กรธ.-สนช.เชื่อมรอยร้าว สู้ศึกประชามติรธน.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 เมษายน 2559 เวลา 10:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/428542

กรธ.-สนช.เชื่อมรอยร้าว สู้ศึกประชามติรธน.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองไทยว่าด้วยร่างรัฐธรรมนูญเดินมาถึงหลักกิโลเมตรที่สำคัญอีกครั้ง ภายหลัง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 มีผลบังคับใช้และประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาอย่างเป็นทางการตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 เม.ย.

เหตุที่บอกว่าเป็นหลักกิโลเมตรที่สำคัญ เนื่องจากการที่กฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ ย่อมหมายความว่าเป็นการนับหนึ่งกระบวนจัดให้มีการออกเสียงอย่างเป็นทางการ ซึ่งหนึ่งในนั้นหมายรวมถึงการบังคับใช้มาตรการเกี่ยวกับการควบคุมความสงบระหว่างการออกเสียงประชามติด้วย

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศเมื่อวันที่ 19 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งช่วงที่กฎหมายประชามติยังไม่มีผลบังคับใช้ว่า “รณรงค์ให้รับหรือไม่รับก็ไม่ได้ทั้งนั้น กฎหมายมีบทลงโทษถึง 10 ปี ถ้าไม่กลัวก็ตามใจ สื่อก็โดนด้วย ขอให้ไปบอกแก่นายทุนสื่อด้วย วันนี้ปล่อยไปก่อน แต่ถ้ากฎหมายออกมาเมื่อไหร่จะโดนเมื่อนั้น จะฟ้องศาลกันหมด”

การส่งสัญญาณดังกล่าวของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ต่างอะไรกับการเตือนฝ่ายตรงข้ามครั้งสุดท้าย เพราะหลังจากนี้จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น เพื่อไม่ให้มีใครออกมาทำลายความสงบระหว่างการทำประชามติ โดยเฉพาะการปะทะกันทางความคิดระหว่างฝ่ายที่สนับสนุนและไม่สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ

มาตรการควบคุมความสงบที่ว่านั้นบัญญัติอยู่ในมาตรา 61 ของกฎหมายประชามติ

“ผู้ใดดําเนินการเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือในช่องทางอื่นใด ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงหรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง ให้ถือว่าผู้นั้นกระทําการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท ทั้งนี้ ศาลอาจสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกําหนดไม่เกินห้าปีด้วยก็ได้”

แม้การควบคุมการแสดงความคิดเห็นจะเป็นไปอย่างเข้มข้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะหยุดการเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามของ คสช.ได้ เพราะยังมีการแสดงความคิดเห็นในทำนองเชิญชวนให้ประชาชนลงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

เมื่อกฎหมายประชามติมีแนวโน้มยากต่อการควบคุมเกมของฝ่ายต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญได้ จึงเป็นเหตุผลให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต้องกลับมาประสานเสียงเล่นดนตรีเพลงเดียวกันอีกครั้ง

เดิมทีแม่น้ำ 2 สายนี้แสดงท่าทีขอเลือก “ทางใครทางมัน” โดย สนช.ในฐานะผู้มีหน้าที่ชี้แจงต่อประชาชนให้เข้าใจถึงคำถามพ่วงประชามติต้องการขออาศัย กรธ.ไปร่วมเวทีประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญด้วย แต่ กรธ.ปฏิเสธ

กรธ.เห็นว่าคำถามพ่วงของ สนช.ที่ถามว่าเห็นด้วยหรือไม่กับการให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเลือกบุคคลมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไม่ได้เป็นไปตามบทบัญญัติหลักของร่างรัฐธรรมนูญที่ กรธ.กำหนดไว้ที่ให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นฝ่ายเลือกนายกฯ เพียงฝ่ายเดียว

“อาจสร้างความสับสนได้ คล้ายกับ กรธ.ที่มีหน้าที่ชี้แจงสาระของร่างรัฐธรรมนูญ เป็นคนขี่จักรยาน แต่ สนช.ที่มีหน้าที่ชี้แจงคำถามประกอบประชามติ เป็นคนซ้อนท้ายจักรยาน หากคนขี่บอกว่าไปได้ แต่คนซ้อนบอกว่าต้องอีกทาง อาจทำให้คนฟังเกิดความสับสนได้” ท่าทีของ ชาติชาย ณ เชียงใหม่  โฆษก กรธ. เมื่อวันที่ 19 เม.ย.

ปรากฏว่าล่าสุดเมื่อวันที่ 25 เม.ย. “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ. ส่งสัญญาณยอมเปิดทางให้ สนช.มาร่วมลงเรือลำเดียวกันได้

“มีความกังวลว่า ถ้า กรธ.และ สนช.ไปชี้แจงคนละครั้ง อาจจะยิ่งทำให้ประชาชนมีความสับสน โดย กรธ.จะอธิบายในส่วนของรายละเอียดร่างรัฐธรรมนูญ ขณะที่ สนช.จะได้อธิบายในเรื่องของคำถามพ่วง ซึ่งจะได้ช่วยกันชี้แจง เพราะถ้าเราต่างคนต่างไป จะเสียเวลาของชาวบ้านที่ต้องมาฟัง” ประธาน กรธ.ระบุ

เหตุผลหลักที่ทำให้ “กรธ.-สนช.” ต้องกลับมาจับมือเดินไปด้วยกัน คือ กระแสต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญทวีความรุนแรงมากขึ้น

นับตั้งแต่เกิดประเด็นทางการเมืองทั้งกรณีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คุมตัว “วัฒนา เมืองสุข” แกนนำพรรคเพื่อไทย ไปจนถึงการแต่งตั้งคนในครอบครัว พล.อ.ประยุทธ์ มาเป็นทหาร ทำให้เกิดกระแสวิจารณ์พุ่งตรงมาที่ คสช.เข้าเต็มๆ

บรรยากาศการเมืองที่ระอุมากขึ้นนี้ย่อมส่งผลต่อการทำประชามติด้วย เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าการตัดสินใจลงคะแนนของประชาชนไม่ได้ขึ้นอยู่กับเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว แต่มีอารมณ์ของสังคมที่มีความพึงพอใจ คสช.หรือไม่มาเป็นปัจจัยด้วย

มาถึงจุดนี้จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการผนึกร่วมกันของ กรธ.และ สนช. เพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับ คสช.ในระยะยาวและระยะเปลี่ยนผ่าน

 

สิ้น “มังกรเติ้ง” ชาติไทยพัฒนา สะเทือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 เมษายน 2559 เวลา 10:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/428344

สิ้น "มังกรเติ้ง" ชาติไทยพัฒนา สะเทือน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองไทยในระยะประมาณเกือบ 10 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นช่วงที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 ได้เกิดจุดเปลี่ยนขึ้นกับ “พรรคชาติไทยพัฒนา” อย่างน้อยถึง 5 ครั้ง

1.ปี 2548 หลังจากพรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงถล่มทลาย ก่อนที่พรรคชาติไทยในเวลานั้นจะประกาศไม่ขอเข้าร่วมเป็นรัฐบาล เพราะพรรคไทยรักไทยสามารถเป็นรัฐบาลเพียงพรรคเดียวได้ จากเดิมที่พรรคชาติไทยมักจะมีสถานะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล

2.ปี 2549 ร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์และพรรคมหาชน ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านในการไม่ร่วมลงเลือกตั้ง สส. เพราะไม่เห็นด้วยกับการยุบสภาผู้แทนราษฎรของ “ทักษิณ ชินวัตร” ระหว่างเผชิญกับกระแสกดดันจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

3.ปี 2551 พรรคชาติไทยถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยุบพรรค โดยมีสาเหตุจากการมีกรรมการบริหารพรรคทุจริตการเลือกตั้ง จากนั้นได้มีการตั้งพรรคการเมืองใหม่ในชื่อ “พรรคชาติไทยพัฒนา”

4.ปี 2556 “ชุมพล ศิลปอาชา” หัวหน้าพรรค และ “พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์” ประธานที่ปรึกษาพรรค จากไปอย่างสงบในเวลาไล่เลี่ยกัน โดยทั้งสองคนมีบทบาทในการจัดทำนโยบายสร้างความปรองดอง หนึ่งในนโยบายสำคัญของพรรค

5.ปี 2559 “บรรหาร ศิลปอาชา” ประธานที่ปรึกษาพรรค ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 23 เม.ย.

