กรธ.ปรับกลยุทธ์ ดึง สปท.สู้ศึกประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/414739

กรธ.ปรับกลยุทธ์ ดึง สปท.สู้ศึกประชามติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ณ ตอนนี้ไม่มีใครรู้ว่านักกฎหมายชั้นครูอย่าง “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำลังคิดอะไรอยู่ในใจ หลังจากกำลังโดนถล่มจากทุกฝ่ายอย่างหนักนับตั้งแต่ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกถูกเผยแพร่ตั้งแต่เมื่อวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา

ทีแรก กรธ.ประเมินว่าแรงต่อต้านน่าจะมาจากฝ่ายการเมืองทั้งพรรคเพื่อไทยและประชาธิปัตย์เป็นหลัก ในฐานะที่สองพรรคการเมืองดังกล่าวจะได้รับผลกระทบจากระบบการเลือกตั้งที่เปลี่ยนแปลงใหม่อย่างสิ้นเชิง ทว่ากลับมีกระแสคัดค้านออกมาจากกลุ่มนักวิชาการและภาคประชาสังคมในประเด็นที่ กรธ.คาดไม่ถึงอย่างเรื่องสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เพราะเป็นเนื้อหาที่ กรธ.เตรียมจะเอาไปเป็นจุดขายในระหว่างการรณรงค์ทำประชามติ

ภาควิชาการและประชาสังคมเล็งเห็นตรงกันว่าเนื้อหาสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยด้อยกว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550

“หมวดสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ถือเป็นหลักประกันของการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ ซึ่งในร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.ไม่ได้กำหนดไว้ ได้แก่ หลักความผูกพันโดยตรงของสิทธิและเสรีภาพที่มีผลผูกพัน ทั้งนี้ในมาตรา 27 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ที่กำหนดให้สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้โดยชัดแจ้ง ดังนั้นมีความกังวลว่าเมื่อไม่ได้เขียนจะขาดหลักผูกพันโดยตรงต่อการปฏิบัติ และอาจกระทบต่อกระบวนการต่อสู้ทางคดีของประชาชนได้” ข้อท้วงติงจากอาจารย์บรรเจิด สิงคะเนติ คณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

การจุดประเด็นเกี่ยวกับตำหนิของร่างรัฐธรรมนูญในเรื่องสิทธิเสรีภาพ นับว่าเขย่าขวัญ กรธ.ได้พอสมควร เพราะเกิดความเคลื่อนไหวในโลกสังคมออนไลน์ที่เริ่มรณรงค์ให้ประชาชนลงประชามติไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้อาจารย์มีชัยที่ต้องออกแรงชี้แจงผ่านสื่อมวลชนหลายครั้งในช่วงตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมไปถึงการเปิดเวทีให้ภาคประชาชนมาแสดงความคิดเห็น

อาจเรียกได้ว่าเป็นการปรับกลยุทธ์ในการต่อสู้ในทางการเมือง ด้วยการชูจุดขายใหม่ขึ้นมาให้สาธารณะได้เห็น ดังจะเห็นได้จากท่าทีของอาจารย์มีชัยที่ได้นำเรื่องการปราบปรามทุจริตและการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพมาเป็นของคู่กัน จากเดิมที่จะเน้นไปที่การปฏิรูปประเทศเป็นหลัก

“การทุจริตคงไม่หมดไปได้ในชั่ววันชั่วคืน และมันคงต้องมีอยู่เรื่อยไป ท่านทั้งหลายอยู่กับพื้นที่ก็รู้ว่าไม่ใช่ 20% แล้ว มีคนมาเล่าให้ฟังว่ามีถึง 100% ถ้าเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ผมว่าไม่เกิน 10 ปี เราล้ม ล้มแบบนึกภาพไม่ออก รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงเข้มกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ…

…การเขียนเรื่องสิทธิของประชาชน กรธ.พิจารณาจากรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 เป็นสำคัญ แล้วคิดว่าทำอย่างไรให้สิทธิประชาชนเกิดขึ้นจริงแล้วได้ทุกคน กรธ.จึงไปเขียนหมวดใหม่ คือหน้าที่ของรัฐ หากรัฐไม่ปฏิบัติจะได้ชื่อว่าจงใจไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมีโทษพ้นจากตำแหน่งซึ่งแรงกว่า” หลักการสำคัญที่อาจารย์มีชัยย้ำต่อหน้าตัวแทนองค์กรชุมชนที่เดินมาที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 5 ก.พ.ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือไปจากความพยายามสร้างความเข้าใจและแนวร่วมกับเครือข่ายนอกสภาแล้ว กรธ.เตรียมวางกลยุทธ์ดึง “สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ” (สปท.) เข้ามาเป็นแนวร่วมสำคัญในการช่วยผลักดันให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติด้วย ซึ่งสะท้อนได้จากบทบัญญัติในบทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรก

อาทิ มาตรา 258 ที่ให้สมาชิก สปท.อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป 1 ปีนับตั้งแต่วันที่รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ หรือมาตรา 269 ที่บัญญัติให้ สปท.มีหน้าที่ดำเนินการจัดทำข้อเสนอแนะหรือร่างกฎหมายเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี

เดิมทีโครงสร้างอำนาจของ สปท.ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ค่อนข้างจะไร้ที่ยืนในทางการเมืองเมื่อเทียบกับสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพราะ สปท.ไม่มีอำนาจให้คุณให้โทษแก่ร่างรัฐธรรมนูญเหมือนกับ สปช.

ทั้งนี้ สปท.ในปัจจุบันมีแต่งานประจำ เช่น การประชุมใหญ่ สปท. การประชุมคณะกรรมาธิการ เป็นต้น จนทำให้เกิดการวิเคราะห์ในกลุ่ม สปท.อยู่ช่วงหนึ่งว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยอาจจะให้ สปท.พ้นจากตำแหน่งและไม่ให้ทำงานต่ออีกภายหลังรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลบังคับใช้

แต่เมื่อ กรธ.ให้ สปท.ได้ไปต่อและมีงานให้ทำอีก 1 ปี พร้อมกับจะบรรจุข้อเสนอการปฏิรูประเทศของ สปท.ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่จะส่งให้ประชาชนลงประชามติ แน่นอนว่าย่อมสร้างความพอใจให้กับ สปท. เพราะตัวเองจะมีความสำคัญในการปฏิรูปประเทศ ไม่ใช่แค่มาทำงานประจำเท่านั้น ซึ่งการกำหนดบทบาทดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญที่ทำให้ สปท.ได้เข้ามาร่วมวงสู้ศึกประชามติร่างรัฐธรรมนูญอย่างเต็มตัว

โดยทันทีที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายแล้วเสร็จในช่วงปลายเดือน มี.ค. กรธ.จะลงพื้นที่ทั่วประเทศเพื่อทำความเข้าใจกับประชาชน และจะหนีบเอาสมาชิก สปท.ไปร่วมเวทีด้วย เพื่อช่วยฉายภาพให้ประชาชนเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยจะเปลี่ยนแปลงประเทศไปในทิศทางที่ดีอย่างไรภายใต้แนวทางการปฏิรูปประเทศที่ สปท.ได้วางเอาไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ

ทั้งหมดนี้เพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติได้อย่างสง่างามท่ามกลางแรงกดดันจากฝ่ายการเมือง

 

แย้มระเบียบประชามติ เปิดเวทีชี้ชะตารัฐธรรมนูญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 07:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/414501

แย้มระเบียบประชามติ เปิดเวทีชี้ชะตารัฐธรรมนูญ

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

หลังจาก “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เผยรัฐธรรมนูญร่างแรกออกมาสู่สายตาสาธารณะ ซึ่งทิศทางต่อจากนี้ คือ “การทำประชามติ” ในเดือน ก.ค. 2560 เพื่อสอบถามความเห็นประชาชนว่ารับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

แน่นอนว่าหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรง คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องจัดทำหลักเกณฑ์ รวมถึงวิธีการลงประชามติ แต่ก่อนไปถึงจุดนั้นได้ กกต.ต้องเปิดให้ฝ่ายเห็นด้วยและเห็นต่างกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้รณรงค์บอกกล่าวประชาชน

สมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารจัดการเลือกตั้ง อธิบายขั้นตอนการรณรงค์รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ถือเป็นกติกาตามระเบียบออกเสียงประชามติ อยู่ระหว่างให้สภานิติบัญญัติ (สนช.) พิจารณา ซึ่งยังไม่มีข้อยุติเรื่องดังกล่าว

อย่างไรก็ดี แนวคิดดังกล่าวอยู่บนพื้นฐานให้ทุกฝ่ายที่มีความเห็นเหมือนหรือต่างในการรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ได้มีโอกาสแสดงความเห็นอย่างเท่าเทียมกัน แต่ต้องไม่กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่หวังประโยชน์ในทางการเมือง

ส่วนวิธีการ กกต.จะให้มีการจดแจ้งองค์กรที่ประสงค์รณรงค์การออกเสียงประชามติ ว่าเป็นองค์กรอะไร ประกอบด้วยสมาชิกใครบ้าง อยากจะทำกิจกรรมอะไร และมีแหล่งที่มาของงบประมาณอย่างไรบ้าง เมื่อจดแจ้งองค์กรแล้ว ต้องประกาศตัวเองด้วยว่าองค์กรเห็นด้วยหรือเห็นต่าง

