ม.44 ไม่ปลด “สุขุมพันธุ์” “บิ๊กตู่” กลัวหยิกเล็บเจ็บเนื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 พฤษภาคม 2559 เวลา 14:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/430832

ม.44 ไม่ปลด "สุขุมพันธุ์" "บิ๊กตู่" กลัวหยิกเล็บเจ็บเนื้อ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานะของ “ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร” ผู้ว่าฯ กทม. กลับมาสั่นคลอนอีกครั้ง ภายหลังคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) พบความไม่โปร่งใสในโครงการประดับตกแต่งไฟฟ้าเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว (Motif of Light) ของ กทม. งบประมาณ 40 ล้านบาท

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 3 พ.ค. พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ได้อธิบายถึงผลสรุปการทำงานของ คตง.ว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวไม่ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ และน่าเชื่อว่าเป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้เกิดความเสียหายแก่เงินและทรัพย์สินของแผ่นดิน ตามมาตรา 44 และ 46 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2542 และเข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ พ.ศ. 2542 (พ.ร.บ.ฮั้วประมูล) โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวน 9 คน

ตามขั้นตอนทางกฎหมายนั้น คตง.เตรียมส่งข้อมูลให้ โดยจะเร่งส่งสำนวนให้กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการ รวมถึงศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) เพื่อส่งเรื่องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาว่าจะใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 มาตรา 44 เพื่อดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ด้วย

ทันทีที่ คตง.มีผลสอบออกมา ส่งผลให้ผู้ว่าฯ กทม. ต้องแถลงชี้แจงต่อสาธารณะในเวลาต่อมาเมื่อวันที่ 4 พ.ค.

“เพราะว่าสิ่งที่ผมได้ตอกย้ำมาโดยตลอดในช่วงเวลา 7 ปีที่ผ่านมา คือ กทม.ต้องทำงานอย่างโปร่งใส ให้ถูกต้องตามกฎหมาย และระเบียบทุกอย่าง ผมได้พูดมาตลอด ผมไม่เคยสั่งให้ใครทำอะไรที่ผิดกฎหมายแม้แต่ครั้งเดียวครับ ดังนั้นสิ่งที่ สตง.ได้ทำไปก็สอดคล้องกับหลักการในการบริหารราชการของกรุงเทพมหานคร” หนึ่งในใจความสำคัญของการแถลงของผู้ว่าฯ กทม.

แน่นอนว่าสถานะในทางกฎหมายของผู้ว่าฯ กทม.ยังครบถ้วนอยู่ทุกประการ ทั้งในฐานะยังคงเป็นผู้บริสุทธิ์ และการดำรงอยู่ในตำแหน่งต่อไป เพราะมติของ คตง.ไม่ใช่การชี้มูลความผิดเหมือนกับอำนาจของ ป.ป.ช. ที่เมื่อ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดบุคคลใดแล้วบุคคลนั้นจะต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542

แต่ต้องไม่ลืมว่านอกจากการส่งคดีไปตามขั้นตอนตามกฎหมายปกติแล้ว คตง.ยังได้ใช้ช่องทางพิเศษด้วยผ่านการขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ พิจารณาถึงความจำเป็นในการใช้มาตรา 44 เพื่อจัดการกับกรณีนี้

ก่อให้เกิดคำถามตามมาว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะใช้อำนาจมาตรา 44 เพื่อพักงานผู้ว่าฯ กทม.หรือไม่

แม้การใช้มาตรา 44 จะเป็นอำนาจโดยสมบูรณ์ของหัวหน้า คสช. แต่กับกรณีของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ต้องถือว่ามีความเป็นไปได้ยาก เพราะมีเหตุผลด้านกฎหมายและการเมืองค้ำคออยู่

ตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.ของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ มาจากการเลือกตั้งของคน กทม.ถึง 1,256,349 คะแนน ประกอบกับคดีนี้ยังอยู่ในกระบวนการเริ่มต้นเท่านั้น โดยความเห็นของ คตง.ยังไม่ถือเป็นที่สิ้นสุด เพราะต้องเข้าสู่การพิจารณาของ ป.ป.ช. หรืออาจต้องเลยไปถึงการสู้คดีในชั้นศาลด้วย

หากหัวหน้า คสช.หักด้ามพร้าด้วยเข่าผ่านการใช้มาตรา 44 อาจจะเป็นการที่ไม่เหมาะในทางกฎหมายเท่าไหร่นัก จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ อาจเลือกปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมแทนมากกว่า

สอดคล้องกับท่าทีของรัฐบาลล่าสุดจาก “วิษณุ เครืองาม” รองนายกฯ ที่ระบุว่ายังไม่มีความจำเป็นที่หัวหน้า คสช.จะใช้มาตรา 44 เพื่อดำเนินการกับกรณีนี้ เพราะกำลังมีการส่งเรื่องไปให้ ป.ป.ช.ไต่สวน

อีกเหตุผลที่มองข้ามไม่ได้ คือ ความสัมพันธ์ทางการเมือง โดยในแวดวงการเมืองต่างรู้กันพอสมควรว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ เป็นหนึ่งในคนที่ใกล้ชิด “สุเทพ เทือกสุบรรณ” อดีตแกนนำ กปปส. และอย่างที่ทราบ แกนนำ กปปส.รายนี้ออกมาประกาศสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ

ถ้าเกิด พล.อ.ประยุทธ์ ใช้มาตรา 44 สั่งพักงาน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ย่อมกระทบต่อแรงสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญในระดับหนึ่ง การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้สำคัญกับ คสช.อย่างมาก เพราะไม่ได้เป็นแค่การบอกว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ แต่หมายถึงการแสดงออกของประชาชนที่จะบอกว่ายอมรับหรือไม่ยอบรับ คสช.ด้วย

เมื่อความชอบธรรมทางกฎหมายยังมีไม่พอ ผนวกกับปัจจัยทางการเมืองที่ไม่ได้สนับสนุนเท่าไหร่ จึงมีความเป็นไปได้ยากที่จะได้เห็นการใช้มาตรา 44 เข้ามามีบทบาทในคดีนี้ เว้นแต่วันหนึ่งเกิดกระแสกดดันหนัก วันนั้น พล.อ.ประยุทธ์ อาจจะเปลี่ยนใจก็ได้

 

เปิดขั้นตอนแจ้งความ หากพบทำผิดประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/430199

เปิดขั้นตอนแจ้งความ หากพบทำผิดประชามติ

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกประกาศเมื่อวันที่ 29 เม.ย. เรื่อง ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยคําร้องเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการพบเห็นกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติฯ

อาทิ ส่วนที่ 1 การตรวจคําร้อง คําร้องส่วนอาญาและการพิจารณาคําร้อง ข้อ 7 เมื่อ กกต.ประจําจังหวัด ได้รับคําร้องซึ่งมีผู้ยื่นด้วยตนเอง หรือทางไปรษณีย์ หรือระบบสารสนเทศอื่น ให้พนักงานที่ได้รับมอบหมายตรวจคําร้องดังกล่าวโดยเร็ว และดําเนินการ (1) คําร้องที่มีลักษณะเป็นคําร้องคัดค้านให้ดําเนินการในส่วนที่ 3

(2) คําร้องที่เข้าข่ายความผิดทางอาญาให้เสนอผู้อํานวยการ กกต.ประจําจังหวัด ส่งคําร้องให้พนักงานสอบสวนเพื่อดําเนินการ (3) คําร้องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ให้เสนอผู้อํานวยการ กกต.ประจําจังหวัดแจ้งไปยังฝ่ายปกครอง ตํารวจ ทหาร หรือหน่วยงานรับผิดชอบเกี่ยวกับความมั่นคงในพื้นที่ดําเนินการ

กรณีผู้อํานวยการ กกต.ประจําจังหวัด ไม่อยู่หรืออยู่แต่ปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ มอบหมายให้รองผู้อํานวยการ กกต.ประจําจังหวัดหรือพนักงานเป็นผู้พิจารณาแทน ข้อ 8 กรณีที่ กกต. ได้รับคําร้องตามข้อ 7 ให้เลขาธิการ หรือรองเลขาธิการ หรือผู้อํานวยการสํานักสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัยที่ได้รับมอบหมาย ส่งคําร้องให้ กกต.ประจําจังหวัดที่เกิดเหตุดําเนินการ เว้นแต่มีเหตุจําเป็น กกต.อาจดําเนินการเองโดยนําความข้อ 7 มาใช้อนุโลม

ส่วนที่ 2 การแจ้งเหตุ การรับเงิน หรือทรัพย์สิน ข้อ 9 การรับแจ้งเหตุตามมาตรานี้ (1) เลขาธิการ หรือรองเลขาธิการ หรือผู้อํานวยการ กกต. (2) ผู้อํานวยการ กกต.ประจําจังหวัด หรือรองผู้อํานวยการ กกต.ประจําจังหวัด (3) พนักงานสืบสวนสอบสวนของ กกต. ให้ผู้รับแจ้งเหตุทําบันทึกการรับแจ้งและออกใบรับแจ้งให้ผู้แจ้งไว้เป็นหลักฐานและดําเนินการตาม ข้อ 7 หรือข้อ 8 แล้วแต่กรณีต่อไป

ส่วนที่ 3 การพิจารณาคําร้องคัดค้านการออกเสียง อาทิ ข้อ 10 ผู้มีสิทธิยื่นคําร้องคัดค้านต้องเป็นผู้มาใช้สิทธิจํานวนไม่น้อยกว่า 50 คนในหน่วยออกเสียงนั้น ผู้คัดค้านต้องยื่นด้วยตนเองที่ กกต.ประจําจังหวัด ภายใน 24 ชั่วโมง ตั้งแต่การลงคะแนนเสร็จ หากไม่ยื่นด้วยตนเองให้แต่งตั้งผู้คัดค้าน 1 คน ดําเนินการแทนได้

ข้อ 11 คําร้องคัดค้านต้องทําเป็นหนังสือโดยใช้ถ้อยคําสุภาพ ระบุวัน เดือน ปี ชื่อ ที่อยู่ ตามสำเนาบัตรประชาชน หรือสำเนาบัตรที่ส่วนราชการออกให้ รวมทั้งต้องระบุข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ที่กล่าวหาว่ากระทําไม่สุจริต และรายละเอียดเกี่ยวกับวัน เวลา และสถานที่เกิดการกระทํานั้น

นอกจากนี้ ต้องระบุพยานเอกสาร วัตถุ และบุคคล พร้อมที่อยู่ และลงลายมือชื่อผู้คัดค้านทุกคน เพื่อความรวดเร็วในการไต่สวน ให้ผู้คัดค้านระบุชื่อผู้คัดค้านที่เป็นตัวแทนผู้คัดค้านจํานวน 1 คน และตัวแทนสํารองอีก 1 คน ส่วนคําร้องคัดค้านเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการประจําหน่วยให้ยื่นพร้อมหลักฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของบุคคลดังกล่าว

