ให้ทุกวันเที่ยว คือ ‘การเรียนรู้’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 10:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/thailand/480405

ให้ทุกวันเที่ยว คือ ‘การเรียนรู้’

โดย…พี่กั๊ตจัง

“เราพาลูกไปเที่ยวเกือบทุกวัน ถ้าเที่ยวในกรุงเทพฯ จะไปกันที่พิพิธภัณฑ์เด็ก ท้องฟ้าจำลอง ทีเคปาร์ค เพราะครอบครัวเรามีแนวคิดว่าเด็กวัยนี้เขาควรจะได้เล่น ถ้าเล่นกับแม่แค่ 2 คน เขาก็จะได้แค่การเล่นเหมือนเด็กทั่วไป แต่ถ้าพาเขาออกไปเที่ยวข้างนอกเขาก็จะได้เรียนรู้โลกกว้าง ได้เรียนรู้การเข้าสังคม ได้เล่นกับเพื่อนๆ ได้เล่นกับเครื่องเล่นใหม่ๆ ได้เห็นสถานที่ใหม่ๆ เป็นประสบการณ์เรียนรู้สำหรับลูก” เปมิกา กาลัญญ คุณแม่ของน้องศิลป์รสา กาลัญญ อายุ 2 ขวบ 4 เดือน

เปมิกา เล่าต่อว่า คนอื่นมักจะคิดว่าการพาลูกออกไปเที่ยวนอกบ้านจะต้องใช้เงินเยอะ ใช้เปลือง แต่อยากสนับสนุนว่าในกรุงเทพฯ มีสถานที่เที่ยวฟรีมากมาย ทั้งที่รัฐบาลและในส่วนของกรุงเทพฯ สนับสนุนให้ประชาชนมาใช้งาน ทำให้สามารถพาลูกเข้าไปเรียนรู้ได้โดยที่ไม่ต้องใช้เงินเยอะ อย่างพิพิธภัณฑ์เด็กก็เข้าฟรี ท้องฟ้าจำลองก็เสียค่าเข้าชมไม่กี่บาท ในหนึ่งวันที่ออกไปเที่ยวอาจจะใช้เงินเพียงแค่ 100 บาท/วัน สำหรับค่าเดินทางเท่านั้น เพราะสถานที่ต่างๆ ก็ฟรีหมด

 

“ตามพิพิธภัณฑ์หรือห้องสมุดจะมีของเล่น อย่างเช่นบล็อกไม้ หนังสือนิทาน เครื่องเล่นเด็ก ให้ลูกเลือกเล่นอย่างหลากหลาย ที่จริงแล้วเราสามารถซื้อมาเล่นเองที่บ้านก็ได้ แต่ถ้าลูกได้ไปเล่นข้างนอก เขาก็จะได้เรียนรู้เรื่องการแบ่งปัน การรอคิว การเข้าสังคม อย่างที่ท้องฟ้าจำลอง ก็จะมีเมืองเด็กให้เด็กๆ ได้ใส่ชุดลองเล่นเป็นอาชีพต่างๆ ที่เขาสนใจอยากจะเป็น มีของเล่นที่สอดแทรกความรู้ดาราศาสตร์ ธรรมชาติ วิทยาศาสตร์ มีส่วนโดมที่ฉายภาพยนตร์ เราก็พาลูกเขาไปดูไปเล่นตั้งแต่อายุได้ 1 ขวบ

เธอบอกถึงความตั้งใจว่าเป็นการฝึกลูกให้สามารถอยู่ในสถานที่ที่มีผู้คน แล้วสามารถอยู่นิ่งๆ ได้ เราจะสอนลูกว่าถ้าไปอยู่ในสถานที่แบบนี้ เราจะอยู่เงียบๆ เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนคนอื่น

“เวลาเดินทางโดยใช้รถสาธารณะตั้งแต่รถเมล์ไปจนถึงรถไฟฟ้า เราก็ฝึกลูกไปในตัว ฝึกเรื่องความอดทนและการรอคอย ตัวน้องเองพอเที่ยวนอกบ้านด้วยกันบ่อยๆ เขาก็จะเริ่มเรียนรู้ว่าเขาควรจะปรับตัวอย่างไรเวลาที่ออกเดินทางไปเที่ยวนอกบ้าน อย่างขาไประหว่างเดินทาง เขาก็จะหลับไปก่อน พอถึงสถานที่ เช่น ท้องฟ้าจำลอง เขาก็จะวิ่งเล่นจนหมดแรง เพราะถึงขากลับเขาก็จะหลับระหว่างทางที่เรานั่งรถกลับบ้าน นี่ก็เป็นโอกาสที่เขาจะได้เรียนรู้เรื่องการปรับตัวว่าเวลาไหนที่เขาควรจะทำอย่างไร ลูกก็จะเรียนรู้ด้วยตัวเราเอง

 

เคล็ดลับที่เปมิกาวางแผนเรื่องลูกเที่ยว ก็คือ จะคุยกับลูกก่อนล่วงหน้าว่าเดี๋ยววันนี้จะไปที่ไหน จะนั่งรถอะไรไป

“แล้วหนูควรจะต้องทำตัวอย่างไร เราจะบอกกับเขาล่วงหน้า หรือบางครั้งเราก็จะให้เขาเลือกสถานที่เที่ยวของเขาเอง”

คุณแม่เปมิกา แนะนำต่อว่า สำหรับสถานที่เที่ยวในกรุงเทพฯ ที่เหมาะกับการพาเด็กๆ ไปเที่ยวก็คือ ท้องฟ้าจำลอง เพราะว่ามีหลายอย่างให้เด็กๆ ได้เล่นได้เรียนรู้ อีกสถานที่ คือ พิพิธภัณฑ์เด็ก เพราะพื้นที่เฉพาะเจาะจงสำหรับเด็กๆ โดยเฉพาะ และสุดท้าย ก็คือ ห้องสมุดดรุณบรรณาลัย ซอยเจริญกรุง 34 เป็นห้องสมุดสำหรับเด็กปฐมวัยโดยเฉพาะ มีหนังสือเด็กที่คัดมาอย่างดีสำหรับทุกช่วงวัยของเด็ก ที่สำคัญคือไม่เสียค่าเข้า แต่หากต้องการจะยืมหนังสือก็เสียค่าสมาชิกประมาณ 100 บาท จึงสามารถยืมหนังสือได้

“คนทั่วไปหากมาเที่ยวที่ห้องสมุดนี้ จะต้องทำใจในเรื่องเสียงของเด็กๆ เพราะว่าเป็นห้องสมุดที่สร้างขึ้นสำหรับเด็กๆ โดยเฉพาะ ดังนั้นเรื่องเสียงการอ่านนิทาน การส่งเสียงหัวเราะของเด็กๆ ก็จะมีบ้าง ไม่เหมือนกับห้องสมุดทั่วไปที่ต้องเคร่งครัดเรื่องความสงบ แต่อย่างไรก็ตามห้องสมุดก็ถือเป็นห้องที่คุณควรที่จะมานั่งอ่านหนังสือมากกว่าปล่อยให้เด็กจะวิ่งเล่นไปมา”

 

เธอบอกว่า การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนของลูก ก็คือ เขารู้จักโลกภายนอกมากกว่าเด็กคนอื่นๆ ในวัยเดียวกัน

“ก็มักจะเล่าให้น้องฟังทุกอย่างว่าวันนี้เราไปเจออะไรมา ทุกวันนี้ตัวน้องเองก็สามารถเล่าได้ว่าวันนี้นั่งรถอะไร บางครั้งถ้าเราบอกจะนั่งแท็กซี่ ลูกก็จะห้ามไว้ว่าอย่านั่งเพราะเสียเงินเยอะ เขารู้ว่าถ้าเราจะเดินทางไปท้องฟ้าจำลองจะต้องนั่งรถไฟฟ้าลงสถานีเอกมัย หรือถ้าไปที่นี่ต้องนั่งรถไฟใต้ดินเขาจะได้เรียนรู้ในเรื่องการเดินทางในโลกความเป็นจริงมากกว่าที่เราจะไปนั่งอ่านหนังสือดูภาพ สู้เราพาไปดูของจริงเลยจะดีกว่า

สุดท้าย เปมิกา มองว่า การพาลูกไปเรียนรู้ด้วยการไปเที่ยวไม่ใช่เรื่องยาก หลายคนมองว่าการพาลูกไปเที่ยวแต่ละทีมันต้องยิ่งใหญ่ต้องเตรียมตัวต้องเยอะ

“แต่สำหรับเราแล้ว เที่ยวให้เหมือนกับใช้ชีวิตทั่วไป เพียงแค่เรามีเจ้าตัวน้อยเดินทางไปกับเราด้วยเท่านั้นเอง”

 

‘โลกภายนอก’ คือห้องเรียนรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 เมษายน 2560 เวลา 10:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/489174

‘โลกภายนอก’ คือห้องเรียนรู้

โดย…โยโมทาโร่

 “เวลาที่เราพาครอบครัวออกไปเที่ยวข้างนอกช่วงวันหยุด ความรู้สึกเหมือนกับว่าเราได้ใช้เวลาร่วมกันในครอบครัวมากขึ้น โดยเฉพาะน้องของขวัญจะชอบมาก

“เราจะรู้สึกได้เลยว่าลูกมีความสุข และเมื่อเราเห็นเวลาเห็นลูกยิ้ม ลูกหัวเราะ เราก็จะรู้สึกมีความสุขไปกับเขาด้วย ได้รู้ว่าลูกอยากเล่นอยากแสดงออกอะไร จะแสดงออกมาอย่างเห็นได้ชัดในช่วงเวลานี้” รัตนา จารุวัตร คุณแม่ของน้องของขวัญ ด.ญ.ขวัญนรา จารุวัตร เล่าอย่างมีความสุข