ทั้งนี้ เมื่อจดแจ้งแล้วจะเชิญตัวแทนองค์กรเหล่านี้มาประชุม เพื่อจัดสรรเวลาดีเบตทางโทรทัศน์ ยกตัวอย่าง ถ้ามีการดีเบต 10 ครั้ง ในเนื้อหาที่ไม่ซ้ำกัน จะทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจในร่างรัฐธรรมนูญ และองค์กรเหล่านี้ต้องคุยกันว่าจะส่งใครเป็นตัวแทนดีเบตในแต่ละรอบๆ ซึ่งเป็นความเห็นร่วมของสมาชิกในแต่ละองค์กรนั้นๆ

“เราจะให้เวลาอย่างเท่าเทียมกัน โดยจะประสานกับทางฟรีทีวี หรืออะไรก็แล้วแต่ อาจจะเป็นเวลา 20.30 น. หรือ 21.30 น. สัปดาห์ละครั้ง และประกาศต่อสาธารณะ เพื่อแจ้งข่าวให้ประชาชนได้รับรู้ว่า การดีเบตมีกี่ครั้ง ติดตามได้ช่องทางไหนบ้าง”

สมชัย ระบุว่า ทั้งหมดเป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจบนพื้นฐานของความเท่าเทียมกันในเชิงความคิดเห็น ซึ่งยังเป็นเพียงแนวคิดเท่านั้น แต่รายละเอียดในการดำเนินการจะได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับทาง สนช.พิจารณาระเบียบที่ กกต.ส่งให้

สำหรับฝ่ายการเมือง ถ้าประสงค์ใช้สื่อรัฐร่วมดีเบตก็ต้องจดแจ้งองค์กร เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมรณรงค์ แต่ถ้าไม่ต้องการเข้าร่วม สามารถใช้สิทธิส่วนบุคคลในการพูดหรืออภิปราย ให้สัมภาษณ์ออกทีวี หากสื่อต่างๆ เชิญ แต่ต้องรับผิดชอบกับการกระทำของตัวเอง หากกระทำสุ่มเสี่ยงในประเด็นทางการเมือง

ส่วนขณะนี้พรรคการเมืองยังไม่สามารถประชุมเพื่อทำเรื่องดังกล่าวได้นั้น ส่วนตัวไม่มีความเห็น เป็นเรื่องที่ต้องได้รับความเห็นร่วมจาก กกต. และหลักเกณฑ์ที่ทาง กกต.ยื่นให้กับ สนช.พิจารณานั้น ยังไม่มีการคุยรายละเอียด คงใช้เวลากว่าที่กระบวนการจะนับหนึ่งในเดือน เม.ย. เพราะต้องมีการปรับแก้อีกหลายอย่าง

“การทำประชามติรอบนี้ จะใช้รัฐธรรมนูญ (ชั่วคราว) ปี 2557 ส่วนความไม่ชัดเจนระหว่างผู้มีสิทธิออกเสียงหรือผู้มาใช้สิทธิ ก็ต้องไปถามรัฐบาล ซึ่งเข้าใจว่าจะมีการนัดหมายในเร็วๆ นี้เพื่อปรึกษาหารือกัน”

ธนิศร์ ศรีประเทศ ผู้ทรงคุณวุฒิ กกต. บอกว่า ตอนนี้ประกาศ กกต.ที่ได้เสนอไปยัง สนช. มีเรื่องกระบวน การเปิดโอกาสให้ประชาชนแสดงความเห็น ทั้งฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งประกาศฉบับนี้จะมีผลต่อเมื่อ สนช.ให้ความเห็นชอบ แต่ขณะนี้ยังไม่ชัดเจน อาจมีการแก้ไข

จะพูดว่าให้กระบวนการเป็นอย่างไร ตอนนี้เร็วไป เพราะตัวประกาศใหญ่ยังไม่ออก แต่ กกต.ได้คิดไว้แล้วว่าจะทำอย่างไร อาจปรับปรุงบ้าง หรือทาง สนช.ให้ความเห็นอะไรมาบ้าง ดังนั้น ต้องรอความชัดเจนก่อน

“ถ้าบอกว่ากระบวนการเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ความแน่นอนยังไม่เกิด รอให้ประกาศ สนช.ออกมาก่อนในการให้ความเห็นชอบ เพราะยังมีอีกหลายๆ ประเด็น ที่ สนช.มีความสงสัยอยู่ และหลังจากนั้นเมื่อความแน่นอนเกิดแล้ว กระบวนการจัดพิมพ์ ส่งอย่างไรของร่างรัฐธรรมนูญ หรือกระบวนการต่างๆ ในการออกเสียงประชามติ จะใช้อย่างไร ลงคะแนนกี่หน่วย ใช้เครื่องหรือบัตรลงคะแนนด้วย ซึ่งมันมีหลายอย่าง”

แม้กระทั่งคนที่ต้องการใช้ สิทธิลงคะแนนนอกพื้นที่ เหมือนการเลือกตั้งจะทำได้หรือไม่ ซึ่งกระบวนการเหล่านี้เตรียมการไว้หมดแล้ว แต่รอเห็นความชอบทุกอย่างก็จะเดินไปได้ และยืนยันว่ากระบวนการควบคุมการออกเสียงประชามติครั้งนี้ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ (ชั่วคราว) ปี 2557 ส่วนประเด็นการออกเสียงที่ยังเป็นปัญหาว่าจะดำเนินการแบบไหน ซึ่งทาง กกต.ได้ส่งข้อสังเกตไปยังนายกรัฐมนตรีแล้ว เพื่อขอความชัดเจน โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้รับเรื่องดังกล่าวแล้ว

ด้าน วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี  ระบุว่า จะมีการหารือในรายละเอียดเกี่ยวกับการทำประชา มติในสัปดาห์หน้า โดยจะพูดคุยอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นวันออกเสียงประชามติ การแจกจ่ายร่างรัฐธรรมนูญให้ครบ 80% ว่ามีวิธีการอย่างไรบ้าง เรื่องงบประมาณในการจัดทำประชามติ

รวมไปถึงเกณฑ์ในการออกเสียงประชามติว่าจะใช้เสียงข้างมากของจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงหรือเสียงข้างมากของจำนวนผู้มาใช้สิทธิออกเสียง และกรณีหากเกิดการขัดขวางการทำประชามติ หรือไม่ทำให้ประชามติเป็นไปอย่างเรียบร้อย

 

เมื่อร่างรัฐธรรมนูญ ‘ฉบับมีชัย’ ถูกรังเกียจ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/414309

เมื่อร่างรัฐธรรมนูญ 'ฉบับมีชัย' ถูกรังเกียจ?

โดย…ไพรัช วรปาณิ กรรมการอัยการ

กำลังเป็นข่าวครึกโครม จนสื่อแทบทุกฉบับนำไปพาดหัวตัวไม้ในทำนองว่า “มีชัย ถามว่า รธน.ไม่เป็นประชาธิปไตยตรงไหน-รุมยำ-ตั้งฉายา…อุทัยเอาด้วย ฉบับใส่หมวกเตือน ‘บิ๊กตู่’ ดูทหาร ป.ว.รุ่นพี่และ สปท.นัดชำแหละใหญ่ฯ”

เพื่อความเป็นกลางและเป็นธรรมทุกฝ่าย จะเขียนวิเคราะห์ประเด็นปัญหาตามความเห็นอันทรงค่าจากผู้ “คร่ำหวอด” ทางการเมือง-กฎหมายอย่างสร้างสรรค์ ดังนั้นในบทความนี้ ผู้เขียนจะไม่วิพากษ์วิจารณ์ก่อนการแสดงประชามติว่า รธน.ฉบับนี้ดีหรือไม่ดีอย่างไร

แต่ทว่าการได้ตระหนักถึงภาระหน้าที่หนึ่งที่ได้รับสั่งสอนมาว่า ยามใดที่บ้านเมืองมีปัญหาทั้งทางมโนธรรมหรือรูปธรรม เราต่างมีหน้าที่ความรับผิดชอบของการเป็นพลเมืองร่วมชาติที่ดี จึงสมควรต้องช่วยกันเสนอแนวทางหรือข้อคิดเห็นอันไร้ซึ่งอคติ เพื่อการรณรงค์ให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจประชาธิปไตย ระดมความคิดความอ่านที่เป็นประโยชน์ เสนอต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เพื่อทำการยกร่างรัฐธรรมนูญให้เหมาะสมกับสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน และการให้ได้มาซึ่งกฎหมายการปกครองประเทศสูงสุดที่มีความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงตามที่ทุกคนปรารถนา โดยการรวบรวมความคิดเห็นจากทุกฝ่าย เพื่อให้เกิด “วิชั่น” สำหรับการใช้สิทธิ-ใช้สติปัญญา ลงมติด้วยความเห็นชอบของตนเองอย่างถูกต้องชอบธรรมสืบไป

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ดังกล่าวนี้ มี 270 มาตรา โดยกำหนดหน้าที่ของปวงชนชาวไทย 10 ข้อ และหน้าที่ของรัฐอันได้แก่หน้าที่พื้นฐาน ทั้งหน้าที่ในการทำให้สิทธิของประชาชนจับต้องได้ ถ้าไม่ทำตาม ประชาชนฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ได้กำหนด สส.จากเขตเลือกตั้ง 350 คน บัญชีรายชื่อ 150 คน ด้วยการนับคะแนนสูงสุดเป็น สส. ส่วนคะแนนที่เหลือคำนวณ สส.บัญชีรายชื่อโดยวิธีบัญญัติไตรยางศ์ หรือที่เรียกกันว่าระบบ “เลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม” นั่นเอง