กรณีทักท้วงแล้วถ้ากรรมการประจําหน่วยไม่บันทึกเหตุ ให้ผู้ทักท้วงแจ้งต่อพนักงานสอบสวนสถานีตํารวจท้องที่เกิดเหตุเป็นหลักฐาน และให้นําหลักฐานการแจ้งมาประกอบ ข้อ 12 เมื่อได้รับคําร้องแล้ว ให้ผู้อํานวยการ กกต.ประจําจังหวัดออกใบรับคําร้องให้แก่ผู้ยื่นคําร้อง และให้บันทึกคําร้องคัดค้านไว้ในสมุดทะเบียนรับคําร้องคัดค้าน

ข้อ 13 คําร้องคัดค้านที่ได้ยื่นไว้แล้ว เมื่อพ้นระยะเวลายื่น ผู้คัดค้านจะขอแก้ไขเพิ่มเติมไม่ได้ ข้อ 16 ผู้คัดค้านอาจขอถอนคําร้องได้ภายในระยะเวลาก่อน กกต.หรือ กกต.ประจําจังหวัด ส่งสํานวนให้ กกต.พิจารณา แต่ กกต. จะอนุญาตหรือไม่ก็ได้ และให้เลขาธิการแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้คัดค้านหรือตัวแทนผู้คัดค้านทราบ

หมวด 2 การไต่สวนและการพิจารณา อาทิ ข้อ 19 การประชุมคณะกรรมการไต่สวนต้องมีผู้เข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งจึงจะเป็นองค์ประชุม การลงมติของคณะกรรมการไต่สวนให้ถือเสียงข้างมาก ถ้าคะแนนเท่ากันให้ประธานมีสิทธิออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเสียงเพื่อชี้ขาด กรณีหาเสียงข้างมากไม่ได้ ให้แยกทําความเห็น และกรรมการคนใดมีความเห็นแย้ง ให้ทําความเห็นแย้งรวมไว้ในรายงานการไต่สวน

ข้อ 20 เมื่อได้รับคําร้องไว้ดําเนินการ ให้คณะกรรมการกําหนดวัน เวลา และสถานที่ไต่สวน แล้วแจ้งให้ผู้คัดค้านทราบในวันรับคําร้อง เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องชี้แจงแสดงหลักฐานและนําพยานมาให้ถ้อยคำ และต้องไต่สวนให้แล้วเสร็จภายใน 12 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้อง

ข้อ 22 ห้ามบุคคลอื่นนอกจากผู้รับการไต่สวนเข้าร่วม เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ ข้อ 23 ถ้าผู้คัดค้านไม่นําพยานมาตามกําหนด หรือพยานใดไม่มาตามกําหนดถือว่าผู้นั้นไม่ประสงค์ให้ถ้อยคําชี้แจง และให้บันทึกถ้อยคําผู้คัดค้านหรือบันทึกเหตุนั้นไว้

อย่างไรก็ตาม พยานที่ กกต. คณะอนุกรรมการวินิจฉัย เลขาธิการ คณะกรรมการไต่สวน มีหนังสือเรียกมาให้ถ้อยคํา ให้ได้รับค่าป่วยการตามอัตราที่ กกต. กําหนด เว้นแต่เป็นพยานที่ผู้คัดค้านอ้างหรือนํามาให้ถ้อยคํา ข้อ 24 กรณีที่คณะกรรมการไต่สวนเห็นว่าพยานหลักฐานใดไม่เกี่ยวกับประเด็น คณะกรรมการไม่ทําการไต่สวนก็ได้ แต่ต้องบันทึกเหตุไว้

ข้อ 27 กรณีมีของกลาง ให้คณะกรรมการจัดทําบัญชีของกลาง รวมเข้าไว้ในสํานวนการไต่สวน และการเก็บรักษาของกลางตามประกาศ กกต. เรื่อง การเก็บรักษา การจําหน่าย การใช้ประโยชน์ การทําลายและการคืนของกลางในสํานวนการสืบสวนสอบสวนเรื่องร้องเรียน หรือคัดค้านการเลือกตั้ง พ.ศ. 2544

ส่วนที่ 1 การพิจารณากรณีคําร้องคัดค้านมีผลเปลี่ยนแปลงการออกเสียงประชามติ ข้อ 35 เมื่อ กกต. ได้รับสํานวนการไต่สวนตามข้อ 34 ให้ กกต. พิจารณาโดยเร็ว หรือมอบหมายให้คณะอนุกรรมการวินิจฉัยพิจารณามีความเห็นก่อนเสนอ กกต.ก็ได้

ข้อ 36 เมื่อ กกต. มีมติการประชุมตามข้อ 35 ให้เลขาธิการแจ้งมติการประชุมให้ผู้อํานวยการ กกต.ประจําจังหวัด เพื่อแจ้งให้ผู้คัดค้านหรือตัวแทนผู้คัดค้านทราบ และแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องปฏิบัติตามมติการประชุมของ กกต. ส่วนที่ 2 การพิจารณากรณีคําร้องคัดค้านไม่มีผลเปลี่ยนแปลงการออกเสียงประชามติ

ข้อ 37 เมื่อ กกต. ได้รับรายงานตามข้อ 31 หรือข้อ 32 หากเห็นว่า จํานวนผู้มีสิทธิออกเสียงในหน่วยออกเสียงที่มีคําร้องคัดค้านหรือที่มีคําสั่งให้รับคําร้องคัดค้านมีจํานวนที่ไม่ทําให้ผลการออกเสียงของทั้งประเทศเปลี่ยนแปลงไป หรือไม่มีประโยชน์อีกต่อไป ให้ กกต. ยกคําร้องคัดค้านและยุติดําเนินการ แล้วแต่กรณี

ทั้งนี้ หาก กกต. มีความเห็นเป็นประการอื่นให้มีคําสั่งโดยเร็ว ให้เลขาธิการแจ้งคําสั่งให้ผู้อํานวยการ กกต.ประจําจังหวัด เพื่อแจ้งให้ผู้คัดค้าน หรือตัวแทนผู้คัดค้านทราบ พร้อมทั้งแจ้งให้ผู้คัดค้านหรือตัวแทนผู้คัดค้านทราบ หากเห็นว่าตามคําร้องคัดค้าน มีการกระทําความผิดอาญา ผู้คัดค้านมีสิทธิร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญาได้

 

คุมวิจารณ์รธน. แผลเป็นประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/430016

คุมวิจารณ์รธน. แผลเป็นประชามติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

บรรยากาศทางการเมืองกำลังเดินหน้าเข้าสู่ความขัดแย้งอีกครั้ง ภายหลังเข้าสู่กระบวนการรณรงค์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ

นับตั้งแต่ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปลายเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าผู้นำในทางการเมืองหลายคนออกมาเคลื่อนไหวสอดรับพอสมควร

ไม่ว่าจะเป็นท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ระบุว่า “ไม่ต้องมาตีความกฎหมาย ที่ผ่านมาทะเลาะกันเพราะตีความรัฐธรรมนูญ ตีกันอยู่นั่น อันนี้เดี๋ยวก็ตีกันอีก ตีความรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แล้วก็ตีความรัฐธรรมนูญเข้าข้างตัวเอง ที่ผ่านมาตีความกันได้มาก เพราะไม่มีกฎหมายลูก แต่วันนี้รัฐธรรมนูญจะมีกฎหมายลูกตามมาทั้งหมด ถ้าเป็นคนดีจะกลัวอะไร กลัวตำรวจจับเหรอ คุณกลัวไหม ถ้าคุณไม่ทำความผิดก็ไม่ต้องกลัว”

เช่นเดียวกับ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก และเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งออกมาให้ความเห็นประหนึ่งเป็นการประกาศว่าจะเอาจริงกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบระหว่างการทำประชามติอย่างเด็ดขาด

“ไม่เข้าใจเหตุใดถึงมีคนออกมาคัดค้านการทำประชามติ ทั้งที่การทำประชามติเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นประชาธิปไตย หากยังก่อกวนแบบนี้ประเทศก็จะวุ่นวาย ซึ่งจะไม่ปล่อยไว้แน่นอน อย่างไรก็ตามคนพวกนี้มีเพียงไม่กี่กลุ่ม มิหนำซ้ำยังเป็นคนหน้าเดิมๆ ก็ไม่เป็นไร จะขอดูแลพวกนี้เอง ถ้ากวนได้ก็กวนไป ถ้าออกมากวนเราก็จับไป แล้วดูเอาจากนี้จะไม่มีการปรับทัศนคติอีกแล้ว เพราะปรับไปก็พูดกันไม่รู้เรื่อง”ผบ.ทบ.ระบุ

มองในมุมของ คสช. การออกมาแสดงท่าทีแข็งกร้าวส่วนหนึ่งต้องการไม่ให้กลุ่มต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญเคลื่อนไหวและอาศัยการแสดงความคิดเห็นร่างรัฐธรรมนูญบานปลายมาเป็นการวิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ซึ่งเป็นคนละส่วนกับการร่างรัฐธรรมนูญ

ขณะที่อีกมุมหนึ่ง คสช.กำลังถูกเพ่งเล็งว่าการใช้มาตรการทางกฎหมายที่แข็งกร้าวนี้นำมาซึ่งการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นเกินความจำเป็น

ในช่วงที่ผ่านมาฝ่ายความมั่นคงไม่ได้ใช้มาตรการตามกฎหมายประชามติดำเนินการกับกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่กลับใช้บทบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญาและ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาดำเนินการด้วย

ดังจะเห็นได้จากกรณีการจับกุมผู้ต้องหาจำนวน 8 คน ที่ใช้เฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นทางการเมือง โดยเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ว่าด้วยการกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ดังกล่าว

การดำเนินการที่ค่อนข้างเข้มงวดของฝ่ายความมั่นคง ย่อมไม่ต่างอะไรกับการสร้างบรรยากาศทางการเมืองที่ไม่เอื้อให้เกิดการประชามติตามครรลองที่ควรจะเป็นมากเท่าไหร่นัก

กล่าวคือ ฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายไม่สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ ควรได้รับโอกาสในการแสดงออกถึงจุดยืนและนำเสนอข้อมูลทางวิชาการในระดับที่เท่าๆ กัน โดยไม่ต้องหวาดระแวงกับการตีความกฎหมายของฝ่ายความมั่นคงที่เน้นหนักไปที่การบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้ความสงบสุขมากที่สุด

มาตรการที่ กกต.หรือ คสช.กำลังทำระหว่างการประชามติร่างรัฐธรรมนูญอยู่นี้ อาจบอกได้ว่าสุ่มเสี่ยงต่อการเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญเสียเอง

พลิกดูรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 จะพบว่ามีบทบัญญัติที่ให้การคุ้มครองและรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชนเอาไว้อยู่

โดยมาตรา 4 ระบุว่า “ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทย ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้”

