คำถามพ่วงประชามติ กุมชะตาร่างรธน.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 เมษายน 2559 เวลา 08:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/425011

คำถามพ่วงประชามติ กุมชะตาร่างรธน.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองตลอดทั้งสัปดาห์นี้ ต้องจับตาไปที่การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพราะมีวาระต้องลงมติพิจารณาและตัดสินใจ 2 เรื่อง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

เรื่องที่ 1การพิจารณาให้ความเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ หลังจากคณะกรรมาธิการวิสามัญของ สนช.ที่มี พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิก สนช.ได้พิจารณาเสร็จแล้ว โดยสาระสำคัญ คือ การกำหนดแนวทางการควบคุมการออกเสียงประชามติให้มีความเรียบร้อย พร้อมกับให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มีหน้าที่ร่วมเผยแพร่เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญด้วย จากเดิมที่ไม่ได้กำหนดไว้

เรื่องที่ 2 พิจารณาประเด็นคำถามที่จะเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ ซึ่งเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559 มาตรา 39/1 กำหนด

เดิมทีการกำหนดประเด็นคำถามประชามติเพิ่มเติมนอกเหนือไปจากคำถาม ว่า จะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ เป็นหน้าที่ของ สนช.เพียงฝ่ายเดียว ทว่าภายหลังได้มีการแก้ไขให้ สปท.สามารถทำความเห็นส่งมาให สนช.ประกอบการพิจารณาได้ แต่อำนาจเด็ดขาดว่าจะมีคำถามประชามติอีกหนึ่งคำถามจะขึ้นอยู่กับมติของที่ประชุม สนช.

ล่าสุด ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้มีมติเสนอให้ สนช.ตั้งคำถามประชามติร่างรัฐธรรมนูญอีกหนึ่งคำถาม ว่าเห็นชอบกับการให้รัฐสภา (สส. และ สว.) ลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่ามติของ สปท.จะผูกมัด สนช.เสียทีเดียว เพราะที่สุดแล้วทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของสนช.ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับ สปท.ก็ได้ โดยสถานการณ์ภายใน สนช.เวลานี้มีการแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย

ฝ่ายที่ 1 ต้องการให้มีการตั้งคำถามประชามติ เพื่อต้องการช่วยอุดช่องโหว่ที่ยังมีอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเตรียมไว้สองคำถาม ประกอบด้วย 1.เห็นด้วยหรือไม่กับการให้ สว.มีอำนาจอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยอ้างเหตุผลถึงการตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหารของฝ่ายนิติบัญญัติ และ 2.เห็นด้วยหรือไม่กับการให้วุฒิสภาร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรเลือกนายกรัฐมนตรีตามแนวทางของ สปท.

ฝ่ายที่ 2 ไม่ต้องการให้มีการตั้งคำถามประชามติ โดยมองว่าการเพิ่มคำถามประชามติเข้าไปจะกลายเป็นการสร้างปัญหามากกว่าสร้างผลดี

กล่าวคือ แม้การเพิ่มคำถามจะมีส่วนดีตามที่ฝ่ายสนับสนุนหยิบยกขึ้นมากล่าวอ้าง แต่อีกด้านหนึ่งอาจจะเป็นการสร้างความสับสนให้กับประชาชนในฐานะผู้ออกเสียงประชามติ เนื่องจากเห็นว่าประชาชนควรจะได้ให้ความสำคัญกับเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งการเพิ่มเข้าไปจะมีผลให้การตัดสินใจว่าจะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ จะขึ้นอยู่กับคำถามที่สอง

แต่กระนั้น ทิศทางของ สนช.ต่อการเพิ่มคำถามประชามติกำลังมีแนวโน้มว่าน่าจะมีมติให้การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญมีสองคำถาม

โดยคำถามที่ สนช.น่าจะให้การสนับสนุน คือ การให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเห็นชอบร่วมกันของรัฐสภา

เหตุผลประการหนึ่งที่ทำให้ สนช.สนใจเรื่องที่มานายกรัฐมนตรีในระยะเปลี่ยนผ่าน ส่วนหนึ่งมาจากการมองว่าบทบัญญัติที่ กรธ.กำหนดให้กรณีที่สภาจะเลือกนายกฯ จากบุคคลนอกบัญชีของพรรคการเมืองได้ จะต้องให้รัฐสภามีมติ 2 ใน 3 หรือ 500 คะแนน จาก สส.และ สว.จำนวน 750 คนก่อนนั้นเป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ

นอกจากนี้ สนช.และ สปท.ในฐานะสองในแม่น้ำ 5 สาย ไม่ค่อยพอใจกับบทเฉพาะกาลที่บัญญัติถึงประชาธิปไตยในระยะเปลี่ยนผ่านเท่าไหร่นัก

ดังจะเห็นได้จากการประชุมร่วมกับ กรธ. เมื่อวันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่ง สนช.และ สปท.ได้ท้วงติงเรื่องการให้สว.มาจากการเลือกกันเองและให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เลือกให้เหลือ 50 คน เพื่อไปรวมกับสว.จากการสรรหาจาก คสช.โดยตรงอีก 200 คน รวมไปถึงแนวทางการให้สภาเลือกนายกฯ จากบุคคลที่อยู่นอกบัญชีของพรรคการเมือง ที่ได้ยื่นกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในวันรับสมัครรับเลือกตั้ง สส.

ทั้งนี้ เฉพาะประเด็นการเลือกนายกฯ นอกบัญชีพรรคการเมือง สนช.มองว่าหากเกิดปัญหาที่นายกฯ ต้องพ้นจากตำแหน่งระหว่างสมัยประชุมของสภา ประกอบกับบุคคลในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่เหลือขาดคุณสมบัติจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร

สนช.และ สปท.เคยเสนอให้ กรธ.พิจารณาแล้ว แต่ไม่ได้รับการตอบรับ ทางเดียวที่ทำให้ กรธ.เปลี่ยนใจได้ก็ต้องหวังพึ่งช่องทางของการทำประชามติ เพราะหากประชาชนเห็นด้วยกับคำถามนี้ กรธ.ต้องจำยอมแก้ไขโดยปริยาย

แต่เหนืออื่นใดการมีคำถามสองออกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งไปผูกโยงถึงวุฒิสภาในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ถูกวิจารณ์ถึงความเป็นประชาธิปไตยเป็นทุนเดิมอยู่แล้วนั้น ย่อมมีผลให้ร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ. ต้องเผชิญกับความยากลำบากมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คงไม่ต้องบอกว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติขึ้นมา จะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทยบ้าง

 

ไม่ผ่านเจอวิบากกรรม คสช.ต้องอุ้มประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 เมษายน 2559 เวลา 09:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/424607

ไม่ผ่านเจอวิบากกรรม คสช.ต้องอุ้มประชามติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์การเมืองของประเทศไทยกำลังเข้าสู่หัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ หลังจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย

ทั้งนี้ ตามขั้นตอน กรธ.จะต้องสรุปสาระสำคัญส่งให้กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อกำหนดวันลงประชามติภายใน 90-120 วันต่อไป โดยในระหว่างนี้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต้องร่วมกันพิจารณาว่าจะตั้งคำถามประชามติเพิ่มอีกหนึ่งคำถามหรือไม่ นอกเหนือไปจากคำถามที่ถามว่าจะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่

โดย สปท.จะประชุมกันในวันที่ 1 เม.ย. เพื่อเสนอประเด็นไปให้กับ สนช.พิจารณาในวันที่ 7 เม.ย. ซึ่งทิศทางของคำถามทั้งในส่วนของ สปท. และ สนช. หนีไม่พ้นการตั้งประเด็นว่า เห็นด้วยกับการให้มีคณะกรรมการอิสระเพื่อเสริมสร้างความปรองดองหรือไม่ หรือเห็นด้วยกับการให้ที่ประชุมร่วมกันของ สส. และ สว. ลงมติเลือกบุคคลมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในระยะเปลี่ยนผ่านหรือไม่

ถึงกระนั้นการตัดสินใจว่าจะมีคำถามประชามติคำถามที่สองหรือไม่ขึ้นอยู่กับมติของ สนช. ซึ่งเวลานี้ยังแบ่งออกเป็น 2 ขั้ว ระหว่างฝ่ายที่ต้องการให้ตั้งคำถามกับฝ่ายที่ไม่ต้องการให้ตั้งคำถาม

โดยฝ่ายสนับสนุนให้เพิ่มคำถามมองว่าจะเป็นการช่วยอุดช่องว่างให้กับร่างรัฐธรรมนูญในบางประเด็น โดยเฉพาะการเพิ่มกลไกสร้างความปรองดอง แต่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมองว่าจะเป็นการสร้างความสับสนให้กับประชาชน และแทนที่ประชาชนจะตัดสินใจออกเสียงบนพื้นฐานของเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญจะกลายเป็นการตัดสินใจจากคำถามที่สองแทน

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญจะมีหนึ่งหรือสองคำถาม คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เตรียมประกาศเดินหน้าสนับสนุนเพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญได้รับความเห็นชอบจากประชาชนอย่างเต็มที่

เมื่อวันที่ 29 มี.ค. พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยต่อสื่อมวลชน อ้างถึงคำพูด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญระหว่างการประชุม ครม. ว่า “ผมจบแล้วครับ เรื่องร่างรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของประชาชนที่จะต้องพิจารณาประชามติอย่างไร”

เช่นเดียวกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่ระบุแบบมีนัยทางการเมืองว่า “ความจริงนักการเมืองรู้ดีอยู่แล้วว่าอะไรควรพูดหรือไม่ควรพูด อะไรที่พูดแล้วเกิดความแตกแยกอย่าไปพูด ตอนนี้ให้หยุดพูดก่อน เพราะตอนนี้เรากำลังทำงานตามโรดแมป อีกปีนิดๆ ทุกอย่างก็จบแล้ว”

