ห้องอาหารไทยสวนบัว รสชาติต้นตำรับไทยสไตล์โมเดิร์น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 17:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/417244

ห้องอาหารไทยสวนบัว รสชาติต้นตำรับไทยสไตล์โมเดิร์น

โดย…คาเอรุ

เพิ่งผ่านการรีโนเวตครั้งใหญ่ในรอบ 30 ปีไปหมาดๆ สำหรับแฟนเก่าของห้องอาหารไทยสวนบัว โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ หากยังไม่เคยได้กลับไปเยี่ยมเยือน (ร้าน) รักเก่า คงต้องตะลึงงัน ไม่ต่างจากชายหนุ่มมาปะหน้ากับแฟนสาวคนเก่าที่เพิ่งไปโมหน้ามาจากเกาหลีก็ไม่ปาน

จากบรรยากาศเรือนไทยที่ตกแต่งด้วยเครื่องเรือนไม้สีขรึม ห้องอาหารไทยสวนบัวโฉมใหม่ ดูโปร่งโล่งสดใส ด้วยเครื่องเรือนไม้สไตล์คอนเท็มโพรารี หลังลัดเลาะลงจากตึกมายังห้องอาหารชั้น LL ใกล้สระว่ายน้ำและสปา ราวกับว่าเราหลุดมาอยู่อีกโลกแห่งการพักผ่อน แสนสบาย ร้านปลูกสร้างข้างต้นไทรต้นใหญ่ที่อยู่คู่กับโรงแรมมานาน เมื่อบวกกับการตกแต่งแนวใหม่ ที่โอบล้อมด้วยกระจกใสบานใหญ่ให้ความรู้สึกโปร่งโล่งสบาย ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติของสวนสวย ก็เหมือนกับเรานั่งอยู่ในรีสอร์ทสุดชิลที่ไหนสักแห่งที่ไม่ใช่ใจกลางกรุงเทพฯ

 

แม้ว่าอาหารไทยรสมือเชฟปอ หรือเชฟสันติภาพ เพชรว่าว จะยังคงรสชาติไทยตามต้นตำรับ และตามปณิธานของเชฟเองที่ต้องการอนุรักษ์อาหารไทยแต่โบราณเอาไว้ให้คงอยู่ ทว่าเพื่อให้เข้ากับการรีโนเวตครั้งใหญ่รอบ 30 ปี เชฟจึงปิ๊งไอเดียสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ที่ยังคงรสชาติอาหารไทยแท้ไว้ ทว่าเลือกวัตถุดิบพรีเมียมที่หรูหรา ทันสมัย เอาใจนักชิม ที่ต้องการมาลิ้มลองเมนูอาหารไทยจานเด็ด ซึ่งคงรสชาติความอร่อยจัดจ้านแบบไทยแท้ ผสมผสานการปรุงและเครื่องเทศที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เข้ากับวัตถุดิบชั้นดีจากต่างประเทศ ตั้งแต่ เนื้อวางุ ฟัวกราส์ เนื้อสันในออสเตรเลีย เนื้อแกะจากนิวซีแลนด์ แซลมอนจากสกอตแลนด์ ฯลฯ

เริ่มกันที่เมนูกินเล่นอย่าง ข้าวเกรียบกุ้ง-น้ำพริกเผา ที่เสิร์ฟเป็นอมูส-บุชแบบฝรั่ง น้ำพริกเผารสเด็ดมากขนาดที่ลูกค้าชาวมาเลเซียมักมาสั่งกลับไปกินเป็นกิโลๆ รสชาติกลมกล่อม ไม่หวาน ไม่มันเยิ้มแบบเจ้าอื่นๆ

ซิกเนเจอร์ที่มาแล้วไม่ชิมไม่ได้ เมี่ยงกุ้งฟูกลีบบัว ที่ใช้กลีบดอกบัวแทนใบชะพลู ซึ่งจะให้รสชาติที่สดชื่นและนุ่มนวลกว่า ทางร้านเสิร์ฟมาเป็นคำๆ โดยมีกุ้งฟู เม็ดมะม่วงหิมพานต์ และเครื่องเคียงอื่นๆ พร้อมราดน้ำซอสมาพร้อมนำเข้าปาก ส่วนตัวกุ้งที่เห็นบนจาน นำเนื้อด้านในไปทำกุ้งฟูหมด แล้วนำไปทอดให้คงรูปร่าง นำมาประดับจานให้สวยงาม ไม่ต้องตักออกมารับประทานนะจ๊ะ

 

เมนูกุ้งกันอีกสักจาน กุ้งแม่น้ำย่างราดหอยลายผัดพริกขิง เป็นกุ้งแม่น้ำตัวโต ราดด้วยหอยลายผัดพริกขิงรสชาติเข้มข้น โดยเชฟปอสร้างสรรค์เมนูนี้สำหรับลูกค้าหลายรายที่ไม่รับประทานเนื้อหมู

ในที่สุดข้าวสวยร้อนๆ ก็นำมาเสิร์ฟ ทางห้องอาหารไทยสวนบัวเสิร์ฟข้าวหอมมะลิโรยหน้าด้วยข้าวสังข์หยด จากมูลนิธิเตียง จิราธิวัฒน์ จ.พัทลุง เป็นรูปหัวใจ ตอนแรกนึกว่าเสิร์ฟกันเฉพาะเดือนแห่งความรัก หากเชฟบอกว่า ข้าวหัวใจมีเสิร์ฟตลอด ซึ่งหากคนรักสุขภาพไม่ปลื้มข้าวขาว จะสั่งเป็นข้าวสังข์หยดล้วนๆ ก็ได้เช่นกัน

มาซดน้ำร้อนของต้มจิ๋วเนื้อวางุแบบโบราณกัน แกงโบราณสมัยรัชกาลที่ 5 อารมณ์เหมือนซุปเนื้อรสเผ็ดเปรี้ยว ที่ทางร้านเลือกใช้เนื้อส่วนท้องของวางุแทนเนื้อน่องลายตามเมนูดั้งเดิม ส่วนมันในซุปใช้มันหวานสีม่วงและส้มของญี่ปุ่น ขณะที่ความเปรี้ยวยังคงใช้ส้มมะขาม มีความเผ็ดร้อนจากพริกขี้หนู ปิดท้ายด้วยความหอมจากใบโหระพา

ถ้ายังจัดจ้านไม่พอ ขอแนะนำ ปลาหิมะนึ่งมะนาว รสชาติเปรี้ยวนำ เผ็ดตาม น้ำซุปได้ความหวานมันของปลาหิมะรสนุ่มละมุนลิ้น

กินเผ็ดบางคนก็ไม่สู้ ถ้างั้นอย่าพลาดเมนูอร่อยอันดับหนึ่งของโลก จากการจัดของซีเอ็นเอ็น นั่นคือ เมนูมัสมั่น ที่นี่ใช้น่องแกะจากนิวซีแลนด์นำมาตุ๋นเป็นวันๆ กว่าจะได้น่องแกะที่นุ่มละลายในปาก เนื้อล่อนออกจากกระดูก ในน้ำเครื่องแกงเข้มข้นกลมกล่อม มันที่ใส่ในแกงมัสมั่น ยังคงใช้มันหวานของญี่ปุ่นทั้งสีม่วงและสีส้ม ที่แกะสลักริ้วอย่างสวยงาม ในน้ำแกงยังอาศัยเม็ดบัวแทนถั่วสร้างเอกลักษณ์ให้เป็นซิกเนเจอร์ดิชของสวนบัวอีกด้วย

อาหารจานคาวยอดนิยมยังมี ปลาแซลมอนแช่น้ำปลา ยำถั่วพูฟัวกราส์ กุ้งโสร่งกับซอสมะม่วง แกงรัญจวนเนื้อสันในออสเตรเลีย แกงคั่วหอยหวานภูเก็ตใบชะพลู ก๋วยเตี๋ยวเส้นปลาต้มยำทะเล ข้าวซอยน่องเป็ดทอดกรอบ สะเต๊ะกุ้งลายเสือ ช่อม่วงแซลมอนกับขนมจีบไส้กุ้ง ยำตะไคร้ปูนิ่ม และในช่วงหน้าร้อนทุกท่านก็จะได้ลิ้มลองเมนูข้าวแช่ตำรับโบราณแท้ๆ ที่หารับประทานกันได้ยากเลยทีเดียว

ปิดท้ายด้วยเมนูของหวานแบบไทยๆ ที่ดูเป็นเมนูง่ายๆ แต่เสิร์ฟออกมาได้น่ารักอย่าง สังขยาใบเตยกับไอ-ติมวานิลลา ที่เชฟปอใช้ใบเตยสดๆ มาทำสังขยา เสิร์ฟมาบนขนมปังเนื้อแน่นก้อนใหญ่ที่นำไปปิ้งก่อน โปะหน้าด้วยไอศกรีมวานิลลาลูกใหญ่เบิ้ม หน้าตาถอดแบบจากชิบูย่า ฮันนี โทสต์ มาก็ไม่ปาน

 