ดังนั้น ยิ่งการดำเนินการของฝ่ายความมั่นคงที่ควบคุมการให้ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นได้น้อยเท่าไหร่ ยิ่งเป็นการกระทำที่เข้าใกล้ต่อการขัดกับรัฐธรรมนูญมากขึ้นเท่านั้น

แม้ตามบทบัญญัติของกฎหมายจะไม่ได้เปิดช่องให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดสามารถยื่นเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ว่าการกระทำลักษณะดังกล่าวขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ระยะยาวจะเป็นปัญหาที่โยงไปถึงความสง่างามของร่างรัฐธรรมนูญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เหนืออื่นใด การลงทุน 3,000 ล้านบาท เพื่อจัดการออกเสียงประชามติ แทนที่จะเป็นจุดกำเนิดการสร้างพื้นที่ทางการเมือง เพื่อนำไปสู่กระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมตามระบอบประชาธิปไตย แต่จะเป็นการสร้างแผลใหม่ให้เกิดขึ้นกับการเมืองในอนาคต

 

ถอนฟ้องคดีสลายพธม. เขย่าเครดิตปปช.ใต้เงา “ประวิตร”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤษภาคม 2559 เวลา 12:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/429837

ถอนฟ้องคดีสลายพธม. เขย่าเครดิตปปช.ใต้เงา "ประวิตร"

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้จะเป็นประเด็นที่ไม่ได้ใหญ่โตตามพื้นที่ข่าวสาร เมื่อเทียบกับการความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ แต่ก็เป็นประเด็นที่ท้าทายต่อกระบวนการยุติธรรมอยู่ไม่น้อย ภายหลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตั้งคณะทำงานพิจารณาถอนฟ้องคดีการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 ซึ่งเป็นคดีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. บอกถึงเหตุผลที่ต้องตั้งคณะทำงานพิจารณาเรื่องนี้ว่า ได้รับหนังสือขอความเป็นธรรมมาจากจำเลยในคดีนี้ โดยที่ประชุมมีมติ 6 ต่อ 1 เห็นว่า ป.ป.ช.สามารถดำเนินการได้ จึงได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมา

“ได้ขอให้คณะทำงานพิจารณาข้อกฎหมายอย่างรอบคอบ และถ้าผลออกมาอย่างไรก็พร้อมรับผิดชอบ ถ้าสิ่งไหนไม่เป็นไปตามข้อกฎหมาย ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรม ก็จะต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ผมทำ เพราะถ้าสิ่งไหนไม่เป็นไปตามบทบัญญัติข้อกฎหมายก็ไม่มีใครทำหรอกครับ เพราะต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เราทำ” พล.ต.อ.วัชรพล ระบุ

ทั้งนี้ ตามขั้นตอน ป.ป.ช.คาดว่าจะพิจารณาได้เสร็จภายในเดือน พ.ค.

ย้อนกลับไปถึงเส้นทางการทำงานของ ป.ป.ช.ในกรณีนี้ พบว่าเป็นเรื่องที่ ป.ป.ช.ในอดีตที่มี “ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ” เป็นประธาน ได้ใช้ระยะเวลาการทำงานพอสมควร ทั้งขั้นตอนการไต่สวนในชั้น ป.ป.ช. และการต่อสู้กันในทางกฎหมายกับอัยการสูงสุด ก่อนที่สุด ป.ป.ช.จะใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อขอต่อสู้คดีนี้ในศาลฎีกาฯ ด้วยตัวเอง หลังจากอัยการสูงสุดมีความเห็นไม่สั่งฟ้อง

จำเลยในคดีนี้ ประกอบด้วย สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น. เป็นจำเลยที่ 1-4 ตามลำดับ ในความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 295 และ 302

เหตุผลในการพยายามถอนฟ้องของ ป.ป.ช. ด้วยการอ้างว่าจำเลยร้องขอความเป็นธรรม ก่อให้เกิดความสงสัยทั้งในแง่มุมทางกฎหมายและการเมืองเป็นอย่างมาก

มองในแง่มุมของกฎหมาย “วิชา มหาคุณ” อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นคนทำคดีมากับมือก่อนจะหมดวาระ ให้มุมมองว่า ป.ป.ช.ไม่น่าจะถอนฟ้องได้ เพราะ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ไม่ได้เปิดทางให้ ป.ป.ช.ทำเช่นนั้นได้ โดยมีมาตรา 86 ของกฎหมายดังกล่าวกำกับเอาไว้

“เท่าที่อยู่ในวาระการดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. มาเป็นเวลา 9 ปี ป.ป.ช.ไม่เคยมีการถอน ฟ้องคดีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เว้นแต่บางคดีที่หมดอายุความในศาลชั้นต้นแล้ว” อดีตกรรมการ ป.ป.ช.ให้ความเห็น

อีกด้านในทางการเมือง ก็เป็นประเด็นที่เคลือบแคลงอยู่ไม่น้อยเช่นกัน กล่าวคือ หนึ่งในจำเลยของคดีนี้ คือ “พล.ต.อ.พัชรวาท” ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นน้องชายของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ไม่เพียงเท่านี้ ก่อนที่ พล.ต.อ.วัชรพล จะดำรงตำแหน่งประธาน ป.ป.ช. ก็เคยทำหน้าที่เป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีให้กับ พล.อ.ประวิตร มาก่อนด้วย

จากโครงสร้างความสัมพันธ์ดังกล่าวระหว่าง ป.ป.ช.กับรัฐบาล นับเป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างยิ่งกับการพยายามไปแตะคดีสำคัญคดีนี้ที่กำลังอยู่ในการพิจารณาของศาลฎีกาฯ

อย่างไรก็ตาม จริงอยู่การตัดสินสุดท้ายว่าจะให้ถอนฟ้องหรือไม่อยู่ที่ศาลฎีกาฯ แต่หาก ป.ป.ช.ในอนาคตมีมติให้ถอนฟ้องออกมา ย่อมจะเป็นบรรทัดฐานต่อไปด้วย ซึ่งอาจเป็นช่องให้ผู้ถูกกล่าวหาในคดีทุจริตใช้ประวิงเวลาไม่ให้คดีใน ป.ป.ช.ไปถึงศาลเพื่อให้มีการตัดสินได้

เมื่อการพยายามจะถอนฟ้องคดีดังกล่าวของ ป.ป.ช. ยังมีข้อสงสัยทางกฎหมายและการเมือง จึงไม่ต่างอะไรกับการทำให้ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ สุ่มเสี่ยงต่อการเผชิญวิกฤตศรัทธาอีกครั้งเหมือนกับที่ ป.ป.ช.ในอดีตเคยทำมาจากกรณีการขึ้นเงินประจำตำแหน่งให้กับตัวเอง จนถูกศาลฎีกาฯ พิพากษาว่ามีความผิดให้จำคุก แต่ให้รอลงอาญาเอาไว้

ดังนั้น การดำรงอยู่ของ ป.ป.ช.ในฐานะหน่วยงานสำคัญในด้านการปราบปรามการทุจริตในอนาคต จึงอยู่ที่การตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งกับกรณีนี้

 

“บิ๊กตู่”ปลุกประชาชนบอยคอตคนขี้โกง อย่าเชื่อพวกบิดเบือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 เมษายน 2559 เวลา 15:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/429278

"บิ๊กตู่"ปลุกประชาชนบอยคอตคนขี้โกง อย่าเชื่อพวกบิดเบือน

นายกฯ ลั่นกลางเวทีสานพลังประชารัฐ ขอผู้ว่าฯทั่วประเทศทำงานเพื่อประชาชน ร่วมเปิดไฟฉายเพื่อส่องความหวังปลายอุโมงค์ ปลุกรวมกันบอยคอตคนขี้โกง อย่าเชื่อภาพลวงตา พวกบิดเบือน

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 29 เมษายน ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)เป็นประธานกล่าวมอบนโยบายและแนวทางการดำเนินงานสานพลังประชารัฐเพื่อขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐระดับพื้นที่ และร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามการจัดตั้ง “บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีประเทศไทย จำกัด”

นายกฯ กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า วันนี้รู้สึกยินดี ตั้งแต่เช้ามีความสุขยิ้มทั้งวัน ที่ผ่านมายิ้มน้อยลงไปหน่อยเพราะมีงานอื่นต้องทำอีกมาก วันนี้ถือเป็นการทำงานร่วมกันว่าจะเดินหน้าประเทศได้อย่างไร วันนี้เห็นด้วยกับคำรายงานที่ว่าเรากำลังเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ถือว่าวันนี้เราต้องเริ่มหาไฟฉายเพื่อนำทางซึ่งจะต้องนำพาโดยภาครัฐโดยมีภาคประชาสังคมและประชาชนจับมือกัน วันนี้เรากำลังเดินหน้าทั้งระบบทั้งต้นทาง กลางทาง และปลายทาง การแก้ปัญหาทุกอย่างเราต้องเริ่มจะต้นทางแห่งปัญหา เหมือนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระกระแสรับสั่งในด้านยุทธศาสตร์การพัฒนาอยู่แล้วว่าเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา วันนี้เราต้องเข้าใจศักยภาพในแต่ละพื้นที่และเข้าใจประชาชนเข้าใจอะไร สิ่งไหนเกิน สิ่งไหนขาด ทั้งหมดเพื่อให้ประชาชนมีความสุข มีรายได้ที่เพียงพอ ทั้งหมดคือการเชื่อมโยงในการปลูกจิตสำนึก เราไม่สามารถตีแต่ละส่วนให้แยกย่อยแล้วพูดกันไป อุดมการณ์รักชาติถ้ายังมีปัญหาอยู่มันก็จะมีปัญหากับตัวเอง

“ผมคิดว่าสิ่งที่เริ่มต้นทำกันวันนี้ เป็นการใช้ไฟฉายขนาดใหญ่ส่องนำทิศทาง และมองทุกปัญหาร่วมกัน จะใช้ไฟฉายขนาดเล็กไม่ได้เพราะไม่พอ เพราะความมืดปกคลุมเมฆหมอกมืดดำครอบคลุมประเทศมานาน ผู้ว่าราชการจังหวัดอาจจะเบื่อที่ต้องฟังผมพูดบ่อย แต่ท่านคือกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนทุกอย่าง ต้องรู้และทำทุกเรื่องในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขระดับพื้นที่” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