แม้ทั้งบิ๊กตู่และบิ๊กป้อมจะไม่ประกาศว่าสนับสนุนให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติโดยตรง แต่การแสดงออกในลักษณะนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณว่าพร้อมจะใช้ทรัพยากรของรัฐเพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติไปได้

ท่าทีของ คสช.ต่อการร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ นับว่าต่างกับเมื่อครั้งการร่างรัฐธรรมนูญที่อยู่ในมือของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอย่างสิ้นเชิง ภายหลังสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ลงมติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ คสช.และ ครม.ประกาศเดินหน้าลุยประชามติอย่างเต็มที่ คือ การต้องการเพิ่มความชอบธรรมให้กับตัวเอง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเวลานี้การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลยังไม่ค่อยเข้าเป้ามากนัก ดังจะเห็นได้จากการออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอีกครั้ง

อย่างการที่กระทรวงการคลังเตรียมเสนอให้ ครม.อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการจ่ายเงินให้ข้าราชการระดับล่างและระดับกลางที่ไม่มีเงินประจำตำแหน่งคนละ 1,000 บาท จำนวน 1.57 ล้านคน ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ อันเป็นการสะท้อนให้เห็นว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านมายังไม่ค่อยเข้าเป้ามากนัก จึงมีความจำเป็นที่รัฐบาลต้องออกแรงกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่

ไม่เว้นแม้แต่การใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 กระชับขั้นตอนการทำรายงานศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมให้มีความรวดเร็วมากขึ้น เพื่อช่วยกระตุ้นการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่

ต้องยอมรับว่าการประชามติกับการเลือกตั้ง สส.ของประชาชนมีพื้นฐานการตัดสินใจในทำนองเดียวกัน คือ ดูว่าผลงานของรัฐบาลเข้าตาหรือไม่ หากยึดตามตรรกะนี้ แน่นอนว่าผลงานของรัฐบาลจะมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนไม่แพ้เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ

ถ้านับจากนี้ไปจนถึงวันออกเสียงประชามติ ประชาชนรู้สึกว่ารัฐบาลแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ผล คนก็อาจจะลงประชามติเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อเป็นเช่นนี้การเดินหน้าสู่โรดแมปเพื่อไปสู่การเลือกตั้งในปี 2560 ก็จะดำเนินต่อไปจนจบ

แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น การคว่ำร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ต่างอะไรกับการเป็นฉันทามติว่าประชาชนไม่ต้องการให้รัฐบาลและ คสช.อยู่ในอำนาจต่อไป

แม้ คสช.จะมีอำนาจในการอยู่ในตำแหน่งต่อไป โดยอ้างถึงความจำเป็นที่ต้องมีการร่างรัฐธรรมนูญอีกครั้ง แต่มีคำถามว่าเมื่อถึงเวลานั้นกระแสสนับสนุน คสช.จะยังคงเข้มแข็ง ในทางกลับกันจะเป็นแรงบีบที่ คสช.ต้องประกาศเป็นสัญญาประชาคมด้วยซ้ำจะแสดงความรับผิดชอบอย่างไร

ดังนั้น อย่าได้แปลกใจว่าทำไม คสช.ถึงพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ

 

ชำแหละคำสั่งติดดาบทหาร อำนาจล้นฟ้ามัดรัฐบาลหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 เมษายน 2559 เวลา 07:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/424590

ชำแหละคำสั่งติดดาบทหาร อำนาจล้นฟ้ามัดรัฐบาลหน้า

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ผลพวงจากการออก คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 13/2559 เรื่องการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดบางประการที่เป็นภยันตรายต่อความสงบเรียบร้อย หรือบ่อนทำลายเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ส่งผลโดยตรงต่อความชอบธรรมของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

นั่นเพราะสาระสำคัญของคำสั่งฉบับนี้เป็นการ “เพิ่มอำนาจ” ให้ทหาร โดยไม่สนใจหลักการและบริบทของสังคม

เริ่มตั้งแต่เพิ่มอำนาจให้ทหารสามารถเรียกบุคคลมารายงานตัว จับกุมบุคคลที่กระทำความผิดซึ่งหน้า รวมทั้งเข้ามาร่วมสอบสวนกับพนักงานสอบสวนได้

นอกจากนี้ หากมีเหตุอันควรสงสัยโดยมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคล ซึ่งกระทำความผิดหลบซ่อนอยู่ คำสั่งฉบับนี้ให้อำนาจทหาร เข้าไปในเคหสถานหรือสถานที่ใดๆ รวมถึงยานพาหนะเพื่อตรวจค้นได้ทุกเวลา และสามารถยึดอายัดทรัพย์สินได้ทันที

ที่สำคัญทหารมีอำนาจกักตัวผู้ต้องสงสัยไว้เพื่อสอบสวนได้ถึง 7 วัน และหากปล่อยตัวแล้วพบว่าบุคคลเหล่านั้นผิดเงื่อนไขการปล่อยตัว มีโอกาสจับถูกจับกลับมาจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งหมดนี้ดำเนินการได้โดยอิสระไม่จำเป็นต้องมีหมายศาล

มากไปกว่านั้นก็คือ การกระทำตามคำสั่งนี้ไม่อยู่ในบังคับตามกฎหมายคดีปกครอง หรือพูดให้ชัดก็คือ ผู้ถูกกระทำไม่สามารถฟ้องร้องต่อศาลปกครองได้

แม้ว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม จะชี้แจงว่า คำสั่งดังกล่าวไม่ได้ให้อำนาจทหารมากเกินไปและไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง พร้อมทั้งยืนยันว่าการตรวจค้นโดยไม่มีหมายศาลนั้นใช้เฉพาะกับบุคคลที่มีรายชื่ออยู่ก่อนแล้ว ไม่ได้ใช้จับกุมบุคคลทั่วไป

หากแต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้วกลับตรงกันข้าม

อย่างน้อยมีหนึ่งกรณีที่ชาวประมง จ.ระยอง วัย 65 ปี ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัวฐานเป็น “ผู้มีอิทธิพล” ท่ามกลางเสียงวิพากษ์อย่างรุนแรงว่าทหารลุแก่อำนาจโดยปราศจากข้อมูลที่ถูกต้อง

นำมาซึ่งเสียงวิจารณ์ไปในทิศทางเดียวกันกับนโยบายปราบปรามยาเสพติดยุค ทักษิณ ชินวัตร ที่มีการ “ยัดเยียด” ฐานความผิดให้กับเหยื่อ ก่อนจะใช้อำนาจเป็นเครื่องมือทางการเมือง

ตอนหนึ่งของคำสั่งที่ 13/2559 ระบุไว้ว่า ให้เจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามดำเนินการป้องกันและปราบปรามการกระทำอันเป็นความผิดตามที่กำหนดไว้ใน “บัญชีท้ายคำสั่ง” นี้

สำหรับบัญชีความผิดท้ายคำสั่งเป็นรายชื่อกฎหมายจำนวน 27 ฉบับ ซึ่งมีทั้งประมวลกฎหมายอาญา พ.ร.บ.ต่างๆ และประกาศคณะปฏิวัติ พ.ศ. 2515

อธิบายโดยง่ายผู้ที่มีพฤติกรรมฝ่าฝืนกฎหมายในบัญชีแนบท้าย มีโอกาสถูกดำเนินการตามคำสั่ง คสช.ทั้งสิ้น

ว่ากันอย่างลงลึก สิ่งที่น่ากังวลก็คือ “ประมวลกฎหมายอาญา” ซึ่งมีรายละเอียดยิบย่อยมาก เกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับและสามารถตีความได้กว้างไกล

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพก็คือ “ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประเทศ” ซึ่งเป็น 1 ใน 6 ฐานความผิดที่อยู่ในหมวดประมวลกฎหมายอาญา

หากชาวบ้านรวมตัวกันเพื่อร้องเรียนถึงปัญหาความเดือดร้อน หากประชาชนใช้สิทธิชุมชนเพื่อคัดค้านโครงการพัฒนา เหล่านี้จะถูกตีความว่าเป็นการขัดขวางความสงบสุขของประเทศหรือไม่

“อย่างกรณีชาวประมงระยองซึ่งถูกทหารควบคุมตัวไปฐานเป็นผู้มีอิทธิพล สาเหตุที่ถูกจับเพราะนายอำเภอได้ข่าวมาว่าชาวประมงรายนี้จะนำชาวบ้านไปปิดล้อมและไล่นายอำเภอจึงแจ้งไปยังทหาร…”

“…คำถามคือเราจะรู้ได้อย่างไรว่าข้อมูลของนายอำเภอเป็นความจริง ฉะนั้นหลังจากนี้หากผู้นำท้องถิ่นยืนยันว่าชาวบ้านคนใดเป็นแกนนำชาวบ้านหรือเป็นผู้มีอิทธิพล ก็จะถูกทหารจับกุมตัวได้ทันที” ส.รัตนมณี พลกล้า อนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจ

สุรชัย ตรงงาม เลขาธิการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) วิพากษ์ว่า ตามหลักการแล้ว การใช้อำนาจพิเศษ เช่น พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะต้องมีกรอบระยะเวลาที่ชัดเจน เพื่อที่จะประเมินว่าสถานการณ์พิเศษนั้นๆ จบลงแล้วหรือยัง จะกลับมาใช้กลไกกฎหมายปกติได้แล้วหรือไม่

นอกจากนี้ การเขียนต้องมีความรัดกุม ตีความให้แคบที่สุด และจำกัดสิทธิเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ที่สำคัญคืออำนาจพิเศษจะเป็นต้องถูกควบคุมและตรวจได้โดยกระบวนการยุติธรรม