สาวกไอศกรีมอย่าพลาด ไอ-ติมกะทิสดทรงเครื่อง ไอศกรีมที่ทำจากกะทิสดแท้ๆ แม้กินเจก็รับประทานได้ เสิร์ฟมาพร้อมเครื่องเคียงอย่างมันญี่ปุ่นสีส้มเชื่อม วุ้นมะพร้าว และลูกชิดดอกอัญชัน หรือร้อนนี้ลองสั่ง น้ำแข็งไสทรงเครื่อง ที่เสิร์ฟมาพร้อมเครื่องเคียงหลากหลายให้เลือกเอง เป็นเมนูย้อนวัยแบบน่ารักๆ

ในช่วงเพิ่งเปิดร้านใหม่หลังรีโนเวต ห้องอาหารไทยสวนบัวมีโปรโมชั่นเซตเมนูอาหารกลางวันสุดคุ้ม 3 เซต 3 สไตล์ ทั้งเซตดอกบัว (499 บาท++) เซตบัวชมพู (599 บาท++) และเซตบงกช (699 บาท++) วันนี้-31 มี.ค.นี้ เฉพาะมื้อกลางวันเท่านั้น

ห้องอาหารสวนบัว ชั้น LL โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ เปิดบริการทุกวัน มื้อกลางวัน เวลา 11.30-14.30 น. และมื้อค่ำ เวลา 18.00-22.30 น. โทร. 02-541-1234 ต่อ 4151

 

นึกถึงอาหารจีนกวางตุ้ง นึกถึงอาหารทะเล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 17:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/417238

นึกถึงอาหารจีนกวางตุ้ง นึกถึงอาหารทะเล

โดย…ตุลย์ จตุรภัทร ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

คนส่วนใหญ่เวลาที่นึกถึงอาหารจีน คงนึกถึงอาหารจำพวกหมู เห็ด เป็ด ไก่ จืดๆ และเวลารับประทานอาหารก็ใช้ตะเกียบ ซึ่งถามว่านั่นคือสิ่งที่ใช่อาหารจีนไหม คำตอบคือ ใช่ แต่ใช่เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น อาหารจีนยังมีอะไรอีกมากมายที่มีความน่าสนใจ ดังเช่นอาหารไทยที่มีความหลากหลายแตกต่างกันไปตามภูมิภาคต่างๆ เช่น อาหารภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคใต้ ที่รสชาติและหน้าตา รวมทั้งวัตถุดิบที่นำมาใช้ ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละภูมิภาคที่มีอะไรเป็นจุดเด่นบ้าง

อาหารจีนก็เช่นเดียวกัน โดยอาหารจีนได้แบ่งอาหารออกเป็น 8 ตระกูลใหญ่ ตามมณฑลใหญ่ๆ ได้แก่ อาหารซานตง อาหารเจียงซู อาหารกวางตุ้ง อาหารเสฉวน อาหารอันฮุย อาหารฮกเกี้ยน อาหาร
หูหนาน อาหารเจ้อเจียง โดยอาหารชานตง ถือได้ว่าเป็นอาหารในราชสำนัก หากใครชอบรสชาติเผ็ดร้อน ต้องชอบอาหารเสฉวน ที่เน้นเครื่องเทศและพริกหอม ส่วนอาหารฮกเกี้ยน ถือเป็นอาหารจีนที่เด่นในเรื่องของน้ำซุป

ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับเชฟประภา ฤทธิแผลง แห่งห้องอาหารจีน เดอะ โกลเดน พาเลซ ณ โรงแรมวินเซอร์ สวีทส์ สุขุมวิท ซอย 20 ผู้มีประสบการณ์อาหารจีนกวางตุ้ง ซึ่งเป็นหนึ่งในอาหารจีนตระกูลใหญ่ โดยเชฟประภา บอกเล่าว่า มณฑลกวางตุ้งอยู่ในแถบตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศจีน ติดกับทะเลจีนใต้ ใกลกับเกาะฮ่องกงและมาเก๊า

“ด้วยความที่มณฑลกวางตุ้งติดกับทะเล ที่นี่จึงถือเป็นเมืองท่า ที่มีตลาดอาหารทะเลสดใหม่ขายอยู่มากมายเต็มไปหมด รวมทั้งขายอยู่ตามริมถนน ว่ากันว่าไม่มีอาหารทะเลที่ไหนสู้ที่นี่ได้ ยิ่งขึ้นไปแถวปักกิ่ง ยิ่งหาอาหารทะเลที่สดใหม่เทียบเท่าที่นี่ไม่ได้เลย ที่นี่จึงถือเป็นที่ที่ดังด้านอาหารทะเล ไม่ว่าจะเป็น กุ้ง หอย ปู ปลา โดยเฉพาะหอย ไม่ว่าจะเป็นหอยเชลล์ หอยสังข์หนาม หอยงวงช้ง หรือปลิง ซึ่งมีทั้งปลิงดำตัวยาวๆ ปลิงน้ำตาล ปลิงขาวตัวป้อมๆ ซึ่งตามความเข้าใจของคนจีน ปลิงถือเป็นยาชนิดหนึ่ง โดยคนจีนนำปลิงสดๆ มาแช่สับปะรดไว้หนึ่งวันเพื่อดับคาว เมื่อจะนำมาปรุงอาหาร ลอกเมือกออก ควักไส้ออกให้หมด ล้างน้ำให้สะอาด ถึงนำมาปรุงอาหารได้”

เชฟประภา เผยว่า หากใครชอบอาหารรสชาติจัดจ้าน คงไม่ชอบอาหารกวางตุ้งเป็นแน่ เนื่องจากอาหารกวางตุ้งแทบทั้งหมดนั้นมีรสชาติจืดๆ ไม่ออกเผ็ด ไม่ออกเค็ม ไม่มีของหมักดอง ไม่เน้นเครื่องปรุงมากมายนัก แม้จะมีเครื่องปรุงบางอย่างที่มีส่วนผสมของพริกอยู่บ้างก็ตาม

 

“เครื่องปรุงหลักของอาหารกวางตุ้ง คือ เกลือ ซีอิ๊ว น้ำตาล และซอสเอ็กซ์โอ ซึ่งเป็นซอสที่มีวัตถุดิบหลัก คือ หอยเชลล์แห้ง พริก หัวหอม กุ้งแห้ง กระเทียม และน้ำมันคาโนลา ถูกคิดค้นขึ้นมาในฮ่องกง ในปี 1980 แต่ใช้กันอย่างแพร่หลายในมณฑลกวางตุ้ง โดยซอสเอ็กซ์โอ ย่อมาจาก Extra Old Cognac ซึ่งในฮ่องกง คอนญักถือเป็นเหล้าบรั่นดีที่มีชื่อเสียง มีคุณภาพ และมีความหรูหรา ทำให้ซอสเอ็กซ์โอสะท้อนถึงความมีคุณภาพและมีความหรูหรานั่นเอง”

เมื่อเรารู้แล้วว่าอาหารกวางตุ้งนั้นนิยมใช้อาหารทะเลเป็นวัตถุดิบหลัก และมีรสชาติจืด การปรุงอาหารกวางตุ้ง เชฟประภา เผยว่า ส่วนใหญ่แล้วจะนิยมนึ่งกับผัดเท่านั้น “เอาจริงๆ แล้ว อาหารกวางตุ้งหนักไปทางนึ่งมากกว่า เนื่องจากมณฑลกวางตุ้งเป็นเมืองท่า แล้วทุกๆ วันชาวเลจะได้อาหารทะลมาขายที่ตลาดแบบสดๆ โดยเฉพาะปลาสดใหม่ เวลาเอามานึ่งจะได้รสชาติที่หวานฉ่ำนุ่มลิ้น ซึ่งเมื่อนึ่งเสร็จแล้ว มักราดด้วยน้ำซีอิ๊ว หรือไม่ก็ซอสเอ็กซ์โอ ทำให้ซอสไหลซึมอยู่ในตัวเนื้อปลา เวลากินก็ไม่ต้องไปจิ้มกับน้ำจิ้มใดๆ ยกเว้น ข้าวต้มปลา หรือเนื้อปลาลวก สามารถนำมาจิ้มกับซีอิ๊ว หรือน้ำจิ้มเต้าเจี้ยวก็ได้”

ในส่วนของการทอด เชฟประภา เผยว่า ที่ไม่นิยมนำอาหารทะเลมาทอด โดยเฉพาะปลา นั่นเป็นเพราะว่าการนำปลามาทอดมักเป็นปลาที่ตายแล้ว เวลารับประทานจึงไม่ได้รสชาติของปลาที่สดใหม่หวานฉ่ำลิ้น “ในส่วนของการผัด มักนิยมนำปลาที่แล่บางๆ มาผัดด้วยน้ำมันพืช คลุกเคล้าด้วยผัก ซึ่งผักที่นิยมนำมาผัด มักเป็นคะน้าฮ่องกง และป๋วยเล้ง ปรุงรสชาติด้วยเกลือ น้ำตาล ซึ่งเมื่อผัดแล้ว เราสามารถจิ้มกับน้ำจิ้มเต้าเจี้ยว ก็จะได้รสชาติความอร่อยไปอีกแบบ”

 

