เปิดใจกกต.ประชามติช่วงเปลี่ยนผ่าน เสรีภาพที่มีข้อจำกัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 เมษายน 2559 เวลา 06:40 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/427053

เปิดใจกกต.ประชามติช่วงเปลี่ยนผ่าน เสรีภาพที่มีข้อจำกัด

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

การเมืองชั่วโมงนี้ไม่มีอะไรที่จะเข้มข้นเท่ากับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีการกำหนดอย่างไม่เป็นทางการให้วันที่ 7 ส.ค.เป็นวันออกเสียงประชามติ

ก่อนจะถึงวันนั้นแต่ละฝ่ายทั้งฝ่ายสนับสนุนและไม่สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญต่างเตรียมออกมาเคลื่อนไหวเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของตนเอง ท่ามกลางการควบคุมการแสดงความคิดเห็นที่ค่อนข้างเข้มงวดเมื่อเทียบกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2550 โดยเฉพาะคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้กลไกบางประการที่เรียกว่าการปรับทัศนคติมาควบคุมการแสดงออกของฝ่ายตรงข้าม

ถึงกระนั้น ประวิช รัตนเพียร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการการมีส่วนร่วม ยังยืนยันผ่านการให้สัมภาษณ์กับโพสต์ทูเดย์ ว่า การแสดงความคิดเห็นยังสามารถกระทำได้ตามสิทธิและเสรีภาพ เพียงแต่มีข้อจำกัดบางประการที่ทุกคนต้องยอมรับและเข้าใจว่าขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่าน

“ณ วันนี้ ทุกคนรับสภาพอยู่แล้วว่ามันเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน มันไม่ใช่ช่วงปกติที่จะเปิดโอกาสให้ทุกคนมีเสรีภาพใช่ไหมครับ ทุกคนทราบกันดีในเรื่องเหล่านี้ ก็กติกาเหล่านี้เป็นกติกาที่ออกมาในช่วงนี้อย่างนี้ ทีนี้ทำอย่างไรเราถึงจะอยู่กับกติกาตรงนี้ได้โดยที่สามารถเดินหน้าทำประชามติไปและให้คนได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นที่อยู่ในกรอบของกฎหมายมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยต้องเป็นการแสดงความคิดเห็นที่อยู่บนข้อเท็จจริง ไม่หยาบคาย และไม่ปลุกระดมข่มขู่”

“กกต.พยายามจะทำให้ทั้งสองฝ่ายมีโอกาสแสดงความคิดเห็นได้มากที่สุด แต่การจะไปบอกว่าให้ดำเนินการประชามติเหมือนกับบ้านเมืองอื่นๆ ที่อยู่ในเวลาปกติที่ให้แต่ละฝ่ายดำเนินการรณรงค์ได้ตามที่แต่ละฝ่ายต้องการ บางทีมันอาจไม่ได้ถึงขนาดนั้น”

ประวิช ยังเล่าถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับกระบวนการจัดประชามติ ว่า อยู่ในระหว่างการเผยแพร่เอกสารที่ได้รับจาก กรธ. (คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ) ทั้งตัวบทบัญญัติจำนวน 279 มาตรา และเอกสารคำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ

“ตัวบทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญที่ส่งมาให้ กกต.จำนวน 279 มาตรา จากเดิมที่ต้องจัดพิมพ์ 20 ล้านเล่ม แต่เมื่อมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 จะดำเนินการจัดพิมพ์เหลือเพียงประมาณ 1.2 ล้านเล่ม ส่วนเอกสารคำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ กกต.จะจัดพิมพ์ประมาณ 6 ล้านเล่มเท่านั้น เราพิจารณาแล้วว่าการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2550 และปี 2559 มีความแตกต่างกัน เพราะปัจจุบันมีสื่ออิเล็กทรอนิกส์ค่อนข้างมาก ใครอยากรู้รายละเอียดอะไรก็สามารถดาวน์โหลดออกมาได้ ทำให้เราสามารถลดงบประมาณสำหรับการจัดพิมพ์เอกสารไปได้ถึง 600 ล้านบาท”

กกต.ด้านการมีส่วนร่วม สรุปว่า ก่อนออกเสียงประชามติ กกต.จะดำเนินการเผยแพร่เอกสารที่เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญให้กับประชาชน 3 ส่วนด้วยกัน ประกอบด้วย 1.บทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญ 279 มาตรา 2.คำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ และ 3.เนื้อหาสรุปย่อเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญที่ กกต.จะจัดส่งไปตามครัวเรือนพร้อมกับจดหมายแจ้งการมีสิทธิออกเสียงของผู้มีสิทธิ ซึ่งเอกสารอย่างสุดท้ายนี้คงต้องมีการปรึกษากับ กรธ.อีกครั้งหนึ่งก่อน

“ทั้งหมดเราเชื่อว่าประชาชนน่าจะได้รับทราบข้อมูลที่เพียงพอต่อการตัดสินใจได้ เพราะไม่ได้มีเพียงแค่การส่งเอกสารเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดช่องทางให้ประชาชนเข้าถึงเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นอีก”

การให้ กรธ.มีสิทธิไปร่วมชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญได้นั้นจะถือเป็นการชี้นำทางอ้อมหรือไม่? ประวิช ตอบว่า กรธ.จะสามารถชี้แจงแค่สาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น เพราะถือว่า กรธ.เป็นคนร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่ง กรธ.เตรียมดำเนินการประสานมายัง กกต.ภายหลังกฎหมายประชามติมีผลบังคับใช้ว่าขอเอกสารร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 5 หมื่นฉบับ บทสรุปสาระสำคัญ 2 แสนฉบับ จากนั้น กรธ.จะดำเนินการลงพื้นที่ต่อไป

ประวิช ระบุต่อไปอีกว่า ร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพิ่งให้ความเห็นชอบไปนั้นเปิดทางให้ กกต.สามารถจัดเวทีแสดงความคิดเห็นได้ ซึ่งการจัดเวทีดังกล่าวจะไม่กระทบกระเทือนกับประกาศ คสช.ที่ห้ามการชุมนุมทางการเมือง

“กกต.ไม่ได้ขอให้ คสช.แก้ไขประกาศตัวนั้น แต่ กกต.คิดว่าสามารถจัดเวทีที่เป็นรูปธรรมได้ เช่น ฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญจะต้องมาลงทะเบียนกับ กกต.ให้ชัดเจน เพื่อให้ กกต.ได้ทราบตัวตนของบุคคลและได้รู้ว่าจะแสดงความคิดเห็นเรื่องอะไร ซึ่ง กกต.อาจจะกำหนดสัก 10 หัวข้อ และให้บุคคลมาแสดงความคิดเห็น เป็นต้น”

“แบบนี้เราเรียกว่าเป็นการดีเบตแห้งอยู่ในห้องส่ง เป็นการบันทึกเทปเอาไว้แล้วนำมาออกอากาศในภายหลัง โดยจะมีคณะกรรมการคอยดูว่าผู้ที่มาแสดงความคิดเห็นมีการบิดเบือนหรือปลุกระดมข่มขู่หรือไม่ การแสดงความคิดเห็นลักษณะนี้จะเป็นการพูดเฉพาะเนื้อหาเท่านั้น”

ประวิช อธิบายสาเหตุที่ไม่ให้เวทีการอภิปรายแบบมีการถ่ายทอดสด ว่าอาจสุ่มเสี่ยงต่อการขัดกับประกาศของ คสช. ส่วนสาเหตุที่ กกต.ไม่ขอให้ คสช.ระงับการใช้คำสั่งเกี่ยวกับการห้ามชุมนุมทางการเมืองออกไปก่อน เพราะ กกต.เชื่อว่าการดีเบตแห้งอย่างที่ว่ามานั้นเราสามารถให้ความรู้เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญกับประชาชนได้

“เวลานี้เท่าที่ได้ทราบ ประชาชนตื่นตัวกับการประชามติครั้งนี้ค่อนข้างมาก แต่เมื่อถึงวันออกเสียงประชามติ ท่านจะตัดสินใจก้าวเท้าออกไปใช้สิทธิหรือเปล่า ส่วนตัวไม่มีความแน่ใจ เหตุผล คือ การทำประชามติมันไม่เหมือนกับการเลือกตั้ง อย่างการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2550 มีการบอกว่าให้ประชาชนไปใช้สิทธิกันเถอะ แต่สุดท้ายมีคนไปลงคะแนนแค่ 57% เท่านั้น โดยคราวนี้เราตั้งเป้าไว้ว่าจะให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติ 80% เพราะปัจจุบันได้มีเครือข่ายที่วางกันไว้เป็นจำนวนมากในหลายพื้นที่ แต่หากที่สุดแล้วมีคนออกมาใช้สิทธิเกิน 57% ก็ถือว่าใช้ได้”

เมื่อขอให้ช่วยประเมินว่าการลงคะแนนประชามติของประชาชนจะอยู่บนพื้นฐานอะไรระหว่างเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญหรือบรรยากาศทางการเมืองในเวลานั้น ประวิช วิเคราะห์ว่า “ผมเชื่อว่าคนจะตัดสินใจจากหลายปัจจัย เพราะปัจจุบันมีช่องทางการสื่อสารหลากหลายกว่าในอดีต อย่างไรก็ตาม จะบอกว่าทุกคนอ่านร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 279 มาตรา เข้าใจอย่างถ่องแท้และเดินไปออกเสียงที่หน่วยเลือกตั้ง คงเป็นเรื่องที่อยู่ในอุดมคติ และเป็นเรื่องที่ฝันเกินไป ทว่าแต่ละคนมีความสนใจในร่างรัฐธรรมนูญแตกต่างกัน บางคนรับได้ในประเด็นนี้ บางคนรับไม่ได้ในประเด็นนี้ มันมีความหลากหลายมาก”

ส่วนพลังของพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองที่อาจจะมีอิทธิพลต่อการชี้นำประชาชนในการออกเสียงประชามติ ประวิช คาดว่า “ตราบใดที่ยังไม่มีการยกเลิกข้อห้ามเกี่ยวกับการทำกิจกรรมทางการเมืองของพรรคการเมือง สมาชิกพรรคหรือกรรมการบริหารคงทำได้แค่การแสดงความคิดเห็นในนามส่วนตัว ซึ่งขึ้นอยู่กับประชาชนจะมีความศรัทธาในตัวบุคคลนั้นขนาดไหน”

 

‘ไชน่า ดรีม’ จีนก้าวสู่โลกที่หนึ่ง ลดพื้นที่ชนบทเพิ่มสัดส่วนเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 เมษายน 2559 เวลา 07:30 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/426945

