อุบไต๋ ประชามติไม่ผ่าน จุดเสี่ยงป่วนหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มีนาคม 2559 เวลา 10:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/419137

อุบไต๋ ประชามติไม่ผ่าน จุดเสี่ยงป่วนหนัก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ชัดเจนผ่านถ้อยแถลงของวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กับแผนเตรียมดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) เพียงประเด็นเดียวคือการทำความชัดเจนในประเด็นการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งเรื่องรายละเอียดขั้นตอนและเสียงชี้ขาดที่ยังคลุมเครือเป็นที่ถกเถียงกันในเวลานี้

ส่วนประเด็น “ทางออก” กรณีร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามตินั้น จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) อีกครั้งในภายหลัง ด้วยเหตุผลเพราะ “ตอนนี้รัฐบาลยังหาทางไม่เจอ”

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเรื่องหาทางออกไม่เจออย่างที่อ้าง หรือจะเป็นแผนบีบหวังให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติได้ง่ายขึ้น แต่การตัดสินใจแก้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเพียงแค่ขยักเดียว โดยทิ้งปมปลายเปิดที่ไม่รู้ว่าอนาคตหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านจะเดินหน้าไปอย่างไร ย่อมนำไปสู่ความปั่นป่วนวุ่นวาย

เริ่มตั้งแต่ประการแรกที่จะทำให้ผลของประชามติที่จะเกิดขึ้นไม่มีความน่าเชื่อถือ เพราะไม่รู้ว่าหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่านประชามติจะเดินต่อไปอย่างไร

ทั้งการตั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ขึ้นมาทำหน้าที่เป็นรอบที่ 3 หรือการให้อำนาจ คสช. เลือกหยิบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งมาใช้ หรือจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมในบางประเด็นก่อนประกาศใช้

ทั้งหมดยังคลุมเครือจนประชาชนผู้มีสิทธิจะออกเสียงประชามติ ไม่อาจพิจารณาชั่งน้ำหนักว่าจะตัดสินใจอย่างไร เพราะแม้จะเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ มีจุดอ่อนในหลายประเด็น แต่ก็ไม่รู้ว่ารัฐธรรมนูญที่จะนำมาใช้แทนนั้นดีกว่า หรือแย่กว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ทำให้การตัดสินใจเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น

​ไม่แปลกที่หลายฝ่ายจะออกมาดักคอว่านี่เป็นการ “มัดมือชก” บีบให้รับร่างรัฐธรรมนูญไปก่อน ดีกว่าไปหวังน้ำบ่อหน้าที่ คสช.​จะเป็นผู้ชี้ชะตาขีดเส้นว่าจะให้เดินไปทางไหน

แต่อีกด้านการใช้มาตรการเช่นนี้ ย่อมเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของ “ประชามติ” หากสุดท้ายประชาชนเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิรับร่างรัฐธรรมนูญ

แถมยังอาจเป็นประเด็นที่จะถูกหยิบยกขึ้นมาดิสเครดิตทำลายความน่าเชื่อถือรัฐธรรมนูญในอนาคตเหมือนที่เคยเกิดขึ้น และต้องเดินเข้าสู่วังวนความขัดแย้งเหมือนเดิม

หากจำได้ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ​ซึ่งผ่านประชามติมาแล้ว แต่มิวายยังถูกโจมตีว่าเป็น “ผลไม้พิษ” ที่มาจากต้นไม้พิษ ที่สำคัญการทำประชามติที่เกิดขึ้นครั้งนั้นยังถูกถล่มว่าไม่มีความน่าเชื่อถือเพราะอยู่ในช่วงบ้านเมืองไม่ปกติ

ที่สำคัญยังถูกโจมตีว่าสาเหตุที่ผ่านประชามติครั้งนั้น เพราะการรณรงค์ให้รับร่างรัฐธรรมนูญไปก่อน เพื่อเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง ต่อจากนั้นค่อยกลับมาแก้ไข​รัฐธรรมนูญในประเด็นที่ไม่พอใจ

ครั้งนี้ก็เช่นกัน หาก “ประชามติ”​ ที่จะเกิดขึ้น เป็นไปในบรรยากาศเช่นนี้ และเงื่อนไขที่ถูกบีบให้จำเป็นต้องรับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะไม่รู้ว่าหากไม่รับแล้วจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร ย่อมจะทำให้สถานการณ์สุ่มเสี่ยงต้องก้าวกลับมาสู่วังวนความขัดแย้งเหมือนที่ผ่านมา

นอกจากจะเสียงบประมาณที่มาจากเงินภาษีอากรของประชาชนหลายพันล้านบาทที่ควรจะไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นแล้ว นี่จะทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสที่จะก้าวเดินต่อไปข้างหน้า แถมต้องมาสูญเสียเวลาไปกับหล่มปัญหาเดิมๆ อย่างไร้ทางออก ​

ไม่แปลกที่หลายฝ่ายจะพยายามออกมาเรียกร้องให้รัฐบาล คสช.​สร้างความชัดเจนกรณีร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ โดยระบุให้ชัดไปเลยหากไม่ผ่านจะเดินอย่างไร ให้ประชาชนตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

คล้ายที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปรียบเทียบว่า “มันไม่ใช่เล่นเกมโชว์ที่มาบอกว่าคุณจะเอาอันนี้ หรือคุณจะเอาที่มีผ้าคลุมเอาไว้ แต่คุณกำลังเอากฎหมายสูงสุดมาบอกว่าประชาชนยินยอมพร้อมใจที่จะให้กติกานี้เป็นกติกาที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างเขากับรัฐ ต่อไปในอนาคตหรือไม่”​

เรื่องนี้จึงอยู่ที่ คสช.จะช่างน้ำหนักว่าจะตัดสินใจอย่างไร ยิ่งเวลานี้เริ่มมีกระแสรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว โอกาสที่จะไม่ผ่านประชามติก็มีความเป็นไปได้

แต่ทางออกที่จะใช้ช่องทางการบีบให้รับร่างรัฐธรรมนูญ​โดย อุบไต๋ ทางเลือกในอนาคต ย่อมสุ่มเสี่ยงที่จะสร้างความปั่นป่วนตั้งแต่ก่อนที่จะถึงวันลงคะแนนออกเสียงประชามติด้วยซ้ำ

โดยเฉพาะช่วงเวลาก่อนออกเสียงประชามติ ที่จะต้องเปิดพื้นที่ให้วิพากษ์วิจารณ์เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ ประเด็นทางออกที่ถูกหมกเม็ดเอาไว้ย่อมถูกหยิบยกมาอภิปรายถล่ม ที่จะยิ่งซ้ำเติมความน่าเชื่อถือของร่างรัฐธรรมนูญ

ยิ่งบรรยากาศอึมครึมที่ถูกกังขาว่า คสช.กำลังวางแผนต่อสายสืบทอดอำนาจด้วยแล้ว ปัจจัยเรื่องประชามติจะเป็นอีกประเด็นที่จะเติมเชื้อความวุ่นวายในอนาคต

 

ประวิตร ชน พะจุณณ์ สัญญาณร้าวเขย่า คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มีนาคม 2559 เวลา 09:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/418897

ประวิตร ชน พะจุณณ์ สัญญาณร้าวเขย่า คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สัญญาณร้าวตั้งเค้าบานปลาย เมื่อ บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เปิดหน้าชน พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป ตอบโต้กรณีการซื้อขายตำแหน่งตำรวจ ซึ่งถือเป็นการเติมเชื้อให้ “ศึกใน” กลับมาระอุยิ่งขึ้น แถมสุ่มเสี่ยงสั่นคลอนเสถียรภาพคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รุนแรง

​ปมปัญหามาจากการทิ้งระเบิดลูกโตผ่านข้อความในโซเชียลมีเดียว่า มีการซื้อขายตำแหน่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) พาดพิงนายทหารยศพลเอกคนหนึ่ง จนทำเอาคนที่เกี่ยวข้องเต้นกันทั้งแผง เพราะในยุคเปลี่ยนผ่านเช่นนี้ ควรจะต้องแก้ปัญหาในอดีตและสร้างบรรทัดฐาน​ที่ดีให้เป็นตัวอย่างต่อไป ​

ทำให้ พล.อ.ประวิตร ในฐานะคีย์แมนใน คสช.ปัจจุบันมีหมวกหลายใบ ทั้งตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง รมว.กลาโหม และยังเป็นประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) แถมยังมีน้องชาย คือ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. ​ต้องออกมา “ตัดตอน” ปฏิเสธข้อครหาเพื่อไม่ให้ทุกอย่างบานปลายไปกว่านี้

“ถ้าผมยังอยู่ ไม่มีซื้อขายตำแหน่ง แต่อาจมีพวกตกเบ็ด ว่าฝากคนนั้นคนนี้ได้ คนที่เชื่อก็ซวยไป”​ พล.อ.ประวิตร ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ตอนนี้ตำรวจกำลังปฏิรูปทุกด้านตามนโยบายนายกฯ หลายอย่างดีขึ้น เรื่องการทำคดี ซึ่ง ผบ.ตร.ก็กำลังทำอยู่ ตำรวจทุกคนก็ทำงานอย่างหนัก การปราบปรามมิจฉาชีพ การทำคดี

พร้อมส่งสัญญาณไล่บี้ถึง ผบ.ตร.ต้องแจ้งเอาผิด เพราะเป็นการกล่าวหาว่ามีการซื้อตำแหน่งตำรวจ ถือเป็นการทำลายองค์กรตำรวจทำให้เกิดความเสียหาย

ล่าสุด พ.ต.อ.โอฬาร สุขเกษม ผกก.3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) หน่วยงานรับผิดชอบเกี่ยวกับการกระทำผิดหมิ่นประมาททางคอมพิวเตอร์ เปิดเผยว่า ได้ออกหมายเรียก พล.ร.อ.พะจุณณ์ มารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 10 มี.ค.