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อไม่มีอดีตนายกฯ บรรหารเป็นเสาค้ำให้กับพรรคชาติไทยพัฒนา ย่อมมีผลกระเทือนอย่างมีนัยสำคัญ

มองกลับไปตัวแกนนำพรรคแต่ละคนในปัจจุบัน แม้จะมีประสบการณ์ทางการเมืองไม่ต่ำกว่าคนละ 10-30 ปี แต่ถ้ามองในเรื่องบารมีแล้วยังถือว่าห่างไกลกับบรรหารหลายช่วงตัว

ต้องไม่ลืมว่าบรรหารเป็นผู้ใหญ่ในสนามการเมืองที่ใครๆ ก็ล้วนเกรงใจ จะเห็นได้จากที่เวลาครบรอบวันเกิดของคนใหญ่เมืองสุพรรณทุกวันที่ 19 ส.ค. จะมีนักการเมืองรุ่นใหญ่มาอวยพรไม่ขาดสาย

แม้แต่ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่ตัวไม่ได้อยู่ในเมืองไทย แต่ก็ยังต่อสายส่งคำอวยพรมาเป็นประจำ อันเป็นการแสดงให้เห็นว่าพรรคชาติไทยพัฒนาเป็นที่หมายตาของทุกพรรคที่อยากจะขอให้มาร่วมงานด้วย โดยเฉพาะการจัดตั้งรัฐบาล

นั่นเป็นความแข็งแรงของพรรคชาติไทยพัฒนาในยามที่มีบรรหารคุม แต่ปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไปเพราะไม่มีแม่ทัพคนเดิมอีกแล้ว พรรคชาติไทยพัฒนาจะมีทิศทางอย่างไร

ย้อนกลับไปดูสถิติการเลือกตั้ง สส.ของพรรคสองครั้งล่าสุด จะเห็นได้ว่าคะแนนและจำนวนที่นั่งสส.ไม่สู้ดีนักทั้งที่มีบรรหารถือธงนำ

การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2550 พรรคชาติไทยได้ สส.จำนวน 34 คน แบ่งเป็น สส.ระบบแบ่งเขต 30 คน และระบบสัดส่วน 4 คน โดยได้รับคะแนนเลือกตั้ง สส.สัดส่วน 1,213,532 คะแนน (ต่อมาเกิดเหตุการณ์ยุบพรรคชาติไทยและเลือกตั้งซ่อมทำให้เหลือ สส.จำนวน 25 คน)

อีกครั้งในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2554 พรรคชาติไทยพัฒนาได้ สส. 19 คน แบ่งเป็น สส.ระบบแบ่งเขต 15 คน และระบบบัญชีรายชื่อ 4 คน โดยได้รับคะแนนเลือกตั้งสส.ระบบบัญชีรายชื่อ 907,106 คะแนน หนำซ้ำการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคชาติไทยพัฒนาต้องเสียเก้าอี้ สส.สุพรรณบุรีหนึ่งตัวให้กับพรรคเพื่อไทยด้วย (อ้างอิงตัวเลขจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง)

ในเชิงตัวเลขแล้ว ย่อมประเมินได้ว่าโอกาสที่พรรคชาติไทยพัฒนาจะได้จำนวน สส.ลดลงมีอยู่พอสมควร ยิ่งการเลือกตั้ง สส.แบบใหม่ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังลงประชามติเป็นระบบ “จัดสรรปันส่วนผสม” ด้วยแล้ว ถือว่าได้ส่งผลโดยตรงต่อพรรคชาติไทยพัฒนา

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการใช้บัตรเลือกตั้งเพียงหนึ่งใบเพื่อเลือก สส.ระบบเขตและคำนวณหาจำนวน สส.บัญชีรายชื่อ เป็นการบีบให้ต้องส่งผู้สมัคร สส.เขตให้กระจายไปในหลายพื้นที่มากที่สุด เพื่อหวังใช้คะแนนดิบทั้งในเขตที่ชนะและแพ้มาช่วยดึงคะแนนให้พรรคได้มี สส.บัญชีรายชื่อ

โดยฐานเสียงของพรรคชาติไทยพัฒนาจะอยู่ที่เมืองหลวง คือ สุพรรณบุรี และจังหวัดที่ล้อมรอบ เช่น อุทัยธานี อ่างทอง และบางเขตใน จ.พระนครศรีอยุธยา นครปฐม อุบลราชธานี พิจิตร เป็นต้น ฐานเสียงจำนวนนี้อาจไม่พอต่อการช่วยเพิ่มเก้าอี้ สส.บัญชีรายชื่อ ทำให้มีแนวโน้มว่าจำนวน สส.บัญชีรายชื่ออาจจะลดลงจากเดิมที่เคยรักษาไว้ได้ 4 ที่นั่ง

อย่างไรก็ตาม อีกปัจจัยหนึ่งที่อาจส่งผลกระทบต่อพรรคนอกเหนือไปจากระบบเลือกตั้ง สส.ที่เปลี่ยนแปลง คือ การย้ายพรรคของอดีต สส.ในพรรค

การไม่มีบรรหารเป็นศูนย์กลางให้กับพรรคเหมือนเมื่อก่อน บรรดาพรรคการเมืองใหญ่ๆ ต่างต้องการใช้โอกาสนี้ เพื่อสร้างฐานเสียงในภาคกลางให้มีความเข้มแข็งมากขึ้นผ่านการซื้อตัวอดีต สส.เกรดเอเข้ามาในพรรค แต่กระนั้นการย้ายก็ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ

การย้ายไปอยู่กับพรรคใหญ่ไม่ต่างอะไรกับการสร้างแรงกดดันให้กับตัวเอง เพราะต้องแข่งขันกับว่าที่ผู้สมัครเดิมของพรรคที่ตัวเองย้ายไป ด้วยปัจจัยนี้จึงมีความเป็นไปได้มากที่พรรคชาติไทยพัฒนาจะไม่เจอกับภาวะเลือดไหลออกมากนัก

แต่ถึงที่สุดแล้ว ทิศทางของพรรคจากนี้ไป แน่นอนว่าจะต้องมีการปรับยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ เพื่อประคับประคองไม่ให้พรรคมี สส.ต่ำกว่า 10 คน จนสูญเสียอำนาจต่อรองทางการเมืองในอนาคต

 

ถอนฟ้องสลายพธม. เสี่ยงกระทบรัฐบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 เมษายน 2559 เวลา 09:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/428132

ถอนฟ้องสลายพธม. เสี่ยงกระทบรัฐบาล

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

กลายเป็นประเด็นเรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม หลังเกิดกระแสข่าวคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอให้ถอนฟ้องคดีการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยช่วงปี 2551 จนถูกมองว่าอาจเป็นการช่วยเหลือใครบางคนจากเรื่องนี้

พิภพ ธงไชย อดีตแกนนำพันธมิตรฯ ให้ความเห็นในฐานะเป็นผู้ดูแลผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ 7 ต.ค. 2551 ซึ่งมีทั้งผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ และพิการ รวมทั้งล่าสุดมีผู้ถูกจำคุก 30 ปี แต่เพิ่งปล่อยตัวออกมา ซึ่งการกระทำรัฐบาลวันนั้นเกินกว่าเหตุ

นอกจากนี้ รายงานพฤติกรรมของรัฐบาล ที่มีทั้ง สว. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน รวมถึง ป.ป.ช. ยืนยันตรงกันว่าเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ และ ป.ป.ช.มีมติชัดเจน ไม่ใช่รายงาน ป.ป.ช.ฝ่ายเดียว สุดท้าย ป.ป.ช.นำเรื่องส่งต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจนมีการสืบพยานไป ซึ่งเข้าสู่กระบวนการเรียบร้อย

ทั้งนี้ ในทางการเมืองส่วนตัวก็รู้อยู่ว่าคนที่ติดร่างแหคือ อดีต ผบ.ตร. ซึ่งมีพี่ชายเป็นใหญ่ในคณะทหาร คิดว่าการหาทางช่วยเหลือคือ การออก พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ถ้าทำก็ออกต้องให้กับทุกฝ่าย แต่ทาง การเมืองทำลำบาก การที่เกิดข่าวลือ ป.ป.ช.ถอนฟ้อง ทัศนะส่วนตัวมองว่าเป็นการกระทำขัดต่อเจตนารมณ์กฎหมาย และรายงานของคณะกรรมการสามฝ่าย ถ้าเกิดยื่นไปก็อยู่ที่คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาจะมีความเห็นอย่างไร

“ถ้ามีการยื่นไปแล้วเกิดผลในทางปฏิบัติคือ ถอนฟ้องจริง ผมคิดว่าปัญหาจะตามมาอีกเยอะ เพราะผู้เสียหาย ผู้บาดเจ็บและผู้พิการจากเหตุการณ์ดังกล่าวมีอำนาจฟ้องร้องได้ และ ป.ป.ช.อาจถูกฟ้องได้ ผมอยากจะเตือนว่าเมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้วก็เดินต่อไป ถ้าข่าวลือเป็นจริง ผมคิดว่าผลลัพธ์จะเสียต่อคณะทหารอย่างเลี่ยงไม่ได้”

อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์ส่วนตัว อำนาจการถอนคงมีอยู่แต่คิดว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะผู้พิพากษาที่ดำเนินคดีนี้ เชื่อมั่นว่าไม่ให้ถอนฟ้อง เพราะไม่รู้เหตุผลคืออะไร และ ป.ป.ช.ต้องตอบประชาชนให้ได้ว่ามีเหตุผลอะไร ไม่ใช่ข้อกฎหมายเท่านั้น แต่เป็นเหตุผลทางการเมืองด้วย

