ครม.ดันตั้งองค์กรแก้วิกฤต แนะเพิ่มสิทธิประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/416596

ครม.ดันตั้งองค์กรแก้วิกฤต แนะเพิ่มสิทธิประชาชน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ส่งข้อเสนอแนะให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญแล้ว โดยให้เพิ่มเรื่องสิทธิเสรีภาพประชาชนให้ชัดเจน รวมถึงการมีองค์กรแก้ปัญหาวิกฤตที่เกิดขึ้นด้วย พร้อมขอให้ร่นเวลาทำกฎหมายลูกให้เสร็จเพื่อประกาศเลือกตั้งตามโรดแมปในปี 2560

“วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เนื้อหาความเห็นนั้นพยายามหลีกเลี่ยงประเด็นทางการเมือง มาเน้นการบริหารราชการแผ่นดินให้ได้มากที่สุด และให้ความสนใจเกี่ยวกับการทำงานของรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ว่าจะทำงานได้หรือไม่อย่างไร

ทั้งได้รวบรวมความเห็นจากส่วนราชการทั้ง 20 กระทรวง ซึ่งเกี่ยวกับถ้อยคำที่ไม่มีความชัดเจน ส่งผลให้เกิดการตีความได้ รวมทั้งเรื่องเกี่ยวกับหมวดนโยบายแห่งรัฐ เช่น ปัญหาเกี่ยวกับการทำงบประมาณ การปกครองส่วนท้องถิ่น ระเบียบการบริหารราชการส่วนกลาง ภูมิภาค ท้องถิ่น ให้มีความชัดเจน ส่วนประเด็นเกี่ยวกับหน้าที่ของปวงชนชาวไทยนั้น ครม.ได้ขอให้เติมเนื้อหา เช่น ปวงชนชาวไทยต้องมีหน้าที่รักษาศิลปวัฒนธรรม ช่วยป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ดูแลสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ กรธ.เขียนเรื่องสิทธิชุมชน สิทธิพลเมือง สิทธิในความยุติธรรม ให้ชัดเจน ส่วนเรื่องกำหนดเวลา รัฐบาลเป็นกังวลว่า หากเดินไปตามยุทธศาสตร์ในบทเฉพาะกาล จะทำให้เวลาที่จะเดินไปสู่การเลือกตั้งนั้นยาวนานเกินไป จึงต้องการร่นเวลาเพื่อให้จัดการเลือกตั้งให้ได้ภายในปี 2560 ให้เป็นไปตามโรดแมปของรัฐบาล โดยเสนอ กรธ.ว่าอาจไม่ต้องออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญให้ครบทั้ง 10 ฉบับ แต่ให้ออกเท่าที่จำเป็นสำหรับการเลือกตั้ง จากนั้นจึงประกาศการเลือกตั้ง แล้วใช้เวลาระหว่างนั้นร่างกฎหมายที่เหลืออยู่

ขณะเดียวกัน ได้เสนอให้เพิ่มการปฏิรูปอีกหมวดในร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งในร่างแรกนี้กำหนดให้มีเพียงการปฏิรูปการศึกษาและตำรวจแต่ยังไม่ครอบคลุมเรื่องอื่นทั้งหมด เพราะนายกฯ เองก็ต้องการให้การปฏิรูปนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 4 แผน แผนละ 5 ปี เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการเดินหน้าประเทศ

สำหรับเรื่องสุดท้ายที่ได้แสดงความกังวลให้ กรธ.ทราบ คือให้คำนึงถึงเหตุการณ์ก่อนวันที่ 22 พ.ค. 2557 จึงต้องการให้ กรธ.นำปัญหาที่ผ่านมา มาวางแผนและมองปัญหาให้ทะลุ เพื่อให้เห็นถึงปมขัดแย้งของคนในชาติ ว่าเกิดจากเหตุใด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรม การเลือกปฏิบัติ สองมาตรฐาน ความเข้าใจไม่ตรงกัน รวมถึงเมื่อเกิดปัญหากลับไม่มีองค์กรหรือหน่วยงานใดเข้ามาทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาด ขอให้ กรธ.นำปัญหาเหล่านี้มาเขียนในรัฐธรรมนูญเพื่อตอบโจทย์ให้ได้ แต่ ครม.ไม่ได้มีข้อเสนอหรือความเห็นเกี่ยวกับองค์กรเหมือน คปป.หรือองค์กรพิเศษ แต่ขอให้ กรธ.ตอบให้ได้ว่า หากเกิดปัญหาเช่นในอดีต จะหาวิธีใดแก้ไข ส่วนจะแก้ได้หรือไม่เป็นอีกเรื่อง แต่เห็นควรมีบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้

วิษณุ แสดงความมั่นใจว่า ข้อเสนอแนะของรัฐบาลน่าจะมีน้ำหนัก เพราะที่ผ่านมาการกลั่นกรองของแต่ละกระทรวง ซึ่งผู้ปฏิบัติเสนอให้เติมเรื่องสิทธิเสรีภาพให้ครบ เรื่องงบประมาณให้ชัด หรือให้แก้เรื่องเกี่ยวกับทหารว่ากองทัพมีบทบาทในเรื่องการต่อสู้ การรบ การทำสงคราม รวมทั้งการพัฒนาประเทศ ซึ่งร่างแรกนี้บทบาทการพัฒนาหายไป จึงบอก กรธ.ให้เพิ่มเติม โดย ครม.ไม่ได้เสนอในทำนองวิพากษ์บาดหมางในเรื่องที่ฝ่ายการเมืองเห็นต่าง ดังนั้น กรธ.น่าจะรับฟัง เพราะไม่ขัดหลักคิดอะไร

ด้านการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เมื่อวันที่ 16 ก.พ.ได้เริ่มพิจารณาความคิดเห็นต่อการร่างรัฐธรรมนูญจากทุกฝ่ายอย่างเป็นทางการ ภายหลังสิ้นสุดการรับฟังความคิดเห็นตามกรอบเวลาเมื่อวันที่ 15 ก.พ.

การทำงานของ กรธ.เริ่มที่การประมวลความเห็นของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ซึ่งส่วนใหญ่เห็นว่ารูปแบบการจัดทำข้อเสนอแนะของ สนช.มีความชัดเจน เพราะ สนช.ได้ระบุมาว่าต้องการให้ กรธ.แก้ไขในประเด็นไหนบ้าง โดยมีมติของที่ประชุม สนช.มาเป็นตัวกำหนด

ทว่าสำหรับกรณีของ สปท.กลับพบว่าเป็นการเสนอแนะความคิดเห็นในนามของคณะกรรมาธิการสามัญของ สปท.แต่ละคณะ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติกับ กรธ.ทำให้ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ. กล่าวกับที่ประชุมว่า “ทำให้ไม่ถูก”

อย่างไรก็ตาม กรธ.จึงมีความเห็นว่าการที่ สปท.ไม่ได้จัดข้อเสนอแนะที่เป็นบทสรุปชัดเจนเหมือนกับของ สนช. หาก กรธ.ได้แก้ไขในประเด็นใดตามข้อเสนอแนะของ กมธ.ของ สปท.คณะใดคณะหนึ่ง อาจมีผลให้ กรธ.ถูกโจมตีจาก สปท.ได้ว่า กรธ.เลือกปฏิบัติ ดังนั้น ประธาน กรธ.เตรียมจะทำหนังสือถึง ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท. เพื่อขอความชัดเจนเกี่ยวกับข้อเสนอแนะของ สปท.ที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญต่อไป

นอกจากนี้ กรธ.ได้รับการประสานงานมาจาก สนช.ด้วยว่า สนช.จะขอส่งตัวแทนเข้ามาชี้แจงเนื้อหาที่ขอเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญต่อ กรธ.ด้วย โดยเตรียมจะกำหนดวันให้ชัดเจนอีกครั้ง

ทั้งนี้ การพิจารณาว่ามีเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญในประเด็นใดบ้างที่จะสามารถดำเนินการปรับปรุงอย่างเป็นทางการได้ ของ กรธ.ในเบื้องต้น มีความเห็นว่าควรดำเนินการใน 2 ส่วน ได้แก่ 1.สิทธิเสรีภาพของประชาชน และ 2.การจัดทำหมวดว่าด้วยการปฏิรูปประเทศในร่างรัฐธรรมนูญ

ในประเด็นของสิทธิเสรีภาพของประชาชน กรธ.มองเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า แม้ในหลักการของร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่ กรธ.บัญญัติขึ้น จะครอบคลุมและมีหลักประกันให้กับประชาชนเฉกเช่นรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 พ.ศ. 2550 หรือร่างรัฐธรรมนูญฉบับของ กมธ.ยกร่างฯ ที่มีบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน แต่เพื่อให้ทุกฝ่ายเกิดความสบายใจ กรธ.จะดำเนินการปรับปรุงเนื้อหาตามที่มีข้อเสนอเข้ามาให้ครอบคลุมหลักการสำคัญมากที่สุด

 

ตั้ง “สังฆราช” ระเบิดเวลารัฐบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 08:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/416579

ตั้ง "สังฆราช" ระเบิดเวลารัฐบาล

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ตกอยู่ในสภาพ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก” สำหรับรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่เวลานี้ “เผือกร้อน” ตกมาอยู่ตรงหน้า และยังไม่ทีท่าว่าจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร

ต้องยอมรับว่าประเด็นเรื่องการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชถือเป็นเรื่อง “อ่อนไหว” อย่างยิ่ง ท่ามกลางบรรยากาศที่น่าเป็นห่วงเมื่อคนในสังคมยังมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

หากรัฐบาลเลือกเดินทางใดทางหนึ่ง อาจสร้าง ความไม่พอใจให้กับอีกฝั่ง จนบานปลายกลายเป็นความรุนแรง ซ้ำเติมปัญหาความขัดแย้งให้กลับมา คุกรุ่น หรือถูกกลุ่มไม่หวังดีเข้ามาฉวยโอกาสนี้ปลุกปั่นสร้างสถานการณ์

ทางออกที่ประเมินกันว่ารัฐบาลคงจะใช้สูตรยื้อ ดึงเรื่องนี้ออกไปให้ได้นานที่สุด เพื่อไม่ต้องตกเป็น “จำเลย” แบกความรับผิดชอบจากผลของการกระทำก็ดูจะใช้ไม่ได้ผลเสียแล้ว

เมื่อล่าสุด พระเมธีธรรมาจารย์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร ในฐานะเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ได้นำพระสงฆ์และฆราวาสในนามเครือข่ายคณะสงฆ์และองค์กรภาคีพุทธบริษัท 4 ทั่วประเทศ (คสพ.) ออกมารวมตัวกันที่ลานหน้าองค์พระพุทธมณฑล

