต้องเสนอให้ที่ประชุม สปท.ลงมติเห็นชอบก่อนส่งให้กับรัฐบาลดำเนินการต่อไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อครั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ยังคงปฏิบัติหน้าที่ได้มีการตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง โดยให้ “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” เป็นประธาน ซึ่งในรายงานที่เสนอให้รัฐบาลมีสาระสำคัญส่วนหนึ่งเกี่ยวกับการสร้างความปรองดอง ดังนี้

“หากรัฐบาลมีความประสงค์จะนำ ‘การนิรโทษกรรม’ มาใช้ในการเสริมสร้างความปรองดอง สิ่งสำคัญที่ควรทำ คือ การดำเนินการในหลายระดับอย่างเป็นกระบวนการ โดยให้ความสำคัญกับการแสวงหาข้อตกลงระหว่างคู่ขัดแย้ง สร้างให้เกิดบรรยากาศที่พร้อมรองรับการปรองดองและมีความเข้าใจในขอบเขตของการนิรโทษกรรมในระดับสังคมในวงกว้าง

ในขั้นเริ่มต้นควรเป็นการนิรโทษกรรมสำหรับ ‘คดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง’ ซึ่งหมายความถึงบรรดาการกระทำต่างๆ ของประชาชนที่ได้กระทำไปเพื่อแสดงออกซึ่งความคิดทางการเมือง โดยมีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง หรือมีการกระทำความผิดอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ทางการเมือง ทั้งนี้ ขอบเขตในการกำหนดประเภทคดีที่จะได้รับการนิรโทษดังกล่าวข้างต้นไม่รวมถึงการกระทำความผิดอาญาโดยเนื้อแท้, ความผิดฐานทุจริตคอร์รัปชั่น, ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง”

ย้อนกลับไปในอดีตเคยพยายามและผลักดันให้เกิดกระบวนการการสร้างความปรองดองมาเป็นระยะ โดยเฉพาะในช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เน้นหนักค่อนข้างมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประเทศไทยเพิ่งผ่านเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองครั้งใหญ่มาอย่างการสลายการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อปี 2553 โดยมีการรายงานที่เผยแพร่ออกมาสู่สาธารณะถึง 2 ฉบับ

ฉบับที่ 1 คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) โดยมี คณิต ณ นคร เป็นประธาน ซึ่งตั้งขั้นสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์และมีวาระการทำงานจนถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ วัตถุประสงค์หลักเพื่อตรวจสอบชำระประวัติเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดง ในรายงานฉบับสมบูรณ์ของ คอป.ได้นำเสนอแนวทางการสร้างความปรองดองผ่านกระบวนการทางกฎหมายไว้อย่างน่าสนใจด้วย

“การนิรโทษกรรมไม่ใช่เป้าหมายหรือผลลัพธ์สุดท้ายของการปรองดอง คอป. เห็นว่า แม้การนิรโทษกรรมจะเป็นแนวทางหนึ่งที่อาจช่วยให้สังคมเกิดความปรองดอง แต่ในระหว่างที่สังคมไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากสังคมที่มีความขัดแย้งสูงไปสู่สังคมแห่งการปรองดองนั้น การนำการนิรโทษกรรมมาใช้จะต้องเป็นไปด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง

โดยพิจารณาองค์รวมของหลักความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านและคำนึงถึงมาตรการที่สอดรับกันระหว่างการสนองความต้องการ ของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงและความรับผิดชอบของผู้กระทำผิด การทำความเข้าใจกับความจริงที่เกิดขึ้นและสาเหตุของความขัดแย้ง การให้ผู้กระทำความผิดต้องชดเชยเยียวยา หรือแสดงความรับผิดต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบและต่อสังคมจนผู้ที่มีความขัดแย้งต่อกันในอดีตเกิดความเข้าใจ และให้อภัยหรือประนีประนอมกันเพื่อการนิรโทษกรรมได้”