ขั้นตอนต่างๆ ต่อจากนี้ ต้องรอให้ผู้ถูกกล่าวหาเข้ามาพบก่อน ถ้าถึงวันนั้นไม่มาจะสอบถาม หากมีเหตุผลเพียงพอจะนัดใหม่อีกครั้ง แต่หากออกหมายเรียกไป 2 ครั้งแล้วยังไม่มา จะขอออกหมายจับต่อไป

ทางฝั่ง พล.ร.อ.พะจุณณ์ ออกมาชี้แจงเรื่องนี้ว่า ถ้ามีหมายเรียก ก็พร้อมไปพบเจ้าหน้าที่ โดยจะไปให้การในวันที่ 10 มี.ค.นี้ และพร้อมไปขึ้นศาล ขอให้เรื่องนี้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม แต่ขอยืนยันว่าไม่ใช่ต้นตอ เป็นการส่งต่อๆ กันมาในแอพพลิเคชั่นไลน์

ก่อนทิ้งปมเรื่องการซื้อขายตำแหน่งว่า ไม่ทราบและไม่รู้ว่าพูดถึงใคร ที่สำคัญเมื่อถามถึงความขัดแย้งไม่ลงรอยกันในกองทัพและรัฐบาลนั้น พล.ร.อ.พะจุณณ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ให้ไปถามประชาชน ไม่อยากพูดอะไรมาก เพราะกลัวจะเสียงานใหญ่

ยิ่งตอกย้ำสภาพรอยร้าวภายในที่ส่อเค้ารุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เพราะลึกๆ แล้ว การเปิดหน้าชนของ พล.ร.อ.พะจุณณ์ รอบนี้ต้องเรียกว่าไม่ธรรมดา ​ด้วยสถานะคนสนิท พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ แถมยังเป็นนักเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 12 (ตท​.12) ร่วมรุ่นกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. เคยรับตำแหน่งสำคัญในคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)

​ปมร้าวจากกรณีเปิดปมการซื้อขายตำแหน่งใน สตช. จึงอาจส่งผลรุนแรงสั่นคลอนเสถียรภาพ คสช.

ที่สำคัญเรื่องนี้ บิ๊กป้อม พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ ออกมาเปิดหน้าชนด้วยตัวเอง ยิ่งทำให้สถานการณ์ตั้งเค้าจะบานปลายรุนแรง ซึ่งจะไปตอกย้ำสภาพปัญหา “ศึกใน” ที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลาย ดังนั้นการเติมเชื้อความขัดแย้งเข้าไปใหม่ยิ่งจะทำให้เสถียรภาพสั่นคลอนหนักขึ้น

​ชวนให้นึกถึงกระแสข่าวความไม่พอใจท่าทีของบิ๊กป้อมก่อนหน้านี้ ที่เคยถูกกังขาว่าอยู่ในช่วงสั่งสมบารมี เดินตามรอยเท้าป๋า จนสร้างแรงกระเพื่อมในกองทัพอยู่ไม่น้อย

สอดรับกับกระแสข่าวเรื่อง “ซูเปอร์ดีล” ระหว่าง คสช.กับขั้วอำนาจเก่า เพื่อเตรียมหาทางสลายความบาดหมาง ขัดแย้ง เพื่อเปิดประตูเดินหน้าสู่การปรองดอง แต่อีกด้านหนึ่งกลับถูกมองว่าเป็นการฮั้วของสองขั้วอำนาจ

ดังจะเห็นว่าอีกฟากหนึ่ง ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เริ่มจุดประเด็นการเจรจา ที่แม้คนใน คสช.จะรีบออกมาปฏิเสธข้อเสนอ ป้องกันข้อครหาเรื่องการต่อรอง แต่ก็ยังไม่อาจปักใจเชื่อ มีคนกลุ่มหนึ่งออกมาดักคอล่วงหน้า ทั้งกลุ่มเสื้อเหลือง พันธมิตรฯ กปปส. ที่เห็นว่าควรใช้โอกาสเดินหน้าคดีความต่างๆ ให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยเร็วในช่วงเวลาที่เหลืออยู่

เพราะหากใช้ช่องทางพิเศษเดินหน้าล้างผิดด้วยกระบวนการต่างๆ นอกจากจะไม่อาจสร้างความปรองดองได้แล้ว ยังอาจสร้างความขัดแย้งที่รุนแรงและซับซ้อนมากยิ่งขึ้นแทน

ความขัดแย้งระหว่าง พล.อ.ประวิตร และ พล.ร.อ.พะจุณณ์ จึงยิ่งเป็นการตอกย้ำความขัดแย้งในกองทัพที่ยังมีอยู่ต่อเนื่อง แถมรอบนี้ดูทิศทางลมแล้วน่าจะรุนแรงถึงขั้นเขย่าเสถียรภาพของ คสช.ได้มากกว่าทุกครั้งในอดีต

 

แก้เศรษฐกิจเหลว-ปฏิรูปไม่คืบ คสช.สืบทอดอำนาจยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/418707

แก้เศรษฐกิจเหลว-ปฏิรูปไม่คืบ คสช.สืบทอดอำนาจยาก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ปฏิเสธไม่ได้ว่าขณะนี้เป็นช่วงที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากที่สุดนับตั้งแต่ลงมือยึดอำนาจจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ว่าได้ หลังจากเริ่มมีดัชนีชี้วัดที่ไม่ค่อยดีปรากฏออกมาให้เห็นหลายครั้ง

อย่างการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ หลายสำนักต่างพูดออกเป็นเสียงเดียวกันว่า ตัวเลขเศรษฐกิจทุกตัวของประเทศไม่สู้ดีนัก แม้ว่าจะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมาแล้วก็ตาม ซึ่งปัญหานี้อาจเป็นตัวชี้ขาดถึงความมีประสิทธิภาพของ คสช.และรัฐบาลในระยะยาว

ส่วนนโยบายทางการเมือง ต้องยอมรับว่า คสช.ยังถูกตั้งคำถามถึงพอสมควร เนื่องจากมีการกระทำ ที่ย้อนแย้งกันอย่างเห็นได้ชัด

กล่าวคือ ด้านหนึ่งประกาศพร้อมรับฟังความคิดเห็น แต่กลับมีกรณีที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเข้าไปใช้อำนาจ จนส่งผลให้เวทีวิชาการบางเวทีไม่สามารถจัดพื้นที่แสดงความคิดเห็นได้ เสมือนหนึ่งเป็นการลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่ได้รับรองตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557

โดยเฉพาะอย่างยิ่งล่าสุดที่เกิดขึ้นกับกรณีที่ตำรวจไม่ให้ภาคประชาสังคมเคลื่อนไหวเรียกร้องการยกเลิกการละเว้นใช้กฎหมายควบคุมอาคารในเขตพื้นที่เศรษฐกิจ โดยที่ตำรวจอ้างว่าอาจขัดต่อความสงบเรียบร้อยตามคำสั่งของ คสช.ที่ห้ามไม่ให้มีการชุมนุม

คงไม่ต้องบอกว่าการสร้างความปรองดองในยุค คสช.จะเป็นไปได้หรือไม่แล้ว เพราะเป็นเรื่องที่ห่างไกลจากความเป็นจริงเข้าไปทุกที

ไม่เพียงเท่านี้ การแสดงท่าทีทางการเมืองของ คสช.ในบริบทที่ว่าด้วยร่างรัฐธรรมนูญ ยังคงเป็นไปในทิศทางที่ไม่เป็นมิตรด้วย ภายหลังคณะรัฐมนตรีเสนอให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ควรกำหนดกลไกพิเศษเพื่อรองรับประชาธิปไตยในช่วงเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลทหารไปสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง

ตอกย้ำด้วยคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่ยืนยันว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีกลไกพิเศษเพื่อให้การปฏิรูปประเทศเดินหน้าไปได้ ภายหลังมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

“ถ้าช่วงเปลี่ยนผ่านภายใน 5 ปี ถ้ามันดีขึ้นทุกปีๆ ก็ผ่อนผันลดลงไป เข้ากลไกปกติ ทำไปตามที่วางไว้ไม่เห็นจะยาก ถ้ามันดี และถ้าเขียนไว้ในบทเฉพาะกาลจะง่ายกว่าตรงที่จะกลับมาเป็นปกติ…

…เรามองระยะยาวให้ 20 ปี แผนปฏิรูปครั้งละ 5 ปี ซึ่งเป็นเรื่องของรัฐบาลหน้า จะทำอย่างไรก็ทำไป แต่ต้องทำตามนี้ด้วยส่วนหนึ่ง นอกจากนโยบายพรรค มันต้องมีมาตรการอะไรหรือไม่ มันก็ต้องมี และต้องมีอะไรสักอย่างเพื่อที่จะควบคุมให้ตรงนั้นเป็นไปตามนี้ ซึ่งก็มีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นคณะอะไรขึ้นมาใหม่ หรือจะเป็น สว. หรือใครก็แล้วแต่ ซึ่งทั้งหมดนี้คือกลไกที่จะประเมินเท่านั้นเอง” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวเมื่อวันที่ 23 ก.พ.