“อยากให้คำนึงถึงคุณธรรมและจริยธรรม เพราะทหารเข้ามาแก้ไขปัญหา อย่าเพิ่มปัญหา ป.ป.ช.มีหน้าที่ทำความถูกต้อง หากไม่ก็หมดความศักดิ์สิทธิ์และเสียศักดิ์ศรี หมิ่นเหม่ต่อการผิดกฎหมาย ส่วนพันธมิตรฯ จะเคลื่อนไหวหรือไม่ ต้องรอให้เกิดเหตุการณ์จริงก่อน แต่คาดการณ์ว่าผู้บาดเจ็บเสียชีวิตคงไม่หยุดนิ่ง แต่ชี้ให้เห็นว่าไม่ควรทำ เพราะจะทำให้เสียหายทั้งระบบ”

ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ อดีตโฆษกกลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวว่า หากเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง รัฐบาลจะหนีไม่พ้นข้อครหาว่าช่วยเหลือพวกพ้องกันเอง และรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ก็จะไม่ต่างจากรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในการนิรโทษกรรมให้กับพวกตัวเอง ซึ่งแปลว่าใครถืออำนาจคนนั้นไม่มีทางกระทำความผิด ถ้าคิดอย่างนี้ได้ บ้านเมืองจะเกิดวิกฤต ขณะเดียวกัน ป.ป.ช.อาจถูกฟ้องร้องตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 200 โทษสูงสุดจำคุกตลอดชีวิต จะเป็นบทลงโทษที่ผู้เสียหายสามารถดำเนินคดีได้ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้แปลว่าการถอนฟ้องจะเป็นประโยชน์ในด้านคดีความ เพราะผู้พิพากษาต้องใช้ดุลพินิจ ว่าให้หากถอนฟ้องได้หรือไม่ ดังนั้นคิดว่าหากขืนทำจะไม่คุ้มกับรัฐบาลชุดนี้ เพียงเพราะช่วยคนคนเดียวที่เป็นญาติพี่น้องของรัฐมนตรีหรือรองนายกฯ ส่วนประเด็นดังกล่าวยังไม่อยากสมมติว่าจะออกมาในทิศทางไหน แต่อยากเตือนถ้าทำเช่นนั้น บ้านเมืองเกิดวิกฤตอีกครั้งแน่นอน และคิดว่ารัฐบาลไม่ควรทำซ้ำรอยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์

ขณะที่ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. กล่าวด้วยว่า จากนี้เจ้าหน้าที่ต้องไปดูว่าพยานหลักฐานใหม่ที่อ้างเป็นพยานหลักฐานใหม่จริงหรือไม่ หรือเพียงพอที่จะไปเปลี่ยนแปลงความเห็น ป.ป.ช.ได้สั่งฟ้องไปหรือไม่ ไม่ได้ไปกดดัน เพราะถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องตอบสังคมให้ได้ เพราะ ป.ป.ช.ถือเป็นองค์กรยุติธรรมเบื้องต้น จึงต้องให้ความเป็นธรรม
กลั่นกรองทุกสิ่งทุกอย่างให้ถูกต้อง ให้ดีที่สุดและเป็นมืออาชีพ ส่วนตัวไม่รู้สึกหนักใจ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. เมื่อหน้าที่อย่างไร ก็ต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย รอบคอบ ตรงไปตรงมา

 

ปลดล็อก เคลื่อนไหว ก่อนป่วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 เมษายน 2559 เวลา 10:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/427920

ปลดล็อก เคลื่อนไหว ก่อนป่วน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แรงกระเพื่อมเริ่มก่อตัวอีกครั้งหลังกลุ่มพลเมืองโต้กลับออกมารวมตัวและเตรียมยกระดับเคลื่อนไหววันศุกร์นี้

เบื้องต้น พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประเมินว่า จากการติดตามความเคลื่อนไหวตลอดเวลา เชื่อว่า “จุดกระแสไม่ติด” เพราะประชาชนเบื่อหน่ายต่อการชุมนุมทางการเมือง

ทว่าสิ่งที่ คสช.เป็นห่วงคือความปลอดภัยของเขา เพราะมีกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของเขาเช่นกัน ต้องระมัดระวังในส่วนนี้ อย่างไรก็ตาม การดูแลคงให้เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นหลักภายใต้กฎหมายปกติ

ปัจจัยที่ทำให้ คสช. มั่นใจว่าแรงกระเพื่อมจะไม่ลุกลามบานปลายไปมากกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ได้มีเพียงแค่บรรยากาศที่ประชาชนเบื่อหน่ายการชุมนุม

แต่ด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ คสช. พร้อมกฎระเบียบที่ออกมาควบคุมสถานการณ์ ย่อมทำให้การเคลื่อนไหวถูกตีกรอบให้อยู่ในวงจำกัด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใดหรือเคลื่อนไหวด้วยเรื่องอะไรก็ตาม

กรณีล่าสุด อานนท์ นำพา ทนายความสิทธิมนุษยชน หนึ่งในแกนนำกลุ่มพลเมืองโต้กลับ ออกมาชี้แจงถึงการจัดกิจกรรม “ยืนสงบนิ่ง” ที่สถานีบีทีเอส เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัว วัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย

อีกด้านหนึ่ง วีรดา เมืองสุข บุตรสาววัฒนา ออกมายื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เรียกร้องให้องค์การระหว่างประเทศหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับงานด้านสิทธิมนุษยชนสากลตรวจสอบการดำเนินการกับผู้เห็นต่างทางการเมืองของ คสช.ว่าขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนหรือไม่

แม้ชนวนจากการควบคุมตัววัฒนา จะเป็นประเด็นที่ “เปราะบาง” เมื่อเกี่ยวข้องไปถึงสิทธิการแสดงออกที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน และยังมีความพยายามดึงองค์กรระหว่างประเทศเข้ามาช่วยกดดัน

แต่สุดท้ายด้วยอำนาจในมือ คสช. คงยากที่การเคลื่อนไหวจะลุกลามบานปลายจนคุมไม่อยู่ แถมล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ออกมาส่งสัญญาณดิสเครดิตการเคลื่อนไหวรอบนี้

“ไม่รู้เหรอว่าใคร มาจากไหน ใครล่ะที่สนับสนุนกันมา ใครวางแผน ล็อบบี้ยิสต์ต่างประเทศ ทักษิณ เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ตีผมเละอีก ต้องการแค่นี้ประเทศก็ปั่นป่วนเหมือนเดิม สื่อก็ช่วยผมได้แค่นี้ ทำให้ยุ่งขึ้น และต้องยอมรับสิ่งที่เกิดต่อจากนี้ ถ้าสื่อจะทำแบบนี้ เลือกตั้งจะได้ไหมอยู่ที่สื่อไม่ใช่ผม ถ้าไม่เรียบร้อยผมก็จะใช้กฎหมาย วันนี้พยายามใช้กฎหมายให้เป็นกฎหมายก็ไม่ยอมกันอีก มันจะอยู่กันด้วยอะไร”

ทว่าการใช้กฎหมายที่เคร่งครัดเกินไป แม้เบื้องต้นอาจจะช่วย “ตัดตอน” ความเคลื่อนไหวต่างๆ ให้ขยายวงจนควบคุมไม่อยู่ แต่หากใช้บ่อยและนานเกินไปสุดท้ายก็จะกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาเป็นปัญหาให้ คสช.ในที่สุด

ต่อเนื่องไปจนถึงการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีขึ้นเร็วๆ นี้ ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ ที่เติมเชื้อความขัดแย้ง

โดยเฉพาะสัญญาณจาก วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่ออกมาชี้แจงว่า ถึงการกระทำที่สุ่มเสี่ยงต่อการผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่ระบุชัดว่าอะไรคือความผิด ส่วนอะไรที่ไม่ชัดก็ต้องไปที่ศาลยุติธรรม อาทิ ศาลแขวง ศาลอาญา

แถมยังมีดาบสองเป็นประกาศหรือคำสั่งของ คสช. ซึ่งมีผลเป็นกฎหมาย ซึ่งสามารถให้เจ้าหน้าที่ห้ามปราบปรามหรือนำตัวมาปรับทัศนคติ นำตัวมาสอบถามได้ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นการกระทำอะไรที่ทำให้เกิดความรุนแรง หรือเป็นคำพูดเฮตสปีชก็อาจจะมีความผิดหรือถูกใช้มาตรการดังกล่าวได้ ต่อด้วยดาบสามเป็น พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ ที่จะใช้ต่อเมื่อมีการชุมนุม

ทั้งหมดล้วนแต่เป็นเครื่องมือที่ทำให้ คสช.มั่นใจว่ากระแสเคลื่อนไหวรอบนี้จะ “จุดไม่ติด” หรือมีผลลุกลามไปจนถึงการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในอนาคต

แต่ปัจจัยเสี่ยงอยู่ที่หาก คสช.ยังมั่นใจอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือและยังยืนกรานใช้แต่ “ไม้แข็ง” สกัดกลุ่มต่างๆ ที่จะออกมาเคลื่อนไหวทุกกลุ่มแบบไม่แยกแยะ เบื้องหน้า เบื้องหลัง หรือเป้าหมายของแต่ละกลุ่ม โดยเหมารวมว่าทุกกลุ่มไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดก็ตาม

สุดท้ายนี่อาจกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่ทำให้สถานการณ์ยิ่งย่ำแย่ลงไป โดยเฉพาะหากการใช้ไม้แข็งนี้เป็นการบีบให้กลุ่มต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจาก คสช.ออกมาจับมือรวมตัวเคลื่อนไหวด้วยกัน

ยิ่งเวลานี้เริ่มจะเห็นแนวร่วมที่เปิดหน้ามาเคลื่อนไหวมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่ คสช.ประเมินว่ากระแสจุดไม่ติดอาจไม่เป็นเช่นนั้น

 

ปฏิรูปท้องถิ่น ต้องถอดถอนผู้บริหารได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 เมษายน 2559 เวลา 10:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/427692

ปฏิรูปท้องถิ่น ต้องถอดถอนผู้บริหารได้

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้จัดทำรายงาน เรื่อง “การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองท้องถิ่นเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น” ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางการปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้คณะกรรมาธิการฯ เห็นว่ากระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองท้องถิ่น ในการลงคะแนนเสียงถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น เห็นว่าควรได้รับการปรับปรุงเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพสังคมไทยในปัจจุบัน เนื่องจากมีข้อกำหนดหรือเงื่อนไขบางประการที่ทำให้การบังคับใช้กฎหมาย หรือการใช้สิทธิต่างๆ ของประชาชนทำได้ยาก

นับตั้งแต่มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2542 พบว่าประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการเข้าชื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น รวม 14 ครั้ง และมีจำนวนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นที่ออกจากตำแหน่งโดยการลงคะแนนเสียงถอดถอนของประชาชนได้เพียง 4 ครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศที่มีจำนวนมากถึง 7,853 แห่ง

ทั้งนี้ พบว่ามีสภาพปัญหาสำคัญ 2 ประการ คือ 1.การกำหนดสัดส่วนจำนวนผู้มีสิทธิเข้าชื่อถอดถอนมีจำนวนหลายระดับชั้นจำนวนมากและยากต่อการเข้าใจของประชาชน เช่น ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่เกิน 1 แสนคน จะต้องมีผู้เข้าเชื่อไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ถึงจะดำเนินกระบวนการจัดให้มีการถอดถอนได้ หรือถ้าเป็นกรณีที่ในพื้นที่ใดมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกิน 1 แสนคน แต่ไม่เกิน 5 แสนคน จะต้องมีผู้เข้าชื่อไม่น้อยกว่า 2 หมื่นคนของจำนวนผู้มีสิทธิถึงจะจัดให้มีการลงคะแนนถอดถอนได้ เป็นต้น

2.การกำหนดสัดส่วนจำนวนคะแนนเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ถอดถอนที่มีจำนวนมาก กล่าวคือ ต้องมีคะแนนเสียงผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาลงคะแนนเสียง จึงจะสามารถถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นนั้นให้พ้นจากตำแหน่งได้ หรืออาจคิดได้เป็น 75% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาลงคะแนนเสียง

สำหรับแนวทางการแก้ไข มีดังนี้

1.การปรับปรุงแก้ไขสัดส่วนจำนวนผู้มีสิทธิเข้าชื่อถอดถอน คณะกรรมาธิการฯ เห็นว่าควรปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้สมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นเกิดความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่และมีความรับผิดชอบต่อประชาชนมากยิ่งขึ้น รวมทั้งการกำหนดสัดส่วนจำนวนผู้มีสิทธิเข้าชื่อสามารถครอบคลุมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่

จึงเห็นควรปรับลดสัดส่วนจำนวนผู้เข้าชื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นดังกล่าว โดยแก้ไขเป็น (1) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่เกิน 1 แสนคน ต้องมีผู้มีสิทธิเข้าชื่อไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นหรือไม่น้อยกว่า 5,000 คนสุดแต่จำนวนใดจะน้อยกว่า (2) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกิน 1 แสนคนเป็นต้นไป ต้องมีผู้มีสิทธิเข้าชื่อไม่น้อยกว่า 2 หมื่นคนของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น

2.การปรับแก้ไขสัดส่วนจำนวนคะแนนเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาลงคะแนนเสียงถอดถอน คณะกรรมาธิการฯ เห็นว่าการลดจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาลงคะแนนเสียงให้ถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นจาก “3 ใน 4” มาเป็น “เกินกึ่งหนึ่ง” เพื่อให้สมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นเพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่มากยิ่งขึ้น

โดยคณะกรรมาธิการได้เสนอให้แก้ไขสัดส่วนจำนวนคะแนนเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาลงคะแนนเสียงถอดถอนเป็น “ในกรณีมีผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงทั้งหมดในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น และมีคะแนนเสียงจำนวนเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาลงคะแนนเสียงให้ถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นให้บุคคลนั้นนับแต่วันลงคะแนนเสียง”

3.แก้ไขช่องในบัตรลงคะแนนเสียงจากคำว่า “เห็นด้วย” และ “ไม่เห็นด้วย” เป็น “ถอดถอน” และ “ไม่ถอดถอน” เพื่อให้เกิดความถูกต้องและชัดเจนยิ่งขึ้น

4.คณะกรรมาธิการฯ เห็นควรให้เพิ่มเติมบทกำหนดโทษให้เหมาะสมยิ่งขึ้น สำหรับกรณีบุคคลผู้เสนอให้หรือสัญญาว่าจะให้หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นอันอาจคำนวณเป็นเงิน อาทิ บุคคลใดข่มขู่ด้วยประการใดเพื่อให้บุคคลกระทำการเข้าชื่อหรือมิให้เข้าชื่อเพื่อให้มีการลงคะแนนเสียงถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น เป็นต้น

ผลที่คาดว่าจะได้รับหลังการปฏิรูป คือ เมื่อได้มีการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นดังกล่าวแล้วก็จะทำให้เป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองท้องถิ่นได้สะดวกและมีความเหมาะสมยิ่งขึ้น และทำให้สมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นเพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่มากยิ่งขึ้น เนื่องจากมีการปรับลดสัดส่วนจำนวนผู้มีสิทธิเข้าชื่อถอดถอน และลดสัดส่วนจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มาลงคะแนนเสียงถอดถอน

การกำหนดระยะเวลาการปฏิรูป แบ่งเป็น ระยะที่ 1 คณะกรรมาธิการฯ ทำการศึกษาเพื่อปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นในประเด็นต่างๆ ที่สมควรจะต้องมีการปรับปรุง โดยร่วมกับส่วนราชการที่รับผิดชอบ ระยะที่ 2 ขั้นตอนการยกร่างกฎหมาย กำหนดระยะเวลา 4 เดือน และระยะที่ 3 ขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมของร่างกฎหมาย กำหนดระยะเวลา 2 เดือน เพื่อนำไปประกอบการปรับปรุงกฎหมาย

 

ตั้งคนใกล้ชิดฉุดปฏิรูป -สะเทือนรธน.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 เมษายน 2559 เวลา 10:05 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/427691

ตั้งคนใกล้ชิดฉุดปฏิรูป -สะเทือนรธน.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การบรรจุ ปฏิพัทธ์ จันทร์โอชา บุตรชาย พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม เข้าเป็นนายทหารสัญญาบัตร ขึ้นว่าที่ร้อยตรี ในตำแหน่งรักษาราชการ (รรก.) นายทหารปฏิบัติการกิจการพลเรือน กองทัพภาคที่ 3 กำลังเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่ที่กัดกร่อนความเชื่อมั่นคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

แม้ทาง พล.อ.ปรีชา จะออกมาชี้แจงความ “ถูกต้อง” ยืนยันทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนเริ่มจากกองทัพภาคที่ 3 ที่มีตำแหน่งนายทหารปฏิบัติการด้านกิจการพลเรือนว่างอยู่

ขณะที่ ปฏิพัทธ์ ลูกชายก็มีคุณสมบัติตรงตามที่กำหนด เพราะจบนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เคยทำงานด้านมวลชนอยู่ใน ปตท.แถมมีประสบการณ์ทำงานกับชมรมสื่อในพื้นที่มาด้วย

แต่ในความเป็นจริงการแต่งตั้งลักษณะนี้ถูกมองว่าเป็นการล็อกสเปกให้กับบรรดาเครือญาติของคนในกองทัพ เพราะไม่ได้ประกาศรับสมัครในวงกว้าง ให้ผู้มีความรู้ความสามารถเข้ามาแข่งขัน เพื่อให้ได้คนที่ดีที่สุดเข้าสู่ตำแหน่ง

