คำถามพ่วงประชามติ แผนสำรองหากร่างรธน.ถูกคว่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มีนาคม 2559 เวลา 19:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/421466

คำถามพ่วงประชามติ แผนสำรองหากร่างรธน.ถูกคว่ำ

โดย….ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางสู่การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญขยับเข้าใกล้ความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเอกฉันท์ 192 เห็นชอบในวาระ 3 ​รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นผู้เสนอ

เนื้อหาสาระสำคัญอยู่ที่การกำหนดความชัดเจนเรื่องคะแนนเสียงที่จะชี้ขาดด้วยคะแนนเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง หลังจากที่เดิมความคลุมเครือตามตัวอักษรทำให้เกิดการถกเถียงว่าอาจต้องชี้ขาดกันด้วยเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

​ถือเป็นการแก้ปัญหาจากที่ห่วงกันว่าปมนี้อาจทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงของ มีชัย​ ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ อาจจะมาสะดุดที่ชั้นประชามติ จึงต้องรีบทำความชัดเจนเรื่องคะแนน ทั้งที่เอาเข้าจริง​ ในกรณีที่จะได้รับเสียงเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ​

ดังจะเห็นว่าตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาร่างรัฐธรรมนูญถูกวิพากษ์วิจารณ์ในหลายประเด็น​ ทั้งเรื่องระบบเลือกตั้ง “บัตรเดียว” ระบบเลือกไขว้ของ สว. สิทธิที่ยังถูกมองว่าด้อยกว่ารัฐธรรมนูญฉบับอื่นๆ

ต่อเนื่องด้วย “ปมร้อน”​ ใหม่ๆ ที่กำลังมีกระแสผลักดันอย่างเรื่อง สว.สรรหา ในช่วงเปลี่ยนผ่าน การบังคับใช้รัฐธรรมนูญสองขยัก เพื่อประคองสถานการณ์ช่วงเปลี่ยนผ่านที่ปลุกให้กระแสไม่รับร่างรัฐธรรมนูญมีมากขึ้นเรื่อยๆ

กลายเป็นที่มาให้ คสช.ตัดสินใจบีบทางอ้อมด้วยการ “อุบไต๋” ขั้นตอนต่อไป หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ จนทำให้เกรงว่าหากไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อาจต้องเจอร่างรัฐธรรมนูญที่แย่กว่าฉบับนี้

ทว่า สิ่งที่ต้องจับตาเวลานี้อาจไม่ใช่แค่ผลของประชามติเท่านั้น เพราะ “คำถามพ่วงประชามติ” ดูจะเป็นอีกกลไกสำคัญ ถึงขั้นที่สามารถชี้ทิศทางอนาคตในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนับจากนี้ แถมยังอาจเป็นแรงบีบทางอ้อมที่จะทำให้คนตัดสินใจรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มากขึ้น

ล่าสุด ที่ประชุม สนช.ได้มีการปรับแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ประเด็น “คำถามพ่วงประชามติ” ที่ให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเข้ามามีส่วนร่วมเสนอกับ สนช.ด้วย

“การจัดให้มีการออกเสียงประชามติ ให้ออกเสียงประชามติว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญนั้นทั้งฉบับ โดยต้องกระทำในวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร ในการนี้สภานิติบัญญัติแห่งชาติจะมีมติเสนอประเด็นอื่นใดไม่เกินหนึ่งประเด็นที่สมควรให้คณะกรรมการจัดการเลือกตั้งจัดให้มีการออกเสียงประชามติเพิ่มเติมว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบไปในคราวเดียวกันด้วยก็ได้ แต่ทั้งนี้ต้องเสนอภายใน 10 วัน นับแต่วันถัดจากวันที่ได้รับแจ้งจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อประโยชน์แห่งการนี้ ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติรับฟังความคิดเห็นของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศประกอบการพิจารณาด้วย”

ก่อนหน้านี้ รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ​​แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) เคยกำหนดให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)​ และ สนช.เป็นผู้เสนอประเด็นคำถามพ่วงประชามติ สภาละไม่เกิน 1 ประเด็น เสนอต่อ ครม. เพื่อพิจารณา หาก ครม.เห็นชอบด้วยกับประเด็นใด ให้แจ้ง กกต.ดำเนินการออกเสียงประชามติ สำหรับประเด็นนั้นในคราวเดียวกันกับการจัดให้มีการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ​

เมื่อ สปช.สิ้นสภาพ จึงทำให้ สนช.​กลายเป็นผู้เสนอคำถามเพียงฝ่ายเดียว ดังนั้นการที่ สนช. เสนอแก้ไขให้ สปท.เข้าร่วมเสนอความเห็นด้านหนึ่ง จึงเป็นการผนึกกำลังเพิ่มน้ำหนัก​ให้คำถาม โดยเฉพาะหากเป็นคำถามที่สุ่มเสี่ยงจะถูกวิพากษ์วิจารณ์

แต่สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น สะท้อนว่าทุกอย่างถูกวางแผนอย่างเป็นระบบ เชื่อมโยงระหว่างแม่น้ำแต่ละสาย ดังจะเห็นว่าในการประชุมแม่น้ำ 4 สาย รอบที่ผ่านมาได้หยิบยกประเด็นเรื่องคำถามขึ้นมาหารือ เพราะกังวลว่าหากคำถามไปขัดแย้งกับร่างรัฐธรรมนูญอาจทำให้ผลประชามติมีปัญหา

แม้เวลานี้จะยังไม่มีความชัดเจนว่า สนช.จะเสนอคำถามอะไรให้ ครม.พิจารณา แต่ท่าทีจากสมาชิก สนช.สะท้อนให้เห็นว่าคงหนีไม่พ้นเรื่อง สว.สรรหา ในช่วงเปลี่ยนผ่าน การใช้รัฐธรรมนูญสองขยัก หรือไปถึงขั้นรัฐบาลแห่งชาติ ที่เป็นเป้าหมายลึกๆ จากฟาก คสช.

​การตั้งคำถามแนวนี้ จึงเสมือนเป็นแผนสำรองให้ คสช.ด้านหนึ่งเพื่อบีบให้ประชาชนตัดสินใจรับร่างรัฐธรรมนูญ เดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งกลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว

อีกด้านหนึ่ง หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ คสช.ยังสามารถหยิบยก “มติ” จากคำถามพ่วงประชามติที่ สนช.​ สปท. ตั้งขึ้นมานั้น เป็นกรอบที่จะหาทางเดินต่อไปข้างหน้า​

ยิ่งในวันที่ยังไม่มีกรอบตามรัฐธรรมนูญ​ “ล็อก” ไว้ว่ากระบวนการต่างๆ จะเดินไปอย่างไรด้วยแล้ว คำถามพ่วงประชามติ จึงมีความสำคัญอย่างมาก

 

คสช.เขย่าอีไอเอ ขยายแนวต้านเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มีนาคม 2559 เวลา 10:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/420888

คสช.เขย่าอีไอเอ ขยายแนวต้านเพิ่ม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นน่าสนใจไม่น้อยภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 9/2559 เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่มีสาระสำคัญให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐซึ่งรับผิดชอบโครงการหรือกิจการที่อยู่ระหว่างรอผลการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) สามารถเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติให้ดำเนินโครงการไปพลางก่อนได้

“ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อประโยชน์ในการดำเนินโครงการหรือกิจการด้านการคมนาคมขนส่ง การชลประทาน การป้องกันสาธารณภัย โรงพยาบาล หรือที่อยู่อาศัย ในระหว่างที่รอผลการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการหรือกิจการนั้น อาจเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติให้ดำเนินการ เพื่อให้ได้มาซึ่งเอกชนผู้รับดำเนินการตามโครงการหรือกิจการไปพลางก่อนได้ แต่จะลงนามผูกพันในสัญญาหรือให้สิทธิกับเอกชนผู้รับดำเนินการตามโครงการหรือกิจการไม่ได้” ถ้อยคำที่บัญญัติไว้ในคำสั่งหัวหน้า คสช.