นายกฯกล่าวว่า เราต้องนำปัญหาทุกอย่างมีตีรวมกันและมุ่งเน้นโดยยึดหลักการนำประเทศไปสู้ความปลอดภัย มีความสงบเรียบร้อยอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ตนไม่ต้องการให้สถานการณ์มีความรุนแรง หลายอย่างมีความก้าวหน้า แต่บางอย่างก็มีความฉุดรั้งจากความไม่เข้าใจและการบิดเบือน หรือทวีความรุนแรงมากขึ้นในทุกมิติ วันนี้ต้องทำให้ประชาชนโดยเฉพาะเกษตรกรมีความเข้าใจอย่างแท้จริง ไม่เช่นนั้นจะถูกผู้ที่ไม่หวังดีนำไปบิดเบือนและทำให้การแก้ปัญหาช้าลง เราได้พูดคุยกันมาหลายครั้ง และตกลงร่วมกันว่าจะตั้งใจทำทุกอย่างเพื่อบ้านเมืองด้วยความเสียสละ แต่ทุกอย่างไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากไปหากเราร่วมมือกัน รัฐบาลต้องการทำให้ประชาชนอยู่ดีมีสุข ประเทศเข้มแข็งมีขีดความสามารถสูงขึ้น ถ้าทุกอย่างช้าลงเนื่องมาจากการบิดเบือนและความไม่ไว้วางใจ การแก้ปัญหาก็จะยากขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนจึงต้องช่วยกันสร้างความเข้าใจเพราะเวลาเรามีจำกัด ต้องเร่งรัดให้ทุกกิจกรรมเกิดขึ้นภายในปี 2559 จะช้าไปกว่านี้ไม่ได้ ถ้าไม่เริ่มต้องหรือเปิดไฟฉายไว้ประเทศก็อาจจะกลับไปมืดเหมือนเดิม อุโมงค์ก็ไปไม่พ้นเสียทีติดกับดักตัวเอง เราต้องเอาวิกฤตที่ตนเข้ามาในวันนี้ทำให้เป็นโอกาสในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลในทุกด้าน ขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันวางโรดแมปให้ชัดเจน ขอให้ผู้ว่าฯ ต้องเปิดไฟฉายตลอด ไม่ใช่เปิดๆ ปิดๆ หรือถ่านหมด

นายกฯกล่าวว่า เราต้องเข้าใจปัญหาของประเทศถึงจะเข้าถึงว่าจะแก้ปัญหากันอย่างไรให้เกิดความสมดุล ประเทศชาติปลอดภัยจึงขอให้ทุกคนนำปัญหาทั้งหมดที่รัฐบาลและคสช.ทำมาสองปีกว่าๆมาช่วยกันไม่ยากและไม่ง่าย แต่ถือเป็นความท้าทายที่เราต้องเอาชนะให้ได้ ท้าทายอุปสรรคต่างๆ เพราะถือเป็นปัญหาของคนไทย แต่ถ้าใครไม่ใช่คนไทยก็ไม่เป็นไร เพราะวันนี้หนีไปอยู่ต่างประเทศการเยอะ แต่ขณะเดียวกันเราก็มีมิตรประเทศเยอะ แต่ในประเทศก็อาจจะมีปัญหากันหน่อยทะเลาะกันเอง

“ผมอดไม่ได้ที่จะพูดเพราะออกจากห้องนี้ไปสื่อก็จะตั้งคำถาม อาจารย์สมคิด (จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ)บอกตลอดให้ใจเย็นๆ แต่ผมเองขนาดนอนก็ยังร้อนเลย เพราะฉะนั้นความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันเป็นสิ่งที่เป็นพื้นฐาน ไว้วางใจผมที่เข้ามา ไว้ใจอาจารย์สมคิดและครม.ทุกคนมีความตั้งใจที่จะทำงานและขับเคลื่อนทุกอย่าง ผู้ว่าฯเองไม่ต้องหนักใจหรือคิดว่าอะไรก็โยนให้ผู้ว่าฯ ก็เพราะท่านเป็นผู้ว่าฯที่ได้ทำงานทั้งหมดต่างพระเนตรพระกรรณถ้ามัวแต่ขัดแย้งปัญหาก็ไม่ได้แก้ ผมมีช่องทางให้ได้พูดอยู่แล้ว ผมเองก็พร้อมรับฟังทุกคน ประเทศไทยเป็นประเทศไม่ใช่เล็ก ปัญหามีมาก เราต้องลบล้างความเข้าใจเก่าๆที่อาจจะไม่ถูกต้องและเคยสร้างปัญหา วันนี้โลกไม่คอยใคร อย่าให้ประเทศต้องถอยหลังไปอีก ผมยังอยู่ตรงนี้ก็ต้องช่วยกันปฏิรูปประเทศ แต่ผมจะไม่ได้รื้อโครงสร้างใหญ่ๆ ขอทำงานตรงนี้ให้ได้ก่อนเพราะเรารอไม่ได้ แต่จะให้แก้เรื่องที่วุ่นทั้งหมดพร้อมกันทำไม่ได้ เพียงแต่จะทำทุกอย่างก่อนจะถึงปี 2560 ให้สามารถจับต้องได้ ผมเอาแผนปฏิรูปให้ต่างประเทศดูส่วนใหญ่ เขาชื่นชมว่าเรามีแนวทางและรายละเอียดมากกว่าประเทศอื่นๆ ผมไม่ได้คุยโม้ ให้เขาดูว่าประเทศมีความพร้อมอย่างไร และติดกับดักอะไรบ้าง รัฐบาลและคสช.ได้แก้ไขอย่างไร เราจึงจำเป็นต้องทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้มาขับเคลื่อนโดยต้องไม่มีความขัดแย้งเหมือนในอดีตที่ผ่านมา เราต้องไปด้วยกันโดยลดความขัดแย้งแสวงหาความร่วมมือและบูรณาการในทุกด้าน โดยประชาชนต้องมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะมีความเห็นต่าง แต่ด้วยเจตนาที่บริสุทธ์ก็ต้องรับฟัง ไม่ต้องห่วงหากใครทำผิดกฎหมายก็มีบทลงโทษ ซึ่งเจ้าหน้าที่พร้อมดูแลให้อยู่แล้วถ้าไม่ผิดก็ไม่มีใครไปลงโทษ ตนเป็นคนให้โอกาสคนอยู่แล้ว แต่คนที่มักทำความผิดมักจะไม่ใช้โอกาสเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์ แต่กลับใช้วิธีการพวกมากลากไป วันนี้จะต้องไม่เกิดขึ้นอีก ถ้าเราแก้ปัญหาช้า ปัญหาเดิมก็จะสะสมมากขึ้นจนก่อให้เกิดปัญหาใหม่ขึ้นมาอีก ความขัดแย้งก็จะกลับมา การทำงานสองปีที่ผ่านมาก็จะล้มเหลวทั้งหมด ตนไม่ได้ดูถูกใคร พร้อมรับฟังเสียงจากทุกคนที่มีเจตนาบริสุทธิ์ วันนี้เราร่วมมือกันพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ไม่มีความว่ารากหญ้าอีกต่อไป มีแต่รากแก้วคือประชาชนทุกคนที่จะสามารถทำให้ต้นไม้แข็งแรง ถ้าเราไม่มีรากแก้วทุกอย่างก็ล้มทั้งหมด ที่ผ่านมาประเทศไทยเหมือนต้นไม้ที่ไม่มีรากแก้ว เมื่อลมพายุมาก็แกว่งไปแกว่งมาจึงล้มมาโดยตลอด วันนี้เราต้องร่วมมือกันปลูกต้นไม้ต้นใหม่ที่มีรากแก้ว” นายกฯ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า การบริหารจัดการถือเป็นเรื่องสำคัญโดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์ที่ต้องมองในมุมกว้าง ไม่ใช่ทำเพื่อการโจมตีผู้เห็นต่าง การประชาสัมพันธ์ต้องป้องกันตัวเองให้เหมือนเม่น แม้ไม่มีขนสู้ใครไม่ได้ เดินก็ช้า แต่เมื่อมีศัตรูมาก็พองเหล็ก แต่คนก็ยังอุตส่าห์จับมากิน ไม่กลัวเข็มมันจะทิ่มปากเลย หรือกลัวบาปกรรม
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ที่กรุงศรีอยุธยาแตกเพราะคนไทยด้วยกันเปิดประตูให้ วันนี้ก็มีคนแบบนี้อยู่ เปิดประตูให้คนนอกมาทำลายประเทศเรา ทำให้ตนหงุดหงิดอยู่ทุกวัน การปฏิรูปต้องเริ่มจากตัวเอง มองคนอื่นอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่มองทุกคนเป็นศัตรูทั้งหมด ตนไม่เคยมองใครเป็นศัตรู แม้ว่าจะอารมณ์เสียบ้าง แต่ก็ไม่ได้โกรธเกลียดอะไรเขามากนักหรอก ไม่ได้รังเกียจที่เขามาด่าว่าตน แต่เขามาทำลายชาติ ตนไม่ชอบคนแบบนี้ที่มาเปิดประตูให้ข้าศึก

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราต้องฝากดูแลกลุ่มอาชีพที่พัฒนาได้ไม่มาให้มีทางเลือก ฟังแล้วดูสวยไหม เขาบอกว่านายกฯ โม้ทั้งวัน โม้มาตลอด แต่นี่เป็นหน้าที่ของผู้ว่าฯ ทำให้เสร็จสักอย่างหรือ 2 อย่าง ไม่ใช่ตนที่พูดในหลักการไปแล้ว และขอขอบคุณในเสียงปรบมือ ไปที่ไหนก็ปรบมือให้ตนกันทั้งนั้นเพราะซ้อมกันไว้ แต่อยากให้มาจากใจไม่ต้องซ้อม ถ้าพูดถูกก็ให้กำลังใจ ถ้าพูดผิดก็มาเตือนได้ ตนฟังทุกคน ทั้งรองนายกฯและรัฐมนตรีล้วนเป็นผู้อาวุโสทั้งสิ้นและผู้ว่าฯ เป็นผู้ที่รู้มากกว่า ตนก็มาขับเคลื่อนไปสู่ที่หมายสุดท้าย ซึ่งทางทหารคือการทำให้ประเทศปลอดภัยยั่งยืน ส่วนที่หมายระหว่างทางคืออาชีพ รายได้ กฎหมายและอีกมากมายที่เป็นกับดักตัวเอง เราต้องเดินสู่ที่หมายให้เร็วที่สุดตามห้วงระยะเวลาเมื่อครบ 20 ปีก็ถึงที่หมายสุดท้าย ประเทศแข็งแรง มีหน้ามีตา วันนี้การท่องเที่ยวสวยงามแต่มีความขัดแย้งสูงที่สุด ทำให้มันถ่วงดุลกันอย่างนี้ สิ่งดีๆ มีสิบอย่าง แต่มีอย่างเดียวที่ทำให้ด้อยค่าไปหมด นี่คือสิ่งที่ทุกคนต้องเข้าใจ การเป็นประชาธิปไตยต้องไม่เกิดเรื่องอย่างนั้น เราต้องช่วยทำให้ประชาธิปไตยเราเข้มแข็ง ถ้าเป็นประชาธิปไตยแบบเดิม มันไปไม่ได้ทั้งหมด พวกที่ไม่เข้าใจข้อกฎหมาย ไม่เข้าใจคนส่วนน้อย ไม่เข้าใจคนเห็นต่าง ฝ่ายค้าน มันก็แตกกันหมดก็เหมือนกันประเทศไทยที่มีหัวใจดวงเดียว แต่แตกสลายเป็นเสี่ยงๆ วันนี้จึงต้องเก็บรวมเป็นหัวใจเดียวกัน