เมื่อปัญหาเศรษฐกิจยังไม่ได้รับการแก้ไขไปในทิศทางที่ดี ผสมกับท่าทีทางการเมืองของ คสช.ที่ค่อนข้างแข็งกร้าวและเจตนาที่จะทำให้การเปลี่ยนผ่านของประชาธิปไตยไม่เป็นไปตามกลไกที่ควรจะเป็น จึงไม่แปลกว่าทำไม “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี และเครือข่าย ถึงได้ใช้โอกาสออกมาวิพากษ์วิจารณ์เพื่อปลุกกระแสต่อต้าน คสช.

ถัดมาอีกไม่กี่วัน คนในเครือข่ายอำนาจของทักษิณอย่าง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ ก็ออกมากระทุ้ง คสช.ต่อจากทักษิณผ่านการเรียกร้องให้ คสช.อย่าคิดสืบทอดอำนาจ แต่ต้องเร่งคืนอำนาจให้ประชาชนและจัดเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด

“การเสียสละอำนาจของ คสช. ถ้าไม่เกิดขึ้นโดยเร็ว ก็ยากที่จะขจัดปัญหาให้หมดสิ้น ซึ่งจะตกเป็นภาระแก่ชนรุ่นหลัง” ส่วนหนึ่งของการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 25 ก.พ. ของบิ๊กจิ๋ว

การให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศของอดีตนายกฯ ทักษิณ พ่วงด้วยการออกมาของบิ๊กจิ๋ว อาจมีหลายฝ่ายมองว่าเป็นการพยายามช่วยยิ่งลักษณ์ทางอ้อม ภายหลังคดีจำนำข้าวเริ่มเข้าสู่กระบวนการของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างเป็นทางการ แต่อีกด้านมีวัตถุประสงค์ต้องการดิสเครดิตของ คสช. เพื่อให้ประชาชนลงประชามติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะเป็นการตอกย้ำความล้มเหลวของ คสช.

กระแสต่อต้าน คสช.ที่เริ่มลุกโชนมาอีกครั้ง ส่วนหนึ่งมาจากการที่ คสช.ส่งสัญญาณในแง่ลบทางการเมือง โดยเฉพาะการแสดงออกถึงการต้องการเข้าไปมีส่วนแบ่งอำนาจในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ถึงจะไม่ใช่การสืบทอดอำนาจทางตรงแบบที่ทหารในอดีตเคยทำ แต่ก็เป็นการพยายามที่จะอยู่ในอำนาจให้นานที่สุด และยิ่งเป็นการตอกย้ำทฤษฎีว่าด้วยการอยู่ยาวที่คนกันเองกับ คสช.อย่าง “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ออกมาตั้งข้อสังเกตเมื่อไม่นานมานี้เริ่มมีความเป็นจริงมากขึ้น

จังหวะก้าวที่ผิดพลาดของ คสช.กลายเป็นช่องโหว่ที่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามสามารถนำไปขยายผลได้ไม่ยากนัก ที่สำคัญในระยะยาวย่อมส่งผลให้การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่ คสช.จะอาศัยเป็นสัญลักษณ์แห่งความชอบธรรมนั้นลำบากมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

เร่งสร้างความเชื่อถือ AEC ด้วยระบบกฎหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 11:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/418323

เร่งสร้างความเชื่อถือ AEC ด้วยระบบกฎหมาย

โดย…ไพรัช วรปาณิ กรรมการอัยการ

ประเทศไทยได้เข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) มีผลทางรูปธรรมตั้งแต่ 31 ธ.ค. 2558 การเข้าร่วม AEC ในครั้งนี้ ย่อมจะส่งผลดีในการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน และแรงงานฝีมือ ในกลุ่มประเทศอาเซียนอย่างเสรี รวมทั้งการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศจะสะดวกเสรียิ่งขึ้น

ฉะนั้น รัฐบาลจึงต้องเตรียมความพร้อมและการพัฒนาระบบกฎหมายรองรับโดยการกำหนดแนวทางบูรณาการกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเป็นรูปธรรมให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ในการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และเพื่อให้การปฏิบัติงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นเอกภาพและเป็นไปตามมาตรฐานของประชาคมอาเซียนอย่างมีประสิทธิผล เนื่องจาก AEC ได้เน้นในเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญ

จะเห็นได้ว่า AEC เน้นในเรื่อง “การคุ้มครองผู้บริโภค” อย่างมีนัย ฉะนั้นรัฐบาลไทยหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหา การเกิดความล่าช้าในการดำเนินกิจการงาน ด้วยการให้ความร่วมมือกับประชาคมในทุกด้าน ทั้งระบบกฎหมายและในประเด็นอื่นๆ พร้อมกัน การส่งเสริมให้ประชาชนในประเทศมีความรู้ ความเข้าใจ ถึงสิทธิและการใช้สิทธิในฐานะผู้บริโภคอย่างถ่องแท้ถูกต้อง ตามเจตนารมณ์และเป้าหมายในการจัดตั้ง AEC โดยเฉพาะ ต้องรณรงค์ทำประชาสัมพันธ์ให้ประชาชน ผู้บริโภค ได้เข้าใจถึงสิทธิและการใช้สิทธิในฐานะผู้บริโภคอย่างถ่องแท้

อีกสิ่งหนึ่งที่มิอาจมองข้ามก็คือ การบูรณาการกฎหมายที่เกี่ยวข้องในด้านคุ้มครองผู้บริโภคให้เป็นไปตามมาตรฐานอาเซียน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในเรื่องของการบริการต่างๆ ให้เป็นเอกภาพ เกิดประสิทธิผล ตลอดจนการสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดแก่ประชาคมอาเซียนด้วยระบบกฎหมายอันทันสมัย สอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน ดังนี้หน่วยงานภาครัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องจึงต้องให้ความร่วมมือ ช่วยกันสนับสนุนให้เกิดผลในทางรูปธรรม

ทั้งนี้ ประชาคมอาเซียน AEC ให้ความสำคัญต่อประเด็นคุ้มครองผู้บริโภคมากเพียงใด? ศึกษาดูได้จากเนื้อหาสาระในนัยแห่งนโยบายและแนวทางปฏิบัติของ AEC ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญๆ 3 ประการ ดังนี้

1.คณะกรรมการอาเซียนด้านคุ้มครองผู้บริโภค (ACCP) จัดตั้งขึ้นภายใต้กฎบัตรอาเซียน โดยมีภารกิจกำหนดนโยบายและแนวทางปฏิบัติเพื่อขับเคลื่อนงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคของประเทศสมาชิกอาเซียนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และมีความสอดคล้องกับสถานการณ์โลก โดย ACCP ได้กำหนดจัดการประชุมประจำปีจำนวน 2 ครั้ง ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพประมาณเดือน พ.ค. 2562

2.อาเซียนและอังค์ถัดได้จัดทำโครงการเสริมสร้างสมรรถนะเชิงวิชาการเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคในอาเซียนด้วยการแบ่งหมวดหมู่ภารกิจ ภายใต้การคุ้มครองผู้บริโภคไว้เป็น 6 ด้าน อาทิ สิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย การประปา ไฟฟ้า พลังงานอากาศ มลพิษ การจัดการขยะ และการบริโภคอย่างยั่งยืน การบริการวิชาชีพ ประกอบด้วย การใช้บริการของอาชีพที่ต้องใช้ความเชี่ยญชาญและอาจส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค เช่น แพทย์ พยาบาล วิศวกร สถาปนิก ทนายความ เป็นอาทิ การบริการทางการเงิน ประกอบด้วย การให้บริการของธนาคาร บัตรเครดิต ธุรกิจการกู้ยืม การลงทุน ฯลฯ

สินค้าที่ปลอดภัยและการจัดทำฉลาก ประกอบด้วย การกำกับดูแลสินค้าที่ไม่ปลอดภัย การสนับสนุนสินค้าที่ปลอดภัยสู่ผู้บริโภค การบริการอินเทอร์เน็ต โทรศัพท์ และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ประกอบด้วยบริการอินเทอร์เน็ต โทรศัพท์เคลื่อนที่ โทรศัพท์พื้นฐาน และการโฆษณาสินค้าผ่านสื่ออินเทอร์เน็ต การบริการด้านสุขภาพ ประกอบด้วย การบริการของโรงพยาบาล บริการสปา และการดูแลผู้ป่วยภายหลังการรักษา พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การบริการด้านสุขภาพ บริการของโรงพยาบาลและการดูแลผู้ป่วยภายหลังการรักษา

3.แผนงานประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 2025 ได้กำหนดมาตรการเชิงยุทธศาสตร์ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคไว้ดังนี้ การจัดทำกรอบด้านการคุ้มครองผู้บริโภคร่วมกันของอาเซียน การส่งเสริมการสร้างศักยภาพและให้ความรู้แก่ผู้บริโภค สร้างความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภค และการทำธุรกรรมเชิงพาณิชย์ข้ามพรมแดน ส่งเสริมประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคในนโยบายด้านต่างๆ ของอาเซียน และการส่งเสริมมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคในเรื่องของสินค้าและบริการต่างๆ อาทิ การเงิน อิเล็กทรอนิกส์ การขนส่งทางอากาศ และโทรคมนาคม เป็นต้น

สำหรับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศไทย จะเห็นได้จากรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 มาตรา 13 ประกอบกับข้อบังคับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) 2557 ข้อ 84 วรรคสอง (3) ได้กำหนดให้อำนาจ หน้าที่ของคณะกรรมาธิการ กฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือร่างพระราชบัญญัติกระทำกิจการ พิจารณาสอบสวนหรือศึกษาเรื่องใดๆ ที่เกี่ยวกับระบบกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม ตลอดจนสิทธิมนุษย์ และ “การคุ้มครองผู้บริโภค”

พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ สนช. ได้เล็งเห็นและตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคดังกล่าวนี้ จึงบรรจุเป็นวาระในการประชุมและดำเนินการพิจารณาถึงประเด็นข้อกฎหมายของกฎหมายการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างจริงจัง โดยการเน้นให้เกิดแนวทาง “บูรณาการกฎหมายด้านการคุ้มครองผู้บริโภค” เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเป็นการดำเนินการที่ทันท่วงทีและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ เพราะการบูรณาการกฎหมายดังกล่าวให้สอดคล้องกับแนวทางและนโยบายของ AEC เป็นสิ่งควรสนับสนุนอย่างยิ่ง

ทั้งนี้ ข้อเท็จจริงเป็นที่ประจักษ์ว่าในปัจจุบันภารกิจภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคมีหน่วยงานที่รับผิดชอบหลายหน่วยงาน ซึ่งแต่ละหน่วยงานต่างยึดถือกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบของตน โดยขาดการบูรณาการการทำงานร่วมกัน เป็นเหตุให้เกิดความซ้ำซ้อนทางภารกิจ และส่งผลให้การดำเนินการของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวกับเรื่องราวการร้องทุกข์หรือร้องเรียนต่างๆ เป็นไปอย่างล่าช้าและขาดเอกภาพ

การดำเนินการเตรียมการบูรณาการกฎหมายด้านการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานอาเซียนของคณะกรรมาธิการกฎหมาย สภา สนช. นั้น ถือได้ว่าเป็น “วิชั่น” อันทันต่อภาวการณ์ เพราะถ้าหากระบบกฎหมายด้านการคุ้มครองผู้บริโภคของประเทศไทยมีมาตรฐานสอดคล้องกับ “หลักการ” หรือแนวทางของคณะกรรมการอาเซียนด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ภายใต้กฎบัตรอาเซียนแล้วย่อมจะได้รับความเชื่อถือยอมรับประชาคมอาเซียนและนานาอารยประเทศ และจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ การเงินและสังคมของไทย

ดังนั้น ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกชั้นดีที่มีบทบาทในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน จึงถึงเวลาแล้ว..มิใช่หรือ? ที่ต้องร่วมมือสนองตอบนโยบายและแนวทางปฏิบัติของ AEC อย่างเต็มที่ ด้วยการบูรณาการ ปรับปรุง ระบบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคของไทย เพื่อสร้างความเชื่อถือให้แก่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่า…การนี้จะยังผลดีและประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยรวม ทั้งทางตรงหรือทางอ้อมอย่างแน่นอน!

 

ร่างรัฐธรรมนูญ สองขยัก เสี่ยงแรงต้านสืบทอดอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/418305

ร่างรัฐธรรมนูญ สองขยัก เสี่ยงแรงต้านสืบทอดอำนาจ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์​

วัดใจคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ​(กรธ.) ครั้งใหญ่ กับข้อเสนอของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่จุดประเด็นเรื่องบังคับใช้รัฐธรรมนูญ 2 ขยัก ที่ต่างฝ่ายต่างสงวนท่าที รอดูท่าทีของสังคมก่อนจะคิดหาทางเดินต่อไป

​“คณะรัฐมนตรีจึงเห็นว่าบางทีหากบัญญัติเนื้อหาและการบังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็น 2 ช่วงเวลา คือ ช่วงเฉพาะกิจหรือเฉพาะกาลในระยะแรก ซึ่งอาจไม่ยาวนานนัก โดยใช้หลักเกณฑ์อย่างหนึ่งเสมือนข้อยกเว้นตามความจำเป็นแห่งสถานการณ์ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองแต่อยู่บนพื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งสส.ในระดับหนึ่งอย่างมีดุลยภาพในช่วงเปลี่ยนผ่าน และช่วงที่จะใช้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญในระยะต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับหลักการสากลมากขึ้น และเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยที่ลดข้อจำกัดต่างๆ ลงให้มาก ดังนี้น่าจะแก้ปัญหาและอธิบายให้เป็นที่ยอมรับแก่ประชาชนและนานาชาติได้”​

แม้จะค่อนข้างชัดเจนว่า ครม.ต้องการอะไร แต่ กรธ.ก็ทำได้แค่แบ่งรับแบ่งสู้ อาศัยความคลุมเครือที่ปรากฏยื้อเวลาหารือออกไปอีกสักพักเพื่อชั่งน้ำหนักปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ว่าจะยอมตามใจแป๊ะหรือไม่

ดังจะเห็นว่าประเด็นร่างรัฐธรรมนูญนี้ ท่าทีของแม่น้ำสายต่างๆ เวลานี้ดูจะไหลกันไปคนละทิศละทาง จนน่าเป็นห่วงว่าจะหาข้อสรุปร่วมกันได้มากน้อยแค่ไหนโดยเฉพาะทางฝั่ง กรธ.และ ครม.​​ที่ดูจะมองตาไม่รู้ใจเหมือนที่ผ่านมา

ล่าสุด มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. วิษณุ เครืองามรองนายกรัฐมนตรี และ ดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ต้องปิดห้องหารือปมนี้กันที่กฤษฎีกา นานกว่า 2 ชั่วโมง

หากพิจารณาตามที่วิษณุชี้แจงภายหลังการหารือ ว่าอยากให้พิจารณาเงื่อนไขช่วงเวลาบทเฉพาะกาล หรือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ถ้าคิดว่าจะยอมผ่อนลงมาด้วยการใช้วิธีอื่นในช่วงแรกก็ได้ แต่มาตรฐานสากลในบทถาวรก็ต้องให้เป็นการเลือกตั้งทั่วไปทั้งประเทศ

นั่นหมายความว่า ครม.ยังยืนยันเป้าเดิมที่ต้องการให้มีช่วงเปลี่ยนผ่านใช้รัฐธรรมนูญทั้งขยักแรกและขยักถาวร และอาจรวมถึงการเลือกตั้งที่มีเดดไลน์ล็อกไว้ว่าจะต้องจัดภายในปี 2560 ซึ่งอาจไม่ใช่การเลือกตั้งแบบเดียวกับที่จะใช้ในช่วงถาวร

ตอกย้ำข้อครหาเรื่อง “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” ที่ดังมาอย่างต่อเนื่อง

ทว่าฝั่งมีชัยก็ได้แต่ปฏิเสธว่าไม่เป็นเช่นนั้น เพราะรัฐบาลไม่ได้ให้ทำอะไร และทั้งยืนยันว่าไม่มีแนวคิดตั้งองค์กรใดเป็นพิเศษ ที่สำคัญ คสช.จะไม่มีอำนาจเหนือรัฐบาลหลังมีการเลือกตั้ง

อย่าลืมว่าตามข้อเสนอของ ครม.ก่อนหน้าพยายามหยิบยกเหตุผลเรื่องการป้องกันไม่ให้ความยุ่งยาก ความขัดแย้ง และความไม่สงบเรียบร้อยจนประเทศจวนเข้าสู่ภาวะรัฐที่ล้มเหลว ดังเมื่อก่อนเดือน พ.ค. 2557 ย้อนกลับมาเกิดขึ้นอีกภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ภายหลังการเลือกตั้ง และภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

ด้วยให้เหตุผลเรื่องที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์และความเห็นต่างเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญมาก ส่วนใหญ่เป็นความไม่แน่ใจหรือไม่วางใจในระบบ ตัวบุคคลที่จะเข้าสู่ระบบ วิธีการได้คนมาสู่ระบบ (เลือกตั้ง แต่งตั้ง)
และอำนาจหน้าที่ แต่ที่ ครม.เป็นห่วง คือ ทำอย่างไรจึงจะป้องกันมิให้เหตุการณ์ก่อนวันที่ 22 พ.ค. 2557 กลับมาอีก

แต่นั่นไม่อาจช่วยสลายความกังขาเรื่องการ “สืบทอดอำนาจ” เพราะการใช้รัฐธรรมนูญ 2 ขยัก ถูกมองว่าเป็นความพยายามยื้ออยู่ในอำนาจต่อไปของคณะรัฐประหาร ผ่านกลไกที่จะเข้ามาควบคุมแขนขาต่างๆ ที่วางไว้

อีกทั้งยังไม่มีความชัดเจนว่า ระยะเปลี่ยนผ่านช่วงแรกนั้นจะทอดเวลานานออกไปเท่าไร เพราะแม้จะมีกลไกใหม่เข้ามาแต่หากยังอยู่ภายใต้เงาของคณะรัฐประหาร ก็ไม่อาจสร้างความเชื่อมั่นในสายตาต่างชาติ หรือมีอำนาจเพียงพอที่จะสั่งการ บริหารราชการประเทศได้อย่างแท้จริง

สุดท้ายปัญหาต่างๆ ก็จะวนกลับมาเกิดขึ้นและหนักกว่าเก่า ยังไม่รวมกับมวลชนที่จะลุกฮือขึ้นมาต่อต้านคณะรัฐประหาร และอาจบานปลายกลายเป็นการปะทะกันกับฝั่งของมวลชนที่สนับสนุน