แม้ คสช.จะไม่ตัดเรื่องการทำอีไอเอออกไป แต่การแตะประเด็นแบบนี้ ย่อมทำให้เสียแนวร่วมอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะจากฝั่งภาคประชาสังคม

ต้องไม่ลืมว่า คสช.ถูกมองจากเอ็นจีโอในสายตาที่ไม่ค่อยชื่นชมเท่าไรนัก นับตั้งแต่การพยายามเปิดประมูลสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 การก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อเพิ่มกำลังผลิต รวมไปถึงการไม่ยอมให้เครือข่ายประชาชนชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มาจนถึงกรณีที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เขียนร่างรัฐธรรมนูญที่เสมือนหนึ่งทำให้สิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่เคยมีอยู่เดิมต่ำกว่ามาตรฐานที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 ได้เคยบัญญัติเอาไว้

ยังดีที่ กรธ.ไหวตัวทัน จึงรีบแก้ไขโดยนำหลักการของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 มาปรับใช้กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ กรธ. ซึ่งช่วยซ่อมรอยร้าวระหว่างภาครัฐกับภาคประชาสังคมประสานได้อยู่บ้าง

แต่เมื่อ คสช.ตัดสินใจหักด้ามพร้าด้วยเข่าอีกครั้ง ย่อมมีผลต่อการสร้างแนวร่วมในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ภาครัฐพยายามชี้แจงว่า คำสั่ง คสช.ดังกล่าวมีเจตนาที่ดีเพื่อต้องการให้โครงการลงทุนของรัฐเดินไปได้ และไม่ได้ยกเลิกการทำอีไอเอแต่อย่างใด

“คำสั่งที่ออกมาจะส่งผลบวกกับโครงการที่ปัจจุบันยังติดอยู่ในการพิจารณาอีไอเอ ทำให้สามารถปลดล็อกในส่วนนี้ และเริ่มเดินหน้ากระบวนการเปิดประมูลหาผู้รับเหมาได้ ซึ่งถือเป็นการเดินงานควบคู่กันไป จากเดิมโครงการของรัฐจะต้องรอผ่านการพิจารณาอีไอเอก่อนถึงจะเริ่มเปิดประมูล หลังจากนี้กระบวนการทั้งสองอย่างจะเดินหน้าไปด้วยกัน และเมื่ออีไอเอผ่านแล้วก็จะนำเข้าสู่การลงนามสัญญาเพื่อเริ่มก่อสร้างได้” คำชี้แจงของ อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม

มองในมุมของรัฐบาล การมีคำสั่ง คสช.เช่นนี้ ส่วนหนึ่งต้องการให้การลงทุนของภาครัฐช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นคืนมา เพราะหากเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น ย่อมกระเทือนต่อสถานะความชอบธรรมของ คสช.อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทว่า ในมุมของภาคประชาสังคมกลับไม่มองเช่นนั้น โดยองค์กรและเครือข่ายด้านทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม สุขภาพ และการพัฒนาที่ยั่งยืน 46 องค์กร ออกแถลงการณ์คัดค้านคำสั่ง คสช. เพราะเห็นว่าเป็นการใช้กฎหมายที่จะสร้างความเสียหาย

“คำสั่ง คสช.ที่ 9/2559 สะท้อนถึงความไม่เข้าใจความสำคัญของอีไอเอ ซึ่งไม่ใช่เพียงเรื่องผ่านหรือไม่ผ่าน แต่อีไอเอจะช่วยออกแบบโครงการ หรือปรับแก้โครงการเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นด้วย ผมคิดว่าเขาออกคำสั่งมาเพื่อผลักดันโครงการ เช่น เขื่อนแม่วงก์ รวมถึงเขื่อนอื่นๆ และท่าเรือน้ำลึกต่างๆ เช่น ชุมพร หรือปากบารา รวมทั้งรถไฟความเร็วปานกลาง” เดชรัต สุขกำเนิด อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตั้งข้อสังเกต

คำสั่ง คสช.เที่ยวนี้ ด้านหนึ่งเป็นการสร้างความรวดเร็วให้กับการลงทุนภาครัฐ แต่กลับกัน ก็ได้ขยายการต่อต้าน คสช.เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วไม่แพ้กัน ซึ่งจะมีผลต่อการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญในกลางปีนี้

การลงประชามติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญเป็นหนทางเดียวที่ประชาชนจะสามารถแสดงออกถึงความไม่พอใจที่มีต่อ คสช.ได้ เพราะไม่สามารถรวมตัวชุมนุมเพื่อกดดันผู้มีอำนาจรัฐได้เหมือนกับภาวะปกติ

ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติได้คงไม่สามารถพึ่งพาความสวยหรูของถ้อยแต่ละตัวอักษรที่อยู่ข้างในได้เพียงอย่างเดียว แต่อาจต้องพึ่งอารมรณ์ของคนในสังคม ณ วันออกเสียงประชามติด้วย ถ้าอารมณ์ของสังคมเป็นปกติ แต่หากไม่เป็นเช่นนนั้นร่างรัฐธรรมนูญก็ไม่ต่างอะไรกับการถูกแขวนไว้บนเส้นด้าย

 

ดัน สว.สรรหา หมากลวงกรุยทาง คปป.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มีนาคม 2559 เวลา 09:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/420657

ดัน สว.สรรหา หมากลวงกรุยทาง คปป.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เผือกร้อนตกมาที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จากนี้จึงเป็นโจทย์ที่ต้องคิดหนักว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไรกับข้อเสนอเรื่อง สว.สรรหา ที่จะมารับหน้าที่ประคับประคองสถานการณ์ร่วมกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี ​

ต้องยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่ กรธ.จะตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใด เพราะข้อเสนอที่ยากจะปฏิเสธนี้ถูกส่งตรงมาจาก “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ บิ๊กคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

แถม​จับสัญญาณจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.​ มีแนวโน้มเห็นด้วยกับข้อเสนอเรื่อง สว.สรรหา ที่จะมาสานต่อยุทธศาสตร์การปฏิรูป อาจจะติดตรงเรื่องอำนาจหน้าที่ที่เห็นว่าไม่ควรเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี

ทุกอย่างดูจะสอดรับไปกับท่าทีก่อนหน้านี้ของแม่น้ำสายต่างๆ อย่างคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็มีข้อเสนอข้อ 16 ให้ กรธ.พิจารณาใช้ร่างรัฐธรรมนูญสองขยักในช่วงเปลี่ยนผ่านและช่วงปกติ

อีกด้าน พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร ในฐานะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหารรุ่น 12 (ตท. 12) กับ พล.อ.ประยุทธ์ ​ซึ่งจุดประเด็นเสนอให้ คสช. สรรหาจากบุคคลทุกสาขาอาชีพเพื่อให้การดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติที่กำหนดไว้ 20 ปี

ไม่ต่างจากท่าทีของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่เห็นว่าควรกลับไปใช้ระบบการสรรหา สว. แต่ปรับปรุงกลไกการสรรหาให้มีประสิทธิภาพ ไม่ผูกขาดอยู่แค่คนไม่กี่คนที่จะสร้างปัญหาเหมือนอดีต ขณะที่ พีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช. เองก็ออกมาสนับสนุนแนวคิดบิ๊กป้อม

ดังนั้นหาก กรธ. “ขัดใจแป๊ะ” ยึดตามร่างแรกรัฐธรรมนูญ ยืนยันใช้สูตร “เลือกไขว้” จากแต่ละกลุ่มอาชีพ อาจกระทบไปถึงเป้าหมายและเส้นทางของ คสช.นับจากนี้

แต่สาเหตุที่ กรธ.ยังแบ่งรับแบ่งสู้ไม่อาจรีบตัดสินใจรับลูกข้อเสนอเรื่อง สว.สรรหา เพราะแรงเสียดทานจากหลายฝ่ายที่ออกมาดักคอไม่เห็นด้วย เพราะมองว่าเป็นหนึ่งในแผนการสืบทอดอำนาจ

จิ๊กซอว์สำคัญอยู่ที่คำชี้แจงจาก พล.อ.ประวิตร ซึ่งระบุยืนยันเปิดทางให้ คสช.เข้ามาเป็น สว.สรรหา ได้ พร้อมออกตัวปฏิเสธเรื่องการสืบทอดอำนาจว่า “อำนาจคือตำแหน่งหน้าที่ผู้บริหาร แต่ สว.สรรหา ไม่ได้เข้าไปอยู่ใน ครม. สว.สรรหา ไม่ได้เข้ามาใช้อำนาจ เข้ามาใช้ความคิด”​

ทว่าหลายฝ่ายยังไม่อาจเชื่ออย่างสนิทใจเพราะ “อำนาจ” หรือ “หน้าที่” ของ สว.สรรหา ชุดนี้จะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับ กรธ.ที่จะเขียนกำหนดไว้