สำหรับ สว. 200 คน ไม่ใช่สภาพี่เลี้ยง แต่เป็นสภาพลเรือน-สภาเติมเต็มให้ผู้สมัครแต่ละด้านเลือกกันเอง ส่วนนายกรัฐมนตรีให้ทุกพรรคแจ้งชื่อว่าที่นายกฯ ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พรรคละไม่เกิน 3 คน ในการหาเสียงต้องประกาศชื่อเป็น สส. คนนอกก็ได้ โดย สส.เป็นผู้เลือกนายกฯ จากบัญชีรายชื่อของพรรคร่วมรัฐบาลที่มี สส.ไม่น้อยกว่า 5% ของ สส.ทั้งสภา หรืออย่างน้อย 25 คน

เป็นที่ยอมรับกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ มีบทบาทสำคัญต่อทิศทางการบริหารประเทศและสะท้อนเจตจำนงของประชาชนในชาติ ตามหลักการการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างมีนัย ตลอดจนการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคมให้เข้าสู่กลไกของรัฐสภา ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนในการร่วมสร้างสันติสุข เพื่อนำพาประเทศก้าวไปสู่ความปรองดองสมานฉันท์อย่างยั่งยืน

จริงอยู่ รัฐธรรมนูญตั้งแต่ฉบับ พ.ศ. 2475 ซึ่งเป็น รธน.ฉบับแรกของสยาม จนกระทั่งฉบับ พ.ศ. 2550 และฉบับชั่วคราวล่าสุด พ.ศ. 2557 ก็ยังไม่อาจจะระบุว่าฉบับใดดีที่สุด เหมาะสมกับสถานการณ์ใดที่สุดหรือสมบูรณ์แบบเต็มร้อย เพราะต่างก็มีทั้งข้อดี-ข้อเสียปะปนกันไป

ฉะนั้น ความสำเร็จในการปกครองระบอบประชาธิปไตยของประเทศหนึ่ง ก็ไม่สามารถจะนำไปใช้ให้เหมาะสมกับอีกประเทศหนึ่งอย่างสมบรูณ์ เนื่องจากบริบททางการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ในแต่ละสังคมมีความแตกต่างกันนั่นเอง

อย่างไรก็ดี ในเมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ที่กำลังตกเป็นเป้าในการถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างกวาง และถูกตั้งข้อรังเกียจทางสังคมในขณะนี้ ได้ชูประเด็นการปราบโกงและป้องกันการขายเสียงในการเลือกตั้ง สส. ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของรัฐธรรมนูญการปกครองประเทศในทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความเป็นประชาธิปไตยตามหลักสากล ซึ่งต้องผูกโยงกับอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริงหรือไม่ เพียงใด?

อดีตประธานร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 และเป็นผู้ยื่นฟ้องจอมพลถนอม กับจอมพลประภาส ในข้อหาก่อการกบฏ แต่กลับตกเป็นจำเลยเสียเอง ถูกศาลตัดสินจำคุก 10 ปี แต่ติดจริง 7 ปี ต่อมาสมัย “สัญญา ธรรมศักดิ์” จึงพ้นคุก และได้เป็นถึงประธานรัฐสภา คือ “อุทัย พิมพ์ใจชน” ได้ออกสื่อวิพากษ์ตอนหนึ่งว่า “เพื่อความเข้าใจในระบบประชาธิปไตยว่ามีความสำคัญอย่างไร เพราะหลายคนมองว่าประชาธิปไตยเอาไว้ก่อน ปากท้องต้องมาก่อน เนื่องจากคนจนเยอะ ทำให้คณะปฏิวัติทุกคณะที่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากบอกว่าขณะนี้บ้านเมืองแตกความสามัคคี ประชาชนยากจน คนเลวเข้าสภาก็มาปฏิวัติ

แต่ถามว่านักปฏิวัติอยู่รอดปลอดภัยกี่คน แต่ผมก็ยังกังวลว่าหากมีการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใส่หมวกอย่างนี้ก็ไม่แน่ใจ คนไทยไม่ได้กินแกลบ ซ่อนอะไรไว้เขาเห็น และนี่ก็ใกล้วันรับฟังความคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆ ซึ่งคิดว่าจะไม่มีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ เพราะเขาคิดว่าเขาทำดีแล้ว แต่ถ้าประชาชนบอกไม่ดี ก็อย่ามาโทษประชาชน เพราะคุณทำผิดมาตลอด”

อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาและกรรมการ ป.ป.ช. “สมลักษณ์ จัดกระบวนพล” นักกฎหมาย “หญิงแกร่ง” ได้แสดงความเห็นว่า “คนที่มาร่างกฎหมายต่อให้ร่างดีขนาดไหน แต่หากที่ไม่ได้มาจากประชาชน ย่อมไม่พ้นที่จะถูกตั้งข้อหา”

มาฟังเสียงของอาจารย์มีชัยกันบ้าง ซึ่งระบุว่า “ความเห็นบางพรรคมีแต่น้ำ ไม่มีเนื้อ บอกว่าไม่ดี รัฐธรรมนูญต้องเป็นประชาธิปไตย ประชาชนต้องมีส่วนรว่ม ซึ่งเรา (กรธ.) ก็ได้เขียนไปหมดแล้ว ที่มองว่าทำให้รัฐบาลออ่อนแอ ถามว่าอ่อนแอตรงไหน การกำหนดกรอบบริหารราชการแผ่นดินให้รัฐบาลต้องซื่อสัตย์สุจริต ไม่นำเงินหลวงเข้ากระเป๋า ต้องเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนทราบ เว้นแต่ข้อมูลลับ รวมถึงการส่งเสริมให้มีความเสมอภาค ทำให้รัฐบาลอึดอัดตรงไหน?

อาจารย์มีชัย ได้กล่าวต่อไปว่า เวลาเรา (กรธ.) ทำร่างรัฐธรรมนูญ เราจะมองภาพรวมโดยเฉพาะภาพของประเทศในอดีตว่าเกิดปัญหาอะไรบ้านเมืองจึงวุ่นวาย ซึ่งเราได้เหตุผลมา 3 ข้อ คือ คนของเราขาดการรับผิดชอบต่อหน้าที่ ขาดวินัย ข้อ 2 คือ การบังคับใช้กฎหมายขาดความเข้มงวดกวดขัน คุณธรรมการทำงานขาดสิ้นเชิง และข้อ 3 ผลมาจากข้อ 2 เป็นเหตุให้มีการทุจริตเพิ่มขึ้น อีกไม่เกิน 10 ปี ประเทศไทยคงหมดตัว

การทุจริตเป็นปัญหาใหญ่ของชาติ เราจะแก้ไม่ได้หากไม่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ จะร่างอีกกี่หนก็ต้องมีแบบนี้ ร่างใหม่อาจจะเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม ปัญหาทุจริตต้องเขียนกันไว้ในรัฐธรรมนูญให้ถูกทาง หากทำไม่สำเร็จคิดว่าบ้านเมืองไปไม่ได้ และคนจะทะเลาะกันไม่หยุด ดังนั้นร่างรัฐธรรมนูญจึงกำหนดตายตัวไว้ว่าสิ่งใดที่เป็นการทุจริต และคนที่ประพฤติลักษณะทุจริตห้ามยุ่งเกี่ยวทางการเมือง รวมถึงบางเรื่องที่ไม่มีกฎหมายห้าม แต่เป็นเรื่องที่ไม่สมควรทำ มีคนเขาโกรธว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้โหด ผมเพิ่งอธิบายให้เขาฟังถึงเหตุผลว่าเพราะมีกรอบให้ กรธ.ทำข้อหนึ่งคือ ต้องมีมาตรการและกลไกป้องกันคนที่ทุจริตต่อหน้าที่ หรือทุจริตการเลือกตั้ง หรือกระทำความผิด เข้ามาเป็นฝ่ายการเมืองโดยเด็ดขาด”

เมื่อได้ฟังคำอธิบายเหตุผลจากอาจารย์มีชัย และคำเตือนของท่านอุทัย ตลอดจน “คำคม” จากท่านสมลักษณ์แล้ว ย่อมเป็นข้อมูลในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้อ่าน โดยการศึกษาถึงเหตุและผลอย่างถ่องแท้จากความเห็นต่างทุกฝ่าย เพื่อการใช้สติปัญญา ลงประชามติด้วยความเห็นชอบของตน ซึ่งหากเป็นไปตาม “โรดแมป” ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้มุ่งมั่นรังสรรค์ประเทศให้เป็นเลิศ ประกาศไว้ ก็เชื่อว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวคงถึงมือทุกท่านเพื่อใช้เป็นดุลพินิจในการให้ความเห็นชอบหรือไม่ อย่างไร

ในอีกไม่นาน ซึ่งผู้เขียนได้แต่หวังว่าการระดมความคิดเห็นจากบุคคลผู้มีความรู้และประสบการณ์ทางการเมือง-กฎหมายในระดับแนวหน้าดังกล่าว เพื่อให้รัฐธรรมนูญนี้ “ตกผลึก” เป็นทั้งความเป็นประชาธิปไตย และเป็นกลไกเอื้อต่อการบริหารราชการแผ่นดิน วิน-วิน ทุกฝ่าย ก็ย่อมจะก่อเกิดประโยชน์ให้แก่ชาติบ้านเมืองในที่สุด

 

คสช.ดันสุดตัว รธน.ต้องผ่าน รอบนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/414304

คสช.ดันสุดตัว รธน.ต้องผ่าน รอบนี้

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สัญญาณชัดเจนว่ารอบนี้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เอาจริงกับการผลักดันร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงนี้ให้ไปถึงปลายทาง ประกาศใช้เป็นกติกาสูงสุดของประเทศ