 รัตนา เล่าต่อว่า “ถ้าเที่ยวกันจริงๆ ส่วนใหญ่จะชอบพาไปที่แปลกๆ ที่ไม่ซ้ำ เช่น สวนสนุก ทะเล หรือสถานที่เปิดใหม่อยู่ในกระแสที่คนนิยมไป โดยมีเกณฑ์ในการเลือกสถานที่เที่ยวก็คือเลือกใกล้บ้าน เดินทางสะดวก หรือไม่ก็เลือกไปตามที่ลูกอยากจะไป เช่น ช่วงหนึ่งมีกระแสพาไปเที่ยวไดโนซอร์ แพลนเน็ต เราก็พาไปกัน ก็คิดอยู่เหมือนกันว่าไปแล้วลูกจะกลัว ซึ่งก็กลัวจริงๆ เวลาที่ไดโนเสาร์วิ่งเข้ามาหา แต่ในส่วนกิจกรรมอื่นๆ ก็ถือว่าจัดได้ดีเหมาะสำหรับให้เด็กๆ ได้เข้ามาเล่นพร้อมเรียนรู้เรื่องของไดโนเสาร์ และถ้าได้สอนลูกเกี่ยวกับไดโนเสาร์มาก่อน เด็กๆ ก็จะรู้สึกสนุกและมีส่วนร่วมมากขึ้น

บางครั้งน้องของขวัญอยากจะไปเที่ยวทะเล ก็พาไปเที่ยวใกล้ๆ อย่างพัทยาหรือหัวหิน รัตนา ก็บอกว่า ครอบครัวก็จะพาไป ไม่ขัดความต้องการของลูก

 “เพราะน้องของขวัญชอบเล่นน้ำ ไปตอนแรกคิดว่ากลัวน้ำทะเล แต่พอไปแล้วไม่ใช่เลย น้องชอบมาก พอไปถึงแล้วตอนแรกเราคิดว่าจะเล่นแค่ชายหาด แต่เปล่าเลยน้องของขวัญวิ่งลงไปเล่นน้ำทะเลแบบไม่กลัวเลย ที่เหลือเราก็ปล่อยเวลาให้คุณพ่อ (นรา จารุวัตร) คอยดูแลลูกเวลาเล่นน้ำทะเล พอกลับมาบ้านก็ร้องอยากจะไปอีก โดยเฉพาะเวลาที่เห็นรายการโทรทัศน์มีภาพทะเล หรือเวลาที่เราเปิดรูปเพื่อนๆ ของน้องของขวัญเล่นน้ำ เขาก็บอกเลยว่าอยากไปเล่นด้วย

เธอมองว่าสิ่งที่เราคิดว่าลูกได้รับมากที่สุด จากการพาเขาออกไปเที่ยวนอกบ้าน ก็น่าจะเป็นเรื่องทักษะทางสังคมหลายๆ อย่าง

“เช่น การพูดจา การแบ่งปันของเล่นกับเพื่อนๆ โดยเฉพาะการควบคุมอารมณ์ตัวเอง เพราะมีสถานที่ที่หนึ่งซึ่งครอบครัวเราไปเป็นประจำทุกสัปดาห์ก็คือ สวนลุมพินี เพราะคุณพ่อมีซ้อมแข่งบาสเกตบอลที่นี่ เราก็ถือโอกาสได้พาลูกมาเที่ยวด้วย ซึ่งที่สวนลุมฯ จะมีพื้นที่ทำกิจกรรมหลายอย่างให้เลือก และมีเด็กๆ มาเล่นเยอะ โดยเฉพาะเด็กต่างชาติก็มาเที่ยวเล่นที่นี่บ่อย บางทีเราก็เห็นลูกไปพูดคุยกับเด็กฝรั่ง ต่างคนต่างพูดภาษาตัวเองแต่ก็เล่นกันได้ดี ซึ่งน้องของขวัญก็มีพัฒนาการที่ดีขึ้นเรื่อยๆ เริ่มควบคุมตัวเองได้ดี รู้จักแบ่งของ ไม่ได้สำคัญว่าจะต้องไปเที่ยวไกลๆ จะสนุกแค่ได้ออกไปเที่ยวเล่นด้วยกันข้างนอกก็สนุกแล้ว”

 

 

ท่องเที่ยวสะดุดตากับคู่รักสะดุดใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 เมษายน 2560 เวลา 10:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/489172

ท่องเที่ยวสะดุดตากับคู่รักสะดุดใจ

โดย…รอนแรม ภาพ : สะดุดตา

 ประสบการณ์ท่องเที่ยวสุดสะดุดตาของคู่รัก บอย-นิวัฒน์ อนันตริยะเวช และ เอนจอย-ขวัญชนก อนันตริยะเวช ถูกถ่ายทอดผ่านข้อความ ภาพ และวิดีโอ ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ท่องเที่ยวสะดุดตา Sadoodta

เว็บไซต์ www.sadoodta.com และยูทูบ www.youtube.com/boyniwat โดยทั้งคู่ช่วยกันปลูกปั้นมาได้ 6 ปีกว่า กับผลลัพธ์ 1.8 ล้านไลค์ในเพจเฟซบุ๊ก

จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นจากการที่บอยต้องการหาพื้นที่ระบายประสบการณ์ท่องเที่ยว เขาจึงตัดสินใจเปิดเว็บไซต์สะดุดตาเพื่อเป็นที่ปล่อยของ โดยเริ่มทุกอย่างจากศูนย์คือไม่มีแฟนคลับ ไม่ใช่คนดัง แต่เขาเน้นนำเสนอเนื้อหาการเดินทางจริงที่แตกต่างจากเว็บ อื่นที่มักเล่าเรื่องราวส่วนตัว

“สมัยก่อนคนส่วนใหญ่จะโพสต์แค่เรื่องราวในชีวิตประจำวันเหมือนไดอารี่ พอผมทำเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลจริงๆ ขึ้นมา คนก็เข้ามาใช้ข้อมูลเพื่อวางแผนการเดินทาง จึงทำให้สะดุดตาเป็นที่น่าสนใจในตอนนั้น” บอย กล่าว

 

“และตัดสินใจใช้ดอทคอม (.com) เพราะผมตั้งใจจะใช้มันเป็นเส้นทางในอนาคต เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ผมเริ่มเห็นเทรนด์อินเทอร์เน็ตและคิดว่ายังไงมันต้องบูม และสุดท้ายมันก็เป็นสิ่งที่ทุกคนใช้จริง”

จากนั้นเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ยุคเฟซบุ๊กเริ่มโด่งดัง ซึ่งแน่นอนว่า “สะดุดตา” จำเป็นต้องสร้างเพจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในขณะเดียวกัน เอนจอยก็เริ่มเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของบอย ทั้งคู่จึงร่วมกันสร้างเพจสะดุดตาตั้งแต่ยุคแรกๆ ของการมีเฟซบุ๊ก โดยนำเสนอความน่าสนใจระหว่างทาง คือมองว่าทุกอย่างมีเรื่องราวน่าเล่า แม้ว่าจะเป็นที่ซ้ำๆ ก็ตาม แต่ทุกครั้งที่ไปจะมีเรื่องใหม่ให้สะดุดตาเสมอ

“ทุกครั้งที่ออกเดินทาง เราจะลองใส่รองเท้าคู่เดียวกับคนอื่น คือพยายามรู้สึกอย่างที่คนอื่นรู้สึก เวลามองก้อนหินก้อนเดียวกันแต่คนคิดไม่เหมือนกัน ดังนั้น เราจะไม่นำความรู้สึกของเราเป็นที่ตั้ง แต่จะรู้สึกไปกับคนอื่นด้วย” เอนจอย กล่าวเพิ่มเติม

“โดยเราจะพยายามกันพื้นที่ระหว่างทริปเชิญกับทริปไปเองแบบ 50-50 เพราะเราอยากแชร์ประสบการณ์จริงของเรา อยากไปเที่ยวในแบบของเรา และอยากคงความเป็นสะดุดตาไว้ให้มากที่สุด ดังนั้น ทุกช่องทางของสะดุดตาจะไม่เป็นเชิงพาณิชย์มากเกินไป เพราะเราค่อนข้างแคร์คนติดตามเรามากๆ ด้วย”

 

นอกจากนี้ ช่วง 4-5 เดือนที่ผ่านมา ทั้งคู่เริ่มไปจับการทำคลิปวิดีโอเพื่อลงในยูทูบมากขึ้น อย่างเดือนที่ผ่านมามีคนติดตาม (Subscribe) มากขึ้นถึง 1,000 เปอร์เซ็นต์ และมีแนวโน้มที่จะเป็นที่รู้จักมากขึ้นด้วย ซึ่งสถิติที่เกิดขึ้นนี้เป็นความจริงที่วัดจากฝีมือการทำเนื้อหาทั้งสิ้น

“พวกเราอยากฝากถึงคนอื่นๆ ที่อยากเป็นบล็อกเกอร์ว่า อยากให้ทำอะไรก็ได้ที่เป็นตัวของตัวเอง เมื่อทำแล้วจะมีความสุข เพราะทุกอย่างจะดีได้เมื่อเริ่มจากสิ่งที่เราเป็น อย่าเลียนแบบคนอื่น เราทำทุกอย่างมีความสุข เราจะทำได้เรื่อยๆ แต่ถ้าทำเพราะอยากเที่ยว อยากได้เงิน มันจะทำได้ไม่นาน” บอย กล่าวเสริม

“ถ้าเราไม่มีโอกาสดัง เช่น ยอดไลค์ไม่ถึงพันไม่ถึงแสนสักที คุณอาจจะถอดใจ แต่สำหรับคนที่อยากทำเพราะรัก เขาจะไม่นับยอดไลค์เป็นความพึงพอใจ แต่จะทำเพราะเป็นสิ่งที่มีคุณค่า ดังนั้น ควรให้คุณค่ากับสิ่งที่เราทำ ไม่ใช่แค่เทรนด์ ควรทำเพราะรักจะดีที่สุดและยั่งยืนที่สุด” เอยจอย ทิ้งท้าย