แม้ร่างรัฐธรรมนูญเวอร์ชั่นแรกของ กรธ.จะตัดอำนาจถอดถอนของ สว.ออกแล้ว แต่หน้าที่อื่นๆ ทั้งการคัดกรองกฎหมาย การแต่งตั้งบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระก็มีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะบทบาทขององค์กรอิสระตามร่างรัฐธรรมนูญที่มองกันว่าเป็นกลไกการเมืองที่มีอำนาจอยู่ไม่น้อย ที่สำคัญไม่รู้ว่าในอนาคตจะมีการมอบอำนาจเพิ่มเติมให้ สว.สรรหา ชุดนี้หรือไม่

ทว่าการผลักดัน สว.สรรหา รอบนี้ดูจะเป็นเพียงแค่ “หมากลวง” ​ของ คสช.ที่เข็นออกมาหยั่งเสียงสังคม และ กรธ.หากสามารถผลักดันได้สำเร็จ คสช.ยังมีก้าวต่อไปที่ตระเตรียมไว้

​โดยเฉพาะโจทย์ใหญ่เรื่องคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ที่เคยผลักดันจนสำเร็จในร่างรัฐธรรมนูญฉบับ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่ว่ากันว่านี่เป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นมีอันตกไป

แต่แนวคิดเรื่อง “กลไกพิเศษ” แบบ คปป.นี้ ยังเป็นเป้าหมายลึกๆ ที่ คสช.​พยายามผลักดัน แต่ด้วยข้อกังขาว่านี่จะเป็นช่องทางการสืบทอดอำนาจ ที่มีบทบาทสถานะเหนือฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ทำให้ กรธ.ออกตัวตั้งแต่แรกว่าจะไม่มีองค์กรพิเศษอย่าง คปป.ในร่างรัฐธรรมนูญนี้ แต่จะใช้เพียงกลไกที่มีอยู่แล้วทำหน้าที่แก้ปัญหาสลายทางตัน

ทั้งที่ คสช.ส่งสัญญาณชัดเจนว่าต้องการองค์กรแบบ คปป. เพื่อเป็นหลักประกันไม่ให้ทุกอย่างที่ทำมาทั้งหมดต้องเสียของ และเหมือนจะออกแรงผลักดันอยู่ลึกๆ

​ท่าทีของ​ กรธ.เองก็ยังไม่ได้ปิดประตูเสียทีเดียว เพราะล่าสุดหลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าการให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญจะเป็นการให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญมากเกินไป

จนล่าสุดปรับเปลี่ยนมาเป็นการประชุมร่วมกันระหว่างประธานสภา ประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา ประธานองค์กรอิสระ จนหลายคนเริ่มระแวงว่านี่เป็น คปป.กลายร่าง

แม้วันนี้​อำนาจการตัดสินใจของที่ประชุมดังกล่าวจะ​ยังไม่มากเท่า​ คปป. แต่อาจเป็นก้าวแรกที่จะเดินไปสู่จุดนั้น ​ยิ่งหาก การผลักดัน สว.สรรหา ที่เต็มไปด้วยเสียงครหาสามารถทำได้สำเร็จ

ก้าวต่อไปหนีไม่พ้นการปัดฝุ่น​ คปป.กลับมาใหม่อีกรอบ

 

‘มีชัย’ งัดข้อ ‘คสช.’ ระเบิดเวลารอวันปะทุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มีนาคม 2559 เวลา 10:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/newspaper/analyse/420417

‘มีชัย’ งัดข้อ ‘คสช.’ ระเบิดเวลารอวันปะทุ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นปรากฏการณ์ร้อนในทางการเมืองขึ้นมาทันที ภายหลัง มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ไม่เดินทางไปประชุมร่วมกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คณะรัฐมนตรี (ครม.)สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เมื่อวันที่ 7 มี.ค.

“เพราะไม่ได้รับเชิญ กรธ.จึงไม่ได้ส่งใครไปร่วมประชุม ไม่ใช่เพราะ กรธ.หารือนอกรอบกับ ครม.ก่อนหน้านี้แล้ว และหากตนเข้าร่วมประชุมกลัวว่าจะถูกผูกมัด หากจะสั่งก็สั่งได้ แต่สั่งแล้วจะฟังหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับเหตุผล หากที่ประชุมแม่น้ำ 5 สายมีมติใดๆ ออกมาคงมีหนังสือมาถึงเอง หากมติของเขาผิดไปจากหลักการที่ กรธ.วางไว้ ก็ต้องนำเหตุผลมาพิจารณา ขณะนี้ยังตอบอะไรไม่ได้ ใจเย็นๆ อีก 2-3 วัน เดี๋ยวก็รู้” มีชัย ตอบคำถามของผู้สื่อข่าวเมื่อวันที่ 7 มี.ค.

คำพูดที่ออกมาเช่นนี้กำลังสะท้อนถึงท่าทีของมีชัยที่มีต่อ คสช.ในเชิงเปลี่ยนไปพอสมควร ต้องไม่ลืมว่าทุกครั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เชิญไปร่วมประชุมแม่น้ำ 5 สาย ประธาน กรธ.ไม่เคยบอกปฏิเสธ แม้ว่าเวลานัดประชุมแม่น้ำ 5 สาย จะตรงกับการประชุมของ กรธ.ทุกครั้งก็ตาม ซึ่งมีชัยจะมอบหมายให้รองประธาน กรธ.คนอื่นๆ ทำหน้าที่นั่งหัวโต๊ะคุมการประชุมแทน ก่อนที่ตัวเองจะกลับมาแจ้งผลการหารือให้กับ กรธ.คนอื่นๆ ได้ทราบ

อาจเรียกได้ว่ามีชัยให้ความสำคัญกับการประสานงานกับ คสช.และ ครม.อย่างเห็นได้ชัด ดังจะเห็นได้จากการที่จะเดินทางมานั่งประชุมด้วยตัวเอง หรือแม้แต่การประชุมวงเล็กกับ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ก่อนหน้านี้ ในกรณีที่ ครม.มีข้อเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 16 ข้อ ประธาน กรธ.ก็ไปด้วยตัวเอง

มีชัยค่อนข้างจะใส่ใจกับการทำงานร่วมกันของแม่น้ำ 5 สายพอสมควร มิเช่นนั้นคงไม่ไปนั่งฟังการประชุมด้วยตัวเอง เพราะประธาน กรธ.เล็งเห็นว่าหากให้คนอื่นไปเป็นตัวแทน อาจเกิดปัญหาในการสื่อสารระหว่างกันได้

เคยมีตัวอย่างที่ผิดพลาดให้เห็นแล้วจากกรณีของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญชุดก่อนหน้านี้ เนื่องจากมี กมธ.ยกร่างฯ ไปอ้างคำพูดที่เป็นความต้องการเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญของ คสช.ในบางประเด็น โดยไม่มีเอกสารยืนยันถึงความต้องการดังกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษร ดังนั้นประธาน กรธ.จึงมองว่าควรไปประชุมประสานงานกับ คสช. ครม. สปท. และ สนช.ด้วยตัวเองมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด

ในเมื่อประธาน กรธ.ก็ร่วมประชุมแม่น้ำ 5 สายทุกครั้ง แต่แล้วทำไมถึงตบหน้า คสช.เบาๆ ด้วยการไม่ประชุมแม่น้ำ 5 สายครั้งล่าสุด

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากมีชัยเริ่มออกอาการไม่พอใจกับท่าทีของ คสช.