“คำสั่ง คสช. ที่ 13 ไม่มีกรอบระยะเวลาที่ชัดเจน นั่นหมายความว่าหากประเทศไทยได้รัฐบาลพลเรือนแล้ว อำนาจนี้ก็ยังจะอยู่ต่อไปจนกว่าจะมีประกาศยกเลิก” นักกฎหมายรายนี้ ระบุและอธิบายเพิ่มเติมว่า ตามบัญชีท้ายคำสั่งที่ระบุถึงกฎหมาย 27 ฉบับนั้น ครอบคลุมแทบทุกด้าน นั่นย่อมเกิดปัญหาเรื่องการตีความ ที่สำคัญคืออำนาจนี้ไม่สามารถตรวจสอบได้เลย

“เมื่อเอาฐานความผิดในบัญชีท้ายรวมกับคำว่าผู้มีอิทธิพล จะทำให้สามารถตีความเอาผิดใครก็ได้” สุรชัย สรุปประเด็น

สุรชัย บอกอีกว่า คสช.จำเป็นต้องให้ความชัดเจนว่า “การบ่อนทำลายเศรษฐกิจ” หมายถึงอะไร เพราะมันอาจถูกขยายความไปถึงชุมชนที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการพัฒนาต่างๆ รวมถึงผู้ที่ออกมาคัดค้านการดำเนินการของรัฐบาลด้วย

หรืออย่างบัญชีแนบท้ายเรื่องป่าไม้แน่นอนว่าทุกวันนี้เรามีชาวบ้านอยู่ในป่าเป็นล้านๆ คน ซึ่งเท่ากับเข้าฐานความผิดแล้ว หากตีความเพิ่มเติมให้เข้าเงื่อนไขอื่นๆ อีก ถามว่าชาวบ้านจะมีความผิดใช่หรือไม่

“คำสั่งนี้เป็นการขยายอำนาจและเปิดช่องให้ใช้อำนาจที่ไม่สุจริต ซึ่งทำให้ไม่มีหลักประกันความมั่นคงทางนิติฐานะของราษฎรเลย” สุรชัย ระบุ

เขาเสนอว่า จากนี้จำเป็นต้องมีกลไกทบทวนคำสั่ง คสช.ที่มีอำนาจเหนือรัฐบาลพลเรือนด้วย

 

คสช.เพิ่มอำนาจทหาร แผนอุ้ม‘ประชามติ-เลือกตั้ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มีนาคม 2559 เวลา 09:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/424400

คสช.เพิ่มอำนาจทหาร แผนอุ้ม‘ประชามติ-เลือกตั้ง’

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ยุทธการปราบมาเฟียของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)​ กำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกประกาศหัวหน้า คสช. ที่ 13/2559 เรื่อง การป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดบางประการที่เป็นภยันตรายต่อความสงบเรียบร้อย หรือบ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

​เรียกได้ว่าเป็นการกระชับอำนาจครั้งสำคัญด้วยการให้อำนาจ “ทหาร” เป็นเจ้าพนักงานปราบผู้มีอิทธิพล

ต้องยอมรับว่าการปราบผู้มีอิทธิพลเป็นมาตรการต่อเนื่องของ คสช. ซึ่งประกาศเดินหน้ามาตั้งแต่เดือน พ.ย. 2558 ต่อมา​มอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธานคณะกรรมการบูรณาการแก้ไขปัญหาผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น

ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ได้ปฏิบัติงานร่วมกันในการรวบรวมข้อมูล พฤติกรรมของผู้ที่เข้าข่ายเป็นผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

ก่อนลงมือจับกุมกวาดล้างผู้มีอิทธิพลเดือน มี.ค.–เม.ย.นี้ โดยเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองในแต่ละจังหวัดร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชนที่ร่วมให้เบาะแส จะทำงานร่วมกันในการบังคับใช้กฎหมาย ปราบปรามกลุ่มบุคคลที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายผู้มีอิทธิพลอย่างเข้มข้นโดยพร้อมเพรียงกันทุกจังหวัดทั่วประเทศ ตั้งแต่ระดับอำเภอ ตำบลและหมู่บ้าน

ถึงขั้นขีดเส้น 2 เดือน สำหรับปราบผู้มีอิทธิพลให้หมด ​ 6,000 คน ตามลิสต์ที่มีอยู่เวลานี้

ทว่าเกิดความกังขาว่า​การกวาดล้างมาเฟียรอบนี้ มีเบื้องหลังเกี่ยวพันกับการสกัดแกนนำขั้วอำนาจเก่า เชื่อมโยงถึงการเคลื่อนไหวสร้างความปั่นป่วนหรือรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่

ยิ่ง​ปรากฏ 4 รายชื่อ ที่ คสช.​ขึ้นลิสต์​จับตาเป็นพิเศษ ได้แก่ 1.เก่ง-​การุณ โหสกุล ​อดีต สส.​ดอนเมือง เพื่อไทย  2.เสธ.ไอซ์-พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองทัพบก ที่ใกล้ชิดกับ ​ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี  3.ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า คนสนิทของ เสธ.ไอซ์ และ  4.​ชัยสิทธิ์ งามทรัพย์ ผู้กว้างขวางย่านหมอชิต

​แม้ผู้ที่เกี่ยวข้องจะออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้เจาะจงกลุ่มหัวคะแนนฝั่งไหนเป็นพิเศษ ทุกอย่างเป็นไปตามข้อมูลที่ได้มาจากในพื้นที่ แต่ไม่อาจช่วยคลายความกังขาลงไปได้

แถมล่าสุด คำสั่ง คสช.ยังออกมาในจังหวะที่ร่างรัฐธรรมนูญถูกส่งไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ​และกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมทำประชามติในวันที่ 7 ส.ค.นี้

โดยใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ​​ กำหนดให้ คสช.สามารถแต่งตั้งนายทหารยศร้อยตรีขึ้นไป เป็น “เจ้าพนักงานป้องกันและปราบปราม” และแต่งตั้งนายทหารยศร้อยตรีลงมาเป็น “ผู้ช่วยเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปราม”

เจ้าพนักงานสามารถป้องกันและปราบปรามการกระทำอันเป็นความผิดตามที่กำหนด ​ไม่ว่าจะเป็นการกระทำความผิดโดยการข่มขืนใจให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเองหรือของผู้อื่นและอื่นๆ ตามที่กำหนด ​

ที่สำคัญ​เจ้าพนักงานฯ ยังสามารถออกคำสั่งเรียกบุคคลให้มารายงานตัว ให้ถ้อยคำหรือส่งมอบเอกสารหรือหลักฐานใดที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด​ ไปจนถึงอำนาจจับกุมตัวบุคคลที่กระทำความผิดซึ่งหน้า และควบคุมตัวผู้ถูกจับนำส่งพนักงานสอบสวน เข้าไปในเคหสถานหรือสถานที่ใดๆ เพื่อตรวจค้น รวมตลอดทั้งค้นบุคคลหรือยานพาหนะใดๆ

แถมยังสามารถยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ค้นพบ หรือกระทำการอื่นใดตามที่ คสช.มอบหมาย

​แน่นอนว่าอำนาจตรงนี้เป็นการให้อำนาจกับทางกองทัพแทนเจ้าหน้าที่ตำรวจเจ้าของอำนาจเดิม เพื่อเพิ่มความคล่องตัว ในการเข้าไปกวาดล้างผู้มีอิทธิพล เนื่องจากมองว่าที่ผ่านมาผู้มีอิทธิพลในพื้นที่มีการเชื่อมโยงกับเจ้าหน้าที่

แต่อีกด้านหนึ่งการให้อำนาจทหารเข้ามาเป็นเจ้าพนักงาน ยิ่งเพิ่มความน่ากลัวให้การใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่มีอยู่ในมือ แบบขาดการตรวจสอบถ่วงดุล

แม้การกวาดล้างผู้มีอิทธิพลเป็นเรื่องที่ได้รับการตอบรับ แต่หากการคัดครองผู้มีอิทธิพลยังถูกกังขาว่าเกี่ยวข้องกับการสกัดหรือเล่นงานเฉพาะฝักฝ่ายตรงข้ามย่อมไม่เป็นผลดี ยิ่งหากมองว่าเป็นการกรุยทางประชามติหรือปูทางเลือกตั้งในอนาคต

รวมทั้งหากพิจารณา “บัญชีความผิดท้ายคำสั่ง” ที่กำหนดความผิดไว้อย่างครอบคลุม รวม 27 ข้อ ซึ่งรวมทั้ง​ความผิดตามประกาศ คสช.ด้วยแล้ว ยิ่งทำอำนาจเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามมีสูงมาก

กลุ่มป่วนที่คิดจะออกมาเคลื่อนไหวหลังจากนี้คงต้องคิดหนัก

 

หนุน ‘บิ๊กตู่’ ใช้ม.44 แก้ปม ‘JAS’ แบบม้วนเดียวจบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มีนาคม 2559 เวลา 09:49 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/424176

หนุน ‘บิ๊กตู่’ ใช้ม.44 แก้ปม ‘JAS’ แบบม้วนเดียวจบ

โดย…ไพรัช วรปาณิ กรรมการอัยการ

ปกติผู้เขียนไม่นิยมที่จะสนับสนุนให้ผู้นำที่หวังดีต่อประเทศอย่าง “บิ๊กตู่” ใช้อำนาจเด็ดขาด Absolute Authority (ม.44) โดยไม่จำเป็นและพร่ำเพรื่อ แต่สำหรับในบางกรณีที่จำเป็น เช่น กรณี “JAS” จึงเห็นควรใช้อำนาจพิเศษเข้ามาแก้ปัญหา เพื่อสกัดกั้น ป้องกันมิให้เกิดความเสียหายอันไม่คาดคิด ย่อมจักต้องใช้มาตรการเด็ดขาด เฉียบคม รวดเร็ว เพื่อรักษาประโยชน์ของชาติและประชาชนอย่างทันท่วงที

ปรากฏการณ์ประกาศเบี้ยวชำระค่าประมูลคลื่นความถี่แก่ กสทช.ของบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล หรือ JAS เมื่อวันที่ 23 มี.ค.นี้ เป็นที่บ่งชี้ชัดเจนแล้วว่า “JAS” ไม่สามารถหาเงินงวดแรกจำนวน 8,040 ล้านบาท มาชำระค่าประมูลคลื่น 900 MHz (4จี) ให้แก่ กสทช.ได้สำเร็จ และออกแถลงข่าวเบี้ยวการจ่ายอย่างเป็นทางการ โดยอ้างว่านำหนังสือค้ำประกันจากแบงก์จีนไม่ทัน การถูกริบเงินประกัน 644 ล้านบาท ไม่กระทบบริษัท พร้อมแจ้งว่า พิชญ์ โพธารามิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จัสมินฯ จะมาแถลงข่าวด้วยตัวเอง

แต่ต่อมาฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ JAS ก็กลับมาแจ้งยกเลิกการแถลงข่าวด้วยเหตุผลว่า ต้องเข้าชี้แจงต่อ ตลท.ก่อน ทำเอาคนรอฟังข่าวมึนงงเล่นเสียงั้นแหละ (ฮา) ทำให้ผู้คนในวงการโทรคมนาคมพากันกังขาและจับตาว่า การเข้าร่วมประมูลคลื่นแล้วทิ้งในครั้งนี้ เป็นกลเกมสร้างราคาหุ้น JAS ในตลาดหลักทรัพย์ฯ อันแยบยลหรือไม่ อย่างไร?