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ต่างประเทศชื่นชมแผนการทำงานของ คสช.และรัฐบาล แต่เขาขอดูการขับเคลื่อนและผลสัมฤทธิ์ ที่เราต้องตอบคำถามเขาให้ได้ตามห้วงเวลา 2 ปีและ 3-6 เดือนข้างหน้า ว่าเราได้อะไรกลับมาจากที่ทำงาน โดยรัฐบาลจะรวบมาที่ตนพูดทุกวันศุกร์ พยายามจะตัดให้น้อยลงแต่ไม่ได้สักทีเพราะมันเยอะ ถ้าพูดน้อยก็ไม่เข้าใจ บางครั้งขางคนก็ไม่ฟัง แต่ตนจะพูดจนฟัง เพราะอย่างไรก็แก้ไขตนเองไม่ได้อยู่แล้ว เพราะแก้ปัญหาของประเทศยังไม่ได้ โดยต้องพูดสร้างความเข้าใจ อย่างวันศุกร์นี้ตั้งใจจะพูดครึ่งชั่วโมง แต่ทำไม่ได้ ขอบอกไว้ก่อนตอนนี้จะได้ไปดูช่องอื่นที่ไม่ต้องดูหน้าตน ใครดูก็ไม่ได้ ใครไม่ดูก็ไม่ได้

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การชักชวนให้เกิดการลงทุนต้องพูดให้เป็นขายของให้ได้ ต้องคิดและพูดให้เร็ว แต่อย่าเร็วเกินไปเหมือนตนที่บางทีเบรกไม่อยู่ ใจไปไวกว่าปาก แต่คือสิ่งที่อยู่ในใจของคนที่คิดทำเพื่อประเทศชาติ ไม่ใช่คิดว่าทำเสร็จแล้ว แต่จับต้องไม่ได้ งบประมาณหายไปเปล่าๆ เชื่อมโยงกันไม่ได้ และเกิดความแตกแยก ทั้งรัฐ ข้าราชการ ประชาสังคม ประชาชน ผิดใจกันไปหมด จึงต้องเชื่อใจกันอย่าขัดแย้งกัน ผู้ว่าต้องดูแลประชาชนเหมือนคนในครอบครัว ทำให้ทุกคนมีความสุขอะไรที่เป็นกฎหมายก็ว่าไปตามกฎหมาย วันนี้มีการจดทะเบียนต่างๆ มีพยานเยอะแยะ คงไม่มีการแอบซ้อนทำอะไรกันตามใต้ถุนหรือแอบทำในห้อง ตนทำอะไรชัดเจนจะได้ไม่ถูกกล่าวหารัฐบาลนี้มีผลประโยชน์กับใคร ส่วนที่ผิดจะมีคดีตามมาอีกเยอะ จึงขอเตือนผู้ว้าฯให้ระมัดระวัง ทั้งการเจาะบ่อบาดาลหรือการขุดลอกคูคลองทั้งหมด ตนไม่ละเว้น ละเลยเหมือนใครๆ ที่ทำมา ไม่เช่นนั้นจะมายืนอยู่ตรงนี้ไม่ได้

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การใช้คำสั่งมาตรา 44 หรือคำสั่งอื่นๆ ทุกมาตราต้องมีการตั้งประเด็นว่าจะใบ้เพราะอะไร ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ จะมาประกาศใช้วันนี้สัก 5 ราย ตนไม่เคยคิดอย่างนั้น มีแต่ว่าจะทำอย่างไรให้ลดความขัดแย้งลงไปให้งานเดินหน้า เจตนามีเท่านี้ กฎหมายคือกฎหมาย แต่วิธีการบริหารจัดการต้องไม่บิดเบือนสิ่งทีทำวันนี้ ขอให้เข้าใจตรงกันว่าตนและรัฐบาล มีเจตนาบริสุทธิ์ ขอให้ไว้วางใจกัน

นายกฯ กล่าวว่า ขอให้ทุกคนทำดี ไม่ต้องรอวาระ เพราะการทำดีทำได้ทุกวัน อยู่ที่ใจ ตนไม่เคยไปสั่งต้องทำให้ทำความดี เพราะไม่สามารถบังคับใครได้ แต่ต้องเกิดจากใจตัวเอง เราต้องทำให้โลกไม่แตกเพราะความขัดแย้ง ความที่มนุษยชาติที่จะมากขึ้นเรื่อยๆ เรื่องของดิน น้ำ อากาศ ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นของคนทั้งโลก ไม่ใช่ไปบอกว่าต้องทำให้มูลค่าสูงขึ้น แบบนี้มันไม่ใช่มืออาชีพ พวกพูดแบบนี้คือนักการเมือง ส่วนตนไม่ได้เป็นมืออาชีพแบบนั้น แต่ตนอาชีพทหาร ตอนนี้เหมือนรับจ้างมา โดยมาเหมือนไม่มีคนจ้างให้มาทำงานตรงนี้ ตนจ้างตัวผมเอง

“ผมยืนตรงนี้โดนด่าทั้งวัน ทำดีก็โดน ทำไม่ดียิ่งโดนหนักมากไปอีก ตนระวังตัวเองเสมอ ให้อภัยผมเถอะ อาจารย์สมคิดก็ให้อภัยผมเถอะนะ ผมมีอารมณ์บ้างนิดหน่อยเหมือนกับ”แม่น”มันต้องพองขนไว้ก่อน เพราะคนชอบมารังแกผม เพราะผมตัวเล็กกว่า”นายกฯกล่าว

นายกฯ กล่าวอีกว่า งบประมาณต่างๆกำลังลงไปขับเคลื่อน โดยเฉพาะภาคประชาสังคม รวมถึงเอ็นจีโอต้องมาช่วยพูดกับเยาวชนให้ด้วย อย่างเรื่องของไฟฟ้าบอกให้รัฐบาลช่วยลดค่าไฟฟ้า จะไปลดได้อย่างไร ตอนนี้ก็ดึงทุกอย่างอยู่แล้ว ต้นทุนการผลิตสูงก็สูงขึ้น เดินเครื่องมากขึ้น ต้องซื้อต่างประเทศมากขึ้น แต่มันก็จำเป็น แล้วจะให้ลดค่าไฟฟ้าจะลดได้อย่างไร ถ้าเราไม่ไปสร้างโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำ แต่วันนี้ยังทำไม่ได้เลย วันนี้มีทั้งคนไม่ชอบ ดังนั้น เราต้องสร้างความไว้ใจ วางโรดแมปให้ชัดเจน ไฟฉายต้องฉายอยู่ตลอด คนที่เป็นผู้ว่าฯเปิด-ปิด ไฟฉาย ระวังอย่าให้ถ่านหมด ต้องช่วยกันเดินหน้าประเทศ เพราะพวกท่านคือกำลังสำคัญของตน

นายกฯ กล่าวว่า วันนี้ ต้องกลับมาสู่การสร้างตัวเองให้เข้มแข็ง อย่าไปฟังการยั่วยุต่างๆ ตนก็เสียอารมณ์อยู่ทุกวัน พยายามจะไม่ฟัง แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร อุดหูอย่างไรมันก็เข้า นี้คือหนังเรื่องเดิมทั้งหมด วันนี้ อยากให้ทุกคนทำสาธารณะกุศล ถือเป็นกุศล แต่ไม่ใช่ทำบุญนะ เพราะตายไปเอาอะไรไปไม่ได้ อย่างผ้าไตรบังสกุล ที่เอาไปทอดผ้าให้คนเสียชีวิต พระยังชักกลับเลย เอาไปได้อย่างเดียวคือเงินบาทในปาก เงินเป็นหมื่นเป็นแสนล้านเอาไปไม่ได้เลย บ้านยังไม่มีอยู่เลย ทำกุศลให้คนเป็น ๆ ที่ยังลำบากยากเข็ญถือเป็นกุศลที่สุดแล้วเผื่อแผ่แบ่งปันเขา หลายคนทำงานกว่าจะได้เงิน 10 บาท 100 บาท แต่พวกที่ขี้โกงหาเงินได้ทีวันละล้าน สิบล้าน มันต่างกันไหมล่ะ เอาไปทำอะไร เอากลับมาบริจาคประเทศสิ ขอให้”บอยคอตคนขี้โกง”เหล่านี้ และอย่าไปฟัง เพราะไปฟังแล้วก็ไม่มีความสุข นอนก็ไม่หลับ ถ้าวันไหนหงุดหงิดมากๆก็นอนไม่หลับ

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า มีอะไรก็พูดคุยกันได้ ไม่ต้องกลัว เพราะทุกคนเป็นพี่น้องร่วมชาติกันทั้งสิ้น ใครดีก็ดี ใครไม่ดีก็พร้อมให้อภัย ถ้าเคารพกฎหมายทุกอย่างก็จบ เพราะประเทศอยู่ด้วยกฎหมาย ความเท่าเทียมคือกฎหมาย เพราะฉะนั้นทำให้ทุกคนเท่าเทียมกัน อย่าให้บ้านเมืองมีความรุนแรงขึ้นอีกเลย อย่าไปเชื่อในภาพลวงตา อดีตที่มันเป็นความบิดเบือน ด้วยการหวังผลประโยชน์ตอบแทน สิ่งเหล่านี้ต้องไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต ปัญหาวันนี้มีมากมาย แต่ไม่สามารถปิดได้ซะปัญหา ซึ่งการแก้ไขถ้าทำไม่ได้ต้องปรับตัว ต้องแก้ตัวทำให้ดีขึ้น บรรดาข้าราชการก็ไม่ต้องกลัว เพราะท่านคือคนของรัฐ ถือเป็นคนสำคัญ ท่านต้องเข้มแข็ง วันนี้ ตนจะสร้างโครงสร้างของท่านให้แข็งแรง วันข้างหน้าไม่ว่าใครจะไป ใครจะมา ตนจะออกกฎหมายให้ท่านอยู่ให้ได้ แข็งแรงให้ได้ ไม่ต้องกลัว ตนพูดมาหลายครั้งแล้ว “แต่ถ้าผมทำตรงนี้ไม่ได้ ก็ไปพร้อมผม หรืออาจไปก่อนผมด้วย อย่าไปรอเวลา”

 

ส่องกลุ่มเคลื่อนไหว ต้านรัฐธรรมนูญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 เมษายน 2559 เวลา 10:17 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/429208