สำหรับวัฒนกรรมการกิน เชฟประภา เผยว่า คนจีนโดยส่วนใหญ่เวลากินอาหารมักกินอะไรง่ายๆ กินเร็วๆ กินให้อิ่ม เพื่อจะได้ไปทำงานต่อ และเวลากินอาหารจะไม่สั่งเหล้าหรือเบียร์มาดื่มควบคู่ ถ้าจะดื่มเหล้าหรือเบียร์จะมุ่งตรงไปดื่มที่บาร์ให้เป็นกิจจะลักษณะ

“คนจีนในแถบมณฑลกวางตุ้ง มักนิยมกินกับข้าว มากกว่าจะกินข้าวหรือบะหมี่ เวลากินกับข้าว จะกินทีละอย่าง และไม่นิยมกินข้าวหรือบะหมี่ควบคู่กันไป ถ้าไม่อิ่ม ถึงค่อยกินข้าวหรือบะหมี่ตาม ซึ่งต่างจากคนจีนเสฉวน ที่ต้องกินข้าวกับกับข้าวควบคู่กัน นอกจากนี้วัฒนธรรมการกินซุป ก็นิยมนำซุปใส่ถ้วยแล้วปิดฝาไว้ โดยเราจะเปิดฝาได้ก็ต่อเมื่อถ้วยซุปนั้นวางอยู่บนโต๊ะตรงหน้าเรา เหตุที่เป็นอย่างนี้เพราะคนจีนต้องดมกลิ่นก่อนกิน การได้รับกลิ่นหอมๆ ของซุปในทันทีที่เปิดฝา จะช่วยทำให้เราได้สัมผัสถึงความหอมอร่อย ไอร้อนของซุปทำให้ซุปนั้นน่ากินเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งประเทศจีนเป็นประเทศเมืองหนาว การได้สัมผัสถึงความร้อน ทั้งดมกลิ่น กิน หรือจับ ถือเป็นสิ่งสำคัญ นอกจากนี้อาหารกวางตุ้งประเภทอบหรือตุ๋นก็ยังใช้วิธีการกินแบบเดียวกัน นั่นคือ ต้องเปิดฝาบนโต๊ะก่อนกินเท่านั้น”

นอกจากนี้ การตกแต่งจากอาหารกวางตุ้งแบบอลังการงานสร้าง ก็ถือเป็นวัฒนธรรมการกินอย่างหนึ่งของคนในภูมิภาคนี้ “สำหรับคนจีนกวางตุ้งจะกินอาหารเพียงนิดเดียว แต่จัดใส่จานใหญ่เบ้อเริ่ม แล้วทำการตกแต่ง โดยอาจนำขิง หรือแครอต มาแกะสลักตกแต่งเป็นหงส์ มังกร หรือนางฟ้า ซึ่งในยุคต่อๆ มา ด้วยวิถีชีวิตที่เร่งรีบ จึงทำให้การแกะสลักตกแต่งจานค่อยๆ เลือนหายไป กลายเป็นอาหารจานด่วน ที่มีเพียงอาหารอยู่บนจานเท่านั้น”

 

ในวันนี้ เชฟประภาได้ลงมือทำเมนูอาหารจีนกวางตุ้งสูตรดั้งเดิมให้เราได้ลองลิ้มชิมรสกัน โดยเมนูแรก เป็นเมนูซุปสามเซียนเจ้าสมุทร ซึ่งคำว่าเซียนในความหมายของเชฟประภา หมายถึงวัตถุดิบจากทะเลน้ำลึก ไม่ว่าจะเป็น ปลิง หอยเป๋าฮื้อ และหูฉลาม ที่ทำออกมาในซุปน้ำแดง รสชาติกลางๆ “ถ้าเป็นคนจีนจริงๆ นิยมกินกับซอสเปรี้ยวจิ๊กโฉ่ว หรือซอสมัสตาร์ด”

เมนูต่อมา กุ้งทับทิม ทำมาจากกุ้งขาวแกะเอาเนื้อแล้วมาหั่นเป็นเนื้อบางๆ เอามาคลุกเคล้ากับน้ำขิงเพื่อให้มีกลิ่นของขิงอ่อนๆ เพิ่มสีสันด้วยไข่กุ้ง เมนูต่อมา หอยสังข์แป๊ะซะ เชฟประภาได้นำตัวหอยสังข์หนาม ลอกเมือกลอกหนังออก แล้วแช่น้ำ แล้วนำไปแช่แข็งก่อน จากนั้นนำมาสไลซ์บางๆ ด้วยเครื่องสไลซ์ ผัดกับน้ำเกลือ สำหรับคนที่ต้องการเพิ่มรสชาติ เชฟประภาแนะนำว่าให้รับประทานคู่กับเครื่องเคียง เช่น ต้นหอม ขิง ที่คลุกเคล้าด้วยซีอิ๊ว

เมนูหอยเชลล์อบซีอิ๊วฮ่องกง ใช้หอยเชลล์เจี๋ยนหรือทอดในน้ำมันพืชเบาๆ พร้อมสัมผัสกลิ่นอบตอนเสิร์ฟแบบเปิดฝาที่โต๊ะ เมนูสุดท้าย ปลาหิมะนึ่งซอสเอ็กซ์โอ โดยเชฟประภาได้นำปลาหิมะตัวใหญ่ๆ เนื้อขาวๆ มาสไลซ์เป็นชิ้นบางๆ ราดด้วยซอสเอ็กซ์โอที่ประกอบด้วยแฮมยูนนาน กุ้งแห้ง และปลาเค็ม ผ่านกรรมวิธีการนึ่ง หมัก อบ และเคี่ยว เพื่อให้ได้รสชาติที่อร่อยกลมกล่อมนั่นเอง

หากคุณอยากมาลองลิ้มชิมรสอาหารจีนกวางตุ้งฝีมือของเชฟประภา เชิญแวะมาได้ที่ห้องอาหารจีน เดอะ โกลเดน พาเลซ โรงแรมวินเซอร์ สวีทส์ สุขุมวิท ซอย 20 เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.30-14.30 น. และ 18.00-22.00 น. โทร.02-262-1234 ต่อ 1410

 

ลักษณาขาหมู เข้มข้นกลมกล่อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 17:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/417234

ลักษณาขาหมู เข้มข้นกลมกล่อม

โดย…ชายโย

แวะเวียนขับรถไปเที่ยวที่ อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ ผมแนะนำให้วางโปรแกรมมารับประทานอาหารที่ร้าน ลักษณาขาหมู ชื่อนี้ชาวบุรีรัมย์การันตีความอร่อย สาขาที่เราเดินทางไปรับประทานเป็นสาขา 2 ตั้งอยู่บนถนนโชคชัย-เดชอุดม ข้างปั๊ม ปตท.นางรอง ร้านนี้มีดีขนาดที่ว่าเพื่อนผมไม่ยอมให้ไปรับประทานที่ร้านอื่นเลย แต่ก็ต้องยอมตามใจคนจ่ายเขาล่ะครับ

จุดเด่นของร้านนี้ก็คือสารพัดเมนูขาหมู ที่พลิกแพลงไม่ให้เกิดความจำเจแบบร้านข้าวขาหมูแบบเดิมๆ อย่าง ขาหมูตุ๋นยาจีน ขาหมูผัดเม็ดมะม่วง ขาหมูขี้เมาทอดกรอบ ขาหมูฮ่องเต้ ขาหมูผัดเผ็ด ยำขาหมูทอดกรอบ ต้มยำขาหมู เกาเหลาขาหมู อย่างเมนู ขาหมูตุ๋นยาจีน ที่มีกลิ่นหอมเครื่องยาจีน รสชาติที่เข้มข้นกลมกล่อม ไม่มันจนเลี่ยน กลิ่นเครื่องเทศยาจีนก็ใส่ไม่มากจนทำให้รสชาติที่คุ้นเคยเปลี่ยนไป หรือเรียกได้ว่าให้ทั้งกลิ่นที่หอมกำลังดีและรสชาตินั่นละครับ ยิ่งรับประทานพร้อมผักกาดดองและเครื่องเคียงแก้เลี่ยนก็ยิ่งทำให้ขาหมูจานนี้อร่อยยิ่งขึ้น ส่วนเมนูอื่นก็อร่อยไม่แพ้กันเพราะมีต้นทางมาจากหม้อเดียวกัน

ขอแนะนำให้ลองสั่งหมั่นโถวรับประทานกับขาหมู ก็ให้รสชาติอร่อยไปอีกแบบ คนที่สนใจเดินทางมารับประทานอาหารที่ร้านนี้สามารถโทรติดต่อได้ที่เบอร์ 044-631-319 หรือ 08-7963-1319 ร้านมีที่จอดรถสะดวกสบาย เหมาะกับการพาครอบครัวและเพื่อนๆ มารับประทานอาหารอร่อยๆ ด้วยกัน

 

เที่ยวแม่น้ำตราดกินกุ้งก้ามกราม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 17:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/417233