‘ไชน่า ดรีม’ จีนก้าวสู่โลกที่หนึ่ง ลดพื้นที่ชนบทเพิ่มสัดส่วนเมือง

โดย…พิเชษฐ์ ชูรักษ์, ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

การรุกคืบของจีนภายใต้ “China Dream” หรือ ความฝันของประเทศจีน ตามแนวคิดของ สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เน้นหนักไปยังมิติเศรษฐกิจ พร้อมๆ กับการใช้นโยบาย Soft Power คู่ขนาน

วรศักดิ์ มหัทธโนบล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา ฉายภาพจีน ณ ปัจจุบันผ่าน “โพสต์ทูเดย์” ว่ายักษ์ใหญ่แห่งเอเชียวาดภาพฝันไว้ 2 ระยะ และจุดสูงสุดของ China Dream ก็คือ จีนจะต้องเป็นประเทศที่มีอำนาจอธิปไตยที่สมบูรณ์

นั่นก็คือ ต้องรวบเกาะไต้หวันและทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นฐานทรัพยากรสำคัญมาเป็นของตัวเองให้ได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย

ระยะแรก “สีจิ้นผิง” ได้ประกาศไว้ว่า ภายในปี 2020 จีนจะต้องเป็นสังคมที่อยู่ดีกินดี และในปี 2021 ซึ่งครบรอบ 100 ปี พรรคคอมมิวนิสต์จีน จีนจะจัดเฉลิมฉลองใหญ่ในฐานะที่กลายเป็น “ประเทศมหาอำนาจ” เต็มรูปแบบ

สำหรับระยะที่สอง “สีจิ้นผิง” ตั้งเป้าไว้ว่า ภายในปี 2049 (ครบรอบ 100 ปี สาธารณรัฐประชาชนจีน) จีนจะต้องเป็น “ประเทศที่พัฒนาแล้ว”

“จีนมีนโยบายจะลดสัดส่วนของความเป็นชนบทลงแล้วแทนที่ด้วยเมือง ซึ่งแน่นอนว่าพอลดสัดส่วนชนบทเหลือเพียง 30% พื้นที่ทางการเกษตรก็ลดลงตามไปด้วย ดังนั้นสิ่งที่จีนต้องแสวงหามาทดแทนก็คือความมั่นคงด้านอาหาร เขาก็หาจากเพื่อนบ้าน ทั้งในประเทศลาวและไทย ขณะนี้เป็นเรื่องกล้วย ต่อจากนี้ไปจะเป็นเรื่องข้าว” อาจารย์วรศักดิ์ ระบุ

วรศักดิ์ อธิบายต่อว่า จีนกำหนดเวลาดำเนินการไว้ 10 ปี ซึ่งขณะนี้ผ่านไป 3 ปีแล้ว จึงเหลืออีกแค่ 7 ปี ซึ่งหากจำไม่ผิดจะต้องใช้เงินถึง 96 ล้านล้านบาท เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย สำหรับวิธีการขยายเมืองก็มีหลายรูปแบบ คือทำชนบทให้เป็นเมือง เพิ่มเส้นทางคมนาคมขนส่ง เช่น รถไฟความเร็วสูงจะต้องผ่าน

ดังนั้น สิ่งที่จีนต้องคิดนอกจากความมั่นคงด้านอาหารก็คือ เมื่อจีนเพิ่มสัดส่วนเมืองมากขึ้น ก็จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้ามากขึ้น ความต้องการพลังงานก็มากขึ้น นั่นก็หมายความว่าจีนจะต้องแสวงหาความมั่นคงทางพลังงานเพิ่มเติมอีก ต้องมีหลักประกันว่าเมืองเหล่านี้จะต้องไม่ขาดแคลนพลังงาน ฉะนั้นทุกวันนี้สิ่งที่จีนทำอยู่คือไปซื้อพลังงานจากทั่วโลก

อาจารย์วรศักดิ์ อธิบายว่า ทุกวันนี้การพัฒนาของประเทศลาว เวียดนาม และกัมพูชา ก็ใช้แนวทาง China Model คือปัจจุบันจีนพัฒนาเศรษฐกิจแบบ “เสรีนิยมใหม่” มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ปล่อยเสรีทางการเงิน องค์กรธุรกิจของรัฐถูกบูรณาการให้เป็นแบบเอกชน มีการบริหารจัดการที่ทันสมัย มีตัวชี้วัดและการประเมินผลต่างๆ

สิ่งเหล่านี้เป็นเกณฑ์เดียวกันกับชาติตะวันตกเป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐหรือสหภาพยุโรป แต่ข้อแตกต่างอยู่ที่เสรีนิยมใหม่ของตะวันตกจะปล่อยให้เอกชนว่าไปเลย รัฐบาลไม่เข้ามาแทรกแซง แต่ของจีนเป็นเสรีนิยมโดยรัฐ ธุรกิจนั่นคือเป็นของรัฐ

“China Model ก็คือคุณเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ และคุณก็เป็นผู้บริหารองค์กรธุรกิจของรัฐด้วย วิธีการของจีนก็คือ ให้เงินเดือนคุณสูงๆ ให้โบนัส และยังให้ถือหุ้นในองค์กรนั้นด้วย ฉะนั้นยิ่งคุณบริหารได้กำไรคุณก็ยิ่งรวย วิธีนี้เป็นสิ่งที่จีนทำมาในยุคปฏิรูปตลอด 20-30 ปี และประสบความสำเร็จมาก แล้วไอเดียนี้มันถูกถ่ายทอดไปยังลาว เวียดนาม และกัมพูชา

“คุณลองไปดูผู้นำลาว ธุรกิจที่คุณพูดมาทั้งหมด เช่น เขื่อน โรงไฟฟ้า ฯลฯ ถ้าไปดูรายชื่อคนที่ถือหุ้นจะต้องมีผู้นำรัฐด้วย เขาก็รวย แต่มันไม่ได้รวยแบบจีน เพราะของลาวมันทำลายทรัพยากร มันสร้างเขื่อน และยังประกาศอีกว่าต้องการเป็นแบตเตอรี่แห่งเอเชีย

“ว่ากันเฉพาะเรื่องเขื่อน เมื่อจีนสร้างเขื่อน มันเป็นพลังงานไฟฟ้า จีนอ้างว่าแม่น้ำโขงที่เขาสร้างเขื่อนมันอยู่ในเขตอำนาจอธิปไตยของเขา โดยที่เขาไม่ได้คำนึงว่ามันเป็นแม่น้ำนานาชาติ ซึ่งต้องร่วมมือกับประเทศท้ายน้ำด้วย พอจีนสร้างเขื่อนถามว่าประเทศใต้น้ำว่าอย่างไร

“ตอนนี้ลาวก็สร้างเขื่อนที่ไซยะบุรี เราเป็นคนไทยเราก็รู้สึกว่ามันไม่ดี แต่พอจีนสร้างเขื่อนเราก็พูดไม่ออก เพราะไทยไปซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนจีน และไซยะบุรีไทยก็ซื้อไฟฟ้าตั้ง 75% ลาวใช้เองแค่ 25% แล้วถามว่าเราจะไปด่าเขาได้หรือไม่

“นั่นเพราะบริษัทไทยไปลงทุน และไปเป็นคนสร้างด้วย ทั้งเขื่อนจีนและเขื่อนลาว ไทยไปร่วมทั้งนั้น และมีข้อตกลงว่าเมื่อสร้างเสร็จแล้วไทยจะขอซื้อไฟฟ้าเท่าใด เมื่อสักครู่เรากำลังว่าจีนอยู่ แต่ไปๆ มาๆ เรากลับเป็นคนไปซื้อไฟฟ้าจากเขา แล้วยังไปสร้างให้เขา ถ้าเขาบอกว่าด่ากูดีนักงั้นกูไม่ขายไฟให้ เราก็ตายอีก มันก็เป็นแบบนี้ ฉะนั้นทุกอย่างจึงขึ้นอยู่กับรัฐบาลแต่ละประเทศว่าคุณไปตกลงกับเขา” อาจารย์วรศักดิ์ วิพากษ์ตรงไปตรงมา

เราถามถึงการเข้ามาของทุนจีนเพื่อปลูกสวนกล้วย 2 จุด ใน จ.เชียงราย อาจารย์วรศักดิ์ บอกว่า การปลูกสวนกล้วยในลาว เกิดจากรัฐบาลสองฝ่ายสมยอมกัน แต่การที่ลาวไม่ทำอะไรกับจีนมากนัก (หมายถึงการต่อต้านแข็งขืน) ส่วนหนึ่งมาจากการที่รัฐบาลจีนใช้ Soft Power ช่วยเหลือรัฐบาลลาวอย่างมหาศาลมาก จนกระทั่งลาวพูดไม่ออก

“กรณีของไทยที่เมืองจันท์ จีนมาเหมาไร่สวนแล้วเอาแรงงานจีนมาทำเอง เจ้าของสวนพอใจจะทำแบบนี้ จะไปว่าจีนก็ไม่ได้ เพราะรัฐบาลแต่ละประเทศยินยอมเอง

คำถามคือทั้งหมดนี้เป็นการล่าอาณานิคมทางเศรษฐกิจหรือไม่? ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา ตอบว่า เรื่องนี้ละเอียดอ่อน เราจะคิดอย่างนั้นก็ได้ แต่ก็ไม่สบายใจ หันย้อนมาดูรัฐบาลของเรา รัฐบาลของเพื่อนบ้าน ก็ไปยอมจีนเอง มีการทำข้อตกลงกับรัฐบาล เขาไม่ได้ใช้อาวุธมาข่มขู่เหมือนกับยุคอาณานิคม ฉะนั้นข้อสำคัญคือต้อง รู้เท่าทันและเป็นตัวของตัวเอง”

“ถามว่ารัฐบาลจีนเห็นแก่ตัวหรือไม่ ผมอยากบอกว่าเขาเห็นแก่ประโยชน์ของตัวเองเป็นที่ตั้ง และไม่คำนึงถึงหัวอกคนอื่น เหมือนกับการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขง คุณคิดง่ายๆ ว่าปีนี้ไทยแล้ง เวียดนามก็แล้ง เพื่อนบ้านเราแล้งหมด และเวียดนามเป็นฝ่ายโวย สมมติว่าในอนาคตเกิดประเทศใดประเทศหนึ่งมีความขัดแย้งกับจีนขึ้นมา แล้วจีนไม่ปล่อยน้ำขึ้นมา แล้วจะทำกันอย่างไร”

ก่อนจีนจะก้าวมาถึงจุดนี้ วรศักดิ์ บอกว่า ที่เห็นชัดๆ ตั้งแต่ทศวรรษ 1990 จีนเริ่มแสวงหาความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาครอบๆ เช่น มาทางบ้านเราก็คืออุษาคเนย์ ไปทางซ้ายก็คือเอเชียใต้ อินเดีย เนปาล ปากีสถาน ด้านบนเอเชียกลาง อดีตสหภาพโซเวียต ทางตะวันออกก็เกาหลี ญี่ปุ่น