ส่องกลุ่มเคลื่อนไหว ต้านรัฐธรรมนูญ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หลายกระแสที่วิพากษ์วิจารณ์การเคลื่อนไหวการเมืองที่เริ่มเข้มข้นขึ้นและมีมาอย่างต่อเนื่องก็ตั้งแต่ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คู่ขัดแย้งทางการเมืองคนสำคัญ เริ่มออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างชาติถึงการเมืองไทยตั้งแต่ช่วงเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงการร่างรัฐธรรมนูญโค้งสุดท้าย และนับจากนั้นมาการเคลื่อนไหวการตอบโต้ของกลุ่มการเมืองก็เริ่มหนักหน่วงขึ้น จนกระทั่งปัจจุบันที่เป็นห้วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อของการเดินหน้าสู่การทำประชามติ โหวตรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงร่างรัฐธรรมนูญ ที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่านประชามติก็มีเลือกตั้งตามโรดแมป

การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญของกลุ่มต่างๆ ถือว่าเป็นแรงกระเพื่อมเขย่าสมาธิการทำงานทั้งจากของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พอสมควร ช่วงที่ผ่านมาหากจับใจความการให้ข่าวต่อสื่อมวลชนของ พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษก คสช. ที่ออกมาระบุบางช่วงบางตอนถึงกรณีการเคลื่อนไหวในส่วนของ วัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เรียกร้องให้องค์การระหว่างประเทศหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับงานด้านสิทธิมนุษยชนสากล ตรวจสอบการดำเนินการกับผู้เห็นต่างทางการเมืองของ คสช.ว่าขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนหรือไม่ ภายหลังจากที่ คสช.ควบคุมตัววัฒนาตั้งแต่เมื่อวันที่ 18 เม.ย.ที่ผ่านมาว่า

“เรื่องนี้ คสช.เชื่อว่ามีผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังและกำลังตรวจสอบอยู่ การดำเนินการทำกันเป็นทีมงาน เราติดตามอยู่ ตั้งแต่ที่นายวัฒนาโพสต์เฟซบุ๊ก จนเป็นที่มาของการเชิญตัว และมีการให้ลูกสาวไปยื่นหนังสือ ต่อด้วยการแสดงออกของกลุ่มพลเมืองโต้กลับ ในการจุดกระแส รวมถึงการเดินทางไปเยี่ยมคุณวัฒนาของนายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. ซึ่งสิ่งต่างๆ ที่ทำเพื่อต้องการดึงต่างชาติให้มากดดันการทำงานของ คสช.”

ขณะที่คำตอบของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต่อคำถามที่ว่าเรื่องการตรวจสอบเส้นทางการเงิน หรือการอยู่เบื้องหลังเป็นอย่างไร “ไม่รู้เหรอว่าใคร มาจากไหน ใครล่ะที่สนับสนุนกันมา ใครวางแผนล็อบบี้ยิสต์ต่างประเทศ ทักษิณ”

จากคำให้สัมภาษณ์ดังกล่าวก็ตรงกับข้อมูลจากทางฝ่ายความมั่นคงที่เปิดเผยกับทีมข่าวโพสต์ทูเดย์ว่า ขณะนี้ฝ่ายความมั่นคงที่สั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร จับตาดูการกระทำของกลุ่มเคลื่อนไหวการเมืองต่างๆ ทั้งตรวจสอบข้อเท็จจริง เบื้องหลังความเคลื่อนไหวการเมือง ว่ามีบุคคลใดเชื่อมโยงหนุน ทั้งตรวจสอบบุคคลที่อยู่ต่างประเทศเกี่ยวข้องหรือไม่

ซึ่งขณะนี้พบว่าการเคลื่อนไหวสามารถแบ่งออกได้ 4 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มนักการเมืองที่ออกมาเคลื่อนไหวในรูปแบบของการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก และการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน โดยย้ำจุดยืนที่จะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เช่น วัฒนา จาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย โดยฝ่ายความมั่นคงเองก็ทราบดีว่าเป็นการเคลื่อนไหวรูปแบบเกมการเมือง ที่มีเจตนาให้เกิดความวุ่นวาย ยั่วยุปลุกปั่น ท้าทายอำนาจรัฐ แต่เจ้าหน้าที่รัฐก็ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ จำเป็นต้องทำตามข้อกฎหมายที่มีอยู่

กลุ่มที่ 2 คือ แกนนำมวลชนของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่มี จตุพร ประธาน นปช. และณัฐวุฒิ เลขาธิการ นปช. ออกมาเคลื่อนไหวประกาศจะเดินสายเรียกร้องให้องค์การระหว่างประเทศ และองค์การสหประชาชาติเข้าสังเกตการณ์การออกเสียงประชามติ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และย้ำว่าไม่ต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ โดยเชื่อว่าถ้ารัฐธรรมนูญผ่านประชามติ จะเป็นการต่ออำนาจให้ คสช.

กลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มทั่วไป ที่บางกลุ่มก็เรียกตนเองว่ากลุ่มสิทธิมนุษยชน เช่น กลุ่มพลเมืองโต้กลับ ที่มี อานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชน เป็นแกนนำ พร้อมด้วย ณัทพัช อัคฮาด พันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ ปกรณ์ อารีกุล และกลุ่มนักศึกษาเสรีประชาธิปไตย และกลุ่มนักศึกษาประชาธิปไตยใหม่ นำโดย สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ที่เคลื่อนไหวด้วยการจัดกิจกรรมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ “ยืนเฉยๆ” ไปตามสถานีบีทีเอสต่างๆ ที่ช่วงแรกเรียกร้องให้ปล่อยตัว วัฒนา แกนนำพรรคเพื่อไทย และขณะนี้เรียกร้องให้ปล่อยตัวประชาชนที่ถูกทหารควบคุมตัวไป 9 คน

กลุ่มที่ 4 กลุ่มเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง นำโดย อนุสรณ์ อุณโณ คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เดชรัตน์ สุขกำเนิด อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พวงทอง ภัควรพันธุ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร บารมี ชัยรัตน์ ผู้ประสานงานสมัชชาคนจน เป็นต้น ที่ร่วมกันออกแถลงการณ์ “ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชน”

อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวกลุ่มต่างๆ จะเชื่อมโยง มีคนอยู่เบื้องหลังหรือไม่อย่างไร ล่าสุด พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. ระบุว่า ทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานที่เจ้าหน้าที่ในการสืบสวนและขยายผลต่อไป และขอยืนยันว่า เมื่อเจ้าหน้าที่พบผู้กระทำผิด หรือผู้ต้องสงสัยนั้น ได้ปฏิบัติด้วยแนวทางสุภาพและเปิดเผย ไม่มีการปกปิดแต่อย่างใด

 

ยิ่งสกัด ยิ่งบานปลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 เมษายน 2559 เวลา 10:08 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/429206

ยิ่งสกัด ยิ่งบานปลาย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประเดิมเอาผิดผู้ฝ่าฝืน พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ รายแรก เมื่อ สมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เข้าแจ้งความว่าผู้ใช้เฟซบุ๊ก กองทุนหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น หลังพบว่าโพสต์ข้อความชักจูงโน้มน้าวให้ประชาชนรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรืออาจถูกห้ามเลือกตั้ง 5 ปี

เรียกได้ว่าเป็นการกระชับอำนาจในมือของ กกต. เมื่อการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดมาตรา 61 (2) เกี่ยวกับการเผยแพร่ข้อความที่มีลักษณะที่รุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม ข่มขู่ เชื่อมโยง เพื่อให้รับ-ไม่รับ

ที่สำคัญ ประเมินว่าเป็นการส่งสัญญาณเอาจริงเพื่อสกัดไม่ให้กลุ่มรณรงค์ต้านร่างรัฐธรรมนูญลุกลามขยายวงไปมากกว่านี้

สอดรับไปกับอีกด้านหนึ่งเจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัวประชาชน 10 คน โดย 8 รายในพื้นที่กรุงเทพฯ คุมตัวไปที่มณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ.) 11 และอีก 2 รายที่ค่าย มทบ.23 จ.ขอนแก่น โดยใช้อำนาจผ่านมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 จากพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดีย เพื่อพูดคุย และขอความร่วมมือและสอบสวนร่วมกันระหว่าง คสช. กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)

เบื้องต้นอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ โดยยังไม่มีใครถูกตั้งข้อหา สำหรับกรณี 2 รายที่ถูกคุมตัวที่ มทบ.23 กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยพื้นที่จังหวัดขอนแก่น (กกล.รส.จว.ขอนแก่น)ชี้แจงว่า ทั้งสองคนโพสต์ข้อความในเชิงต่อต้านการทำงานของรัฐบาล

จากข้อมูลพบว่าทั้งสองคนเชื่อมโยงอยู่กับ อานนท์ นำภา ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มประชาธิปไตยใหม่และพลเมืองโต้กลับ

อีกด้านหนึ่งที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ อานนท์ กลุ่มพลเมืองโต้กลับ นัดหมายประชาชนมายืนเฉยๆ เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยต่อกรณีทหารบุกจับทั้ง 10 ราย สุดท้ายตำรวจได้จับกุมประชาชนทั้ง 16 คน นำตัวไปยัง สน.พญาไท เพื่อทำประวัติ

มีเพียงการแจ้งข้อหา อานนท์ เพียงรายเดียว ในฐานะผู้นัดหมายจัดให้มีการชุมนุม ตาม พ.ร.บ.ชุมนุมในที่สาธารณะ มีฐานความผิดตามมาตรา 10 ประกอบมาตรา 28 มีโทษปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หลังจากนี้ในส่วนของอานนท์ ทางเจ้าหน้าที่จะปล่อยตัวกลับไปตามปกติ

ทั้งสามเหตุการณ์ล้วนแต่ตอกย้ำถึงมาตรการคุมเข้มสกัดกลุ่มป่วนที่ออกมาต่อต้านรัฐบาลและคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ให้ลุกลามบานปลายไปมากกว่าที่เป็นอยู่

โดยใช้อำนาจในมือ ทั้งมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติ และ พ.ร.บ.ชุมนุมในที่สาธารณะ จนยากที่กลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐธรรมนูญจะขยับตัว

แถมล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ยังส่งสัญญาณไปถึงบรรดาผู้ว่าราชการจังหวัดทั้งหลาย  “ขอฝากประเทศไว้กับผู้ว่าฯ อย่าไปจงรักภักดีกับนายเก่า แล้วอย่าเอาเรื่องต่างๆ ไปรายงานเพื่อขอความเห็น มันหมดสมัยของนักการเมืองแล้ว ขอให้ถอยออกไป และถ้าผมจะไป ผมก็จะไปเมื่อหมดเวลาในการบริหารราชการแผ่นดิน และจะเอาคนไม่ดีออกไปด้วย ผมพร้อมใช้มาตรา 44 ปรับย้ายทุกวัน ผมพูดไม่ได้ขู่ แต่ทำจริง”

ทุกอย่างมุ่งสู่เป้าหมายเดียว คือสร้างความสงบและผลักดันร่างรัฐธรรมนูญให้ผ่านประชามติให้ได้