ย้อนกลับไปเมื่อครั้งมีชัยตัดสินใจรับตำแหน่งประธาน กรธ. เพื่อทำหน้าที่เขียนร่างรัฐธรรมนูญให้ตามคำเชิญของ คสช.เมื่อหลายเดือนก่อน จะเห็นได้ว่า คสช.ส่งสัญญาณสนับสนุนการทำงานของ กรธ.แบบชัดเจน ถึงขั้นที่ พล.อ.ประยุทธ์ หรือแม้แต่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม มักจะพูดผ่านสื่อมวลชนหลายครั้งว่า “อยากให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะผ่านการทำประชามติ”

ผิดกับเมื่อครั้งการยกร่างรัฐธรรมนูญในยุคของ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ปรากฏว่าพี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์ทั้งสองคนไม่ค่อยแสดงการสนับสนุนชัดเจนเหมือนกับที่แสดงออกกับมีชัย

ทว่าในระยะหลังมานี้ คสช.ออกอาการล้วงลูก กรธ.อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

อาการล้วงลูกที่ว่านั้นไม่ใช่การแสดงออกผ่านเอกสารของ ครม.ในการเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 16 ข้อ เพราะนั่นถือเป็นหน้าที่ที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 กำหนดให้ ครม.ต้องดำเนินการ แต่กลับอยู่ที่การประกาศของ “บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม” ว่าต้องการให้ สว.มาจากสรรหาและทำหน้าที่เป็นฝ่ายเฉพาะกิจเพื่อดูแลประเทศในระยะเปลี่ยนผ่านเป็นเวลา 5 ปี

การกำหนดให้วุฒิสภามาจากการเลือกตั้งทางอ้อมในแบบที่ให้ผู้สมัครจากแต่ละวิชาชีพที่รัฐธรรมนูญกำหนดเลือกกันเองว่าจะให้ใครเป็น สว.ของ กรธ.นั้นผ่านการศึกษาบทเรียน ข้อดีและข้อเสียของกระบวนในการได้มาซึ่ง สว.ทุกรูปแบบก่อนที่จะเห็นว่าการเลือกตั้งทางอ้อมแบบที่ กรธ.กำหนดออกมามีความเหมาะสมมากที่สุด

แต่เมื่อ คสช.แสดงถึงความไม่พอใจกับที่มา สว.ในเวอร์ชั่นของ กรธ. พร้อมกับให้สัมภาษณ์เสมือนหนึ่งเจ้านายสั่งลูกน้อง ย่อมส่งผลให้มีชัยไม่พอใจพอสมควร จนนำมาซึ่งการอารยะขัดขืน คสช.ของมีชัย

อย่างไรก็ตาม การงัดข้อระหว่าง “กรธ.-คสช.” ไม่น่าจะไปถึงจุดแตกหักจนส่งผลต่อการร่างรัฐธรรมนูญ เพราะต่างฝ่ายยังต้องพึ่งพาอาศัยกันอยู่ คสช.จะลงจากหลังเสือให้สวยไม่ได้ถ้าขาด กรธ. เช่นเดียวกับ กรธ.คงไม่สามารถดันร่างรัฐธรรมนูญให้ผ่านประชามติได้หากปราศจากพลังวิเศษของ คสช.

สุดท้ายเรื่องน่าจะจบลงด้วยการเคลียร์ใจกันของทั้งสองฝ่ายก่อนต่างคนต่างก้มหน้าทำงานกันต่อไป ปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามฝันค้างไปว่าความขัดแย้งครั้งนี้จะทำให้เกิดการแตกหักและการล่มไม่เป็นท่าของ คสช.

 

กวาดล้าง “อิทธิพล” เกมอุ้มประชามติ-ปูทางเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มีนาคม 2559 เวลา 11:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/420205

กวาดล้าง "อิทธิพล" เกมอุ้มประชามติ-ปูทางเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม คสช. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) บูรณาการป้องกันไม่ให้มีอิทธิพลในท้องถิ่น

ภายใต้การกำกับของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง พร้อมขีดเส้น 6 เดือน จะต้องกวาดล้าง จับกุมผู้มีอิทธิพล ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ทหาร ตำรวจ หรือข้าราชการ พร้อมย้ำว่าต้องเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

แต่เป็นที่กังขาว่าเบื้องหน้าเบื้องหลังของคำสั่งนี้อาจมีนัยมุ่งหวังจะสกัด “หัวโจก” ที่จะมาต่อต้านคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ ที่จะเปิดให้มีการทำประชามติเร็วๆ นี้หรือไม่

ดังจะเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ถือเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้เส้นทางตามโรดแมปเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งในปี 2560 ได้อย่างไม่สะดุด แต่เวลานี้เสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อร่างรัฐธรรมนูญมีให้ได้ยินและดูจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แถมระยะหลังเริ่มมีการจุดประเด็นรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

การรีบสกัดกระแสต่อต้านจึงมีความจำเป็น หากรัฐบาล คสช.หวังที่จะให้ทุกอย่างเดินไปตามโรดแมป

คำสั่งกวาดล้างผู้มีอิทธิพลทั่วประเทศจึงถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญาณไปถึงใครก็ตามที่คิดจะสร้างความปั่นป่วนหรือเคลื่อนไหวต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญจะต้องคิดหนักขึ้น

หากจำได้คำสั่งเรื่องปราบผู้มีอิทธิพลของ คสช.มีมาตั้งแต่สมัยแรกหลังรัฐประหาร และประสบความสำเร็จได้รับเสียงชื่นชมจากชาวบ้านอยู่ไม่น้อย

ทั้งกวาดล้างผู้มีอิทธิพล วินรถตู้ วินมอเตอร์ไซค์ แผงลอย ไปจนถึงร่มชายหาด ยังไม่รวมกับการสั่งประกบติดตามความเคลื่อนไหวของผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ

จะเห็นว่า คสช.เคยมีคำสั่ง 324/2558 ลงวันที่ 29 ต.ค. 2558 ให้ตั้งคณะกรรมการเรื่องการบูรณาการปราบปรามผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น ซึ่งมี พล.อ.ประวิตร เป็นประธาน และเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือน พ.ย. 2558 ​และครบ 6 เดือน ในวันที่ 4 มี.ค. 2559 ​ที่เป็นวันสุดท้ายของการปราบปรามผู้มีอิทธิพล

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. กล่าวว่า ฐานของความผิดผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นนั้น คณะกรรมการได้มีการรวบรวมไว้ 16 ฐานความผิด โดยสนธิกำลังกันทั้ง 3 ฝ่าย คือ ปกครอง ตำรวจ ทหาร ลงไปดำเนินการ มีการแบ่งหน้าที่กันทำงาน

ในส่วนของตำรวจได้มีการเรียกผู้มีอิทธิพลมาพูดคุย และจับกุมตามหมายจับเก่าทั้งหลายใน 16 ฐานความผิดที่คณะกรรมการได้ตั้งไว้ โดยได้มีการระดมกวาดล้างในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ 77 จังหวัด และได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ที่สำคัญเป้าหมายที่ลงไปเฝ้าสังเกตนั้นมีอยู่เป็นพันคนทั่วประเทศ

ดังนั้นจึงมีคำถามว่าหากดำเนินการกวาดล้างผู้มีอิทธิพลไปตั้งแต่เมื่อ 6 เดือนที่แล้ว ทำไมต้อง​ประกาศกวาดล้างผู้มีอิทธิพลอีกรอบในช่วงนี้ที่ร่างรัฐธรรมนูญเวอร์ชั่นสุดท้ายจะเสร็จสิ้นจากมือ กรธ.ส่งไปยังรัฐบาล คสช.​ในวันที่ 30 มี.ค. เพื่อนำไปทำประชามติต่อไป

ตามคำชี้แจงของ พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ มีนโยบายและความมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยให้กับประชาชนจากกลุ่มอิทธิพลท้องถิ่น เริ่มตั้งแต่ เดือน มี.ค.-เม.ย. 2559 นี้ ที่จะประสานขอข้อมูลจากแต่ละพื้นที่

แต่ด้วยจังหวะเวลาที่สอดรับกันเช่นนี้ จึงทำให้การกวาดล้างผู้มีอิทธิพลรอบนี้เป็นหวังผลเพื่อสกัดความปั่นป่วน และกรุยทางประชามติให้ราบรื่นยิ่งขึ้น

ยิ่งล่าสุดทางกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย กองทัพภาคที่ 1 ได้มีหนังสือไปถึง ผบ.พล.1 รอ. เชิญหัวหน้าฝ่ายการข่าว เพื่อร่วมประชุมเกี่ยวกับกลุ่มผู้มีอิทธิพลมีการระบุรายชื่อผู้มีอิทธิพล 4 ราย ประกอบด้วย ​เก่ง-การุณ โหสกุล แชมป์ สส.เขตดอนเมือง มานับสิบสมัย ในนามพรรคเพื่อไทย เสธ.ไอซ์-พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต อดีตคนใกล้ชิดกับ ​ทักษิณ ชินวัตร ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หรือ ร.อ.มนัส อดีตทหาร อีกหนึ่งคนสนิทของ เสธ.ไอซ์ และชัยสิทธิ์ งามทรัพย์ ผู้กว้างขวางย่านหมอชิต

สอดรับกับที่หลายคนกังขาว่าเป้าของการกวาดล้างผู้มีอิทธิพลรอบนี้โยงใยถึงกลุ่มผู้มีอิทธิพล หัวคะแนน จากฝั่งขั้วอำนาจเก่าหรือไม่ โดยหวังผลเรื่องประชามติร่างรัฐธรรมนูญ หรืออาจจะมองไกลไปถึงการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปี  2560