เวลานั้นเรียกความร่วมมือนี้ว่าความร่วมมือระหว่างจีนกับอนุภูมิภาคต่างๆ โดยจีนเริ่มเป็นฝ่ายเสนอ เช่น กรณีลุ่มแม่น้ำโขง จีนก็เสนอระเบิดเกาะแก่งให้แล่นเรือได้ตลอดปี พัฒนาเส้นทางคมนาคมทางบกเชื่อมต่อจีน-ลาว-ไทย จีน-เมียนมา-ไทย

ต่อมาทศวรรษ 2000 ในปี 2001 จีนได้เป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (ดับเบิ้ลยูทีโอ) สำเร็จ นั่นคือจีนพร้อมแล้วที่จะมีการค้าเสรีกับประเทศใดก็แล้วแต่ และทำให้จีนเป็นฝ่ายรุกมากขึ้นหลังปี 2001 เป็นต้นมา

ก่อนเป็นสมาชิกดับเบิ้ลยูทีโอในปี 1980-1990 จีนมักจะเชิญมิตรประเทศเข้ามาทำการค้าการลงทุนในประเทศ แต่หลังเข้าดับเบิ้ลยูทีโอแล้ว จีนเริ่มเป็นฝ่ายออกไปลงทุนต่างประเทศ อาทิ จีนเริ่มมีข้อตกลงการค้าเสรีกับไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนในสมัยรัฐบาลทักษิณ

หลังจากนั้นจีนก็ทยอยตกลงทำการค้าเสรีไปทีละประเทศๆ จนกระทั่งเป็นเออีซี ต่อมาในทศวรรษ 2010 สิ่งที่จีนทำที่เราได้ยินหนาหูมาก มากกว่าปีที่แล้วและปีนี้ก็คือความพยายาม “ชูเส้นทางสายไหม” และ “เส้นทางสายไหมทางทะเล” นั่นคือต้องปรับปรุงเส้นทางคมนาคม เพื่อเชื่อมต่อกับจีน

กรณีอุษาคเนย์ จะเชื่อมไทยกับลาวเรื่องรถไฟความเร็วสูง ซึ่งไม่ใช่แค่ถนนหนทาง แต่หมายความถึงระบบโลจิสติกส์ ทั้งท่าเรือ สนามบิน ฯลฯ จีนจึงตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างขั้นพื้นฐานแห่งเอเชีย หรือ AIIB ต่อไปนี้ประเทศไหนต้องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานก็สามารถกู้ AIIB ได้ ซึ่งข้อเสนอเรื่อง AIIB จะสอดคล้องกับเส้นทางสายไหม

“แนวทางนี้จีนต้องการพัฒนาให้ประเทศของเขาเป็นสังคมที่อยู่ดีกินดี คือลดความยากจนให้ได้มากที่สุด เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่จะดีไม่ดีก็ขึ้นอยู่กับการค้าระหว่างประเทศที่เขาพยายามทำอยู่ในตอนนี้ สิ่งที่จีนทำอยู่ในมิติเศรษฐกิจ แต่มันต้องมองหลายมิติควบคู่กันไป เช่น การเมืองระหว่างประเทศ ยกตัวอย่าง เส้นทางสายไหมทางทะเล ส่วนหนึ่งของเส้นทางคือ ‘ทะเลจีนใต้’ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาเกิดข้อพิพาทมีการใช้กำลังปะทะกับเวียดนาม ฟิลิปปินส์ เป็นช่วงๆ

“การที่จีนนำเสนอเส้นทางสายไหมเหมือนกับเป็นการ ‘สร้างภาพลักษณ์’ อย่างหนึ่ง ว่าตัวเองต้องการแสวงหาความร่วมมือทางเศรษฐกิจมากกว่าที่จะมาปะทะกันในเรื่องการเมือง มันเหมือนเป็น Solf Power เป็นอำนาจอ่อน ทำให้ภาพพจน์ตัวเองดูดีว่าฉันใฝ่หาสันติภาพ

“แต่ในโลกของความเป็นจริงมันไม่ง่ายอย่างนั้น จีนต้องการมิติเศรษฐกิจก็จริง แต่ว่าพอถึงเวลาที่มีการใช้เส้นทางทางทะเลผ่านทะเลจีนใต้ ถามว่าประเทศที่เป็นคู่พิพาทเขาคิดอย่างไร เช่น จีนไปสร้างสิ่งปลูกสร้างบนเกาะบางเกาะในทะเลจีนใต้ แล้วคู่พิพาทของเขาคิดยังไง ที่จีนไปสร้างอย่างนั้นถามว่าใครกล้ารื้อ

“ดังนั้นสิ่งที่จีนนำเสนอมิติทางเศรษฐกิจเรื่องเส้นทางสายไหมเนี่ย ลึกๆ แล้วมันมีเรื่องของปมความขัดแย้งซ่อนอยู่ ถึงแม้จีนจะประกาศว่าตัวเองแสวงหาสันติภาพ ใฝ่หาสันติภาพด้วยการชูเรื่องความร่วมมือทางเศรษฐกิจ แล้วทุกประเทศจะ Win-Win ซึ่งความจริงแล้วมันเป็นข้อเสนอที่ย้อนแย้งกับความเป็นจริง” อาจารย์วรศักดิ์ กล่าว

 

ภาษีสังคมช่วงรัฐประหาร ‘ถ้าไม่มีเลือกตั้ง เราคงลำบาก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 เมษายน 2559 เวลา 08:36 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/426856

ภาษีสังคมช่วงรัฐประหาร ‘ถ้าไม่มีเลือกตั้ง เราคงลำบาก’

โดย…ฐายิกา จันทร์เทพ

เกือบ 2 ปีแล้ว ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามายึดอำนาจจากพลเรือน ส่งผลให้นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งในอดีตได้มีโอกาสพักร้อนในแบบที่ไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่นัก

แต่กระนั้นการได้หยุดพักของนักการเมืองของพรรคการเมืองก็เป็นเพียงการหยุดจากการทำงานในสภาเท่านั้น เพราะในฐานะที่พวกเขาเป็นคนของประชาชน ยังคงต้องทำหน้าที่ต่อไป แม้จะไม่มีตำแหน่งเป็น สส.หรือรัฐมนตรีแล้วก็ตาม

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า สส.ในเมืองไทยต่างมีสถานะทางเศรษฐกิจแตกต่าง บางคนเป็นนักการเมืองอาชีพ ประกอบอาชีพการเป็นผู้แทนราษฎรอย่างเดียว ส่วนบางคนเป็นนักธุรกิจมีกิจการเป็นของตัวเอง พอประสบความสำเร็จจากการทำธุรกิจแล้วก็อยากมาหาความท้าทายในด้านการเมืองดูบ้าง

ความแตกต่างตรงนี้จึงนำมาซึ่ง “ภาษีสังคม” ตามงานแต่งงาน งานบวช งานศพ ฯลฯ ที่นักการเมืองเหล่านี้มีความสามารถในการรับภาระไม่เท่ากัน ลองมาดูกันว่าพวกเขาบริหารการจ่ายภาษีที่ว่านี้อย่างไร

สมคิด เชื้อคง อดีต สส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า คนที่เป็นผู้แทนราษฎรไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งอยู่หรือไม่ได้ดำรงตำแหน่งก็ยังขึ้นชื่อว่าผู้แทนราษฎร ทางสังคมเราคือที่พึ่งของชาวบ้าน ตนไปร่วมกิจกรรมกับชาวบ้านทุกงาน ซึ่งต่อให้เราไม่ได้ดำรงตำแหน่งผู้แทนราษฎร ก็ต้องมีรายจ่าย ยิ่งถ้าเป็นคนที่ไม่มีรายได้จะลำบาก ส่วนที่เป็นคนรวยอยู่แล้วก็คงไม่เป็นไร คนที่เป็นนักการเมืองมีต้นทุนไม่เท่ากัน บางคนก็รวย บางคนก็จน แต่ส่วนตนเองนั้นก็ยังพอประคองไปได้บ้าง ได้เงินจากบำเหน็จบำนาญบ้าง และจากธุรกิจเล็กๆ ที่เปิดขายอุปกรณ์ก่อสร้าง โชคดีที่เป็นคนต้นทุนต่ำ ค่าใช้จ่ายเงินใส่ซองไม่สูงมาก 200-500 บาท ก็แล้วแต่งาน เราต้องมีค่าใช้จ่ายตลอด การว่างเว้นจากการเมืองไม่ใช่ว่าหน้าที่เราจะว่างเว้นไปด้วย

“วันๆ หนึ่งถ้าเป็นช่วงเทศกาล เข้าพรรษา ปีใหม่ สงกรานต์ มีรายจ่ายตกวันละ 5,000-6,000 บาท เดือนหนึ่งเฉลี่ยแล้วอย่างต่ำก็ 4-5 หมื่นบาท นี่คือประหยัดแล้ว ใส่ซองน้อยแล้ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันคือความผูกพันที่ผมว่าทุกพรรคการเมืองก็ต้องทำแบบนี้ ถามว่าตอนนี้สบายไหม ก็ไม่ได้สบายมาก เราก็ทำตามเท่าที่ทำได้  ถ้าเดือนนี้จ่ายเยอะแล้ว งบในส่วนนั้นหมดก็ต้องหยุดใช้เงินอย่างประหยัดเอา”

ขณะที่ อภิชาติ สุภาแพ่ง อดีต สส.เพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ เจ้าของฉายา “สจ.ร้อยศพ” ซึ่งฉายานี้ไม่ได้มาเพราะไปทำร้ายใคร แต่เป็นเพราะเป็นหนึ่งในนักการเมืองที่เดินทางไปร่วมงานของประชาชนในพื้นที่โดยเฉพาะงานศพมากที่สุด

อภิชาติ ระบุว่า ตลอด 28 ปี ชีวิตนักการเมือง ตั้งแต่เป็นนักการเมืองท้องถิ่น จนกระทั่งนักการเมืองระดับชาติ ไม่ว่าจะมีตำแหน่งหรือไม่มีตำแหน่ง หรือจะอยู่ในช่วงรัฐประหาร การใช้ชีวิตทุกอย่างต้องเหมือนเดิมหมด ต้องอยู่กับประชาชน แต่อะไรที่ประชาชนขอให้เราทำและเราทำไม่ได้ ก็บอกไปตรงๆ ว่าทำไม่ได้ เช่นที่ผ่านมาให้ฝากเด็กนักเรียน เราทำให้ไม่ได้ก็ต้องบอกเขาไป แต่ถ้าเป็นเรื่องลงชุมชน ลงหมู่บ้าน ไปเยี่ยม ไปร่วมงานบุญ งานกุศล งานวัด งานโรงเรียน มูลนิธิ ทุกงานต้องไปหมด เชิญไม่เชิญก็ต้องไป แม้แต่งานที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามไม่ชอบพรรคเรา เราก็ต้องไป