ฉบับที่ 2 คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร ที่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นประธาน โดยเริ่มทำงานตั้งแต่ปี 2554-2555 ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ มอบหมายให้สถาบันพระปกเกล้าเป็นผู้รวบรวมข้อมูลและจัดทำรายงานออกมาในรูปแบบทางวิชาการ และได้มีข้อเสนอเพื่อการสร้างความปรองดองแบ่งเป็นระยะเวลาดังนี้

“ระยะสั้น การเสริมสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนยุติธรรมให้เป็นไปตามหลักนิติธรรมและเป็นการลดเงื่อนไขข้อกล่าวอ้าง ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในส่วนของการดำเนินการกับผู้ถูกกล่าวหาโดยกระบวนการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) โดยมีความเป็นไปได้อย่างน้อย 3 ทางเลือก

ทางเลือกที่ 1 ดำเนินดําเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาด้วยกระบวนการยุติธรรมตามปกติที่มีอยู่ โดยให้เฉพาะผลการพิจารณาของ คตส.สิ้นผลลง และโอนคดีทั้งหมดให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดําเนินการใหม่แต่ไม่กระทบถึงคดีที่ถึงที่สุดแล้ว

ทางเลือกที่ 2 ให้เพิกถอนผลทางกฎหมายที่ดําเนินการโดย คตส.ทั้งหมด และให้ดําเนินการตามกระบวนการยุติธรรมปกติโดยให้ถือว่าคดีดังกล่าวไม่ขาดอายุความ

ทางเลือกที่ 3 ให้เพิกถอนผลทางกฎหมายที่ดําเนินการโดย คตส.ทั้งหมด และไม่นําคดีที่อยู่ระหว่างกระบวนการและที่ตัดสินไปแล้วมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง

ระยะยาว ออกแบบภาพอนาคตของการปกครองระบอบประชาธิปไตยไทยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งเป็นหลักการที่ทุกฝ่ายยอมรับและยึดถือร่วมกัน โดยการเปิดพื้นที่่ให้มีการพูดคุยกันถึงลักษณะความเป็นประชาธิปไตยของไทยที่คนในสังคมยังมีความเห็นแตกต่างกันอยู่ และวางรากฐานของประเทศเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม”

ไม่ว่าจะเป็นยุครัฐบาลหรือรัฐบาลพลเรือน การสร้างความปรองดองเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าต้องทำให้สำเร็จ แต่เมื่อมีข้อเสนอออกมาแล้ว กลับมีคำถามตัวใหญ่ตามมาว่ารัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารได้ลงมือปฏิบัติให้เกิดเป็นรูปธรรมหรือไม่

 

กม.ประชามติ ปิดกั้นเสรีภาพ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/430964

กม.ประชามติ ปิดกั้นเสรีภาพ?

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้ออกประกาศหลักเกณฑ์ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญพ.ศ. 2559 โดยกฎหมายดังกล่าวมีหน้าที่สกัดกั้นผู้เห็นต่าง และให้ฝ่ายเห็นชอบสามารถดำเนินการได้ทางเดียว

จักษ์ พันธ์ชูเพชร อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ให้มุมมองต่อเรื่องดังกล่าวว่า กฎหมายประชามติที่ออกมา ถ้ามองบนพื้นฐานความเป็นประชาธิปไตย  ในเชิงวิชาการของตะวันตก ถือเป็นการลิดรอน สกัดกั้น

ทั้งนี้ ถ้ามองในมิติสถานการณ์จำเป็นขณะนี้ จะบอกว่าเป็นการปิดกั้นคงไม่ถูก เพราะกฎหมายที่ออกมาสามารถให้วิจารณ์ได้ แต่ต้องเป็นในเรื่องของเนื้อหาสาระ ไม่ใส่อารมณ์ อีกทั้งกฎหมายนี้ไม่ได้ห้ามฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่มีผลกับทุกฝ่ายทั้งเชียร์และปฏิเสธ