ที่สำคัญ พล.อ.ปรีชา ยังทิ้งระเบิดลูกโตว่า “หลายคนในกองทัพที่ทำแบบนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ลูกชายผมคนเดียวที่ทำแบบนี้ได้”

นั่นหมายความว่าเรื่องแบบนี้ถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในกองทัพ จนหลายคนคิดว่าไม่ใช่ความผิดปกติ แต่การแต่งตั้งลูกชาย พล.อ.ปรีชา ถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษเพราะความเชื่อมโยงถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ที่มาพร้อมกับความคาดหวังว่าจะต้องมีบรรทัดฐานที่สูงกว่าปกติ

“คงเพราะเรานามสกุลจันทร์โอชาเลยโดนเพ่งเล็ง ทั้งๆ ที่ลูกนายทหารชั้นผู้ใหญ่ก็มีเข้ามาเป็นนายทหารกันจำนวนมากเมื่อมีตำแหน่งว่าง แต่ก็ไม่อยากคิดว่าเป็นเรื่องการเมือง” พล.อ.ปรีชา กล่าว

ในแง่ของกฎระเบียบคงยากที่จะเอาผิดเพราะทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน มีการรับสมัครทหาร มีคณะกรรมการที่ทำหน้าที่ในการคัดเลือกและพิจารณาคุณสมบัติ และจะมีการเสนอชื่อเข้ามาซึ่งทุกเหล่าทัพ

แต่ปัญหาอยู่ที่เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและเรื่องของความเหมาะสมที่มากกว่ากฎระเบียบ โดยคนลงนามอนุมัติคำสั่งคือ พล.อ.ปรีชา เพราะ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม มีภารกิจมากจึงมอบอำนาจให้ปลัดกลาโหมลงนามแทน

ยิ่งหากไปดูรายละเอียด คุณสมบัติ ตำแหน่งดังกล่าวเขียนไว้ค่อนข้างกว้างว่า ต้องมีอายุไม่เกิน 35 ปี ในวันสมัครเข้ารับราชการ, มีสัญชาติไทย โดยการเกิดตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ, ไม่มีประวัติอาชญากรรม ไม่มีปรากฏพฤติการณ์ และข่าวสารเสียหายแต่อย่างใด, มีร่างกายแข็งแรงและไม่เป็นโรคที่ขัดต่อการรับราชการทหาร

นั่นหมายความว่าการตัดสินใจรับหรือไม่รับใครจึงแทบจะขึ้นอยู่กับ “ดุลพินิจ” ของคณะกรรมการพิจารณาล้วนๆ ส่วนจะมีการล้วงลูกสั่งการทั้งทางตรงหรือทางอ้อมจากนายทหารระดับบนหรือไม่อย่างไร คงยากจะพิสูจน์

ปัญหาอยู่ตรงที่ คสช.ซึ่งประกาศตัวเข้ามาสะสางปัญหาที่หมักหมมในอดีต และหนึ่งในปัญหาที่เกิดขึ้นตามหน่วยงานต่างๆ ก็มาจากปัญหาระบบอุปถัมภ์ เด็กเส้น เด็กฝาก การล้วงลูกจากฝั่งการเมืองที่กัดกร่อนระบบราชการมานาน

สังคมจึงคาดหวังว่า คสช.จะมาแก้ปัญหาตรงนี้ และวางรากฐานการปฏิรูปให้สังคมได้ใช้เป็นบรรทัดฐานต่อไป

แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดูจะทำลายความคาดหวังจนหมดสิ้น และส่งผลสะเทือนต่อไปถึงกระบวนการปฏิรูปที่กำลังทำ รวมทั้งรัฐธรรมนูญที่จ่อคิวรอการทำประชามติ

เมื่อสิ่งที่ คสช.ผ่านกลไกแม่น้ำสายต่างๆ ที่เพิ่มความเข้มข้นคัดกรองบุคคลที่จะเข้าสู่อำนาจ แก้ปัญหาสภาผัวเมีย เด็กเส้น เด็กฝาก นอมินี ให้เกิดความอิสระอย่างแท้จริง แต่การโยกย้ายหรือการรับบุคลากรในกองทัพกลับยังมีปัญหาเสียเอง

อีกทั้งท่าทีจากคนในกองทัพและ คสช.ก็ดูจะไม่เห็นว่าเป็นปัญหา ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ ที่บอกว่า “ดูให้ดีๆ แล้วกัน เมื่อเราทำถูกต้อง ก็ไม่ต้องห่วง” หรือ พล.อ.ประวิตร ที่บอกว่า “เรื่องธรรมดา ไม่เห็นเป็นไรเลย เป็นอำนาจผม รับใครได้เลยทันทีทันใด เพราะหากขาดตำแหน่งที่จะมาทำงาน นี่เป็นสาขาพิเศษ”

ยิ่งหากย้อนไปดูการแต่งตั้งโยกย้ายในช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมาจะเห็นทั้งการแต่งตั้ง ปฏิคม วงษ์สุวรรณ เป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

รวมทั้งการโยก พล.ต.ปิยวัฒน์ นาควานิช น้องชาย พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ.จากผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นที่ปรึกษากองทัพบก และการโยก พล.ต.หญิง บุญรักษา นาควานิช ภรรยา พล.อ.ธีรชัย จากผู้ชำนาญการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม กลับมาเป็นผู้ชำนาญการกองทัพบก

สิ่งต่างๆ เหล่านี้มีแต่จะฉุดความเชื่อมั่นทั้งกองทัพและ คสช.มากขึ้น และจะกระทบต่อไปถึงภารกิจปฏิรูปและการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในอนาคต

 

วางหมาก ‘วัฒนา’ ปลุกกระแสเขย่าประชามติ รธน.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 เมษายน 2559 เวลา 09:34 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/427452

วางหมาก ‘วัฒนา’ ปลุกกระแสเขย่าประชามติ รธน.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ไม่ได้เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายมากนักสำหรับกระแสต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญ หลังจากกระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นทั้ง 297 มาตรา พร้อมด้วยคำถามพ่วงประชามติที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กำหนดให้ถามว่าเห็นด้วยหรือไม่ที่ให้รัฐสภา (สส. และ สว.) ร่วมกันเลือกบุคคลมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

เหตุผลสำคัญที่ทำให้เสียงคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญดังขึ้น ถ้ามองในบริบททางการเมืองต้องยอมรับว่าการตั้งคำถามพ่วงในลักษณะดังกล่าวมีส่วนสำคัญอยู่ไม่น้อย

การพยายามแง้มช่องให้ สว.เข้ามามีส่วนร่วมต่อการเลือกนายกฯ ถือเป็นการเขย่าหลักการว่าด้วยการเข้าสู่อำนาจทางบริหารครั้งใหญ่ เนื่องจากรัฐธรรมนูญสองฉบับล่าสุดทั้งฉบับปี 2540 และ 2550 กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นฝ่ายเลือกนายกฯ เท่านั้น แม้แต่ในบทถาวรของร่างรัฐธรรมนูญฉบับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มี“มีชัย ฤชุพันธุ์” เป็นประธาน ที่ให้นายกฯ ไม่จำเป็นต้องเป็น สส. แต่ก็ยังมาจากเลือกโดยมติของสภาเพียงฝ่ายเดียว

อย่าได้แปลกใจว่าทำไมเมื่อ สนช.มีมติให้เพิ่มคำถามประชามติดังกล่าวเข้าไปอีกหนึ่งคำถาม ถึงเกิดกระแสต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญด้วยการจุดประเด็น “สืบทอดอำนาจ” ขึ้นมา

จากปัจจัยเหล่านี้จึงเอื้อให้ฝ่ายตรงข้ามสามารถหยิบฉวยจังหวะปลุกกระแสคัดค้านก่อนถึงวันประชามติ

“พรรคเพื่อไทย” ในฐานะคู่แค้นหมายเลขหนึ่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้นำเรื่องสิทธิเสรีภาพมาเป็นประเด็นนำกัดเซาะ คสช.เป็นระยะ พรรคเพื่อไทยรู้ดีว่า คสช.มีจุดอ่อนในเรื่องนี้ เพราะจะเห็นได้ว่าที่ผ่านมา คสช.ไม่ได้ให้อิสระแก่ทุกฝ่ายในการแสดงความคิดเห็นเท่าที่ควร

อาจเรียกได้ว่า “วัฒนา เมืองสุข” แกนนำพรรคเพื่อไทย ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของพรรคในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นี้ โดยเป็นคนหนึ่งที่ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญมากที่สุด จนทำให้เป็นอีกคนที่ถูก คสช.เรียกมาปรับทัศนคติมากที่สุดเช่นกัน