ด้าน สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย แสดงความไม่เห็นด้วยที่ กสทช.จะเก็บคลื่นที่ JAS ทิ้งไว้นานเป็นปี เพราะจะทำให้ประเทศเสียโอกาสจากการใช้ประโยชน์ทรัพยากรสาธารณะที่มีมูลค่ามหาศาล อีกทั้งการจัดประมูลล่าช้าจะทำให้การเรียกค่าเสียหายจาก JAS ทำได้ยากขึ้น และมูลค่าอาจได้น้อยลงด้วย พร้อมเสนอให้เริ่มประมูลใหม่ในราคาสุดท้ายที่ผู้ประกอบการทุกรายยังรับได้ คือ 70,180 ลา้นบาท

ในขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มองว่าเป็นเรื่องของกฎหมาย ให้ทำตามกฎหมาย ซึ่งจะไปเอื้อประโยชน์อะไรกับใครไม่ได้อยู่แล้ว และอาจจะต้องมีการลงโทษในเรื่องค่าปรับด้วย

ผู้เขียนเห็นด้วยกับแนวทางทั้งสองท่านว่า ไม่ควรเก็บคลื่นที่ JAS ทิ้งไว้นานเกินควร เพราะประเทศเสียโอกาสและการจัดประมูลใหม่ที่ล่าช้าทำให้ด้อยค่าหรือเสียโอกาสโดยไม่จำเป็น

การที่ยังไม่เห็นด้วยเต็มร้อยตามนายกฯ ที่สั่งให้ประมูลเดือน มิ.ย.นั้น ก็สืบเนื่องมาจากประสบการณ์แง่มุมของกฎหมาย ทำให้มองเห็นว่า หากดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย จะถูกจำกัดโดยระเบียบกฎเกณฑ์ของ กสทช.ที่ว่างไว้เอง เช่น กรณีหลังการประมูลไม่บรรลุเป้าหมายจะต้องทอดเวลาออกไปอีก 1 ปี จึงสามารถนำมาประมูลได้ใหม่ เป็นต้น ซึ่งเป็นการเสียเวลาและเป็นการสูญเปล่าในการใช้ประโยชน์ของมีค่าให้ทันท่วงทีอย่างน่าเสียดายยิ่ง

ฉะนั้น จึงต้องระดมความคิดและวิธีการจัดการกับประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น (ประมูลแล้วทิ้ง) อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยการชั่งน้ำหนักความหนักเบาแห่งกรณี ไตร่ตรองด้วยเหตุด้วยผล หากถึงคราจำเป็นที่จะต้องสั่งการด้วย “หมัดเหล็ก” เพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง ผู้เขียนก็อยากจะ “หนุน” ให้ “บิ๊กตู่” ผู้มีความตั้งใจจริงต่อการพัฒนาประเทศให้เดินต่อไปได้ จงได้ใช้มาตรการอันเฉียบคม เด็ดขาด และมีประสิทธิภาพ นั่นคือ การใช้มาตรา 44 สั่งการให้ระดับรองได้สิทธิหรือการจัดประมูลตามอำนาจมาตรา 44 แบบม้วนเดียวจบ เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างในทันที เพื่อตัดปัญหาความยุ่งยากหรือช่องทางฟ้องร้องต่อไป

ต่อประเด็นปัญหาเรื่องการจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz โดยการประมูลที่ผ่านมา ประเสริฐ ศีลพิพัฒน์ กสทช.ด้านเศรษฐกิจ ในฐานะ กทค. ให้ความเห็นว่า “การประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz นั้น ดำเนินการเสร็จไปแล้ว แต่ปัญหาเกิดขึ้นเนื่องจาก ผู้ชนะการประมูลรายหนึ่งไม่สามารถนำเงินมาชำระพร้อมหนังสือค้ำประกันจากธนาคารได้ภายในระยะเวลาที่ กสทช.กำหนด ดังนั้นสิ่งที่ กทค.ต้องพิจารณาต่อไปก็คือ จะทำอย่างไรให้การจัดสรรคลื่นความถี่ 90 MHz เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวคือ มีผู้ประกอบการนำคลื่นไปใช้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภค และรัฐบาลมีรายได้จากผู้ประกอบการที่นำคลื่นไปใช้ และการจัดสรรครั้งนี้ต้องเกิดความเป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบการโทรคมนาคม ไม่มีการได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างผู้ชนะการประมูลซึ่งชำระเงินไปแล้วกับผู้ที่ได้รับการจัดสรรใหม่

แต่ทั้งนี้ การดำเนินการต้องไม่ขัดกับกฎหมาย หรือมีกฎหมายพิเศษรองรับ การแก้ปัญหาดังกล่าวเป็นภารกิจสำคัญที่ กทค. ตระหนักว่าจะต้อง “ร่วมมือช่วยกัน” พิจารณาดำเนินการเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ โดยผมเองมองที่เป้าหมายสุดท้ายว่า จะทำอย่างไรให้มีการนำคลื่นออกมาใช้โดยเร็วและรัฐบาลมีรายได้มาพัฒนาประเทศ ฉะนั้นถ้านำคลื่นมาประมูลใหม่แล้วไม่มีไครมาประมูล ต้องเก็บไว้อีก 1 ปี ค่อยนำมาประมูลใหม่อีก ก็ยังไม่แน่ว่าจะมีผู้ประกอบการรายใดสนใจ ในประเด็นนี้ซิครับที่เป็นปัญหา เพราะฉะนั้น กทค.คงต้องร่วมกันพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้การจัดสรรคลื่น 900 MHz บรรลุเป้าหมายตามที่คาดหวังในที่สุด

ในขณะเดียวกัน กทค.ก็ยังเป็นห่วงถึงผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ซึ่งต้องกลับไปนับหนึ่งใหม่ คงเหลือแค่สามยักษ์ใหญ่เช่นเดิม คือ AIS TRUE และ DTAC ยังผลให้ไม่เกิดการแข่งขันตามที่รัฐและประชาชนคาดหวังเอาไว้มากนัก ดังนั้นคลื่น 900 MHz ที่เหลืออยู่ 1 Slot นี้ ก็น่าจะเป็นที่สนใจ-ต้องการระหว่าง DTAC และ AIS เพราะทั้งสองค่ายนี้ไม่ได้คลื่น 900 MHz ทั้งคู่ ซึ่งแน่นอนผู้ที่อยากได้มากที่สุดน่าจะเป็น DTAC ที่ประมูลไม่ได้ทั้ง 900 MHzและ 1800 MHz ในการประมูลที่ผ่านมา

ปัจจุบัน DTAC ถือครองคลื่นความถี่ที่ได้รับสัมปทานอยู่จำนวนมากกว่า 40MHz มีคลื่นความถี่ที่ใช้ย่าน 1800 MHz จำนวน 25 MHz ซึ่งจะหมดอายุสัมปทานในปี 2561 ย่อมทำให้เกิดผลกระทบกับทาง DTAC อย่างแน่นอน หากไม่รีบแสวงหาคลื่นความถี่ไว้สำรอง จึงวิเคราะห์ว่าน่าจะมีความจำเป็นอยากจะได้คลื่น 900 MHz มากที่สุด เหตุเพราะขณะนี้ DTAC เป็นผู้ประกอบการเจ้าเดียวที่ยังไม่ได้คลื่นความถี่ใดเลยจากการประมูลที่ผ่านมาทั้งสองครั้ง ในขณะที่ TRUE ได้ทั้ง 1800 MHz และ 900 MHz อยู่ในมือ สำหรับ AIS ได้ 1800 MHz แถมอีก 3 ปี คลื่นที่ใหญ่ที่สุดที่อยู่ในมือก็จะหมดสัญญาสัมปทานลง ทาง DTAC จึงน่าจะเป็นตัวเต็งในการประมูลครั้งต่อไป

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนมองว่าการประมูลตามระบบครั้งถัดจากนี้ไป ซึ่งตามกฎระเบียบเก่าจะต้องตั้งราคาที่ 7.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะมีผู้เข้าร่วมประมูลหรือไม่? และจะเป็นปัญหาเรื้อรังต่อไปไม่จบ จึงอยากจะให้ใช้ระบบอำนาจพิเศษจัดการแบบ “จบคือจบ” ไม่เกิดปัญหาเรื้อรัง ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ยังหวังว่าจะได้เห็นการแข่งขันระหว่าง AIS กับ DTAC อีกครั้งในโอกาสต่อไป

เป็นที่น่ายินดีที่ได้ทราบว่า “บิ๊กตู่” ได้สั่งให้ดำเนินการประมูลใหม่ต่อไป แต่ถ้าหากมิใด้สั่งโดยมาตรา 44 ผู้เขียนจึงยังห่วงว่าอาจไม่สะเด็ดน้ำ และยังไม่อาจจบในม้วนเดียวได้ ถ้าไม่สั่งโดยอำนาจพิเศษ (ม.44.)…ว่าไหม?!