หากเป็นเช่นนั้นจริง การกวาดล้างผู้มีอิทธิพลรอบนี้อาจไม่โดนใจชาวบ้านเหมือนรอบที่ผ่านมา และยังสุ่มเสี่ยงที่จะบานปลายกลายเป็นปัญหาย้อนกลับมายังรัฐบาล คสช.ในระยะยาว

 

อุดช่องโหว่ประชามติ ดันร่างรธน.ฝ่าด่านอันตราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มีนาคม 2559 เวลา 10:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/420199

อุดช่องโหว่ประชามติ ดันร่างรธน.ฝ่าด่านอันตราย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วันที่ 10 มี.ค. มีวาระการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 เพื่อปรับปรุงเนื้อหาเกี่ยวกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

ตามขั้นตอนการพิจารณาของ สนช.จะต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 15 วัน โดยไม่มีอำนาจแก้ไขถ้อยคำใดๆ ทั้งสิ้น มีหน้าที่เพียงลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ เว้นแต่คณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเห็นด้วยกับการให้มีการแก้ไขเท่านั้น ภายหลัง สนช.ให้ความเห็นชอบแล้ว นายกรัฐมนตรีต้องนำร่างรัฐธรรมนูญที่ สนช.ให้ความเห็นชอบขึ้นทูลเกล้าฯถวาย ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ สนช.มีมติ

สำหรับสาระสำคัญของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2557 ที่ ครม.และ คสช.เสนอมายัง สนช.มีทั้งสิ้น 7 ประเด็น ดังนี้

1.การกำหนดว่าเมื่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วให้แจ้ง ครม.และ สนช.ทราบ และให้ ครม.แจ้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทราบโดยเร็วเพื่อดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ และให้ กรธ.จัดทำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญโดยสรุปในลักษณะที่ประชาชนจะสามารถเข้าใจเนื้อหาสำคัญๆ ของร่างรัฐธรรมนูญได้โดยสะดวก และส่งให้ กกต.ภายใน 15 วันนับแต่วันถัดจากวันที่แจ้ง ครม.

2.ให้เป็นหน้าที่ของ กกต.ในการดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ และประกาศผลการออกเสียงประชามติ รวมทั้งจัดพิมพ์และเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญและคำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญให้ประชาชนทราบโดยสะดวกและเป็นการทั่วไป ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ วิธีการ และกำหนดเวลาในการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ การเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญและคำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ การออกเสียงประชามติ การนับคะแนนบัตร และการประกาศผลการออกเสียงประชามติ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

3.คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติต้องใกล้เคียงกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งสุดท้าย ยกเว้นในส่วนที่เกี่ยวกับอายุให้ผู้มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี ในวันออกเสียงประชามติเป็นผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ

4.การจัดให้มีการออกเสียงประชามติ ให้ออกเสียงประชามติว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญนั้นทั้งฉบับ โดยต้องกระทำในวันเดียวทั่วราชอาณาจักร ในการนี้ สนช.จะมีมติเสนอประเด็นอื่นใดไม่เกินหนึ่งประเด็นที่สมควรให้ กกต.จัดให้มีการออกเสียงประชามติเพิ่มเติมว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบพร้อมไปในคราวเดียวกันก็ได้ แต่ทั้งนี้ ต้องเสนอภายใน 15 วัน นับแต่วันถัดจากวันที่ได้รับแจ้งจาก กรธ.

5.ให้ กกต.ประกาศกำหนดวันออกเสียงประชามติ ซึ่งต้องไม่เร็วกว่า 90 วัน แต่ไม่ช้ากว่า 120 วัน นับแต่วันถัดจากวันที่ กรธ.ส่งคำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญให้ กกต.

6.ในการออกเสียงประชามติให้ถือคะแนนเสียงข้างมากของผู้ออกเสียงประชามติ (Simple majority) ตามหลัก Majority rule อันเป็นหลักสากลซึ่งไม่นับผู้ไม่ออกเสียงและบัตรเสีย โดยถ้าคะแนนเสียงข้างมากของผู้ออกเสียงประชามติเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ให้นายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯถวาย ภายใน 30 วัน นับแต่วันประกาศผลการออกเสียงประชามติ และเมื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและใช้บังคับได้ โดยให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

7.เพื่อป้องกันมิให้เกิดข้อโต้แย้งเกี่ยวกับคำปรารภของร่างรัฐธรรมนูญ จึงกำหนดให้ชัดเจนว่าก่อนนายกฯ นำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯถวาย ให้ กรธ.ดำเนินการปรับปรุงคำปรารภของร่างรัฐธรรมนูญให้สมบูรณ์และสอดคล้องกับผลลงประชามติ

ในภาพรวมของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ ครม.และ คสช.เสนอมาให้ สนช.ในครั้งนี้ จะเห็นได้ว่าเป็นการอุดช่องโหว่การทำประชามติ ตามที่หลายฝ่ายเคยมีการตั้งข้อสังเกตก่อนหน้านี้

ไม่ว่าจะเป็น จากเดิมที่เคยถูกท้วงติงว่าการไปกำหนดให้การทำประชามติชี้ขาดด้วยเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียงอาจเป็นปัญหาในอนาคต เพราะเป็นเรื่องยากที่จะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติได้ ทาง ครม.และ คสช.ก็ได้ดำเนินการแก้ไขเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา เช่นเดียวกับเป็นประเด็นเล็กๆ อย่างการจัดทำคำปรารภในร่างรัฐธรรมนูญที่เคยเป็นปมที่ถกเถียงกันอย่างมากว่าใครต้องเป็นผู้ดำเนินการ ปรากฏว่าก็แก้ไขให้ชัดโดยให้ กรธ.ดำเนินการให้เรียบร้อยก่อนนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯถวาย

อย่างไรก็ตาม มีประเด็นที่น่าสนใจและต้องจับตา คือ การตั้งคำถามประชามติเพิ่มเติมของ สนช. เพราะเริ่มปรากฏความเคลื่อนไหวออกเป็นสองส่วน

ส่วนแรก อยากให้เสนอคำถาม เพราะเห็นว่าจะนำประเด็นที่เป็นปัญหาความขัดแย้งสอบถามความคิดเห็นของประชาชนให้ชัด เช่น ที่มาของ สว. หรือแนวทางการสร้างความปรองดอง เป็นต้น ขณะที่อีกส่วนกลับมองในมุมต่างกันว่า หากไปตั้งคำถามเพิ่มเติมอาจจะสร้างความสับสนให้กับประชาชน และจะทำให้การทำความเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญให้กับประชาชนทำได้ยากมากขึ้น จึงเห็นว่าควรให้มีคำถามประชามติว่าจะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่เท่านั้น

สมชาย แสวงการ เลขานุการคณะกรรมาธิการกิจการ สนช. (วิป สนช.) เปิดเผยว่า ได้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญไปแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้ติดใจกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอเข้ามา จึงคิดว่าการประชุม สนช.ในวันที่ 10 มี.ค.นี้ไม่น่าจะมีปัญหาแต่อย่างใด และสามารถพิจารณาได้อย่างรวดเร็ว ส่วนภาระหน้าที่ของ สนช.ที่เกี่ยวข้องกับการทำประชามติจะอยู่ที่การให้ความเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ซึ่งคาดว่าหากร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.เสร็จสิ้นเมื่อไหร่ ทาง สนช.ก็สามารถดำเนินการได้ทันที โดยน่าจะใช้เวลาไม่มากนัก

สำหรับการตั้งคำถามประชามติของ สนช. เลขานุการวิป สนช. ระบุว่า ยังไม่มีการดำเนินการเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นทางการ เพราะต้องรอให้การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จก่อน ซึ่งส่วนตัวคิดว่าในช่วงต้นเดือน เม.ย.จะสามารถพิจารณากำหนดคำถามเพิ่มเติมได้

 

“ปู”งงถูกกกต.ฟ้องเรียกค่าเสียหายเลือกตั้งล่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มีนาคม 2559 เวลา 10:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/419578

"ปู"งงถูกกกต.ฟ้องเรียกค่าเสียหายเลือกตั้งล่ม

“ยิ่้งลักษณ์”ขึ้นศาลไต่สวนคดีข้าวแปลกใจ ถูก กกต. ฟ้องเรียกค่าเสียหาย เลือกตั้ง ปี57ล่ม