“รายจ่ายที่ใช้จ่ายทุกวันนี้ มาจากครอบครัวที่ทำธุรกิจโรงแรมเล็กๆ ค่าเช่าตึกบวกกับใช้เงินเก็บส่วนตัวออก เพราะรายได้ที่ได้มาแต่ละเดือนทุกวันนี้ไม่พอ เฉลี่ยรายจ่ายต่อเดือนตั้งแต่ปีใหม่มา ตกเดือนละ 2–3 แสนบาท  ถือว่าแรงมากเลย แต่ถ้าเลยช่วงเข้าพรรษาไปแล้วค่าใช้จ่ายงานบุญต่างๆ จะลดลงเหลือ 1-2 แสนบาท/เดือน” สจ.ร้อยศพ เปิดความในใจ

อภิชาติ สำทับข้อมูลแหล่งเงินที่มาของรายจ่ายว่า ปัจจุบันใช้เงินจากส่วนของแม่บ้านหรือภรรยาที่มีเงินเดือนจากตำแหน่งนายก อบต. รวมกับเงินบำนาญช่วยจุนเจือบ้าง ตอนนี้รายได้ครอบครัวมีแต่ติดลบ ไม่มีบวก แต่คิดว่าถ้าปี 2560 ไม่มีการเลือกตั้ง เราก็คงต้องพิจารณาว่า เราควรจะหยุดการเมืองไหม เพราะเราสู้รายจ่ายไม่ไหว แต่ตราบใดเราคิดว่าเป็นคนของประชาชน ต้องไม่มีคำว่าไม่ไหว

สำหรับ สิรินทร รามสูต อดีต สส.น่าน พรรคเพื่อไทย ยอมรับว่าตระกูลเป็นครอบครัวนักการเมือง และตระหนักดีถึงการเป็นตัวแทนประชาชน และไม่ว่าจะมีตำแหน่งหรือไม่มีตำแหน่ง การทำหน้าที่ยังคงเหมือนเดิม ชาวบ้านเดือดร้อนหรือเชิญให้ไปร่วมกิจกรรมอะไรก็ไป รายจ่ายก็มีตามปกติ

“ไม่ได้คิดเรื่องภาษีสังคมอะไรมากนัก และการไปร่วมงานก็ไม่ได้ใส่ซองหรือต้องไปกำหนดจำนวนเงินอะไรมากมาย ทำตามความสามารถ พอๆ กับคนทั่วไป และเข้าใจว่าประชาชนเขาไม่ได้สนใจจำนวนเงิน แต่เขาแค่อยากให้เราไปร่วมกิจกรรม ให้คนไปร่วมงานด้วยเท่านั้น ส่วนตัวถูกสอนมาว่าเราจะต้องทำธุรกิจของตนเองให้ตัวเราอยู่รอด พึ่งพาตนเองได้จนสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ อย่าทำงานการเมืองหน้าเดียว ไม่ว่าจะปฏิวัติหรือไม่ปฏิวัติก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรมากมาย และการเป็นผู้แทนไม่ได้สร้างกันวันเดียว” สส.เมืองเหนือ กล่าว

 

รื้อใหญ่องค์กรสีกากี 1 ปีตำรวจต้องเปลี่ยนพฤติกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 เมษายน 2559 เวลา 11:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/426701

รื้อใหญ่องค์กรสีกากี 1 ปีตำรวจต้องเปลี่ยนพฤติกรรม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การปฏิรูปตำรวจเป็นหนึ่งในเรื่องที่หลายฝ่ายจับตามองมากที่สุด ว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะดำเนินการไปในทิศทางใด เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าตำรวจคือหน่วยงานที่เป็นต้นน้ำของกระบวนการยุติธรรม

ล่าสุด คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มี มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานวางแนวทางการปฏิรูปตำรวจไว้ในหมวดปฏิรูปประเทศในร่างรัฐธรรมนูญแล้ว

ทั้งนี้ รูปแบบของการปฏิรูปดังกล่าวแบ่งออกเป็น 3 แนวทาง ประกอบด้วย 1.การปรับปรุงระบบการสอบสวนคดีอาญาให้มีการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างพนักงานสอบสวนกับพนักงานอัยการอย่างเหมาะสม กำหนดระยะเวลาในการปฏิบัติหน้าที่ให้ชัดเจนเพื่อมิให้คดีขาดอายุความ

2.การสอบสวนคดีต้องใช้ประโยชน์จากนิติวิทยาศาสตร์ และจัดให้มีบริการทางด้านนิติวิทยาศาสตร์มากกว่าหนึ่งหน่วยงานที่มีอิสระจากกัน เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างมีทางเลือก และ 3.ให้มีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมาดำเนินการปฏิรูปให้เสร็จภายใน 1 ปี

เป้าหมายของการปฏิรูปครั้งนี้อยู่ที่ผลสัมฤทธิ์เพื่อต้องการเปลี่ยนแปลงตำรวจให้เข้ารูปเข้ารอย และรับใช้สังคมประชาชนอย่างที่สุด โดยเฉพาะเพื่อให้ตำรวจปลอดจากอำนาจทางการเมืองให้มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม แม้ร่างรัฐธรรมนูญได้บัญญัติแนวทางการปฏิรูปไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่ยังมีคำถามว่าจะเป็นจริงและก่อให้เป็นรูปธรรมได้หรือไม่ในทางปฏิบัติ

เสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีมุมมองต่อเรื่องนี้ว่า กรอบระยะเวลา 1 ปี ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะต้องเปลี่ยนแปลงได้ทั้งหมด เพียงแต่ว่ากลไกในทุกด้านของตำรวจ ทั้งองค์กร หลักการการทำงาน การปฏิบัติหน้าที่ และสิ่งสำคัญคือพฤติกรรมของตำรวจไทยจะต้องเริ่มเปลี่ยนแปลงให้ได้ภายใน 1 ปีข้างหน้านี้

“แน่นอนว่าตำรวจเป็นองค์กรต้นน้ำที่เกี่ยวข้องกับความยุติธรรมในสังคมเมืองไทย เมื่อต้นน้ำมีปัญหา การเปลี่ยนแปลงจึงต้องเกิดขึ้นและต้องกระทำให้ได้ ส่วนกรอบเวลาเป็นเรื่องของแนวทางที่ต้องเริ่มต้นปฏิรูปกันได้เสียที เพื่อให้อนาคตเป็นไปตามเป้าหมาย” เสรี ระบุ

ถึงกระนั้น สิ่งที่ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองกังวลเกี่ยวกับการปฏิรูปตำรวจ คือ เรื่องพฤติกรรมของตำรวจเอง เพราะต้องยอมรับว่าตำรวจทุกวันนี้ใช้อาชีพผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เป็นช่องทางหากิน หาผลประโยชน์ให้กับตัวเอง แต่เรื่องพฤติกรรมเป็นอะไรที่เปลี่ยนแปลงได้ยากที่สุด หากมีกฎหมายมากำหนดบังคับวิธีการปฏิบัติหน้าที่ หลักการตรงนี้เองก็จะเปลี่ยนพฤติกรรมของตำรวจให้ถูกต้องขึ้นมาได้

“ความเคยชินของตำรวจคืออุปสรรคของการปฏิรูป สภาพของตำรวจเมืองไทยทุกวันนี้เราต้องยอมรับว่าส่วนใหญ่ก็หาผลประโยชน์ให้กับตัวเอง เราปฏิเสธเรื่องนี้ไม่ได้ ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องวิ่งเต้นโยกย้ายเท่านั้น แต่ตำรวจส่วนหนึ่งจะหาทุกช่องทางที่จะเรียกรับผลประโยชน์ อีกทั้งอาชีพนี้มีช่องโหว่ให้ทุจริตได้ง่าย และก็เรียกผลประโยชน์ได้เยอะ ดังนั้นจะต้องเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ ไม่เช่นนั้นชาวบ้านก็เดือดร้อน เพราะตำรวจแทนที่จะบำรุงความยุติธรรมให้กับสังคม แต่กลับเอาเวลาไปหาเงินให้ตัวเอง ซึ่งที่ผ่านมามันไม่ถูกต้อง” เสรี ย้ำ

อีกด้านจาก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มองถึงการปฏิรูปตำรวจในช่วงนี้ โดยเฉพาะปมเรื่องการกระจายอำนาจสีกากีเข้าสู่ระบบท้องถิ่นตามรูปแบบสหรัฐ อดีตบิ๊กตำรวจผู้นี้เห็นว่าสำหรับเมืองไทยแล้ว ยังไม่ใช่เรื่องที่ควร และระบบตำรวจของไทยในชั่วโมงนี้ก็ยังไม่ถึงกับต้องปฏิรูป หากแต่พัฒนาก็น่าจะเพียงพอ

“ผู้มีอำนาจคิดง่ายเกินไป ไม่ต้องมีตำรวจส่วนกลาง แต่ให้ไปขึ้นกับจังหวัดนั้นๆ ตามที่สังกัด เอาง่ายๆ ว่างบประมาณจะดูแลตำรวจแต่ละจังหวัดเพียงพอแล้วหรือยัง ถึงคิดส่วนนี้ขึ้นมา ไม่ใช่แค่เงินเดือนเท่านั้น ยังมีค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าอุปกรณ์การทำงานต่างๆ เครื่องมือมีพร้อมให้ตำรวจทำหน้าที่หรือไม่ แม้แต่เงินยังชีพใช้เลี้ยงดูครอบครัวมีพอหรือยัง มีปัญญาให้เขาได้หรือเปล่าถึงจะแยกตำรวจออกไป” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ สะท้อนมุมมอง

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ มองอีกว่า หากแยกตำรวจขึ้นกับจังหวัดปัญหาต่างๆ จะตามมามากมาย เนื่องจากการทำงานของตำรวจต้องพึ่งพาตัวเองทั้งหมด ทั้งการตรวจพิสูจน์หลักฐาน ชันสูตรศพ และแต่ละจังหวัดอุปกรณ์ที่ว่ามีเพียงพอแล้วหรือไม่

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ย้ำอีกว่า การแต่งตั้งตำรวจที่คุยกันมานานว่าไม่อยากให้นักการเมืองเข้ามาแทรกแซง แต่การมอบอำนาจให้นายกรัฐมนตรีมีสิทธิแต่งตั้งตัว ผบ.ตร. หรือสามารถย้ายออกจากตำแหน่งได้ ถามว่าตรงนี้คือแทรกแซงจากการเมืองหรือไม่ เพราะรัฐมนตรี นายกฯ ก็นักการเมืองเหมือนกัน

“ก้าวก่ายหรือไหมล่ะ ผมถึงอยากให้เขาเลือกกันเองว่าใครเหมาะสมจะมาคุมตำรวจด้วยกันเอง” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ย้ำ

 

จุดยืน “ประชาธิปัตย์” สั่นคลอน ประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 เมษายน 2559 เวลา 12:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/426277