เที่ยวแม่น้ำตราดกินกุ้งก้ามกราม

โดย…สุธน สุขพิศิษฐ์

ผมไปตราดครั้งแรกเกือบ 20 ปีที่แล้ว ไปดูชาวบ้านแถวบ้านเปร็ดในที่มีวิธีดูแลรักษาป่าชายเลน แหล่งกำเนิด กุ้ง หอย ปู ปลา ทำให้พวกเขาอยู่ดีกินดี ได้รางวัลลูกโลกสีเขียวตลอดมา ครั้งนั้นผมก็เห็นแต่ป่าต้นโกงกาง ต่อมาไปตราดอีกไปดูฟาร์มเลี้ยงปูนิ่มอยู่ใกล้คลองน้ำเค็มก็ห่างทะเลอีก แล้วยังไปอีกไปดูแม่น้ำตราด แหล่งสัตว์น้ำจืดที่สมบูรณ์ที่สุด

ก่อนที่จะไปตราดในครั้งนี้ คำนวณเวลาต้องออกจากจันทบุรีสายๆ แล้วจะไปถึงตราดเอาก่อนเที่ยงเล็กน้อย ก็วางแผนสำหรับมื้อเที่ยง เมื่อตอนเที่ยวจันทบุรีก็กินอาหารทะเลมาแล้ว อยากจะเปลี่ยนเป็นกินกุ้งก้ามกราม ปลาบู่ เหตุผลอีกอย่างหนึ่ง ลูกผมมาจากเมืองหนาว ไม่มีกุ้งก้ามกรามกิน ก่อนไปจึงโทรบอกเพื่อน ที่มีบ้านอยู่ตรงกลางๆ แม่น้ำตราดแถวบ้านห้วยแร้ง แต่ตัวเขาเองอยู่กรุงเทพฯ ให้คนในบ้านช่วยซื้อ กุ้ง ปลาบู่ จากชาวบ้านเตรียมไว้ พอไปถึง กุ้งก็จัดการเผา ปลาก็นึ่ง สมใจแต่ไม่สะใจ เพราะได้กุ้งตัวไม่ใหญ่ คละๆ กันมา ขนาด 6-7 ตัวกิโล ส่วนปลาบู่นั้นตัวใหญ่ก็จริง แต่ไม่ได้นึ่งเอง ไม่คุ้นกับรสชาติแบบที่นึ่งมาให้

หลายคนอาจจะสงสัยว่า แม่น้ำตราด เป็นอย่างไร ถึงมีกุ้งก้ามกรามมีปลาสมบูรณ์ เป็นเรื่องที่ธรรมชาติเขามอบให้ แม่น้ำตราดถือว่าเป็นแม่น้ำที่สั้นที่สุดในเมืองไทย มีระยะทางแค่ 30 กว่ากิโลเมตรเท่านั้น ต้นน้ำนั้นอยู่ที่เทือกเขาบรรทัด ที่เป็นเส้นกั้นเขตแดนระหว่างไทยกับเขมร เส้นทางไหลของแม่น้ำ ครึ่งบนเป็นป่าไม้แบบป่าภูเขา ครึ่งล่างเป็นป่าต้นจากแบบน้ำกร่อย แล้วตลอดริมฝั่งแม่น้ำ ตั้งแต่บนลงมามีชาวบ้านอาศัยอยู่อย่างประปราย ไม่มีชุมชนใหญ่ๆ อำเภอ ตำบลริมน้ำไม่มี ยกเว้นเมื่อเข้าเขตตัวเมืองตราด คุณภาพน้ำจึงดี

 

ผมเคยนั่งมองวิวแม่น้ำ 3 วันไม่เคยเห็นถุงพลาสติก กล่องโฟม ขวดพลาสติก ลอยน้ำสักใบ เมื่อธรรมชาติดี คนน้อย สัตว์น้ำก็ชุกชุม เมื่อก่อนมีชาวบ้านต่างถิ่นเข้าไปลงอวน วางลอบ เอิกเกริกเหมือนกัน พอมันลดลงไป ชาวบ้านเจ้าของถิ่นตัวจริงก็เดือดร้อน พวกเขาจึงช่วยกันตั้งกฎเกณฑ์ คนอื่นมาจับก็ได้แต่ห้ามเอาเครื่องมือแบบทำลายล้างหรือมาได้แค่ตกเบ็ด เมื่อคนมาจากไกลๆ ได้น้อย ก็เปิดตูดไปหมด

เมื่อก่อนเวลาผมไปที่นั่น จะบอกให้บ้านที่รู้จักนั้นช่วยซื้อกุ้งจากชาวบ้าน ได้กุ้งเท่าไหร่เอาหมด แต่ไม่ใช่สั่งปุ๊บจะได้ปั๊บหรือจะได้ทุกครั้ง ชาวบ้านไม่ใช่พระสังข์ทองจะได้มีเวทมนตร์เรียกกุ้งปลาได้ ต้องเผื่อให้เวลาบ้างครับ ที่เอาหมดนั้น สำหรับกินที่นั่นแล้วยังเอาใส่ Cooler กลับบ้านด้วย

กุ้งขนาดที่สั่งต้องขนาด 3 ตัวกิโล ไม่เกิน 5 ตัวกิโล ถึงจะสะใจ เวลาเผาพอเปลือกออกสีส้มๆ พอเกรียมไฟบ้างเล็กน้อย สังเกตถ้ามีน้ำตรงหัวกุ้งหยดลงเตาแค่ 2-3 ติ๋งรีบเอาขึ้นเลย ไม่อย่างนั้นของดีๆ เช่น มันที่หัวจะแข็ง เนื้อจะแห้งไม่อร่อย มีน้ำจิ้มเพียงน้ำปลาพริกเท่านั้นก็พอ หรือจะมีน้ำจิ้มซีฟู้ดก็ได้ เวลาเคี้ยวอยู่ในปาก ก็หลับตา ไม่ฟัง ไม่พูด ไม่ให้อะไรมาวอแว รสกุ้ง ที่อร่อยมากๆ นั้น อย่างหนึ่งคือกิโลละ 450 บาท ไม่เกิน 500 บาท กินร้านอาหารริมน้ำแถวปทุมธานี อยุธยา ราคามากกว่ากิโลละ 1,000 บาท แล้วความสดสู้กุ้งแม่น้ำตราดไม่ได้ ราคาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อร่อยคุ้มค่าด้วย

อาจจะมีคำถามต่ออีกว่า ทำไมจะต้องเลือกปลาบู่ เพราะว่าหาซื้อทั่วไปยากครับ ยิ่งในกรุงเทพฯ ไม่ต้องพูดถึง ถ้ากินตามภัตตาคารจีนดีหน่อย ปลาบู่นึ่งซีอิ้วตัวหนึ่ง 1,000 บาทขึ้น ที่มีที่แม่น้ำตราดนั้น เพราะความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ธรรมชาติของปลาบู่นั้นจะอยู่ในน้ำไหล สะอาด น้ำไม่ใสออกขุ่นนิดๆ เพราะมันเป็นปลาล่าเหยื่อ มันจะซุ่มกบดานนิ่งๆ ตามใต้กอต้นจากหรือตอไม้ผุๆ พอเหยื่อขนาดเล็กผ่านเข้ามาในเส้นทางมรณะจะหุบแบบจรวดโจมตี ไม่มีทางหนีพ้น

 

ถ้าถามถึงความนิยมปลาบู่ มักจะได้ยินว่า ไม่ชอบ ไม่กินหรือกินไม่เป็น นั่นเป็นเฉพาะคนไทยครับ ผมเคยถามสาวๆ ว่ารู้จักปลาบู่ไหม คำตอบไม่รู้จัก ไม่กิน น่าสงสาร อ้าว…ในเมื่อไม่รู้จัก ไม่กิน แล้วทำไมสงสาร เหลือเชื่อครับ คำตอบมาจากความเชื่อเรื่องปลาบู่ทองในวรรณคดี ที่หญิงสาวที่มีแม่ตายไปแล้วและเชื่อว่าแม่ไปเกิดเป็นปลาบู่ หญิงสาวจึงมาเลี้ยงปลาบู่ทุกวัน ฟันฝ่าอุปสรรคนานาประการ ตอนหลังได้แต่งงานกับพระราชา เรียกว่าเป็นซินเดอเรล่าฉบับไทยนั่นแหละ แต่ผมว่าไม่ใช่เหตุผลใหญ่ ที่คนไม่รู้จัก ไม่กิน มีเหตุผลอื่นๆ ครับ

คนที่ชอบคือคนจีน ซึ่งถนัดอาหารนึ่ง ในขบวนปลาที่เหมาะที่สุดสำหรับนึ่งแล้ว มีปลาเทพ (ไม่ใช่ลูกเทพ) มีอยู่ 2 อย่าง มีปลาจาระเม็ดกับปลาบู่ ปลาบู่เนื้อมันนิ่ม เนื้อตรงส่วนท้องหนา นิ่ม มัน แก้มใหญ่แน่น ก้างไม่แข็ง ข้อสำคัญหวาน คนจีนกินปลานึ่ง ใช้ตะเกียบบรรจงคีบ เขี่ย เนื้อได้ละเอียดลออ กินอย่างอรรถรส ปลาบู่จึงมีวาสนาดี ได้ขึ้นเครื่องบินไปฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ ไปนอนบนจานหรูๆ ตกแต่งเลิศ ขาวจั๊ว น่าเจี๊ยะ นั่นเองครับ