 ติดตามเรื่องราวการเดินทางทั้งในประเทศและเที่ยวต่างประเทศ ทั้งข่าวสารการท่องเที่ยว กิจกรรม เทศกาล และงานประเพณีน่าสนใจกับเพจ “สะดุดตา” และทั้งคู่จะพาทุกคนไปทุกจุดที่สะดุดใจ

 

เสียงหัวเราะและความสนุก เกิดได้ที่ ‘โอเชียนปาร์ก ฮ่องกง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 เมษายน 2560 เวลา 10:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/489171

เสียงหัวเราะและความสนุก เกิดได้ที่ ‘โอเชียนปาร์ก ฮ่องกง’

โดย…วราภรณ์

 นอกจากฮ่องกงจะเป็นสรวงสวรรค์ของนักช็อปจากทั่วโลกแล้ว ที่นี่ยังเป็นดินแดนแห่งความสุขและเสียงหัวเราะ หากได้มาเยือนโอเชียนปาร์ก ฮ่องกง ก็จะได้รับความสนุกกลับไป และสถานที่แห่งนี้ยังตราตรึงผู้คนจากทั่วโลก เพราะครองใจแฟนคลับและสร้างความสนุกสนานและสร้างความทรงจำแสนอบอุ่นให้กับผู้ที่มาเยี่ยมชมนานกว่า 40 ปีแล้ว

สวนสนุกแห่งนี้เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2520 เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร เพราะสร้างโดยเงินทุนของรัฐบาล แม้จะอายุ 40 ปีแล้ว แต่สวนสนุกแห่งนี้ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกที่เชื่อมระหว่างผู้คนกับธรรมชาติเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งยังได้รับการยอมรับเกี่ยวกับการดูแลสัตว์ การอนุรักษ์ และความพยายามในการทำวิจัย รวมถึงความสัมพันธ์อันดีกับชุมชนมาโดยตลอด

ก่อนเข้าชมต้องเข้าใจสุขภาพของแพนด้าเสียก่อน

 ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา มีผู้คนมากกว่า 140 ล้านคน เข้ามาเยี่ยมชมโอเชียนปาร์กแห่งนี้ตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง มีศุูนย์การเรียนรู้เพื่อให้เด็กๆ ได้เรียนรู้การอยู่กับธรรมชาติ และวิถีชีวิตของสัตว์นานาชนิด

โอเชียนปาร์กตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเกาะฮ่องกง โดยมีพื้นที่ครอบคลุมมากกว่า 91.5 เฮกตาร์ (572 ไร่) ของเกาะฮ่องกง และมีสถานที่ที่น่าสนใจมากกว่า 80 แห่ง โดย 2 สถานที่ที่น่าสนใจที่สุดคือ บริเวณริมฝั่งและบริเวณยอดภูเขาสูง ทั้งสองที่นี้ถูกเชื่อมต่อกันโดยกระเช้าลอยฟ้าและรถไฟโอเชียน (The Ocean Express) และทุกๆ ปี โอเชียนปาร์กจะจัดงานที่ไม่เหมือนใครเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

โดยในแต่ละฤดูกาลจะมีเทศกาลทั้งหมด 5 งาน ใช้ชื่อว่า ซัมเมอร์ สแปช, ฮัลโลวีน เฟส, คริสต์มาส เซนซาชั่น, ลัคกี้ ลูน่า เฟียชต้า และแอนิมอล ดิสคัฟเวอรี่ เฟส ทำให้แฟนคลับโอเชียนปาร์กไม่มีเบื่อกันเลย

ทำอาหารให้แพนด้ารับประทานก่อนเข้าชมแพนด้าอย่างใกล้ชิด

 ที่แห่งนี้นอกจากมีเครื่องเล่นที่สนุกตื่นเต้นแล้ว ยังเหมาะมากๆ กับผู้ปกครองหรือโรงเรียนที่จะพาเด็กๆ มาเปิดความรู้ในโลกกว้าง อาทิ การผจญภัยในออสเตรเลีย คือสถานที่ที่จำลองตอนใต้ของออสเตรเลียมาอยู่ในฮ่องกงเป็นครั้งแรก ตั้งอยู่บริเวณโรงหนัง The Great Entertainment ในฮ่องกงเก่า มีมุมถ่ายภาพมากมายเหมาะกับวัยรุ่นจะมาถ่ายภาพอัพเดทโลเกชั่นกันที่นี่

หากเข้าไปภายในแล้ว จะได้สัมผัสกับวิถีชีวิตชนบทของออสเตรเลีย ด้วยการเดินลอดอุโมงค์เพื่อไปยังทุ่งหญ้า สถานที่ที่ทุกคนจะได้พบกับสัตว์สายพันธุ์ที่เป็นสัญลักษณ์ของออสเตรเลียตอนใต้ ทั้งหมีโคอาลาสายพันธุ์ใต้ จิงโจ้แคระคอแดง (Red-necked Wallaby) และนกขยันหัวเราะ (Laughing Kookaburra) และเรียนรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของชาวพื้นเมืองและปรัชญาการใช้ชีวิต สุขภาพ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

เด็กๆ จะได้สัมผัสกับบ้านของลิงสีทองสองตัว “Le Le” กับ “Qi Qi” และแพนด้าตัวยักษ์ “An An” ซึ่งสัตว์ทั้งสองชนิดนี้เป็นตัวแทนทางการทูตที่สำคัญของสวนสนุกแห่งนี้ และยังมีพื้นที่อื่นๆ ให้นักท่องเที่ยวได้ไปเที่ยวเล่นอย่างจุใจ

ป้อนอาหารแพนด้า

 สงกรานต์นี้หากคุณพ่อคุณแม่กำลังมองหาสถานที่ที่จะพาลูกๆ ไปเปิดหูเปิดตา ลองไปแวะโอเชียนปาร์ก ไม่น่าจะทำให้ผิดหวัง หรือจะไปเยี่ยมแพนด้าดาราเอกของสวนสนุกอย่างใกล้ชิดก็สามารถทำได้

แม้พื้นที่สวนสนุกจะกว้างใหญ่ แต่ไม่ต้องห่วงเพราะเดินทางภายในโอเชียนปาร์ก สามารถใช้ได้หลายการขนส่ง อาทิ กระเช้าลอยฟ้า หรือเคเบิลคาร์ ถือเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกที่เป็นสัญลักษณ์ของโอเชียนปาร์ก ซึ่งมีความสูงถึง 205 เมตรเหนือทะเลจีนใต้ ใครขึ้นก็จะได้เห็นทัศนียภาพสวยงาม หรือจะลองนั่งรถไฟลอดอุโมงค์ซึ่งเป็นการเจาะภูเขาให้รถไฟผ่านใช้เวลาโดยสารเพียงแค่ 3-5 นาทีเท่านั้น ถือว่ารวดเร็วประหยัดเวลามากๆ

สำหรับราคาบัตรทั่วไป ผู้ใหญ่ (อายุ 12 ปีขึ้นไป) 1,971 บาท เด็ก (อายุ 3-11 ปี) 986 บาท บัตรเข้าชมสวนสนุกประเภทราคา 1,125 บาท จะได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าเล่นเครื่องเล่นทั้ง 7 เครื่องเล่นก่อนใคร

ถ่ายภาพกับแพนด้า

 การเดินทางไปเยือนโอเชียนปาร์กก็ง่าย สามารถเดินทางโดย MTR เพียง 4 นาทีจากสถานี Admiralty Station ถึงสถานี Ocean Park Station โดย 100 เหรียญฮ่องกง จะนำไปบริจาคแก่มูลนิธิอนุรักษ์สัตว์และสิ่งแวดล้อมของโอเชียนปาร์ก ฮ่องกงต่อไป

พิเศษสุดๆ คือช่วงกลางเดือน มี.ค.-กลางเดือน เม.ย.นี้ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปีของโอเชียนปาร์ก จึงมีเทศกาลไวน์นานาชาติ และลิ้มรสชาติอาหารโบราณที่ขึ้นชื่อของเกาะฮ่องกงที่มารวบรวมไว้ในงานนี้ในราคาจำหน่ายตั๋วที่พิเศษสุด

สนใจสอบถามไปได้ที่ (852) 3923-2323 หรือแวะเข้าไปดูข้อมูลได้ที่เฟซบุ๊กของโอเชียน ปาร์ก ฮ่องกง

สัมผัสโลมาอย่างใกล้ชิด

5 สถานที่ที่หากเยือนโอเชียนปาร์กแล้วไม่ไปไม่ได้ ได้แก่

 1 เดอะ แกรนด์ อะควาเรียม

จะนำคุณเดินทางจากชายฝั่งไปจนถึงบริเวณที่ลึกที่สุดของมหาสมุทร ที่นี่เป็นโดมพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีพื้นที่ถึง 5.5 เมตร รวมไปถึงอุโมงค์โขดหินที่มีแผ่นอะครีลิกขนาดใหญ่กว้างถึง 13 เมตรให้นักท่องเที่ยวได้ใกล้ชิดกับปลาหลายสายพันธุ์แหวกว่ายอยู่ด้านบนตื่นตาตื่นใจมากๆ

 2 ผจญภัยในขั้วโลกเหนือ หรือ Polar Adventure

สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่บนเขาต้องนั่งกระเช้าลอยฟ้าขึ้นไป ถือเป็นสถานที่แห่งใหม่ที่ก่อสร้างได้เพียง 3 ปีเท่านั้น เมื่อเข้าไปด้านในจะพบกับสัตว์นานาชนิดที่อาศัยอยู่บริเวณขั้วโลกที่มีอากาศหนาวเหน็บ

ที่แห่งนี้วิทยากรจะสาธิตการให้อาหารแก่สิงโตทะเล และยังแฝงเล่าเรื่องการอนุรักษ์บอกเล่าถึง ชะตากรรมของสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่บริเวณขั้วโลกภายใต้การคุกคามของสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงและภาวะโลกร้อน