ส่วนกรณีที่มองอีกฝ่าย เช่น กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และ กกต. มีสิทธิแจงเนื้อหาสาระร่างรัฐธรรมนูญได้ เพราะว่าเป็นฝ่ายรัฐบาล แต่ก็ทำเฉพาะอธิบายถึงเนื้อหาสาระที่อยู่ในร่างเท่านั้น ไม่สามารถไปบอกว่าเลือกอย่างนั้น ซึ่งทำไม่ได้ เพราะกฎหมายใช้บังคับทุกฝ่าย

“มันอาจไปกระทบประชาธิปไตยที่บอกว่าเสรีภาพ แต่ในบริบทความจำเป็น ซึ่งอย่าลืมว่าสภาวะนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตย และจะมองว่าหรืออธิบายว่าเป็นการปิดกั้น ไม่ชัดขนาดนั้น เพราะกฎหมายนี้ใช้กับทุกฝ่าย แม้กระทั่ง กกต. กรธ.เองมีสิทธิทำได้ แค่ให้รายละเอียดเท่านั้น”

จักษ์ วิเคราะห์ถึงจุดประสงค์ที่บางกลุ่มออกมาเคลื่อนไหวเรื่องนี้ มีอยู่ด้วยกัน 2 สเต็ป 1.ให้เห็นว่าไม่แฟร์ เกิดความคลางแคลงใจ และ 2.สร้างสิ่งที่ไม่สง่างามให้กับรัฐธรรมนูญหากผ่าน โดยนำไปสู่เป้าหมายหลัก คือ แก้ไขเปลี่ยนแปลงหากมีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง

“เหมือนกรณีรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็มีการเคลื่อนไหวเรื่อยๆ ให้รับๆ ไปก่อนค่อยแก้ ซึ่งเป็นวาทกรรม คือ ต้องรับ สุดท้ายก็มีเป้าหมายทางการเมือง แต่เรื่องนี้บางส่วนก็แสดงความเห็นอย่างบริสุทธิ์ แต่คนที่ขับเคลื่อนการเมือง เป้าหมายอันแรก คือ ไม่ผ่านก็ประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง ผ่านไม่ผ่าน รับไม่รับ เป็นการแสดงให้เห็นว่าประชาชนเลือกข้างใด แต่หากไม่ผ่าน คสช.ลำบาก หากผ่านรัฐธรรมนูญถูกแก้ไข”

จักษ์ สะท้อนสิ่งที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหว เนื่องมาจากส่วนหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เปิดประเด็น หากเรื่องดังกล่าวผ่านไม่ผ่าน ก็จะมีการเลือกตั้งในปี 2560 ทำให้หลายฝ่ายไม่กลัว เพราะถ้าไม่ผ่าน เลือกตั้งเกิดขึ้นแน่ ดังนั้นการเมืองไม่กลัว ถ้าหาก พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่าไม่ผ่าน ไม่รู้เป็นไง อันนี้น่ากังวลให้กับฝ่ายการเมือง

ขณะที่ สดศรี สัตยธรรม อดีต กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง มองว่า เหมือนรณรงค์ได้อย่างเดียว คือ ให้รับในลักษณะเปิดโอกาสให้กับฝ่ายยกร่าง คือ กรธ.สามารถอธิบายฝ่ายเดียว และแน่นอนก็ต้องอธิบายถึงข้อดีรัฐธรรมนูญนี้ ขณะที่บางส่วนซึ่งเป็นฝั่งตรงข้ามไม่ให้พูด จึงเหมือนกับไม่ให้โอกาสฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยมีโอกาสเท่าเทียมกันในการอธิบาย เพื่อให้ประชาชนหรือคนทั่วไปได้รับทราบข้อดีข้อเสียรัฐธรรมนูญได้อย่างเต็มที่

“อยากเสนอให้เปิดเวที ในเมื่อ กกต.ดำเนินการจัดการเวทีได้ ก็ควรเปิดโอกาสช่วง 3 เดือน ทั้งโทรทัศน์ สถาบันการศึกษา  ให้ฝ่ายร่างรัฐธรรมนูญดีเบตกับฝ่ายไม่เห็นด้วยในข้อใดบ้าง เพราะถ้ากฎหมายใดเป็นในลักษณะไม่ให้โอกาสคน ก็เหมือนกับกาต้มน้ำอัดมานานก็ระเบิด ถ้าเปิดให้พูดแสดงความเห็นหลายหลากทั้งข้อดีและเสีย บรรยากาศทางการเมืองก็ผ่อนคลายลง และหลายฝ่ายจะมองว่ารัฐบาลให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย”