พร้อมออกแถลงการณ์ 5 ข้อ ซึ่งระบุว่าที่ประชุมคณะสงฆ์จากทั่วประเทศมีสังฆมติร่วมกัน ขอให้นายกฯ ดำเนินการดังนี้

1.ห้ามหน่วยงานภาครัฐเข้ามาก้าวก่ายเรื่องทางสงฆ์ ขอให้ทำหน้าที่อุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนาตามแบบอย่างบรรพบุรุษไทย

2.ขอให้รัฐบาลยึดถือธรรมเนียมปฏิบัติอันดีงามที่กระทำสืบกันมา คือ การดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับการปกครองคณะสงฆ์ ทางรัฐบาลจะต้องปรึกษาและได้รับความเห็นชอบจากมหาเถรสมาคมก่อน

3.ขอให้นายกฯ ยึดถือดำเนินการตามมติมหาเถรสมาคมที่มีการเสนอนาม สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช

4.ขอให้ทางรัฐบาลสั่งเป็นนโยบายให้หน่วยราชการปฏิบัติต่อคณะสงฆ์ด้วยความเคารพเอื้อเฟื้อ ไม่ข่มขู่คุกคามคณะสงฆ์ด้วยการใช้กฎหมาย

5.ขอให้บรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ

ปมร้อนรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อภิกษุสงฆ์ที่มารวมตัวกันที่พุทธมณฑล เกิดการกระทบกระทั่งกับเจ้าหน้าที่ทหารจากกองพันทหารช่างที่ 9 กองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ จ.กาญจนบุรี และตำรวจสถานีตำรวจภูธรพุทธมณฑลที่มาดูแลความสงบเรียบร้อย

ก่อนที่ทุกอย่างจะบานปลาย พระเมธีธรรมาจารย์จะเดินทางไปยังทำเนียบรัฐบาลเพื่อยื่นข้อเรียกร้อง ดังกล่าวกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งรัฐบาลรับปากว่าจะดูแลและประสานรายงานเรื่องนี้ไปยังนายกฯ หลังกลับจากสหรัฐอเมริกา

จากนี้จึงเป็นเรื่องที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะต้องชั่งน้ำหนักให้ดีว่าจะเดินต่อไปอย่างไร เพราะไม่ว่าจะเลือกอย่างไรก็เป็นปัญหา

ไม่ว่าจะเลือกเดินหน้าไปตามกระบวนการ หลังจาก มหาเถรสมาคม (มส.) มีประชุมลับเมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา พร้อมมีมติเสนอชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (สมเด็จช่วง) เพื่อสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช ก็ย่อมมีกระแสต่อต้านจากฝั่งที่คัดค้าน

โดยเฉพาะพระ พุทธะอิสระที่เคยยื่น 3 แสนรายชื่อ คัดค้านการแต่งตั้งพระสังฆราช ต่อ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ด้วยเหตุผลที่หยิบยกมาอธิบายว่า เป็นบุคคลที่ไม่พึงประสงค์ทางพระธรรมวินัย ด้วยพฤติกรรมที่ข้องเกี่ยวกับพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้ที่มีคดีทุจริตติดตัว และมีการเอื้อประโยชน์ช่วยเหลือกันมาช้านาน

คู่ขนานไปกับการเคลื่อนไหว ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่หยิบยกเรื่องคดีครอบครองรถหรูขึ้นมาดักคอว่าทำถูกกฎหมายหรือไม่ แม้กฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้ชัดเจน แต่ตามประเพณีปฏิบัติก็คงไม่สามารถหน้าที่ได้

แถมระบุว่าการเคลื่อนไหวเร่งรัดให้แต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ยังอาจเป็นการหมิ่นเหม่ก้าวล่วงพระราชอำนาจ

อีกด้านหนึ่งหากรัฐบาลดึงเรื่องการแต่งตั้งให้ทอดเวลานานออกไป หรือไม่ยอมทำตามมติของมหาเถรสมาคมไปตลอดจนอายุของรัฐบาลจนถึงปี 2560 ก็นานเกินไป ย่อมจะถูกกระทุ้งโดยกลุ่มของพระเมธีธรรมาจารย์ ที่เปิดหน้าเริ่มเคลื่อนไหว ให้ดำเนินตามมติของมหาเถรสมาคมโดยเร็ว อีกหลายระลอก

ทั้งหมดนี้ล้วนแต่ตอกย้ำความ  “เปราะบาง” ของสถานการณ์ที่เป็นอยู่ จำเป็นที่รัฐบาลจะต้องระมัดระวังในการตัดสินใจ ยิ่งในวันที่แต่ละฝักฝ่ายเปิดหน้าเตรียมเคลื่อนไหวตามจุดยืนของฝั่งตัวเอง

ถ้ารัฐบาลเลือกเดินไปทางใดทางหนึ่ง โดยไม่มีเหตุผล คำชี้แจง หรือหามาตรการบรรเทาความร้อนแรง หรือหาทางการสกัดการเคลื่อนไหว

สุดท้ายอาจนำไปสู่การปะทะกันของมวลชนรอบใหม่ ที่จะซ้ำเติมสั่นคลอนเสถียรภาพรัฐบาล คสช.อย่างรุนแรงจนส่งผลกระทบภารกิจต่างๆ ที่กำลังจะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีตามโรดแมปที่วางไว้

ไม่ว่าจะเป็นการร่างรัฐธรรมนูญ การปฏิรูป ตลอดจนการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นภายในปี 2560 รวมทั้งอาจกระทบไปถึงเส้นทางการลงจากอำนาจของ คสช.ด้วยอานุภาพของระเบิดเวลาลูกนี้

 

วัดใจ​ กรธ. กลไกพิเศษ จุดเสี่ยงรัฐธรรมนูญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 17:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/416517

วัดใจ​ กรธ. กลไกพิเศษ จุดเสี่ยงรัฐธรรมนูญ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

โค้งสุดท้ายของการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งขั้นตอนนับจากนี้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ​ (กรธ.) จะนำข้อเสนอจากแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาพิจารณาปรับปรุงให้แล้วเสร็จเป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์ภายในวันที่ 29 มี.ค. ก่อนจะไปชี้ขาดกันที่ด่านสุดท้ายกับการทำประชามติ

สัญญาณอันตรายเริ่มปรากฏอีกครั้งเมื่อข้อเสนอเกี่ยวกับกลไกพิเศษที่จะเข้ามาคลี่คลายสลายทางตันในกรณีเมื่อบ้านเมืองเกิดวิกฤตถูกปัดฝุ่นกลับมาใหม่อีกครั้ง

ล่าสุด หนึ่งในข้อเสนอจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ส่งถึง กรธ.ระบุชัดว่า “มีความจำเป็นที่ต้องมีกลไกเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตของประเทศ เฉพาะในกรณีที่ไม่มีบัญญัติของกฎหมายกำหนดแนวทางการดำเนินการไว้ หรือในกรณีที่สถาบันทางการเมืองไม่สามารถใช้อำนาจรัฐหรืออำนาจบริหารในการบริหารประเทศได้

ควรกำหนดให้มีกลไกที่เป็นที่ยอมรับของสังคมเพื่อทำหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาวิกฤตของประเทศดังกล่าว โดยให้เป็นอำนาจของรัฐสภา หรือวุฒิสภาในกรณีที่ไม่มีสภาผู้แทนราษฎร หรือมีสภาผู้แทนราษฎรแต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ แล้วแต่กรณีที่จะวินิจฉัยว่าสถานการณ์ใดที่จะถือว่าเป็นวิกฤตของประเทศ

และหากปรากฏว่ารัฐสภาหรือวุฒิสภาแล้วแต่กรณีมีคำวินิจฉัยว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นวิกฤตของประเทศแล้วให้เป็นอำนาจของประธานศาลรัฐธรรมนูญ ในการเรียกประชุมร่วมกันของผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ประธานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ปลัดกระทรวงกลาโหม และบุคคลอื่นใดตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด โดยให้ที่ประชุมดังกล่าวมีอำนาจในการบริหารจัดการสถานการณ์เพื่อให้สถานการณ์กลับคืนสู่สภาวะ ปกติโดยเร็ว

ทั้งนี้ หากจำได้ กรธ.เคยประกาศชัดเจนว่าจะไม่มีองค์กรในทำนองเดียวกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) แบบร่างของ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ แต่จะใช้องค์กรที่มีอยู่แล้วทำหน้าที่ไป เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อมีเหตุการณ์ที่ถึงทางตันมีข้อขัดแย้งทางการเมือง หรือทางรัฐธรรมนูญ ก็ให้ศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่ไป

ปัญหาอยู่ที่ คปป.ถูกมองว่าเป็นช่องทางสืบทอดอำนาจของ คสช.ที่จะมีบทบาทเข้ามาแทรกแซงการบริหารของรัฐบาล และการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน จนว่ากันว่านี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับบวรศักดิ์ถูกคว่ำในชั้นของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)

ครั้งนั้นเนื้อหาเกี่ยวกับ คปป.ถูกบัญญัติไว้ในบทเฉพาะกาล มาตรา 280 วรรค 2 ภายใน 5 ปี นับแต่วันประกาศใช้ รัฐธรรมนูญนี้ ถ้ามีความจำเป็นเพื่อรักษาความเป็นเอกราชของชาติบูรณภาพแห่งดินแดน หรือเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อย หรือความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือมีกรณีที่เกิดความขัดแย้งอันอาจนำไปสู่ความรุนแรงขึ้นในประเทศ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร ทั้งการดำเนินการตามปกติของสถาบันทางการเมือง ตามรัฐธรรมนูญ และคณะรัฐมนตรีไม่อาจดำเนินการเพื่อยุติกรณีดังกล่าวได้

“คปป.มีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3  ของกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ มีอำนาจใช้มาตรการที่จำเป็นสำหรับจัดการสถานการณ์ดังกล่าวแทนได้ ภายหลังจากที่ได้มีการปรึกษาหารือกับประธานศาลรัฐธรรมนูญ และประธานศาลปกครองสูงสุดแล้ว ทั้งนี้เพื่อให้สถานการณ์กลับคืนสูสภาวะปกติโดยเร็ว”

แรงต้านในครั้งนั้นทำให้ กรธ.ชุดนี้พยายามหลีกเลี่ยงไม่เดินซ้ำรอย ทั้งที่อาจจะขัดแย้งกับท่าทีความต้องการของ คสช.ที่ต้องการให้มีองค์กรลักษณะนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นหลักประกันว่าบ้านเมืองจะไม่วนกลับไปสู่ทางตันเหมือนที่ผ่านมา