เด็กๆ จะได้เรียนรู้วิถีชีวิตของสัตว์และสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติของทั้งขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ผ่านนิทรรศการ เพื่อให้เข้าใจการอยู่ร่วมกันของสัตว์โลกมากขึ้น

เรียนรู้อวัยวะต่างๆ ของโลมา

 3 นอร์ท โพล เอนเคาน์เตอร์ 

ที่แห่งนี้เป็นบ้านของแมวน้ำลายจุด (Spotted Seals) และสิงโตทะเลเหนือ ทำให้ได้สัมผัสกับทั้งภาพและเสียงวิถีชีวิตของพวกมัน ท่านสามารถชมการเคลื่อนไหวใต้น้ำที่สวยงามของพวกมันได้ในอุโมงค์ใต้น้ำแห่งนี้

 4 ทริล เมาน์เทน 

เมื่อเยี่ยมชมชีวิตสัตว์โลกจนเต็มอิ่มแล้ว มาสร้างความตื่นเต้นให้กับชีวิตด้วยการมาเยือน ทริล เมาน์เทน (Thrill Mountain) คือบริเวณที่ตกแต่งด้วยธีมงานเฉลิมฉลอง ประดับประดาด้วยไฟกะพริบสีสันสดสวย และเพลงประกอบจังหวะสนุกสนาน ราวกับอยู่ในบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลอง

โดยพื้นที่แห่งนี้มีเครื่องเล่นที่น่าตื่นเต้น 5 ชนิด อาทิ สนุกและเสียวสุดๆ ต้องเครื่องเล่นแฮร์ เรสเซอร์ (Hair Raiser) รถไฟเหาะไร้พื้น ขอบอกว่าหวาดเสียวสุด นอกจากจะให้ความรู้สึกอันน่าหวาดเสียวแล้ว ยังจะได้เห็นวิวอันสวยงามของทะเลจีนใต้อีกด้วย ผู้เล่นจะได้ตีลังกากลับหัวด้วยความแรงอย่าง 4.0 G และด้วยความเร็วกว่า 88 กิโลเมตร/ชั่วโมงของรถไฟเหาะนี้ เรียกได้ว่าเร็วและแรงที่สุดของรถไฟเหาะในฮ่องกงก็ว่าได้

อีกหนึ่งเครื่องเล่นที่มาแล้วไม่ควรพลาด ได้แก่ เดอะ แฟลช (The Flash) เครื่องเล่นที่มีวงเหวี่ยงสูงถึง 22 เมตร แรงโน้มถ่วง 3.9 G และความเร็วสูงสุดถึง 60 กิโลเมตร/ชั่วโมงนี้ ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคหัวใจ เพราะในระหว่างเล่นนั้น ผู้เล่นจะทะยานสู่ท้องฟ้าในขณะที่หมุน 360 องศาไปพร้อมๆ กัน รับรองหากได้เล่นเครื่องเล่นที่ทริล เมาน์เทน จะลืมความแก่ไปเลย

ถ่ายภาพกับโลมา

 5 เยี่ยมชมโลมา

 หาโอกาสได้ยากมากที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสความน่ารักของโลมาได้ใกล้ๆ แค่เพียงขอบสระกั้น นอกจากจะได้สัมผัสและเรียนรู้อวัยวะต่างๆ ของโลมาแล้ว ยังได้เรียนรู้คำสั่งง่ายๆ ที่ใช้ควบคุมโลมาให้ทำตามคำสั่งได้อย่างน่ารัก เมื่อชมความน่ารักเสร็จยังได้ถ่ายภาพกับโลมาน้อยเป็นที่ระลึกอีกด้วย

แมวน้ำน่ารักที่ North pole Encounter

สนุกสนานที่ทริล เมาน์เทน

รับประทานอาหาร ที่ห้อง Neptune’s Restaurant

พบแพนด้าแดงที่ Amazing Asian Animals

เคเบิลคาร์พาขึ้นเขาไปพบกับเครื่องเล่นนานาชนิด

มาแล้วต้องลอง Hair Raiser

สัมผัส Old Hong Kong

อุโมงค์แผ่นอะครีลิกขนาดใหญ่กว้างถึง 13 เมตร ในแกรนด์ อะควาเรียม

 

มาเที่ยวโอเชี่ยนพาร์ค ฮ่องกง ให้นึกถึงโรงแรม Ovolo Southside

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 เมษายน 2560 เวลา 11:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/488044

มาเที่ยวโอเชี่ยนพาร์ค ฮ่องกง ให้นึกถึงโรงแรม Ovolo Southside

โดย…วราภรณ์ ผูกพันธ์

 โรงแรมสุดชิค 1 แห่งของฮ่องกงต้องมีชื่อ Ovolo Southside รวมอยู่ด้วย เหมาะมากกับผู้ที่มีโปรแกรมมาสวนสนุกโอเชี่ยนพาร์ค ฮ่องกง เพราะโรงแรมแห่งนี้ถือเป็นโรงแรมแห่งใหม่ที่เปิดได้เพียง 2 ปี และอยู่ใกล้กับโอเชี่ยนพาร์คเดินเพียง 10 นาทีก็ถึงแล้ว

และหากใครอยากเข้าไปช็อปปิ้งในเมืองก็สามารถนั่งรถโดยสารประจำทาง หรือจะนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินสาย New South Island ใหม่ล่าสุดก็สามารถนั่งเข้าไปในเมืองเพื่อช็อปปิ้งหรือเดินทางไปสนามบินก็สะดวกสบายมากๆ

หากใครจะมาที่โรงแรมแห่งนี้ให้ลงที่สถานีหว่อง จุ๊ก ฮั้ง (Wong Chuk Hang) เดินอีกนิดเดียวก็ถึงโรงแรมแล้ว

ข้อมูลการเดินทางของเอ็มทีอาร์ คอร์ปอเรชั่น ระบุว่า โดยปกติการเดินทางจากย่านเซ็นทรัล (Central) แอดมิรัลตี้ (Admiralty) หว่านไจ๋ (Wan Chai) และคอสเวย์ เบย์ (Causeway Bay) ไปสู่หว่อง จุ๊ก ฮั้ง (Wong Chuk Hang) จะใช้เวลาประมาณ 20 ถึง 40 นาที โดยแท็กซี่หรือรถเมล์

 แต่ปัจจุบันสามารถเดินทางไปถึงได้ภายใน 10 นาที และสำหรับผู้มาเยือนการเดินทางออกจากสนามบินโดย MTR ใช้เวลาเท่าๆ กันกับรถแท็กซี่เลยทีเดียว

เสน่ห์อีกอย่างของโรงแรม Ovolo Southside ฮ่องกง นอกจากการเดินทางที่สะดวกแล้วคือ การตกแต่งที่ปรับโฉมจากโกดังเก่าให้กลายเป็นโรงแรมตกแต่งสไตล์ industial chic ที่เป็นที่นิยมทั้งชาวฮ่องกงและนักท่องเที่ยว เพราะที่นี่จะจัดโปรโมชั่นมานอนพักและรวมอาหารเช้าให้ในราคาสุดพิเศษ

การตกแต่งที่สะดุดตาอีกจุดคือเมื่อถึงโรงแรมแล้ว ให้กดลิฟต์ไปที่ล็อบบี้ของโรงแรมซึ่งตั้งอยู่บนชั้น 3 เมื่อเข้าเช็กอินสังเกตการตกแต่ง ของ Lobby เป็นผนังอิฐ ปูนเปลือย พื้นไม้ ใช้เทคนิคการจัดไฟได้ยอดเยี่ยมอารมณ์เหมือนกำลังจะเดินเข้า PUB หรูๆ ไปนั่งสังสรรค์กับเพื่อนอย่างนั้นเลย

สิ่งที่เตะตาอีกชิ้นที่ล็อบบี้คือ หุ่นรูปคนทำด้วยโซ่จักรยานสุดเก๋ สร้างสรรค์โดยอาร์ตทิสชาวออสเตรเลียมูลค่าประมาณ 3 แสนบาท ตั้งเด่นเป็นสง่า ใครชื่นชมชีวิตตอนกลางคืนลองแวะไปบนชั้นดาดฟ้าของโรงแรม ก็มีบาร์สุดเก๋ชื่อ Above วิวสวย เครื่องดื่มรสชาติดีถือเป็นที่เช็กอินสุดเก๋มีไว้คอยบริการด้วย

สำหรับวิวทิวทัศน์ของโรงแรมก็น่าสนใจ เพราะชั้นหนึ่งมีห้องพักเพียงไม่กี่ห้องเท่านั้น ห้องพักแต่ละด้านจะเห็นวิวไม่เหมือนกัน บางมุมสามารถมองเห็นสนามกีฬากลางแจ้งหลากหลายชนิด อีกมุมก็มองเห็นโอเชี่ยนพาร์ค

 หากใครชื่นชอบการดื่มไวน์ และไม่อยากไปช็อปปิ้งในย่านใกล้ๆ อย่าง คอสเวย์ เบย์ ก็สามารถจิบรสชาติของเบียร์ท้องถิ่น อย่าง Black Kite และ Young Master Ales โรงผลิตเบียร์ขนาดเล็กทั้งสองนี้ ตั้งอยู่ห่างจากโรงแรมเพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น โดยเปิดให้แขกสามารถเข้าชมและจิบได้

เมื่อลิ้มลองรสชาติเบียร์เสร็จแล้ว ก็สามารถไปชิมอาหารต่อได้ที่ Cirqle ร้านอาหารของโรงแรมที่มีห้องครัวส่วนตัวขนาด 4,000 ตารางฟุต ที่ตั้งอยู่แยกจากอาคารอุตสาหกรรมได้ด้วย

ใครชอบโรงแรมเก๋ๆ แนะนำให้แวะมาที่ Ovolo Southside รับรองไม่ผิดหวัง

ที่ตั้งโรงแรมอยู่ที่ 64 Wong Chuk Hang Road, Southside, Hong Kong โทร. +852 3460 8100 หรือติดต่อผ่านไลน์ @OvoloSouthside หรือเข้าไปดูที่เฟซบุ๊กของโรงแรมก็ได้

 

แฮปปี้แฟมิลี่ทริป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 เมษายน 2560 เวลา 11:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/488042

แฮปปี้แฟมิลี่ทริป

โดย…ฤดูกาล

 ครอบครัวนักเดินทางนำทีมโดยคุณพ่อ จ๊อบ-นิธิ สมุทรโคจร กรรมการผู้จัดการบริษัท สานฟ้า ขยันยกโขยงพาลูกชายคนโต น้องเคนโด้ และลูกสาวคนเล็ก น้องเคด้า ออกเดินทางร่วมกันเพื่อถ่ายทำรายการสมุดโคจร On The Way

อย่างล่าสุดทั้งสามได้ออกตะลุยฮ่องกงในบรรยากาศสนุกและสุดน่ารัก ที่ใครเห็นก็ต้องพูดว่าครอบครัวสมุทรโคจรเป็นแฮปปี้แฟมิลี่ทริป ของจริง!