ทั้งนี้ หากปล่อยให้ “ปม” ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝันดังกล่าวนี้ แก้ไขหรือใช้ระบบการประมูลตามปกติโดยระเบียบข้อบังคับกสทช.ที่มีอยู่. น่าจะไม่ “เวิร์ก” เพราะเป็นกรณีพิเศษที่ไม่เคยเกิดมาก่อน จึงต้องแก้ด้วยวิธีพิเศษชนิดฉับไว เพื่อมิให้เกิดการ “สูญเสียโอกาส” ตามที่ทุกฝ่ายเป็นห่วง!?

ดังนั้น จึงถึงเวลาอันควรอย่างยิ่งที่ “บิ๊กตู่” ผู้มุ่งมั่นจะขับเคลื่อนประเทศให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศ ได้ลงมือใช้มาตรการ “เด็ดขาด” (ม.44) เพื่อรักษาประโยชน์ของชาติและประชาชนโดยไม่ปล่อยให้เกิดการสูญเสียโอกาสดังกล่าวให้สำเร็จลุล่วงอย่างเบ็ดเสร็จแบบม้วนเดียวจบ อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงความ “ศักดิ์สิทธิ์และประโยชน์” ของอำนาจ (ม.44) สำหรับแก้ไขปัญหา (ไม่ปกติ) อย่างมีประสิทธิภาพ ที่กฎหมายปกติมิอาจกระทำได้ จนสัมฤทธิผลอีกด้วย ซึ่งผู้เขียน เชื่อว่า

การใช้มาตรการ “เด็ดขาด” ในการนี้จะได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย อย่างแน่นอน?!.

 

ปชป. เอ็นจีโอ ตัวแปรชี้ขาดประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มีนาคม 2559 เวลา 09:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/424175

ปชป. เอ็นจีโอ ตัวแปรชี้ขาดประชามติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และคณะ 279 มาตรา ถูกส่งถึงมือคณะรัฐมนตรี (ครม.) และกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นที่เรียบร้อย

รอชี้ขาดกันที่ด่านสุดท้าย​​ด้วยการออกเสียงประชามติ ในวันที่ 7 ส.ค.นี้ ซึ่งถือเป็นเดิมพันครั้งสำคัญของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อันจะมีผลต่อเส้นทางตามโรดแมปต่อไป

ในแง่ “เนื้อหา” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีทั้งจุดเด่นและจุดอ่อนที่ต้องชั่งน้ำหนักพิจารณาข้อดีข้อเสียก่อนตัดสินใจว่าจะเห็นพ้องให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นกติกาสูงสุดของประเทศต่อไปหรือไม่

จุดเด่นของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ตรงที่มาตรการคัดครองบุคลากรเข้าสู่อำนาจ และมาตรการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ พร้อมบทลงโทษที่รุนแรง จนถูกขนานนามว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง ต่อเนื่องด้วยการวางโครงสร้างเพื่อรองรับการปฏิรูปในหลายเรื่อง

ส่วนจุดอ่อนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ก็มีอยู่หลายประเด็น ทั้งเรื่องสิทธิ ระบบเลือกตั้ง สส. ที่มาของนายกรัฐมนตรี ตลอดจนความเคลือบแคลงว่ามีเบื้องหลังสกัดขั้วอำนาจเก่าไม่ให้กลับมาสู่ถนนการเมือง

แถมล่าสุดยังถูกซ้ำเติมด้วยข้อกังขาเรื่องเปิดทาง “สืบทอดอำนาจ” ตามใบสั่ง คสช.

แรงเสียดทานที่เกิดขึ้นทำให้ คสช. ส่งสัญญาณผลักดันร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างจริงจัง เริ่มตั้งแต่ “เชือดไก่” เรียกกลุ่มป่วนที่คัดค้านร่างรัฐธรรมนูญมาปรับทัศนคติเพื่อตัดตอนกระแสต้านไม่ให้ลุกลามบานปลายกลายเป็นปัญหาในอนาคต

แถมยังส่ง รด.และทีมงานลงไปในพื้นที่ชี้แจงข้อดีของร่างรัฐธรรมนูญ ช่วยกระตุ้นเสียงรับร่างรัฐธรรมนูญ

ดังนั้น จึงประเมินได้ยากว่าผลการออกเสียงประชามติจะออกมาอย่างไร โดยเฉพาะยังมีเวลาอีกนานนับ 4 เดือน ซึ่งไม่รู้ว่า ณ เวลานั้น กระแสสังคมจะคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างไร

ทว่า หากวิเคราะห์ตามปัจจัยแวดล้อมต่างๆ แล้ว “ตัวแปร” ที่จะชี้ขาดผลการออกเสียงประชามติ อยู่ที่ฐานเสียง 2 กลุ่ม คือ ประชาธิปัตย์​ และเอ็นจีโอ

แน่นอนว่าในสังคมมีกลุ่มที่เปิดตัว “เห็นด้วย” และ “คัดค้าน” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตั้งแต่ กรธ.ยังไม่ทันได้ลงมือเขียนสักมาตรา

กลุ่มที่คัดค้านชัดเจน ได้แก่ เพื่อไทยและกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือ เสื้อแดง ที่เปิดหน้าออกมาถล่มไม่เห็นด้วยทั้งเนื้อหาและกระบวนการร่างตั้งแต่ต้น

ถึงขั้นประกาศเตรียมออกมารณรงค์ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ ก่อนจะถูกปรามด้วยมาตรการกดดันทั้งทางตรงและทางอ้อมจาก คสช.

แต่สุดท้าย ไม่ว่าเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญจะออกมาอย่างไร กลุ่มประชาชนที่สนับสนุนทั้งพรรคเพื่อไทยและเสื้อแดงย่อมต้องโหวตไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

ที่สำคัญฐานเสียงของเพื่อไทยและเสื้อแดงนี้เป็นฐานที่เหนียวแน่นและมีจำนวนอยู่ไม่น้อย หากกลุ่มนี้ออกมาลงคะแนนไม่เห็นด้วยมากเท่าไร ย่อมทำให้โอกาสที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติมีสูง

ส่วนกลุ่มที่ “สนับสนุน” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นฐานเสียงจาก กปปส. เดิมครั้งหนึ่งเคยออกมารวมตัวเรียกร้องขับไล่ขั้วอำนาจเก่า เรียกร้องการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง

อีกทั้งยังเคยเรียกร้องให้กองทัพออกมาเคลียร์ทางตันหลังบ้านเมืองติดหล่มวิกฤตจนขยับไม่ได้

กลุ่มนี้แม้จะมีจำนวนไม่มากเท่าฐานเสียงเพื่อไทยหรือกลุ่มคนเสื้อแดง แต่ก็มีจำนวนไม่น้อย แถมหัวขบวนอย่าง สุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศตัวออกสนับสนุนการเคลื่อนไหวของ คสช.แบบเต็มสูบ งานนี้จึงมีฐานคะแนนกลุ่มหนึ่งตุนไว้ในกระเป๋า

แต่ตัวแปรที่สำคัญ คือ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเวลานี้ยังสงวนท่าทีขอรอศึกษาข้อดีข้อเสียก่อนจะมีความเห็นอย่างหนึ่งอย่างใด

ทว่า ด้วยฐานเสียงทั่วประเทศที่มีอยู่ไม่น้อย และเหนียวแน่น แม้จะไม่เท่ากับฐานของเพื่อไทยและเสื้อแดง แต่หากประชาธิปัตย์เทน้ำหนักไปทางหนึ่งทางใดย่อมมีผลต่อประชามติอย่างมีนัยสำคัญ

เทียบเคียงจากคะแนนบัญชีรายชื่อที่เคยเลือกประชาธิปัตย์

หมายความว่าหากประชาธิปัตย์ประกาศจุดยืน “ไม่เห็นชอบ” ร่างรัฐธรรมนูญย่อมเป็นการตอกฝาโลง ปิดโอกาสที่ร่างรัฐธรรมนูญจะ​ผ่านประชามติ​ แต่หากประชาธิปัตย์ “เห็นชอบ” ก็จะทำให้เสียงสนับสนุนเพิ่มขึ้นมาใกล้เคียงกับเสียงไม่เห็นชอบ

อีกเสียงชี้ขาดที่สำคัญจึงอยู่ที่กลุ่มเอ็นจีโอทั่วประเทศ ซึ่งมีเครือข่ายเหนียวแน่น และมีจำนวนไม่น้อย หากทั้งหมดผนึกกำลังเทน้ำหนักไปทางใดย่อมมีผลต่อประชามติ​

ปัญหาอยู่ที่จุดอ่อนเรื่องสิทธิ จากเดิมที่ กรธ.​ถูกถล่มอย่างหนักเพราะร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปลดสิทธิที่เคยมีในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ หน้า จนสุดท้าย กรธ.ต้องยอมปรับแก้ ให้เรื่องสิทธิกลับมาครอบคลุมดังเดิม​​​

ที่สำคัญเสียงของเอ็นจีโอยังมีพลังโน้มน้าวชี้นำพลเมืองกลุ่มอื่นๆ ในสังคมให้คล้อยตาม โดยเฉพาะเหตุผลการรับหรือไม่รับเกี่ยวข้องกับเรื่องสิทธิเป็นสำคัญ

ดังนั้น ตัวแปรชี้ขาดประชามติ จึงอยู่ที่ ประชาธิปัตย์ และเอ็นจีโอ ขึ้นอยู่ว่าสุดท้ายจะมีท่าทีจุดยืนอย่างไร

