ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
24 มีนาคม 2559 เวลา 13:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/423189

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ไม่แปลกที่ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี จะพออกพอใจกับข้อสรุปของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่ยอมปรับเนื้อหาตาม 3 ข้อเสนอของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เกือบทั้งหมด
“การที่ร่างออกมาแบบนี้ ก็อยู่ในเกณฑ์ที่น่าจะพอใจและรับได้ถือว่าใกล้เคียงสิ่งที่ คสช.ได้เสนอไป กรธ.พยายามทำดีที่สุด โดยคำนึงถึงความจำเป็นตามที่ คสช.ได้บอกไป แต่ยังคงรักษาจุดยืนในสิ่งที่เขาคิดขึ้นมาใหม่” วิษณุระบุ
ทว่าหากพิจารณาลึกๆ ข้อสรุปของ กรธ.ที่ออกมานั้น คงต้องเรียกว่าเป็นการ “รับลูก” เสียมากกว่า “พบกันครึ่งทาง” ด้วยการเล่นแร่แปรธาตุทางตัวอักษรเสียใหม่
ที่สำคัญการตัดสินใจเช่นนี้ของ กรธ.มีแต่จะตอกย้ำข้อครหา เรื่อง “สืบทอดอำนาจ” ชัดเจนมากยิ่งขึ้น อันจะส่งผลต่อการทำประชามติในอนาคตอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
ประเด็นเดียวที่ กรธ.ยังคงจุดยืนของตัวเองไว้ คือ การยืนยันให้ใช้ระบบการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบจัดสรรปันส่วนผสมด้วยการลงคะแนนบัตรเดียว
แต่แน่นอนว่านี่ไม่ใช่เป้าใหญ่ของ คสช.ที่อยากได้ หนำซ้ำอาจเป็นเพียงข้อเสนอที่ใส่มาเพื่อให้ กรธ. ได้ปฏิเสธ เพื่อลดแรงเสียดทาน ไม่ต้องรับฟัง คสช.ทั้งหมดทุกข้อด้วยซ้ำ
เพราะเอาเข้าจริง “กลไก” การเลือกตั้งที่ กรธ.ออกแบบมาเช่นนี้ อาจ “เข้าทาง” ตรงกับความต้องการที่ไม่อยากให้พรรคใดพรรคหนึ่งมีเสียงข้างมากเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เหมือนการเลือกตั้งที่ผ่านๆ มาด้วยซ้ำ
การเลือกตั้ง 2 บัตร จึงมีความเสี่ยงที่ผลลัพธ์สุดท้ายอาจไม่ต่างจากเดิม ถึงจะออกตัวมาตลอดว่าไม่ได้กีดกันพรรคใดพรรคหนึ่งเป็นพิเศษ แต่หลายสิ่งหลายอย่างสะท้อนไปในทางตรงกันข้าม
นี่จึงเป็นทางเลือกวิน-วินของทั้ง กรธ. และ คสช.
ข้อเสนอที่ 2 เรื่องการสรรหา สว. 250 คน แทนการเลือกไขว้ระหว่างกลุ่มอาชีพ ที่ถูกถล่มอย่างหนักในปมเรื่องสืบทอดอำนาจกับการเปิดช่องให้ คสช.วางตัวคนที่ไว้ใจได้มานั่งในสภาสูงคุมการทำงานของสภาล่างอีกชั้นหนึ่ง
แม้ คสช.จะพยายามรับเปลี่ยนรายละเอียดในบางจุด แต่สุดท้ายผลลัพธ์ที่ได้แทบไม่แตกต่างกัน
จะเห็นว่าจากข้อเสนอให้สรรหา สว.ทั้งหมด 250 คน กรธ.ปรับมาให้สรรหาผ่านคณะกรรมการสรรหา 200 คน ส่วนอีก 50 คนมาจากการเลือกกันเองของแต่ละสาขาอาชีพ 20 ด้าน จนได้ 231 คน ก่อนเลือกให้เหลือ 50 คน ตามหลักเกณฑ์ที่ คสช.กำหนด ดังนั้นโอกาสที่ สว.จะหลุดโผมีคนที่ คสช.ไม่พึงประสงค์ย่อมเป็นไปได้ยาก
สุดท้าย 250 สว.ที่มาในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ จึงอาจไม่แตกต่างจากสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หรือ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)
สอดรับไปกับอำนาจหน้าที่ของ สว.ที่ดูเหมือนมีความพยายามทำให้ดูคลุมเครือเหมือนไม่มีอะไร
แน่นอนข้อเสนอของ คสช.เรื่องการสำรอง 6 เก้าอี้ สว.ให้ผู้นำเหล่าทัพนั้น ถูกวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงเกินว่า กรธ.จะยอมรับได้ จึงทำได้มากสุดเพียงแค่เขียนเปิดทางบุคคลใน คสช.และผู้ดำรงตำแหน่งข้าราชการประจำสามารถเป็น สว.ได้
ส่วนเป้าที่ถูกถล่มหนักทั้งเรื่องอำนาจเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้นั้น ดูจะสุดโต่งเกินกว่าที่ กรธ.จะยอมรับได้ แต่ทว่าการตัดอำนาจ สว.ตรงนี้ออกไปก็ลดเสียงวิจารณ์ได้เพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น
ในเมื่ออำนาจที่น่ากลัวของ สว.อยู่ที่การร่วมเป็นกลไกเปิดทางให้เลือกนายกรัฐมนตรีคนนอกได้อย่างแนบเนียน
เพราะแม้ ทาง กรธ.จะหักข้อเสนอของ คสช. ด้วยการยืนยันจุดยืนเดิมของตัวเองบังคับให้พรรคการเมืองต้องเสนอชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรี 3 ชื่อ เพื่อให้สภาเป็นคนออกเสียงชี้ขาดสุดท้าย
ทว่า กรธ.กลับเพิ่มเงื่อนไขในกรณี หากเกิดกรณีสภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถเลือกนายกฯ ได้จะต้องมีการเปิดประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อลงมติ 2 ใน 3 เพื่อของดเว้นการบังคับเลือกจาก 3 รายชื่อของแต่ละพรรคได้
คำนวณแล้วเสียง 2 ใน 3 จาก 750 เสียง (สส. 500 สว. 250) หรือประมาณ 500 คน ดูเหมือนจะเยอะจนแทบเป็นไปได้ยาก
แต่ในความเป็นจริง แค่ที่มาของ สว. ก็พอจะมองออกว่าเมื่อถึงเวลานั้น 250 เสียงนี้จะเทไปทางใด การจะรวมไปกับอีก 250 เสียงของ สส. ย่อมไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ในวันที่พรรคเล็กพรรคน้อยมีอำนาจต่อรองในตัวเองมากขึ้น
อย่าลืมว่าระบบเลือกตั้งแบบใหม่นั้นยากที่พรรคใดพรรคหนึ่งจะได้เสียงข้างมากเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และยากที่ประชาธิปัตย์จะไปจับมือกับเพื่อไทยตั้งรัฐบาล โอกาสที่จะได้เสียงเพียงพอเลือกนายกฯ ตามปกติย่อมยากมากขึ้นกว่าเดิม และมีแนวโน้มที่ต้องใช้ช่องทางที่ กรธ.เปิดไว้
ทั้งหมดสะท้อนการสืบทอดอำนาจที่ซ่อนรูปจนน่าเป็นห่วงว่าจะผ่านด่านประชามติได้หรือไม่