กูรูนักเดินทางอย่างพ่อจ๊อบเดินทางมาแล้วรอบโลก แต่ไม่ใช่ทุกประเทศที่เขาสามารถพาลูกทั้งสองไปได้ ด้วยความปลอดภัยและความสะดวกสบายของการออกทริป แต่สำหรับประเทศที่เป็นมิตรกับเด็กอย่างญี่ปุ่นหรือฮ่องกง แน่นอนว่าคุณพ่อคนนี้ไม่พลาดกระเตงลูกไปแน่นอน

อย่างเทปที่รายการสมุดโคจรออกอากาศอยู่นี้คือ ฮ่องกง ที่เขาแท็กทีมพาครอบครัวไปพักผ่อน โดยเน้นเอาใจลูกๆ มากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะลูกชาย น้องเคนโด้ ที่ขอยึดรายการมาเป็นผู้ดำเนินรายการเองทั้งหมด

 สถานที่แรกที่ครอบครัวสมุทรโคจรไม่พลาดคือ ฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ ดินแดนในฝันของเด็กๆ ที่น้องเคนโด้ได้พานั่งรถไฟหัวรถจักรไอน้ำ ต่อด้วยชมพาเหรดของเหล่าการ์ตูนดิสนีย์ และตื่นตากับการแสดงดอกไม้ไฟ (Disney Fireworks) ที่ทั้งพ่อจ๊อบและลูกๆ ต่างตาค้างไปกับความอลังการ

จากนั้นได้ยกโขยงไปบุกใจกลางเมือง ณ บันไดเลื่อนกลางแจ้งที่ยาวที่สุดในโลก (Central Mid-Levels Escalators) มีความยาว 800 เมตร สร้างต่อเนื่องกันรวมทั้งหมด 20 อัน และมีทางเลื่อนเท้าอีก 3 อัน ซึ่งบันไดเลื่อนนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพราะภูมิประเทศบริเวณนั้นเป็นเนินเขา ถ้าเดินทางด้วยรถยนต์จะต้องนั่งรถบนถนนที่ซิกแซ็กไปมาหลายกิโลเมตร

บุกกันต่อที่ย่านคลาสสิกของเมืองที่ผสมผสานระหว่างความเก่าแก่ของตึกรามบ้านช่องกับงานศิลปะตามท้องถนน นั่นคือ ตึกพีเอ็มคิว (PMQ-Police Married Quarters) แหล่งพบปะแห่งใหม่ของวัยรุ่นฮ่องกง โดยได้ดัดแปลงอาคารมาจากแฟลตเก่าของตำรวจให้เป็นหนึ่งในฮับของวงการดีไซน์ในฮ่องกง ซึ่งเต็มไปด้วยสตูดิโอและร้านขายของสุดฮิปเอาใจสาวกฮิปสเตอร์

สามพ่อลูกยังไปกินดะที่ ย่านเล่ยหยูหมุน แหล่งรวมอาหารทะเลจากทั่วทุกมุมโลก ลองอาหารมื้อเช้าสุดฮิตของคนฮ่องกงที่ร้านไคกี่ และไปซ่ากันต่อบนถนนพอตติงเกอร์สตรีท หรือถนนแผ่นหิน ในอดีตได้ใช้เป็นถนนแบ่งโซนระหว่างชุมชนชาวยุโรป (ทิศตะวันออก) และชุมชนชาวจีน (ทิศตะวันตก)

 ปัจจุบันได้กลายเป็นถนนคนเดินที่มีความลาดชัน พื้นปูด้วยแผ่นหินแกรนิตหลายๆ แผ่นต่อกัน และที่สำคัญคือมีแห่งเดียวในฮ่องกง

นอกจากนี้ ลูกชายตัวแสบยังได้มันกับการแข่งรถใจกลางเมืองที่ไซด์เวย์ส (Sideways Driving Club) กับการขับรถแข่งเสมือนจริงที่สามารถแข่งพร้อมกันได้ทีละหลายคน

ปิดท้ายด้วยการเอาใจลูกสาวสุดรักที่ย่านหว่านไจ๋ ตลาดที่เต็มไปด้วยของเล่นทั้งของเล่นสมัยใหม่และของเล่นโบราณที่อาจไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนทั้งตุ๊กตาบาร์บี้ ตัวต่อเลโก้ หรือเกมกระดานชนิดต่างๆ ในราคาย่อมเยา

ทริปนี้เรียกว่า ครอบครัวไหนที่มีแผนจะเดินทางไปฮ่องกงกับเจ้าตัวน้อยก็สามารถตามรอยครอบครัวสมุทรโคจรได้ เพราะทุกที่คิดมาแล้วว่าเหมาะกับเด็กและรถเข็นเด็ก แถมด้วยความสนุกสนามที่ตอบโจทย์ทั้งเด็กและผู้ใหญ่แบบทั้งครอบครัว

ทั้งนี้ ติดตามรายการสมุดโคจร On The Way ได้ทุกวันเสาร์ เวลา 17.00 น. ทางช่อง 3SD (28)

 

ฝาแฝดท่องดินแดนสุดแปลก (แต่ไม่ประหลาด) ‘ทวิน ทราเวลเลอร์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 เมษายน 2560 เวลา 11:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/488041

ฝาแฝดท่องดินแดนสุดแปลก (แต่ไม่ประหลาด) ‘ทวิน ทราเวลเลอร์’

โดย…รอนแรม ภาพ : ทวิน ทราเวลเลอร์

 ฝาแฝดเหมือนกัน ชอบเดินทางเหมือนกัน จึงเกิดเป็นเพจเฟซบุ๊กท่องเที่ยวที่ไม่เหมือนใครในชื่อ Twin Traveller : Travel and Lifestyle ของแฝดผู้พี่ ใหม่-ธนทัต พงษ์พิบูล และ นัท-ณัฐพงษ์ พงษ์พิบูล วัย 25 ปีที่ออกเดินทางท่องโลกเมื่อสองปีก่อน พร้อมกล้องและมุมมองการถ่ายภาพที่แปลกตาโดยเฉพาะสถาปัตยกรรม

ใหม่เล่าว่า ตนและนัทเริ่มโพสต์เรื่องท่องเที่ยวในเฟซบุ๊กส่วนตัว แล้วปรากฏว่ามีคนติดตามมากขึ้นๆ จนทั้งคู่ตัดสินใจเปิดเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการ เพื่อเปิดกว้างให้คนที่สนใจเข้ามาติดตามและแบ่งปันข้อมูลกันได้มาก

“ใหม่กับนัทชอบเที่ยวแบบแบ็กแพ็กเกอร์ ชอบไปประเทศแปลกๆ อย่างประเทศแรกที่ไปคือ ตุรกี เพราะอยากหาประสบการณ์ใหม่ๆ ที่คนไทยยังไม่ค่อยได้ไป ซึ่งตุรกีเป็นประเทศที่สวยงามเกินคาดมากๆ เป็นดินแดนที่สวยมาก คนเฟรนด์ลี่ไม่น่ากลัว ไม่เหมือนกับข่าวที่นำเสนอถึงสงครามและความรุนแรง พื้นที่เสี่ยงตรงนั้นเป็นแค่จุดๆ หนึ่ง แต่พอไปจริงๆ แล้วรู้สึกปลอดภัยมาก”

 นอกจากนี้ ทั้งคู่ยังเคยออกพ็อกเกตบุ๊คเรื่อง Twin Traveller in Istanbul ที่บอกเล่าถึงความสวยงามในเมืองอิสตันบูล

ด้านการสร้างเพจเฟซบุ๊กให้เป็นที่รู้จัก ใหม่กล่าวต่อว่า สิ่งสำคัญคือ คุณต้องเป็นตัวของตัวเองก่อน ให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา แชร์จากประสบการณ์จริง ไม่ตามกระแสก็ได้หากความชอบส่วนตัวไม่ใช่แบบนั้น เพราะผู้ติดตามเพจจะได้อ่านสิ่งที่เกิดขึ้นจริงและสามารถนำไปปรับใช้ในทริปของพวกเขาได้

ทวิน ทราเวลเลอร์ เปิดมานาน 2 ปีด้วยใจรักของทั้งคู่ ทว่าอาชีพหลักของใหม่และนัทไม่ใช่บล็อกเกอร์ท่องเที่ยวอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่พวกเขาเป็นช่างภาพสถาปัตยกรรมมือฉมังที่หารายได้ได้เป็นกอบเป็นกำ และเป็นทุนในการเดินทางครั้งต่อไปด้วย