ผมมีวิธีนึ่งปลาบู่นึ่งซีอิ้วของผม ต้องตั้งหม้อนึ่งให้น้ำเดือดพล่านก่อน แล้วเอาจานใส่ปลาบู่ที่ทำความสะอาดบั้งแล้ววาง บนตัวปลาจะวางกระเทียมชิ้นบางๆ นิดหน่อย ขิงซอยนิดหน่อย ที่ต้องให้น้ำเดือดนั้นเพราะต้องการให้เนื้อสุกเร็วจะได้ไม่เหม็นคาว แล้วเตรียมน้ำซีอิ้วปรุงรสมี ซีอิ้ว น้ำมันหอย น้ำมันงา พอเนื้อปลาสุกดีก็เอาน้ำซีอิ้วปรุงรสนี้ราด ก่อนเอาขึ้นเอาต้นหอมหั่นตามยาวเป็นเส้นๆ วางบนตัวปลา ยิ่งหั่นอย่างประณีตเป็นเส้นเล็กและยาว ยิ่งน่ากิน

นี่ก็เป็นการไปตราดแทนที่จะกินกุ้งแชบ๊วย ปลากะพง กลับกลายเป็นกินกุ้งก้ามกราม ปลาบู่ นี่ก็เป็นการขวางๆ ที่ไม่ตั้งใจอีกอย่างครับ

 

คำโต๊โต แฟตบอย ซูชิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 17:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/417231

คำโต๊โต แฟตบอย ซูชิ

โดย…ซิตี้ กาย ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

แฟตบอย ซูชิ (Fatboy Sushi) กำลังเป็นที่เลื่องลือในหมู่ซูชิเลิฟเวอร์ ว่ามีซูชิคำโต ดูอ้วนสมชื่อร้าน ข้าวปั้นขนาดกำลังพอเหมาะแต่บิ๊กเบิ้มด้วยชิ้นปลาที่โปะหุ้มข้าว แถมปลายังสดส่งตรงจากญี่ปุ่น ลงของในปริมาณพอดีขายไม่มีสต๊อก เพื่อให้ได้ของสดใหม่เข้าร้านอยู่เสมอ ทำให้ร้านแฟตบอย ซูชิ เข้าไปอยู่ในลิสต์อย่างไว เพียงเปิดร้านได้ไม่นานก็มีลูกค้าประจำ และขาจรแวะไปลองเจ้าซูชิอ้วน

 

ร้านตั้งอยู่ย่านสีลม-ศาลาแดง ในซอยยมราช เป็นซอยเล็กๆ เดินเข้าซอยมาประมาณ 150 เมตร อยู่ด้านขวามือ มีป้ายร้านเห็นได้ชัด จากทำเลแม้จะอยู่ใจกลางเมืองแต่ต้องบอกว่า ถ้าไม่ตั้งใจมาจริงๆ ยากนักที่จะเป็นตัวเลือกแบบทางผ่านแวะหน่อย ดังนั้นถ้าไม่มีของดีมีคุณภาพก็เรียกลูกค้าได้ยาก

บรรยากาศของร้านแฟตบอย ซูชิ มองผ่านจากด้านนอกเหมือนร้านเครื่องดื่ม-เบเกอรี่ ตัวร้านเป็นกระจกใส อารมณ์แบบกลาสเฮาส์ เปิดเข้ามาภายในถึงเจอเคาน์เตอร์บาร์มีตู้วางปลาสดๆ ถึงได้กลิ่นอายร้านอาหารญี่ปุ่น ที่ตกแต่งสไตล์โมเดิร์น ให้บรรยากาศสบายๆ หลีกหนีความจำเจกับการตกแต่งแบบญี่ปุ่นคลาสสิก ลงตัวกับสไตล์อาหารที่เป็นซูชิฟิวชั่น

อาหารต้นตำรับและสมัยใหม่ผสมผสานกันอย่างลงตัว นำของสดมามิกซ์กัน และมีซอสราดที่ทำขึ้นมาในแต่ละเมนูแปลกใหม่ให้ได้ลองเลือกรับประทาน เช่น ไข่ปลาแซลมอนทรัฟเฟิลออย (Ikura Truffle Oil) เมนูซิกเนเจอร์ของร้าน หรืออยากลองทุกแบบ ต้องสั่ง แฟตบอย ซูชิ เซตมี 8 คำ ตั้งแต่ ฮามาจิ ทูน่า แซลมอน ไข่หวาน ไข่ปลาแซลมอนทรัฟเฟิลออย ปลาตาเดียว เนื้อวางุ ปลาไหลท็อปด้วยฟัวกราส์ และกุ้งหวานท็อปด้วยฟัวกราส์ ทอร์ชด้วยไฟเล็กน้อย

ร้านเปิด 2 รอบ คือเวลา 12.00-14.00 น. และ 17.00-22.00 น. วันจันทร์-เสาร์ เนื่องจากร้านมีขนาดเล็ก จุได้ 24 ที่นั่ง โทรจองโต๊ะก่อนที่ 09-0419-9969 นอกจากนี้ ยังมีบริการส่งในระยะทาง 3 กิโลเมตร จากร้าน สั่งอาหารครบ 1,000 บาท ส่งฟรี

 

Bready Instantly Crispy Cheesy Stick ชีสยืดเยิ้มชวนให้คนรักชีส “หิวโฮก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 11:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/417083

Bready Instantly Crispy Cheesy Stick ชีสยืดเยิ้มชวนให้คนรักชีส “หิวโฮก”

โดย…สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ภาพ Cookool Studio

ชีสยืดเยิ้มชวนให้คนรักชีส “หิวโฮก” ขึ้นมาได้ เเต่จะทำชีสทอดที่บ้านอาจจะยุ่งยากในบางเวลาที่รีบร้อน เพราะไหนจะต้องหั่นชีส ชุบเเป้ง 3 ขั้นตอน ทั้งเเป้งเเห้ง ไข่ไก่ เเละเกล็ดขนมปัง ต้องรอให้เเข็งเป๊กในช่องเเช่เเข็ง เพื่อให้ส่วนชุบเกล็ดขนมปังคงตัว ก่อนนำลงทอดเพื่อให้ทอดได้ง่ายเเละชีสไม่ละลายออกมาในกระทะทอด ทั้งกระบวนการทำชีสทอดใช้เวลารวมๆ เเล้วไม่ต่ำกว่า 3-4 ชั่วโมง ถ้าอยากกินชีสทอด เรียกว่าจะต้องวางเเผนล่วงหน้า เเถมทอดไม่เก่ง ดีไม่ดีอาจเหลือชีสชิ้นกระจ้อยร่อย เพราะที่เหลือละลายลงไปในกระทะเสียหมด อดรับประทาน

ฉบับนี้ Bread Ready Instantly ได้ไอเดียนำเอาเเผ่นขนมปังมาห่อชีสมอสซาเรลล่า จับไปทอดน้ำมันท่วมจนขนมปังเหลืองกรอบ เเผ่นขนมปังทำหน้าที่เป็นเหมือนภาชนะรับประทานได้ ห่อชีสเอาไว้ ค่อยๆ ให้ความร้อนจากการทอดช่วยให้ชีสนุ่มละลาย กัดเข้าไปยืดเยิ้มกำลังดี หรือถ้าไม่อยากอ้วนมากนักจากการทอดน้ำมันท่วม เปลี่ยนวิธีเป็นจี่บนกระทะเคลือบ ใช้เนยเล็กน้อยช่วยให้กรอบเเละหอมไปในตัว ถึงจะไม่กรอบเท่ากับการทอดน้ำมันท่วม เเต่ก็นับว่ากรอบกำลังดี ไม่อมน้ำมันนัก

อยากจะประยุกต์ขึ้นไปอีก อย่างแอบใส่เเฮม ไส้กรอก หรือเบคอนหั่นชิ้นเล็กๆ รวมเข้าไปกับชีส หรือจะเป็นปูอัด ทูน่า ยีเป็นชิ้นเล็ก เพิ่มคุณค่าทางอาหารได้ไม่ยาก เเถมเพิ่มรสชาติอร่อย

ชีสที่เเนะนำให้ใช้ควรเป็นชีสที่ยืดเยิ้มถึงจะอร่อย ที่รับประทานได้ง่าย รสชาติดีไม่รุนเเรงเกินลิ้นคนไทยเห็นจะเป็นชีสมอสซาเรลล่าที่หอม นุ่ม กำลังอร่อย อยากเพิ่มความเจ๋งอาจผสมกับ Cheddar เพื่อความหอมมัน หรือเลือกเป็น Emmental Munster หรือ Gouda ถ้าชอบชีสสไตล์สวิส หรือถ้าเป็นชีสสัญชาติอิตาเลียน ต้องเลือกเป็น Fontina หรือ Provolone หรือตระกูลยืดเยิ้ม อาจใช้ Colby หรือ Monterey Jack ก็เอาอยู่ ยืดถูกใจ

ชีสทอด ยืดๆ เยิ้มๆ เเบบนี้ รับประทาน เปล่าๆ ก็อร่อยเเล้ว หากต้องการซอส เเนะนำเป็น Marinara Sauce ง่ายเเถมวิธีลัด โดยใช้ซอสสปาเกตตีมะเขือเทศกึ่งสำเร็จรูปเเบบขวด มาเพิ่มความหอมอร่อยเเบบไม่ให้ใครรู้เลยว่าเราเอาซอสสำเร็จรูปมาใช้ เพียงเเค่ผัดหอม กระเทียม ให้นุ่มเพิ่มลงไป เติมเครื่องเทศอีกนิด เพียงเเค่นี้ก็พร้อมเสิร์ฟเเล้ว !