“ผมไม่เข้าใจว่าทำไมต้องไปห่วงเรื่อง คปป. ผมบอกตั้งหลายครั้งแล้วว่า คปป.ทำหน้าที่อะไร มันก็เป็นเพียงร่มๆ หนึ่งเท่านั้นเอง” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ระบุ

ที่สำคัญหากพิจารณาข้อเสนอของ สนช.นั้นให้เหตุผลสนับสนุนกับการตั้งองค์กรพิเศษว่า มาตรา 207 ของร่างรัฐธรรมนูญ​ฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ นั้นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้เพียงแค่กรอบอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 205 เท่านั้น ไม่สามารถนำหลักการในมาตราดังกล่าวมาใช้บังคับเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาวิกฤตของประเทศได้

​นี่จึงอาจเป็นช่องโหว่ที่ กรธ.ต้องกลับมาทบทวนอีกครั้ง ยิ่งสัญญาณล่าสุด มีชัย ระบุชัดว่า หากไม่มีคนเสนอเรื่องกลไกพิเศษ ก็ไม่ต้องเพิ่มอะไรที่เป็นสาระสำคัญ เว้นแต่มีคนเสนอด้วยเหตุผล กรธ.ก็พิจารณาได้ แต่ยังไม่เห็นว่าเขาเสนอมาอย่างไร ตอบไม่ได้ ต้องขอไปดูข้อเสนอก่อนวิจารณ์

แม้ว่ากลไกพิเศษนี้จะเป็นหลักประกันเบื้องต้นว่าทุกอย่างจะไม่ไปสู่ทางตัน แต่ก็ต้องแลกมาด้วยแรงเสียดทาน เสียงต้านคัดค้าน ข้อกังขาเรื่องการสืบทอดอำนาจ

สุดท้ายนี่จะเป็นการวัดใจของ กรธ.ว่าจะเลือกจัดการกับเผือกร้อนในมือรอบนี้อย่างไร เมื่อเรื่องนี้ถือเป็นปมสำคัญและเปราะบาง หากตัดสินใจผิดพลาดอาจส่งผลทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องถูกคว่ำในการทำประชามติ และสร้างความเสียหายให้กับความเชื่อมั่นของ คสช.​อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง​

 

กรธ.ถอยเรื่องสิทธิ ไม่แก้ปมการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/416131

กรธ.ถอยเรื่องสิทธิ ไม่แก้ปมการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ครบกำหนดเส้นตาย​ 15 ก.พ. ที่ภาคส่วนต่างๆ จะส่งความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อร่างรัฐธรรมนูญกลับมายังกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ​ (กรธ.) เพื่อพิจารณาปรับปรุงแก้ไขออกมาเป็นร่างสุดท้ายก่อนนำไปทำประชามติ​ต่อไป

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์และข้อเสนอแนะต่างๆ นานา จากหลายฝ่าย ประเด็นเดียวที่ กรธ.มีแนวโน้มจะยอมปรับแก้ตามคำเรียกร้องคือเรื่องสิทธิเสรีภาพที่หายไป จนถูกถล่มว่าเนื้อหาเรื่องสิทธินั้นล้าหลังกว่าฉบับก่อนๆ ทั้ง 2540 และ 2550

รวมทั้งยังล้าหลังกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปของ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญที่แม้จะมีจุดท้วงติงในหลายเรื่อง แต่ก็มีจุดเด่นรื่องสิทธิ แต่สุดท้ายมีอันต้องสะดุดถูกคว่ำในชั้นสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)

ไม่แปลกที่เครือข่ายภาคประชาชน นักวิชาการ จะออกมาตั้งป้อมถล่มร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะเรื่องสิทธิถือเป็นเรื่องใหญ่ที่มีการต่อสู้เรียกร้องกันมานานกว่าจะมีการเขียนรองรับเรื่องสิทธิต่างๆ ไว้ในกฎหมายสูงสุดของประเทศ

แถมต่อมายังเป็นกลไกที่ใช้ในการต่อสู้เคลื่อนไหวเรื่องสิทธิที่มีพลัง และหลายกรณีถึงขั้นนำไปต่อสู้และได้รับชัยชนะจนกลายเป็นบรรทัดฐานให้กับการต่อสู้ของภาคประชาชน

เริ่มตั้งแต่หมวด 1 บททั่วไป เรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคล ย่อมได้รับความคุ้มครองนั้น ในร่างรัฐธรรมนูญกลับตัดออกทั้งมาตรา

รวมทั้งการใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กร ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ และเสรีภาพ ที่ถูกตัดออก เช่นเดียวกับ “สิทธิชุมชน ชุมชนท้องถิ่น ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม” ที่ถูกออกจากการมีส่วนร่วมจัดการ บำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุล

สิทธิต่างๆ ที่หายไปนั้นแม้ทาง กรธ.จะพยายามชี้แจงว่าเป็นเรื่องของการเขียนรับรองในภาพกว้าง ไม่ให้เขียนห้ามไว้ก็สามารถทำได้ แต่ทางเครือข่ายภาคประชาชนโต้แย้งให้เห็นถึงความแตกต่าง โดยเฉพาะเรื่องสิทธิชุมชนที่ทดแทนกันไม่ได้

ประเด็นนี้นำไปสู่การปลุกกระแสคว่ำรัฐธรรมนูญที่มาแรงขึ้นเรื่อยๆ หาก กรธ.ยังไม่ปรับแก้โอกาสที่ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ผ่านประชามติย่อมเป็นไปได้สูง เพราะแค่เครือข่ายภาคประชาชนกลุ่มต่างๆ ทั่วประเทศก็มีฐานมวลชนกลุ่มใหญ่ที่จะสามารถชี้เป็นชี้ตายได้

แถมการปรับแก้ไขในประเด็นเรื่องสิทธิยังได้ภาพการรับฟังความคิดความเห็นจากกลุ่มต่างๆ ไม่ดึงดันเดินตามแนวคิดของตัวเองหรือมีธงล่วงหน้าจนไม่อาจยอมแก้ไข อีกทั้งเรื่องสิทธิเป็นเรื่องของประชาชนทุกคนการยอมแก้จึงมีแต่ได้กับได้

ต่างจากประเด็นอื่นๆ ที่ กรธ.คงไม่คิดแก้ไขเพราะจะสร้างความยุ่งยาก หรือทำให้ร่างรัฐธรรมนูญมีปัญหาไม่ได้รับการยอมรับมากขึ้น

เริ่มตั้งแต่ระบบเลือกตั้งที่ถูกถล่มอย่างรุนแรง โดยเฉพาะลงคะแนนบัตรเดียวเลือกตั้ง สส.เขต สส.บัญชีรายชื่อ และนายกรัฐมนตรี ล่าสุด สนช.​เสนอให้เปลี่ยนเป็นการลงคะแนน 2 บัตร และใช้ระบบเขตใหญ่เรียงเบอร์ 3 คนต่อหนึ่งเขต เพื่อลดการซื้อเสียงและเพิ่มทางเลือกให้ประชาชน

แต่ในมุมของ กรธ.ระบบเลือกตั้งถือเป็นกลไกใหญ่ที่อุตส่าห์คิดค้นกันมาเพื่อไม่ให้ทุกคะแนนสูญเปล่า หากยอมปรับแก้ย่อมไม่ตอบโจทย์ ที่ให้พรรคใดพรรคหนึ่งมีเสียงข้างมากเด็ดขาด

อีกทั้งหากปรับแก้ตอนนี้ย่อมต้องกระทบไปถึงกลไกการทำงานเพื่อเตรียมการเลือกตั้งที่จะต้องปรับแผนกันใหม่หมด ตั้งแต่กฎหมายลูกไปจนถึงกฎระเบียบและการวางแผนเตรียมการของกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่อาจกระทบถึงกรอบเวลาเลือกตั้ง 2560

ขณะที่ระบบการคัดสรร สว.ที่จะมาจากการเลือกไขว้ระหว่างกลุ่ม ที่มีเสียงค้านว่าจะได้คนไม่มีประสิทธิภาพ เพราะให้คนที่ไม่รู้จักกันมาเป็นคนเลือก จึงอาจเปิดช่องให้เกิดการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มได้

แต่หาก กรธ.ยอมเปลี่ยนกลับไปใช้ระบบสรรหาแบบเดิมนั้น ย่อมถูกครหาว่ามีเป้าหมายแอบแฝง หวังดันกลุ่มคนของ คสช. หรือใครที่ไว้วางใจเข้ามารับตำแหน่ง สว.ชุดแรก

แม้ สว.ชุดนี้จะไม่มีอำนาจถอดถอน แต่ก็ยังคงอำนาจในการแต่งตั้งองค์กรอิสระ ที่ถือเป็นกลไกสำคัญที่มีบทบาทและอำนาจไม่น้อย ในระบอบการปกครองตามร่างรัฐธรรมนูญใหม่

เช่นเดียวกับ นายกฯ คนนอก ที่แก้ลำด้วยการโยนให้พรรคการเมืองเป็นผู้เสนอรายชื่อคนที่จะมาเป็นนายกฯ อย่างน้อย 3 ชื่อ ที่ถูกมองว่าสุดท้ายจะกลายเป็นการล็อกตัวเองในอนาคต และทำให้เกิดปัญหาถึงทางตันได้ไม่ต่างจากอดีตแต่ กรธ. ย่อมไม่อาจปรับแก้เพราะถือเป็นการลบข้อครหาเรื่องนายกฯ คนนอก

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหากดูสัญญาณจากฝั่ง คสช.จะเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นที่ยอมรับของ คสช.ที่พร้อมจะผลักดันไปจนสุดทาง ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ที่ออกมาสนับสนุนต่างจากร่างรัฐธรรมนูญของ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่สุดท้ายถูกคว่ำในชั้น สปช.ยังไม่รวมกับการเตรียมแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราว เพื่อทำความชัดเจนในเกณฑ์ประชามติ

ทั้งหมดสะท้อนตรงกันว่า คสช.พยายามผลักดันร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ให้เป็นที่ยอมรับและประกาศใช้ได้สำเร็จ  ​

 

ถอยหลังตั้งหลัก หรือเดินหน้าลงเหว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:36 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/415685

ถอยหลังตั้งหลัก หรือเดินหน้าลงเหว

โดย..อุเทน ชาติภิญโญ

ประเด็นร้อนแรงและได้รับความสนใจมากที่สุดในช่วงนี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกของ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มี คุณมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน พร้อมด้วยกรรมการรวม 21 คน ซึ่งได้เผยโฉมออกสู่สาธารณะเมื่อช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา

เพียงสัปดาห์เศษร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกของ กรธ.ที่อวดว่าเป็นฉบับที่ป้องกันการทุจริต มีบทลงโทษผู้กระทำความผิดที่เข้มงวด หรือที่คุณมีชัยและคณะบอกว่าเป็น “ฉบับปราบโกง” ก็ถูกชำแหละจากหลายฝ่ายจนแทบไม่เหลือชิ้นดี อย่างผมเองก็มีน้องๆสื่อมวลชนมาสอบถามความคิดเห็น และนำไปเสนอเป็นข่าวหลายครั้งในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา

สิ่งที่ผมเป็นห่วงเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ใช่เรื่องกระบวนการเขาสู่ตำแหน่งของนักการเมือง หรือการเลือกตั้ง ส.ส. ที่มีความพยายามออกแบบให้ผิดแผกแตกต่างไปจากรูปแบบการเลือกตั้งในอดีตที่ผ่านมา มีการตั้งชื่อด้วยว่าเป็นแบบแบ่งสรรปันส่วน ซึ่งว่ากันว่ากฎระเบียบต่างๆจะไม่เอื้ออำนวยให้แก่พรรคการเมืองขนาดเล็ก จุดนี้แม้ว่าผมจะเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองเล็กๆ แต่ก็ยอมมองข้ามไป และก็เช่นเดีย

ที่ยกตัวอย่างขึ้นมาก็เพื่อจะบอกว่า ในฐานะนักการเมืองคงต้องจำใจสามารถมองข้ามเนื้อหาบางส่วนในร่างรัฐธรรมนูญของคุณมีชัยไป แม้จะได้รับผลกระทบโดยตรงก็ตาม แต่ก็มีเนื้อหาหลายส่วนที่ไม่ควรปล่อยให้ผ่านไป ตรงนี้อยากจะพูดในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง และอยากจะชี้ให้ท่านผู้อ่านในฐานะหุ้นส่วนประเทศเห็นถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หากบทบัญญัติหลายส่วนของร่างรัฐธรรมนูญผ่านไปจนมีการประกาศใช้

ส่วนแรกที่อยากพูดถึงคือ ในหมวด 15 ที่เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ คงจำกันได้ว่า หมวดเดียวกันนี้ในรัฐธรรมนูญปี 2550 ได้สร้างความวุ่นวายขนาดไหนเมื่อสมัยรัฐบาลชุดที่แล้ว ทั้งที่รัฐธรรมนูญฉบับนั้นเปิดทางให้สามารถแก้ไขได้ มาวันนี้ในร่างของ กรธ.กลับกำหนดเงื่อนไขไว้อย่างซับซ้อน จนมองได้ว่าแก้ไขได้ยาก หรือแทบเป็นไปไม่ได้เลย ใครคิดจะเสนอหรือร่วมลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ สุ่มเสี่ยงที่จะถูกตั้งข้อหาล้มล้างการปกครอง หรืออาจถูกขัดขวางได้ง่ายโดย ส.ส.หรือ ส.ว.เพียงไม่กี่คน ถึงวันนั้นไม่รู้จะวุ่นวายแค่ไหน สุดท้ายเมื่อมีความจำเป็นต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญในอนาคต ก็ต้องพึ่งวิธีรัฐประหารเข้ามาฉีกทิ้งทั้งฉบับเท่านั้น

อีกส่วนที่น่ากลัวและเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ก็เรื่อง “องค์กรอิสระ” ในร่างของคุณมีชัยมีการตัดทอนและเพิ่มเติมจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และปี 2550 พอสมควร ส่วนที่น่ากัวคิอการเพิ่มอำนาจต่างขององค์กรเหล่านั้น โดยเฉพาะ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ที่ถึงกับแยกเป็นหมวดเฉพาะในออกมาในหมวดที่ 11 ขณะที่ศาลอื่นๆอยู่ในหมวดที่ 10 ส่วนองค์กรอิสระที่เหลืออยู่ในหมวดที่ 12 สะท้อนว่า กรธ. “ให้ความสำคัญ” กับศาลรัฐธรรมนูญมาก จนเป็นอำนาจที่ 4 ที่ขึ้นมาคานอำนาจ “เสาหลักประชาธิปไตย” ที่ควรมีอยู่เพียง 3 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ

เมื่อมองลึกลงไปยังมีการเพิ่มอำนาจ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ให้ตีความได้แบบครอบจักรวาล อาจจะพูดได้ว่า มีอำนาจมากจนอยู่เหนือเสาหลักอื่นๆเลยด้วยซ้ำ

ขณะที่องค์กรอิสระอื่นๆก็มีการเพิ่มอำนาจในหลายส่วน เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งอาจเข้ามาก้าวก่ายการบริหารงาน การใช้จ่ายงบประมาณ ตลอดจนเรื่องการตรากฎหมายต่างๆ ที่เป็นการจ้องจับผิดนักการเมือง โดยที่ไม่สนใจเลยว่า ที่มาของผู้บริหาร และระบบขององค์กรเหล่านั้นย่ำแย่ขนาดไหน อีกทั้งผลงานในอดีตขององค์กรเหล่านี้ก็สร้างปัญหามาโดยตลอดหลังจากที่ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญปี 2540 หลายๆกรณี คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) หรือ สตง.สร้างความเคลือบแคลงสงสัยให้แก่สังคมมากกว่าที่จะแก้ปัญหา

ในความเป็นจริง คสช.ควรถือโอกาสนี้ปฏิรูป หรือยุบทิ้งบรรดาองค์กรอิสระไปเสียด้วยซ้ำ ทั้งในเรื่องที่มาที่ให้คนเพียงไม่กี่คนคัดเลือก ในเรื่องผลงานก็ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรจะเป็น ผู้บริหารบางองค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบการทุจริต กลับมีคดีหรือข้อกล่าวหาเกี่ยวการทุจริตเสียเอง ทั้งอดีตผู้ว่า สตง. และอดีตกรรมการ กกต. เป็นต้น เรื่องที่ถูกกล่าวหาก็เป็นเรื่องการหาผลประโยชน์ให้ตัวเองและคนรอบข้าง ตรงนี้สะท้อนว่า คนเหล่านี้ยังมีความโลภโมโทสัน ไม่ควรได้รับการยกย่องให้เป็น “อรหันต์” มาทำหน้าที่ชี้ชะตาคนอื่น

เรื่อง “วิจารณญาณ – ดุลยพินิจ” ก็น่าเป็นห่วง หลายเรื่องวินิจฉัยแบบค้านสายตา ตลอดจนไม่ได้เป็นไปตามหลักการอำนวยความยุติธรรมอย่างแม้จริง อย่างล่าสุดกรณีที่ศาลฎีกาตัดสินจำคุก อดีตเจ้าหน้าที่ กกต. และอดีตนักการเมืองในคดีพรรคไทยรักไทยถูกกล่าวหาว่าจ้างวานพรรคเล็กลงสมัครเลือกตั้งเมื่อปี 2549 โดยที่ก่อนหน้านั้นศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ที่ถูกกล่าวหาเป็นผู้สั่งการ ก็ชี้ให้เห็นว่าพยาน-หลักฐานในคดีนี้มีน้ำหนักไม่เพียงพอที่จะเอาผิดพรรคไทยรักไทยที่ถูกกล่าวหาว่าจ้างวานพรรคเล็ก แต่กลับกลายมีน้ำหนักให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคและตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคทั้ง 111 คนไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อผลออกมาเช่นนี้ย่อมสร้างความสับสนอย่างมากในบรรทัดฐานของศาลยุติธรรมกับศาลรัฐธรรมนูญ โดยที่ไม่มีใครรู้ข้อเท็จจริงว่าใครกันแน่เป็นผู้จ้างวานพรรคเล็กให้ลงสมัคร และใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังคำให้การของพยานและจำเลยที่ถูกตัดสินว่ามีความผิด หรืออาจมีขบวนการสร้างพยานเท็จขึ้นมาจากฝ่ายตรงข้าม หรือผู้ถูกกล่าวหาอาจกระทำผิดจริงกันแน่

หากมีการเพิ่มอำนาจให้องค์กรอิสระตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของ กรธ.แล้วเราจะเชื่อมั่นความถูกต้องชอบธรรมได้ขององค์กรเหล่านี้ได้อย่างไร ดังนั้นเราจึงไม่ควรหลอกตัวเองว่าจำเป็นต้องมีองค์กรเหล่านี้อยู่ เพราะประเทศไทยยังไม่พัฒนาไปถึงขนาดมีองค์กรใดมาทำหน้าที่อย่างอิสระโดยขาดการถ่วงดุลจากองค์กรอื่นๆ

ไล่เรียงมาทั้งหมด ก็อยากบอกให้ทุกคนตั้งสติและรู้เท่าทันเรื่องราวของบ้านเมืองเรา ที่เป็นไปในลักษณะมีบางกลุ่มบางพวกพยายามสร้างมายาคติ สร้างผู้ร้าย สร้างสถานการณ์ต่างๆ ผ่านกลไกที่เป็นกติกาสูงสุดซึ่งเรียกกันว่า “รัฐธรรมนูญ” โดยเฉพาะในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ดูเหมือนว่ามีขบวนการสมคบคิด สร้างสถานการณ์ทำให้เกิดความขัดแย้ง ในลักษณะ “แบ่งแยกแล้วปกครอง”

แล้วเราก็น่าจะตั้งคำถามกันว่า ที่ผ่านมากว่า 80 ปีมีรัฐธรรมนูญมากี่ฉบับ ทั้งหมดก็ร่างโดยนักการเมือง และ “นักกฎหมายใหญ่” ของประเทศ เกือบทุกครั้งก็ร่างภายใต้การปกครองของ “คณะรัฐประหาร” ซึ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายสูงสุดที่ออกมาก็ยังไม่เห็นทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองดีขึ้นแต่อย่างใดเลย

เคยมีคนบอกว่า คนไทยเรา บางทีก็ยกย่องชื่นชมคนผิดๆ ซึ่งก็เป็นจริง หลายคนได้รับโอกาสอยู่ในอำนาจ กำหนดทิศทางประเทศ แต่ก็ไม่เห็นทำให้ประเทศดีขึ้น ต้องถามว่าเพราะอะไร ไม่มีความสามารถอย่างที่ผู้คนยกย่องกัน หรือไร้คุณธรรมจนทำทุกอย่างตามใบสั่ง โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อบ้านเมืองหรือลูกหลานในอนาคต อย่างร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ผ่านมือคุณบวรศักดิ์ จนมาถึงคุณมีชัย และขาดไม่ได้ คุณวิษณุ เครืองาม มือกฎหมายของ คสช. ทั้ง 3 คนล้วนได้รับการยกย่องว่าเป็น “มือกฎหมายประเทศไทย” อยู่ทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังการร่างรัฐธรรมนูญมาหลายฉบับในอดีต เฉพาะคุณมีชัยในรอบเกือบ 30 ปีมานี่ ร่วมร่างทั้งแบบถาวรและชั่วคราวมาแล้วอย่างน้อยๆ 5 ฉบับ โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญฉบับปี 2534 ซึ่งทำให้เกิดเหตุการณ์สำคัญเมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 และรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ที่ทำให้คนไทยแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ตลอดกันแบบไม่รู้จบ ก่อนที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเข้ามา

ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เชื่อมั่นในความตั้งใจจริงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า  คสช.ที่ต้องการนำชาติผ่านพ้นวิกฤตความขัดแย้งและนำไปสู่การปฏิรูป แต่เกือบ 2 ปีมานี่ก็ยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ว่าเหตุใด พล.อ.ประยุทธ์ จึงไปดึงเอาคนเหล่านี้เข้ามามีส่วนร่วมในช่วงสำคัญของประเทศ ทั้งยังวางบทบาทสำคัญในการกำหนดกติกาสูงสุดของประเทศอีกด้วย

ทั้งๆที่เราเป็นประชาธิปไตยมาก่อนใคร เมืองขึ้นต่างชาติก็ไม่เคยเป็น แต่ประเทศไทยกลับเจริญลงๆ จนเพื่อนบ้านรอบประเทศที่เคยมองว่าห่างกันเป็นสิบปีไล่ตามทัน และบางประเทศเกือบจะแซงเราไปแล้วด้วยซ้ำ วันนี้เรากล้าพูดหรือไม่ว่าเราเป็น “ผู้นำอาเซียน” ที่เห็นพูดกันก็คือเราเป็น “ศูนย์กลางอาเซียน” ตามภูมิศาสตร์เท่านั้น

คงต้องถามแบบวัยรุ่นว่า “เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร??” เพราะใครกันที่ทำ หรือเป็นเพราะระบบการปกครอง แล้วรัฐธรรมนูญ หรือประชาธิปไตยแบบไหนที่เหมาะกับเรา ที่จะทำให้ประเทศเราพัฒนาจริงๆเสียที

ถ้าถามผม ก็คงต้องบอกว่า เราควรถอยหลังตั้งหลักให้มั่นกันเสียก่อน อย่าพยายามเดินหน้าโดยที่รากฐานยังไม่มั่นคง หรืออือออตามแบบที่บางคนบางกลุ่มอยากให้เป็น เรื่องรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายสูงสุด จริงอยู่ต้องมีความเป็นสากล เพื่อให้นานาชาติยอมรับ แต่ก็ต้องคำนึงถึงบริบทที่แตกต่าง ความพร้อมในด้านต่างๆของเราด้วย โดยเฉพาะเรื่องบุคคลที่ทำหน้าที่ในตำแหน่งสำคัญต่างๆ อย่างองค์กรอิสระที่กล่าวถึงไปข้างต้น

ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ย้อนไปหยิบเอาฉบับก่อนปี 2540 มาใช้ก่อน ค่อยๆปรับค่อยๆจูนกันไป ศึกษา สร้างการเรียนรู้ พัฒนาไปพร้อมๆกัน ไม่ใช่ดันทุรังใช้กฎกติกาที่บางคนบางกลุ่มกำหนด แล้วสุดท้ายเราก็มาทะเลาะกัน คนกลุ่มเดิมก็ใช้เป็นข้ออ้างเข้ามาฉีกกติกา และร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้เราทะเลาะกันอีกไม่รู้จบสิ้น กลายเป็นวัฎจักรหรือวงจรอุบาทว์อยู่แบบนี้

ควรถามตัวเองว่าจะทนอยู่แบบนี้ หรือต้องรู้เท่าทันให้มากขึ้น พอกันทีกับประชาธิปไตยจอมปลอม ลองคิดกันดูนะครับ.

 

ย้ำเกณฑ์ประชามติ คสช.ดันรัฐธรรมนูญเต็มสูบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/415681

ย้ำเกณฑ์ประชามติ คสช.ดันรัฐธรรมนูญเต็มสูบ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เคาะเบื้องต้นวันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ จะเป็นวันที่ 31 ก.ค. และให้ขยายเวลาปิดหีบลงคะแนนยาวออกไปจากเดิมถึงเวลา 16.00 น.

ล่าสุด ที่ประชุมเตรียมความพร้อมการทำประชามติ ซึ่งมี วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีมติเห็นชอบให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 เพื่อกำหนดความชัดเจนเรื่องคะแนนเสียงที่จะยึดเสียงข้างมากของ “ผู้มาใช้สิทธิ”

ตัดปัญหา​ความคลุมเครือจากเดิมที่เคยถกเถียงกันว่า หากยึดตามตัวบทรัฐธรรมนูญแล้ว การที่ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติต้องใช้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของ “ผู้มีสิทธิ” ซึ่งจะทำให้โอกาสที่ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติได้เป็นไปได้ยาก

การตัดสินใจปรับกติกาให้เกิดความชัดเจนครั้งนี้จึงมองว่าเป็นสัญญาณ​ “ตอกย้ำ” ว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องการผลักดันร่างรัฐธรรมนูญให้ไปถึงปลายทาง มากกว่าจะต้องเลือกเดินทางอื่นเพื่อเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งในปี 2560 ตามโรดแมป

การแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ชั่วคราว) พ.ศ. ​2557 รอบนี้จะใช้เวลาไม่เกิน 1 เดือน และในอีก 1-2 วันนี้จะส่งให้นายกรัฐมนตรีรับทราบ ก่อนนำเข้าที่ประชุมร่วมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และ คสช.ต่อไป พร้อมกับมอบหมายให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สำนักงบประมาณไปพิจารณาลดจำนวนการจัดพิมพ์และค่าทำประชามติ วงเงิน 4,200 ล้านบาท

ท่าทีที่ผ่านมา คสช.แสดงออกชัดเจนว่าออกแรงดันและพยายามปรับแก้เงื่อนไขต่างๆ เพื่อเปิดทางทำให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติได้สะดวกขึ้น

เริ่มตั้งแต่ ส่ง รด.ไปทำความเข้าใจและประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิลงประชามติ สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง

อีกด้านหนึ่งยังผุดรายการ “แกะกล่องรัฐธรรมนูญ” เผยแพร่เนื้อหาจุดดีจุดเด่นในร่างรัฐธรรมนูญ ควบคู่ไปกับการชี้แจงทำความเข้าใจในประเด็นจุดอ่อนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์

แม้จะเปิดให้มีการรณรงค์ “ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ” แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องข้อห้ามที่ล็อกเอาไว้ว่า ห้ามรณรงค์ในลักษณะเข้าข่ายบิดเบือนหลอกลวง เพราะเนื้อหาในหลายส่วนยังมีความเห็นที่แตกต่างกันในสังคมอยู่มาก การนำเสนอข้อมูลหักล้างเหตุผลของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จึงอาจถูกตีความว่าเป็นการบิดเบือน

ขณะที่การมอบหมายให้ กกต.เป็นเจ้าภาพจัดเวทีสำหรับผู้ที่ไม่เห็นด้วย โดยอาจเชิญตัวแทนพรรคการเมืองพรรคละ 1-2 คน และ กรธ.มาหารือร่วมกันในเวที ก็ถือเป็นการคุมและจำกัดวงไม่ให้กลุ่มต้านออกไปเคลื่อนไหวได้อิสระ

จนมาถึงการเปิดไพ่ใบสุดท้ายที่ใช้เสียงข้างมากของผู้มาลงคะแนนที่เป็นตัวตัดสิน ซึ่งจะทำให้พอมีโอกาสที่รัฐธรรมนูญผ่านประชามติ

​ไม่แปลกที่อีกด้านหนึ่ง ซุ่มเสียงของ กรธ.ดูจะยอมอ่อนพร้อมปรับแก้ไขในเนื้อหาหลายส่วนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย ไม่เฉพาะจากฝั่งขั้วอำนาจเก่า หรือกลุ่มการเมือง

แต่ทั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ​สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ก็ออกมาไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญหลายประเด็น

เริ่มตั้งแต่ระบบที่มาของ สว. ซึ่งกำหนดให้แต่ละกลุ่มอาชีพเลือกกันเองขึ้นมาจากระดับท้องถิ่น และเลือกไขว้ระหว่างกลุ่มเพื่อป้องกันการฮั้วกันเอง แต่ทั้ง สปช.​และ สนช.กลับเห็นว่าไม่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาและไม่มีหลักประกันว่าจะได้บุคคลที่มีคุณภาพ

ทางแก้อาจอยู่ที่การกลับไปใช้ระบบสรรหา แต่เปลี่ยนตรงกระบวนการสรรหา โดยเฉพาะกรรมการที่มีปัญหาในอดีตอาจต้องเพิ่มจำนวนให้มากขึ้น ไม่กระจุกการตัดสินใจไว้ที่คนเพียงไม่กี่คน

ประเด็นถัดมาคือ นายกฯ คนนอก ที่กำหนดให้พรรคการเมืองต้องเสนอชื่อบุคคลที่จะเสนอให้เป็นนายกฯ ​พรรคละไม่เกิน 3 ชื่อ เพื่อป้องกันการสืบทอดอำนาจโดยให้ประชาชนเป็นคนตัดสินใจคัดกรองต่อจากพรรคการเมืองที่เสนอ

แต่ในทางปฏิบัติเป็นห่วงว่าสุดท้ายนี่จะกลายเป็นเงื่อนไขที่ล็อกตัวเองเมื่อเกิดวิกฤตในอนาคต นอกจากไม่สามารถแก้ปัญหาอย่างที่ต้องการแล้ว ยังอาจสร้างปัญหาใหม่ในอนาคต

ประเด็นที่น่าจะมีการแก้ไขอีกประเด็นคือเรื่องสิทธิที่หายไป ​อย่างสิทธิชุมชน ที่หากไม่แก้ไขในประเด็นนี้ย่อมเกิดแรงต้านจนพานให้รัฐธรรมนูญถูกคว่ำทั้งฉบับ

ส่วนประเด็นเรื่องระบบเลือกตั้งแบบบัตรเดียว ได้ทั้ง สส.เขต สส.บัญชีรายชื่อ และนายกฯ​ แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างมาก แต่แนวโน้มที่ กรธ.จะปรับแก้คงเป็นไปได้ยาก