 “เพจและการเดินทางถือเป็นงานอดิเรก อย่างงานรีวิวที่ไม่เข้ากับสไตล์ของพวกเราหรือไม่ตรงกับเป้าหมายของลูกเพจ เราก็จะไม่รับ ที่จริงเราสามารถหารายได้เยอะๆ จากเพจก็ได้ แต่ผมคิดว่า มันจะกลายเป็นเพจขายของไปและไม่ใช่จุดประสงค์ที่เราตั้งใจไว้แล้ว” ใหม่กล่าวเพิ่มเติม

ฝาแฝดคู่นี้ เลือกเดินทางด้วยตัวเองเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ของทริปทั้งหมด ซึ่งพวกเขาประทับใจประเทศในแถบตะวันออกกลางมากเป็นพิเศษ เพราะเป็นเมืองที่มีสถาปัตยกรรมสวยงาม คนน่ารัก และคนไทยมักมองข้าม รวมถึงจอร์เจีย สเปน โปรตุเกส และรัสเซีย ในทริปต่อไป โดยแต่ละทริปจะใช้เวลาอย่างน้อย 15 วัน หรือมากสุดคือ 1 เดือน เพราะพวกเขาต้องถ่ายภาพที่ดีที่สุด และอยากเที่ยวให้เข้าถึงที่สุด

ใหม่ยังกล่าวด้วยว่า เงินที่ได้จากการถ่ายภาพสามารถใช้โดยไม่รู้สึกเสียดาย หากใช้ไปกับการเดินทาง เพราะวัยนี้คือช่วงเก็บเกี่ยวประสบการณ์และเป็นวัยที่ต้องเห็นโลกกว้าง ดังนั้นถ้าอยากไปไหนก็จะไปให้ได้ก่อนที่จะหมดแรงเที่ยว

“ในอนาคต เรายังไม่แน่ใจว่าจะก้าวไปเป็นบล็อกเกอร์เต็มตัวหรือเปล่า ในตอนนี้แม้ว่าเพจจะมีคนกดไลค์ไม่มากมาย แต่เราอยากให้มันเป็นคอมมูนิตี้ของคนที่ชอบเดินทางเหมือนกัน มาคุยกันมากกว่า และเราจะยังเน้นเนื้อหาเน้นรูปภาพตามความตั้งใจเดิม เพราะเราอยากให้คนที่มาอ่านเกิดแรงบันดาลใจให้พวกเขาออกเดินทางหาประสบการณ์ใหม่ๆ ได้จริง”

ติดตามการเดินทางไกลของฝาแฝดใหม่และนัทได้ที่เพจเฟสบุ๊ก Twin Traveller : Travel and Lifestyle และเว็บไซต์ twintravellerblog.com

 

 

เที่ยวเสริมทักษะสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มีนาคม 2560 เวลา 10:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/486884

เที่ยวเสริมทักษะสังคม

โดย…โยโมทาโร่

 “ครอบครัวเราทำงานขายสินค้าผ่านออนไลน์ ทำให้มีเวลามากพอที่จะพาลูกออกข้างนอกค่อนข้างบ่อย แต่การไปแต่ละครั้งก็ค่อนข้างจะกระชั้นมีเวลาเตรียมตัวไม่มาก เพราะสถานที่เราไปนั้นจะเป็นสถานที่ที่ใกล้กับที่ส่งของให้ลูกค้าเสียเป็นส่วนใหญ่ แล้วดูว่าแถวนั้นมีที่ไหนที่น่าเที่ยวบ้างเราก็จะไป

“ทุกครั้งที่ออกนอกบ้านน้องบาบัส จะดูตื่นเต้นมีความสุขมากเป็นพิเศษสังเกตจากแววตาที่เป็นประกายของลูกอย่างเห็นได้ชัด” ปนัดดา ศรีสุกใส คุณแม่น้องบาบัส วัย 2 ขวบกว่า (ศุภวิชญ์ จองศิริเลิศ) เล่าถึงประสบการณ์การพาลูกไปเที่ยวในรูปแบบที่ไม่มีการวางแผนล่วงหน้านานนัก

“ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยพาไปเที่ยวที่ไหนไกลมากนัก เต็มที่ส่วนมากจะไปตามเทศกาลที่หยุดยาว เพราะลูกยังเล็กมากเรายังไม่อยากพาไปไหน ยกเว้นเราตามคุณพ่อไปทำงานแบบเช้าไปเย็นกลับ แบบอาศัยตามคุณพ่อ (คัมภีร์ จองศิริเลิศ) เวลาไปส่งของลูกค้าแล้วเห็นว่าใกล้ปลายทางนั้นมีสถานที่เที่ยวที่น่าสนใจ ก็จะตามไป

“เราก็จะมีการเตรียมขวดนม เสื้อผ้าสำรอง เผื่อจะต้องเปลี่ยน และจะพยายามทำทุกอย่างจะอยู่ในกระบวนการที่จะอยู่ในรถ ตอนเช้าก่อนออกจากบ้านเราจะบอกลูกว่าวันนี้เราจะไปนอกบ้านกันนะ ไปหยิบรองเท้ามา น้องบาบัสก็จะไปหยิบรองเท้ามาให้เราใส่”

 ความปลอดภัยในการเดินทางโดยรถยนต์จะเป้นเรื่องที่ให้ความสำคัญเป้นลำดับแรก แต่ก็ต้องแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าตามอารมณ์ของลูกด้วยเช่นกัน เนื่องจากวัยที่โตขึ้น

“เวลาเดินทางปกติเราจะมีคาร์ซีตให้ลูกนั่งในรถระหว่างเดินทาง แต่พอลูกเริ่มโตเริ่มเกาะยืนได้ เคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วขึ้นก็ไม่ยอมนั่งในคาร์ซีตแล้ว พยายามเอาตัวออกจากคาร์ซีตตลอดเวลา ก็นั่งให้แม่กอดอยู่หน้ารถ แต่เขาจะไม่ไปวุ่นวายการขับรถของคุณพ่อ เพราะเขารู้หน้าที่ดีว่าพ่อต้องขับรถ ตัวน้องเองก็เกาะกระจกมองวิวไป”

การพาลูกเที่ยวแบบไม่เสียงานของผู้เป็นพ่อ และได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างมีคุณภาพ เรียกว่าได้เที่ยวได้งานแบบทูอินวัน

“พอไปถึงที่ส่งสินค้าคุณพ่อก็ทำงานไป ส่วนเราก็พาลูกไปเดินเล่น ยิ่งได้ไปเจอเพื่อนๆ รุ่นเดียวกันตาจะเป็นประกายจะมีเสียงหัวเราะดีใจ

“อย่างสถานที่ที่ไปแล้วอยากจะกลับไปมากที่สุด ก็คือทริป อนันตรา หัวหิน รีสอร์ท จะมีจุดให้เด็กวิ่งเล่นในสนามหญ้าสวนหย่อม ก็เป็นจุดที่เด็กๆ ซึ่งไปเที่ยวที่นี่ชอบมาวิ่งเล่นกัน น้องบาบัสก็ชอบ พอไปถึงเห็นเพื่อนๆ พี่ๆ เล่นอยู่ก่อนก็จะวิ่งเข้าไปเล่นกับเขาด้วย ไม่สนใจว่าเขาจะเล่นด้วยหรือเปล่า หรืออาจจะเป็นเพราะเป็นเด็กผู้ชายแล้วเป็นลูกเพียงคนเดียวไม่มีเพื่อนเล่น ก็จะพยายามเข้าหาเพื่อนๆ มากเป็นพิเศษ”

 ปนัดดาเฝ้าสังเกตลูกเวลาไปเที่ยวและได้เข้าสังคม เจอกับเด็กคนอื่นๆ ทำให้เห็นความเจริญเติบโตและพัฒนาการที่น่าพอใจสำหรับคนเป็นแม่

“เท่าที่สังเกตลูกมาตลอดรู้สึกว่าเราได้เห็นพัฒนาการในส่วนของความจำ และการเข้าสังคมจะมีมากเป็นพิเศษ อย่างตอนที่ไปเที่ยวบางแสน น้องไปเจอเด็กที่โตกว่าเล่นก่อกองทราย ด้วยความที่ลูกอยากจะเล่นกับเขาด้วย ก็เดินมาจูงมือแม่เดินไปหาพี่ๆ ที่กำลังเล่นก่อกองทรายกันอยู่

“มือหนึ่งถือที่พลั่วตักทรายของเล่น อีกมือจับมือแม่ให้มาอยู่ใกล้ๆ แล้วก็ไปตักทรายใกล้ๆ กับพี่เขา พี่ๆ ก็ไม่สนใจ แต่พอน้องเห็นที่ตักทรายในมือพี่ๆ เขาจำได้ว่าของเขาก็มีแบบนี้เหมือนกัน เลยเดินจูงมือแม่กลับไปเปลี่ยนอีกอันที่เหมือนกับพี่ๆ แล้วกลับไปเล่นกับพี่ๆ ใหม่ ทำให้เราเห็นว่าพัฒนาด้านความจำของลูกและการเข้าสังคมดีมาก

 “เราไม่คิดเลยว่าลูกจะจำได้ว่ามีของเล่นแบบเดียวกันนี้อยู่ และยังมีความคิดของตัวเองที่จะเปลี่ยนไปเอาอันใหม่เพื่อให้เหมือนกับของพี่ๆ เพื่อนที่จะขอเล่นด้วยกันได้ ตรงนี้ทำให้เราเห็นว่าการที่พาลูกออกไปวิ่งเล่นไปเที่ยวนอกบ้าน นอกจากจะลูกจะมีความสุขและยังช่วยเสริมพัฒนาการของเด็กได้ดีอีกด้วย”

 

โลกกลับหัวของผู้ชายบ้าพลัง ศิษฎา ศิริพงษาโรจน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มีนาคม 2560 เวลา 10:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/486883

โลกกลับหัวของผู้ชายบ้าพลัง ศิษฎา ศิริพงษาโรจน์

โดย…รอนแรม ภาพ : ศิษฎา ศิริพงษาโรจน์

 หนุ่มกระบี่เสพติดการปีนเขา จนต้องพาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางภูเขาในญี่ปุ่น