 

เชือดไก่ให้เพื่อไทยดู ตัดตอนต้าน รธน.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มีนาคม 2559 เวลา 09:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/423968

เชือดไก่ให้เพื่อไทยดู ตัดตอนต้าน รธน. &

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปฏิบัติการ “เชือดไก่ให้ลิงดู” สกัดกระแสคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้งในช่วงนี้เมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์ของ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และคณะ กำลังจะถูกส่งมอบไปยังคณะรัฐมนตรี และกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)​ ในวันที่ 29 มี.ค.นี้ เพื่อดำเนินการจัดทำ “ประชามติ” ให้ประชาชนชี้ขาดว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย

ต้องยอมรับว่ามาตรการ “เชือดไก่ให้ลิงดู” ที่ทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หยิบมาใช้อยู่บ่อยครั้งก่อนหน้านี้ได้ผลดีเกินคาด ​สามารถลดจำนวน​กลุ่มป่วน กลุ่มต้านให้น้อยลงไปมาก แต่ก็ใช่ว่าจะหมดไปเสียทีเดียว

ยิ่งระยะหลังที่ร่างแรกรัฐธรรมนูญออกมาเสียงวิพากษ์วิจารณ์ยิ่งกลับมาแรง ทั้งในแง่ระบบเลือกตั้ง สส. ที่มา สว. เรื่องสิทธิที่หายไป จนห่วงกันว่าอาจส่งผลกระทบไปถึงผลประชามติ

ซ้ำเติมด้วย 3 ข้อเสนอของ คสช.ที่ส่งตรงมายัง กรธ. จนถูกมองว่าเป็น “ใบสั่ง” เปิดทางสืบทอดอำนาจในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี หลังเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นกลไกการแต่งตั้ง 250 สว. การเปิดทางให้ใช้เสียง 2 ใน 3 ของสองสภา ปลดล็อกเปิดทางให้สามารถตั้ง​ “นายกรัฐมนตรีคนนอก”

นั่นทำให้ต้องรีบตัดไฟตั้งแต่ต้นลมเพื่อไม่ให้กระแสโจมตีร่างรัฐธรรมนูญ “จุดติด” จนทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องสะดุด และมีผลกระทบย้อนกลับมาหา คสช.ในอนาคต

สองกรณีล่าสุดทั้ง วรชัย เหมะ อดีต สส.สมุทรปราการ แกนนำเสื้อแดง และ วัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย อดีต รมว.พาณิชย์ ถือเป็นอีกตัวอย่างของการเร่งตัดตอนการเคลื่อนไหว

เริ่มจากที่ วรชัย ให้สัมภาษณ์ว่า หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ต้องรับผิดชอบ ในฐานะที่เป็นคนตั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญแต่ละคนทำงานตามใจตามคำสั่งของ คสช. และมีรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาควบคุมในการร่าง ซึ่งก็มาจาก คสช.

​แถมพ่วงด้วยการท้วงติงว่าการทำประชามติภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 44 ควบคุมไม่ให้ฝ่ายไม่เห็นด้วยแสดงความเห็นผ่านตัวแทนประชาชน ดังนั้นหากประชาชนไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องรับผิดชอบด้วยการลาออก

ถึงขั้นทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาตอบโต้ในรายการคืนความสุขฯ ​แบบดุเดือด

“มีบางคนบอกว่าผมต้องรับผิดชอบ ให้ผมลาออก ถ้าพูดอย่างนี้อันตราย ระวังตัวไว้ด้วยคนพูดอย่างนี้ บอกถ้าไม่เรียบร้อยไม่ผ่านผมจะต้องลาออก มันเรื่องอะไรของคุณ เดี๋ยวผมจะดำเนินการกับคุณทางกฎหมาย” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

สุดท้าย วรชัย ถูกเจ้าหน้าที่คุมตัวไปปรับทัศนคติ ตามเหตุผลที่ พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. ชี้แจงว่า จำเป็นต้องเชิญ วรชัย มาพบ เพราะการให้ความเห็นในช่วงที่ผ่านมาส่วนใหญ่ดูไม่สร้างสรรค์ ใช้
คำเสียดสีดูแคลนบุคคลอื่นๆ ในลักษณะกล่าวหา ขาดข้อพิสูจน์ที่ชัดเจน บ่อยครั้งตบท้ายด้วยเรื่องอาจทำให้สังคมเกิดความขัดแย้ง

ร้อนจนทั้ง “เพื่อไทย” และ “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” ต้องออกมาเรียกร้อง​ให้ คสช.ปล่อยตัว วรชัย เพราะ​แม้คำสั่ง คสช. ฉบับที่ 3/2558 จะให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารที่ได้รับการแต่งตั้ง
เป็นเจ้าพนักงานรักษาความสงบแห่งชาติใช้ดุลพินิจดำเนินการควบคุมตัวบุคคลที่ต้องสงสัยว่าได้กระทำผิดตามที่ระบุไว้ในประกาศดังกล่าวได้ไม่เกิน 7 วัน

แต่เหตุในการควบคุมตัว ​วรชัย กระทำโดยไม่มีหมายจับ ไม่เปิดเผยสถานที่ควบคุมตัวอย่างแน่ชัด ญาติและทนายไม่สามารถเข้าเยี่ยมได้ เป็นการขัดกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ที่ประเทศไทยเป็นรัฐภาคีและมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามพันธกรณี

ตรงกันข้าม คสช.กลับเตรียมคุมตัว วัฒนา ไปปรับทัศนคติอีกรอบหลังออกมาขยายแผล วรชัย ด้วยการเขียนข้อความเรื่อง “ความผิดฐานใหม่” ปลุกมวลชนออกเสียงไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

​แน่นอนว่าการขยับของทั้งเพื่อไทยและเสื้อแดงในช่วงนี้เป็นเพราะหนึ่งด้วยจังหวะที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์เสร็จสิ้น

แต่อีกด้านหนึ่งเป็นเพราะหากไม่รีบเคลื่อนไหวตอนนี้ ต่อไปการเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับร่างรัฐธรรมนูญจะถูกตีกรอบด้วย พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ ที่มีรายละเอียดปลีกย่อย อีกทั้งยังมีประเด็นที่วิตกว่า กลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวอธิบายด้วยชุดข้อมูลที่ไม่ตรงกับ กรธ. จะถูกตีความว่าเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงหรือไม่ ใครเป็นคนตัดสิน เพราะหากฝ่าฝืนจะมีโทษถึงขั้นจำคุก

ยังไม่รวมกับการแสดงความคิดเห็นตามเวทีที่จะถูกกำหนดไว้เฉพาะเวทีที่ กกต.เป็นคนจัด หากจัดนอกเหนือจากนั้นย่อมมีความผิดได้ ตรงนี้จึงเป็นปัญหาที่หลายฝ่ายต้องรีบเคลื่อนไหวในช่วงนี้

ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ คสช.​จะเร่งมาตรการเชือดไก่ปรามลิงไม่ให้ออกมาสร้างความปั่นป่วนในอนาคต

 

ร่าง รธน.ฉบับลงประชามติ เพิ่มเสรีภาพ-คุมเข้มการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มีนาคม 2559 เวลา 09:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/423966

ร่าง รธน.ฉบับลงประชามติ เพิ่มเสรีภาพ-คุมเข้มการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

29 มี.ค. “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เตรียมเปิดเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่จะให้ประชาชนลงมติว่าจะเห็นชอบหรือไม่ ในเวลา 13.39 น.

ทั้งนี้ เนื้อหาในภาพรวมของร่างรัฐธรรมนูญที่มีการปรับแก้ไขมากที่สุด คือ หมวด 3 ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย

มาตรา 25 กรธ.บัญญัติถ้อยคำเพิ่มเพื่อยืนยันในเชิงหลักการว่า “สิทธิหรือเสรีภาพใดที่รัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ หรือให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมาย แม้ยังไม่มีการตรากฎหมายนั้นขึ้นใช้บังคับ บุคคลหรือชุมชนย่อมสามารถใช้สิทธิหรือเสรีภาพนั้นได้ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ สามารถยกบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญเพื่อใช้สิทธิทางศาลหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลได้

บุคคลซึ่งได้รับความเสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพจากการกระทำความผิดอาญาของบุคคลอื่น ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาหรือช่วยเหลือจากรัฐตามที่กฎหมายบัญญัติ”

เช่นเดียวกับ มาตรา 27 แม้ในเบื้องต้น กรธ.จะรับรองความเสมอภาคของบุคคลที่ต้องได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย แต่ กรธ.ได้ปรับปรุงถ้อยคำเพื่อขยายการคุ้มครองให้มีความกว้างและเฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้นว่า “การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ไม่ว่าด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะบุคคล ฐานทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมือง อันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือเหตุอื่นใด จะกระทำมิได้”

ส่วนเรื่องที่เคยเป็นปัญหาที่ถูกวิจารณ์อย่างสิทธิชุมชนในการฟ้องร้องรัฐ ที่หลายฝ่ายเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกได้ลดทอนสิทธิดังกล่าวที่เคยมีอยู่เดิมตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ปรากฏว่า กรธ.ได้เพิ่มเติมถ้อยคำเข้าไปโดยยึดหลักการตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 โดยมีสาระสำคัญดังนี้

“มาตรา 41 บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิ

(1) ได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสาธารณะในครอบครองของหน่วยงานของรัฐตามที่กฎหมายบัญญัติ

(2) เสนอเรื่องราวร้องทุกข์ต่อหน่วยงานของรัฐและได้รับแจ้งผลการพิจารณาโดยรวดเร็ว

(3) ฟ้องหน่วยงานของรัฐให้รับผิดเนื่องจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำของข้าราชการ พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ”

สอดคล้องกับมาตรา 43 ที่ระบุว่า “บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิ (1) อนุรักษ์ ฟื้นฟู หรือส่งเสริมปัญญา ศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และจารีตประเพณีอันดีงามทั้งของท้องถิ่นและของชาติ