ปัญหาอยู่ที่การใช้ยาแรงอย่างต่อเนื่องและยาวนานเกินไป แทนที่จะสามารถสะกดความเคลื่อนไหวต่างๆ ไว้ได้ ตรงกันข้ามอาจกลายเป็นการสะสมแรงกดดันที่รอวันปะทุ แถมยังจะมีแนวร่วมเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

ยิ่งในบรรยากาศใกล้การออกเสียงลงประชามติ ที่ควรจะเปิดให้แต่ละฝ่ายในสังคมได้นำเสนอข้อมูลความคิดเห็นมุมมองต่อร่างรัฐธรรมนูญอย่างรอบด้าน เพื่อให้การออกเสียงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการให้ข้อมูลเฉพาะจากฝั่งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่จะนำเสนอแต่ข้อดี

สัญญาณที่น่ากลัวอยู่ที่เริ่มปรากฏแนวร่วมออกมาเคลื่อนไหวมากขึ้นจากแต่ก่อน แม้จะมีความพยายามใช้มาตรการเข้มงวดมาสกัด แต่ไม่ได้ทำให้จำนวนกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวลดน้อยลงมีแต่จะเพิ่มขึ้น

ทั้งการนัดรวมตัวกันตามสถานีรถไฟฟ้า ที่รวมตัวกันได้ง่าย รวดเร็ว และรวมแนวร่วมได้เยอะ ยากต่อการที่เจ้าหน้าที่จะติดตามสกัดกั้น ดังจะเห็นว่าเวลานี้เริ่มนัดกันถี่ขึ้นเรื่อยๆ แม้จะถูกคุมตัว

อีกทั้งยังมีปรากฏการณ์การเคลื่อนไหวผ่านโซเชียลมีเดียที่เพิ่มมากขึ้น อันจะกลายเป็นเวทีที่ปลุกให้กลุ่มต้านรวมตัวกันได้มากขึ้นและยากจะสกัด สุดท้ายจะทำให้กลุ่มป่วนกลุ่มต้านผนึกกำลังกันได้รวดเร็ว และกลายเป็นแรงเสียดทานที่สั่นคลอนรัฐบาล คสช.ต่อไปในอนาคตที่ยากจะควบคุม

 

คุมเข้มสกัดเห็นต่าง เสี่ยงประชามติเสียของ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 เมษายน 2559 เวลา 10:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/429002

คุมเข้มสกัดเห็นต่าง เสี่ยงประชามติเสียของ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับถอยหลังสู่เส้นทางการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 ส.ค.นี้ ซึ่งว่ากันว่าเป็น “เดิมพัน” ครั้งสำคัญของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

เมื่อร่างรัฐธรรมนูญ ถือเป็น “ตัวแปร” ที่จะชี้วัดว่าการเมืองจะเดินหน้าต่อไปตามโรดแมปได้อย่างราบรื่นหรือไม่ ยิ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)นับเป็นฉบับที่ 2 ของ คสช.

หลังจากเวอร์ชั่นแรกของ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯ ถูกตีตกตั้งแต่ในชั้นแรกจากการลงมติของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)

ดังนั้น หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้มีอันต้อง “สะดุด” นอกจากจะกระทบกับการเลือกตั้งที่วางไว้ปี 2560 อีกด้านหนึ่งยังทำให้ความเชื่อมั่นที่มีต่อ คสช.ต้องลดน้อยถอยลงไปจากเดิม

เพราะไม่ว่า คสช.จะเลือกวิธีร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยเร็วหรือหยิบฉบับเก่าในอดีตมาปัดฝุ่นใช้ใหม่ ถึงจะทำให้สถานการณ์เดินหน้าต่อไปได้ แต่ความชอบธรรมย่อมไม่เทียบเท่ากับรัฐธรรมนูญที่ผ่านฉันทามติของประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งยังจะเป็นเกราะป้องกันให้ฝ่ายที่จะมาปรับแก้ในอนาคตทำได้ยาก

ประชามติครั้งนี้จึงมีความสำคัญที่ คสช.จะต้องทุ่มเทสรรพกำลังผลักดันให้ผ่านด่านหินครั้งนี้ให้ได้

สอดรับกับท่าทีของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งแสดงตัวออกแรงดันร่างรัฐธรรมนูญแบบสุดลิ่ม เริ่มตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ที่ออกมาขู่ว่า คสช.มีหน้าที่ดูเรื่องของความสงบสุข ช่วงลงพื้นที่ชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญ “อย่าทำให้เกิดความรุนแรงในพื้นที่ก็แล้วกัน ไม่อย่างนั้นผมลงโทษสถานหนัก”

ยิ่งหากส่องดู “กลไก” ที่เข้ามาควบคุมสถานการณ์ในการออกเสียงประชามตินั้น มีแต่เปิดทางให้ฝั่งที่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญออกมาชี้แจงข้อดี แต่กลับไม่เปิดช่องให้คนเห็นต่างได้ร่วมเวทีเพื่อชี้แจงหักล้าง

แถมยังวางโทษไว้รุนแรง โดย พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 เมื่อวันที่ 22 เม.ย.ที่ผ่านมา ในมาตรา 55 ระบุถึงบทลงโทษเจ้าหน้าที่ควบคุมการออกเสียงรวมถึงผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้ช่วยเหลือ หากจงใจปฏิบัติทุจริตต่อหน้าที่ ขัดขวางไม่ให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ หรือคําสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

ระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 1-10 ปี ปรับ 20,000-200,000 บาท ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี เว้นแต่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย และกระทําโดยสุจริตย่อมได้รับความคุ้มครอง ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญาหรือทางปกครอง

ขณะที่เวทีประชาสัมพันธ์ในแต่ละพื้นที่ซึ่งเป็นหน้าที่ของ กรธ.ที่จะชี้แจงเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ และตัวแทนสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่จะชี้แจงในส่วนของคำถามประกอบประชามติ โดยไม่เปิดให้กลุ่มคนเห็นต่างได้ร่วมเวที นำเสนอความเห็นมุมมอง

อีกทั้งแนวทางการลงพื้นที่ยังจัดวิทยากรที่จะเผยแพร่เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญในระดับจังหวัด/จังหวัดละ 5 คน โดยจะใช้ชื่อว่า “วิทยากรอาสาสมัครเผยแพร่ประชาธิปไตย” เริ่มอบรมตั้งแต่ใน
วันที่ 18-19 พ.ค.นี้ เพื่อเผยแพร่สาระสำคัญให้กับวิทยากรระดับอำเภอ ระดับหมู่บ้าน โดยใช้ยุทธการเดินเคาะประตูทุกหลังคาเรือน และการจัดประชุมหมู่บ้าน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.

อีกด้านหนึ่งจะเผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์ของรัฐ ให้จัดสรรเวลาไพรม์ไทม์ในระหว่างเวลา 17.00-22.00 น. ช่วงใดช่วงหนึ่ง 6 ครั้งแรกแบ่งเป็นการชี้แจงกระบวนการออกเสียงประชามติโดย กกต. 2 ครั้ง ชี้แจงประเด็นสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญโดย กรธ. 3 ครั้ง และชี้แจงคำถามพ่วงโดย สนช. 1 ครั้ง

ทั้งหมดนี้ยิ่งจะทำให้กลุ่มเห็นต่างที่ถูกจำกัดพื้นที่แสดงออกอยู่แล้ว ไม่อาจมีพื้นที่แสดงออกในมุมมองที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ

ที่ผ่านมาหลายฝ่ายพยายามออกมาเรียกร้องให้ คสช.ผ่อนคลายกฎระเบียบให้สามารถแสดงออกเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญได้อย่างกว้างขวาง แต่ดูจะไม่ได้รับการขานรับ

ด้วยกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดทั้ง พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติ และคำสั่งของ คสช. สะกดให้การแสดงออกที่ควรจะทำได้กลับทำไม่ได้เพราะเกรงการใช้ดุลพินิจชี้ขาดว่าการแสดงออกอย่างไหนจะผิดกฎหมาย จนไม่อาจออกมาแสดงออกได้อย่างเต็มที่

จนทำให้สุดท้ายการนำเสนอที่ทำได้ข้อมูลเป็นไปเพียงด้านเดียวมากกว่าการให้ข้อมูลที่รอบด้าน เพื่อให้ประชาชนได้ตัดสินใจที่ถูกต้อง และส่งผลให้การออกเสียงประชามติครั้งนี้ไม่อาจสะท้อนภาพความเห็นของประชาชนได้อย่างเที่ยงตรง

สุดท้ายจะกลับไปซ้ำรอยอดีตที่ทั้งบรรยากาศการออกเสียงและกลไกที่ควบคุมไม่ให้มีการแสดงออกซึ่งความเห็นที่แตกต่าง จะทำให้ผลของประชามติขาดความน่าเชื่อถือ และทำให้ประชามติต้องเสียของในที่สุด

 

เปิดร่าง พ.ร.บ.คอมฯตัวใหม่ อาวุธเสริมคุมประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 เมษายน 2559 เวลา 07:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/428973

เปิดร่าง พ.ร.บ.คอมฯตัวใหม่ อาวุธเสริมคุมประชามติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วันที่ 28 เม.ย. จะมีการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ …) พ.ศ… วาระที่ 1 ขั้นรับหลักการ ซึ่งเป็นร่าง พ.ร.บ.ที่ปรับปรุงเนื้อหาบางส่วนที่อยู่เดิมใน พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

ทั้งนี้ ในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ระบุถึงเหตุผลที่ต้องมีการแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับปัจจุบันว่า “พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มีบทบัญญัติบางประการที่ไม่เหมาะสมต่อการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน ซึ่งมีรูปแบบการกระทำความผิดที่มีความซับซ้อนมากขึ้นตามพัฒนาการทางเทคโนโลยี ซึ่งเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”

สำหรับเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวมีสาระสำคัญดังนี้

มาตรา 4 “ผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอื่น โดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้รับข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์สามารถบอกเลิกหรือแจ้งความประสงค์เพื่อปฏิเสธการตอบรับได้ อันเป็นการก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้รับ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 200,000 บาท”

มาตรา 5 กำหนดว่า ถ้าผู้ใดกระทำผิดใน 5 ประการ ได้แก่ 1.การเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกัน 2.นำมาตรการป้องกันการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่ผู้อื่นจัดทำขึ้นเป็นการเฉพาะไปเปิดเผยโดยมิชอบ 3.ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน

4.ดักรับไว้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นที่อยู่ระหว่างการส่งในระบบคอมพิวเตอร์ และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นมิได้มีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะ และ 5.ส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอื่น โดยปกปิดหรือปลอมแปลงแหล่งที่มาของการส่งข้อมูลดังกล่าว ทั้งหมดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-7 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 บาทถึง 140,000 บาท