ที่สำคัญ การหยิบยกเหตุผลทั้งเรื่องป้องกันเหตุการณ์ความวุ่นวาย หรือขอเวลาเดินหน้าสะสางทำการปฏิรูปนั้นดูจะเป็นที่ยอมรับได้ยาก เพราะที่ผ่านมาความวุ่นวายไม่ได้หายไป เพียงแต่ถูกสะกดไว้ด้วยกติกาที่เข้มงวด และอำนาจพิเศษที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด

แต่ปีกว่าที่ผ่านมาค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า นอกจากไม่อาจสร้างการเปลี่ยนแปลงการปฏิรูปสิ่งต่างๆ ให้เป็นรูปเป็นร่างอย่างที่ตั้งใจได้แล้ว หลายเรื่องยังคาราคาซังจนเสียโอกาสไปกับเวลาที่เสียไป

หลายองค์กร หลายประเทศ ที่ต้องการติดต่อค้าขายลงทุนกับไทย ต้องชะลอการตัดสินใจออกไป เพื่อรอความชัดเจนของฝ่ายบริหาร เพราะไม่รู้ว่ารัฐบาลใหม่ที่จะมาจากการเลือกตั้ง จะเดินหน้าไปตาม
โรดแมปหรือไม่ แม้จะมีความพยายามล็อกเอาไว้ด้วยแผนยุทธศาสตร์ชาติก็ตาม

การต้องมาแช่แข็งในช่วงเวลาอีก 3-5 ปี ย่อมมีแต่จะทำให้ประเทศเสียโอกาสมากขึ้น

ยิ่งหากไม่มีความชัดเจนหรือคำอธิบายเรื่องการสืบทอดอำนาจเป็นที่ยอมรับได้ สุดท้ายการใช้รัฐธรรมูญ2 ขยัก จะเป็นปมร้อนที่ปลุกกระแสต้าน คสช. และทำให้ทุกอย่างที่ทำมาทั้งหมดต้องเสียของ​

 

“ทักษิณ” จุดพลุเจรจา “ได้ไม่คุ้มเสีย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/418073

"ทักษิณ" จุดพลุเจรจา "ได้ไม่คุ้มเสีย"

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ไร้เสียงตอบรับ สำหรับเส้นทางการเจรจา ทักษิณ ชินวัตร จุดประเด็นออกมาหยั่งกระแสสังคม ในช่วงที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังสะบักสะบอมอย่างหนัก

ผลลัพธ์ที่ปรากฏตอกย้ำว่าการเคลื่อนไหวของทักษิณรอบนี้มีแต่เสียกับเสีย แถมยังสะเทือนไปถึงทิศทางการเคลื่อนไหวของขั้วอำนาจเก่าที่จะต้องถูกเพ่งเล็งและขยับได้ยากลำบากขึ้น

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สะท้อนให้เห็นว่า “บารมี” ของทักษิณในวันนี้ลดน้อยถอยลงไปอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากจะไม่ได้รับการเหลียวแลจาก คสช​.แล้ว การปลุกกระแสรอบนี้ยังดูไม่เปรี้ยงปร้าง บรรดากองเชียร์และพรรคพวกยังไม่ออกมาช่วยรับลูกเร่งกระแสอย่างเคย เหลือแต่เพียงขาประจำที่ช่วยจุดประเด็นการเจรจา

แน่นอนว่า ด้วยสถานะของนักโทษที่ต้องระหกระเหินหนีคดีอยู่นอกประเทศ​นานนับ 7 ปี คงยากที่ คสช.ซึ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จะยอมเปลืองตัวไปเจรจาด้วย

ยิ่งเบื้องหน้าเบื้องหลังของการเจรจารอบนี้ ถูกมองว่ามีเรื่องของการ “ต่อรอง” เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคดีความของทักษิณและพรรคพวก ที่จะแลกกับเสียงสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ รวมทั้งไม่สร้างความปั่นป่วนช่วงเวลานับจากนี้ไปจนถึงการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปี 2560

​ทำให้ คสช.​จำเป็นต้องตัดตอน ​“กระแสฮั้ว” ไม่ให้ลุกลามจนจะย้อนกลับมาทำลายความเชื่อถือของ คสช. จนจะกระทบต่อไปถึงสิ่งต่างๆ ที่ คสช.และแม่น้ำสายต่างๆ ทำมาต้องพังทลายลงไป​ด้วย

ไม่แปลกที่ฝั่ง คสช.​จะตบเท้ากันออกมาปฏิเสธเรื่องการเจรจา ไล่มาตั้งแต่ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกฯ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด

แถมย้อนกลับด้วยการถล่มทำลายความน่าเชื่อถือของทักษิณแบบยับเยิน โดยเฉพาะสถานะนักโทษหนีคดี ที่ไม่เหลือเครดิตจะมาเจรจา ซึ่งรัฐบาลพร้อมรับฟังความเห็นทุกฝ่าย รวมทั้งจากทักษิณหากกลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ยอมรับอำนาจตุลาการเฉกเช่นประชาชนทั่วไปที่กระทำผิดแล้วยอมรับผลและคำตัดสินของศาล

“หากอดีตนายกฯ ยังคงปฏิเสธกระบวนการยุติธรรม ก็ยังถือว่าเป็นบุคคลที่ไร้เครดิตความน่าเชื่อถือ เพราะพยายามทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย การจะมาเสนอแนวทางเพื่อร่างกฎหมายจึงเป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้น”

ไม่เพียงแค่กระแสเจรจาจะจุดไม่ติดแล้ว ตรงกันข้ามการเคลื่อนไหวของทักษิณยังเป็นการเรียกแขก​ให้บรรดาฝักฝ่ายต่างๆ ประสานกันกลับมารุมถล่มตัวเองแบบคาดไม่ถึง

จากที่เวลานี้หลายฝ่ายกำลังรุมกินโต๊ะ​วิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงของ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มีจุดอ่อนหลายแง่หลายมุม ตั้งแต่เรื่องสิทธิที่หายไป เรื่องระบบเลือกตั้งที่ห่วงว่าจะนำไปสู่ปัญหาในอนาคต และอีกหลายเรื่อง

แต่ทันทีที่ทักษิณปรากฏตัว ดูแต่ละฝักฝ่ายที่เคยประสานเสียงถล่มรัฐธรรมนูญ จะหันมาถล่มการเคลื่อนไหวของทักษิณอย่างพร้อมเพรียง

นอกจากจะทำให้ตัวเองต้องสะบักสะบอมหนักขึ้นแล้ว อีกด้านยังกลายเป็นการยื่นมือไปช่วย คสช.และ กรธ.ไม่ให้ถูกถล่มจากเรื่องรัฐธรรมนูญที่กำลังอยู่ในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว

ดังจะเห็นว่า ทั้งประชาธิปัตย์ พันธมิตรฯ กปปส. กลุ่มภาคประชาชนที่กำลังเคลื่อนไหวเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญในบางแง่บางมุม ต่างพักยกและหันมาถล่มเป้าใหม่และเป้าใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ

ยิ่งดูทิศทางลมแล้ว จะเห็นว่าพรรคพวกหรือกองเชียร์ก็ไม่ได้ออกมาทำหน้าที่องครักษ์พิทักษ์นายเหมือนในช่วงเรืองอำนาจที่ผ่านมา  แถมยังเป็นการโดดเดี่ยวเพื่อไทยและเสื้อแดงที่จะออกมาเคลื่อนไหวอีกทางหนึ่งด้วย

ทั้งหมดเป็นสัญญาณอันตรายสำหรับทักษิณ และน่าเป็นห่วงตรงที่เมื่อรู้ว่าการเคลื่อนไหวรอบนี้ผิดพลาด ทักษิณยังพยายามดิ้นต่อไป ด้วยการเปิดหน้าชน ถล่ม​รัฐธรรมนูญเปรียบเทียบเหมือนกับกำลังเขียนกันในเกาหลีเหนือ กระทบไปถึง คสช.​

“ผมไม่คิดว่าสถานการณ์ขณะนี้จะทำให้พวกเขาสนุกกับอำนาจได้นานขนาดนั้น ไม่ว่าเผด็จการที่ไหนที่ไม่ใส่ใจประชาชนของเขา ไม่มีทางที่จะอยู่ได้นาน”

“เขาไม่พูดกับผม เพราะหาว่าผมมีคดี แต่ความจริงการรัฐประหารเป็นอาชญากรรมที่ร้ายแรงกว่า” อดีตนายกฯ ระบุ

การเปิดศึก​รอบใหม่ของทักษิณ โดยไม่ต้องสงวนไมตรีรอบนี้จึงยิ่งทำให้ตัวเองเสียหาย แถมยังเติมเชื้อความขัดแย้งที่ทำให้การปรองดองเป็นไปได้ยาก ไม่ว่าระยะสั้นหรือระยะยาว

อีกด้านยังกระทบไปถึงพรรคพวกที่รอจังหวะเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ หรือเรื่องต่อต้านรัฐประหาร เพราะการเปิดหน้าขยับในช่วงเวลานับจากนี้ ย่อมถูกกังขาว่าเป็นไปเพื่อต่อรองผลประโยชน์ของทักษิณหรือไม่ และนั่นย่อมทำให้พลังการเคลื่อนไหวนับจากนี้อ่อนแรงลงตามไปด้วย