เขาคือ กอล์ฟ-ศิษฎา ศิริพงษาโรจน์ ผู้พิชิตฟูกุชิมะได้สำเร็จและค้นพบว่า การปีนเขาที่ญี่ปุ่นไม่ใช่แค่เดินตามทาง แต่ต้องปีนป่ายพาตัวและหัวใจขึ้นไปด้วย

“กอล์ฟชอบธรรมชาติ” เขาจึงเลือกไปเรียนต่อปริญญาโทที่เกียวโต

“เลือกเมืองเกียวโตแทนที่จะเป็นโตเกียว เพราะกอล์ฟอยากปีนเขา ที่นี่มีภูเขาเยอะ ธรรมชาติเยอะ เวลาวันหยุดกอล์ฟจะได้ไปปีนเขาได้ ซึ่งภูเขาที่นี่พอขึ้นไปแล้วจะเห็นวิวทั้งเมือง ปีนไม่ยาก ส่วนใหญ่เรียกว่าเนินมากกว่า ใช้เวลาปีนไม่ถึงสองชั่วโมง แต่ที่ท้าทายจะเป็นยอดยูฟูอินที่ใช้เวลาปีนประมาณสี่ถึงห้าชั่วโมง”

เขาเล่าด้วยว่า การปีนเขาที่เมืองไทยกับญี่ปุ่นต่างกันโดยสิ้นเชิง อย่างเรื่องเสื้อผ้าที่ต้องซื้อใหม่หมด เพราะต้องใช้เสื้อผ้าที่รักษาอุณหภูมิของร่างกาย และรองเท้าต้องทนกับสภาพดินหลายแบบทั้งหิน โคลน และหิมะ โดยเขาจะใช้เวลาอยู่ที่ญี่ปุ่นนาน 2 ปี ซึ่งตอนนี้ผ่านไปไม่ถึง 1 ปี เขาปีนไปแล้ว 16 ลูก

“กอล์ฟเป็นคนชอบจับโปเกมอน ตอนปีนเขาก็จะจับไปด้วย” เขาเล่าประสบการณ์ล่าสุด

“แล้วเพราะมัวแต่ห่วงโปเกมอนเลยเดินสะดุด มือถือตกไปในเหว กอล์ฟเลยปีนลงไปเก็บซึ่งก็ไม่ยากอะไร แต่พอเก็บเสร็จแล้วกอล์ฟตัดสินใจเดินทางนั้นต่อ แทนที่จะขึ้นไปทางเดิม แล้วหลังจากนั้นเรื่องก็ยากทันที เพราะเจอทั้งต้นไม้ล้ม ทางเดินลำบากมากๆ ต้องสไลด์ลง เดินลงไม่ได้ เพราะดินมันร่วน มีช่วงที่ต้องผูกเชือกโรยตัวลงมา พอลงมาถึงก็ต้องโบกรถ ตอนนั้นมือถือก็แบตหมดไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหน

“คือจากที่ต้องเดินลงแค่สองชั่วโมง แต่วันนั้นเดินไปห้าชั่วโมง แล้วปกติกอล์ฟจะเดินกับเพื่อนอีกสองสามคน แต่ครั้งนั้นกอล์ฟไปคนเดียว คือทุกอย่างเกิดขึ้นพร้อมกันมากๆ ซึ่งเป็นประสบการณ์เฉียดตายที่สุดแล้ว ตั้งแต่ปีนมาเป็นสิบปี นักปีนเขาจึงจำเป็นอย่างมากที่ต้องพกอุปกรณ์ที่จำเป็นเพื่อใช้ในยามคับขัน”

อุปกรณ์ที่เขาต้องแบกขึ้นบ่าอย่างขาดไม่ได้คือ ข้าวปั้นสำหรับเติมพลัง เสื้อสำหรับเปลี่ยนเพื่อคงอุณหภูมิร่างกาย และผ้าขนหนูสำหรับแช่ออนเซนบนภูเขา ซึ่งกอล์ฟปีนเขาเดือนละ 2-3 ครั้ง และเคยพิชิตยอดเขาคูจู (Kuju-san) ที่สูงสุด 2,002 ม. มาแล้ว

“ทุกครั้งที่ปีนมันเหนื่อยทุกครั้ง แต่ทำไมกอล์ฟเดินต่อ เป็นเพราะกอล์ฟมีจุดหมายที่ยอดเขาข้างบน และทุกครั้งที่ไปถึงยอด ความรู้สึกจะหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง เพราะวิวสวยมาก เขาทุกลูกมีวิวที่สวยงามทุกลูก ซึ่งไม่ใช่แค่ญี่ปุ่น ที่เมืองไทยก็สวยอย่างบนเชียงดาว ดอยอินทนนท์ หรือไร่เลย์ก็สวยมากๆ นอกจากนี้กอล์ฟยังเคยไปปีนเขาที่อินเดีย ฮาวาย นิวซีแลนด์ และออสเตรเลียด้วย”

เอกลักษณ์ในอินสตาแกรมเขานำเสนอโลกกลับหัว (@golfsissada-Upside down, all-around) คือจะไปตีลังกาบนยอดเขาแบบทั้งแสบทั้งฮาและน่าทึ่ง ซึ่งความฝันอันสูงสุดของนักปีนเขาอย่างกอล์ฟมีอย่างเดียวคือ พิชิตเอเวอร์เรสต์ ซึ่งแม้ว่าจะอันตราย แต่ความท้าทายกลับเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นมากกว่าความน่ากลัว

“คิดไว้ว่าภายในห้าปีข้างหน้ากอล์ฟจะไปปีนเอเวอเรสต์ให้ได้” เขากล่าวต่อ

“แต่สำหรับอนาคตอันใกล้นี้พอเรียนจบ ป.โท จบ กอล์ฟอยากเปิดโฮสเทลเล็กๆ ที่กระบี่ และอยากเปิดเอเยนซีเอ็กซ์ตรีมทัวร์ โดดร่ม ปีนเขา บอร์ดดิ้ง ทุกอย่างที่เป็นกีฬาเอ็กซ์ตรีมกอล์ฟอยากพาคนไปสัมผัส เหมือนกับไลฟ์สไตล์ตัวเองที่เคยทำมาแล้วทุกอย่างจนเจ็บตัวมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ยังชอบอยู่ดี”

 ตั้งแต่จำความได้เขาชอบความท้าทายมาตั้งแต่เด็ก จนถึงตอนนี้ตลอดอายุ 26 ปี กอล์ฟค้นพบตัวเองจากความเสี่ยงและความมันส์เหล่านั้น

เขากล่าวว่า นอกจากจะได้ประสบการณ์ ความท้าทายยังทำให้เห็นตัวเองมากขึ้น ได้รู้ว่าขีดจำกัดอยู่จุดไหน หรือความมุ่งมั่นของตนมีมากน้อยอย่างไร เพราะความท้าทายคือการทดสอบตัวเองว่า เมื่ออยู่ในสถานการณ์วิกฤตจะสามารถแก้ไขปัญหาได้หรือไม่ และสิ่งสำคัญที่สุดคือ การรู้ตนและไม่ประมาท

“เราต้องมีสติตลอดเวลาเพราะการพลาดเพียงก้าวเดียว ชีวิตอาจเดินต่อไม่ได้อีกเลย” กอล์ฟกล่าวทิ้งท้าย

ติดตามโลกกลับหัวในแบบฉบับของกอล์ฟหรือขอคำแนะนำเกี่ยวกับการปีนเขาได้ที่อินสตาแกรม golfsissada และเฟซบุ๊ก Sissada Siripongsaroj

 

แสงสีแห่งฮอยอัน วันที่ฉันไม่ลืมเธอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มีนาคม 2560 เวลา 10:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/world/486882

แสงสีแห่งฮอยอัน วันที่ฉันไม่ลืมเธอ

โดย…เพรงเทพ รูป : อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ

 มองจากหน้าต่างเครื่องบินของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ลงมายังเบื้องล่าง หลังจากที่ทะยานขึ้นสู่อากาศไม่นานนัก

ริมชายฝั่งหาดทรายทอดตัวขนานไปกับน้ำทะเลสีฟ้าของมหาสมุทรแปซิฟิกหรือทะเลเวียดนาม (คนเวียดนามไม่เรียกว่าทะเลจีนใต้) จากเมืองดานัง เมืองใหญ่อันดับ 4 และเป็นเมืองท่าที่สำคัญของเขตเศรษฐกิจภาคกลางของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

ช่างสวยงามตราตรึง ปล่อยจินตนาการได้กว้างไกล แต่ความประทับใจไม่ได้อยู่ที่นี่ เพราะเพียงแค่ผ่านทางมาสู่สนามบิน ความงดงามทางศิลปวัฒนธรรมได้ไปผูกติดกับเมืองเก่ามรดกโลก ฮอยอัน ที่อยู่ห่างไปไม่กี่สิบกิโลเมตร

 การได้ไปสัมผัสกับ “ฮอยอัน ไลต์ เฟสติวัล 2017” ซึ่งมีบริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ เป็นแม่งานใหญ่ ได้เนรมิตเมืองมรดกโลกซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญเก่าแก่ที่ต่อเนื่องมากว่า 600 ปี ให้เปี่ยมด้วยสีสันฟื้นอดีตเปี่ยมชีวิตชีวาขึ้นอีกครา

เหมือนได้มุดอุโมงค์เวลาไปค้นหาวันชื่นคืนสุขในความหมายของความรุ่งเรืองของที่นี่เมื่อครั้งอดีตกาล

ฮอยอัน เป็นเมืองท่าโบราณที่ถูกแช่แข็งทางกาลเวลาให้คงสภาพเดิมได้อย่างงอกงาม อยู่ในเขตจังหวัดกว่างนาม ห่างจากตัวเมืองดานัง ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ประมาณ 30 กิโลเมตร เป็นเมืองเล็กๆ มีพื้นที่ประมาณ 60 ตารางกิโลเมตร

 การตั้งอยู่ริมแม่น้ำทูโบนที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน โดยครั้งหนึ่งในช่วงศตวรรษที่ 15-16 เคยเป็นเมืองท่าศูนย์กลางการค้าทางทะเลที่เจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก

ฮอยอันถือเป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม และมีการผสมผสานศิลปวัฒนธรรมจากต่างชาติในยุคต่างๆ เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นได้อย่างมีเอกลักษณ์ ทั้งสถาปัตยกรรมที่สะท้อนผ่านอาคารบ้านเรือน รวมถึงมรดกวัฒนธรรมต่างๆ ได้รับการอนุรักษ์ให้คงสภาพเดิมเป็นอย่างดี

โดยองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization) หรือ ยูเนสโก (UNESCO) ได้ประกาศให้เขตเมืองเก่าฮอยอัน เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมในปี 1999

 ความสวยงามของแสงสีเสียง และการจัดวางภูมิทัศน์เพื่อเสริมช่องว่างของส่วนที่ขาดหายไปจากเมืองเก่าฮอยอัน นั่นคือความมีชีวิตชีวาเต้นเร่าอยู่ในปัจจุบัน โดยมีพาหะก็คือการเล่าเรื่องผ่านรูปแบบของแสงสีเสียงต่างๆ ที่น่าทึ่ง

โดยเฉพาะการเล่าเรื่องราวตรงหมุดหมายสำคัญของเมืองที่เชื่อมต่อชุมชนของชาวจีนและชาวญี่ปุ่นที่เคยอยู่ที่นี่  ที่สะพานญี่ปุ่น ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ต้นคริสตวรรษที่ 17 โดยชาวญี่ปุ่นที่มาอาศัยอยู่ในฮอยอันเมื่อครั้งอดีต เพื่อเชื่อมถนนสองสาย ที่มีลำคลองทอดผ่านแบ่งเขตชุมชนญี่ปุ่นและจีน

สะพานญี่ปุ่น เป็นสะพานที่สร้างด้วยปูนและไม้ มีหลังคาคลุมมุงด้วยกระเบื้องดินเผาโบราณ ภายในมีศาลเจ้าที่สร้างอุทิศแด่บุคคลสำคัญเพื่อให้ช่วยปกปักรักษาสะพานและชาวเมืองให้อยู่เป็นสุข ปลายสะพานฟากหนึ่งมีรูปปั้นลิง ส่วนอีกฟากหนึ่งเป็นรูปปั้นหมา เพราะสะพานแห่งนี้เริ่มสร้างในปีวอก (ลิง) และสร้างเสร็จในปีจอ (หมา)

 จุดนี้เมื่อมีการยิงภาพประกอบแสงสีเสียงและมัลติมีเดียบนผนังตึกของบ้านเก่าที่อยู่ติดสะพาน ทุกอย่างก็ย้อนกลับไปสู่ความทรงจำหนหลังที่ก่อร่างสร้างตัวเมืองท่าฮอยอันขึ้นมา เห็นถึงความรุ่งโรจน์และสวยงามของอดีตที่ไม่จีรัง แต่ยังคงรักษาเอาไว้ได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน จนกลายเป็นเสน่ห์ฮอยอันในปัจจุบัน

การออกแบบ “ฮอยอัน ไลต์ เฟสติวัล 2017” นั้น มีคอนเซ็ปต์หรือแนวความคิดที่เป็นสิริมงคลเป็นอย่างยิ่ง นอกจากที่สะพานไม้ประวัติศาสตร์แล้ว ยังมียูนิคอร์น บริดจ์ สะพานแห่งความโชคดี ประตูสู่ฮอยอัน ด้วยการต้อนรับของเลิง สัญลักษณ์ของสันติภาพ ความเมตตา และความโชคดี ซึ่งมีการติดตั้งไฟที่ออกแบบแสงสีได้ตระการตาและดึงดูดใจ

ฟินิกซ์ แอนด์ ดราก้อน สแควร์ การสร้างสรรค์และเชื่อมโยงตำนานนกที่ไม่มีวันตาย สัญลักษณ์ของความสง่างาม และความภูมิใจ ผสานกับมังกร ตัวแทนของพลังอำนาจ ซึ่งนำพาความรุ่งเรืองมาสู่ปัจจุบัน

 พร้อมกันนั้นยังมี เทอร์เทิล วอลล์ ตึกอนุรักษ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของฮอยอันที่ใช้ลูกเล่นทางแสงสีที่เป็นนวัตกรรมแมปปิ้งพิเศษ ร้อยเรียงเรื่องราว รวมถึงเมจิก ฟลอร์ ที่สามารถสัมผัสได้ถึงความสวยงามของตึกเก่ายุคอาณานิคม และวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของชาวเมือง

เมื่อย้อนไปฟังคำของ เกรียงไกร กาญจนะโภคิน ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มอินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ ก็เห็นได้ว่าสามารถสัมผัสได้ถึงความตั้งใจที่จะยกระดับเมืองฮอยอันให้เป็นเมืองเก๋ สร้างสรรค์และเนรมิตให้สว่างไสวด้วยแสงสี ผนวกกับเรื่องราววัฒนธรรมอันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ได้อย่างลงตัว ไม่น้อยหรือมากจนเกินไป

จุดที่น่าสนใจก็คือ คนเวียดนามเองจะเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มหลักที่เดินทางมาเที่ยวงานนี้อย่างอุ่นหนาฝาคั่ง แซมแทรกด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการตลาดท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์นั้น ควรเข้าใจกลุ่มผู้คนในประเทศที่เป็นฐานหลักสำคัญ

 ความน่าทึ่งอีกอย่างที่คนฮอยอันไม่เคยลืม คือการยกระดับเมืองที่ถูกลืมอย่างฮอยอันให้อยู่ในกระแสโลกได้ นั่นคือนุสาวรีย์คาซิค ที่สร้างเป็นประติมากรรมนูนต่ำสลักหน้าคนบนหินขนาดใหญ่ เพื่ออุทิศแก่ คาซิเมียซ เควียดโควสกี สถาปนิกชาวโปแลนด์ที่เข้ามาเวียดนามในช่วงปี 1980 แล้วได้ทำการศึกษาและผลักดันให้เมืองฮอยอันและเว้เป็นมรดกโลกจนประสบความสำเร็จ ซึ่งคนฮอยอันสำนึกในบุญคุณอยู่เสมอ

สิ่งที่เห็นได้เด่นชัดทางวัฒนธรรมที่ยังคงฝังรากลึกเข้มข้น คืออิทธิพลของชาวจีนโพ้นทะเลที่ยังมีอยู่อบอวล โดยสะท้อนผ่านออกมาทางสมาคมชาวจีนฟุกเกี๋ยน (Phouc Kien Assembly Hall) ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17 โดยพ่อค้าชาวจีนฟูเกี้ยนที่เข้ามาอยู่ในฮอยอัน โดยภายในสมาคมมี 3 อาคารหลัก ได้แก่ ศาลเทพเจ้าแห่งโชคลาภ ศาลบรรพบุรุษชาวฟูเกี้ยน และศาลเจ้าแม่ทับทิม (ทินเห่า) ที่ในอดีตเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญของชาวเรือ

แน่นอน คนจีนในเมืองฮอยอันมีเหลือน้อยในปัจจุบัน จากการอพยพกลับจีนครั้งท้ายสุดก็คือในปี 1977 หลังสงครามเวียดนาม ซึ่งปีนั้นจีนได้ทำสงครามกับเวียดนามตรงชายแดนภาคเหนือ คนจีนที่อยู่ฮอยอันกลัวว่าจะเกิดเภทภัยจึงตัดสินใจทิ้งถิ่นฐานในฮอยอันกลับบ้านเกิด

 ตรงจุดนี้เห็นได้ชัดเจนว่า คนฮอยอันจะไม่นิยมกินเฝอเหมือนชาวเวียดนามเหนือและใต้ ในโซนภาคกลาง โดยเฉพาะฮอยอันจะนิยมกินอาหารประเภทเส้นที่เรียกว่า เกาเลา เป็นเส้นที่ทำจากข้าวเจ้า หั่นหนาๆ สั้นๆ ปรุงด้วยเนื้อมีน้ำซุปขลุกขลิกและผักใส่มาอย่างพอดิบพอดี

ในฮอยอันมีร้านอาหารและเป็นโรงเรียนอาหารที่ขึ้นชื่อคือ มาดามวี ซึ่งมีอาหารขนานแท้แบบพื้นถิ่นของฮอยอันอย่างเพียบพร้อม

แม้จะมีการจัดแสงสีเสียงและการแสดงมัลติมีเดียที่ช่วยยกระดับเมืองฮอยอันให้มีชีวิตชีวาร่วมสมัยมากขึ้นกว่าการเป็นเมืองมรดกโลกที่จืดชืด แต่บรรดาบ้านเรือนเก่าแก่และบ้านเรือนที่ถูกอนุรักษ์กลับดูแห้งแล้ง ขาดซึ่งชีวิตตามปกติสามัญ ทุกซอกส่วนกลายเป็นร้านขายของและร้านอาหารที่ดูจะเหมือนกันหมด ขาดไร้ซึ่งจิตวิญญาณพื้นถิ่นไปอักโข

 ส่วนนี้สามารถทดแทนได้ด้วยตลาดนัดและตลาดสดในตอนกลางวันให้ได้สัมผัสวิถีชีวิตแบบบ้านๆ รวมถึงสถานที่รอบนอกที่ยังเป็นชายฝั่ง ทุ่งนา และอากาศบริสุทธิ์แบบร้อนชื้น ให้ได้กลิ่นรสแบบไพรัชอยู่อบอวลมาก

ฮอยอัน วันนี้ยังมีมนตร์เสน่ห์ของวัฒนธรรมจีนโพ้นทะเลแบบเวียดนามในอดีตอยู่อย่างเต็มเปี่ยม