ล่าสุด บิ๊กหมู-พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. ออกมาขยับเตรียมส่งทหารลงพื้นที่ เพื่อทำความเข้าใจกับประชาชนในประเด็นเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ

พุ่งเป้าไปที่ประโยชน์ที่จะได้รับ โดยเฉพาะเป้าหมายการจัดการปัญหาการทุจริต และยังให้ประชาชนรับรู้และฟังเสียงของรัฐบาลว่ามีความตั้งใจในการปฏิรูปประเทศ ควบคู่ไปกับการรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน เพื่อไม่ให้เสียเวลา

สอดรับกับท่าทีก่อนหน้านี้ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่กล่าวในงานวันสถาปนาโรงเรียนเตรียมทหารครบ 58 ปี ว่า ขอให้พวกเราทุกคนไปสร้างความเข้าใจว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะแตกต่างกับฉบับที่แล้ว เพราะมีเรื่องการปฏิรูปทุกอย่างภายในประเทศ

“ผมอยากจะพูดตรงนี้ยาวๆ ในหมู่พี่น้องทหารด้วยกัน เพราะอยากจะคุยกับใครสักคนที่เข้าใจเรา มันเป็นภาระความรับผิดชอบที่กดดันผมทุกวัน เราเลยต้องทำงานหนักเพื่อให้คนเข้าใจ และต้องวางรากฐานทุกอย่าง”

ต่อเนื่องด้วยผุดรายการ “แกะกล่องรัฐธรรมนูญใหม่” ออกอากาศผ่านสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ระหว่างวันที่ 3-15 ก.พ. สองช่วง 08.00 น. และ 18.00 น.

เพิ่มเติมจากรายการ “เดินหน้าประเทศไทย” ที่ปกตินำเสนอผลงานและความคืบหน้าในการทำงานของรัฐบาล โดยรายการใหม่จะพุ่งเป้าไปที่การนำเสนอเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งทางคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จัดทำร่างแรกเสร็จเรียบร้อย 15 หมวด 270 มาตรา

เรียกได้ว่าเป็นการเปิดเกมรุกเพื่อนำเสนอ​ “ข้อดี” ของ​ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ รวมทั้งชี้แจงตอบโต้ข้อครหาที่ถูกหลายฝ่ายโจมตีในหลายแง่หลายมุม

ต้องยอมรับว่า หลังจาก มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.​นำเสนอร่างแรก เมื่อวันที่ 29 ม.ค. ปรากฏเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในหลายแง่หลายมุม จากหลายฝ่ายอย่างรุนแรง

ไล่มาตั้งแต่เรื่องใหญ่อย่าง “สิทธิ” ที่เคยลงรายละเอียดในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็นสิทธิชุมชน หรือสิทธิอื่นๆ แต่หายไปจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทำให้เครือข่ายภาคประชาชนเริ่มออกมาเคลื่อนไหวให้แก้ไข

เรื่องระบบเลือกตั้งที่ทางฝั่งการเมืองออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่ายังมีจุดอ่อนในรายละเอียด และไม่ตอบโจทย์การเมือง ทั้งระบบเลือกตั้ง สส.แบบบัตรเดียว หรือเลือกตั้ง สว.​ที่เลือกอ้อมเลือกไขว้

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อร่างรัฐธรรมนูญที่ปรากฏ ดูจะมีแต่ “ข้อเสีย” มากกว่า “ข้อดี” หากปล่อยให้ทุกอย่างเป็นเช่นนี้ต่อไป โอกาสที่ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่าน “ประชามติ” คงเป็นไปได้ยาก

การเปิดเกมรุกเพื่อนำเสนอจุดเด่นของร่างรัฐธรรมนูญ จึงยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า คสช.​เอาจริงกับการเข็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปจนถึงสุดทาง มากกว่าจะปล่อยให้ตกไปในขั้นตอนการทำประชามติ และต้องกลับมาเริ่มต้นกระบวนการกันใหม่

สอดรับไปกับจุดยืนเรื่องการไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวเพื่อสร้างความชัดเจนเรื่องหลักเกณฑ์ คะแนนเสียงประชามติและกระบวนการต่อไปกรณีหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ

ที่ประเมินว่าเป็นการบีบให้ประชาชนลงมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ แทนที่จะต้องไปลุ้นกับเส้นทางข้างหน้าที่ไม่รู้ว่า คสช.จะเลือกเดินไปทางไหน

สาเหตุที่ทำให้ คสช.ต้องเอาจริงกับการผลักดันร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นเพราะก่อนหน้านี้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ก็ถูกตีตกในชั้นสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มาแล้วรอบหนึ่ง

ท่ามกลางกระแสข่าวว่ามีธงมาจากคสช. ตามแผนยื้อขยายเวลาจากกรอบโรดแมปเดิมออกไป หากครั้งนี้ร่างรัฐธรรมนูญยังต้องมาสะดุดอีกรอบย่อมมีแต่จะตอกย้ำข้อครหาเดิมๆ

แถมยังจะซ้ำเติมความเชื่อมั่นที่มีต่อ คสช.​ ส่งผลให้เส้นทางการบริหารของรัฐบาล คสช.นับจากนี้ไปจนถึงการเลือกตั้งรอบใหม่เป็นไปด้วยความยากลำบากขึ้น

ยิ่งครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศย้ำชัดเจนว่า การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในปี 2560 แน่นอน ดังนั้นหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังมีปัญหา ย่อมเพิ่มแรงกดดันที่จะทำให้ทุกอย่างต้องเดินไปตามโรดแมป ​

โดยเฉพาะขั้นตอนการจัดทำ​รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อเป็นกลไกเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง

​ไม่ว่าจะเลือกตั้งกรรมการมาร่างใหม่ในเวลาที่ลดน้อยลงกว่าเดิมอย่างมาก หรือการไปเลือกหยิบฉบับใดฉบับหนึ่งมาใช้ หรือปรับแก้ไขจากของเก่าแล้วประกาศใช้ต่อไปนั้น ​ทุกทางเลือกย่อมเสียหายกับ คสช.ในฐานะผู้รับผิดชอบ มากกว่าการดันให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านไปได้

โดยใช้เสียงประชาชนจากประชามติมาการันตีความชอบธรรมซึ่งดีกว่าการใช้อำนาจ คสช.ในการจัดทำ ซึ่งนอกจะไม่ได้รับการยอมรับแล้ว สุดท้ายเสี่ยงที่ พล.อ.ประยุทธ์อาจเจอมรสุมจนอาการโคม่าได้

 

เกณฑ์ประชามติไม่ชัด เติมเชื้อวุ่นวาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/414118

เกณฑ์ประชามติไม่ชัด เติมเชื้อวุ่นวาย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ความไม่ชัดเจนเรื่อง “ประชามติ” กำลังส่อเค้าจะนำไปสู่ความวุ่นวายตั้งแต่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ​(กรธ.) ยังจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์ไม่เสร็จสิ้น

ล่าสุด ที่ประชุมกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) ได้ตีกลับร่างประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการออกเสียงประชามติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)​ ที่เสนอมา เนื่องจากพบความไม่ถูกต้อง พร้อมให้กลับไปทบทวนใหม่

ประเด็นหลักอยู่ที่ข้อสรุปในการทำประชามติที่จะต้องมีความชัดเจน ทั้งเรื่องจำนวนประชาชนที่จะมาลงคะแนน ต้องใช้เสียงข้างมากจาก “ผู้มาใช้สิทธิ” หรือ “ผู้มีสิทธิ” เพราะการที่จะให้รัฐบาลนำไปตีความเองนั้นไม่ถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม หากไม่มีความชัดเจนก่อนการจัดการออกเสียง ​ย่อมทำให้ผลของประชามติไม่เป็นที่ยอมรับ และกระทบต่อไปถึงความศักดิ์สิทธิ์และการยอมรับรัฐธรรมนูญในอนาคตแล้ว

อีกด้านหนึ่งยังอาจกลายเป็นชนวนที่ถูกหยิบไปขยายผลสร้างความวุ่นวายซ้ำเติมสถานการณ์

จากสัญญาณที่ผ่านมาจะเห็นว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พยายามหลีกเลี่ยงการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว เกี่ยวกับประเด็นการทำประชามติทั้งประเด็นเรื่องความชัดเจนในการออกเสียงประชามติ หรือขั้นตอนต่อไปในกรณีหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติที่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเดินต่อไปอย่างไร

แม้จะถูกมองว่าเป็นแรงบีบให้ประชาชนหันมาโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะไม่รู้ว่ากรณีไม่รับแล้วจะต้องเจออะไรในอนาคต แต่หลายฝ่ายเชื่อว่านี่จะเป็นชนวนวุ่นวายต่อไป

สอดรับกับที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มองว่า ถ้าประชาชนต้องรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพราะเขากลัวว่าจะได้ฉบับใหม่ที่แย่กว่า สุดท้ายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็จะกลายเป็นปัญหาในอนาคต ดังนั้นต้องมีทางเลือกที่ชัดเจน

ยิ่งในประเด็นเรื่องคะแนนเสียงประชามติที่จะเป็นตัวชี้ขาดกติกาสูงสุดของประเทศ ยิ่งจำเป็นต้องมีความชัดเจน ป้องกันข้อท้วงติงในอนาคต

แต่ที่ผ่านมา มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ชี้แจงว่า ทุกอย่างมีความชัดเจนแล้ว ขณะที่ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาชี้แจงว่า ไม่จำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญ เพราะมี พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการทำประชามติ พ.ศ. 2552 อยู่แล้ว

ขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มาตรา 39/1 กำหนดให้ กกต.ดำเนินการให้มีการออกเสียงประชามติ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่ กกต.ประกาศกำหนด โดยความเห็นชอบของ สนช.​​ และประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ดังนั้น การตีกลับของ สนช.รอบนี้ย่อมทำให้กระบวนการต้องสะดุด แถมยังเป็นแรงบีบไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางออกด้วยการทำความชัดเจนให้เกิดขึ้น สกัดปัญหาที่จะมีในนอนาคต ​

ล่าสุด สมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวว่า การตีกลับของ สนช. ไม่ส่งผลกระทบต่อแผนการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่ กกต.วางไว้ว่าวันออกเสียงประชามติจะเป็นวันที่ 31 ก.ค. เพราะยังมีเวลาอีกประมาณ 2 เดือน

ส่วนตัวมีทางออก 4 แนวทางให้รัฐบาล คือ 1.วิธีที่ง่ายสุดสอบถามผู้ร่างรัฐธรรมนูญฯ ว่าเจตนารมณ์ของการร่างมาตราดังกล่าวเป็นอย่างไร ยึดเสียงข้างมากของอะไร 2.เสนอความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดการตีความ 3.รัฐบาลเสนอ สนช.แก้ไขรัฐธรรมนูญให้เกิดความชัดเจน และ 4.รัฐบาลไม่ทำอะไรเลย

ปัญหาคือ หากเลือกทางที่ 4 เส้นทางนับจากนี้ย่อมเดินไปสู่ความวุ่นวายอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

เพราะแม้ทางผู้มีอำนาจในรัฐบาลและ คสช.จะออกมาประสานเสียงว่าทุกอย่างชัดเจน คือ เสียงชี้ขาดอยู่ที่เกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ แต่ตามตัวบทของรัฐธรรมนูญอาจตีความเป็นเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ ซึ่งหากมีผู้ร้องคัดค้านย่อมสะเทือนผลประชามติในอนาคต​

การทำให้เกิดความชัดเจนย่อมเป็นทางออกที่ดีและปิดประตูไปสู่ความวุ่นวาย

ทว่า ก่อนหน้านี้เคยมีกระแส​ดักคอว่าการทำให้เรื่อง ​“ประชามติ” มีความคลุมเครือ ทั้งเพื่อให้เกิดปัญหาในการตีความจนเป็นเหตุผลให้ คสช.ต้องตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง

รวมทั้ง​การสร้างความคลุมเครือเรื่องคะแนนนั้นเพื่อให้ คสช.​สามารถเลือกได้ว่าจะให้รัฐธรรมนูญผ่าน หรือไม่ผ่านประชามติ โดยเฉพาะการที่หากใช้เกณฑ์เรื่องเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ ที่ต้องดูว่าสุดท้ายหากไม่ผ่านประชามติแล้วจะเดินต่อไปอย่างไร

​แต่ด้วยเงื่อนไขที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยืนยันว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นในปี 2560 การที่เกิดความวุ่นวายในช่วงทำประชามติย่อมกระทบไปถึงแผนการตามปลายโรดแมป

ยิ่ง “ประชามติ” ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญ​ที่จะ “ชี้ขาด” กติกาสูงสุดของประเทศ​ หากมีปัญหาความไม่ชัดเจนย่อมสร้างปัญหาที่จะเกิดการไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญต่อไป

แถมยังสุ่มเสี่ยงบานปลายกลายกระทบไปเป็นลูกโซ่ ซ้ำเติมสถานการณ์การเมืองย่ำแย่กว่าที่เป็นอยู่​

 

สิทธิในรัฐธรรมนูญที่หายไป?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:08 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/413881

สิทธิในรัฐธรรมนูญที่หายไป?

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประเด็นเรื่อง “สิทธิ” กลายเป็น “จุดอ่อน” ถูกถล่มอย่างรุนแรงในร่างแรกรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง ของ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่ยังมีข้อถกเถียงว่าถอยหลังกว่าเดิมจริงหรือไม่

ศ.บรรเจิด สิงคะเนติ คณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) อดีต กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ประเมินว่ามาตรฐานเรื่องหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกยังมีมาตรฐานต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ 2540-2550 ซึ่งควรจะต้องปรับปรุง​เพราะเรื่องนี้มีพัฒนาการมายาวนาน

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่พูดถึงไม่ใช่เรื่องสิทธิทั่วไป ที่ กรธ.​พยายามชี้แจงว่าเป็นการเขียนไว้กว้างๆ แต่เป็นหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ เช่น หลักผูกพันโดยตรงตามมาตรา 27 ในรัฐธรรมนูญ 2550 หลักการคุ้มครองสิทธิโดยองค์กรตุลาการตามมาตรา 28 วรรคสอง และหลักประกันในการตรากฎหมายในมาตรา 29

“แต่หลักที่เขาชี้แจงเป็นหลักตามมาตรา  25 คือหลักสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล  ซึ่งไม่อาจไปทดแทนหลักสิทธิชุมชนได้ เป็นคนละเรื่องกันทดแทนกันไม่ได้ อย่างที่ภาคประชาชนโต้แย้งคือเรื่องสิทธิชุมชน ไปใช้มาตรา 25 แทนไม่ได้ ประเด็นผมคือหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิ พอมันไม่มีก็ทำให้ถอยหลังกลับไป  20 ปีแล้วต้องมาสู้กันใหม่

…เรื่องพวกนี้ ศาลตัดสินวางมาตรฐานไว้อยู่แล้ว วางเกณฑ์ไว้ครบถ้วน หากไม่มีต่อไปศาลก็ไม่รู้จะย้อนกลับไปหาอะไร จะเป็นหลักนิติธรรมได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ อย่างหลักผูกพันโดยตรงต่อองค์กรรัฐมาตรา 27  เคยเอามาตัดสินในคดีมาบตาพุด เมื่อเขียนสิทธิแล้วกฎหมายลูกไม่ออกจะถืออำนาจอะไร สิทธิโดยองค์กรตุลาการตามมาตรา 28 หากเขาได้รับผลกระทบก็ไปศาลได้เป็นหลักใหญ่”

ศ.บรรเจิด กล่าวว่า ในเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ศาลปกครองเคยตัดสิน​คดี​ผู้โดยสารรถไฟคนหนึ่ง กรณีการรถไฟแห่งประเทศไทย เอาป้ายโฆษณามาปิดหน้าต่าง จึงฟ้องศาลว่าได้รับผลกระทบปฏิบัติต่อมนุษย์เหมือนวัตถุ กระทบศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ดังนั้น พอไม่มีก็ไม่รู้จะไปเริ่มจากหลักอะไร ต้องย้อนกลับไปหาอะไรก็ไม่รู้ ทั้งที่เคยถูกวางหลักไว้แล้ว

​สำหรับประเด็นเรื่องต้องการให้รัฐธรรมนูญสั้นกระชับนั้น ไม่ใช่ปัญหาเพราะสั้นก็ได้ แต่หลักต้องอยู่ให้ครบ สามารถเขียนให้สั้นได้ ไม่เยิ่นเย้อในสามสี่หลักที่ถือเป็นหัวใจของสิทธิเสรีภาพ ซึ่งไม่ควรนำไปใส่ไว้ในกฎหมายลูก เพราะไม่ใช่หลักกฎหมายสูงสุด

“การไม่มีเรื่องเหล่านี้ย่อมกระทบกับสิทธิแน่นอน ผมถึงบอกว่ามาตรฐานเรื่องนี้ไม่ควรต่ำกว่ารัฐธรรมนูญปี 2540-2550 ​ไม่เช่นนั้นจะกระทบกับการต่อสู้ของประชาชนแน่นอน อย่างเช่น กรณีชาวเลราไวย์ ไม่เช่นนั้นเขาจะ​ใช้อะไรสู้ ที่สู้ได้เพราะมีฐานสิทธิชุมชนอยู่ สามารถเข้าสู่กระบวนยุติธรรม เรื่องนี้ไม่เหมือนสิทธิบุคคล​ที่เป็นอินดิวิดวล แต่สิทธิชุมชนเป็นคอลเลกทีฟไรท์” ศ.บรรเจิด กล่าว

​ด้าน เจษฎ์ โทณะวณิก ที่ปรึกษา กรธ. กล่าวว่า  กรธ.พยายามเปิดกว้างเรื่องสิทธิบอกอะไรก็แล้วแต่ที่ไม่ห้ามไว้ทำได้ทั้งนั้น เมื่อไปเทียบกับรัฐธรรมนูญ 2540 ที่แจงเรื่องสิทธิเสรีภาพค่อนข้างมาก จึงถูกมองว่า  สิทธิเสรีได้รับการรับรองชัดแจ้ง ขณะที่ กรธ.เขียนไม่มีรายละเอียดมากพอ  ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วสิทธิที่ได้รับไม่ต่างกัน แถมหากคิดว่าถูกละเมิดสิทธิก็ฟ้องศาลได้

อย่างไรก็ตาม หากมองจากผู้บริหารรัฐไทยที่ผ่านมา การเขียนแจงสิทธิไว้ละเอียดอาจจะดี เนื่องจากผู้บริหารรัฐไทยชอบคิดเอาเองและมักไม่คิดเรื่องประโยชน์ประชาชน แต่หากสังคมมีพลวัตการเขียนหลักกว้างๆ ไว้ในรัฐธรรมนูญและไปแจกแจงในกฎหมายประกอบน่าจะเป็นการดีเป็นเรื่องที่สังคมต้องพัฒนาร่วมกัน