Crispy Cheesy Bread Stick

สำหรับขนมปัง

ขนมปังเเผ่น 10 เเผ่น

ชีสมอสซาเรลล่าเเบบขูด 2 ถ้วย

หรือเเบบหั่นเเท่งขนาด 1x1x8 ซม. จำนวน 10 เเท่ง

สมุนไพรอิตาเลียนเเบบเเห้ง 1 ช้อนชา

พริกไทยดำ บดใหม่ๆ

กระเทียมกลีบ

น้ำมันมะกอก หรือเนย (สำหรับเเบบจี่)

น้ำมันพืช (สำหรับเเบบทอด)

วิธีทำ

รีดหรือคลึงขนมปังให้บางลงเล็กน้อย วางชีสลงที่ด้านหนึ่งของขนมปังโรยพริกไทยเเละสมุนไพร เเล้วม้วนขนมปังขึ้นมาให้เเน่น รีดด้านข้างให้เเนบสนิทกันเเล้วกลัดด้วยไม้จิ้มฟัน

วิธีเเบบทอด : ถ้าชอบกรอบทั่วกันทั้งชิ้น ตั้งน้ำมันสำหรับทอดในหม้อเนื้อหนา รอให้น้ำมันร้อนจัดที่ไฟกลาง ทอดให้ขนมปังกรอบเเละเหลืองทองตักขึ้นมาพักไว้บนตะเเกรงเพื่อสะเด็ดน้ำมัน ถูเบาๆ ด้วยกระเทียม

วิธีเเบบจี่ในกระทะ : ตั้งกระทะให้ร้อน เติมน้ำมันมะกอกหรือเนยลงไปเล็กน้อย จี่ขนมปังที่ห่อชีสไว้ทีละข้างจนเหลืองทั่วทุกด้าน ตักขึ้นวางบนตะเเกรง ถูเบาๆ ให้ทั่วด้วยกระเทียม

เสิร์ฟพร้อมกับซอสพิซซ่า

สำหรับซอสพิซซ่า

กระเทียมสับละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ

หอมใหญ่ สับละเอียด 2 ช้อนโต๊ะ

ใบโหระพาอิตาเลียน หรือจะใช้โหระพาไทยก็ได้ 3-4 ใบ

ซอสมะเขือเทศสำหรับพาสต้าเเบบขวด 1 ถ้วย

น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะสมุนไพรอิตาเลียนเเบบเเห้ง ครึ่งช้อนชา

พริกไทยดำ บดใหม่ๆ เเละเกลือป่นชีสพาเมซาน 1 ช้อนชา

ตั้งกระทะให้ร้อน ผัดหอมใหญ่เเละกระเทียมด้วยน้ำมันมะกอก รอให้นุ่มที่ไฟอ่อนๆ เติมซอสมะเขือเทศลงไป รอให้เดือด ปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทยดำ สมุนไพรอิตาเลียน เคี่ยวให้งวดลงสักนิดเพื่อให้เป็นซอสข้นๆ

โรยชีสเเล้วเสิร์ฟพร้อม Cheesy Bread Stick

 

เค้ก แห่งความรักบ้านป้าเกล็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/415963

เค้ก แห่งความรักบ้านป้าเกล็น

โดย…ยินดี ฤตวิรุฬห์

“ไม่มีวันไหนและวินาทีไหนที่จะไม่คิดถึงพี่ศักดิ์” นี่คือคำบอกเล่าวันวานแห่งความรักที่ยังคงตรึงในใจของ “ป้าเกล็น” เกล็นนิส เจอร์เมน ไวท์ เจ้าของเหมืองแร่สมศักดิ์ รีสอร์ทกึ่งเกสต์เฮาส์-โฮมสเตย์ แห่งเมืองปิล๊อก อ.ทองผาภูมิ ซึ่งได้รับการกล่าวขานว่าบ้านเล็กในป่าใหญ่

เหมืองแร่สมศักดิ์หรือเหมืองแร่คุณแหม่ม (ที่ป้าเกล็นบอกว่าไม่อยากให้เรียกชื่อนี้เพราะป้าเป็นคนไทยและรักเมืองไทย) ถือว่าเป็นสถานที่เที่ยวที่ทุกคนอยากเดินทางไป เพราะเพียงคุณได้เดินทางไปถึงก็เหมือนไปยังอีกโลกหนึ่งที่สดใส เขียวครึ้ม แต่กว่าจะไปถึงต้องบอกว่าทรหด เพราะระยะทางที่เข้าไปแม้ไม่ไกลมากนัก แต่การเดินทางเหมือนแสนไกล เนื่องจากถนนที่เข้าไปนั้นยังต้องใช้รถโฟร์วีลเท่านั้น แต่เมื่อไปถึงก็หายเหนื่อยแทบปลิดทิ้ง เพราะเมื่อแขกผู้ไปเยือนไปถึงเป้าหมายจะได้ลิ้มรสเค้กแสนอร่อย เลื่องชื่อ ที่ถูกกล่าวขานปากต่อปากของนักเดินทางที่ไปถึงว่า “อร่อยรสละมุน” ทานกันแบบไม่อั้น มีทั้งเค้กช็อกโกเลต เค้กส้ม แครอตกล้วยน้ำว้า ทานคู่กับกาแฟถือว่าล้ำเลิศ

ภายในเหมืองแร่สมศักดิ์ตกแต่งและคงสภาพเรื่องราวแห่งอดีต ที่มีผู้เล่าตำนานคือป้าเกล็น ที่เล่าตลอดเวลาทำให้ผู้ไปเยือนรู้สึกอบอุ่นและหวานหอมความรักที่เกิดขึ้นระหว่างลุงสมศักดิ์กับป้าเกล็นที่ไม่มีวันจางหาย

 

รักของป้าเกิดขึ้นที่สนามเทนนิส ที่ประเทศออสเตรเลีย เมื่อลุงสมศักดิ์ไปเรียนปริญญาโทด้านวิศวกรรมเหมืองแร่ที่เมืองแคลคูรี ประเทศออสเตรเลีย วันว่างก็จะไปเล่นเทนนิสกับพี่ชายของป้า และป้าก็มีโอกาสไปสนามด้วย นั่นคือบ่อเกิดแห่งความรักของป้าเกล็นและลุงสมศักดิ์

แม้ว่าวันนี้ป้าเกล็นจะอยู่คนเดียวหลังคู่ชีวิตได้ลาโลกนี้ไปแต่ป้าก็ไม่มีวันลืมเลือนเรื่องราวแห่งความรักที่เกิดขึ้น ป้าบอกว่า ไม่มีวินาทีไหนที่ไม่คิดถึงลุงศักดิ์ ที่เป็นรักครั้งแรกและรักสุดท้ายของป้า ทุกวันนี้ป้ายังเก็บความทรงจำดีๆ ของความรักและเก็บทุกๆ อย่างของลุงไว้ และยินดีเสมอที่จะบอกเล่าเรื่องราวของความรักให้กับผู้มาเยือนฟังพร้อมกับทานเค้กฝีมือป้าที่ชุ่มฉ่ำหวานอร่อย

“เค้กช็อกโกเลต” หวานพอดี เข้มรสช็อกโกแลต แป้งนุ่มๆเมื่อได้ชิมแล้วบอกเลยคุ้มค่ากับการได้เดินทางไป และถือว่าความใฝ่ฝันเป็นจริง” ซึ่งเค้กป้าเกล็นเป็นเค้กแบบต้นฉบับของอังกฤษ

 

วัตถุดิบสำหรับการทำเค้กนั้น ป้าจะเดินทางเข้าไปซื้อที่ตัวเมืองกาญจนบุรี แม้ค่อนข้างลำบากแต่ก็จะเดินทางไปเลือกซื้อเองทุกครั้งที่วัตถุดิบหมด เพราะป้าอยากให้ผู้มาเยือนได้ลิ้มรสเค้กที่อร่อย มีคุณภาพ เพื่อให้คุ้มค่ากับการที่ลูกค้าได้เข้ามาเยี่ยมเยือน และหากไม่ได้ไปเป็นหมู่คณะหรือใครเข้าไปเที่ยว เค้กป้าก็จะมีขายให้กับผู้ที่แวะเข้าไปชิมแต่ไม่ได้ค้างด้วย ตกชิ้นละ 80 บาท ซึ่งถือว่าคุ้มและอร่อย ชิ้นโตมากๆ