ที่สำคัญ ถ้าการกระทำความผิดดังกล่าวเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 บาทถึง 200,000 บาท

ส่วนเรื่องการใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสร้างความเสียหายให้กับบุคคล ร่างกฎหมายฉบับนี้ก็ได้มีกระบวนการจัดการกับผู้กระทำความผิดเข้มข้นมากขึ้นด้วย

โดยบัญญัติในมาตรา 10 ว่า “ผู้นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพของผู้อื่นและภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท”

มาตรา 10 ดังกล่าวเป็นการแก้ไขเพื่อเพิ่มบทลงโทษให้มากขึ้นโดยให้ผู้กระทำผิดต้องรับทั้งโทษจำคุกและโทษปรับ จากเดิมที่ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 กำหนดการกระทำความผิดในลักษณะที่ว่านั้นด้วยการต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ขณะเดียวกัน ในร่างกฎหมายที่ ครม.เสนอให้ สนช.พิจารณา ยังได้บัญญัติมาตรการทางศาลเพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายด้วย โดยมาตรา 11 ระบุว่า “ในคดีซึ่งมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด ศาลอาจสั่ง (1) ให้ยึดและทำลายข้อมูล (2) ให้โฆษณาคำพิพากษาทั้งหมดหรือแต่บางส่วนในสื่อที่ใช้ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือหนังสือพิมพ์ ตามที่ศาลเห็นสมควร โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา”

เช่นเดียวกับ มาตรา 20 ที่ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแต่งตั้ง ยื่นคำร้องพร้อมแสดงหลักฐานต่อศาลขอให้มีคำสั่งระงับการเผยแพร่หรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นออกจากระบบคอมพิวเตอร์ได้ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ในที่นี้มีด้วยกัน 4 ประเภท ดังนี้ (1) ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.นี้ (2) ข้อมูลที่อาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรที่กำหนดไว้ในภาคสองลักษณะ 1 หรือลักษณะ 1/1 ตามประมวลกฎหมายอาญา

(3) ข้อที่เป็นความผิดอาญาต่อกฎหมายอื่นซึ่งเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายนั้นได้ร้องขอ และข้อมูลนั้นมีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน (4) ข้อมูลที่ไม่เป็นความผิดต่อกฎหมายอื่นแต่มีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรืออันดีของประชาชน ซึ่งคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่รัฐมนตรีมีมติเป็นเอกฉันท์

สมชาย แสวงการ สมาชิก สนช.และเลขานุการคณะกรรมาธิการสามัญกิจการ สนช. (วิป สนช.) กล่าวว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่รัฐบาลเสนอเข้ามาร่วมกับร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยไม่ได้มีความมุ่งหมายว่าจะเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นมาเพื่อใช้ควบคุมการทำประชามติร่วมกับ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามว่า หากร่างกฎหมายฉบับนี้ประกาศใช้ในช่วงที่มีการทำประชามติ บุคคลที่แสดงความคิดเห็นที่เข้าข่ายเป็นความผิดจะต้องรับโทษตามกฎหมายประชามติ และกฎหมายคอมพิวเตอร์ด้วยหรือไม่ เลขานุการวิป สนช.ตอบว่า การควบคุมการทำประชามติให้เกิดความสงบเรียบร้อยจะต้องยึดตามกฎหมายประชามติเป็นหลัก แต่หากเป็นบางกรณีที่บุคคลกระทำความผิดตามกฎหมายคอมพิวเตอร์ก็อาจจะต้องรับผิดตามกฎหมายดังกล่าวด้วย ซึ่งเป็นไปตามหลักกฎหมายทั่วไปที่ถ้าบุคคลกระทำความผิดกฎหมายใดและยังเป็นความผิดตามกฎหมายอื่่น ก็ต้องมีความผิดตามกฎหมายทั้งสองฉบับเช่นกัน

 

จุดยืนประชามติ รอยร้าวใหม่ ปชป.-กปปส.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 เมษายน 2559 เวลา 10:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/428758

จุดยืนประชามติ รอยร้าวใหม่ ปชป.-กปปส.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

จุดยืนที่แตกต่างต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ระหว่าง พรรคประชาธิปัตย์ และ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) กำลังกัดค่อยๆ กัดกร่อนเอกภาพของทั้งสองฝั่งที่จะส่งผลกระทบไปถึงทิศทางและความเข้มแข็งทางการเมืองในอนาคต

ล่าสุด สุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย พร้อมอดีตแกนนำ กปปส. ร่วมแถลงจุดยืนสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไล่มาตั้งแต่ “คำปรารภ” ที่เขียนได้ถูกใจ เพราะได้แสดงออกถึงเจตนารมณ์คนไทยทั้งประเทศ ที่ยืนยันให้ประเทศปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ได้ยอมรับความเป็นจริงทางการเมืองไทย

โดยเฉพาะกับกลไกผ่าทางตันที่ป้องกันไม่ให้เกิดรัฐประหารเหมือนอดีต ที่สำคัญ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังมีเรื่องการปฏิรูปในหมวดพิเศษ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด กปปส. ที่เคยเสนอให้ปฏิรูปประเทศไว้ 5 ด้าน ทั้งเรื่องการเมือง ระบบราชการ การปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่น ความเหลื่อมล้ำ อีกทั้งปฏิรูปตำรวจ ที่เขียนชัดเจนว่าต้องมีการปฏิรูปภายในหนึ่งปีนับแต่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ ยังไม่รวมกับเรื่องยุทธศาสตร์ชาติที่กำหนดทิศทางการปฏิรูป

แม้แต่หลายเรื่องที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ เช่น ที่มา สว. แต่ทางฝั่ง กปปส. ก็เห็นด้วย หรือกระทั่งในบทเฉพาะกาลที่กำหนดให้ คสช. ทำหน้าที่คัดเลือก สว. 250 คน ก็ยังเห็นด้วยเพราะหลังการเลือกตั้งไม่มีใครคาดเดาสถานการณ์ได้ว่าจะเป็นอย่างไร ดังนั้นจำเป็นต้องหาหนทางเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยหลังการเลือกตั้ง

ทั้งหมดนี้ดูจะขัดแย้งกับจุดยืนของทางฝั่งประชาธิปัตย์ ซึ่งก่อนหน้านี้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกมาแสดงความเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มี “ข้อเสีย” มากกว่า “ข้อดี”

ไล่เรียงดูข้อเสียในมุมมองประชาธิปัตย์มีทั้งเรื่องสิทธิที่ลดน้อยถอยลงไปจากอดีต การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญทำได้ยาก ไปจนถึงบทเฉพาะกาล 5 ปีทำให้ สว.เกี่ยวข้องกับการตั้งรัฐบาลถึง 2 ครั้ง คล้ายกับรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2521

ถึงจะยังสงวนท่าทีไม่ประกาศว่า “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะต้องการรอดูเงื่อนไขจาก คสช. ว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร แต่การออกมาชำแหละจุดอ่อนในเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ทำให้ประชาธิปัตย์ยากจะกลืนน้ำลายไปรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้

ปัญหาอยู่ที่ เมื่อจุดยืนของ กปปส.และ ปชป. แตกต่างกัน สมาชิกพรรคที่ยังมีบางส่วนคาบเกี่ยวกันจะทำอย่างไร

หากตัด สุเทพ ออกไปเพราะประกาศชัดเจนแล้วว่าจะไม่กลับมาเล่นการเมืองทั้งกับ ปชป.หรือ ไปตั้งพรรคใหม่เองก็ตาม แต่แกนนำ กปปส.ที่ยังเป็นสมาชิกประชาธิปัตย์ก็มีอยู่ไม่น้อย กลุ่มคนเหล่านี้จะตัดสินใจตามจุดยืนของพรรคหรือ กปปส.ต่อไป

ดังจะเห็นว่าในการแถลงของอดีตแกนนำ กปปส. ที่เป็นคนของประชาธิปัตย์ไปร่วมแถลงอย่างพร้อมเพรียง ทั้ง ถาวร เสนเนียม วิทยา แก้วภราดัย สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ชุมพล จุลใส เรื่อยมาถึง อดีต สส. กทม. ทั้ง พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ

หากเป็นเช่นนี้ ปมเรื่องการออกเสียงประชามติย่อมสร้างความขัดแย้งรอบใหม่ และขยายรอยร้าวในอดีตให้กลับมาเป็นประเด็นอีกรอบ แถมอาจลุกลามบานปลายกว่าที่คิด และอาจกระทบไปถึงฐานเสียงภาคใต้อันเป็นฐานที่มั่นของประชาธิปัตย์

ดังจะเห็นว่า ประเด็นนี้ นายหัวชวน หลีกภัย ค้านสุดตัวกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ พร้อมไฟเขียวให้คนในพรรคออกมาถล่มชำแหละเนื้อหาได้อย่างอิสระ แต่หาก สส.ใต้อีกกลุ่มหนึ่งไปรณรงค์โหวตรับร่างรัฐธรรมนูญในพื้นที่ภาคใต้ ย่อมทำให้เกิดความขัดแย้งทั้งในจุดยืน ฐานเสียง ตลอดจนทิศทางการเมืองในอนาคต

เพราะท้ายที่สุดอดีตแกนนำ กปปส.ยกเว้น สุเทพ ก็ต้องกลับมาสวมเสื้อประชาธิปัตย์ลงสนามเลือกตั้งในอนาคต แต่หากวันนี้เกิดมีท่าทีขัดแย้งกับจุดยืนพรรค ย่อมทำให้ความเป็นเอกภาพภายในมีปัญหา

อันจะทำให้เป็นงานยากลำบากของ อภิสิทธิ์ ที่จะประคับประคองพรรคต่อไปในวันที่ไม่มี สุเทพ ช่วยประคับประคองเสียงในภาคใต้เหมือนที่ผ่านมา

จนถึงขั้นล่าสุดมีกระแสข่าวแรงดัน ถาวร เสนเนียม มาเสียบเก้าอี้เลขาธิการพรรค แทนตำแหน่งของ จุติ ไกรฤกษ์ เพื่อเพิ่มความเป็นเอกภาพภายในให้เข้มแข็ง แต่ทั้งหมดยังยากที่จะขยับเพราะคำสั่ง คสช. ที่ควบคุมไม่ให้พรรคการเมืองประชุมได้ พร้อมเสียงปฏิเสธกระแสข่าวว่ายังเป็นเพียงข่าวลือเท่านั้น

แต่เชื่อว่าปมร้อนจากการออกเสียงประชามติเรื่องนี้ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ แถมยังมีส่วนสำคัญในการกำหนดกติกา การเลือกตั้งในอนาคตอีกด้วย ดังนั้นความเห็นที่แตกต่างกันระหว่างสมาชิกสองซีก ย่อมจะมีส่วนสำคัญที่ทำให้รอยร้าวภายในประชาธิปัตย์ขยายวงมากขึ้นไม่มากก็น้อย