จุดยืน "ประชาธิปัตย์" สั่นคลอน ประชามติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การออกมาประกาศจุดยืนต่อร่างรัฐธรรมนูญของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นตัวแปรสำคัญที่จะส่งผลต่อทิศทางการลงคะแนนประชามติในอนาคต

จากซุ่มเสียงของอภิสิทธิ์ แม้จะยังไม่ประกาศชัดเจนว่า “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่การออกมาชำแหละเนื้อหาที่เป็นจุดอ่อนในหลายประเด็น ที่โดยรวมแล้วมี “ข้อเสีย” มากกว่า “ข้อดี” รวมทั้งฟันธงว่าไม่เหมาะสมเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศน่าจะเห็นความชัดเจนได้ในระดับหนึ่ง

“ท่าทีของพรรคมีความชัดเจนแล้ว วันนี้ไม่ยากที่จะบอกว่ารับหรือไม่รับ แต่นี่เป็นอนาคตประเทศ จึงเรียกร้องขอให้ คสช.ชัดเจน ขอให้กำหนดกติกาเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า ไม่ว่าจะรับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ ประเทศชาติจะมีทางเดินที่ไม่วุ่นวาย ไม่ขัดแย้ง คสช.ควรรับผิดชอบด้วยการให้เกียรติบอกประชาชน ถ้าไม่บอกเมื่อถึงจุดหนึ่งพวกผมก็ต้องตัดสินใจ”

การยังไม่รีบฟันธงว่า “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ ปัจจัยสำคัญอยู่ที่ยังไม่รู้ว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ คสช.จะเดินหน้าต่อไปอย่างไร

ที่สำคัญไม่รู้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับหน้าที่ คสช.จะหยิบฉบับเก่ามาปัดฝุ่น หรือร่างขึ้นใหม่นั้น มีข้อดีข้อเสียมากกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)

ระหว่างนี้ได้แต่รอดูความชัดเจนจาก คสช.ที่จะออกมาในอนาคต แต่เบื้องต้นแค่การออกมาถล่มเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ส่งผลต่อแนวโน้มการลงประชามติได้อย่างมีนัยสำคัญ

แม้แต่อลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่วันนี้รับตำแหน่งเป็นรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ยังออกมายอมรับว่าการทำประชามติมีความเสี่ยงมากขึ้น

“ขณะนี้มี 2 พรรคการเมืองใหญ่ คือ พรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย กับ 1 กลุ่มการเมืองใหญ่ คือ นปช. แสดงจุดยืนชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ และคำถามพ่วงประชามติ”

อลงกรณ์ยังวิเคราะห์ต่อไปว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังเสี่ยงที่จะไม่เป็นที่ยอมรับหากผลการลงประชามติและคำถามประกอบประชามติออกมาก้ำกึ่ง

ความสำคัญของท่าที “ประชาธิปัตย์” อยู่ตรงที่ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายประเมินว่ามีแนวโน้มจะสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อสวิงมาอยู่ทางฝั่งไม่รับร่างรัฐธรรมนูญย่อมส่งผลต่อคะแนนประชามติโดยรวม

ต่างจาก “เพื่อไทย-นปช.” ซึ่งประกาศตัวว่าจะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ยังไม่ทันได้ลงมือร่างด้วยซ้ำ

ดังนั้น เมื่อประเมินฐานเสียงจากทั้ง ประชาธิปัตย์ เพื่อไทย และ นปช.แล้ว โอกาสที่ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ผ่านประชามติจึงเป็นไปได้สูง

เหลือเพียงแค่ฐานเสียงจากกลุ่มเอ็นจีโอที่มีเครือข่ายอยู่จำนวนไม่น้อยทั่วประเทศ และ กปปส. ซึ่งเวลานี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีท่าทีอย่างไรต่อร่างรัฐธรรมนูญ

ที่สำคัญการออกมาชำแหละจุดอ่อนในร่างรัฐธรรมนูญหลายประเด็นของอภิสิทธิ์ ย่อมทำให้ประชาชนต้องตัดสินใจว่าจะยังรับร่างรัฐธรรมนูญดีหรือไม่ โดยเฉพาะหลายประเด็นที่ฟังดูมีน้ำหนัก

ไม่ว่าจะเป็นการหักล้างจุดแข็งอย่างเรื่องการปราบโกงสกัดการทุจริตแต่กลับลดโทษคนที่ถูกถอดถอนจากต้องออกจากการเมืองตลอดชีวิตเหลือเพียงแค่ 5 ปี

เรื่อยมาจนถึงเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนถดถอยมากกว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 รวมถึงสิทธิทางการศึกษา สาธารณสุข บริการทางกฎหมาย เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มอำนาจราชการมากเกินไป ซึ่งจะทำให้การตอบสนองความต้องการของประชาชนลดลง

มาจนถึงปัญหาสำคัญ คือ การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญก็ทำได้ยากมาก เพราะนอกจากต้องได้เสียงข้างมากในสภาแล้ว จะต้องมีเสียง สว. 1 ใน 3 สนับสนุนด้วย

ยังไม่รวมกับกลไกเรื่องให้อำนาจ สว.ซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ไม่ยึดโยงกับประชาชนเข้ามามีส่วนในกระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรี จนอาจเกิดปัญหาในอนาคตทั้งเรื่องการจับมือกับ สส.ที่จะกระทบกับดุลอำนาจโดยมี สว.เข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญ

แถมในบทเฉพาะกาล 5 ปีทำให้ สว.เกี่ยวข้องกับการตั้งรัฐบาลถึง 2 ครั้ง คล้ายกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2521 ที่มีความพยายามที่จะต่ออายุให้ยืดยาวออกไป

จุดอ่อนทั้งหลายเหล่านี้ย่อมฉุดให้ความน่าเชื่อถือของร่างรัฐธรรมนูญลดลงไปอยู่ที่ว่าสุดท้าย กรธ.จะสามารถชี้แจงหรือทำความเข้าใจต่อประชาชน
ได้มากน้อยแค่ไหน

 

5 จุดเสี่ยง รัฐธรรมนูญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 เมษายน 2559 เวลา 09:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/426079

5 จุดเสี่ยง รัฐธรรมนูญ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เริ่มต้นนับถอยหลังสู่การทำประชามติกับเวลาที่เหลืออีกไม่ถึง 6 เดือน ซึ่งจะได้รู้ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย ฤชุพันธุ์ จะผ่านความเห็นชอบจากประชาชนส่วนใหญ่หรือไม่

ส่องดูเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีหลายประเด็นที่ถือเป็น “จุดแข็ง” โดยเฉพาะ “ยาแรง” ที่งัดมาคัดกรองบุคคลที่จะเข้าสู่ “การเมือง” และ “อำนาจรัฐ” แต่ก็มี “จุดอ่อน” อยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะกับ 5 ปมร้อนที่ถูกถล่มต่อเนื่องและมีแนวโน้มจะฉุดให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ

ประเด็นแรก ซึ่งถือเป็นประเด็นใหญ่ที่สุดคือ ข้อครหาเรื่องการ “สืบทอดอำนาจ” โดยเฉพาะเนื้อหาในบทเฉพาะกาลที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ปรับแก้ในโค้งสุดท้ายตามข้อเสนอแนะของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ทั้งกำหนดการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ 2 ช่วง คือ ช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี และช่วงปกติ พร้อมปรับที่มาของ สว.จากการเลือกไขว้ข้ามสาขาอาชีพ 200 คน มาเป็นการสรรหา 250 คน โดยคณะกรรมการสรรหาที่แต่งตั้งโดย คสช.

พร้อมเพิ่มอำนาจให้ สว. หากในกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีจากรายชื่อที่กำหนดให้แต่ละพรรคการเมืองเสนอบุคคลที่จะเป็นนายกฯ พรรคละ 3 รายชื่อได้ ที่ประชุมร่วมรัฐสภา สส.-สว.สามารถใช้เสียง 3 ใน 5 ของดเว้นข้อบังคับ ให้สภาสามารถเลือกบุคคลนอกลิสต์ได้

ประเด็นนี้ถูกถล่มอย่างหนักว่าเป็นการเปิดทางนายกรัฐมนตรีคนนอก สอดรับกับท่าทีล่าสุด เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเอกฉันท์เห็นควรให้ตั้งคำถามพ่วงประชามติ โดยให้ สว.เข้ามามีส่วนเลือกนายกรัฐมนตรี

ที่สำคัญด้วยระบบเลือกตั้งใหม่นี้ทำให้ยากที่พรรคใดพรรคหนึ่งจะได้เสียงข้างมากเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ประกอบกับจำนวนของ สว. 250 เสียง แถมยังมีความเป็นเอกภาพสูง ทำให้มีผลต่อการชี้ขาดเลือกนายกฯ อย่างมีนัยสำคัญ

ประเด็นที่สอง เรื่องสิทธิจากเดิมที่เคยถูกถล่มอย่างรุนแรงว่า “ถอยหลัง” จากรัฐธรรมนูญ ปี 2540 และ 2550 เป็นอย่างมาก จนต่อมา กรธ.ต้องยอมปรับแก้เพื่อลดแรงเสียดทาน

แต่เสียงสะท้อนความเป็นห่วงก็ยังไม่ได้ลดน้อยลงไป คณะนิติราษฎร์ยังมองว่า สาระสำคัญแห่งสิทธิเสรีภาพดังเช่นที่เคยปรากฏในรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 กลับไม่ปรากฏอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญนี้ ทั้งๆ ที่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นหลักการสำคัญในการประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญไม่ให้ถูกล่วงละเมิดโดยอำนาจรัฐ

นั่นย่อมทำให้รัฐสามารถตรากฎหมายกระทบถึงแก่นของสิทธิเสรีภาพได้โดยอ้างข้อจำกัดที่ใช้ถ้อยคำซึ่งสามารถได้รับการตีความได้อย่างกว้างขวาง และส่งผลให้ในที่สุดแล้วการรับรองสิทธิเสรีภาพไว้ในรัฐธรรมนูญ ย่อมหาความหมายอันใดมิได้

ประเด็นที่สาม เรื่องเรียนฟรี ที่มีแรงกระเพื่อมตามมาไม่น้อย ล่าสุดเยาวชนกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท ออกมาตั้งข้อสังเกตถึงมาตรา 54 ระบุว่า “รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับ อย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บ
ค่าใช้จ่าย”

นั่นหมายความว่า การเรียนฟรี 12 ปี เริ่มนับตั้งแต่ระดับปฐมวัยหรือระดับอนุบาลจนจบการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี หรือเรียนจบ ม.3 ไม่ใช่ ม.6 เหมือนที่ผ่านมา ซึ่งจะทำให้เยาวชนส่วนหนึ่งเสียสิทธิ และต้องควักกระเป๋าเพิ่มกลายเป็นภาระต่อครอบครัวอีกไม่น้อย