นอกจากนี้ ป้าเกล็นจะทำอาหารไว้รองรับลูกค้ามีทั้งสปาเกตตี และบาร์บีคิวซึ่งเนื้อนุ่ม ชุ่มซอส คำโตๆ อร่อยหายหิวไปเลย

อย่างไรก็ตาม การไปบ้านป้าเกล็นนอกจากได้ชิมของอร่อยแล้ว ยังได้เรียนรู้เรื่องราวการทำเหมืองแร่ เพราะป้าเกล็นได้ปรับสถานที่เก็บเครื่องมือเครื่องใช้ ห้องเก็บเสบียง และห้องทำงานต่างๆ ของเหมือง ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของรีสอร์ทกึ่งเกสต์เฮาส์-โฮมสเตย์ ตกแต่งแบบง่ายๆ ด้วยรูปภาพเก่าติดผนัง และตั้งโต๊ะเปิดให้บริการที่พัก

สำหรับการเดินทางไปบ้านป้าเกล็นควรมีรถโฟร์วีลไดรฟ์ เพราะทางเข้ายังคงไว้แบบสภาพเดิมๆ ทางค่อนข้างขรุขระ เป็นถนนลูกรัง หินลอย ซึ่งก็กลายเป็นสถานที่ที่เหล่าบรรดานักท่องเที่ยวที่ชอบออฟโรดได้แวะเข้ามา สำหรับนักท่องเที่ยวที่ติดต่อที่พักของบ้านป้าเกล็น แต่ไม่สามารถขับรถเข้ามาได้ สามารถแจ้งล่วงหน้า ป้าเกล็นก็มีรถออกไปรับให้ด้วย

 

ไปพิษณุโลกมีเวลาว่างก็ลองแวะไปชิมก๋วยเตี๋ยว 10 บาท อิ่มอร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 18:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/415858

ไปพิษณุโลกมีเวลาว่างก็ลองแวะไปชิมก๋วยเตี๋ยว 10 บาท อิ่มอร่อย

โดย…ชินวัฒน์ สิงหะ

หากใครที่ขับรถผ่านไปมาบนถนนสายพิษณุโลก-บางระกำ สายเก่า ต.ท่าทอง อ.เมือง พิษณุโลก มีเวลาว่างก็ลองแวะไปชิมก๋วยเตี๋ยวพื้นบ้านชื่อร้านก๋วยเตี๋ยวปอ-ปัน ที่มีรสชาติอร่อยถูกปากราคาถูกใจเพราะขายราคาถูกเพียงชามละ 10 บาทเท่านั้น

 

ภาพิสา พรมชาติ อยู่บ้านเลขที่ 148 หมู่ 11 ต.ท่าทอง อ.เมือง จ.พิษณุโลก เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวหมูปอ-ปัน บอกว่า ร้านแห่งนี้เปิดมาได้เพียงเดือนเศษ แต่มีลูกค้าทั้งในพื้นที่และต่างพื้นที่เดินทางมารับประทานไม่ขาดสายนอกจากรสชาติอร่อยแซบถูกปากแล้วยังราคาถูกชามละ 10 บาท แต่หากสั่งราคาพิเศษ ชามใหญ่ ราคาก็เพียง 20 บาท โดยเมนูเด็ดคือต้มยำ เส้นเล็ก เส้นใหญ่ หมี่เหลือง แต่ละชนิดมีรสชาติที่ถูกปาก อร่อยอิ่มท้อง

 

“ลูกค้าชาวพิษณุโลกรวมทั้งนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมาใช้บริการอย่างเนืองแน่น ซึ่งแต่ละโต๊ะจะมีการสั่งก๋วยเตี๋ยวน้ำต้มยำ เส้นหมี่ เส้นเล็ก และเส้นใหญ่มารับประทานจนอิ่มท้อง เนื่องจากชื่นชอบรสชาติที่อร่อยถูกปากราคาถูกใจ ที่สำคัญช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในยุคเศรษฐกิจฝืดเคือง” ภาพิสา กล่าว

ภาพิสา บอกอีกว่า สาเหตุที่ตั้งราคาก๋วยเตี๋ยวพื้นบ้านไว้เพียง 10 บาท เนื่องจากต้องการช่วยเหลือผู้บริโภคที่รับประทานก๋วยเตี๋ยวในราคาถูก อีกทั้งเด็กๆ ในหมู่บ้านจะได้มาทานได้ เพื่อเป็นการลดภาระให้กับพ่อแม่ ซึ่งปริมาณก็ใส่ให้เต็มที่ อาศัยได้กำไรน้อยนิดแต่ก็พออยู่ได้ จึงขายในราคา 10 บาท

 

ลิลลี่ ช็อป เฮาส์ คาเฟ่ อบอุ่น สงบ และแสนเก๋

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 17:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/415856

ลิลลี่ ช็อป เฮาส์ คาเฟ่ อบอุ่น สงบ และแสนเก๋

โดย…พาแลง ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล

พาไปพักชิลที่ ลิลลี่ ช็อป เฮาส์ คาเฟ่ (Lily’s Shop House Cafe) คาเฟ่น้องใหม่ที่เพิ่งเปิดหมาดๆ ท่ามกลางความวุ่นวายบนถนนพระราม 3 แต่บรรยากาศด้านในกลับให้ความอบอุ่นและสบายใจ หากชาวเข้าตาน่านั่งกำลังมองหามุมสงบเพื่อพักผ่อน ลองสังเกตถ้าคุณมองเห็นรั้วต้นไม้สีเขียวใกล้กลางแยกนางลิ้นจี่ถัดจากปั๊มน้ำมันบางจาก นั่นแสดงว่าคุณมาถึงคาเฟ่แสนเก๋เข้าให้แล้ว

 

ผ่านรั้วต้นไม้เข้ามาจะเห็นด้านนอกของร้านที่บรรยากาศเหมือนนั่งเล่นในสวน และทันทีที่ก้าวเข้าไปในร้านก็จะเจอกับมุมต่างๆ ของร้านที่แสนน่ารัก แต่ขณะเดียวกันก็แฝงความเท่ด้วยผนังอิฐที่กะเทาะจากโครงสร้างเดิม ตัดกับโซฟาผ้าที่ตกแต่งด้วยหมอนสีสันสนุกสนาน มองไปอีกมุมหนึ่งก็เป็นโต๊ะไม้ตัวยาว ล้อมด้วยเก้าอี้ที่มากจากหลายที่แต่เข้ากันได้อย่างประหลาด เป็นการตกแต่งที่มีกลิ่นวินเทจอบอวลอยู่ทุกมุมร้าน จึงไม่แปลกถ้าคุณจะรู้สึกอบอุ่นเหมือนได้มานั่งเล่นที่บ้านเพื่อน

 

เจ้าของร้านวางคอนเซ็ปต์ร้านไว้เป็นคาเฟ่โฮมเมดที่เสิร์ฟเมนูง่ายๆ แต่ดีต่อสุขภาพ เริ่มต้นจากมื้อเช้าที่สดใสด้วยอาหารว่างสุขภาพดี Almond Butter & Chia Seeds ใช้ขนมปังโฮลวีตปิ้งทาเนยอัลมอนด์โฮมเมด เสิร์ฟพร้อมกล้วยหอมราดน้ำผึ้งโรยเมล็ดเจีย หอมหวานมันได้ประโยชน์เหมาะสำหรับมื้อเช้า ถ้ากินคู่กับเครื่องดื่มน้ำผลไม้สกัดเย็นชื่อ Hello Sunshine ที่เพิ่มความสดชื่นได้ดี สกัดจากแอปเปิ้ลแดง แอปเปิ้ลเขียว สับปะรด แครอต และเลมอน 100% ส่วนใครที่แวะมาช่วงเที่ยง ทางร้านมีอาหารไทยตักเสิร์ฟแบบกันเอง เป็นข้าวแกงเมนูง่ายๆ เปลี่ยนไปให้เลือกไม่ซ้ำกัน

สำหรับขนมหวานอย่างเมนู Waffle มีแป้งวาฟเฟิลบางกรอบโรยด้วยเมล็ดเจีย ราดน้ำผึ้ง เสิร์ฟคู่กับซอสช็อกโกแลตและไอศกรีมช็อกโกแล็ต นอกจากนี้ยังมี Brownie และคัพเค้กโฮมเมด กินคู่กับ Caramel Latte ที่เลือกเมล็ดกาแฟอะราบิก้าจากดอยช้าง รสชาติไม่เข้มหนักดื่มง่าย เหมาะกับการจิบในช่วงบ่าย ถ้าใครไม่รีบร้อนก็นั่งชิลอ่านหนังสือหรือพูดคุยกับเจ้าของร้านได้จนกว่าร้านจะปิด

อ้อ! ลืมบอกไป ที่นี่มีจำหน่ายข้าวปลอดสารพิษจากยโสธรขายด้วย เรียกว่าโฮมเมดทั้งร้านจริงๆ

ลิลลี่ ช็อป เฮาส์ คาเฟ่ เปิดร้าน 3 วันต่อสัปดาห์ คือ วันอังคาร วันพฤหัสบดี และวันศุกร์ ให้บริการตั้งแต่เช้าเวลา 07.00-15.00 น. โทร. 08-6364-0822 เฟซบุ๊ก : lilyshophousecafe