อดีต กกต.รายนี้ ระบุอีกว่า แม้รัฐบาลไม่ให้พูดทั้งฝ่ายรับและไม่รับ แต่ในทางปฏิบัติไม่ใช่ เพราะ กรธ.ได้ออกมาเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ โดยจัด ครู ก. ครู ข. คือ ฝั่งที่พูดข้อดีของรัฐธรรมนูญทั้งหมด ฝั่งไม่เห็นด้วยไม่มีเวทีไปพูดโต้แย้ง ยิ่งเป็นเหมือนลักษณะมัดมือชก คนรู้สึกต่อต้าน มากกว่าเปิดให้ระบาย เป็นสิ่งไม่เป็นธรรม และทำให้รู้สึกว่าต่อต้านรัฐธรรมนูญต้องดำเนินต่อไปแม้ประชามติผ่านแล้วก็ตาม อารมณ์ไม่เห็นด้วยก็เพิ่มพูน

แม้มีข้อเสนอ พ.ร.บ.ปรองดอง ก็ไม่ได้ทำให้บรรยากาศการเมืองดีขึ้น แต่จะทำประชามตินี้ควรเปิดให้ทุกฝ่าย ไม่ใช่เฉพาะเวทีรัฐธรรมนูญ แต่ควรเปิดเรื่องกฎหมายปรองดอง จะทำให้ความกดดันที่ประชาชนมีความรู้สึกผ่อนคลาย ซึ่งเป็นเรื่องดีต่อรัฐบาล ให้เห็นว่าให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย”

ด้าน ยุทธพร อิสรชัย รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มองว่า กฎหมายประชามติมีข้อดี คือ ทำให้มีความชัดเจนมากขึ้นว่าอะไรทำได้ทำไม่ได้ โดย กกต.ออกมากำหนด 6 ข้อทำได้ 8 ข้อทำไม่ได้ ซึ่งจะเป็นแนวทางให้คนไม่ทราบรายละเอียดได้ประพฤติปฏิบัติถูกต้อง

ขณะที่ข้อเสีย คือ ประชามติหัวใจหลักไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ แต่สิ่งสำคัญ คือ การมีส่วนร่วมของประชาชน บนพื้นฐานเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ภายใต้กรอบประชาธิปไตย ฉะนั้นถ้าออกกฎหมายหรือกลไกใดๆ ที่มากเกินไป การมีส่วนร่วมของประชาชนจะถูกลดทอนไปมากเท่านั้น

“การทำประชามติไม่ควรจะเป็นเรื่องการห้ามวิพากษ์วิจารณ์หรือห้ามแสดงความเห็น แต่ต้องเป็นในรูปแบบการสร้างโอกาสเรียนรู้ให้ประชาชน เช่น ฝ่ายสนับสนุนฝ่ายเห็นต่างก็พูดได้ ให้เกิดการรับฟังรอบด้าน นี่คือหัวใจที่ทำให้ประชามติมีคุณค่า และถ้ากฎหมายประชามติสามารถเปิดโอกาสให้คนได้แสดงความคิดเห็น ก็เชื่อว่ารัฐธรรมนูญจะผ่านมาสูงมาก แม้มีหลายฝ่ายบอกว่าโอกาสไม่ผ่านสูง แต่คิดว่าผ่านมีมากกว่า เพราะผู้อยู่ในอำนาจรัฐมีความได้เปรียบจากกลไกต่างๆ”