“คนยกเรื่องสิทธิชุมชน ​กรณีมาบตาพุดที่เคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2540-2550 ​ต่อไปจะไม่มีแล้วก็ถูกต้องแต่ต่อไปจะมีกฎหมายลูกล้อไปกับรัฐธรรมนูญ มี พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมฯ พ.ร.บ.สิทธิชุมชน เพื่อเป็นหลักประกันทำให้คนมั่นใจ รัฐบาล คสช.​สนช.​อาจรวม สปท.​ ต้องช่วยกันผลักดัน หากอยากให้รัฐธรรมนูญสั้นกระชับ ทำได้จริง ไม่งั้นประชาชนไม่อุ่นใจ”​

เจษฎ์ กล่าวว่า ในต่างประเทศแอฟริกา ละตินอเมริกา ก็ใช้วิธีเขียนเรื่องสิทธิแบบละเอียด ส่วนยุโรป อเมริกาเขียนแบบกว้าง หรือออสเตรเลียไม่เขียนเรื่องสิทธิ เพราะถือเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว ซึ่งส่วนตัวมองว่าในเรื่องการใช้รัฐธรรมนูญเป็นกลไกการต่อสู้ของภาคประชาชนนั้นแทบไม่ต่างกัน จะเขียนกว้างหรือแคบไม่มีปัญหา

ที่สำคัญร่างรัฐธรรมนูญที่เขียนเรื่องสิทธิแบบกว้างไม่ได้เป็นการ “ถอยหลัง”  อยู่ที่ว่าสิ่งต่างๆ ที่รัฐธรรมนูญจัดวางไว้ เวลาไปใช้จริงเป็นอย่างไรได้ผลแค่ไหน หรือมีเสียงต้องการให้เพิ่มรายละเอียดทางออก อาจพบกันครึ่งทาง คือให้คนที่เคยต่อสู้เรื่องนี้หาคำหรือหาวลีประโยค สั้นกระชับ รัดกุม ที่มีแล้วจะไปเป็นปัญหา รัฐธรรมนูญ​ไม่ยืดเยื้อสมประโยชน์ด้วยกันทุกฝ่าย

 

แม่น้ำ 3 สายระอุ แรงกดดันกรธ.รอบใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/413879

แม่น้ำ 3 สายระอุ แรงกดดันกรธ.รอบใหม่

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประชุมร่วมกันระหว่างคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) หรือแม่น้ำ 3 สาย ในวันที่ 3 ก.พ. ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งและห้ามมองข้ามเป็นอันขาด

แม้ว่าทั้ง สปท.และ สนช.จะไม่มีอำนาจชี้ขาดร่างรัฐธรรมนูญเหมือนกับสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในอดีต แต่สภาทั้งสองมีหน้าที่เป็นหนึ่งในองค์กรสำหรับการจัดทำกฎหมายลูกเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปประเทศและเป็นกลไกในการช่วยอุ้มร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ

ดังนั้น ท่าทีของ สปท.และ สนช.ที่จะมีขึ้นในวันนี้ จึงเป็นเรื่องที่ กรธ.ต้องให้ความใส่ใจพอสมควร

ลำดับขั้นตอนของการประชุมในวันที่ 3 ก.พ.จะเริ่มขึ้นในช่วงบ่าย โดยทันทีที่เปิดประชุมจะเป็นหน้าที่ของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ. ที่ชี้แจงภาพรวมและสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมด ถัดมาจะให้สมาชิกของทั้งสองสภา ฝ่ายละ 4 คน อภิปรายซักถามและให้ กรธ.ตอบข้อสงสัย ต่อจากนั้นเป็นหน้าที่ของแต่ละสภาที่กลับไปจัดทำคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญต่อ กรธ.ก่อนวันที่ 15 ก.พ.ต่อไป

สำหรับประเด็นที่ สปท.และ สนช.เตรียมท้วงติงต่อ กรธ.ในวันนี้มีหลากหลาย ซึ่งสามารถขมวดได้ 5 ประเด็นสำคัญ ดังนี้

1.โครงสร้างฝ่ายบริหาร โดยมีข้อสงสัยว่ามีความจำเป็นหรือไม่ที่ต้องให้พรรคการเมืองเปิดตัวผู้ท้าชิงตำแหน่งนายกฯ ไม่เกิน 3 คน ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพราะถึงอย่างไรเสียการเลือกนายกฯ กระทำกันในสภาผู้แทนราษฎรอย่างเปิดเผยอยู่แล้ว

ขณะเดียวกัน การกำหนดสภาพบังคับให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องปฏิบัติตามหมวดหน้าที่ของรัฐในร่างรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด พร้อมกับจะมีความผิดถ้าเกิดการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม เหมือนเป็นดาบสองคมที่ส่งผลให้ ครม.ไม่มีอิสระในการบริหารราชการแผ่นดินและอาจนำไปสู่การใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อล้มรัฐบาล

2.โครงสร้างฝ่ายนิติบัญญัติ แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ การเลือกตั้ง สส. ท่าทีของทั้งสองสภาต่างเห็นด้วยกับจำนวน สส. 500 คน และการแบ่งเป็น สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 350 คน และ สส.บัญชีรายชื่อ 150 คน

ทว่ามีประเด็นที่ติดใจ คือ การใช้บัตรเลือกตั้ง สส.เขตเลือกตั้งเพียงใบเดียวเพื่อคำนวณจำนวน สส.ทั้งสองระบบจะสะท้อนเจตนารมณ์การลงคะแนนเลือกตั้งของประชาชนหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาประชาชนจะคุ้นเคยกับการเลือกตั้งผ่านบัตรเลือกตั้งสองใบมาตลอดตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ซึ่งเป็นการแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนว่า ใบหนึ่งเลือกคน อีกใบหนึ่งเลือกพรรค

อีกส่วนอยู่ที่การได้มาซึ่ง สว. แม้ กรธ.จะใช้ระบบเลือกตั้งทางอ้อมมาใช้ กล่าวคือ ให้ผู้สมัคร สว.ทั้ง 20 กลุ่ม ลงมติไขว้กันเองว่าจะให้ใครเป็น สว.จำนวน 200 คน แต่ในทางปฏิบัติจะไม่ต่างอะไรกับการให้ผู้สมัครฮั้วคะแนนกัน เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นกับการเลือกสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในอดีต ด้วยเหตุนี้จึงเริ่มมีการจุดประเด็นว่าควรให้วุฒิสภามีลูกผสมระหว่างการสรรหาผ่านคณะกรรมการสรรหาและการเลือกตั้งทางอ้อม

3.องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ เกิดการตั้งข้อสงสัยว่ามีอำนาจเกินความจำเป็นหรือไม่ อย่างมาตรา 207 ที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่วินิจฉัยกรณีปัญหาเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือรู้กันดีในชื่อ รัฐธรรมนูญ มาตรา 7 มีความเหมาะสมหรือไม่ โดยเห็นว่าควรบัญญัติขอบเขตเกี่ยวกับการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ให้ชัด ป้องกันไม่ให้เกิดการบัญญัติรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ผ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

เช่นเดียวกับมอบอำนาจให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน และ กกต. สามารถระงับยับยั้งนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลในเรื่องการเงินการคลังที่อาจก่อให้เกิดความเสียหาย ซึ่งมีความหมิ่นเหม่ว่าจะเป็นการล้วงลูกฝ่ายบริหารมากเกินไปหรือไม่

4.การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นบทบัญญัติหมวดที่ 15 ของร่างรัฐธรรมนูญ แม้หลักการทั่วไปจะเหมือนกับรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นการให้มีสิทธิเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ หรือ รัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็น 3 วาระ แต่มีประเด็นที่หลายฝ่ายเป็นห่วงว่าน่าจะก่อให้เกิดปัญหาในระยะยาว ซึ่งอยู่ตรงที่การกำหนดให้พรรคการเมืองทุกพรรคในสภาต้องลงมติเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญไม่น้อยกว่า 10%

ถึงแม้ กรธ.มีเจตนาดีที่ต้องการให้พรรคการเมืองเสียงข้างมากต้องฟังเสียงข้างน้อย แต่การให้มีกลไกเช่นนี้จะเป็นการสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดสภาพเสียงข้างน้อยเป็นใหญ่ในสภา ซึ่ง สปท.และ สนช.เตรียมจะขอให้ กรธ.ทบทวนประเด็นนี้

5.บทเฉพาะกาล ทั้ง สปท.และ สนช.ต่างสนับสนุนการให้มีกลไกการปฏิรูปประเทศไว้ในบทเฉพาะกาล เช่น การปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูปตำรวจ เป็นต้น แต่มีข้อท้วงติงในประเด็นที่กำหนดให้ถ้าสมาชิก สปท. สนช. และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะลงสมัคร สส.หรือ สว. ต้องลาออกภายใน 90 วัน หลังจากรัฐธรรมนูญประกาศใช้ หากล่วงเลยเวลาดังกล่าวจะไม่สามารถใช้สิทธิสมัครได้ แม้จะลาออกในเวลาต่อมาก็ตาม

โดยส่วนใหญ่เห็นว่า สนช.และ สปท.มีภารกิจต่อเนื่องทันทีหลังรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ เช่น การพิจารณากฎหมายและการปฏิรูปประเทศ ซึ่งต้องใช้เวลามากกว่า 90 วัน จึงเห็นว่าถ้าจะป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนก็ควรห้ามเฉพาะบุคคลที่ไปทำหน้าที่เป็นกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับเลือกตั้งเท่านั้น