 

เดอะ คอฟฟี่ คลับ ขนมแปลงร่าง แตกต่างและอร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 17:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/travel/restaurant/415850

เดอะ คอฟฟี่ คลับ ขนมแปลงร่าง แตกต่างและอร่อย

โดย…เพ็ญแข สร้อยทอง ภาพ The Coffee Club

เวลาไปร้านอาหาร ใครๆ ก็คงอยากจะได้ชิมเมนูใหม่ๆ หรืออะไรที่เราไม่เคยลองชิมมาก่อนเลย รวมไปถึงขนม หากพูดถึง ทาร์ต หรือ ชีสเค้ก หรือ เร้ด เวลเวต เค้ก หรือเมนูขนมอื่นๆ ที่คุ้นเคยกันอยู่แล้ว เราก็จะนึกภาพออกว่า จะได้เห็น ได้กลิ่น และได้ลิ้มรสชาติประมาณไหน เพื่อความแปลกใหม่ไม่จำเจ สูตรเก่าแก่ดั้งเดิมเหล่านั้นถูกนำมาสร้างสรรค์ใหม่ด้วยการแยกสลายร่างและเรียกกันว่าเป็น “Deconstructed Desserts” ซึ่งเป็นเทรนด์สำหรับในช่วงปีหลังๆ โดยไอเดียเดียวกันนี้ใช้ในอาหารอื่นๆ ที่ไม่ใช่ของหวานด้วยเช่นกัน

จะว่าไปแล้ว ดีคอนสตรัค ดีเสิร์ท ก็เป็นเหมือนการนำขนมเดิมๆ มา “เล่น” อารมณ์คล้ายๆ (เน้น) ตอนเด็กๆ ที่เรานำของเล่น (หรือแม้แต่ของใช้ของคุณพ่อคุณแม่) ที่ยังดีๆ อยู่มาแยกชิ้นส่วนเพื่อทำเป็นของใหม่ตามจินตนาการ จะเรียกว่าเป็นการทดลอง (Experimental) ก็คงไม่ผิด จากของหวานเมนูเดิมๆ หน้าตาแบบเก่าๆ นำมาแยกชิ้นส่วน สร้างสรรค์ให้หน้าตาสวยงามแปลกตาแล้วรับประทานในแบบใหม่ แต่ไม่ว่าจะดีคอนสตรัคหรือแยกร่างสลายตัวขนาดไหน แต่ละจานก็จะมีบางอย่างที่สามารถ “เชื่อมต่อ” กับเมนูเดิมๆ โดยเฉพาะในเรื่องของ “รสชาติ”

สำหรับเซียนขนมหวานทั้งหลายคงจะเคยลองลิ้มชิมรสดีคอนสตรัค ดีเสิร์ท กันมามากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป แต่ถ้าใครอยากจะชิมเมนูใหม่ๆ ก็ลองแวะไปที่ เดอะ คอฟฟี่ คลับ (The Coffee Club) ร้านอาหารและกาแฟชื่อดังสัญชาติออสเตรเลีย นอกจากจะเป็นร้านสำหรับคนรักกาแฟรสเยี่ยมแล้ว ยังให้บริการ All day Breakfast เป็นทั้งอาหารยุโรปและไทยปรุงสดใหม่พร้อมเสิร์ฟตลอดทั้งวัน นอกจากนั้นยังมีขนมหวานที่ควรลองหลายๆ เมนู และที่จะมีมาเพิ่มเติมใหม่ตั้งแต่วันแห่งความรักนี้คือ ดีคอนสตรัค ดีเสิร์ท สร้างสรรค์โดยเชฟโฮเซ เปโล จูเนียร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านของหวานและช็อกโกแลตจากออสเตรเลีย

 

ด้วยประสบการณ์ 25 ปี จากการทำงานในโรงแรม 5 ดาว และการสอนทำขนมในสถาบันชั้นนำที่เมลเบิร์น เชฟโฮเซได้คิด 3 เมนู ดีคอนสตรัค ดีเสิร์ท ซึ่งน่าจะโดนใจคนชอบของหวาน โดยนำผลไม้ที่เราคุ้นรสชาติมาเป็นส่วนประกอบ ส่วนช็อกโกแลตเลิฟเวอร์ก็มีทางเลือกที่เชฟเตรียมไว้ให้

เริ่มต้นชิมเมนูแรก คือ The Passion ซึ่งเป็นทาร์ตมะม่วงและเสาวรสมาพร้อมกับพันนาคอตต้ามะพร้าวเสิร์ฟพร้อมด้วยเชอร์เบตรสมะม่วงและเสาวรส สำหรับเมนูนี้เชฟดีคอนสตรัคทาร์ตเสียใหม่ด้วยการจับส่วนฐานของทาร์ตแยกออกจากส่วนที่เป็นเคิร์ด (Curd) ซึ่งก็คือเนื้อครีมๆ ที่มักจะอยู่ด้านบนของทาร์ต

จานนี้คงทำให้คนชอบผลไม้ 2 ชนิดนี้ถึงแก่คลั่งไคล้ในรสชาติกลมกล่อมเข้ากัน รับประทานแล้วสดชื่นตื่นตัวด้วยรสเปรี้ยว ทั้งยังได้กลิ่นหอมและหวานละมุนจากพานาคอตต้ามะพร้าวเข้ามาเสริม จานนี้ตกแต่งหน้าตาด้วยผลไม้รวมทั้งใบไม้เล็กๆ และซอสผลไม้ ในแต่ละคำให้ตักครบทุกองค์ประกอบของจาน แล้วรับประทานไปพร้อมๆ กันจะทำให้ได้รสชาติครบครัน

 

ต่อเนื่องด้วย The Velvet ซึ่งจะนำเค้กเร้ดเวลเวตมานำเสนอใหม่ เป็นเร้ดเวลเลตที่เสิร์ฟกับฟาร์เฟต์สตรอเบอร์รี่โยเกิร์ตเสิร์ฟกับราสพ์เบอร์รี่และไอศกรีมลิ้นจี่ สำหรับตัวเร้ดเวลเวตที่ถูกตัดออกมาเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยนั้นมีครีมชีสแทรกอยู่ระหว่างชั้น ส่วนฟาร์เฟต์สตรอเบอร์รี่โยเกิร์ตนั้นมีเนื้อนุ่มเนียนคล้ายไอศกรีมผสมมูส จานตกแต่งด้วยสตรอเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ รวมทั้งอัลมอนด์เคลือบคาราเมล ครัมเบิ้ลรสสตรอเบอร์รี่ ซอสสตรอเบอร์รี่ และซอสไวท์ช็อกโกแลต เช่นกันว่า เมนูควรรับประทานแต่ละส่วนพร้อมๆ กัน จานนี้นอกจากรสชาติดีครบรสแล้ว ยังหน้าตาสวยงามเหมาะกับเป็นขนมที่รับประทานกับคนที่เรารักสุดๆ

ปิดท้ายกันแบบเข้มๆ ขมๆ เอาใจคนชอบกาแฟและช็อกโกแลตกับเมนูชื่อ Mocha Assiette ซึ่งก็คือชีสเค้กช็อกโกแลตและเอสเปรสโซ่ ทั้งยังมีบรูเล (Brulee) ช็อกโกแลตเอสเปรสโซ่รูปทรงโดม ม็อกคาครีโม (Mocha Cremeux) และไอศกรีมช็อกโกแลตเข้มข้น 72% เสิร์ฟมาด้วย ความโดดเด่นคือ ชีสเค้กที่มีม็อกคาเป็นฐานแล้วมีช็อกโกแลตประกบอยู่ชั้นบนทั้งสองรวมตัวให้รสเข้มข้น ส่วนม็อกคาครีโมเป็นครีมข้มรสกาแฟและช็อกโกแลตมาเสิร์ฟในรูปคล้ายลูกรักบี้แบบที่เรียกว่า คอร์แนล ที่รองตกแต่งมาบนจากยังมีช็อกโกแลตซอล (Chocolate Soil) ที่ทำจากคุกกี้ช็อกโกแลตบดพร้อมบิสกิตอัลมอนด์ซึ่งเพิ่มรสสัมผัสกรุบกรอบยามเคี้ยว เมนูนี้ทาง เดอะ คอฟฟี่ คลับ ใช้กาแฟซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของทางร้านมาเป็นส่วนผสมของบรูเล

ใครอยากรับประสบการณ์ใหม่กับดีคอนสตรัค ดีเสิร์ท ที่ เดอะ คอฟฟี่ คลับ ทุกสาขาในกรุงเทพฯ ได้ตั้งแต่วันวาเลนไทน์นี้เรื่อยไปถึงสิ้นเดือน ส.ค. ข้อมูลเพิ่มเติมที่ facebook.com/thecoffeeclubthailand

ขนมแปลงร่างเหล่านี้ให้ความแตกต่าง ทั้งยังอร่อยเหมือนเดิม และอาจจะมากกว่าเดิมในบางสัมผัส

แล้วจะรออะไร… ไป try and teste กันเถอะ