มีชัย ฤชุพันธุ์ ชี้แจงประเด็นนี้ว่า การร่น 12 ปีมาเริ่มตั้งแต่ก่อนประถมศึกษาเพราะช่วง ม.ปลายมีกองทุนการศึกษาให้แล้ว หากในอนาคตรัฐบาลมีงบประมาณมากขึ้น ก็สามารถขยายระยะเวลาจัดการศึกษาฟรี 15 ปี จนถึงชั้น ม.6 ได้เช่นกัน

ประเด็นที่สี่ กรอบการทำงานของรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรในอนาคต เสมือนถูกตีกรอบไว้ด้วยแนวนโยบายตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะเรื่อง “ปฏิรูป” ซึ่งล่าสุดในรัฐธรรมนูญถึงขั้นกำหนดให้รัฐบาลต้องรายงานความคืบหน้าต่อ สว.ทุก 3 เดือน

การต้องพะวักพะวนหรือทุ่มเทสรรพกำลังทำเรื่องปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติ ย่อมยากจะขยับหรือมีอิสระไปคิดทำนโยบายที่ต้องการหรือนโยบายที่ได้เคยหาเสียงต่อประชาชนเอาไว้

ประเด็นสุดท้าย ในหมวดที่ 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งวิเคราะห์กันว่าออกแบบให้แก้ไขยากจนอาจจะสร้างปัญหาต่อไปในอนาคต ยิ่งในเวลาที่ใช้ไปนานๆ แล้วเกิดพบจุดอ่อนที่ต้องการแก้ไข

แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกแบบให้การแก้ไขจะต้องมีการลงคะแนนเสียงเห็นชอบ จะต้องมีคะแนนเสียงของพรรคการเมืองฝ่ายค้านไม่น้อยกว่า 20% ของสมาชิกพรรคทั้งหมดรวมกัน จากเดิมที่กำหนดให้ใช้เสียงทุกพรรคการเมืองต้องมีสมาชิกพรรคไม่น้อยกว่า 10%

ทั้งหมดนี้เป็นจุดเสี่ยงของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่อาจจะมีผลต่อการตัดสินใจที่จะ “รับ” หรือ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ

 

นายกฯ คนนอกมาแน่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 เมษายน 2559 เวลา 10:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/425686

นายกฯ คนนอกมาแน่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางสู่นายกรัฐมนตรีคนนอกชัดเจนขึ้น เมื่อที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)  มีมติเอกฉันท์เห็นชอบให้ต้ั้งคำถามประกอบการทำประชามติ ว่า เพื่อให้การปฏิรูปมีความต่อเนื่องตามยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดในบทเฉพาะกาล ช่วง 5 ปีแรกนับแต่มีรัฐสภา ให้ที่ประชุมร่วมรัฐสภา (สส.-สว.) พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี

สอดรับกับมติของที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ก่อนหน้านี้ ที่เสนอมายัง สนช.

ทุกอย่างตอกย้ำข้อครหาเรื่องการ “สืบทอดอำนาจ”  เพราะหากจำได้ก่อนหน้านี้ข้อเสนอ เรื่อง “นายกรัฐมนตรีคนนอก” ถูกจุดประเด็นมาตั้งแต่ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งห่วงว่าการกำหนดเงื่อนไขล็อกให้นายกฯ ต้องเป็น สส. อาจทำให้ทุกอย่างเดินหน้าสู่ทางตันซ้ำรอยอดีต

ครั้งนั้นกระแสถล่มทั้งเรื่องถอยหลังเข้าคลองและห่วงกันว่าจะเป็นการเปิดประตูให้คนจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารแบบไม่ต้องออกแรง

สุดท้าย กมธ.ยกร่างรัฐธรมนูญต้องตัดสินใจ เพิ่มเงื่อนไขกรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่ได้เป็น สส. จะต้องได้รับคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกของสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด

ทว่าปัญหายังไม่หมดไปเสียทีเดียว เมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำหนดมาตรการ ให้สภาผู้แทนราษฎรเลือกนายกฯ จากบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอมาพรรคละ 3 รายชื่อ เพื่อตัดตอนข้อครหาเรื่องนายกรัฐมนตรีคนนอก

โดยโยนให้พรรคการเมืองเป็นคนตัดสินใจว่าจะเสนอรายชื่อใครขึ้นเป็นนายกฯ เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ล่วงหน้า ป้องกันมือที่มองไม่เห็นจะแหกโผมาเป็นตาอยู่ในช่วงโค้งสุดท้าย

ที่สำคัญ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมายืนยันว่า ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จะไม่เป็นนายกรัฐมนตรีในอนาคตเพื่อคลายความกังวลเรื่องการสืบทอดอำนาจ

แต่ความกังวลกลับมาเป็นประเด็นอีกครั้งเมื่อหนึ่งใน 3 ข้อเสนอ คสช. ถูกส่งตรงไปยัง กรธ. ด้วยการเสนอให้ สว.ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี มาจากการสรรหาแทนระบบเลือกไขว้แต่ละสาขาอาชีพ และ กรธ.ตัดสินใจแก้ไขตามข้อเสนอ คสช. ด้วยการไปปรับเพิ่มอยู่ในบทเฉพาะกาล

แม้จะหยิบยกเหตุผลเรื่องการสานต่อการปฏิรูปและการทำให้งานที่ได้ริเริ่มไว้สามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างต่อเนื่อง จึงต้องมี สว.สรรหามาทำงานร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรในอนาคต

แต่ข้อกังขาเรื่อง “สืบทอดอำนาจ” ผ่าน สว.สรรหาชุดนี้ กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง โดยเฉพาะอำนาจหลายอย่างทั้งการให้สภาต้องรายงานความคืบหน้าปฏิรูปให้ สว.รับทราบ

ไม่แปลกที่ พล.อ.ประวิตร ต้องรีบออกมาเบรกกระแสยืนยันว่า สว.สรรหาชุดเปลี่ยนผ่านจะไม่มีอำนาจพิเศษใดๆ โดยเฉพาะอำนาจแต่งตั้งนายกฯ เพราะหาก สว.สามารถแต่งตั้งนายกฯ  ย่อมทำให้ข้อครหาเรื่องสืบทอดอำนาจกลับมาเป็นประเด็น และฉุดกระแสต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญหนักขึ้น

ยิ่งสัญญาณหลายอย่างปรากฏให้เห็นเงื่อนงำ ทั้งเรื่องใบสั่ง เพิ่มจำนวน สว. ในช่วงเปลี่ยนผ่านเป็น 250 คน เพื่อให้มีสัดส่วนเพียงพอจะคัดง้างกับ สส. 500 คน ในที่ประชุมร่วมรัฐสภา

ต่อด้วยเงื่อนไขสำคัญ กรณีที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ไม่สามารถเลือกนายกฯ ตามลิสต์รายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอขึ้นมา สามารถใช้เสียง 2 ใน 3 ของที่ประชุมร่วม สส. สว. เพื่อของดเว้นการบังคับใช้มาตรานี้ อันจะเป็นการเปิดช่องให้สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีจากคนนอกลิสต์ได้

โดยเฉพาะกับระบบเลือกตั้งแบบใหม่ที่ยากจะมีพรรคใดพรรคหนึ่งได้เสียงเบ็ดเสร็จ ดังนั้นการเลือกนายกฯ ด้วยกรอบปกติจึงไม่ใช่เรื่อง่าย

อีกทั้ง สนช.ตั้งคำถามพ่วงประชามติและประชาชนส่วนใหญ่เห็นดีเห็นงามกับการให้ สว. มีอำนาจเลือกนายกฯ คนนอกด้วยแล้ว ย่อมทำให้อำนาจของ สว. สามารถชี้เป็นชี้ตายนายกรัฐมนตรีได้ในอนาคต

เข้าทำนอง “ชงเองกินเอง” ทั้งทำหน้าที่ปลดล็อกให้ สว.เข้ามาเลือกนายกฯ ได้แล้ว สุดท้ายยังมีสิทธิมีเสียงมาลงคะแนนเลือกนายกฯ ได้เอง

ที่สำคัญ “ที่มา” ของ สว. ชุดเปลี่ยนผ่านชุดนี้ยังมาจากการสรรหาของคณะกรรมการสรรหาที่ตั้งโดย คสช. ดังนั้นย่อมคาดการณ์ได้ล่วงหน้าเลยว่าหน้าตาบุคคลที่จะได้รับการคัดเลือกเป็น สว.จะออกมาอย่างไร

อีกทั้งด้วยจุดแข็งเรื่องความเป็นเอกภาพของ สว.ชุดนี้ ยังเอื้อให้ช่วยกำหนดทิศทางและอาจถึงขั้นชี้ขาดคนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนอกได้อย่างมีนัยสำคัญ

อยู่ที่ว่าสุดท้ายผลของประชามติจะออกมาเห็นชอบกับเส้นทางของนายกฯ คนนอกหรือไม่

 

เกษตรอินทรีย์สู่สากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 เมษายน 2559 เวลา 12:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/425516

เกษตรอินทรีย์สู่สากล

โดย…สุธี มากบุญ รมช.มหาดไทย

ในรายงานประจำปีของธนาคารโลกเมื่อปี 2551 (World Development Report 2008 : Agriculture for Development) ได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของภาคการผลิตอาหาร (Food Production) จากทั่วโลกว่าจะเพิ่มปริมาณขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความเห็นที่แตกต่างกันว่าทำอย่างไร จึงจะสามารถสร้างผลิตผลให้สอดคล้องเพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากที่สุด เพราะเมื่อมีการกล่าวถึงภาคการผลิต เราจำเป็นต้องกล่าวถึงประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย อาทิ การใช้ที่ดินและน้ำเพื่อการเกษตร การใช้เทคโนโลยีการเกษตร ตลอดจนกระบวนการสร้างผลผลิตโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สุขภาพและความปลอดภัยของผู้ผลิตและผู้บริโภค

ปัจจุบันเราทราบกันดีว่าการทำเกษตรกรรมอาจส่งผลกระทบในเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมผ่านการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มากจนเกินไปและขาดการควบคุมอันนำมาซึ่งมลภาวะด้านต่างๆ ปัญหาเหล่านี้นำมาซึ่งความตระหนักและการพัฒนารูปแบบการเกษตรสมัยใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการขจัดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพภายใต้แนวคิด เพื่อยกระดับภาคเกษตรกรรมไปสู่ความยั่งยืน (Sustainable Intensification of Agriculture) ซึ่งหมายความถึงการเพิ่มมูลค่าและผลิตผลต่อพื้นที่ไปพร้อมๆ กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและรักษาไว้ ซึ่งทุนทางธรรมชาติให้คงอยู่อย่างยั่งยืนสืบไป