โดยครั้งล่าสุดที่วัฒนาถูกเชิญมาปรับทัศนคติ ปรากฏว่าพรรคเพื่อไทยได้พยายามขยายผลด้วยการเชิญตัวแทนสถานทูตสวิส นอร์เวย์ แคนาดา ที่มาสังเกตการณ์ระหว่างวัฒนาถูกนำตัวไปปรับทัศนคติเมื่อวันที่ 18 เม.ย.ที่ผ่านมาด้วย ต่างจากทุกครั้งที่ไม่มีกระบวนการดังกล่าว

จากนั้นเกิดความพยายามที่จะขยายผลอีกด้วย ดังจะเห็นได้จากการทำจดหมายถึงเลขาธิการสหประชาชาติ สำนักงานสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย และสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ไม่ต่างอะไรกับการเดินเกมใช้โลกล้อมไทยเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของ คสช.หลังจากก่อนหน้าที่เพิ่งโดนมาตรการกดดันจากนานาชาติในเรื่องเศรษฐกิจมาค่อนข้างหนัก

ด้านฝั่งของ คสช.เองจะว่าไปแล้วก็ไม่ได้สนกับหมากเกมนี้ของพรรคเพื่อไทยเท่าไหร่นัก อาจเป็นเพราะรู้ดีอยู่แล้วว่าพรรคเพื่อไทยต้องมาไม้นี้

“ผมว่าแค่ออกมาเขียน ไม่ใช่เก่งหรอก เรียกคะแนนเสียง ทำแบบนี้ใครก็ทำได้ทั้งนั้น ไม่ใช่คุณวัฒนาทำได้คนเดียว ส่วนจุดประสงค์คุณวัฒนาจะขอลี้ภัยหรือไม่นั้น ไม่ทราบ อยากไปไหนก็ไป หรือทำเพื่อเอาหน้านายใหญ่ ผมก็ไม่รู้ เพราะผมไม่มีนายใหญ่” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ระบุ

คสช.มองกระบวนการเคลื่อนไหวของพรรรคเพื่อไทยเป็นเพียงการสร้างกิจกรรมในช่วงที่จะมีการออกเสียงประชามติ เพื่อหวังผลการเลือกตั้ง สส.ในอนาคต แต่การจะปล่อยให้พรรคเพื่อไทยเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระโดยที่ คสช.ไม่ทำอะไรเลยนั้นจะเป็นการทำให้กลุ่มอื่นๆ ใช้เป็นบรรทัดฐานได้

อย่างไรก็ตาม ในใจลึกๆ เอง คสช.ก็หวั่นเกรงเช่นกันว่าร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ผ่านประชามติ

การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ได้มีความหมายแค่ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่านเท่านั้น แต่มีความหมายไปถึงความชอบธรรมของ คสช.ด้วย

ปฏิเสธไม่ได้ว่าบรรยากาศทางการเมืองในช่วงใกล้วันออกเสียง ไม่เว้นแม้แต่ผลงานของ คสช.และรัฐบาล ต่างจะเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการออกเสียงของประชาชนมากกว่าเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนุญ เพราะในทางปฏิบัติมีความเป็นไปได้น้อยที่ผู้มีสิทธิออกเสียงจะอ่านเนื้อหาทั้ง 279 มาตรา และมีความเข้าใจมากพอที่จะตัดสินใจได้ เว้นแต่จะเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในกฎหมายรัฐธรรมนูญ

หาก คสช.และรัฐบาลทำงานได้เข้าตา โอกาสที่ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติก็มีสูง แต่หากไม่เป็นเช่นนั้นโอกาสที่ร่างรัฐธรรมนูญจะตกม้าตายก็มีได้เช่นกัน ซึ่งการที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติย่อมหมายถึงการสอบตกของ คสช.ด้วย โดยพรรคเพื่อไทย รู้ตรรกะและความเป็นเหตุเป็นผลตรงนี้ดี จึงได้พยายามจะเดินเกมตอบโต้ คสช.

นับจากนี้ไป การต่อสู้ระหว่างพรรคเพื่อไทยและ คสช.จะทวีความเข้มข้นมากขึ้น ผ่านการสร้างวิวาทะเพื่อสร้างประเด็นให้สังคมสนใจ เพื่อใช้เป็นหนึ่งในปัจจัยของการออกเสียงประชามติในวันที่ 7 ส.ค.

 

ถอดรหัสคำถามพ่วงรธน. พรรคกลาง+สว. = นายกฯคนนอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 เมษายน 2559 เวลา 10:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/427262

ถอดรหัสคำถามพ่วงรธน. พรรคกลาง+สว. = นายกฯคนนอก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์การเมืองประเทศกำลังเดินหน้าสู่วันลงประชามติที่จะโหวต “รับ” หรือ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ จึงมีความเคลื่อนไหวการแสดงความคิดเห็นจากกลุ่มต่างๆ ทั้งนักศึกษา นักวิชาการ และการขยับตัวของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงคือ พรรคการเมือง กลุ่มการเมือง ที่ยังมีความเห็นไปใน 2 ทิศทาง คือพรรคขนาดใหญ่ยังไม่เห็นด้วย

ขณะที่พรรคขนาดกลางเริ่มออกมาส่งสัญญาณสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์การออกมารับลูกสนับสนุนของพรรคขนาดกลางว่า รอโอกาสที่จะเข้าเป็นรัฐบาลเนื่องจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เอื้อให้เกิดรัฐบาลผสมหลายพรรค

สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ให้ความเห็นว่า ถ้าคนเข้าใจการเลือกตั้งระบบสัดส่วนผสมหรือแบ่งสันปันส่วนผสม ระบบนี้นำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลผสมมากกว่ารัฐบาลพรรคเดียวที่มีเสียงข้างมาก ทำให้มีโอกาสเกิดรัฐบาลผสมที่อ่อนแอ ซึ่งจะเกิดมากในประเทศที่ด้อยพัฒนาหรือล้าหลัง แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วไม่เป็นปัญหา เพราะประเทศในสหภาพยุโรปก็ใช้ระบบนี้

ทั้งนี้ ระบบแบ่งสันปันส่วนผสมจะทำให้ไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และการจัดตั้งรัฐบาลพรรคขนาดกลางจะมีอำนาจต่อรองในทางการเมืองมากที่สุด ถึงขนาดที่ว่าพรรคขนาดกลางบอกไม่อยากได้หัวหน้าพรรค แต่จะเอาคนนอกก็ได้ ถ้าอยากตั้งรัฐบาลพรรคขนาดกลาง หรือพรรคขนาดกลางจะสามารถรวมตัวกันเพื่อจัดตั้งรัฐบาลก็ได้ ขณะที่พรรคขนาดใหญ่อย่างพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย ยากที่จะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล

สมบัติ ฉายภาพต่อว่า เมื่อพรรคขนาดกลางมีอำนาจสูงมากในการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมพรรคขนาดกลางออกมาส่งสัญญาณสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะได้ประโยชน์สูงสุดในการต่อรองจัดตั้งรัฐบาล แต่เราต้องคำนึงถึงการได้มารัฐบาลผสมที่มีเสียงไม่ถึงครึ่งเหมือนในอดีตที่พรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทย เราจึงได้รัฐบาลผสมที่อ่อนแอไม่สามารถแก้ปัญหาประเทศได้ ปฏิรูปประเทศอะไรก็ไม่ได้

“แปลกใจว่า คสช.ต้องการปฏิรูปประเทศให้มีกรรมการยุทธศาสตร์แห่งชาติ และ สว.มาดูแลการปฏิรูปประเทศ แต่กลับออกแบบรัฐธรรมนูญให้มีรัฐบาลผสมที่อ่อนแอ ถามว่าจะปฏิรูปอะไรได้ ซึ่งมันขัดแย้งกันสิ้นเชิง เพราะการปฏิรูปให้สำเร็จรัฐบาลต้องเข้มแข็ง มีเสถียรภาพมากพอ มีอำนาจในการตัดสินใจ ขนาดปัจจุบันรัฐบาล คสช.เข้มแข็งมาก อีกทั้งยังมีอำนาจพิเศษตามมาตรา 44 ถามว่าการปฏิรูปประเทศเวลานี้มีปัญหาอุปสรรคหรือไม่ คำตอบคือยังมี แล้วจะนับประสาอะไรกับรัฐบาลผสมที่อ่อนแอ ที่คาดหวังจะให้ไปสานต่อการปฏิูรูปประเทศ” สมบัติ กล่าว

ข้อกังขาที่หวังจะให้มีรัฐบาลผสม แล้วให้มีนายกรัฐมนตรีคนนอกเพื่อวางให้คนใน คสช.เข้ามาเล่นการเมืองต่อนั้น สมบัติ ระบุว่า ต้องวิเคราะห์ต่อไป แต่ที่ต้องโฟกัสคือประเด็นคำถามพ่วงท้ายที่ให้ สว.เลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นเจตนาของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต้องการให้มีนายกฯ คนนอก และต้องได้เสียงเกินครึ่งจากรัฐสภา หากพรรคขนาดกลางและเล็กเกิน 126 เสียง รวม สว. 250 เสียง ได้คะแนนเกินครึ่งก็นำไปสู่การเลือกนายกฯ คนนอกได้ หากว่าพรรคขนาดกลางและเล็กรวมกันไม่ถึง โอกาสมีนายกฯ คนนอกก็ยาก แม้ สว.ทั้งหมดต้องการก็ตาม