การขยับครั้งนี้จึงถือเป็นหมากที่ผิดพลาดของทักษิณ และส่งผลกระทบไปทั้งกระดาน

 

กลไกพิเศษแก้วิกฤต ชี้ขาด “ประชามติ” รธน.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/417861

กลไกพิเศษแก้วิกฤต ชี้ขาด "ประชามติ" รธน.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นทางการเมืองร้อนแรงที่สุดในเวลานี้ก็ได้สำหรับข้อเสนอข้อที่ 16 ของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ เพราะเสมือนหนึ่งเป็นการให้ประเทศไทยมีประชาธิปไตยครึ่งใบชั่วคราวภายหลังรัฐธรรมนูญผ่านการทำประชามติและมีผลบังคับใช้

“…คณะรัฐมนตรีจึงเห็นว่าบางทีหากบัญญัติเนื้อหาและการบังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็นสองช่วงเวลา คือ ช่วงเฉพาะกิจหรือเฉพาะกาลในระยะแรก ซึ่งอาจไม่ยาวนานนักโดยใช้หลักเกณฑ์อย่างหนึ่งเสมือนข้อยกเว้นตามความจำเป็นแห่งสถานการณ์ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง แต่อยู่บนพื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้ง สส.ในระดับหนึ่งอย่างมีดุลภาพในช่วงเปลี่ยนผ่าน และช่วงที่จะใช้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญในระยะต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับหลักการสากลมากขึ้นและเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยที่ลดข้อจำกัดต่างๆ ลงให้มาก ดังนี้น่าจะแก้ปัญหาและอธิบายให้เป็นที่ยอมรับแก่ประชาชนและนานาชาติได้” สาระสำคัญในข้อเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญข้อที่ 16 ของ ครม.

ข้อเสนอที่ออกมาจาก ครม.ด้านหนึ่งมองได้ว่าไม่เป็นเรื่องใหม่แต่อย่างใด เพราะมีการเสนอมาให้กับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญชุดที่มี “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เป็นประธานมาแล้ว ซึ่งนำมาสู่การมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ที่มีอำนาจพิเศษในการแก้ไขปัญหาวิกฤตตามบทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญในเวลานั้น ก่อนที่สุดแล้วจะถูกคว่ำกลางที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เมื่อปลายปีที่ผ่านมา

มาในปัจจุบันเมื่อมองไปยังท่าทีของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ต้องยอมรับว่าเป็นไปในลักษณะไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธเสียทีเดียว โดยเลือกให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนภายใต้ท่วงทำนองของการดูกระแสจากสังคมภายนอกพอสมควรผ่านการอ้างว่าขอคุยกับวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีดูก่อน

ต้องไม่ลืมว่าก่อนหน้านี้ ประธาน กรธ.ยืนยันกับสาธารณะหลายครั้งว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่จำเป็นต้องมีกลไกพิเศษเพื่อแก้ไขวิกฤตเหมือน คปป. เพราะมองว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ตนเองและคณะ กรธ.ดำเนินการอยู่สามารถอุดช่องโหว่ได้หมด ประกอบกับมีศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่เป็นองค์กรชี้ขาดปัญหาและข้อถกเถียงทางรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องมีเครื่องมือพิเศษอีก แต่เมื่อ ครม.เสนอให้ กรธ.ควรใส่กลไกแก้ไขวิกฤตเอาไว้ คงเป็นเรื่องที่คณะ กรธ.กลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่ไม่น้อย

เพราะฉะนั้นจากท่าทีไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธดังกล่าว ทำให้มีแนวโน้มสูงพอสมควรว่าในร่างรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายที่จะต้องส่งให้ประชาชนลงประชามติว่าจะเห็นชอบหรือไม่ จะมีเนื้อหาที่ว่าด้วยประชาธิปไตยในระยะเปลี่ยนผ่านเอาไว้ เพียงแต่ขึ้นอยู่กับว่าคณะ กรธ.จะเลือกใช้แบบใด

1.กำหนดเป็นรูปแบบคณะกรรมการ แม้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับบวรศักดิ์จะไม่ผ่าน สปช. โดยมีเหตุผลส่วนหนึ่งมาจากการมี คปป. แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคณะ กรธ.จะปฏิเสธแนวทางนี้เสียทีเดียว เนื่องจากปัจจุบันสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้ผ่านร่างกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติและเตรียมส่งให้ ครม.ดำเนินการแล้ว

ทั้งนี้ อาจเป็นไปได้ที่คณะ กรธ.อาจหยิบนำโครงสร้างของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติมาใส่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ โดยให้มีหน้าที่ติดตามการปฏิรูปประเทศหลังจากร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ภายใต้ระยะเวลาที่กำหนดนอกเหนือไปจากงานประจำอย่างการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ เพียงแต่คณะกรรมการชุดนี้จะไม่มีอำนาจบริหารและนิติบัญญัติเหมือนกับ คปป. เพื่อไม่ให้เป็นเงื่อนไขในทางการเมือง

2.การเข้าไปสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งฝ่ายนิติบัญญัติ ในบทเฉพาะกาลร่างรัฐธรรมนูญฉบับคณะ กมธ.ยกร่างฯ มาตรา 277 กำหนดให้ ครม.ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำเนินการสรรหา สว. จำนวน 123 คน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 3 ปี ซึ่งคณะ กมธ.ยกร่างฯ ให้เหตุผลว่าเพื่อให้สอดรับการปฏิรูปประเทศภายใต้การขับเคลื่อนของ คปป.

อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้มีความเป็นไปได้น้อยและไม่มีความจำเป็นในทางปฏิบัติ เพราะสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สามารถทำหน้าที่ไปจนกว่าจะมี สว.ชุดใหม่ได้ ประกอบกับวุฒิสภามีเพียงหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายและเห็นชอบให้บุคคลดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ จึงควรให้ สว.มาจากการเลือกกันเองตามที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนด อย่างน้อยเพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นเป้าโจมตีว่ามีเจตนาต่อทอดอำนาจให้กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

3.รัฐบาลแห่งชาติ อาจจะดูว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ก่อนหน้านี้เคยมีการพยายามผลักดันกันมาแล้ว โดย“เอนก เหล่าธรรมทัศน์” และ “ประสาร มฤคพิทักษ์” สมาชิก สปช.ในเวลานั้น เสนอให้ สปช.ลงมติว่าจะเห็นด้วยกับการให้มีรัฐบาลปรองดองเพื่อการปฏิรูป เพื่อเป็นกลไกป้องกันและขจัดความขัดแย้งที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงหลังการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

หาก สปช.ลงมติเห็นชอบจะทำให้ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นคำถามประชามติอีกหนึ่งคำถาม แต่ปรากฏว่า สปช.ลงมติไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญไปก่อน ทำให้เรื่องรัฐบาลแห่งชาติเงียบหายไป อย่างไรก็ตามการกำหนดกลไกพิเศษด้วยการให้มีรัฐบาลแห่งชาติอาจเป็นทางออกที่ดูประนีประนอมกับทุกฝ่ายมากที่สุดภายใต้สถานการณ์เช่นนี้

ทั้งหมดนี้ ไม่ว่าคณะ กรธ.จะเลือกแนวทางไหน ย่อมส่งผลต่อความรู้สึกของประชาชนที่มีต่อการใช้สิทธิออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญทางใดทางหนึ่ง ดังนั้นบางทีทางออกที่ดีที่สุด คือ การไม่มีกลไกพิเศษทางตรง แต่วางกลไกพิเศษทางอ้อมที่ผูกไว้กับองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรก

 

ทักษิณโหนกระแส เปิดเกมต่อรอง คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 08:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/417648

ทักษิณโหนกระแส เปิดเกมต่อรอง คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“ผมเสนอให้มีการหารือหรือการพูดคุยกันก็ได้ ผมพร้อมแล้ว”

ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดตัวอย่างร้อนแรงผ่านการให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ วอลสตรีท เจอร์นัล และไฟแนนเชียลไทมส์ แบบรู้จังหวะ หลังระหกระเหินอยู่นอกประเทศนานกว่า 7 ปี

แม้ทักษิณจะขยายความว่า “ผมไม่ได้ตั้งเงื่อนไขล่วงหน้าใดๆ สำหรับตัวเอง ผมแค่ต้องการเห็นประเทศก้าวไปข้างหน้า คืนระบอบประชาธิปไตยแก่ประชาชน”

แต่ชัดเจนว่า “การเคลื่อนไหว” รอบนี้เสมือนเป็นการ “โหนกระแส” ทอดสะพานไปสู่การต่อรองบางสิ่ง ในจังหวะที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังสะบักสะบอมและต้องทำทุกอย่างเพื่อสกัดอุปสรรคที่จะมาขวางทางไม่ให้เดินหน้าต่อไปจนสุดปลายทางตามโรดแมปที่วางไว้

โดยเฉพาะกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่ถือเป็นด่านอันตรายจนอาจทำให้เส้นทางของ คสช. ต้องสะดุดได้ง่าย

ยิ่งหลังจาก มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เปิดโฉมร่างแรกรัฐธรรมนูญออกมา เสียงสะท้อนที่ได้รับออกจะดังไปในทางไม่เห็นด้วยมากกว่าเห็นด้วย