มากที่สุดอาจเป็นเพียงแค่การปรับแก้ในส่วนของระบบเขตจากเดิมที่เป็นแบบเขตเดียวเบอร์เดียว อาจปรับเป็นเขตใหญ่ไม่เกิน 3 เบอร์ เพื่อลดความดุเดือดในพื้นที่ ทำให้การซื้อเสียงต้องใช้เงินเพิ่ม

สุดท้ายเหลือเพียงแค่เงื่อนไขในกรณีที่หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ จะเดินต่อไปอย่างไรที่เป็นเหมือนไม้ตายสุดท้ายที่วิษณุยังอุบไต๋และบอกว่าอาจมีเซอร์ไพรส์ก็ได้

​ทั้งหลายทั้งปวงก็เพื่อเป้าหมายเดียวคือทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติ

 

เปิดร่างกติกาประชามติ เห็นต่างได้แต่ห้ามก่อกวน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/415680

เปิดร่างกติกาประชามติ เห็นต่างได้แต่ห้ามก่อกวน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้ร่างรัฐธรรมนูญจะยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แต่กระบวนการเตรียมการออกเสียงประชามติเริ่มมีความคืบหน้าเป็นระยะ หลังจากเมื่อวันที่ 10 ก.พ. คณะรัฐมนตรี (ครม.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความเห็นร่วมกันให้วันที่ 31 ก.ค. เป็นวันออกเสียงประชามติว่าจะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ก่อนจะถึงวันทำประชามติยังมีกระบวนการสำคัญที่ต้องดำเนินการ คือ การจัดทำประกาศ กกต. เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาในการออกเสียงประชามติ พ.ศ… ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการทำประชามติ เพราะเป็นการกำหนดแนวทางการควบคุมการทำประชามติให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่ง กกต.ต้องส่งมาให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

ทั้งนี้ สำหรับประกาศ กกต.ฉบับดังกล่าวมีทั้งสิ้น 53 ข้อ แบ่งเป็น 2 หมวด ประกอบด้วย 1.การจัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญ การจัดส่งร่างรัฐธรรมนูญ และการเผยแพร่กระบวนการและขั้นตอนการออกเสียง และ 2.หลักเกณฑ์และวิธีการในการออกเสียง โดยมีสาระสำคัญดังนี้

ข้อ 6 ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่คณะ กรธ.ส่งร่างรัฐธรรมนูญให้ ครม.ทราบ ให้ ครม.ส่งร่างรัฐธรรมนูญ และให้คณะ กรธ.ส่งสรุปสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญแก่ กกต.

ในกรณีที่มีประเด็นในการจัดทำประชามติเพิ่มเติม ให้ ครม.ส่งประเด็นและสรุปสาระสำคัญของประเด็นดังกล่าวให้แก่ กกต. มาในคราวเดียวกันพร้อมกับร่างรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่ง

ผู้ใดดำเนินการเผยแพร่ ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือในช่องทางอื่นใดที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง หรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม ข่มขู่หรือลักษณะอื่นใด โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียงให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการก่อความวุ่นวาย เพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ข้อ 7 ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการให้มีการจัดพิมพ์และจัดส่งร่างรัฐธรรมนูญและสรุปสาระสำคัญ รวมทั้งประเด็นในการจัดทำประชามติเพิ่มเติมตามข้อ 6 ให้แก่ผู้มีสิทธิออกเสียงเป็นรายครัวเรือน

ข้อ 8 ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการแสดงความคิดเห็นโดยอิสระและเท่าเทียมกันของบุคคลทุกฝ่ายในเรื่องที่จัดทำประชามติ ทั้งนี้ ตามแนวทางและรูปแบบที่ กกต.กำหนด

ให้สถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานีวิทยุโทรทัศน์ของรัฐจัดสรรเวลาออกอากาศตามที่ กกต.กำหนด

ข้อ 9 เพื่อประโยชน์ในการออกเสียงให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ให้ กกต.เผยแพร่กระบวนการและขั้นตอนการออกเสียงและสรุปสาระสำคัญตามข้อ 6 ให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึง

ข้อ 11 การกำหนดวันออกเสียง โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาและการออกเสียงนั้น จะต้องกระทำภายในวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร

การกำหนดวันออกเสียงตามวรรคหนึ่ง ต้องไม่เร็วกว่า 30 วัน และไม่ช้ากว่า 45 วัน นับแต่วันที่ กกต.ส่งร่างรัฐธรรมนูญให้แก่ผู้มีสิทธิออกเสียงได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของครัวเรือนทั้งหมดที่ผู้มีสิทธิออกเสียงมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน

ข้อ 12 การออกเสียง ให้ผู้มีสิทธิออกเสียงกระทำโดยตรงและลับด้วยวิธีการกากบาท (X) ในบัตรออกเสียงหรือใช้เครื่องลงคะแนน

ข้อ 22 บุคคลผู้มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ เป็นผู้มีสิทธิออกเสียง

(1) มีสัญชาติไทย แต่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ต้องได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี

(2) มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ ในวันที่ 1 ม.ค. ของปีที่มีการออกเสียง

(3) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตออกเสียงมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 90 วัน นับถึงวันออกเสียง

ข้อ 23 บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ ในวันออกเสียงเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิออกเสียง

(1) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช

(2) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

(3) ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาล หรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย

(4) วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ

ข้อ 32 ในวันออกเสียงให้เปิดการลงคะแนนออกเสียงตั้งแต่เวลา 08.00 นาฬิกา ถึงเวลา 18.00 นาฬิกา

ข้อ 37 ในกรณีที่การลงคะแนนออกเสียงในหน่วยออกเสียงแห่งใดไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากเกิดจลาจล อุทกภัย อัคคีภัย เหตุสุดวิสัย หรือเหตุจำเป็นอย่างอื่น ให้คณะกรรมการประจำหน่วยออกเสียงประกาศงดลงคะแนนออกเสียงในหน่วยออกเสียงนั้น แล้วรายงานต่อคณะกรรมการการออกเสียงประจำเขตออกเสียง เพื่อให้รายงาน กกต.โดยเร็ว

ให้ กกต.กำหนดวันลงคะแนนออกเสียงใหม่ในหน่วยออกเสียงนั้นโดยเร็ว เว้นแต่ กกต.จะเห็นว่าจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงของหน่วยออกเสียงที่มีกรณีตามวรรคหนึ่งไม่เปลี่ยนแปลงผลการออกเสียง  กกต.อาจไม่จัดให้มีการลงคะแนนออกเสียงใหม่ในหน่วยออกเสียงนั้นก็ได้

ข้อ 50 เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาออกเสียงตามข้อ 32 หากผู้มาใช้สิทธิออกเสียงจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของผู้มาใช้สิทธิออกเสียงในหน่วยออกเสียงใด เห็นว่าการออกเสียงในหน่วยออกเสียงนั้นเป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ให้มีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้าน พร้อมทั้งแสดงหลักฐานต่อ กกต. หรือผู้ที่กกต.มอบหมายภายใน24 ชั่วโมง นับแต่การลงคะแนนออกเสียงสิ้นสุดลง

ข้อ 51 เมื่อ กกต.ได้รับคำร้องคัดค้านแล้ว ให้ดำเนินการไต่สวนและแสวงหาหลักฐานทั้งปวงเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงโดยพลัน ถ้าเห็นว่าการออกเสียงในหน่วยออกเสียงนั้นไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ให้มีคำสั่งให้ดำเนินการออกเสียงใหม่ในหน่วยออกเสียงนั้น ทั้งนี้ ต้องไม่ช้ากว่า 30 วัน นับแต่วันออกเสียง เว้นแต่การออกเสียงใหม่จะไม่ทำให้ผลการออกเสียงเปลี่ยนแปลงไปให้ กกต.มีคำสั่งยกคำร้องคัดค้านนั้นเสีย

ข้อ 52 กรณีการลงคะแนนออกเสียง หรือการนับคะแนนออกเสียงในหน่วยออกเสียงใดไม่สามารถกระทำได้ หาก กกต.เห็นว่ากรณีดังกล่าวไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงผลการออกเสียง ให้ กกต.จัดทำประกาศผลการออกเสียงเพื่อรายงานต่อนายกรัฐมนตรี และในระหว่างสิ้นสุดการลงคะแนนออกเสียงตามข้อนี้ จนถึงก่อนการจัดทำประกาศผลการลงคะแนนออกเสียง ห้ามมิให้ผู้ใดดำเนินการเผยแพร่ผลการลงคะแนนออกเสียง

ผู้ใดดำเนินการเผยแพร่ผลการลงคะแนนออกเสียงที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดทำตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการขัดขวางการปฏิบัติงานของ กกต.ในการออกเสียง

ข้อ 53 เมื่อ กกต.ได้รับรายงานผลการนับคะแนนออกเสียงจากหน่วยออกเสียงทุกหน่วยทั้งประเทศ ให้ กกต.ประกาศผลการออกเสียงและจำนวนผู้มาใช้สิทธิออกเสียง แล้วให้รายงานนายกรัฐมนตรี ทราบโดยเร็ว

 

เลือกตั้ง’60 ทางลงสุดท้าย คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/415422

เลือกตั้ง’60 ทางลงสุดท้าย คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เลือกตั้งภายในปี 2560 กลายเป็นคำตอบสุดท้ายที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่อาจหลีกเลี่ยงหรือบิดพลิ้วยื้อเวลานานออกไปจากกำหนดเดิม

เมื่อคำนวณอย่างรอบด้านแล้ว หากตัดสินใจเลือกทางเดินอื่นที่ไม่มีการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะอ้างเหตุผลใดก็ตาม ย่อมมีแต่จะสร้างปัญหาที่รุนแรงในอนาคต

ประการแรก เลือกตั้ง 2560 ถือเป็น “สัญญาประชาคม” ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. เคยประกาศกลางเวทีสหประชาชาติ เพื่อลด “แรงกดดัน” ว่าคณะรัฐประหารจะอยู่ตามกรอบเวลา เพื่อสะสางปัญหาเฉพาะหน้า และรีบเดินหน้าสู่ประชาธิปไตยโดยเร็ว

โรดแมปที่เคยประกาศไว้จึง “ค้ำคอ” บีบไม่ให้ คสช.วอกแวกเดินออกนอกแผนได้ ดังจะเห็นจากกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาส่งสัญญาณปรามกลุ่มต่อต้านในทำนอง หากไม่หยุดป่วน หรือบ้านเมืองไม่สงบ ก็จะอยู่ในอำนาจต่อไป และยิ่งกว่านั้นอาจถึงขั้น “ปิดประเทศ”