วันที่ 4 มี.ค. น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาฟังการไต่สวนพยานฝ่ายโจทย์ในคดีโครงการรับจำนำข้าวที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดที่ 4 สำหรับพยานฝ่ายโจทย์นัดนี้ที่จะเข้าให้การคาดว่า คือ นายวิชา มหาคุณ อดีตคณะกรรมการ ป.ป.ช. หัวทีมไต่สวนโครการจำนำข้าวและ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม์ อดีตส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ผู้ที่อภิปรายไม่ไว้วางใจโครงการจำนำข้าวรัฐบาลยิ่งลักษณ์ต่อรัฐสภาโดยข้อซักถามจะเป็นเรื่องการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี และการบริหารโครงการจำนำข้าว

ขณะที่บรรยากาศวันนี้มีประชาชนที่สนับสนุนน.ส.ยิ่งลักษณ์ จำนวนหนึ่งได้เดินทางมาให้กำลังใจและมอบดอกกุหลาบ พร้อมตะโกน”ยิ่งลักษณ์สู้ๆ” โดยมีกองบัญชาการตำรวจนครบาล 2 จำนวน 1 กองร้อย (บกน.2) เฝ้าระวังความปลอดภัย

จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมฟ้องเรียกค่าเสียหาย จำนวน 2,400 ล้านบาท กรณีปล่อยให้มีการเลือกตั้งเมื่อปี 57 ทั้งที่มีการทักท้วง ว่า ตนรู้สึกแปลกใจว่าทำไมกกต.จึงมาว่าตนผิดยืนยันทำตามขั้นตอนและพรฏ.เลือกตั้ง ทั้งนี้คงต้องดูรายละเอียดอีกครั้ง

น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวถึงกรณีที่นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรมว.พาณิชย์ และแกนนำพรรคเพื่อไทย ถูกทหารเข้าควบคุมตัวที่บ้านพักเพื่อนำไปปรับทัศนคติ ว่า ก็อยากให้ค่อยๆพูด ค่อยๆจา เพราะว่าจะได้เป็นไปในทางที่ราบรื่นมากกว่า

ขณะเดียวกันฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์เดินทางมารับฟังการนัดสืบพยานฝ่ายโจทก์ครั้งนี้ด้วย เช่นนายถาวร เสนเนียม อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และแกนนำกปปส. คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ขณะเข้าประตูศาลได้มีมวลชนคนเสื้อแดงโห่ไล่ โดยมีกลุ่มที่ให้กำลังใจได้อยู่อีกฟากหนึ่งของอาคารบริเวณสำนักงานอัยการสูงสุด

 

แก้รธน.ชั่วคราว ปรับหมากสู้ฝ่ายตรงข้าม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มีนาคม 2559 เวลา 10:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/419576

แก้รธน.ชั่วคราว ปรับหมากสู้ฝ่ายตรงข้าม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ครั้งที่สองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เริ่มทำให้ภาพของการเมืองไทยเห็นชัดมากขึ้นอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง

สาเหตุที่ต้องบอกว่าเป็นการทำให้เกิดความชัดเจนเพียงครึ่งเดียวนั้น เนื่องจาก ครม.และ คสช.ได้เสนอแก้ไขทั้งหมด 5 ประเด็น แต่ปรากฏว่ากลับไม่ได้ดำเนินการแก้ไขในประเด็นสำคัญ คือ หากประชาชนลงมติไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ จะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป

เรื่องดังกล่าวถือเป็นหัวใจสำคัญที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้ คสช.และ ครม.แสดงความชัดเจนออกมาผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ทว่า ครม.และ คสช.ยังคงสงวนท่าทีเอาไว้ก่อน ซึ่งด้านหนึ่งย่อมมองได้ว่าทั้ง ครม.และ คสช.ยังไม่ต้องการหงายไพ่ออกมา เพราะหากเปิดไต๋ให้เห็นว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจะเป็นอย่างไรต่อนั้น อาจเป็นการสร้างเงื่อนไขให้ฝ่ายตรงข้ามสามารถเคลื่อนไหวได้ง่ายขึ้น

ในทางกลับกัน การชะลอการไม่ออกแบบทางออกเอาไว้ ทำให้ ครม.และ คสช.สามารถกุมความได้เปรียบเอาไว้อยู่ เพราะหากที่สุดแล้วร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติขึ้นมาจริงๆ ยังมีเวลากับการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ได้อีกครั้งหรือใช้อำนาจมาตรา 44 รวบรัดตัดตอนแก้ไขปัญหาได้

สำหรับ 5 ประเด็นที่ ครม.และ คสช.แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ประกอบด้วย

1.การนับคะแนนเสียงประชามติชี้ขาดร่างรัฐธรรมนูญ เดิมกำหนดให้ชี้ขาดด้วยเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียง ได้เปลี่ยนมาเป็นการตัดสินด้วยเสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิ

2.อายุของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ กำหนดให้ยึดผู้มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ในวันลงประชามติ เพื่อขยายฐานของผู้มีสิทธิออกเสียงให้มีจำนวนมากขึ้น

3.หลักเกณฑ์การแจกร่างรัฐธรรมนูญ ยกเลิกการกำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องแจกร่างรัฐธรรมนูญให้ได้ 80% ของครัวเรือน เพราะเห็นว่าในเมื่อปัจจุบันคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ดำเนินการเผยแพร่หลายช่องทางแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องกำหนดเงื่อนไขดังกล่าวอีก แต่จะบัญญัติให้แจกจ่ายบทสรุปสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับแทน

4.การกำหนดคำถามประชามติเพิ่มเติม ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 บัญญัติให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สามารถเสนอคำถามประชามติเพิ่มเติมได้อยู่แล้ว แต่ต้องเริ่มมาจากการที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ต้องลงมติเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญก่อน ทว่าปัจจุบัน สปช.ได้พ้นสภาพ หลังจากลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุนี้เองจึงปัญหามาตลอดว่าภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน สนช.ส่งคำถามประชามติเพิ่มเข้าไปได้หรือไม่ ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลัง รัฐบาลจึงได้แก้ไขให้ชัดเพื่อเปิดทางให้ สนช.สามารถส่งคำถามประชามติเพิ่มได้

5.หลักเกณฑ์ในการรณรงค์และการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ ครม.และ คสช.บัญญัติให้จัดทำเป็นรูปแบบของร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ จากเดิมที่ให้ กกต.ต้องไปจัดทำร่างประกาศเพื่อให้ สนช.ลงมติเห็นชอบ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีสถานะต่ำกว่าร่าง พ.ร.บ.

จากทั้ง 5 ข้อในการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันของ ครม.และ คสช. จะเห็นได้ว่าแฝงนัยทางการเมืองอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะการแก้ไขเกณฑ์การนับคะแนนเสียงชี้ขาดประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

กล่าวคือการไปกำหนดหลักเกณฑ์ที่ให้ชี้ขาดด้วยเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียงแบบที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน สุ่มเสี่ยงต่อการที่ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ผ่านประชามติเป็นอย่างมาก

สมมติ กกต.ประกาศให้มีผู้มีสิทธิออกเสียงจำนวน 44 ล้านคน เท่ากับว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติได้ก็ต่อเมื่อมีคนมาลงมติเห็นชอบ 22 ล้านคนขึ้นไป

ถ้ามองกลับไปสถิติและตัวเลขการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2557 พบว่ามีผู้มาใช้สิทธิ 20,468,646 คน จากผู้มีสิทธิทั้งหมด 44,649,742 คน คิดเป็นเพียง 45.84% เท่านั้น ดังนั้น ถ้ายังใช้กติกาแบบเดิมจะมีผลให้ร่างรัฐธรรมนูญอยู่ในจุดที่อันตรายทันที เพราะต้องสู้ถึงสองด่าน

ด่านแรก ต้องให้คนออกมาใช้สิทธิเกิน 50% และด่านที่สอง ต้องลุ้นให้ได้เสียงข้างมากเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญมากกว่า 22 ล้านเสียง ซึ่่งถือว่าเป็นไปได้ค่อนข้างลำบากในทางปฏิบัติ

ทางออกที่ดีที่สุด จึงหนีไม่พ้นการแก้ไขเกณฑ์การชี้ขาดด้วยระบบเสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิ และด้วยกติกาที่แก้ไขใหม่นี้จะช่วยให้ร่างรัฐธรรมนูญสามารถผ่านการประชามติในทางปฏิบัติได้ เพราะไม่จำเป็นต้องสู้ถึงสองด่านเหมือนกับกติกาเดิม เพียงแค่ขอให้มีเสียงข้างมากเห็นชอบเท่านั้น ร่างรัฐธรรมนูญก็จะผ่านประชามติ โดยไม่จำเป็นต้องไปดูว่าจะมีผู้ออกมาใช้สิทธิเกิน 50% หรือไม่