ไล่มาตั้งแต่เรื่องสิทธิที่หายไปจนถูกถล่มรุนแรง ยังไม่รวมกับเรื่องเงื่อนไขการเสนอชื่อนายกฯ 3 ชื่อของพรรคการเมืองที่วิเคราะห์ว่าจะเป็นการตีกรอบและอาจทำให้ถึงทางตันในอนาคตได้ ไม่ต่างจากระบบเลือกตั้ง สส. และการสรรหา สว. ที่ยังมีจุดอ่อนหลายจุดที่ถูกวิจารณ์

ปมต่างๆ เหล่านี้นำไปสู่การจุดกระแส “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจนถึงขณะนี้กระแสเริ่มขยายวงกว้างเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

แถมสัญญาณที่ปรากฏ เป็นไปได้สูงที่ กรธ.จะยอมปรับแก้แค่เรื่องสิทธิ ซึ่งนั่นย่อมทำให้เป็นเงื่อนไขที่กลุ่มต่างๆ จะหยิบยกมารณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

อันตรายตรงที่หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ แรงกระเพื่อมจะยิ่งก่อตัวมากขึ้นเรื่อยๆ กับเส้นทางต่อไปว่า คสช. จะหยิบยกรัฐธรรมนูญฉบับใดมาปัดฝุ่นหรือปรับแก้ก่อนประกาศใช้หรือจะร่างใหม่ เพื่อให้ทุกอย่างเดินไปสู่การเลือกตั้ง

ปัญหาสุ่มเสี่ยงแรงขึ้นหากสุดท้ายการเลือกตั้งจะต้องเลื่อนออกไปเกินปี  2560 ตามโรดแมปที่วางไว้

เริ่มตั้งแต่จะกระทบกับความเชื่อมั่นของรัฐบาล คสช. ส่งผลไปถึงปัญหาเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ที่จะวนกลับมาเป็นปัญหาซ้ำเติมเศรษฐกิจในภาพรวมที่ยังไม่มีสัญญาณว่าจะดีขึ้น

อีกด้านการยื้ออยู่ในตำแหน่งนานต่อไปย่อมไม่เป็นผลดีกับรัฐบาล คสช. ที่คะแนนนิยมกำลังลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ สะท้อนผ่านผลสำรวจล่าสุดของกรุงเทพโพลล์ ที่คะแนนความพึงพอใจการบริหารงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ในช่วง 1 ปี 6 เดือน ที่ผ่านมาเหลือเฉลี่ยเพียงแค่ 5.92 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน

สะท้อนการลดลงอย่างต่อเนื่องจากเดิมที่เคยสำรวจ เมื่อครบรอบ 1 ปีที่ได้ 5.94 คะแนน และรอบ 6 เดือนที่ได้ 6.20 คะแนน โดยเฉพาะรอบล่าสุดคะแนนด้านเศรษฐกิจอยู่คาบเส้นเพียงแค่ 5.04 คะแนน

สถานการณ์เวลานี้ค่อนข้างเปราะบาง หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปย่อมมีแต่จะฉุดให้ทุกอย่างย่ำแย่ลง ยิ่งใน บรรยากาศบ้านเมืองที่ยังไม่เห็นวี่แววความคืบหน้าของการปฏิรูป รวมทั้งการสลายความขัดแย้ง สร้างความสมานฉันท์ปรองดองให้เกิดขึ้น

สอดรับกับที่ ทักษิณ วิเคราะห์สถานการณ์ว่า รัฐบาลทหารไม่สามารถสร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่นได้ และร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ต้องการลดทอนอำนาจนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งนั้นพุ่งเป้าหมายที่ตัวเขา

สัญญาณต่างๆ เหล่านี้สะท้อนว่า ทักษิณพยายามเชื้อเชิญให้ คสช. หันมาพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกันให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ เมื่อด้านหนึ่งก็ต้องการหลักประกันว่าจะไม่มีกลุ่มต้าน กลุ่มค้าน มาคอยสร้างความปั่นป่วนในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน

ที่สำคัญการเปิดหน้าของทักษิณรอบนี้ยังเป็นจังหวะไล่เลี่ย และสอดรับไปกับที่ พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์วิพากษ์ร่างรัฐธรรมนูญ  เรียกร้องให้ประชาชนได้ตัดสินอนาคตอย่างอิสระภายใต้บรรยากาศที่เป็นธรรม และเคารพการตัดสินใจของประชาชนอย่างแท้จริง

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง ดีลรอบใหม่ นพดล ปัทมะ คนสนิททักษิณ ออกมาเบรกกระแสว่า ท่านเป็นหนูตัวเล็กๆ และคงไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร ขอผู้มีอำนาจอย่ากังวล ท่านต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหามากกว่าจะเป็นคนสร้างปัญหา และอยากเห็นประเทศมีประชาธิปไตยและเศรษฐกิจที่ดีโดยเฉพาะคนยากคนจนที่มีชีวิตที่ลำบาก

แต่สุดท้าย ก่อนที่กระแสฮั้วจะบานปลาย การพูดคุยถูกปิดประตูชัดเจน เมื่อ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ที่ปิดประตูพูดคุยชัดเจน พร้อมอธิบายว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎกติกา คือหากคุยได้ก็คุย แต่ถ้ายังติดคดีหรือมีปัญหา รัฐบาลในฐานะผู้รักษากฎหมายก็ไม่น่าจะคุยได้

ไม่แปลกที่รัฐบาลจะชิงปิดเกมพูดคุยก่อน เพราะด้วยสถานะ อำนาจในมือ และยังมีแผนตามโรดแมปที่ชัดเจน หากไปเป็นคนเจรจาด้วยตัวเองย่อมถูกมองว่าเป็นการฮั้วรอบใหม่ที่จะซ้ำเติมสถานการณ์ คสช.

ที่สำคัญจากท่าทีทั้งเรื่องเซตซีโร่และการนิรโทษฯ คงเป็นเงื่อนไขที่ คสช. ยากจะรับได้ และนั่นคงทำให้การเจรจายากจะหาข้อสรุปที่พึงพอใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย

 

แผนยุทธศาสตร์ชาติ เพิ่มแรงต้านอีกรอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/417073

แผนยุทธศาสตร์ชาติ เพิ่มแรงต้านอีกรอบ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นใหม่สำหรับมติของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่ให้ความเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ โดยตามขั้นตอน สปท.จะส่งให้กับคณะรัฐมนตรีเพื่อส่งมอบให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ดำเนินการพิจารณาออกเป็นกฎหมายต่อไป

เนื้อหาของร่างกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติที่เสนอโดยคณะกรรมาธิการด้านการบริหารราชการแผ่นดินของ สปท.มีทั้งสิ้น 61 มาตรา

โดยกำหนดให้คำว่า ยุทธศาสตร์ชาติ หมายความว่า “แม่บทหลักที่เป็นกรอบกำหนดนโยบายและแผนต่างๆ สำหรับการพัฒนาประเทศ กำหนดทิศทาง เป้าหมาย หรือแนวทางการพัฒนาประเทศ การบริหารราชการแผ่นดิน การจัดสรรงบประมาณ การจัดสรรทรัพยากร และเป็นแนวทางสำหรับการพัฒนาของภาคเอกชน และภาคประชาชน

เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน รวมทั้งมีอธิปไตย และเข้มแข็งในภาคประชาคมโลก อย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญครอบคลุมด้านความมั่นคงทางทหาร การเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม การปกครองท้องถิ่น การศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เศรษฐกิจ การเกษตร การอุตสาหกรรม การบริการ การเงิน การคลัง และงบประมาณ พลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การผังเมือง สาธารณสุข การคมนาคมและเทคโนโลยีการสื่อสาร สังคม ศิลปะ วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี”

เรื่องยุทธศาสตร์ชาติเป็นหนึ่งในประเด็นที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ย้ำมาตลอดว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยควรมียุทธศาสตร์ชาติ เพื่อกำหนดเป็นเข็มทิศให้กับประเทศไทยอย่างชัดเจน ซึ่งภายหลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ ส่งสัญญาณออกมา ปรากฏว่าได้รับการตอบสนองพอสมควร

นอกเหนือไปจากการที่ สปท.ได้เสนอร่างกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติแล้ว คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ก็ดำเนินการให้ยุทธศาสตร์เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมด้วย ผ่านการให้ยุทธศาสตร์ชาติมีสภาพบังคับอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญ ดังที่ปรากฏในมาตรา 157 ของร่างรัฐธรรมนูญ

“คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาซึ่งต้องสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติ และต้องชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบาย โดยไม่มีการลงมติไว้วางใจ ทั้งนี้ภายใน 15 วันนับแต่วันเข้ารับหน้าที่” เนื้อหาของมาตรา 157

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ร่างกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติที่เขียนเพื่อการพัฒนาประเทศ กลับมีหลายประเด็นที่ก่อให้เกิดคำถามเรื่องความเหมาะสมหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำนาจของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ

คณะกรรมการฯ มีจำนวน 25 คน ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ จำนวน 22 คน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 8 ปี โดยมีหน้าที่ไปจัดทำยุทธศาสตร์ชาติเพื่อให้รัฐสภาลงมติเห็นชอบ ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีอำนาจในการติดตามและการประเมินผลด้วย

ทั้งนี้ หากในกรณีที่คณะกรรมการฯ พบว่ายุทธศาสตร์ชาติไม่ได้รับการขับเคลื่อนจากหน่วยงานของรัฐ คณะกรรมการฯ จะมีอำนาจ 4 ประการ ซึ่งบัญญัติอยู่ในมาตรา 77 ของร่างกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ

1.กรณีไม่ได้ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ แต่ยังไม่เกิดความเสียหาย ให้คณะกรรมการฯ แจ้งให้หน่วยงานดังกล่าวปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติให้ถูกต้อง

2.กรณีพบว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ได้ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ซึ่งทำให้ประเทศชาติเกิดความเสียหายร้ายแรง แต่ไม่ปรากฏว่ามีการทุจริต ให้คณะกรรมการฯ เสนอวุฒิสภาเพื่อดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ

3.กรณีพบว่าผู้ใดหรือองค์กรใดของหน่วยงานรัฐไม่ได้ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ซึ่งทำให้ประเทศชาติเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง แต่ไม่ปรากฏการทุจริต ให้คณะกรรมการฯ เสนอคณะรัฐมนตรีดำเนินการต่อไป

4.กรณีไม่ได้ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติส่อไปในทางทุจริตหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ให้คณะกรรมการฯ ส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

อำนาจตามมาตรา 77 นี่เองที่อาจก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ในอนาคต เพราะกำลังจะเป็นอีกองค์กรหนึ่งที่เข้ามาทำหน้าที่ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีเพิ่มเติม จากเดิมที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับคณะ กรธ.ก็มีหลายมาตราที่ถือไม้เรียวคอยขู่รัฐบาล ถึงขั้นที่ “กษิต ภิรมย์” สมาชิก สปท.ออกมาตั้งข้อสังเกตว่าคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติมีลักษณะเหมือนกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.)

“อำนาจของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติมีอำนาจเหนือกว่าฝ่ายบริหารที่มาจากการเลือกตั้ง ดังนั้นการบอกว่าคณะกรรมการชุดนี้ไม่ใช่ คปป. ซ่อนรูปถือเป็นการหลอกตัวเอง อีกทั้งแผนยุทธศาสตร์ชาติไม่มีอะไรที่เป็นส่วนร่วมของประชาชนเลย หากแต่เป็นการเสริมอาณาจักรของข้าราชการ” ข้อท้วงติงของอดีต รมว.ต่างประเทศ กลางที่ประชุม สปท. เมื่อวันที่ 16 ก.พ.

ต้องไม่ลืมว่าสถานการณ์ทางการเมืองว่าด้วยการร่างรัฐธรรมนูญที่เผชิญอยู่ทุกวันนี้ก็ถือว่าสาหัสอยู่ไม่น้อย ไม่มีใครตอบว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติ ดังนั้นเมื่อมีอีกประเด็นร้อนอย่างยุทธศาสตร์ชาติเข้ามาผสมโรงด้วย แน่นอนว่าการเมืองในอนาคตย่อมเกิดความเขม็งเกลียวและจะเกี่ยวไปถึงการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

โค้งสุดท้ายร่างรธน. ปรับแก้…เพิ่มแต้มประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/416841

โค้งสุดท้ายร่างรธน. ปรับแก้...เพิ่มแต้มประชามติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หลังจากหมดเขตการรับแสดงความคิดเห็นที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ไปเมื่อวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา มาถึงช่วงนี้ถือเป็นจังหวะก้าวทางการเมืองที่สำคัญ เพราะจะเข้าสู่การเขียนร่างรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายเพื่อนำไปสู่การทำประชามติ

เรียกได้ว่าเป็นโค้งสุดท้ายที่ต้องจับตากันให้ดี

การทำงานของ กรธ.ยังไม่ได้ลงมือแก้ไขถ้อยคำทันที เนื่องจากอยู่ในระหว่างการประชุมเพื่อกำหนดแนวทางว่ามีประเด็นใดบ้างที่แก้ไขได้หรือแก้ไขไม่ได้ โดยจะประมวลตั้งแต่มาตรา 1 ไปจนถึงมาตรา 207 ซึ่งจะสิ้นสุดในช่วงต้นเดือน มี.ค. จากนั้นมีการเล็งกันว่าอาจต้องยกคณะไปต่างจังหวัดกันอีกรอบในช่วงกลางเดือน มี.ค. เพื่อปรับแก้ถ้อยคำของร่างรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ ตามกำหนดการจะสามารถเปิดเผยเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายในวันที่ 29 มี.ค.

สำหรับประเด็นที่ กรธ.เริ่มมองเห็นตรงกันว่าสามารถแก้ไขได้ คือ สิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งเตรียมจะนำเนื้อหาเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพของรัฐธรรมนูญปี 2550 มาพิจารณาว่าจะนำไปประยุกต์ใช้อย่างไรตามที่ภาคประชาสังคมต้องการให้ กรธ.เอารัฐธรรมนูญปี 2550 มาเป็นต้นแบบ

โดยล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ส่งความเห็นมาให้ กรธ.พิจารณาเพิ่มเนื้อหาสิทธิและเสรีภาพของประชาชนให้มีความชัดเจน และสร้างหลักประกันให้กับประชาชน ตรงนี้จึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ กรธ.เตรียมปรับปรุงเนื้อหาในส่วนนี้ให้ออกมาได้รับการยอมรับจากประชาสังคมมากที่สุด โดยเฉพาะการเพิ่มถ้อยคำที่ให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

เช่นเดียวกับการเพิ่มหมวดปฏิรูปประเทศ เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ กรธ.กำลังจะดำเนินการให้เกิดเป็นรูปธรรม ภายหลังวิป 3 ฝ่าย ได้แก่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และรัฐบาล มีความเห็นตรงกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรมีหมวดว่าด้วยการปฏิรูปประเทศเป็นการเฉพาะ เหมือนกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่มี “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เป็นประธาน

สาเหตุที่ กรธ.ยืนยันในหลักการแก้ไขเนื้อหาสิทธิเสรีภาพของประชาชนพร้อมกับเพิ่มหมวดปฏิรูปประเทศ มีเหตุผลเดียว คือ ต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ

ต้องยอมรับบทบัญญัติที่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพเป็นหัวใจสำคัญของรัฐธรรมนูญทุกฉบับ เพราะขนาดรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ในมาตรา 4 ยังต้องยืนยันหลักการเรื่องสิทธิเสรีภาพเอาไว้

“ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค บรรดาที่ชนชาวไทยเคยได้รับการคุ้มครองตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และตามพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้” เนื้อหาในมาตรา 4

เมื่อภาคประชาสังคมรู้สึกว่าหลักการสำคัญดังกล่าวถูกสั่นคลอน จึงเป็นเหตุผลให้แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และพร้อมจะลงประชามติไม่เห็นชอบ ด้วยสถานการณ์เช่นนี้เองส่งผลให้ กรธ.ไม่มีทางเลือก นอกจากการแก้ไขให้เป็นไปตามความต้องการ แม้ว่า กรธ.จะมั่นใจร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ตัวเองทำขึ้นมาไม่ได้ลดทอนสิทธิของประชาชนก็ตาม

ในทางกลับกันหาก กรธ.ยืนยันไม่ปรับเนื้อหาย่อมมีผลต่อเสียงการทำประชามติ ถึงขั้นอาจจะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ โดยต้องไม่ลืมว่าภาคประชาสังคมมีเครือข่ายค่อนข้างใหญ่ หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นส่วนใหญ่ก็ว่าได้ ซึ่งรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ผ่านประชามติมาได้ท่ามกลางกระแสคัดค้านของพรรคการเมืองบางพรรค ส่วนหนึ่งเป็นเพราะได้แรงสนับสนุนจากเครือข่ายประชาชน

ดังนั้น การจะช่วยให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยผ่านประชามติไปได้ ก็ต้องอาศัยพลังจากภาคประชาชนมาสู้กับฝ่ายการเมือง

อย่างไรก็ตาม การจะผลักดันให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านด่านประชามติ ต้องพึ่งพลังของ สนช.ด้วย

จริงอยู่ สนช.ไม่ได้เป็นองค์กรที่ให้คุณให้โทษกับร่างรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อ กรธ.กำหนดบทบาทให้ สนช.มีหน้าที่ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เพื่อพาประเทศไปสู่การเลือกตั้งในช่วงกลางปี 2560 ประกอบกับตลอด 2 ปีที่ผ่านมา สนช.ได้สร้างเครือข่ายในต่างจังหวัดไว้พอสมควร ผ่านโครงการ สนช.พบประชาชน ย่อมทำให้ กรธ.ต้องฟังเสียงของ สนช.ที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญอย่างตั้งใจมากขึ้น

โดยเร็วๆ นี้ตัวแทนของ สนช.เตรียมเข้าพบกับ กรธ. เพื่อชี้แจงและทำความเข้าใจถึงข้อเสนอของ สนช. มีความเป็นไปได้ที่หนึ่งในประเด็นที่จะถกแถลงแลกเปลี่ยนระหว่างกัน คือ ที่มาของ สว. ที่ กรธ.กำหนดให้มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม แต่ สนช.เห็นว่าน่าจะมาจากการสรรหา และการตัดสิทธิการลงสมัคร สส. และ สว. ของสมาชิก สนช. ในกรณีที่ไม่ได้ลาออกภายใน 90 วันนับตั้งแต่วันที่รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้

ทั้งหมดนี้เป็นทิศทางการทำงานของ กรธ. และการเคลื่อนไหวภายในของแม่น้ำ 5 สาย ก่อนที่จะได้เห็นบทสรุปอย่างเป็นทางการในช่วงปลายเดือน มี.ค.