(2) จัดการ บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืนตามวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ

(3) เข้าชื่อกันเพื่อเสนอแนะต่อหน่วยงานของรัฐให้ดำเนินการใดอันจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนหรือชุมชน หรืองดเว้นการดำเนินการใดอันจะกระทบต่อความเป็นอยู่อย่างสงบสุขของประชาชนหรือชุมชน และได้รับแจ้งผลการพิจารณาโดยเร็ว ทั้งนี้ หน่วยงานของรัฐต้องพิจารณาข้อเสนอแนะนั้นโดยให้ประชาชนที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการพิจารณาด้วยตามวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ

(4) จัดให้มีระบบสวัสดิการของชุมชน

สิทธิของบุคคลและชุมชนตามวรรคหนึ่ง หมายความรวมถึงสิทธิที่จะร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือรัฐในการดำเนินการดังกล่าวด้วย”

นอกจากนี้ เรื่องสิทธิเสรีภาพในการตั้งพรรคการเมือง กรธ.ก็ยังให้รับรองเอาไว้ แต่ได้เพิ่มมาตรการที่ให้ประชาชนในฐานะสมาชิกพรรคสามารถตรวจสอบการดำเนินการพรรคการเมืองไว้ในมาตรา 45 ว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมืองตามวิถีทางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามที่กฎหมายบัญญัติ

กฎหมายตามวรรคหนึ่งอย่างน้อยต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการบริหารพรรคการเมือง ซึ่งต้องกำหนดให้เป็นไปโดยเปิดเผยและตรวจสอบได้ เปิดโอกาสให้สมาชิกมีส่วนร่วมอย่างกว้างในการกำหนดนโยบายและการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง และกำหนดมาตรการให้สามารถดำเนินการโดยอิสระไม่ถูกครอบงำหรือชี้นำโดยบุคคลซึ่งมิได้เป็นสมาชิกของพรรคการเมืองนั้น รวมทั้งมาตรการกำกับดูแลมิให้สมาชิกของพรรคการเมืองกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.”

สำหรับบทเฉพาะกาลในร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือว่าเป็นไฮไลต์สำคัญในทางการเมือง นอกเหนือไปจากการบัญญัติให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีอำนาจแต่งตั้ง สว.จำนวน 250 คน มีวาระ 5 ปี และให้รัฐสภาลงมติยกเว้นการบังคับใช้รัฐธรรมนูญเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถลงมติเลือกบุคคลนอกบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้แล้ว แต่ยังมีประเด็นสำคัญอย่างการลดเงื่อนไขการลงสมัคร สส.และ สว.ของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)  และผู้ดำรงตำแหน่งใน คสช.

เดิม กรธ.กำหนดว่า สนช. สปท. และ คสช.จะลงสมัคร สส.หรือ สว.ไม่ได้ หากไม่ได้ลาออกภายใน 90 วันนับตั้งแต่ที่รัฐธรรมนูญใช้บังคับ แต่ต่อมาเปลี่ยนให้ลาออกภายใน 90 วันเฉพาะกรณีที่จะลงสมัคร สส.เท่านั้น โดย กรธ.ให้เหตุผลว่าการลงสมัคร สส.เป็นการแสดงเจตนาของบุคคลที่ต้องการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง จึงควรสละสิทธิการทำหน้าที่ในปัจจุบัน

ต่างกับ สว. เพราะ สว.ชุดแรกจะมาจากการสรรหา ซึ่งไม่มีใครทราบว่าตัวเองจะได้เป็น สว.หรือไม่ หากไปกำหนดให้ต้องลาออกภายใน 90 วัน จะเท่ากับเป็นการตัดสิทธิของบุคคลในการทำหน้าที่ สนช. สปท. และ คสช.ไปโดยปริยาย จึงเห็นว่าไม่ควรกำหนดเงื่อนไขนั้นเอาไว้

ขณะที่การคงอยู่ของ คสช. คณะรัฐมนตรี (ครม.) และ สนช. ยังคงเป็นไปตามเดิม คือ คสช.และ ครม.จะทำหน้าที่ไปจนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่ ส่วน สนช.จะพ้นหน้าที่เมื่อมี สว.ชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ ส่วน สปท.อยู่ไปอีก 1 ปี เพื่อดำเนินการขับเคลื่อนการปฏิรูป และ กรธ.จะอยู่ต่อจนจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบและกฎหมายอื่นๆ รวม 11 ฉบับแล้วเสร็จ

สุดท้าย วันเลือกตั้ง สส.จะมีขึ้นภายใน 150 วันนับตั้งแต่วันที่ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. การได้มาซึ่ง สว. คณะกรรมการการเลือกตั้ง และ พรรคการเมือง มีผลบังคับใช้

 

ล็อกเบ็ดเสร็จ รัฐบาลหน้าขยับยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มีนาคม 2559 เวลา 20:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/423937

ล็อกเบ็ดเสร็จ รัฐบาลหน้าขยับยาก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์​

กลายเป็นดาบสองคมที่ไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วจะ “ได้” หรือ “เสีย” มากกว่ากัน

สำหรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงที่ มีชัย ฤชุพันธุ์  ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และคณะ ช่วยกันถอดบทเรียนในอดีตออกมาสกัดการใช้อำนาจนอกลู่นอกทางของคนการเมือง

สรุปสุดท้ายออกมากลายเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ “จัดหนัก” ตั้งแต่กระบวนการคัดกรองคนเข้าสู่สนามการเมืองแบบเข้มงวด เรื่อยมาจนถึงเรื่องการใช้อำนาจ ที่หากใครฝ่าฝืนต้องเจอโทษรุนแรง

ข้อดีของระบบที่เข้มงวดเช่นนี้ คือสกัดคนไม่ดีออกจากกลไกการเมือง แต่อีกด้านหนึ่งกลไกที่เข้มงวดจนเกินไปย่อมทำให้รัฐบาลหน้าที่จะมาจากการ “เลือกตั้ง” บริหารงานได้อิสระน้อยลง

ดังจะเห็นว่าเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญหลายส่วนที่ล็อกให้ต้องเดินตามกรอบที่วางไว้ จนยากที่พรรคการเมืองจะกระดิกตัวไปทำอย่างอื่นได้

ไล่มาตั้งแต่การหาเสียงที่ต้องประกาศเป็นนโยบายของแต่ละพรรคการเมือง ที่จะสอดรับไปกับการทำงบประมาณรายจ่ายในแต่ละปี ที่กำหนดให้รัฐบาลต้องทำแหล่งที่มาของรายได้และรายจ่ายให้ชัดเจน

อันจะเป็นการสกัดไม่ให้พรรคการเมืองหันมาใช้ “นโยบายประชานิยม” มาซื้อใจชาวบ้าน แต่สุดท้ายระยะยาวจะทำให้เกิดผลเสียหายต่อประเทศชาติอย่างมหาศาล

คำถามอยู่ที่ว่ามุมมองหรือนิยามของประชานิยมนั้น แต่ละคนมองแตกต่างกันไป ที่สำคัญการพยายามสกัดประชานิยมอาจกระทบไปถึงการสร้างสรรค์นโยบายใหม่ๆ ที่ประชาชนจะได้ประโยชน์มากกว่ากรอบนโยบายเดิมๆ

ความเข้มงวดที่จะทำให้รัฐบาลไม่กล้ากระดิกตัวทำอะไรมากมายนั้น เป็นเพราะ กรธ.ได้กำหนดกรอบที่ชัดเจนให้รัฐบาลต้องใช้จ่ายเงินแผ่นดินไปตามกฎหมายงบประมาณรายจ่าย กฎหมายวิธีการงบประมาณ กฎหมายโอนงบประมาณ และกฎหมายเงินคงคลังเป็นหลัก

ที่สำคัญในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี จะมีการแก้ไขป้องกันไม่ให้ สส. สว. กรรมาธิการ หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาใช้จ่ายเงิน
งบประมาณ มีส่วนในการกำหนดโครงการหรือให้ความเห็นชอบต่อการใช้จ่ายเงินงบประมาณ

การสกัดงบ สส.ที่หวังว่าจะป้องกันการใช้งบประมาณไปหาเสียงในพื้นที่ แต่อีกด้านก็อาจทำให้การพัฒนาพื้นที่ถูกละเลยได้ง่ายขึ้น

ตรงนี้​ กรธ.ออกกฎเข้มว่า หากบุคคลใดก็ตาม รวมทั้ง ครม. รู้เห็นเป็นใจต่อการแปรญัตติเพื่อให้นักการเมือง สส. สว. มีส่วนได้ส่วนเสียต่อการใช้จ่ายเงินงบประมาณ บุคคลเหล่านั้นจะต้องพ้นจากตำแหน่ง และชดใช้เงินที่นำไปใช้ในโครงการต่างๆ ด้วย

“กรณีนี้ถือเป็นเรื่องใหม่และเป็นยาแรง เป็นการป้องกันการครอบงำการใช้จ่ายงบประมาณของ สส. และ สว.ด้วยกันเอง และให้รัฐสภาตรวจสอบสมาชิกรัฐสภาด้วยการเข้าชื่อร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตรวจสอบ หากพบว่ามี สส. สว. คนใดกระทำผิดก็จะตัดสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต เช่นเดียวกัน หากเป็นรัฐมนตรีก็จะถูกตัดสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งด้วย อาจจะเฉพาะตัวบุคคลหรือทำให้พ้นไปทั้ง ครม. ที่ผ่านมาช่องว่างตรงนี้เป็นช่องว่างที่ใหญ่มากของการนำงบประมาณของประเทศไปใช้โดยไม่คำนึงถึงแบบแผนที่รัฐบาลวางไว้” อุดม รัฐอมฤต ​โฆษก กรธ. กล่าว​