นอกจากนี้ ถ้ารัฐธรรมนูญผ่านจะเกิดผลกระทบอะไรบ้างเป็นสิ่งน่าคิด เพราะรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือในการจัดความสัมพันธ์เชิงอำนาจของคนในสังคม หมายถึงกติกาที่ทุกคนต้องรู้ต่อการเป็นเจ้าของร่วม ถ้ารัฐธรรมนูญผ่านโดยอาศัยเพียงข้อบังคับกฎหมายอย่างเดียว แต่ขาดความชอบธรรมทางการเมือง การได้รับการยอมรับจะทำให้รัฐธรรมนูญเป็นกติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน เมื่อถึงการบังคับใช้ก็จะเกิดปัญหาตามมา ทั้งเลือกตั้ง สส. การได้มาซึ่ง สว. ที่มานายกฯ การจัดตั้งรัฐบาล จะเป็นปัญหาที่ไล่เรียงไปเรื่อยๆ แม้แต่การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์การคัดค้านเชิงสัญลักษณ์จะมีบ้างเป็นระยะ ถือเป็นเรื่องปกติ ซึ่งจะเกิดขึ้นวงเล็กๆ ไม่ใช่วงกว้างถึงขั้นชุมนุมต่อต้าน แต่ถามว่าถึงขั้นเปลี่ยนแปลงกลไกในการลงประชามติหรือรัฐธรรมนูญเลยหรือไม่ ส่วนตัวคิดว่าไม่ เพราะไม่สามารถทำได้ในระยะเวลาอันสั้น

 

คสช.ก้าวพลาด… แนวร่วมแรงต้านเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/430963

คสช.ก้าวพลาด... แนวร่วมแรงต้านเพิ่ม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

จุดเสี่ยงที่สำคัญในช่วงปลายโรดแมปอยู่ตรง “แนวต้าน” ที่เพิ่มจำนวนและความเข้มข้น มาเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในเวลานี้

แม้ที่ผ่านมา คสช.จะ “ตัดไฟแต่ต้นลม” พยายามตีกรอบการเคลื่อนไหวของกลุ่มที่เห็นต่าง ไม่ให้มีพื้นที่แสดงออกได้อย่างเต็มที่ แต่ทว่าผลลัพธ์ที่ออกมากลับไม่ได้เป็นอย่างที่คิด

แถมในช่วงนับถอยหลังสู่การออกเสียงประชามติ คสช.ยิ่งคุมเข้มเป็นพิเศษป้องกันความวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้น ด้วยการงัด “ยาแรง” มาสกัดกลุ่มต้านแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทั้ง พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ พ.ร.บ.คอมพ์ ไปจนถึงคำสั่ง คสช.ที่สะกดจนแทบไม่เหลือช่องให้ออกมาเคลื่อนไหวได้

ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้ คสช.ผ่อนคลายกฎระเบียบเพื่อให้ฝักฝ่ายต่างๆ ได้เสนอข้อมูลความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อประโยชน์ในการออกเสียงประชามติ แต่ คสช.ก็ยังไม่มีทีท่าจะเปิดพื้นที่ให้กลุ่มต่างๆ ได้แสดงความคิดเห็น ตรงกันข้าม ด้วยกฎกติกาที่ออกมาใหม่ยิ่งจะปิดกั้นการแสดงความเห็นมากขึ้น

สุดท้ายนี่จะกลายเป็นแรงบีบที่รอวันปะทุ แถมยังเป็นการผลักให้มวลชนที่เคยสนับสนุน คสช. หรือกลุ่มตรงกลาง ผันตัวไปอยู่ตรงข้าม คสช.มากขึ้น

โดยเฉพาะกับการเคลื่อนไหวภาคประชาชนที่ออกมาเรียกร้องให้เปิดพื้นที่แสดงความคิดเห็นที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน

เข้าใจได้สำหรับบางกลุ่มที่อิงแอบอยู่กับฝั่งการเมืองที่สุดท้ายต้องถูกเรียกตัวไปปรับทัศนคติอยู่หลายรอบ แต่สำหรับหลายกลุ่มที่ต้องการแสดงความคิดความเห็นต่อกฎกติกาสูงสุดที่จะใช้ปกครองประเทศในอนาคต ไม่ควรจะถูกเหมารวมและปิดกั้นแสดงความคิดเห็นไปทุกกรณี