ยกตัวอย่าง หากมีผู้มีสิทธิจำนวน 44 ล้านคน แต่มีคนมาลงคะแนนในวันออกเสียงประชามติ 20 ล้านคน และมีผู้เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ 10 ล้านคนขึ้นไป จะเท่ากับว่าร่างรัฐธรรมนูญได้ผ่านประชามติ

ทั้งหมดนี้ อาจเรียกได้ว่าเป็นการปรับเกมต่อสู้กับคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ เพื่ออุ้มร่างรัฐธรรมนูญให้ผ่านประชามติ อันจะเป็นเครื่องหมายแห่งความชอบธรรมของ ครม.และ คสช. เพราะหากผลการทำประชามติไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง แรงกดดันทางการเมืองจะพุ่งเข้าใส่แม่น้ำ 5 สายทันที

 

ดันสว.สรรหา เพิ่มแรงต้านรัฐธรรมนูญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มีนาคม 2559 เวลา 10:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/419354

ดันสว.สรรหา เพิ่มแรงต้านรัฐธรรมนูญ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์​

ส่อเค้าวุ่นวายมากขึ้น เมื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี จุดประเด็นข้อเสนอให้ สว.มาจากการสรรหาในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน 5 ปี เพื่อจะได้ทำงานร่วมกันกับ สส.ที่มาจากการเลือกตั้ง ในการปฏิรูปและปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติให้เป็นตามกรอบที่วางไว้

จากเดิมที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำหนดให้ สว.มาจากการเลือกไขว้จากแต่ละกลุ่มเพื่อแก้ปัญหาในอดีต ทั้ง สว.ที่มาจากเลือกตั้งซึ่งจะซ้ำซ้อนกับฐานของ สส. ขณะที่ สว.ซึ่งมาจากการสรรหา จะผูกขาดการเข้าสู่อำนาจเพียงแค่ไม่กี่คน แทนที่จะให้ประชาชนทั้งประเทศเป็นคนตัดสิน

ทว่า ทางออกที่ กรธ.ตกผลึกออกมานี้กลับมีเสียงคัดค้านจากหลายฝ่าย ทั้งเห็นว่าเป็นการไม่ตอบโจทย์แก้ปัญหาในอดีต ยิ่งการเปิดให้คนที่อยู่คนละสายอาชีพเป็นผู้เลือก สว.​จากอีกกลุ่มนั้น จะทำให้รู้จักประวัติ ประสบการณ์ ​เบื้องหน้าเบื้องหลังคนในกลุ่มนั้นมากน้อยแค่ไหน

ดีไม่ดีจะกลายเป็นการผลัดกันเกาหลัง หรือเปิดให้การล็อบบี้สลับกันเลือกไขว้ระหว่างกลุ่มที่จะทำให้มีปัญหาหนักกว่าเดิม

แม้ทางมีชัยจะยังแบ่งรับแบ่งสู้ออกตัวว่าต้องรอดูความชัดเจนจากที่ประชุม กรธ.ก่อนว่าจะมีความเห็นต่อเรื่องนี้ไปในทิศทางใด

แต่ด้วยสถานะของ “บิ๊กป้อม” พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ ​ที่เป็นคีย์แมนสำคัญใน คสช. ข้อเสนอจาก พล.อ.ประวิตร ที่ยิงตรงด้วยตัวเองเช่นนี้ ย่อมมีน้ำหนักเป็นพิเศษให้ กรธ.ต้องรับฟัง

ที่สำคัญ ข้อเสนอนี้ยังไปสอดรับกับท่าทีบิ๊กเยิ้ม-พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหารรุ่น 12 (ตท.12) กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ในฐานะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)

ด้วยการยื่นข้อเสนอให้ คสช.สรรหา สว.เองใน 5 ปีแรก ด้วยการสรรหาจากบุคคลทุกสาขาอาชีพเพื่อให้การดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติที่กำหนดไว้ 20 ปี

อีกด้านหนึ่งยังสอดรับไปกับข้อเสนอจากฝั่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ไม่เห็นด้วยกับการเลือกไขว้ สว.​ทางอ้อมจาก 20 กลุ่มอาชีพ เพราะไม่สามารถป้องกันการบล็อกโหวตได้ อาจทำให้เกิดการทุ่มซื้อเสียงเพื่อได้เป็น สว.

ดังนั้น ควรเปลี่ยนมาใช้ระบบ สว.ที่มีที่มาจากระบบสรรหาทั้งหมด โดยปรับแก้ที่มาของคณะกรรมการสรรหา สว.ให้เปิดกว้างมากขึ้น

ทุกอย่างดูสอดรับไปหมด เมื่อ พีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช. ออกมาสนับสนุนแนวคิดบิ๊กป้อม พร้อมเสนอให้กระบวนการสรรหา สว.ชุดเฉพาะกิจเหล่านี้กระจายไปให้ทั่วถึงทุกกลุ่ม โดยเฉพาะควรให้มีสัดส่วน สว.จากภาคต่างจังหวัดมากขึ้น

ปัญหาอยู่ตรงที่หาก กรธ.ยอมรับเปลี่ยนที่มา สว.ตามข้อเสนอจากหลายฝ่ายให้กลับมาเป็นการสรรหาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเฉพาะช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี หรือเป็นการถาวรในรัฐธรรมนูญ ย่อมถูกมองว่าเป็นหนึ่งในความพยายามวางมือไม้ของ คสช.ให้มารับตำแหน่ง

ยิ่งจะเป็นการตอกย้ำข้อครหาเรื่องการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร

เข้าทำนอง “ปากว่าตาขยิบ” ​ด้านหนึ่งพยายามชี้แจงว่าไม่มีการเปิดประตูอยู่ในอำนาจ แต่กลไกหลายอย่างที่วางไว้ดูจะสวนทางกับที่พยายามชี้แจง

โดยเฉพาะข้อเสนอจากคณะรัฐมนตรี ข้อ 16 บังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็นสองขยัก คือ ช่วงเฉพาะกิจและระยะยาว ที่ถูกมองว่าเป็นความพยายามอยู่ในอำนาจนานกว่าโรดแมปเดิม

ยิ่งหากให้อำนาจ คสช.​เลือก สว.ตามข้อเสนอของ พล.อ.ธวัชชัย ย่อมคาดเดาได้ว่ากลุ่มที่จะมาเป็น สว.ชุดแรกจะมีหน้าตาอย่างไร และกระจุกตัวอยู่ฝั่งใด

​แม้แต่ในกรณีที่ใช้กรรมการสรรหา ย่อมหนีไม่พ้นข้อครหาวางคนใกล้ชิด คสช.มารับตำแหน่ง สว. เพื่อควบคุมกลไกการทำงานของรัฐบาลในอนาคต

วิเคราะห์ลึกๆ แล้ว ​กระบวนการเลือกไขว้ระหว่างกลุ่มสาขาอาชีพที่ กรธ.ตีกรอบไว้ คงยากจะควบคุมทิศทางคนที่จะมาเป็น สว.ในอนาคตได้ เพราะมีปัจจัยที่อยู่เหนือการควบคุมหลายประการ

การใช้กรรมการสรรหาเป็นผู้ชี้ขาดน่าจะไว้ใจได้มากกว่า ว่าใครจะมารับหน้าที่ในสภาสูง

แต่แน่นอนว่า หากระบบ สว.กลับไปใช้การสรรหาเหมือนอดีตที่ผ่านมา ย่อมนำไปสู่แรงต้านหนักยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกับกลุ่มต่อต้าน คสช. ที่จะหยิบประเด็นนี้ไปปั่นกระแสต้านร่างรัฐธรรมนูญ จนยิ่งจะทำให้โอกาสผ่านประชามติมีน้อยลงเรื่อยๆ

ยังไม่รวมกับแรงกดดันที่จะถาโถมกลับมายัง คสช.มากขึ้น ในฐานะที่วางกลไกไว้รองรับการสืบทอดอำนาจอย่างเป็นระบบ

สุดท้ายนี่จะทำให้เส้นทางนับจากนี้ไปจนถึงการเลือกตั้งที่เคยกำหนดไว้ว่าจะมีขึ้นในปี 2560 เป็นไปอย่างยากลำบาก ดีไม่ดีหากกระแสสืบทอดอำนาจรุนแรงมากขึ้นจนคุมไม่อยู่ อาจทำให้ คสช.ต้องสะดุดขาตัวเองลงจากอำนาจไม่สง่างามอย่างที่คาด​