อีกกรอบที่รัฐบาลหน้าจะถูกกำหนดให้เดินตามคือเรื่องการปฏิรูปตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ  (คสช.) และแม่น้ำสายต่างๆ พยายามผลักดันให้ต้องเดินไปตามแนวทางที่วางไว้

แน่นอนว่าไม่มีใครคัดค้านเรื่องการปฏิรูป  แต่ในทางปฏิบัติรายละเอียดของการปฏิรูปแต่ละเรื่อง ที่อุตส่าห์คิดกันมาตลอด 2 ปีกว่า ยังคิดเห็นแตกต่างกันอยู่ไม่น้อย

ดังนั้น การไปบังคับให้รัฐบาลหน้าต้องทำการปฏิรูปที่ไม่ได้เป็นคนคิดขึ้นเอง จึงอาจเป็นหลักการที่ดูขัดแย้ง และอาจมองเลยไปถึงการไม่เคารพสิทธิหรือเสียงของประชาชนที่เลือกรัฐบาลเข้ามาบริหารงาน ไม่ใช่เลือกมาเพราะต้องการให้ไปทำตามกรอบปฏิรูป

ยังไม่รวมกับองค์กรต่างๆ ที่จะถูกตั้งขึ้นมาสานต่อการปฏิรูปที่อาจมีอำนาจบังคับให้กลไกการบริหาร​และนิติบัญญัติต้องทำตามที่ต้องการได้

สัญญาณล่าสุดยังพบว่าอำนาจของ สว.ชุดเปลี่ยนผ่านที่จะมาจากการสรรหา 250 คนนั้น มีหลายส่วนที่สามารถชี้นำและกำหนดทิศทางการบริหารงานได้ไม่มากก็น้อย

เริ่มตั้งแต่การเปิดช่องให้ใช้เสียง 3 ใน 5 ของสองสภา ร่วมกันปลดล็อกให้สภาสามารถเลือกนายกฯ คนนอกได้ และมีภารกิจสำคัญคือการสานต่อเรื่องปฏิรูป ถึงขั้นให้รัฐบาลใหม่ต้องรายงานความคืบหน้าการปฏิรูปต่อ สว.ทุก 3 เดือน

แม้แต่จะคิดแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดช่องให้ทำงานได้ง่ายขึ้นก็ยังทำได้ยาก ด้วยกลไกที่ต้องใช้เสียงมากเป็นพิเศษ และรายละเอียดปลีกย่อยต้องได้รับความร่วมมือจากพรรคต่างๆ

ทั้งหมดนี้ล้วนแต่ตอกย้ำว่าการบริหารงานของรัฐบาลหน้ามีกรอบที่บังคับให้ต้องเดินตาม ยากจะฝ่าฝืน

 

เสียงจากอดีตสว. คสช.ตั้ง250แก้ขัดแย้งไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มีนาคม 2559 เวลา 09:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/423560

เสียงจากอดีตสว. คสช.ตั้ง250แก้ขัดแย้งไม่ได้

โดย…เลอลักษณ์ จันทร์เทพ

ปมใหญ่ที่ถูกมองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจซ่อนรูปในบทเฉพาะกาลร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับของมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นั่นคือเรื่องที่มาของ สว.ที่ผ่านคณะกรรมการสรรหา 200 คน และอีก 50 คน มาจากการเลือกกันเองของแต่ละสาขาอาชีพ 20 ด้าน นอกจากนี้ยังสำรอง 6 เก้าอี้ สว. ให้ผู้ดำรงตำแหน่งข้าราชการประจำ ซึ่งหนีไม่พ้นผู้นำเหล่าทัพ แน่นอน และท้ายที่สุด สว. 250 คน ที่มาในช่วงเปลี่ยนผ่านไม่แตกต่างจากสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หรือสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)

นิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา แสดงความเห็นว่า ไม่ว่าที่มาของ สว.จะมีที่มาในรูปแบบใด จะแต่งตั้ง หรือจะสรรหาแน่นอนว่าการทำงานจะต้องตรงกับเจตนารมณ์ คสช.และ กรธ. ที่มีเป้าหมายเพื่อให้กลไกที่จะบริหารประเทศด้วยการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศตามยุทธศาสตร์ที่ คสช.ได้วางไว้ 20 ปี หากมองไปที่การวางตัวข้าราชการ 6 ตำแหน่ง ชัดเจนที่จะเข้ามาเป็นฐานกำลังสำคัญ เป็นวิปประสานและควบคุมกำกับการทำงานในภาพรวมเป็นหลัก และเพื่อเป็นหลักประกันว่าจะไม่มีการล้มรัฐธรรมนูญ

“แต่อยากจะเตือนว่าไม่เสมอไปในประวัติศาสตร์มีมาแล้ว เช่น ในสมัยจอมพลถนอม ยังสามารถปฏิวัติตัวเองได้ การจะแก้รัฐธรรมนูญให้ยากมันก็ยากแต่จะง่ายมันก็ง่าย ผมหวังว่า สว. 250 คน จะเข้าไปทำหน้าที่การออกกฎหมาย กำกับกลั่นกรองกฎหมายที่ออกไป ให้เป็นประโยชน์และยุติธรรมมากที่สุด และจะทำหน้าที่เพียงแค่คอยตรวจสอบ รัฐบาล เช่น ยื่นกระทู้ ตั้งกรรมาธิการกำกับการทำงานของรัฐบาล แค่นี้อำนาจก็เยอะพอแล้ว”

สิงห์ชัย ทุ่งทอง อดีต สว.อุทัยธานี กล่าวว่า ไม่แปลกใจที่ กรธ.จะกำหนดให้มี สว.สรรหา เพราะเจตนาของ คสช.มีความชัดเจนตั้งแต่แรกที่เข้ามาปฏิวัติเพราะมองว่าปัญหาเกิดจากกลุ่มการเมือง และต้องการปฏิรูปในสิ่งที่คิดว่าเป็นปัญหา ซึ่งเขาไม่สามารถที่จะปกครองประเทศได้โดยไม่เป็นระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นจึงต้องสร้างเครื่องมือ กลไกต่างๆ เข้ามาควบคุม แต่การควบคุมการเมืองต้องอย่าใช้การควบคุมแบบทหารแบบสายบังคับบัญชาจะต้องทำแบบให้เนียนค่อยเป็นค่อยไปให้สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย และจากประสบการณ์เป็น สว.มา 6 ปี การมี สว.สรรหาทั้ง 250 คน ไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ และยังเป็นช่องทางให้กลุ่มการเมืองใช้เป็นข้ออ้างเรื่องความชอบธรรมด้วย เนื่องจากกลุ่มคนที่จะเข้ามาสรรหา สว. ใช้ตรรกะอะไรวัดว่าเป็นคนดีและเป็นที่ยอมรับ และแน่นอนว่าคนเหล่านี้จะเป็นกลุ่มคนที่มีแนวคิดที่ไปในทิศทางเดียวกัน

อดีต สว. ระบุอีกว่า อำนาจ สว.ที่สามารถแต่งตั้งถอดถอนองค์กรอิสระได้ แล้วมีผลที่จะให้คุณให้โทษกับกลุ่มการเมืองหรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง สุดท้ายแล้วปัญหาจะกลับมาเหมือนความขัดแย้งเหมือนเดิม ที่กลุ่มการเมืองใช้เป็นข้ออ้างในการโต้แย้ง เรียกร้องความชอบธรรมต่างๆ ดังนั้นอำนาจหน้าที่ของ สว.สรรหาควรจะมีกรอบเป็นเพียงสภาพี่เลี้ยง ที่ท้วงติง ตรวจสอบเท่านั้นอย่าให้อำนาจในการแต่งตั้งองค์กรอิสระ หรือกำหนดอำนาจที่จะให้คุณให้โทษกลุ่มการเมืองไม่ว่าจะทางตรงทางอ้อม

คำนูณ สิทธิสมาน อดีต สว.สรรหา กล่าวว่า เข้าใจข้อเสนอ คสช.ที่จะอยู่ในช่วงเวลาชั่วคราวระยะเปลี่ยนผ่าน 5 ปีเท่านั้น ซึ่งรายละเอียดอำนาจหน้าที่เป็นเรื่องที่ กรธ.และ คสช.ต้องหารือกันให้ตกผลึก แต่ความเห็นส่วนตัวเรื่องที่มาและการทำหน้าที่ของ สว.ในภาพรวมช่วงปกติคิดว่า วุฒิสภาควรจะมีภาระหน้าที่และมีที่มาแตกต่างจากสภาผู้แทนราษฎร เพื่อความสมบูรณ์ในแบบผู้แทนปวงชนชาวไทยในรัฐสภามิติอื่นบ้าง เช่น มีความหลากหลายทางวิชาชีพ หรือวิชาการ เพื่อการทำงานให้รอบด้านมากขึ้น เนื่องจากมีคนอีกมากที่อยากเข้ามาทำงานในโครงสร้างการเมือง แต่ไม่มีวัตถุประสงค์ทางการเมือง ซึ่งไม่มีโอกาสที่จะเข้ามาในระบบการเลือกตั้งอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรได้

อย่างไรก็ตาม การทำงาน สว.สรรหา จากประสบการณ์ไม่มีการทำงานตามใบสั่ง เพราะเมื่อรัฐธรรมนูญ 2550 ก็มีกำหนดไว้ว่าให้เป็นได้สมัยเดียวหรือต้องเว้นวรรคหนึ่งสมัย โดยการทำงานไม่ต้องคำนึงว่าต้องทำตามประสงค์ผู้แต่งตั้งเพื่อหวังได้รับการแต่งตั้งต่อไป หากกังวล สว.ทำตามใบสั่ง การร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะมีขึ้นก็ต้องเขียนกติกาขึ้นมาให้ชัดเจนและเข้าใจว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้ก็มีกฎเกณฑ์ กฎจริยธรรมต่างๆ ควบคุมอยู่แล้ว