ในฐานะที่ผู้เขียนเคยได้มีโอกาสทำงานในระดับพื้นที่จังหวัดและอำเภอมาหลายพื้นที่เมื่อครั้งรับราชการ จึงมองเห็นพัฒนาการของการประยุกต์เอาแนวคิดดังกล่าวมาปรับใช้ เริ่มตั้งแต่เมื่อเป็นหน่ออ่อนที่มีเป้าหมายในการสร้างภูมิคุ้มกันในการดำเนินชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่ความเข้มแข็งที่วางเป้าที่จะพัฒนาความยั่งยืนในระดับฐานรากสู่ระดับสากลดังเช่นกรณีของ จ.ยโสธร ที่จะหยิบยกมาเป็นตัวอย่างในวันนี้

ผู้คนจำนวนไม่น้อยอาจจะรู้จัก จ.ยโสธร จากประเพณีบุญบั้งไฟที่เลื่องลือ แต่แท้จริงแล้วยโสธรยังมีชื่อเสียงจากผลิตผลทางการเกษตรที่สำคัญคือ แตงโมและข้าวหอมมะลิ สืบเนื่องจากการที่ประชากรส่วนใหญ่ของจังหวัดประกอบอาชีพเกษตรกรรม ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจนักหากจะได้ทราบว่าพื้นที่ทำการเกษตรครอบคลุมพื้นที่ถึงร้อยละ 70.07 ของพื้นที่ จ.ยโสธร (1,822,476 ไร่ จาก 2,600,902.5 ไร่) ในจำนวนนี้เป็นพื้นที่สำหรับปลูกข้าวเจ้านาปีทั่วไปถึงประมาณ 1,063,295 ไร่ และเป็นพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ 46,625 ไร่ (ข้อมูลจากสำนักงานเกษตรจังหวัดยโสธร)

จากการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัด (GPP) ที่อยู่บนฐานของภาคการเกษตรเป็นหลัก ทำให้ จ.ยโสธร ภายใต้การบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ หรือ “กรมยโสธร” ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์จังหวัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2548 โดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนของจังหวัดร่วมกับเครือข่ายทางวิชาการจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ได้ร่วมกันวิเคราะห์ถึงศักยภาพการพัฒนาและเริ่มต้นกำหนดวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “เกษตรอินทรีย์สู่สากล” ขึ้น ตลอดจนกำหนดแนวทางการทำงานอย่างจริงจังร่วมกันระหว่างชาวยโสธรกับทุกภาคส่วน เพื่อให้เป็นไปตามวิสัยทัศน์ที่วางไว้จนบังเกิดผลเป็นที่น่าพอใจ

โดยหากพิจารณาจากตัวเลขการปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ซึ่งสำนักงานสถิติจังหวัดยโสธรได้รวบรวมไว้จะพบว่าทั้งพื้นที่การปลูก ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ และรายได้จากการจำหน่ายเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ ในปี 2558 มีพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ 46,625 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 396 กิโลกรัม/ไร่ สร้างรายได้จากการจำหน่าย 276,952,500 บาท เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ซึ่งมีพื้นที่เพาะปลูกเพียง 19,251 ไร่ ผลผลิตต่อไร่ 386 กิโลกรัม/ไร่ และสร้างรายได้เพียง 118,880,000 บาท ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการผลักดันให้บรรลุเป้าหมายทางวิสัยทัศน์ ซึ่งขับเคลื่อนโดยทุกภาคส่วนของจังหวัดได้เป็นอย่างดี

ในปัจจุบันข้าวหอมมะลิปลอดภัยและข้าวหอมมะลิอินทรีย์ยโสธรเป็นที่รู้จักและเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศและสามารถสร้างรายได้เข้าสู่จังหวัดเป็นจำนวนมาก โดยมีผู้ผลิตที่มีศักยภาพ มีความเข้มแข็งโดยไม่ต้องพึ่งพาโครงการให้ความช่วยเหลือจากรัฐบาล เช่น กลุ่มเกษตรกรทำนานาโส่ กลุ่มเกษตรกรทำนาบากเรือ กลุ่มข้าวคุณธรรม วิสาหกิจชุมชนเครือข่ายเกษตรยั่งยืนน้ำอ้อม สหกรณ์เกษตรอินทรีย์เลิงนกทาและไทยเจริญ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาสินค้าเกษตรอินทรีย์และเกษตรปลอดภัยในพืชชนิดอื่นๆ ที่ใช้น้ำน้อยเพื่อปรับตัวตามสถานการณ์ภัยแล้ง เช่น หอมแดงอินทรีย์ แตงโมอินทรีย์ ถั่วลิสงอินทรีย์ การทำนาหญ้าทดแทนนาปรัง เป็นอาทิ ผลที่ตามมายังเป็นเรื่องของการลดความเสี่ยงด้านสุขภาพและค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลของเกษตรกรและผู้บริโภคที่เกี่ยวเนื่องกับกระบวนการผลิตและบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์

เป็นที่น่ายินดีว่าเมื่อต้นปีที่ผ่านมา จ.ยโสธร ได้รับเกียรติจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้เป็นต้นแบบด้านเกษตรอินทรีย์ของประเทศ โดยได้มีการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการพัฒนาเกษตรอินทรีย์วิถียโสธร ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านพืช ปศุสัตว์ และสัตว์น้ำ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์เดิม และสนับสนุนการขยายพื้นที่ผลิตตามแนวทางเกษตรอินทรีย์ ตลอดจนสร้างเครือข่ายการเรียนรู้โดยอาศัยการขยายผลจากกลุ่มหรือเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในพื้นที่ โดยมีการขับเคลื่อนใน 3 กระบวนการ ได้แก่ กระบวนการต้นทางในรูปแบบของการสนับสนุนปัจจัยการผลิตไปจนถึงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อรองรับการเพาะปลูก

กระบวนการกลางทางคือ การส่งเสริมให้มีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ เช่น ผลิตภัณฑ์ข้าวกล้องงอกผงชงดื่ม ผลิตภัณฑ์น้ำมันรำข้าว ตลอดจนการส่งเสริมเรื่องทุนเพื่อรวบรวมผลิตภัณฑ์ เพื่อจัดจำหน่ายและสร้างมูลค่าเพิ่ม และกระบวนการปลายทางที่เน้นการส่งเสริมด้านตลาดและการส่งออก การจัดให้มีการจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching) เป็นต้น

ประเด็นที่น่าพิจารณาเพิ่มเติมเพื่อยกระดับการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ไปสู่ระดับที่เข้มข้นมากขึ้น น่าจะมุ่งเน้นไปที่การทำงานร่วมกับเกษตรกรมากยิ่งขึ้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการวิจัยด้านเกษตรอินทรีย์ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม อันได้แก่ การเข้าถึงความรู้และข้อมูลข่าวสารผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ และสร้างความไว้วางใจและสร้างเครือข่ายกับหุ้นส่วนการพัฒนารายใหม่ๆ ระหว่างเกษตรกรและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน

การให้สิทธิประโยชน์ทางการค้าแก่ผู้ผลิตและผู้ประกอบธุรกิจ เพื่อเอื้อให้เกิดการพัฒนาสินค้าเกษตรอินทรีย์ รวมไปถึงการสนับสนุนระบบสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง เป็นต้น ซึ่งการที่จะบรรลุผลสำเร็จเหล่านี้ได้ต้องอาศัยเกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน และองค์กรเอกชน

ทั้งหมดนี้ถือเป็นโอกาสที่ จ.ยโสธร จะพัฒนาให้เป็น “เมืองเกษตรอินทรีย์” หรือ “The Land of Organic” ซึ่งถือเป็นทางเลือกในการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งในด้านของคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน ด้านเศรษฐกิจ ด้านสุขภาพ ไปพร้อมๆ กับการสร้างความสมดุลทางธรรมชาติในคราวเดียวกัน

 

‘คำถามพ่วง’ ฉุดประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 เมษายน 2559 เวลา 10:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/425500

‘คำถามพ่วง’ ฉุดประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ดีเดย์วันนี้ 7 เม.ย. กับการพิจารณาคำถามประกอบการทำประชามติ ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะประชุมชี้ขาดว่าจะตั้งหรือไม่ตั้งคำถาม หรือหากกรณีที่จะตั้ง คำถามจะออกมาอย่างไร

แน่นอนว่า “คำถาม” ที่จะออกมา ย่อมส่งผลต่อการทำประชามติไม่มากก็น้อย

สัญญาณล่าสุดสะท้อนผ่านมติของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่มีมติ 138 ต่อ 7 เสียงให้ส่ง 1 ญัตติคำถามไปยัง สนช.เพื่อพิจารณาประกอบการตัดสินใจว่าจะตั้งคำถามหรือไม่อย่างไร

ภายหลังการพิจารณากว่า 5 ชั่วโมง ซึ่งที่ประชุมได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวางชั่งน้ำหนัก เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของการตั้งคำถาม

ก่อนจะได้ข้อสรุปเห็นชอบตาม “คำถาม” ของ วันชัย สอนศิริ กรณีให้นายกรัฐมนตรีมาจากการโหวตของที่ประชุมรัฐสภา ได้แก่ สส. และ สว. ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี เพื่อสานงานปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง และประคับประคองสถานการณ์ประชาธิปไตยและความสงบของบ้านเมือง

เนื่องจาก พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สปท. ขอถอนญัตติที่เสนอให้มีคณะกรรมการอิสระเพื่อความปรองดองแห่งชาติ ภายหลังรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเข้าปฏิบัติหน้าที่ เพื่อทำหน้าที่เสนอแนะและแก้ไขความขัดแย้ง รวมถึงส่งเสริมความปรองดอง

อีกทั้งท่าทีของ สนช.ยังมีแนวโน้มเห็นคล้อยตามกับข้อเสนอของ สปท. ตามที่ วิทวัส บุญญสถิตย์ สนช. อธิบายว่า ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี ควรมีกลไกมาช่วยรองรับให้การเมืองนิ่ง

“ขณะนี้ต้องยอมรับว่าการเมืองยังแกว่งอยู่ มีการนำแจกขันพิมพ์จาก ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มาปลุกกระแส ซึ่งสถานการณ์ยังไม่นิ่ง อาจจะเกิดเหตุการณ์วุ่นวายซ้ำรอยเดิมหลังการเลือกตั้งได้ จึงควรมีกลไก สว.มาช่วยประคับประคองให้บ้านเมืองเดินต่อไปได้ในช่วง 5 ปี ถือว่าทำได้ เพราะไม่ได้ให้อำนาจ สว.มาลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เป็นเพียงแค่การช่วยกลั่นกรองเลือกนายกรัฐมนตรีเท่านั้น”

แม้จะยืนยันว่าไม่มีใบสั่งจากใคร แต่เชื่อว่าคำถามอื่นๆ ซึ่ง กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สนช. ประเมินว่าคำถามอื่นที่ สนช.เสนอมาทั้งการใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ หรือการตั้งรัฐบาลปรองดองนั้น น้ำหนักแผ่วลงไปมาก