ครั้งนั้นแรงกดดันถาโถมกลับมายัง คสช.อย่างรวดเร็วและรุนแรง เพราะความเชื่อมั่นในสายตาต่างชาติที่กำลังกระเตื้องขึ้นมาเรื่อยๆ ต้องหายไปในพริบตา เพราะไม่มั่นใจอนาคตของประเทศว่าจะกลับสู่เส้นทางประชาธิปไตยได้เมื่อไหร่

​ประการต่อมา หากเลื่อนการเลือกตั้งออกไป ​แรงกระเพื่อมภายในประเทศจะก่อตัวรุนแรงขึ้น ทั้งจากกลุ่มการเมืองเก่าที่ตั้งตารอเวลากลับลงสนามการเมืองหลังจากถูกแช่แข็งมากว่า 2 ปี หรือจากกลุ่มต่อต้านรัฐประหาร หรือมือที่สามที่รอจังหวะสร้างสถานการณ์

สอดรับไปกับ “คะแนนนิยม” ของ คสช. และตัว พล.อ.ประยุทธ์ ที่ลดน้อยถอยลงไปจากช่วงหลังรัฐประหารอย่างมาก ดังนั้นการอยู่ในอำนาจยาวออกไปย่อมไม่เป็นผลดีต่อ คสช.เอง โดยเฉพาะกับบรรยากาศที่ไม่อาจขับเคลื่อนผลงานออกมาให้เป็นที่พอใจของชาวบ้านได้

อย่าลืมว่าเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา เรื่อง “ปฏิรูป” ที่เป็นธงหลักของ คสช.ยังดูห่างไกลเป้าหมาย แม้แต่เรื่องทุจริต คอร์รัปชั่น ที่เคยออกตัวแรง แต่ก็ต้องมาสะดุดขาตัวเองกับโครงการอุทยานราชภักดิ์ จนกระทบทำให้สิ่งที่พยายามทำมาทั้งหมดเสียหายอย่างน่าเสียดาย

ยิ่งหากต้องมาเผชิญหน้ากับกระแสเรื่อง “สืบทอดอำนาจ” ที่แว่วดังมากขึ้นเรื่อยๆ ย่อมมีแต่จะสั่นคลอนเสถียรภาพ และ ทำให้การอยู่ในอำนาจเป็นไปอย่างยากลำบาก และหากชี้แจงทำความเข้าใจไม่ดีอาจเกิดการปลุกกระแสขับไล่ ต่อต้าน ซึ่งเคยมีบทเรียนให้เห็นในอดีตที่ผ่านมา

ประการสำคัญ การเลื่อนการเลือกตั้งย่อมทำลายความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลอย่างรุนแรง และกระทบต่อไปถึงความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ทำให้ต่างชาติที่ชะลอดูความชัดเจนในประเทศ ​ก่อนตัดสินใจว่าจะเข้ามาค้าขายหรือลงทุนเพิ่มเติม ต้องพับแผนย้ายฐานไปที่อื่นที่มั่นคงและชัดเจนกว่า

นั่นยิ่งจะกลายเป็นการซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังจะสาหัสหนักขึ้นเรื่อยๆ ด้วยปัจจัยรุมเร้าจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ ซึ่งจะยิ่งบั่นทอนคะแนนนิยมของ คสช.อย่างรุนแรง  ​

ประการสุดท้าย หากทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่ คสช.​ประกาศไว้ โอกาสที่จะถูก “มาตรการตอบโต้” จากต่างชาติจะกลับมารุนแรงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการคว่ำบาตรกีดกันการค้า รวมไปถึง “ความร่วมมือ” และ “ความช่วยเหลือ”​ จากต่างชาติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การทหาร วิทยาการเทคโนโลยี อันจะส่งผลเสียหายต่อประเทศ

ยิ่งกว่านั้น หาก คสช.ไม่คิดจะใช้การเลือกตั้ง 2560 เป็นบันไดลงจาก “หลังเสือ” ในอนาคตอาจไม่มีทางลงที่ราบรื่นหรือเหมาะสมกว่านี้อีกแล้ว เมื่อบทเรียนที่ผ่านมาจะเห็นว่าการยื้ออยู่ในอำนาจมากเท่าไหร่ ย่อมมีโอกาสที่จะก้าวลงจากอำนาจพร้อมเสียงขับไล่สูงขึ้นเท่านั้น

อีกด้านหนึ่งจะเห็นว่ากฎกติกาที่วางเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นระบบเลือกตั้งที่จะไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ตลอดจนการกำหนดคุณสมบัติผู้ที่จะเข้าสู่ถนนการเมืองไว้อย่างเข้มข้น จนโอกาสที่ขั้วอำนาจเก่าจะกลับมามีอำนาจเบ็ดเสร็จแบบเดิมเป็นไปได้ยาก

ยังไม่รวมกับ “กลไก” หรืออำนาจพิเศษของ คสช.​ที่จะมีอยู่ไปจนถึงกว่าจะมีรัฐบาลใหม่นั้น ก็พอจะเป็นหลักประกันที่จะช่วยประคับประคองสถานการณ์การเลือกตั้งให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

ไม่แปลกที่เวลานี้ “สัญญาณ​” จาก คสช.และแม่น้ำสายต่างๆ จะออกมาขานรับและร่วมกันผลักดันให้ทุกอย่างเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งในปี 2560 ให้ได้

เริ่มตั้งแต่การร่างรัฐธรรมนูญ ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ออกมากางแผนจัดทำกติกาสูงสุดของประเทศ พร้อมกฎหมายลูกเพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้งให้ได้ภายในปี 2560 แม้จะมีการขยับจากกรอบเดิมไปอีกประมาณ 3 เดือน

สอดรับกับท่าทีของ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ยืนยันว่าจะทำกฎหมายในส่วนที่จำเป็นสำหรับการเลือกตั้ง 4-5 ฉบับให้เสร็จก่อน เพื่อให้มีการเลือกตั้งในเดือน ก.ค. 2560 และระหว่างการเลือกตั้งจะทำกฎหมายที่เหลืออยู่ให้เสร็จ

ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวก็เริ่มเห็นความชัดเจนว่าจะแก้ไขสองขยักเริ่มจากประเด็นความชัดเจนการออกเสียงประชามติ และกรณีที่ประชามติไม่ผ่านจะมีทางออกอย่างไร

ตรงนี้ถูกมองว่าเป็นทั้งการบีบให้ประชาชนลงมติให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และยังมีแผนสำรองเผื่อไว้เพื่อให้ทุกอย่างเดินไปสู่การเลือกตั้งตามกรอบเวลาที่กำหนด

เมื่อชัดเจนว่าการเลือกตั้งตามโรดแมปจะเป็นทางลงที่ดีที่สุด สำหรับ คสช.​หากปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอย หรือไม่สามารถเดินหน้าไปตามกรอบเวลา อาจส่งผลเสียรุนแรงต่อ คสช.ในอนาคต

 

เพื่อไทยโดดเดี่ยว ต้านรัฐธรรมนูญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/415186

เพื่อไทยโดดเดี่ยว ต้านรัฐธรรมนูญ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เปิดร่างแรกรัฐธรรมนูญปราบโกงฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในหลายแง่หลายมุมจากหลายฝ่าย จนห่วงกันว่าหากเป็นเช่นนี้คงยากที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะผ่านประชามติ

ไม่แปลกที่มีชัยจะออกมาส่งสัญญาณเตรียมทบทวนเนื้อหาว่าประเด็นใดจะปรับแก้ได้ไม่ได้ ถึงขั้นออกตัวว่าพร้อมดำเนินการปรับแก้ในบางประเด็น แต่ถ้าสิ่งใดเข้าใจผิดก็พร้อมชี้แจงเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง

ประการแรก ถือเป็นการลดแรงเสียดทานจากกระแสคัดค้านที่รุมเร้าเวลานี้ ซึ่งเป็นการยืนยันว่า กรธ.ไม่ได้มีพิมพ์เขียวล่วงหน้า หรือมีธงมาจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)​ แต่พร้อมแก้ไขเพื่อให้ตรงกับความต้องการของคนส่วนใหญ่

ประการที่สอง การยอมปรับแก้เนื้อหาในบางประเด็นยังช่วยเปลี่ยน “กลุ่มต้าน” ให้กลับมาเป็น “กลุ่มหนุน” ช่วยผลักดันร่างรัฐธรรมนูญจนถึงปลายทางได้สำเร็จ

ที่สำคัญหากพิจารณาอย่างละเอียดจะเห็นว่า “กลุ่มต้าน” ที่ยังเหนียวแน่นเหลือเพียงไม่กี่กลุ่ม เริ่มจากกลุ่มเพื่อไทยและเสื้อแดง ที่ออกตัวตั้งแต่ก่อนลงมือร่างรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำว่าไม่ยอมรับทั้งขั้นตอน วิธีการ เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ

ล่าสุด ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ส่งเสียงข้ามน้ำข้ามทะเลมาถึงพลพรรคเพื่อไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทีม กทม. กลางงานเลี้ยงตรุษจีนบ้าน “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

“เห็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้วต้องบอกว่าห่วยแตก ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญมากเกินไป เขียนแบบนี้ประเทศชาติถอยหลังลงคลอง เหมือนเมียนมา เกาหลีเหนือ ผมจากบ้านไปเกือบ 10 ปี แต่บ้านเมืองเรากลับถอยหลังไปเกือบ 20 ปี ตอนนี้ผู้นำก็บ้าอำนาจจนขาดสติ ขาดวุฒิภาวะ แสดงกิริยาไม่สมควร ขอให้พวกเราเตรียมตัวไว้เลย จะมีการเลือกตั้งในเร็วๆ นี้ มั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยมีโอกาสสูงมากที่จะกลับมา
บริหารประเทศ”

แม้ทาง น.อ.อนุดิษฐ์​ นาครทรรพ จะพยายามชี้แจงว่าไม่มีการพูดพาดพิงผู้นำ แต่ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องวิพากษ์รัฐธรรมนูญ และยืนยันประเด็นเรื่องถอยหลังกลับไป 20 ปี

สอดรับไปกับท่าทีก่อนหน้านี้ของ จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่เคยประกาศว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้จะต้องเขียนเหมือนกับฟอกเผด็จการ แล้วเติมอำนาจเบ็ดเสร็จไปไว้ที่องค์กรอิสระ

“ขณะนี้พรรคเพื่อไทย และ นปช.ได้ประกาศคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ และไม่มีวันให้ประเทศใช้รัฐธรรมนูญเผด็จการฉบับนี้มาปกครอง”​