สมบัติ กล่าวว่า เพราะถ้าพรรคขนาดใหญ่ไม่เอาด้วยก็ทำไม่ได้ และโอกาสพรรคใหญ่จะเอาคนนอกก็ยากเข้าไปอีก ฉะนั้นคำถามพ่วงแก้รัฐธรรมนูญให้คนนอกเป็นนายกฯ ได้ ก็ต้องมีเงื่อนไขให้พรรคขนาดกลางและเล็กต้องมีเสียงไม่เกิน 126 เสียง ถึงมีโอกาส แต่สมมติว่าได้เลือกนายกฯ คนนอก พรรคใหญ่ไม่เอาด้วย ก็เป็นนายกฯ ของรัฐบาลเสียงข้างน้อย และมาสู้ฝ่ายค้านที่เป็นพรรคขนาดใหญ่ จะนำพาประเทศไปรอดหรือไม่ และคิดว่าคนนอกจะสามารถต่อกรกับสองพรรคใหญ่ในสภาได้หรือ และไม่ได้หมายความว่าการมี สว.สรรหาจะคุ้มครองนายกฯ คนนอกได้ตลอด เพราะการบริหารประเทศในสภาวะปกติขึ้นอยู่กับสภาผู้แทนราษฎร จะรับมือการอภิปรายได้อย่างไร มันไม่ใช่เรื่องง่าย

ด้าน นิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กล่าวว่า เป้าหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ชัดเจนแล้วว่าไม่ประสงค์ให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ไม่ต้องการให้มีพรรคใหญ่เป็นรัฐบาลที่มีเสียงข้างมาก อำนาจการต่อรองจึงตกไปที่พรรคขนาดกลางและเล็กที่จะร่วมกันเป็นรัฐบาล

“เขาเขียนให้พรรคเล็ก พรรคน้อย ไปรวมกับ สว.เพื่อสร้างให้เกิดพรรคใหญ่ เพราะ สว.มีอำนาจร่วมโหวตนายกรัฐมนตรีได้ด้วย ดังนั้นคนที่ออกมาคัดค้านไม่เห็นด้วย ผมว่าถูกต้องแล้ว เพราะไม่มีอะไรที่เป็นไปตามหลักสากลที่เขาทำกันเลย” นิคม กล่าว

นิคม ระบุว่า หากในอนาคตมีรัฐบาลผสมจะเกิดความวุ่นวายเหมือนในอดีตที่ผ่านมา ที่ไม่สามารถบริหารประเทศได้ เกิดปัญหามากมายทั้งการแย่งเก้าอี้รัฐมนตรี แย่งตำแหน่งอำนาจหน้าที่กัน จะเกิดการหาช่องว่างช่วงชิงการจัดสรรงบประมาณ ที่จะไปสร้างประโยชน์ให้พรรคและพื้นที่ของตนเอง รับรองว่าการบริหารประเทศจะไม่เหมือนกับที่ คสช.หวังไว้ เพราะรัฐบาลผสมจะไม่เหมือนกับรัฐบาลทหารที่สามารถสั่งให้ซ้ายหันขวาหันได้ ขนาดรัฐบาลทหารยังบริหารประเทศยากเลย แล้วถ้าเป็นรัฐบาลผสมจะเกิดอะไรขึ้น

เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิก สปช. กล่าวว่า ตรรกะที่ว่าเอื้อประโยชน์ต่อพรรคขนาดกลาง ขนาดเล็ก คิดกันไปเอง เพราะยังไม่มีทางรู้ได้ว่าใครจะได้ประโยชน์เสียประโยชน์ เนื่องจากคะแนนเสียงอยู่ที่ประชาชนเราไม่รู้ว่าจะเลือกใคร ซึ่งการเลือกตั้งตามที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำหนดใช้บัตรใบเดียวและใช้คะแนนเสียง สส.เขต มาเป็นตัวกำหนดจำนวน สส. ส่งผลให้พรรคขนาดกลางและเล็กลำบากด้วยซ้ำ เพราะไม่สามารถที่จะส่ง สส.ได้ทุกเขต ต่างกับพรรคใหญ่ที่จะได้เปรียบในประเด็นนี้

 

คิกออฟต้านรธน. ศึกนี้สะเทือนแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 เมษายน 2559 เวลา 10:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/427261

คิกออฟต้านรธน. ศึกนี้สะเทือนแรง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ที่จะมีขึ้นในเดือน ส.ค. 2559 มีบริบทที่แตกต่างไปจากการประชามติร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2550 แม้ว่าการออกเสียงจะมีในเดือน ส.ค.เหมือนกันก็ตาม

ย้อนกลับไปเมื่อ 9 ปีที่แล้ว กระแสของการต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้มีความเข้มข้นเหมือนกับในปัจจุบัน จะมีเพียงแต่ฝ่ายพรรคไทยรักไทยในฐานะที่ถูกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) รัฐประหารเท่านั้น ที่ออกมาต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญแบบชัดเจน จนเป็นที่มาของคำว่า “โหวตโน” ส่วนพรรคการเมืองอื่นๆ ไม่ได้แสดงออกมาในเชิงต่อต้านมากนัก

ด้านภาคประชาชนในเวลานั้นก็ต่างมีท่าทีเห็นด้วยเป็นส่วนใหญ่ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมองเห็นว่าเนื้อหาของรัฐธรรมนูญปี 2550 มีความก้าวหน้าในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการรับรองสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทำให้เล็งเห็นตรงกันว่าควรลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญปี 2550

ทว่า ในปัจจุบันกระแสต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญกลับเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับในอดีต โดยมีปัจจัยอย่างน้อย 3 ประการ

1.ท่าทีของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องยอมรับว่าการที่ คสช.แสดงเจตจำนงบางประการเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ส่งผลให้เกิดความไม่ไว้วางใจขึ้นมาทันที เนื่องจากข้อเสนอของ คสช.หลายข้อ เช่น การให้ สว.มาจากการสรรหา หรือให้นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องมาจากบุคคลที่อยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง เป็นต้น ซึ่ง กรธ.ก็ได้บัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ จึงไม่แปลกที่กระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าด้วยเรื่องการสืบทอดอำนาจจะกระหึ่มขึ้นมา

การแสดงออกต่อเรื่องร่างรัฐธรรมนูญของ คสช. ต่างจาก คมช.พอสมควร เพราะ คมช.ไม่ได้เข้าไปแสดงความคิดเห็นไปที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่มี น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ เป็นประธาน

2.ความกำกวมของเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกเปิดเผยออกมาช่วงปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ได้ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่าคณะผู้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญลดทอนสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่มีอยู่เดิมในรัฐธรรมนูญปี 2550

แม้ภายหลัง กรธ.จะลงมือปรับปรุงเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายให้สอดคล้องกับเสียงท้วงติงมากที่สุด แต่ก็ยังไม่อาจทำให้แรงเสียดทานลดลงได้ เพราะยังคงถูกมองว่าร่างรัฐธรรมนูญได้เอื้อให้รัฐละเมิดอำนาจและสิทธิเสรีภาพของประชาชนด้วยการสร้างเงื่อนไขการบังคับใช้กฎหมายในนามความมั่นคง จนเป็นที่มาที่เครือข่ายนักวิชาการประกาศเดินหน้ารณรงค์ให้ประชาชนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

3.การสร้างกระแสของฝ่ายการเมือง เรียกได้ว่าเป็นภารกิจที่ฝ่ายการเมืองไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองค่อนข้างหนัก โดยเฉพาะการเลือกตั้ง สส. และระบบการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐที่ กรธ.ให้อำนาจแก่องค์กรอิสระมากขึ้น พรรคการเมืองจึงต้องออกมาทัดทาน กรธ.