ล่าสุด วิป สนช.มีมติให้ สนช.ส่งคำถามพ่วงการทำประชามติ จำนวน 1 ข้อ แม้จะยังไม่มีความชัดเจนว่าคำถามจะออกมาอย่างไร แต่มติวิปเห็นว่าคำถามของ สนช.ควรมีหลักการใกล้เคียงกับคำถามที่เป็นมติของ สปท.ที่เสนอมา

แต่รายละเอียดยังเห็นไม่ตรงกัน อาทิ การกำหนดกลไกในช่วงเปลี่ยนผ่านควรเป็นอย่างไร และระยะเวลาเหมาะสมช่วงเปลี่ยนผ่านควรเป็นเท่าใด ไปจนถึงการเสนออำนาจในการขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้ ที่จะมาชี้ขาดกันวันที่ 7 เม.ย.นี้

ปัญหาอยู่ที่เนื้อหาคำถามของ สนช.นั้น อาจกระทบไปถึงการตัดสินใจรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการเพิ่มอำนาจ สว.ให้สามารถมีส่วนร่วมเลือกนายกฯ

หากจำได้นี่เป็นประเด็นที่พูดถึงกันก่อนหน้านี้ในช่วงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังจะส่งข้อเสนอแนะมายังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)

ทว่าสุดท้ายกลับถูกดักคอจน คสช.ต้องออกมาชี้แจงยืนยันว่า สว.ไม่มีอำนาจแต่งตั้งนายกฯ เพราะที่มาของ สว.มาจากการสรรหาของคณะกรรมการที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช.

เพื่อลดแรงเสียดทานจากข้อครหาเรื่องการสืบทอดอำนาจ จึงจำเป็นต้องจำกัดอำนาจ สว.ไม่ให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งนายกฯ ที่จะเกิดแรงต้านคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ

แม้ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่บัญญัติให้อำนาจ สว.ในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี แต่สุดท้ายเมื่อคำถามของ สปช.และ สนช. ที่จะออกมากลับให้เพิ่มอำนาจแต่งตั้งนายกฯ ได้

นั่นย่อมสะท้อนให้เห็นการทำงานที่สอดรับกันอย่างเป็นระบบเพื่อเดินไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ

สิ่งที่ต้องกังวลประการแรก คือ คำถามประกอบประชามติจะดึงความสนใจจากเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญที่มีทั้งจุดเด่นจุดด้อยต่างๆ มากมาย มาเพ่งเล็งที่คำถามมากกว่า

ยิ่งเนื้อหาของคำถามนั้นดูจะล่อแหลมน่าเป็นห่วงกว่าตัวเนื้อหาในรัฐธรรมนูญ ซึ่งสุดท้ายมติของคำถามก็จะต้องนำไปปรับแก้ในรัฐธรรมนูญต่อไป

หากเป็นเช่นนั้นอาจถูกมองว่าเป็นการหมกเม็ดหลบประเด็นไว้นอกรัฐธรรมนูญ แม้ผลสุดท้ายอาจเป็นเงื่อนไขที่ต้องกลับมาใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ

ดังนั้น นอกจากจะสร้างความขัดแย้งสร้างความสับสนในการออกเสียงประชามติแล้ว ดีไม่ดีอาจฉุดให้ร่างรัฐธรรมนูญต้องไม่ผ่านประชามติในที่สุด

โดยเฉพาะเมื่อจิ๊กซอว์ต่างๆ ประกอบภาพสุดท้ายออกมา กลายเป็นการตอกย้ำข้อครหาเรื่องการสืบทอดอำนาจที่ชัดเจนขึ้น

 

ตัดตอนขันแดง ดาบสองคม คสช.​

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 เมษายน 2559 เวลา 10:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/425144

ตัดตอนขันแดง ดาบสองคม คสช.​

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็น “ดาบสองคม” ที่กำลังย้อนกลับมาสร้างปัญหาให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สำหรับปฏิบัติการตรวจยึดขันน้ำสีแดงจำนวน 8,862 ใบ ที่บ้านพัก สิรินทร รามสูต อดีต สส.พรรคเพื่อไทย จ.น่าน เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ในมุมมองของรัฐบาล คสช. ขันแดง ที่เขียนข้อความ  “สุขสันต์วันสงกรานต์ปีใหม่ 2559 แม้สถานการณ์จะร้อน ขอให้พี่น้องได้รับความเย็นจากน้ำผ่านขันใบนี้ด้วยครับ รักและห่วงใย” ลงชื่อ ดร.ทักษิณ ชินวัตร  13 เม.ย. 2559 ถือเป็นภัยต่อความมั่นคง

ถึงขั้นที่ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่า การแจกขันแดงนี้เป็นพฤติกรรมที่ยอมรับไม่ได้ เพราะมีเจตนายั่วยุปลุกปั่นให้เกิดการแบ่งแยกประชาชนออกเป็นสี เป็นฝ่าย ทั้งที่รัฐบาลและพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศพยายามที่จะก้าวข้ามความขัดแย้งและปัญหาในอดีต หันหน้าเข้าปรองดอง รวมความสามัคคีของคนในชาติให้เป็นปึกแผ่น

“มีวิธีแสดงออกมากมายที่แสดงถึงความบริสุทธิ์ใจต่อเทศกาลและต่อประเทศชาติ  แต่การเลือกกระทำในสิ่งที่มีนัยแฝงเช่นนี้ ตีความได้เพียงประการเดียว คือ ฉวยโอกาสจากเทศกาลมาสร้างสถานการณ์ความแตกแยกและก่อความวุ่นวายในสังคม”

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. มองว่า “การสนับสนุนผู้กระทำความผิดหนีคดีและแพร่รูปให้สังคมเห็น ให้สังคมสนใจ ตรงนี้ผิดหรือเปล่า ถ้าไม่ผิดก็คือไม่ผิด แต่มันควรทำหรือเปล่า บางอย่างไม่ได้ผิด บางอย่างก็ผิด บางอย่างมันสมควรทำหรือไม่ เขาเรียกความละอายและเกรงกลัวต่อบาป รู้จักไหมหิริโอตตัปปะ

“สื่อก็รู้เจตนาว่าเขาทำเพื่ออะไร เป็นเครื่องขยายเสียงให้เขาได้ทุกวัน ถ้าเจตนาดีมันจะมาแจกทำไมกันละขัน แจกตุ่มซิ เอาไว้เก็บน้ำฝน ขันเอามาทำไม ปัดโธ่ ก็รู้อยู่ว่าเจตนาเขาทำเพื่ออะไร”

สุดท้ายจึงนำมาสู่การตัดไฟแต่ต้นลม ส่งทหารกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย มณฑลทหารบกที่ 38  ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ อาศัยอำนาจตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 3/2559 ลงวันที่ 1 เม.ย. 2559 ตรวจค้นและยึดขันดังกล่าว

ไม่ใช่ครั้งแรกที่ คสช.งัด “ยาแรง” มาตัดตอนกระแสทักษิณ ไม่ให้บานปลายติดลมบน จนอาจควบคุมไม่อยู่

ก่อนหน้านี้ ช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ คสช.เคยสั่งสกัดไม่ให้แจกจ่ายปฏิทินที่มีรูปทักษิณในพื้นที่ต่างๆ จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมไปแล้วรอบหนึ่ง

รอบนี้ก็เช่นกัน “ขันแดง” ถูกมองว่าเป็นความพยายามสร้างกระแสปลุกปั่นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญทางการเมือง โดยเฉพาะการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

ยิ่งก่อนหน้านี้ ทักษิณเริ่มขยับออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ คสช. รวมไปถึงเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ จนเป็นห่วงกันว่าหากปล่อยไว้เช่นนี้อาจไม่เป็นผลดีกับ คสช.ในอนาคต ทำให้จำเป็นต้องรีบออกมาเบรกไม่ให้ทุกอย่างบานปลาย

อีกมุมหนึ่งการแจกขันยังถือเป็นการเช็กเรตติ้งวัดความเหนียวแน่นของฐานเสียงในพื้นที่ รวมทั้งเช็กกระแสตอบรับจากทั้งประชาชนในพื้นที่ และการตอบโต้ของ คสช. ที่จะมีผลต่อการตัดสินใจเคลื่อนไหวอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปในอนาคต

แน่นอนทางฝั่งทักษิณออกมาตอบโต้ คสช. ชี้แจงว่า “เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ทุกวันสงกรานต์ ผมจะต้องทำของมาแจกทุกปีอยู่แล้ว แจกมาเป็นสิบๆ รอบ ไม่เห็นเคยมีปัญหาทำให้ความมั่นคงของชาติจะสั่นคลอนไปแต่อย่างใด วันนี้ทหารแจ้งว่าจะตั้งข้อหาผิดมาตรา 116 ควรเอาเวลาไปดูแลพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภัยแล้ง เรื่องระเบิดภาคใต้ เรื่องยาเสพติดที่ระบาดเต็มเมือง ให้คุ้มกับเงินภาษีอากรที่เสียให้พวกท่านจะดีกว่า

“โดนยัดข้อหามาหลายคดีแล้ว จะโดนข้อหาแจกขันน้ำทำลายความมั่นคงอีกสักกระทงจะเป็นไรไป เผลอๆ จะดีเสียอีกเป็นข่าวดังไปทั่วโลก อดีตนายกฯ ไทย โดนข้อหาแจกขันน้ำทำลายความมั่นคงเนื่องในวันสงกรานต์ของไทย หรือว่ามันเป็นนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาลนี้ ทำให้วันสงกรานต์โด่งดังไปทั่วโลกในยุคเศรษฐกิจฝืดเคือง”

ชัดเจนว่าการตัดสินใจของ คสช. เป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง แม้จะรู้ว่าเป็น “กับดัก” เพราะรู้ทั้งรู้ว่าการเข้าไปสกัดขันแดงอาจกลายเป็นประเด็นที่คนทั่วโลกหันมามองว่าเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ แถมเข้าทางสร้างกระแสให้ฝั่งตรงข้าม

แถมหากทำไม่ดีอาจเกิดกระแสตีกลับเรียกความสงสารเห็นใจจนกลายเป็นแรงเสียดทาน ที่ย้อนกลับมายัง คสช.ในอนาคต โดยเฉพาะกลุ่มที่จ้องจะหยิบประเด็นเรื่องการทำเกินกว่าเหตุไปขยายผล

แต่อีกด้านหนึ่ง หากไม่ทำอะไรเลยปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินต่อไปตามปกติ ย่อมอาจเกิดการรุกคืบเคลื่อนไหวที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จน คสช.ยากจะเข้าไปควบคุม

มาตรการนี้จึงเป็นดาบสองคมที่ทั้งให้คุณและให้โทษกับ คสช.ในเวลาเดียวกัน