ทั้งหมดนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า กรธ.กำลังเผชิญกับศึกหนักอีกครั้ง โดยเป็นศึกในที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าศึกนอก

 

กรธ.ปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญ ดีกว่าเดินหน้าลุยไฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 12:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/413666

กรธ.ปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญ ดีกว่าเดินหน้าลุยไฟ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เผยโฉมต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรก ซึ่งดำเนินการโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มี “มีชัย ฤชุพันธุ์” เป็นประธาน และก็เป็นไปตามคาดเมื่อฝ่ายการเมืองต่างระดมวิพากษ์วิจารณ์เนื้อหาทั้ง 270 มาตราทันที

โดยเป็นอีกครั้งที่พรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย สองพรรคการเมืองใหญ่ของประเทศ ต่างมีความเห็นตรงกันว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้กำลังจะสร้างปัญหาใหม่ในระยะยาว โดยเฉพาะการเลือกตั้ง สส.ด้วยระบบจัดสรรปันส่วนผสมที่จะนำมาซึ่งการเมืองที่อ่อนแอ เพราะจะได้รัฐบาลผสมที่ขาดเสถียรภาพ

สถานการณ์ความขัดแย้งและแรงต่อต้านที่มีต่อการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ เรียกได้ว่ามีความแตกต่างจากการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2550 อย่างสิ้นเชิง

เวลานั้นมีเพียง “พรรคไทยรักไทย” ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่ถูกยึดอำนาจเท่านั้นที่ออกมาเคลื่อนไหวให้ประชาชนลงประชามติไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ ทว่าปัจจุบันนอกจากจะมีพรรคประชาธิปัตย์และพรรคการเมืองอื่นๆ แล้วยังมีเครือข่ายภาคประชาชนและภาควิชาการส่งเสียงแสดงความไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.

ท่าทีของภาคประชาชนต่อเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ เพราะเดิมทีมีการคาดการณ์ว่าจะเป็นพลังในทางการเมืองที่ช่วยอุ้มให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านการทำประชามติได้ หลังจาก กรธ.ประกาศยืนยันเป็นหลักการสำคัญว่าสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในร่างรัฐธรรมนูญจะมีไม่น้อยกว่าที่เคยมีอยู่ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 แต่เมื่อตัวร่างรัฐธรรมนูญที่เผยแพร่ออกมาไม่มีความชัดเจนในเรื่องดังกล่าว ย่อมทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์พอสมควร

“โครงสร้างด้านสิทธิ เสรีภาพของปวงชนชาวไทย ที่กำหนดไว้ร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.ถือว่ามีความล้าหลังไปอย่างมาก โดยเฉพาะสิทธิที่เกี่ยวกับชุมชน รัฐธรรมนูญ 2550 กำหนดให้บุคคลที่ถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพใช้สิทธิทางศาลได้ แต่ กรธ.ไม่เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญอาจทำให้หลักประกันของสิทธิ เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญมีค่าเท่ากับศูนย์” ข้อสังเกตจากอาจารย์บรรเจิด สิงคะเนติ คณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่า กรธ.จะนิ่งนอนใจต่อแรงต้านที่เกิดขึ้นเสียทีเดียว เพราะยืนยันแล้วว่ายินดีจะรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายเพื่อนำมาปรับแก้เนื้อหาในขั้นตอนสุดท้าย ก่อนที่หลังจากวันที่ 15 ก.พ.เป็นต้นไป กรธ.จะลงมือทบทวนเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ทันกับกำหนดการที่ต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายให้เสร็จในช่วงสิ้นเดือน มี.ค.

สำหรับแนวทางในการปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีความเป็นไปได้ที่จะแบ่งออกเป็น 3 ระดับ

1.ปรับแก้ไม่ได้เด็ดขาด จะอยู่ในส่วนของระบบการเลือกตั้ง สส. ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่ กรธ.ได้วางเอาไว้ที่ต้องการให้ระบบการเลือกตั้งแบบใหม่เป็นเครื่องมือที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาการเมืองทั้งระบบ

กล่าวคือ การเลือกตั้ง สส.ระบบจัดสรรปันส่วนผสมที่เอาคะแนนของผู้สมัคร สส.ที่แพ้ในเขตเลือกตั้งไปคำนวณหาจำนวน สส.บัญชีรายชื่อ กรธ.เชื่อว่าจะไม่ทำให้เกิดสภาพที่เรียกว่าการแพ้ชนะแบบเด็ดขาดเหมือนในอดีต อันเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งในทางการเมือง เมื่อสภาพการเมืองในอดีตไม่เกิดขึ้นก็จะนำมาซึ่งความปรองดองระยะยาว

ไม่เพียงเท่านี้ หากเปลี่ยนระบบเลือกตั้ง สส.ในร่างรัฐธรรมนูญโดยสิ้นเชิง ในทางปฏิบัติแล้วอาจส่งผลให้ กรธ.ทำงานไม่ทันกับกำหนดกรอบเวลา 180 วันที่จะสิ้นสุดลงในช่วงต้นเดือน เม.ย. เพราะบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญหลายมาตราเชื่อมโยงกับระบบเลือกตั้ง จึงทำให้การเปลี่ยนระบบเลือกตั้ง สส.ไปเป็นระบบอื่นเป็นไปได้ค่อนข้างยาก

2.ปรับแก้ได้ระดับหนึ่ง อาจเรียกได้ว่าเป็นการปรับเปลี่ยนเนื้อหาบางส่วนที่ไม่กระทบต่อหลักการสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ อย่างอำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระ หลังจากเริ่มมีเสียงท้วงติงว่าบางองค์กรมีอำนาจเกินไป จนอาจส่งผลให้การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลในอนาคตขาดอิสระในการใช้ดุลพินิจ โดยเฉพาะการให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง ร่วมกันควบคุมนโยบายการเงินการคลังของรัฐบาล

เช่นเดียวกับ การได้มาซึ่ง สว. เพราะมีหลายฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็นในทำนองว่า การปล่อยให้ผู้สมัครจากกลุ่มวิชาชีพ 20 กลุ่มเลือกไขว้กันเองจะให้ใครมาเป็น สว. เท่ากับเปิดช่องให้มีการฮั้วกัน เหมือนกับการเลือกสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สมัชชาประชาชนเพื่อไปทำหน้าที่สภาร่างรัฐธรรมนูญ โดย กรธ.อาจพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการให้มี สว.จากการสรรหามาผสมกับการเลือกตั้งทางอ้อม

3.ปรับแก้ได้ทันที โดยจะเป็นเรื่องที่ กรธ.พร้อมจะดำเนินการได้ทันที เพื่อให้ทุกฝ่ายเกิดความสบายใจ อาทิ สิทธิเสรีภาพของประชาชน หลังจากเริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าสิทธิของประชาชนในการฟ้องศาลเพื่อเอาผิดกับรัฐในกรณีที่ประชาชนถูกละเมิดสิทธิหายไป ซึ่ง กรธ.เตรียมจะบรรจุสิทธิที่ว่านั้นให้เป็นลายลักษณ์อักษร

ทั้งหมดนี้ หาก กรธ.ยอมปรับแก้ไขเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญบางส่วน เพื่อทำให้เห็นว่า กรธ.ได้รับฟังเสียงท้วงติงจากทุกฝ่ายแล้ว แม้บางประเด็นที่ กรธ.ไม่ยอมแก้แบบหัวเด็ดตีนขาดก็ตาม ก็จะทำให้แรงต้านรัฐธรรมนูญฉบับนี้น้อยลงและนำไปสู่การผ่านประชามติในที่สุด

 

เลื่อนโรดแมป คสช.ยิ่งกระอัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 08:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/413431

เลื่อนโรดแมป คสช.ยิ่งกระอัก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ส่องเนื้อหาในบทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะพบว่าโรดแมปสู่การเลือกตั้งที่เดิมเคยวางไว้ว่าจะเกิดขึ้นเดือน ก.ค. 2560 คงต้องขยับออกไปอีกประมาณปลายปี 2560

จากแผนเดิมตามสูตร 6-4-6-4 รวมระยะเวลา 20 เดือน เริ่มจากระยะเวลาร่างรัฐธรรมนูญ 6 เดือน ประชามติ 4 เดือน จัดทำกฎหมายลูก 6 เดือน และจัดการเลือกตั้ง 4 เดือน

มาเป็นแผนใหม่ 6-4-8-5 ที่เปลี่ยนแปลงในขั้นตอนการจัดทำกฎหมายลูกจาก 6 เดือน เป็น 8 เดือน และจัดการเลือกตั้งจาก 4 เดือน เป็น 5 เดือน

ในส่วนของการจัดทำกฎหมายลูกรวม 10 ฉบับ จนต้องเพิ่มเวลานั้น มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) อธิบายว่า แค่ 8 เดือนก็ถือว่า “หืดขึ้นคอ” เพราะรัฐธรรมนูญที่เราร่างถือเป็นโครงสร้างใหม่จำเป็น ต้องทำให้กลไกมันเดินหน้าได้ด้วยกฎหมายลูก

“ถ้าหาคนมาร่วมร่างเพิ่มได้ตลอด 24 ชั่วโมง ก็อาจลดไปได้สัก 2 เดือน การร่างกฎหมายลูกเราจะทยอยทำ เมื่อฉบับไหนเสร็จก็จะส่งให้ สนช.พิจารณา เราจะไม่ทำทั้งหมดให้เสร็จจนครบเวลา 8 เดือน แล้วค่อยส่ง”