แต่ปัจจัยที่เอื้อกระแสต้านร่างรัฐธรรมนูญของฝ่ายการเมืองจุดติดนั้น ส่วนหนึ่งมาจาก คสช.มีการเรียกนักการเมืองที่แสดงความคิดเห็นมาปรับทัศนคติ จึงไม่แปลกที่ คสช.ยิ่งจับมากเท่าไหร่ กระแสต่อต้านก็ไม่ได้ลดลง

จากปัจจัยทั้งสามดังกล่าว ประกอบกับกระบวนการจัดการออกเสียงประชามติของภาครัฐได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว จึงเป็นจังหวะสำคัญที่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยเริ่มออกตัวรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ โดยล่าสุดได้เกิดกลุ่มนักวิชาการจากหลายสถาบันในนาม “เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง” ประกาศลงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

นับเป็นการเคลื่อนไหวที่ท้าทายอย่างยิ่ง เพราะร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่อยู่ในระหว่างการประกาศให้มีผลบังคับใช้นั้น กำหนดห้ามการเคลื่อนไหวที่มีลักษณะปลุกระดมในทางการเมือง ซึ่งย่อมมองได้ว่าการประกาศรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญก็เข้าข่ายเป็นการกระทำผิดกฎหมายดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม เงื่อนในทางกฎหมายที่ว่านั้น ไม่น่าจะสามารถหยุดการเคลื่อนไหวของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญได้ เนื่องจากการให้ร่างรัฐธรรมนูญถูกคว่ำ เป็นวิธีเดียวที่ให้ประชาชนสามารถแสดงถึงความไม่พอใจที่มีต่อ คสช.ได้อย่างเป็นรูปธรรม

เช่นเดียวกับฝ่าย คสช.ก็ไม่อาจให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกคว่ำได้ เพราะร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติจะเป็นตราประทับความชอบธรรมของ คสช.

ดังนั้น นับจากไปนี้สถานการณ์การต่อสู้กันระหว่างผู้มีอำนาจและผู้ไม่มีอำนาจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และที่สำคัญจะไม่จบลงที่ผลของประชามติ ไม่ว่าจะออกมาอย่างไรก็ตาม

 

พรรคกลางอุ้ม รธน. ปัจจัยหนุนผ่านประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 เมษายน 2559 เวลา 09:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/427078

พรรคกลางอุ้ม รธน. ปัจจัยหนุนผ่านประชามติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทยกำลังกลับสู่โหมดของการห้ำหั่นและการชิงไหวชิงพริบอีกครั้ง หลังจากพักรบกันไปในช่วงเทศกาลสงกรานต์

หากจะบอกว่าบริบทการเมืองที่ต้องจับตานับจากนี้มากที่สุดคงหนีไม่พ้น “การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ”

กำหนดการในการทำประชามติอย่างไม่เป็นทางการได้เริ่มขึ้นแล้วนับตั้งแต่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญพร้อมกับคำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จไปเมื่อไม่นานมานี้ พร้อมกับส่งไปให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินการจัดพิมพ์และเผยแพร่ต่อไป ก่อนจะประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาให้วันที่
7 ส.ค.เป็นวันออกเสียงประชามติ

แต่ถึงกระนั้นระหว่างทางก่อนไปจะถึงวันตัดสินนั้นมีความเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังกันให้ดี เนื่องจากฝ่ายสนับสนุนและคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญเริ่มโหมโรงกันแล้ว ซึ่งมีทีท่าจะทวีความเข้มข้นมากขึ้นไปอีก ภายหลังการทำประชามติครั้งนี้ไม่ได้แค่คำถามที่ถามว่าเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่เพียงคำถามเดียว แต่มีอีกคำถามที่ถามว่าเห็นด้วยหรือไม่กับการให้รัฐสภา (สส. และ สว.) ร่วมกันเลือกบุคคลเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีในระยะเปลี่ยนผ่าน

ลำพังแค่การต่อสู้กันในประเด็นรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญก็หนักอยู่แล้ว ยิ่งมีคำถามพ่วงที่ค่อนข้างเป็นการกระทบกระเทือนหลักการของรัฐธรรมนูญไทยที่เคยมีมา ย่อมส่งผลให้หลายฝ่ายเริ่มมองว่าโอกาสที่ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ผ่านการทำประชามติครั้งนี้มีค่อนข้างสูงพอสมควร

สาเหตุที่คำถามพ่วงประชามติมีผลต่อการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เพราะต้องไม่ลืมว่านับตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา การเลือกนายกรัฐมนตรีจะให้เป็นอำนาจตัดสินใจของสภา
ผู้แทนราษฎรในฐานะตัวแทนของประชาชนโดยตรงแต่เพียงฝ่ายเดียว

แต่การให้ สว.ซึ่งไม่ได้มีสถานะเป็นตัวแทนประชาชนเหมือนกับ สส.มีส่วนร่วมในการเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย จึงมองได้ว่าเป็นการล้มหลักการที่รัฐธรรมนูญสองฉบับล่าสุดก่อนหน้านี้ได้วางเอาไว้ อันอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติไปด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าคำถามพ่วงประชามติจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ชี้ชะตาร่างรัฐธรรมนูญก็จริง แต่อีกด้านก็ไม่อาจมองข้ามการขยับตัวของพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองได้เหมือนกัน

ล่าสุด “บรรหาร ศิลปอาชา” แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา ประกาศสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยมองว่ามีข้อดีมากกว่าข้อเสีย และเพื่อให้ประเทศไทยเข้าสู่การเลือกตั้งในปี 2560

“ผมอยากให้มีการเลือกตั้งในปี 2560 ตามที่นายกฯพูดมา เลือกตั้งไปเถอะ อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิดไปมันอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคตก็ได้ ก็ตอบไม่ได้เหมือนกันแต่ถ้าไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้เสียเลย ปัญหาก็อาจจะเกิดขึ้น เดี๋ยวก็ไปร่างขึ้นมาใหม่ถ้าแย่ยิ่งกว่าเดิมก็ยิ่งจะไปกันใหญ่เลยทีนี้ แล้วปี 2560 ก็ไม่มีการเลือกตั้งถ้าต้องยืดไปอีกกว่านี้คงไม่ไหวแล้ว” บรรหาร ระบุ

เช่นเดียวกับ พรรคภูมิใจไทย ถึงจะไม่ได้แสดงอาการสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญตรงๆ แต่การที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคใช้โอกาสทำบุญครบรอบการก่อตั้งพรรคประกาศยุทธศาสตร์พรรคและพร้อมเป็นพรรคทางเลือกให้กับประชาชน ย่อมแสดงให้เห็นว่าพรรคภูมิใจไทยก็แอบส่งสัญญาณสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญอยู่ไม่น้อย มิเช่นนั้นหัวหน้าพรรคคงไม่ประกาศออกมาอย่างนั้น

“พรรคฟังเสียงประชาชนไม่ว่าประชามติจะออกมาอย่างไร พร้อมปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในทุกสถานการณ์ เราเป็นนักกีฬาไม่ใช่คนเขียนกติกา เป็นหน้าที่เราที่จะปฏิบัติตาม ไม่เช่นนั้นก็แข่งกันไม่ได้ ถ้าใครไม่พร้อมแข่งก็ไม่ต้องลง ใครพร้อมแข่งก็เสนอตัว” คำกล่าวของอนุทิน เมื่อวันที่ 6 เม.ย.ที่ผ่านมา

ไม่ต่างอะไรกับ กลุ่มการเมืองอย่าง กปปส. ก็ได้ออกมายอมรับว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ กรธ.มีเนื้อหาที่ดี โดยเฉพาะการปราบทุจริต ทำให้สามารถลงประชามติรับ

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ยังคงสงวนท่าทีอยู่พอสมควรโดย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค แค่ระบุว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีข้อเสียมากกว่าข้อดี แต่ยังไม่ประกาศชัดๆ ว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ มีความชัดเจนเพียงเรื่องเดียว คือ การไม่รับคำถามพ่วงประชามติเท่านั้น

ลูกแทงกั๊กของประชาธิปัตย์ ด้านหนึ่งอาจดูเหมือนว่าจะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ภายในพรรคเองส่วนหนึ่งต้องการให้การเมืองกลับสู่การเลือกตั้ง และหากพรรคไปประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ จะส่งผลให้พรรคประชาธิปัตย์ถูกมองว่าเป็นกลุ่มต้านร่างรัฐธรรมนูญร่วมกับพรรคเพื่อไทย

ถ้ามองจากสถานการณ์ ณ ขณะนี้ เท่ากับว่าพรรคเพื่อไทยและกลุ่มคนเสื้อแดงกำลังถูกโดดเดี่ยวให้เป็นฝ่ายต้านร่างรัฐธรรมนูญเพียงลำพังเท่านั้น ซึ่งพลังของพรรคเพื่อไทยฝ่ายเดียวย่อมไม่อาจมีแรงที่จะคว่ำร่างรัฐธรรมนูญได้ และเหนืออื่นใดพรรคเพื่อไทยก็อาจไม่ได้เอาจริงกับศึกครั้งนี้เท่าไหร่นัก เพราะตัวเองก็อยากกลับสู่อำนาจเช่นกัน

ดังนั้น การเคลื่อนไหวของฝ่ายการเมืองโดยเฉพาะพรรคขนาดกลางและประชาธิปัตย์ในอนาคตอาจออกมาในรูปแบบที่ให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ แต่จะไม่ยอมให้คำถามพ่วงประชามติผ่านประชามติได้อย่างเด็ดขาด เพราะหมายถึงส่วนแบ่งอำนาจทางบริหารที่จะต้องถูกแบ่งออกไป