แต่หากพิจารณาท่าทีของกลุ่มอื่นๆ เวลานี้ยังไม่มีใครออกตัวคัดค้านชัดเจน ทั้ง “ประชาธิปัตย์”​ ที่แม้จะออกมาแสดงความคิดไม่เห็นด้วยกับหลายประเด็น ทั้งระบบเลือกตั้ง สส.ที่ใช้บัตรเดียว ระบบเลือกไขว้ สว. และประเด็นสิทธิเสรีภาพที่หายไป พร้อมเสนอแนะให้ กรธ.เร่งแก้ไข โดยสงวนท่าทีขอรอดูร่างสุดท้ายหลัง กรธ.แก้ไขปรับปรุงให้สมบูรณ์ ก่อนจะประกาศว่าจะหนุนหรือค้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

แต่หากดูแนวโน้มความเป็นไปได้ โดยพิจารณา​จากข้อเสียที่หลายฝ่ายถล่ม ระบบเลือกตั้ง สรรหา สส.- สว. คงยากที่ กรธ.จะฝืนกระแสลุยเดินหน้าต่อไปโดยไม่แก้ไข ส่วนจะแก้ไขมากหรือน้อยเท่าไหร่นั้นก็ขึ้นอยู่กับ กรธ.ที่จะพิจารณาหาจุดสมดุล

ดังนั้น หาก กรธ.ยอมปรับแก้ในบางจุด แม้จะไม่ทั้งหมด แต่ทางประชาธิปัตย์เองก็คงยากจะแข็งขืนถึงขั้นประกาศจุดยืน “คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ” เพราะชั่งน้ำหนักแล้วจะ “เสีย” มากกว่า “ได้”

เริ่มตั้งแต่จะถูกถล่มว่า “ประชาธิปัตย์” รู้เห็นเป็นใจกับ คสช.ในการคว่ำรัฐธรรมนูญ เพื่อต่ออายุ คสช.ในอำนาจให้ยาวออกไปจากโรดแมป เพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ​จะยืนยันจัดให้มีการเลือกตั้งในปี 2560 ก็ตาม

อีกด้านหนึ่งยังอาจถูกมองว่าเป็นการจับมือระหว่างประชาธิปัตย์-เพื่อไทย คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ที่ไม่เป็น
ผลดีกับทั้งสองพรรค

ดังนั้น โอกาสที่ประชาธิปัตย์จะประกาศจุดยืนคว่ำร่างรัฐธรรมนูญจึงเป็นไปได้ยาก อย่างมากที่สุดคงทำได้เพียงแค่ปล่อย “ฟรีโหวต” ให้เป็นเรื่องที่สมาชิกจะตัดสินใจอย่างอิสระว่าจะ “รับ” หรือ “ไม่รับ” โดยไม่มีมติพรรคเป็นตัวกำหนด

ถัดมาที่พรรคขนาดกลางและขนาดเล็กซึ่งหากพิจารณาตามแนวทางตามรัฐธรรมนูญนี้ ย่อมเป็นโอกาสให้พรรคเหล่านี้มีปากมีเสียงมีอำนาจต่อรองเพิ่มเติม จากร่างรัฐธรรมนูญที่จะทำให้พรรคใดพรรคหนึ่งมีเสียงข้างมากเด็ดขาด

การที่พรรคเหล่านี้จะประกาศคว่ำร่างรัฐธรรมนูญจึงเป็นไปได้ยาก การรับร่างรัฐธรรมนูญเพื่อดึงให้ทุกอย่างกลับมาสู่สภาวะปกติย่อมดีกว่าไปรอลุ้นกับร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ไม่รู้ว่าจะออกมาอย่างไร

ไม่ต้องพูดถึง “มวลมหาประชาชน” เพราะท่าทีของกำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศชัดเจนว่าสนับสนุน คสช.แบบสุดลิ่มทิ่มประตู ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะออกมาอย่างไร คงยากที่ กปปส.จะคัดค้าน มีแต่จะออกมารณรงค์ให้มวลชนร่วมกันรับร่างรัฐธรรมนูญมากขึ้น

ส่วนกลุ่มป่วน กลุ่มต้าน ที่กระจายอยู่ตามอยู่ภูมิภาคต่างๆ นั้นย่อมไม่มีพลังจะออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านได้อย่างเต็มที่ เพราะนอกจากจะมีการส่ง รด.ไปทำความเข้าใจเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญในพื้นที่แล้วอีกด้านหนึ่ง คสช.ยังมีอำนาจตามมาตรา 44 รัฐธรรมนูญชั่วคราวคอยสกัดกลุ่มป่วน

 

แก้ รธน.ชั่วคราว ปลดล็อกระเบิดการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/414938

แก้ รธน.ชั่วคราว ปลดล็อกระเบิดการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในช่วงสัปดาห์นี้การเมือง ถนนทุกสายกำลังมุ่งหน้าไปที่ทำเนียบรัฐบาล หลังจาก “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี เตรียมนัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือถึงการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 10 ก.พ.นี้ แม้วาระการประชุมในวันดังกล่าวจะเน้นเรื่องถามหน่วยงานต่างๆ ถึงความพร้อมในการทำประชามติ แต่มีอีกประเด็นหนึ่งที่จะทำให้เกิดความชัดเจนไปในคราวเดียวกัน คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557

ก่อนหน้านี้มีความเคลื่อนไหวเป็นระยะ ดังจะเห็นได้จากการที่ “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ออกมายอมรับได้หารือกับรองนายกฯ วิษณุ ถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

“ได้ประสานกับรองนายกฯ ในเรื่องการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ยังมีผู้ที่ตีความหมายต่างในประเด็นเกณฑ์ที่ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติต้องใช้เสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ โดยมีความเป็นไปได้ว่าจะมีการแก้ไขถ้อยคำให้ความหมายชัดเจนว่าเป็นเสียงข้างมากของผู้ใช้สิทธิ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใดนำไปสู่การฟ้องร้องในชั้นศาล” ส่วนหนึ่งของการแถลงข่าวของประธาน สนช. เมื่อ
วันที่ 5 ก.พ.ที่ผ่านมา

ถัดมาอีกไม่กี่วัน รองนายกฯ วิษณุ ยืนยันได้คุยกับประธาน สนช.จริง เพียงแต่ยังไม่ระบุกำหนดการที่เสนอญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 อย่างเป็นทางการ

มาในสัปดาห์นี้จึงมีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะแสดงความชัดเจนเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญออกมา ภายใต้เหตุผลสำคัญ คือ การสร้างความเชื่อมั่น

ต้องไม่ลืมว่าที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศต่อสาธารณะหลายครั้งว่าประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งในปี 2560 ซึ่งเป็นสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ย้ำหนักแน่นมาตลอด ถึงขนาดที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ต้องหาทางแก้ไขบทเฉพาะกาลในร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกเพื่อให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นกลางปี 2560

“ทุกอย่างให้เป็นไปตามโรดแมปของรัฐบาลที่วางไว้ คือต้องมีการเลือกตั้งภายในเดือน ก.ค. 2560 ทั้งนี้จะมีรัฐบาลเมื่อไหร่นั้น ต้องขึ้นอยู่กับขั้นตอนที่เกี่ยวข้องต่างๆ ว่าใช้เวลาดำเนินการเท่าไหร่”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวเมื่อวันที่ 2 ก.พ.

ดังนั้น หากประเทศไม่มีการเลือกตั้งขึ้นในปี 2560 ไม่ว่าจะเป็นกลางปีหรือปลายปี 2560 แน่นอนว่าผลกระทบต่อประเทศในภาพรวมน่าจะมีมากพอสมควรอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จึงเป็นที่มาของความจำเป็นที่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 เพื่อให้ประชาชนและสังคมโลกเห็นว่าประเทศไทยจะมีเข็มทิศทางในการเดินหน้าสู่การเลือกตั้งอย่างไร ภายใต้สมมติฐานทั้งกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญผ่านและไม่ผ่านประชามติ

อย่างไรก็ตาม ถ้ามองแนวโน้มของการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 โดย คสช.แล้วนั้น มีแนวโน้มพอสมควรที่จะลงมือเป็นสองระยะ

ระยะแรก ดำเนินการก่อนการออกเสียงประชามติ ซึ่งแก้ไข 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.เกณฑ์การออกเสียงประชามติ เดิมทีในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 มาตรา 37 วรรค 7 บัญญัติว่า “ถ้าผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติโดยเสียงข้างมากเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ให้นายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายในสามสิบวัน…”

ข้อความดังกล่าวทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจทำให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติได้ยากในทางปฏิบัติ และก่อให้เกิดปัญหาในการตีความด้วยว่า สมมติถ้ามีผู้มาใช้สิทธิ 24 ล้านคน จากผู้มีสิทธิทั้งหมดจำนวน 40 ล้านคน แต่มีผู้เห็นชอบ 13 ล้านคน แบบนี้จะถือว่าร่างรัฐธรรมนูญผ่านการทำประชามติหรือไม่ ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลจะต้องแก้ไขให้ชัด

2.กรอบการแสดงความคิดเห็น แม้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจะให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไปออกประกาศหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาในการออกเสียงประชามติ ซึ่งหนึ่งในนั้นรวมถึงการกำหนดกติกาสำหรับการแสดงความคิดเห็นของประชาชน แต่เมื่อปัจจุบันยังมีกฎเหล็กของ คสช.ที่มีสถานะเทียบเท่ากับกฎหมายที่ห้ามเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่ ย่อมเป็นอุปสรรคต่อการแสดงความคิดเห็นของประชาชนทั้งในฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ทำให้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่รัฐบาลกำลังหาวิธีผ่อนปรนผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เพื่อเป็นหลักประกันให้กับประชาชน

ระยะสอง อาจจะเป็นการดำเนินการหลังจากวันออกเสียงประชามติ เพื่อกำหนดว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจะต้องทำอย่างไรต่อไป อย่างไรก็ตาม ถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบ ก็ไม่จำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันอีก เพราะสามารถเดินหน้าให้ร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้

ทว่า หากเกิดกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติขึ้นมา จะเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ประเทศมีทางออก เช่น ตั้ง กรธ.ชุดใหม่ ให้มีเวลาทำงานสั้นลงเพื่อให้ทันกับการเลือกตั้งปี 2560 และเมื่อดำเนินการเสร็จแล้วให้ประกาศบังคับใช้ได้ทันที โดยไม่ทำประชามติ หรือใช้อำนาจตามมาตรา 44 ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งทันที เป็นต้น

อาจเรียกได้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ในครั้งนี้ไม่ต่างอะไรกับการปลดล็อกระเบิดการเมืองของ คสช.