ชัดเจนผ่านกลุ่มพลเมืองโต้กลับที่ยิ่งถูกคุมตัวไปปรับทัศนคติ ยิ่งปลุกให้กลุ่มต้านออกมาชุมนุมมากขึ้น หาก คสช.คิดจะใช้แต่ยาแรงต่อเนื่องโดยไม่ผ่อนคลายความเข้มงวดอาจทำให้เครือข่ายต่างๆ ผนึกกำลังเข้มแข็งขึ้น

สถานการณ์ดูจะเข้มข้นมากขึ้นเมื่อ “เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง” เข้าพบผู้แทนสำนักข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน สหประชาชาติ จับตาสถานการณ์สิทธิไทยช่วงประชามติที่จะเป็นการดึงให้ต่างชาติเข้ามาร่วม “กดดัน” การดำเนินการของ คสช. ขอให้สำนักงานข้าหลวงใหญ่ฯ ตรวจสอบ และให้แสดงท่าทีไปยังรัฐบาล คสช. เพื่อให้ยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนในทุกกรณีโดยเร็ว

สอดรับกับการคุมตัว พัฒน์นรี หรือ หนึ่งนุช ชาญกิจ มารดา สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ จ่านิว ที่ถูกคุมตัวไปสอบสวนที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) รับทราบข้อกล่าวหาหมิ่น มาตรา 112-พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

กรณีนี้ถูกมองว่าเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเจ้าหน้าที่ชี้แจงไม่ชัดเจนถึงข้อความที่เข้าข่ายผิดมาตรา 112 หรือไม่ก็ตาม แต่ข้อมูลที่เผยแพร่ออกมาในโซเชียลมีเดียทำให้เกิดกระแสตีกลับ มองว่านี่เป็นการกระทำที่รุนแรงกว่าที่ควรจะเป็น หากยังเป็นเช่นนี้แนวร่วมที่จะออกมาต่อต้าน คสช.ย่อมจะเพิ่มจำนวนมากยิ่งขึ้น

อีกด้านหนึ่งแนวร่วมที่เคยยืนอยู่ฝั่งเดียวกับ คสช.อย่างพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ก็มีแววว่าใกล้แตกหัก

ปมแรกมาจากกระแสข่าว คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เตรียมจะถอนฟ้องคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 ที่จะทำให้ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกฯ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น.

ยิ่งเบื้องหน้าเบื้องหลังถูกโยงว่ามีความพยายามช่วยเหลือ พล.ต.อ.พัชรวาท น้องชาย พล.อ.ประวิตร วงษ์สวุรรณ บิ๊ก คสช. หรือไม่ ด้วยแล้วยิ่งทำให้ปมนี้สะเทือนความเชื่อมั่น คสช.รุนแรง

ทำให้กลุ่มพันธมิตรฯ และญาติพี่น้องผู้สูญเสียหรือได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเข้ายื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช.เพื่อขอให้ยุติถอนฟ้อง

จังหวะไล่เลี่ยกับที่ สนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำ พธม. กล่าวในการบรรยายพิเศษที่มหาวิทยาลัยรังสิต ตอนหนึ่ง กระทบไปถึงนโยบายสำคัญของรัฐบาล คสช.ว่าแผนการที่ลึกซึ้งและอำมหิตที่สุดคือ “โครงการประชารัฐ” ที่ให้ลูกเจ้าสัวลงไปช่วยธุรกิจระดับล่าง แต่สุดท้ายก็เป็นการผ่องถ่ายการผูกขาดธุรกิจจากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูก เพราะเมื่อใดก็ตามที่คนรวยเข้าหุ้นกับคุณไม่นานมันก็จะเป็นเจ้าของธุรกิจคุณ ไม่มีวันที่จะให้เจริญเติบโตต่อไป

ปรากฏการณ์ที่กลุ่มต่อต้าน คสช.เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงนี้ย่อมไม่เป็นผลดีกับ คสช. แถมสุ่มเสี่ยงจะกระทำไปถึงโรดแมปที่กำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