ไม่ต่างจากในส่วนของการจัดการเลือกตั้งที่เพิ่มขึ้นมาอีก 1 เดือนนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะระบบการเลือกตั้งใหม่ที่จะเกิดขึ้นหาก ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามตินั้นเป็นโมเดลใหม่ทั้งหมด จำเป็นต้องมีการตระเตรียมซักซ้อมความเข้าใจกันใหม่หมด

แม้จะเป็นการลงคะแนนบัตรเดียวแล้วคำนวณได้ทั้ง สส.เขต และ สส.สัดส่วน แต่เนื่องจากเป็นระบบใหม่ ทำให้ต้องวางแผนและเตรียมการกันใหม่หมด จำเป็นต้องใช้เวลาเพิ่มเติมจากการเลือกตั้งในอดีต

ทาง วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี จะออกมาชี้แจงว่า กฎหมายลูกที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งมี 5 ฉบับ หาก 5 ฉบับนี้เสร็จ ก็สามารถจัดการเลือกตั้งได้ หากไปคำนวณในขั้นตอนในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก็อาจสั้นลงได้ ซึ่งเท่าที่ดูระยะเวลามันไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงอะไร

แน่นอนว่าระยะเวลาที่ขยับเพิ่มจากโรดแมปเดิมอีก 3 เดือน ในทางปฏิบัติจริงแทบจะไม่มีผลอะไรมากนักหากนับจากกรอบเดิม 20 เดือน หรือหากจะนับตั้งแต่ระยะเวลาที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาทำหน้าที่ก็รวมเกือบ 3 ปี

แต่ปัญหาอยู่ตรงหลายฝ่ายตั้งตารอ “การเลือกตั้ง” ซึ่งถือเป็นกลไกที่จะยืนยันว่าบ้านเมืองกำลังจะเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาล คสช.กลับเข้าสู่สภาวะปกติ

ถึงที่ผ่านมาจะมีโรดแมปมาตั้งแต่รัฐประหารว่าบ้านเมืองจะมีเลือกตั้งในห้วงเวลาไหน แต่ทว่า “สัญญาณ” และ “ท่าที” ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ในช่วงที่ผ่านมามักจะสร้างความสับสนแถมลดความเชื่อมั่นมาโดยตลอด

ทั้งเคยระบุว่าจะอยู่ในตำแหน่งต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าบ้านเมืองจะสงบ บางครั้งถึงขั้นระบุว่าหากปั่นป่วนมากๆ จะปิดประเทศบ้าง จนทำให้สังคมเริ่มคลางแคลง

เช่นเดียวกับ “ความเชื่อมั่น” ในสายตาต่างชาติ ที่เฝ้ารอความชัดเจนจะเข้ามาค้าขายหรือลงทุนในประเทศ จนไม่อาจตัดสินใจทำอะไรได้

การที่โรดแมปมาขยับร่นออกไปอย่างเป็นทางการอีก 3 เดือน จึงถือเป็นสัญญาณที่ไม่ดีและจะกระทบไปถึงการค้าการลงทุนซ้ำเติมวิกฤตเศรษฐกิจที่มีแต่จะหนักขึ้นเรื่อยๆ

ยิ่งในช่วงนี้ที่องค์กรระหว่างประเทศเริ่มจับตาสถานการณ์ภายในประเทศไทย โดยเฉพาะท่าทีการดำเนินการต่อกลุ่มนักศึกษา หรือกลุ่มที่ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อต้านรัฐบาล ที่ถูกมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิพื้นฐาน

ล่าสุด เกล็น เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย ยังกล่าวระหว่างเข้าเยี่ยมคารวะ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในโอกาสเข้ารับหน้าที่ โดยระบุว่า “หวังว่าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นตามระยะเวลาที่ได้กำหนดไว้ตามโรดแมป”

ยิ่งในส่วนของบรรดานักการเมืองที่ตกงานมาเกือบสองปีและกำลังเฝ้าอดทนรอจนถึงวันเลือกตั้ง การเลื่อนเวลาออกไปยิ่งจะทำให้ถูกมองว่านี่เป็นแผนการยื้ออยู่ในอำนาจ

สะท้อนผ่านท่าทีของ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่มองว่านี่เป็นการโกหกหน้าด้านๆ เพราะคนร่างรัฐธรรมนูญต้องรู้มาก่อนแล้วว่าจะต้องเตรียมออกกฎหมายใดให้สอดรับกับรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว

เช่นเดียวกับ อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย ที่ออกมาดักคอว่าเป็นแผนที่ต้องการอยู่ในอำนาจนานๆ หรือไม่

“เป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้นเช่นนี้ ประชาชนมองเห็นถึงเจตนาเตะถ่วงซื้อเวลา จะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาทำให้ประชาชนตัดสินใจคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในชั้นประชามติให้ได้ เพราะเห็นเจตนาประวิงเวลาชัดเจน”

การขยับโรดแมปเลือกตั้งออกไปเช่นนี้ จึงไม่เป็นผลดีต่อ คสช. รวมทั้งไม่เป็นผลดีต่อทิศทางการบริหารประเทศในช่วงเวลาที่เหลือ ที่สำคัญหากบานปลายหนักขึ้นย่อมมีแต่จะทำให้ทุกอย่างที่ คสช.ทำมาพังทลาย

 

เปิดบทเฉพาะกาล นับถอยหลังสู่เลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มกราคม 2559 เวลา 12:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/413233

เปิดบทเฉพาะกาล นับถอยหลังสู่เลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

มาตรา 255 ในระหว่างที่ยังไม่มีสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 และสมาชิก สนช.ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ทำหน้าที่รัฐสภา สภาฯ และวุฒิสภา หรือเป็น สส.หรือ สว.ตามลำดับ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ และให้สิ้นสุดลงในวันก่อนวันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปที่จัดขึ้นตามรัฐธรรมนูญนี้

ในระหว่างที่ สนช.ทำหน้าที่ หากมีตำแหน่งว่างลง หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้งผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเป็นสมาชิก สนช.แทนก็ได้

เมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกภายหลังที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ สมาชิก สนช.จะรับสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.หรือ สว.มิได้ เว้นแต่จะได้พ้นจากตำแหน่งสมาชิก สนช.ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่รัฐธรรมนูญนี้
ใช้บังคับ

มาตรา 256 ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ เป็น ครม.ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ จนกว่า ครม.ที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้จะเข้ารับหน้าที่

มาตรา 257 ให้ คสช.ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ยังคงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่า ครม.ที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้จะเข้ารับหน้าที่

ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ ให้หัวหน้า คสช.ยังคงมีหน้าที่และอำนาจตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 และให้ถือว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าวในส่วนที่เกี่ยวกับอำนาจของหัวหน้า คสช.และ คสช.ยังคงมีผลบังคับได้ต่อไป

มาตรา 258 ให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) อยู่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อดำเนินการตามมาตรา 269 (การปฏิรูปประเทศ) ต่อไปให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี นับแต่วันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ และเมื่อครบกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ สปท.สิ้นสุดลง

มาตรา 259 ให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่ตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป เพื่อจัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นที่จำเป็นดังต่อไปนี้ให้แล้วเสร็จ และเสนอต่อสภานิติ บัญญัติแห่งชาติเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

(1) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.

(2) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.

(3) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง

(4) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

(5) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

(6) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

(7) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน

(8) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

(9) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน

(10) กฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ

การดําเนินการตามวรรคหนึ่ง จะจัดทําขึ้นใหม่หรือแก้ไขเพิ่มเติมก็ได้ ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและต้องมุ่งหมายให้มีการขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบในทุกรูปแบบ และต้องทําให้แล้วเสร็จภายใน 8 เดือน นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้

เมื่อได้รับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญจากคณะ กรธ.แล้ว สนช.ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในเวลา 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ

เพื่อประโยชน์แห่งการขจัดส่วนได้เสีย ห้ามมิให้กรรมการ กรธ. ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.หรือดํารงตําแหน่ง สว.ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่พ้นจากตําแหน่ง

มาตรา 260 ให้ดําเนินการเลือกตั้ง สส.และจัดให้มีการเลือก สว.ตามรัฐธรรมนูญนี้ให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติตามมาตรา 259 ทั้งหมดมีผลใช้บังคับแล้ว

มาตรา 261 ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งดํารงตําแหน่งอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ยังคงอยู่ในตําแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

มาตรา 270 บรรดาประกาศ คําสั่ง และการกระทําของ คสช.หรือของหัวหน้า คสช.ที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้หรือที่จะออกใช้บังคับต่อไปตามมาตรา 257 วรรคสอง ไม่ว่าเป็นประกาศ คําสั่ง หรือการกระทําที่มีผลใช้บังคับในทางรัฐธรรมนูญทางนิติบัญญัติ ทางบริหาร หรือทางตุลาการ ให้ประกาศ คําสั่ง การ กระทํา ตลอดจนการปฏิบัติตามประกาศ คําสั่ง หรือการกระทํานั้น เป็นประกาศ คําสั่ง การกระทํา หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้และกฎหมาย และมีผลใช้บังคับโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้ต่อไป การยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมประกาศ คําสั่ง หรือการกระทําดังกล่าวให้กระทําเป็นพระราชบัญญัติ เว้น แต่ประกาศ คําสั่ง หรือการกระทําที่มีลักษณะเป็นการใช้อํานาจทางบริหาร การยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมให้กระทําโดยคําสั่งนายกรัฐมนตรีหรือมติคณะรัฐมนตรี แล้วแต่กรณี

บรรดาการใดๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2558 ว่าเป็นการชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย รวมทั้งการกระทําที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าวให้ถือว่าการนั้นและการกระทํานั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้และกฎหมาย