 

สั่งเบรก “เอกชน” ร่วมหลักสูตรวีไอพี ประหยัดงบ-ตัดตอนคอนเนกชั่นการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 มีนาคม 2559 เวลา 10:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/419352

สั่งเบรก "เอกชน" ร่วมหลักสูตรวีไอพี ประหยัดงบ-ตัดตอนคอนเนกชั่นการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เหตุผลเบื้องหลังที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งออกหนังสือเวียนให้หน่วยงานรัฐทุกแห่ง รวมถึงองค์กรอิสระ และรัฐวิสาหกิจ ชะลอการรับภาคเอกชนและข้าราชการที่เกษียณอายุเข้าร่วมอบรมหลักสูตรพิเศษ เนื่องจากที่ผ่านมามีการเปิดหลักสูตรพิเศษกันจำนวนมาก

ขณะเดียวกัน หลายสถาบันได้เบี่ยงเบนเจตนารมณ์หลักสูตรจากแหล่งเพิ่มพูนความรู้เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการทำงานของระบบราชการ กลายเป็นการรวมกลุ่มกันของบิ๊กข้าราชการและภาคเอกชนต่อยอดความสัมพันธ์ไปเป็น “คอนเนกชั่น” แสวงหาประโยชน์ส่วนตัว

อย่างไรก็ตาม เนื้อหาในหนังสือเวียนซึ่งลงนามโดยเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ 26 ก.พ. 2559 อ้างถึงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 23 ก.พ.ที่ผ่านมา แม้ไม่ได้ระบุตรงๆ ว่า รัฐบาลต้องการควบคุมและตรวจสอบการเปิดหลักสูตรพิเศษเหล่านี้ โดยเลี่ยงไปอ้างถึงความเหมาะสมในการใช้งบประมาณ รวมทั้งต้องการให้ข้าราชการได้เข้าอบรมเพื่อเสริมประสิทธิภาพในช่วงการปฏิรูปประเทศ

แต่ในความเป็นจริง ก่อนหน้านี้ทางสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ได้รายงานต่อ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ว่าองค์กรอิสระบางองค์กรได้จัดโครงการจัดฝึกอบรมขึ้นเพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางการเมือง ระหว่างนักการเมือง นักธุรกิจ ตลอดจนข้าราชการระดับสูงที่เกษียณอายุจำนวนมาก

เหตุผลของ ก.พ. ระบุว่า การเปิดหลักสูตรดังกล่าวปิดโอกาสข้าราชการระดับกลางที่สมควรจะได้รับการฝึกอบรม ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์การพัฒนาบุคลากรให้มีประสิทธิภาพ แต่หลายหลักสูตรกลับเชิญนักการเมือง นักธุรกิจ ตำรวจ ทหาร ผู้บริหารระดับสูงของรัฐวิสาหกิจ ตลอดจนผู้บริหารองค์กรสื่อ วนเวียนกันเข้าร่วมฝึกอบรม และหลายคนยังเดินสายเรียนหลายหลักสูตรด้วยกัน

ย้อนไปเมื่อช่วงต้นเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา รองนายกฯ วิษณุ เคยสั่งจัดระเบียบหลักสูตรต่างๆ ขององค์กรอิสระ โดยการเรียกมาหารือและขอความร่วมมือเรื่องการออกแบบหลักสูตรขององค์กรนั้นๆ อาทิ บุคคลใดเข้าหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงหนึ่งครั้งแล้วควรเว้นวรรคกี่ปี จึงจะมีสิทธิได้เข้าฝึกอบรมในหลักสูตรอื่นอีก

การหารือในครั้งนั้นได้มีการหยิบยกประเด็นสำคัญมาพูดคุย นั่นก็คือ บางหลักสูตรมีการจำหน่ายบัตรหรือจัดระดมทุนสนับสนุนกิจกรรมในหลักสูตร มีการเรี่ยไรเงินสนับสนุนจากบุคคลระดับสูงในสังคม ซึ่งหลายคนยินยอมให้การสนับสนุนเพราะความเกรงใจ ซึ่งมีเรื่องร้องเรียนมายังรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จนเป็นที่มาให้นายกฯ ต้องปรารภในที่ประชุม ครม. และมีหนังสือเวียนออกมา

“องค์กรอิสระทั้งหลายได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐ ฉะนั้นงบประมาณในการเปิดหลักสูตรพิเศษต่างๆ ก็เป็นเงินของรัฐ จึงจำเป็นต้องควบคุมไม่ให้ใช้อย่างฟุ่มเฟือย และให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์” แหล่งข่าว ระบุ

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ข้อสังเกตที่ยกมาไม่ได้หมายความว่าทุกหลักสูตรที่คัดเลือกข้าราชการระดับสูง ผู้บริหารภาคเอกชนเข้าอบรม จะสร้างความเสื่อมเสียไปทั้งหมด เนื่องจากหลายหลักสูตรผู้เข้าอบรมได้ใช้ความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นทุ่มเทจัดกิจกรรมช่วยเหลือสังคมก็มีจำนวนมาก

อย่างไรก็ดี ตัวอย่างหลักสูตรที่เปิดในปัจจุบันและผู้มีชื่อเสียงเข้าอบรม อาทิ สถาบันวิทยาการพลังงาน ของกระทรวงพลังงาน จัดฝึกอบรมผู้บริหารระดับสูงด้านวิทยาการพลังงาน (วพน.) ซึ่งจัดมาหลายรุ่น มีผู้มีชื่อเสียงทางสังคม นักการเมือง ข้าราชการระดับสูง นักธุรกิจ เข้าร่วมฝึกอบรมจำนวนมาก

เช่น วพน.รุ่น 1 กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน ผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จุลสิงห์ วสันตสิงห์ อดีตอัยการสูงสุด

นักการเมือง อาทิ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เบญจา หลุยเจริญ อดีต รมช.คลัง สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีต รมว.สาธารณสุข

ขณะที่กลุ่มผู้บริหารเอกชน เช่น กานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย วิกรม ศรีประทักษ์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล อดีตประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

หลักสูตรนักบริหารการยุติธรรมทางปกครองระดับสูง (บยป.) ของศาลปกครอง ตัวอย่างรุ่นที่ 15 มี 140 คน ประกอบด้วย ตุลาการศาลปกครอง ข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง 7 ราย ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชนต่างๆ 133 ราย

ศาลรัฐธรรมนูญ ในปี 2558 เปิดหลักสูตรหลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย (นธป.) รุ่นที่ 3 จำนวน 52 คน ผู้อบรมล้วนเป็นบุคคลผู้มีชื่อเสียงทางสังคม ในจำนวนนี้มีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ครม. นักการเมือง ตัวแทนจากองค์กรอิสระ ศาล หน่วยงานราชการและเอกชน

ตัวอย่างผู้เข้าอบรม นธป. อาทิ ชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ พรชัย รุจิประภา อดีต รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. วีระพล ตั้งสุวรรณ รองประธานศาลฎีกา ศุภชัย สมเจริญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง พล.ต.อ.วุฒิ ลิปตพัลลภ รอง ผบ.ตร. ตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด ฯลฯ

ทั้งนี้ ตัวอย่างบุคคลในแต่ละหลักสูตรที่กล่าวมาไม่ได้หมายความว่าบุคคลเหล่านี้ไปหาประโยชน์ เพียง ครม.ต้องการเปิดโอกาสให้ข้าราชการระดับกลางมีโอกาสเข้าอบรมมากขึ้น และต้องการให้องค์กรและทุกสถาบันที่เปิดอบรมปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตร

ด้านแหล่งข่าวจากภาคเอกชนซึ่งผ่านหลักสูตรพิเศษจากองค์กรอิสระ เปิดเผยว่า หากมีการใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างการฝึกอบรมไปหาประโยชน์ ก็เป็นหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบว่าได้เกิดความเสียหายและจะดำเนินการเอาผิดอย่างไรหรือไม่ แต่คงไม่มีการใช้ชื่อรุ่นไปหาประโยชน์ นอกจากขอรับการสนับสนุนทำกิจกรรมเพื่อสังคม ซึ่งหากจะเปิดอบรมเฉพาะข้าราชการด้วยกัน โดยไม่มีเอกชนหรือองค์กรอื่นๆ เข้าร่วม บรรดาข้าราชการก็คงไม่ต้องการ เพราะขาดมุมมองที่หลากหลาย และไม่เกิดประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของสถาบัน