หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ รูปเหมือนปั๊มพิมพ์บี และจุดพิจารณาที่สำคัญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/602097

  • วันที่ 29 ก.ย. 2562 เวลา 08:46 น.

หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ รูปเหมือนปั๊มพิมพ์บี และจุดพิจารณาที่สำคัญ

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

เขียนถึงรูปหล่อหลวงพ่อเงิน วัดบางคลานมาแล้ว อดคิดไม่ได้ว่า ยังไม่ได้เขียนถึงรูปเหมือนปั๊ม หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ เลยก็จะกระไรอยู่ ติดต่อไปที่แฟนคลับนักสะสมพระเครื่องหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ ได้รูปเหมือน พิมพ์บี ในสภาพสวยทีเดียวมาให้ชมกันครับ

หยิบมาส่องสำหรับรูปเหมือนปั๊มองค์นี้ ที่ว่าเป็นพิมพ์บี นั้น ก็มีจุดพิจารณาแยกกันออกไป ตรงที่ความคมชัดของเส้นสายทั้งหลายบนองค์รูปเหมือนปั๊ม หลวงพ่อเดิมนั่นเอง

จุดพิจารณาที่แยกเป็นพิมพ์ เอ บี ซี ดี นั้นเกิดจากบล็อกแม่พิมพ์มีเพียงตัวเดียว ช่างจะแกะรายละเอียดของบล็อกทั้งด้านหน้าและด้านหลังเพียงชุดเดียว เมื่อผ่านการปั๊มไปบ่อยเข้า แม่พิมพ์เกิดการชำรุดแตก ทำให้การปั๊มในครั้งต่อมาขาดในรายละเอียด ทำให้ความคมชัดน้อยลง

ยกตัวอย่างเช่นความแตกต่างระหว่างพิมพ์เอ และ พิมพ์บี ที่เห็นได้ชัดเจนคือบริเวณซอกแขนขวาด้านหลังองค์พระเป็นต้น ในพิมพ์เอ จะปรากฏความคมชัด มีซอกลึกเป็นมิติลงไป ส่วนในพิมพ์บีนั้น เริ่มปรากฏเนื้อเกินในซอกแขนด้านหลัง เพราะเกิดจากแม่พิมพ์เริ่มชำรุด เป็นต้น

ความแตกต่างระหว่างพิมพ์เอ และ พิมพ์บี ด้านหน้านั้น

1.ความคมชัดของเส้นสายสังฆาฏิ จีวร บนองค์พระ พิมพ์เอ จะคมชัดมากกว่าเพราะเป็นการปั๊มในช่วงแรก ส่วนพิมพ์บี ความคมชัดจะด้อยลงไป

2.ในพิมพ์บี บริเวณซอกคอจะสังเกตุเห็นรอยตะไบ

3.จะเห็นเส้นขนแมวในซอกแขนขวาสองเส้นต่อกันเป็นตัว V

4.คำว่าหลวงพ่อเดิม “เดิม” พิมพ์บี สระอิเป็นเส้นแตก สำหรับพิมพ์เอจะคมชัด

5.ด้านหน้าคำว่า “หลวงพ่อเดิม”หัวมุมฐานด้านล่างส่วนใหญ่จะมนยุบเล็กน้อย

ส่วนความแตกต่างระหว่างพิมพ์เอ และ พิมพ์บี ด้านหลังนั้น

1.พิมพ์บีนั้น ใบหูหลวงพ่อด้านหลังจะแต่งเป็นเหลี่ยม ส่วนพิมพ์เอ ใบหูหลวงพ่อด้านหลัง จะแต่งคล้ายใบหูคน

2.ตรงศีรษะด้านหลังจะบุบเล็กน้อย

3.ตรงสันคอด้านหลัง เส้นคอ 4 เส้นจะมีความคมชัด

4.พิมพ์บี เริ่มปรากฏเนื้อเกินในซอกแขนด้านหลังซึ่งเกิดจากแม่พิมพ์ที่เริ่มชำรุด ส่วนพิมพ์เอไม่มีเนื้อเกินในซอกแขนขวาที่ด้านหลัง

5.พิมพ์บี ที่ชายสังฆาฏิชนฐานด้านล่างจะมีเนื้อเกินต่อฐานเกิดจากแม่พิมพ์ที่เริ่มชำรุด ส่วนพิมพ์เอ บริเวณที่ชายสังฆาฏิด้านล่างชนฐานจะไม่มีเนื้อเกิน

6.พิมพ์บี นั้นฐานด้านหลังเริ่มมีการแต่งตะไบเป็นเหลี่ยมเล็กน้อยและไม่มีการรมดำ, ส่วนพิมพ์เอ บริเวณฐานด้านหลังจะเป็นครึ่งวงกลม จึงเป็นที่มาของคำว่าพิมพ์นิยมฐานกลม และเฉพาะเนื้อทองเหลืองในบางองค์จะมีการรมดำปรากฏอยู่ตามซอกผิว นับเป็นเอกลักษณ์ของพิมพ์ฐานกลมพิมพ์เดียวพิมพ์อื่นไม่มีการรมดำ

เมื่อเรามาพิจารณาในแง่ของวิทยาศาสตร์ เนื้อโลหะทองเหลืองเก่าก็จะมีออกไซด์(คล้ายสนิมสีออกน้ำตาลเป็นหย่อมๆ) คลุมผิวองค์พระอันเกิดจากปฏิกิริยาระหว่างอากาศกับโลหะทองเหลืองเช่น โลหะทองเหลืองต้องมีความแห้งเป็นธรรมชาติของพระเก่าอายุเกือบ 80 ปี(นับถึงปัจจุบัน)

รูปเหมือนปั๊มหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ จัดสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2482 พร้อมเหรียญรูปไข่ในคราวที่หลวงพ่อเดิมอายุครบ 82 ปี มีบันทึกไว้ว่า ทางคณะศิษย์จ้างโรงปั๊มที่กรุงเทพฯ โดยทางคุณประดิษฐ์ ลิ้มประยูร พนักงานรถไฟลูกศิษย์เอกหลวงพ่อเดิมเป็นผู้มาติดต่อ

รูปเหมือนปั๊มที่จัดสร้างในคราวนั้นมีจำนวนไม่มาก คะเนกันว่าอยู่ในราวไม่กี่พันองค์ มีอยู่ด้วยกัน 2 เนื้อ คือ เนื้อทองเหลือง และเนื้ออัลปาก้าหรือเนื้อช้อนส้อม ที่เรียกเนื้อช้อนส้อม เพราะทางโรงงานใช้ช้อนส้อมตราแพะมาหลอมและนำมารีดเป็นโลหะ ก่อนนำปั๊มรูปเหมือนหลวงพ่อเดิม นั่นเอง

เมื่อปั๊มเสร็จแล้ว ถึงจะนำรูปหล่อที่ปั๊มมาทำการตัดปีกแต่งขอบ และตะไบเก็บรายละเอียดของด้านข้าง พร้อมกับแต่งริ้วจีวรทั้งด้านหน้า ริ้วจีวรด้านหลัง และริ้วจีวรด้านข้าง จากนั้นทำความสะอาดก่อนส่งวัดและทางวัดจะนำไปลงเหล็กจารใต้ฐานกำกับ

นอกจากพิมพ์ เอ บี ซี ดี แล้วยังมีพิมพ์คอตึงจีวรถี่ และพิมพ์คอตึงจีวรห่าง อันเกิดจากบล๊อกแม่พิมพ์ด้านหน้าที่ผ่านการปั๊มมาชำรุด ช่างก็ทำแม่พิมพ์ด้านหน้าใหม่เพิ่มขึ้นอีก 2 พิมพ์นั่นเอง ส่วนแม่พิมพ์ด้านหลังคงใช้แม่พิมพ์เดิม ฉะนั้นด้านหลังของแม่พิมพ์คอตึงจึงมีแบบเดียวกับบล๊อกแม่พิมพ์ดี และรูปเหมือนปั๊มพิมพ์คอตึงทั้ง 2 พิมพ์จะมีเนื้อทองเหลืองเพียงชนิดเดียวเท่านั้น ไม่เคยพบว่า มีเนื้อช้อนส้อมหรือเนื้ออัลปาก้า แต่อย่างใด และที่สำคัญรูปเหมือนปั๊มหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ  ผิวต้องเรียบตึง ต้องไม่มีรูพรุนหรือฟองอากาศเด็ดขาด

ธุระของ “พระภิกษุในพระพุทธศาสนา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/602096

  • วันที่ 29 ก.ย. 2562 เวลา 08:25 น.

 ธุระของ “พระภิกษุในพระพุทธศาสนา”

โดย    อุทัย มณี  (เปรียญ)

ปัจจุบันบทบาทของพระสงฆ์ในสังคมไทยมีบทบาทกว้างขวางมากยิ่งขึ้นทั้ง ด้านสาธารณะสงเคราะห์, ด้านส่งเสริมการศึกษา, ด้านการเผยแผ่, บทบาทแต่ละอย่างล้วนสัมผัสกับวิถีชีวิตการเป็นอยู่ของประชาชนแทบทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นในอดีตบทบาทพระสงฆ์ไทยอย่างน้อยทำหน้าที่ 3 ประการคือ หนึ่ง อบรมสั่งสอนและไกล่เกลี่ยข้อพิพาทให้กับประชาชน โดยมีวัดเป็นศูนย์กลางชุมชน สอง บทบาทในการพัฒนาชุมชนหมู่บ้าน และ สาม มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงระหว่างชุมชนหมู่บ้านกับภาครัฐ

ปัจจุบันบทบาทเหล่านี้ของพระภิกษุสงฆ์ ของเจ้าอาวาสแทบไม่มีให้เห็นแล้ว เนื่องจากภาครัฐ “เข้ามามีบทบาท” แทบทั้งสิ้น

ผู้อ่านบางท่านที่ไม่มีพื้นฐานทางพระพุทธศาสนาเลย คงอยากจะรู้ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงวาง “ธุระหรือหน้าที่” สำหรับพระภิกษุไว้อย่างไรบ้าง

ในพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสแนะแก่พระภิกษุชื่อ มหาปาละ เมื่อถามถึงธุระในพระพุทธศาสนามีกี่อย่าง

“ภิกษุ ธุระมี 2 อย่าง คือ คันถธุระ (กับ) วิปัสสนาธุระ เท่านั้น” พระมหาปาละทูลถามว่า  “พระเจ้าข้า ก็คันถธุระเป็นอย่างไร วิปัสสนาธุระเป็นอย่างไร”

 ธุระนี้ คือ การเรียนนิกายหนึ่งก็ดี สองนิกายก็ดี จบพุทธวจนะคือพระไตรปิฏกก็ดี ตามสมควรแก่ปัญญาของตนแล้วทรงไว้ กล่าวบอก พุทธวจนะนั้น ชื่อว่าคันถธุระ. ส่วนการเริ่มตั้งความสิ้นและความเสื่อมไว้ในอัตภาพ  ยังวิปัสสนาให้เจริญ  ด้วยอำนาจแห่งการติดต่อแล้ว ถือเอาพระอรหัตของภิกษุผู้มีความประพฤติแคล่วคล่อง ยินดียิ่งแล้วในเสนาสนะอันสงัด ชื่อว่าวิปัสสนาธุระ.

พระเจ้าข้า  ข้าพระองค์บวชแล้วแต่เมื่อแก่  ไม่สามารถจะบำเพ็ญคันถธุระให้บริบูรณ์ได้ แต่จักบำเพ็ญวิปัสสนาธุระให้บริบูรณ์  ขอพระองค์ตรัสบอกพระกรรมฐานแก่ข้าพระองค์เถิด..”

แนวทางนี้เป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับคณะสงฆ์ไทยยึดถือเป็นแนวทางปฎิบัติสืบ ๆ ต่อกันมา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก่อนที่พระมหาปาละ จะทูลถามธุระในพระพุทธศาสนากับพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ท่านอยู่ในสำนักพระอาจารย์และอุปัชฌาย์ครบ  5  พรรษาแล้ว   หมายความว่า พระภิกษุรูปใดก็ดี เมื่อบวชแล้วจะต้องศึกษาเล่าเรียนพื้นฐานอย่างน้อย 5 พรรษาในสำนักพระอุปัชฌาย์  ปัจจุบันแนวทางนี้คณะสงฆ์ไทยก็ยังยึดอยู่ คือ พระภิกษุบวชใหม่ หากจะไปอยู่วัดอื่นหรือแยกตัวออกไปอย่างน้อยจะต้องอยู่ในวัดพระอุปัชฌาย์หรืออยู่ตามวัดในสายตาพระอุปัชฌาย์ 5 พรรษา แต่ตอนหลังก็อาจ อะลุ่มอล่วย บ้าง

ระหว่างบวช 5 พรรษาก็เรียนหนังสือเพื่อเป็นฐานในการปฎิบัติเป็นปกติ และมิใช่เรียนหนังสือหนังเดียว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ยังวางหลักการปฎิบัติกิจวัตรของพระภิกษุไว้อีก 10 ประการคือ 1.ลงอุโบสถ 2. บิณฑบาตเลี้ยงชีพ 3. สวดมนต์ไหว้พระ  4.กวาดอาวาสวิหารลานพระเจดีย์ 5.รักษาผ้าครอง 6.อยู่ปริวาสกรรม 7.โกนผมปลงหนวดตัดเล็บ 8. ศึกษาสิกขาบทและปฏิบัติพระอาจารย์ 9.เทศนาบัติ 10. พิจารณาปัจจเวกขณะทั้ง 4 เป็นต้น..

สำหรับหน้าที่ของฆราวาส ที่ควรปฎิบัติต่อพระภิกษุ  หลัก ๆ ก็คือสนับสนุนให้พระท่านมีกำลังกายกำลังใจ ในการศึกษาปฏิบัติธรรม ส่งเสริมให้ท่านศึกษาเล่าเรียนด้วยการถวายทุนการศึกษาบ้าง ถวายหนังสือบ้าง ถวายอาหารการฉัน ดังนี้เป็นต้น

สังคมไทยมีฐานมาจากพระพุทธศาสนา สังคมไทยในอดีตอยู่ร่วมกันด้วยความร่มเย็นเป็นสุขที่นานาชาติยกย่องยอมรับ ให้เป็นประเทศหนึ่งที่พลเมืองมีความสุขที่สุดในโลก เป็นดินแดนที่มีแต่รอยยิ้ม เป็นสยามเมืองยิ้ม ปัจจุบันร่องรอยเหล่านี้แม้จะเลือนลางลง แต่ก็ยังไม่สายที่จะกอบกู้กลับมา อันไหนที่มิใช่ของเรา เราคว้า เรามาดัดแปลงให้เป็นของเรา มันก็ไม่เนียน มันก็ไม่เหมือนของเดิมอยู่ดี  วัฒนธรรมประเพณีในพระพุทธศาสนาเป็นสิ่งมีค่า เราต้องร่วมกันฟื้นฟูและส่งเสริมให้อยู่คู่กับสังคมไทยตราบนานเท่านาน..

กรมศิลป์เปิดศูนย์ข้อมูลการอนุรักษ์นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/601941

  • วันที่ 26 ก.ย. 2562 เวลา 21:04 น.

กรมศิลป์เปิดศูนย์ข้อมูลการอนุรักษ์นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา

โดย สมาน สุดโต

นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานในการเปิดศูนย์ข้อมูลการอนุรักษ์นครประวัติศาสตร์ พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 24 ก.ย.2562 เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้สภาพเดิม และขั้นตอนในเชิงเปรียบเทียบว่า ก่อนการอนุรักษ์โบราณสถาน โบราณวัตถุ และจิตรกรรมฝาผนัง ในพระอารามสำคัญ ทั้งที่อยู่ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์และนอกเขตอุทยานประวัติศาสตร์นั้น มีขั้นตอนการดำเนินการอย่างไร

นายอนันต์ กล่าวว่า ข้อมูลที่จัดแสดงที่ศูนย์แห่งนี้ แสดงในรูปนิทรรศการแบ่งเป็น 5 ส่วน คือส่วนที่ 1 เรื่องมรดกโลก ส่วนที่ 2 เรื่องประวัติการอนุรักษ์โบราณสถานพระนครศรีอยุธยา ส่วนที่ 3 เรื่องนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยากับการอนุรักษ์และพัฒนา ส่วนที่ 4 เรื่องงานอนุรักษ์ประเภทต่างๆ และส่วนที่ 5 เรื่องนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยากับการพัฒนาในอนาคต

การจัดนิทรรศการนั้นใช้เทคโนโลโลยี และรูปแบบการนำเสนอที่เข้าใจง่าย ทันสมัยประกอบด้วยแผนที่ แผนผัง จำลองภาพโบราณสถานอยุธยา จำลองภาพการอนุรักษ์โบราณสถานประเภทต่างๆ เป็นต้น ผู้สนใจสามารถเข้าได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00-18.00 น เว้นวันจันทร์ อังคาร และวันนักขัตฤกษ์ ซึ่งเป็นวันปิดทำการ หรือสอบถามข้อมูลได้ที่ 035 24 2286

หลังจากทำพิธีเปิดแล้ว นายอนันต์ ได้นำชมนิทรรศการที่จัดเต็มพื้นที่ ในอาคารศูนย์ข้อมูล ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่หลังจากถูกน้ำท่วมใหญ่ เมื่อ พ.ศ.2554 นายอนันต์จะเกษียณอายุสิ้นเดือนก.ย.2562 นี้ ได้ใช้โอกาสนี้ไปชมวัดมหาธาตุ ซึ่งเป็นวัดศูนย์กลาง หรือหลักเมือง ของพระนครศรีอยุธยา ที่มีพระปรางค์ประธาน (พังทลายลง) สูงใหญ่ กว่าพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม แวดล้อมด้วยพระปรางค์บริวาร แต่สภาพทั่วไปได้รับการฟื้นฟูตามลำดับ จนเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของอุทยานประวัติศาสตร์แห่งนี้

นายอนันต์ เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 3 พระนครศรีอยุธยา เล่าว่า ในตอนคำวันหนึ่งได้เพ่งมองโบราณสถานพระนครศรีอยุธยา ที่สรรค์สร้างด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ในอดีต แต่ร่วงโรยลง ส่วนเราชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งได้มีโอกาสมาสนองงานของพระองค์ท่าน จึงรู้สึกเกิดปีติล้นพ้น

ทั้งนี้ การอนุรักษ์วัดมหาธาตุเป็นต้นแบบการอนุรักษ์ ไม่มีอะไรน่าห่วง ในขณะเดียวกันก็ชื่นชมเจ้าหน้าที่กรมศิลป์ว่า มีความรู้เข็มแข็ง มีวิสัยทัศน์ในเชิงวิเคราะห์ ใช้นวัตกรรมมาช่วยในการอนุรักษ์และชื่นชมชาวพระนครศรีอยุธยาที่ช่วยอนุรักษ์โบราณสถาน เพียงแต่ท่านไม่บุกรุกโบราณสถาน ก็ถือว่าช่วยอนุรักษ์แล้ว

ณ วัดมหาธาตุแห่งนี้ได้ยินไกด์แนะนำ นักท่องเที่ยวว่า จะพาไปดูไฮไลท์ของวัดนี้ก่อนพาไปดูเศียรพระพุทธรูปในรากไม้ ซึ่งเป็นเศียรพระพุทธรูปหินทรายที่แตกหักจากองค์พระแล้วถูกรากต้นโพธิ์ขึ้นปกคลุม ลักษณะพระพักตร์ค่อนข้างแบนและกว้าง พระขนงและขอบพระเนตรป้ายเป็นแผ่นใหญ่ ขอบพระโอษฐ์กว้างเป็นแนวตรง ขอบพระโอษฐ์ยกเป็นสันขึ้นเล็กน้อย เป็นศิลปกรรมสมัยอยุธยาตอนกลาง กำหนดอายุได้ราวกลางพุทธสตวรรษที่ 21

หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน จุดพิจารณารูปหล่อ พิมพ์ขี้ตา 3 ชาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/601425

  • วันที่ 22 ก.ย. 2562 เวลา 09:08 น.

หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน จุดพิจารณารูปหล่อ พิมพ์ขี้ตา 3 ชาย

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

หากกล่าวถึงพระเครื่องรูปหล่อโลหะผสมที่แพงที่สุด ก็ย่อมเป็นพระเครื่องรูปหล่อของ หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน พิจิตรนั่นเอง แต่รูปหล่อหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน ซึ่งมี 2 พิมพ์คือ พิมพ์นิยมซึ่งแพงเป็นอันดับหนึ่ง และพิมพ์ขี้ตา แพงรองลงมา และแน่นอนที่สุดทั้งสองพิมพ์ คือเป็นพระเครื่องรูปหล่อที่แพงที่สุดในวงการนักสะสมพระเครื่องของไทย

มาชมพระรูปหล่อที่นักสะสมพระทุกคนอยากได้ไว้ในครอบครอง นั่นคือรูปหล่อพิมพ์ขี้ตา 3 ชาย ของหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน นอกจากส่องดูพิมพ์ถูกต้อง ต้องดูความเก่าของโลหะซึ่งส่องปุ๊บมองเห็นความแห้งเก่าของเนื้อโลหะ และกระแสโลหะเหลืองอมเขียวเป็นจุดพิจารณาอันหนึ่ง ทำให้เป็นพระที่ดูง่าย ค่านิยมปัจจุบันอยู่ที่หลักล้านกลางขึ้นอยู่กับความสวยสมบูรณ์ขององค์พระ

มาดูจุดพิจารณาที่สำคัญของพิมพ์ขี้ตา 3 ชาย เหตูที่เรียกว่าพิมพ์ขี้ตา  เพราะองค์พระจะมีเนื้อเกินที่ขอบตาล่างด้านซ้าย รูปหล่อพิมพ์ขี้ตานี้ เป็นงานเทหล่อฝีมือช่างชาวบ้าน เป็นการหล่อเททีละองค์ โดยใช้เบ้าแม่พิมพ์ประกบเข้าหากันเรียกว่า เบ้าหก

โดยการเทกรอกโลหะเข้าใต้ก้นองค์พระแบบคว่ำหัวลง เมื่อปล่อยให้โลหะเย็นตัวแล้ว สังเกตใต้ก้นองค์พระเป็นรอยขรุขระในแต่ละองค์จะไม่เหมือนกัน เป็นธรรมชาติของรูปหล่อเบ้าประกบทุกองค์ บางองค์จะมีรอยแต่งตะไบ และฐานบางองค์หนา ฐานบางองค์บาง เกิดจาการเทเนื้อโลหะลงในเบ้า บางองค์เทพอดี บางองค์เทหนาหน่อย

และที่สำคัญด้วยการเทแบบเบ้าประกบนี้ ทำให้พิมพ์ขี้ตามีรอยตะเข็บด้านข้างเห็นชัดเจน เหมือนเนื้อเกินออกมาเป็นเส้นตลอดแนวจากบนลงล่าง และต้องไม่มีรอยก้านชนวนที่ใต้ก้น ด้านความสวยงามเมื่อเทียบกับพิมพ์นิยมซึ่งเทหล่อโดยนายช่างจากบ้านช่างหล่อ ย่อมแตกต่างกัน

มาดูที่ผิวองค์พระ เมื่อส่องดูอย่างละเอียดจะเห็นหลุมเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน อันเกิดจากเม็ดดินขี้เบ้าที่หลุดกร่อนออกไปตามกาลเวลา เม็ดขี้เบ้าจะมีลักษณะเป็นเม็ดสีดำเกาะอยู่ในเนื้อพระทั่วทั้งองค์ สันนิษฐานได้ว่าเกิดจากดินเบ้าที่มาประกบกัน เมื่อเจอความร้อนจากโลหะที่กรอกลงไปก็มาเกาะอยู่ที่เนื้อโลหะขององค์พระ

การพิจารณาพระรูปหล่อเนื้อโลหะทองเหลืองผสม ซึ่งมีอายุ 100 ปี ก็จะเหมือนเนื้อโลหะผสมเก่าซึ่งแก่ทองเหลือง โทนสีเนื้อโลหะ ต้องมีสีเหลืองอมเขียว ผิวโลหะแห้งเก่า ไม่หม่นหมอง

สีของโลหะทองเหลืองจะไม่เสมอกันเพราะเป็นธรรมชาติของพระหล่อ ซึ่งเนื้อโลหะสัมผัสกับดินเบ้าในอุณหภูมิที่ต่างกันขณะเทหล่อแต่ละองค์ ซึ่งเป็นเสน่ห์ของพระหล่อนั่นเอง

ผิวโลหะส่วนที่โดนสัมผัสการใช้ โลหะจะเปล่งประกาย  ส่วนผิวที่ไม่โดนสัมผัส เมื่อสังเกตในซอกผิวจะปรากฏคราบสนิมสีน้ำตาลอมดำ ไม่เป็นสีดำด้าน บางองค์อาจจะเห็นสนิมทองเหลือง (ออกไซด์)ออกสีแดงน้ำตาลคลุมเป็นจุด อันเป็นธรรมชาติความเก่าของเนื้อทองเหลือง

หากเรายังสงสัยว่าเนื้อทองเหลืองเก่าเป็นอย่างไร สนิมทองเหลืองหรือออกไซด์ที่เกิดจากปฏิกิริยาของอากาศกับทองเหลืองควรเป็นอย่างไร อาจแวะไปดูที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ดูเนื้อพระโลหะทองเหลืองเก่า หรือ เครื่องมือเครื่องใช้ที่เป็นทองเหลืองเก่าเพื่อเทียบเคียงสีของโลหะทองเหลือง หรือ โลหะทองเหลืองเก่าผสมได้เพื่อเป็นองค์ความรู้

รูปหล่อพิมพ์ขี้ตา 3 ชาย  จะมีขนาดเล็กกว่ารูปหล่อพิมพ์ขี้ตาทุกพิมพ์  จมูกของพิมพ์ขี้ตานี้จะเหมือนสามเหลี่ยม,ไล่ดูจากชายริ้วจีวรด้านขวาของสังฆาฏิขององค์พระ จะมีริ้วจีวร 3 เส้น เส้นล่างเป็นเส้นหนาปลายเส้นชนแขน และเส้นจีวรที่แขนซ้ายเป็นเส้นคว่ำ เรียกว่า 3 ชายจีวรคว่ำ

จุดพิจารณาสำหรับพระหลวงพ่อเงิน พิมพ์ขี้ตา 3 ชายที่สำคัญอีกแห่ง  คือ บริเวณหัวตาด้านขวาองค์พระจะเป็นรอยเส้นเฉียงขึ้นเล็กน้อย และบริเวณซอกลำคอข้างหูด้านขวาองค์พระจะเห็นเม็ดติ่งเล็กๆอยู่หนึ่งเม็ด และบริเวณซอกลำคอจากด้านขวาขององ์พระมายังด้านซ้าย ซอกลำคอจะลึกไล่มาตื้นทางด้านซ้ายองค์พระ ซึ่งถ้าเป็นของเลียนแบบซอกลำคอมีความลึกเท่ากัน

รูปหล่อพิมพขี้ตามี 4 พิมพ์คือ พิมพ์ขี้ตา 3 ชาย, พิมพ์ขี้ตา 4 ชาย ให้สังเกตริ้วจีวรด้านขวาองค์พระ จะเห็นริ้วจีวร 4 เส้นลาดโค้งมาจากขอบสังฆาฏิขวาลงมาชนท้องแขนขวา ( พิมพ์ขี้ตา 4 ชายยังแยกเป็น 2 บล็อกคือ บล็อกจีวรสั้นและบล็อกจีวรยาว )  , พิมพ์ขี้ตา 5 ชาย ให้สังเกตเส้นริ้วจีวรขวามือองค์พระจะเห็นริ้วจีวร 5 เส้นโค้งซ้อนลงมาท้องแขนขวา

การศึกษาพระเครื่องรูปหล่อโบราณนั้น นอกจากพิมพ์ที่ถูกต้องที่เราจะสังเกตหาจุดที่เหมือนกันขององค์พระในพิมพ์เดียวกัน จากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เพื่อเป็นจุดสังเกตของพิมพ์เฉพาะตัวเราเอง

การสังเกตถึงความเก่าของเนื้อโลหะทองเหลืองผสมก็เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก เพราะการเปลี่ยนแปลงของเนื้อโลหะตามธรรมชาติเป็นสิ่งที่ปลอมแปลงยังไงก็ไม่เหมือน ผิวของโลหะ สีของโลหะ สนิมโลหะ เหล่านี้เป็นสิ่งที่เราจะต้องค้นคว้าศึกษาเทียบเคียงดูครับ

เพราะรูปหล่อของหลวงพ่อเงิน ทุกพิมพ์ล้วนมีราคาแพงเป็นหลักล้านทั้งสิ้น และในด้านประสบการณ์จากการใช้พระรูปหล่อหลวงพ่อเงินที่บันทึกกันไว้มีมากมาย พระเครื่องของท่านเด่นทั้งเรื่องแคล้วคลาด มหาอุด เมตตามหานิยม ขออะไรได้หมดดั่งแก้วสารพัดนึกครับ

เปิดคอลัมน์ “ธรรมะทอร์ค”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/601419

  • วันที่ 22 ก.ย. 2562 เวลา 08:00 น.

เปิดคอลัมน์ “ธรรมะทอร์ค”  

โดย อุทัย มณี (เปรียญ)

วันนี้คือวันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน 2562 เป็นวันหยุดของผู้คนส่วนใหญ่ เป็นวันพักผ่อนของผู้คนหลาย ๆ  ครอบครัว แต่ถือว่า เป็นวันสำคัญสำหรับตัวผู้เขียน เพราะเป็นวันเปิดตัวคอลัมน์ “ธรรรมะทอล์ค” ตอนแรก ซึ่งต่อจากนี้ไปตั้งใจไว้ว่า จะพบกับผู้อ่านทุกวันอาทิตย์ในเวปไซต์ข่าวของโพสต์ทูเดย์

เหตุผลที่ผู้เขียนของใช้ชื่อคอลัมน์ว่า “ธรรมะทอร์ค” มีความตั้งใจว่า ต้องการไปพูดคุยกับพระสงฆ์ที่มีบทบาทต่าง ๆ ในสังคม ทั้งพระสายนักวิชาการ สายสังคมสงเคราะห์ สายพระเกจิ หรือแม้กระทั้งสายพระกรรมฐาน  รวมทั้งบางโอกาสจะวิเคราะห์ วิจารณ์ วิพากษ์ ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมสงฆ์ ด้วยเหตุและผล บางจังหวะก็อาจเล่าเกร็ดที่น่ารู้เกี่ยวกับสถาบันสงฆ์ หรือบางโอกาสก็อาจแนะนำวัด สำนักสงฆ์ที่ผู้เขียนคิดว่า ควรแนะนำ น่าเที่ยว สรุปทั้งหมดทั้งมวลชื่อ “ธรรมะทอร์ค” เป็นคอลัมน์เปิดกว้าง และหากท่านใดคิดว่าอยากจะเขียน อยากจะส่งบทความมาเผยแพร่ความรู้ ก็ยินดี

ปัจจุบันผู้เขียนมีอาชีพเป็นสื่อสารมวลชนอิสระ ผลิตรายการโทรทัศน์ มีธุรกิจเป็นของตัวเอง ในขณะเดียวกันก็ทำงานช่วยเหลือสังคมผ่านมูลนิธิที่ตัวเองตั้งขึ้นไว้ด้วย ซึ่งอนาคตจะค่อย ๆ อธิบายเดียวไม่นานคงรู้ว่าทำอะไรบ้าง ส่วนอดีตเป็นนักบวชมาจากเด็กต่างจังหวัดที่ยากจนดิ้นรนจนจบเปรียญธรรม 7 ประโยค ต่อด้วย ปริญญาตรี 2 ใบสาขารัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช แล้วไปจบด้วยปริญญาโท สาขาปรัชญาการเมืองและเศรษฐศาสตร์ ที่ มหาวิทยาลัยเกริก หลังจากสิกขาออกมาแล้วก็ไปทำรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับทอล์ค ๆ นี้แหละที่ช่อง 11 อยู่ประมาณ 13 ปี แล้วก็เลิกไป ทำช่องอื่นหาประสบการณ์บ้าง

ด้วยในชีวิตมีประสบการณ์ทั้งทางพระและทางฆราวาส บางช่วง บางจังหวะของชีวิต มันเป็นเรื่องที่อยากจะเล่า อยากจะถ่ายทอดออกมาเป็นหนังสือ ยิ่งเรื่องพระพุทธศาสนา เรื่องพระสงฆ์ ท่ามกลางกระแสสังคมที่เปลี่ยนแปลง “ความศรัทธา ความเชื่อทางศาสนา” กำลังถูกท้ายทายด้วยเทคโนโลนีสมัยใหม่ คนรุ่นใหม่กับคนรุ่นผู้เขียน 40 ต้น ๆ มักไปคนละทิศคนละทาง เมื่อพูดถึง ความเชื่อทางศาสนา ความศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา และศาสนวัตถุ  อันนี้ยังไม่ต้องพูดถึง ศิลปวัฒนธรรมประเพณี ของดีอันเป็นรากเหง้าสำคัญที่ทำให้สังคมไทยมีความรัก ความสามัคคีและมีอัตตลักษณ์เป็นของตนเอง เด็กรุ่นใหม่บางคนเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ แต่คนรุ่นผู้เขียนมองว่า สิ่งเหล่านี้ทั้งก่อให้เกิดรายได้ และก่อให้เกิดความสุขความปราณีตของจิตใจด้วย ศาสนา ศิลปวัฒนธรรมประเพณี จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่สังคมไทยเราจะต้องรักษา ห่วงแหนเอาไว้ เพื่อเป็นมรดกตกทอดต่อไป

ในขณะเดียวกันนี้สถาบันสังฆ์เองผู้เขียนได้คุยกับพระคุณเจ้าหลายรูป ก็สรุปตรงกัน “ต้องการพื้นที่” ในการที่จะอธิบายปรากฎการณ์ทางสังคมในบางจังหวะ ในบางโอกาสผ่าน “สื่อสารมวลชน” ที่น่าเชื่อถือบ้าง

โดยเฉพาะหลายปีมานี้ สังคมพระสงฆ์ถูกจับตามาก ถูกขุดขุ้ยมาก ข่าวที่ออกไปสู่สังคมส่วนใหญ่ล้วนเป็นสิ่งบั่นทอนความศรัทธาปสาทะ สำหรับชาวพุทธที่ไม่หนักแน่นต่อธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือบางเนื้อข่าวอาจก่อให้เกิดความหวั่นไหวต่อพุทธบริษัทได้  คอลัมน์ธรรมะทอล์คจึงเกิดขึ้น เพื่อนำเสนอ สิ่งดี ๆ ข่าวดี ๆ ที่มีอยู่ในสถาบันสงฆ์ ที่เกิดขึ้นในสังคมชาวพุทธ หรือที่มีอยู่ในพระไตรปิฏกให้พุทธบริษัท หรือคนนอกศาสนารับรู้บ้าง อย่างน้อยเพื่อรักษาความศรัทธา ความเชื่อ ของศาสนาพุทธให้คงอยู่กับสังคมไทยไปนานตราบเท่านาน สมกับชาวโลกยกย่องให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางแห่งพระพุทธศาสนา..

หลวงพ่อทวด พิมพ์พระรอด เนื้อว่าน ปีพ.ศ.2497 และจุดพิจารณาที่สำคัญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/600863

  • วันที่ 16 ก.ย. 2562 เวลา 21:18 น.

หลวงพ่อทวด พิมพ์พระรอด เนื้อว่าน ปีพ.ศ.2497 และจุดพิจารณาที่สำคัญ

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

พระเครื่องหลวงพ่อทวดทุกพิมพ์ทุกแบบ ที่สร้างจากทุกสำนัก ล้วนแต่ได้รับความนิยมทั้งสิ้น เพราะพระเครื่องหลวงพ่อทวดถือได้ว่าเป็นพระนิรันตราย เหตุที่เป็นเช่นนั้น ล้วนแต่มีที่มา เช่น จากสมาชิกมูลนิธิกู้ภัยที่คอยช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่างๆตามท้องถนน กล่าวว่า ไม่เคยพบผู้เสียชีวิตที่ห้อยพระเครื่องหลวงพ่อทวดขึ้นคอเลย

เหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุที่พระเครื่องหลวงพ่อทวด ที่สร้างจากสำนักไหน ล้วนแต่ได้รับความนิยม มิเพียงเท่านั้นชื่อเสียงของพระเครื่องหลวงพ่อทวดไปไกลถึงต่างประเทศ นักสะสมพระเครื่องต่างประเทศเช่น จากประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ ประเทศจีน และฮ่องกง ล้วนแต่ให้ความเคารพ ศรัทธาในพระเครื่องหลวงพ่อทวด

นักสะสมพระต่างชาติ ล้วนมาเข้าสนามพระไทย มาเลือกหา สะสม และนำไปบูชาขึ้นคอ ที่สำคัญส่วนใหญ่กล่าวเป็นเสียงเดียวว่า พุทธคุณของหลวงพ่อทวดนี้ครอบจักรวาล ครบเครื่องในทุกเรื่อง ปรารถนาสิ่งใด อธิษฐานขอล้วนสำเร็จทั้งสิ้น

ราคาค่าเช่าบูชาของพระเครื่องหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ ที่มีราคาสูงขึ้น นอกจากประสบการณ์การจากการบูชาของนักสะสมชาวไทยแล้ว อีกส่วนหนึ่งก็มาจากนักสะสมต่างชาติ ที่กว้านเก็บในรุ่นแรกๆ ที่สร้างโดย พระอาจารย์ทิม วัดช้างให้นั่นเอง ทุกวันนี้ที่วัดช้างให้จะมีผู้ที่ศรัทธาในองค์หลวงพ่อทวด ไปกราบขอพระจากท่านทั้งที่วัดช้างให้ และ วัดพะโคะมากมาย

วันนี้มาชม พระหลวงพ่อทวด วัดช้างให้พิมพ์พระรอด ปีพ.ศ.2497 พร้อมแนวทางในการพิจารณา องค์ที่นำมาให้ชมองค์นี้ มีสภาพสวยดูง่าย มีคราบน้ำว่าน และไขว่านปรากฏอยู่ ซึ่งเป็นจุดสำคัญของการพิจารณาส่วนหนึ่งสำหรับพระหลวงพ่อทวด เนื้อว่าน ปีพ.ศ.2497 ครับ

ในพิมพ์พระรอดใหญ่นี้ตำหนิที่สำคัญ ตาจะเป็นร่อง ไม่ปรากฏเม็ดตา ปากจะเป็นเส้นนูนขึ้นมา บัวจะมีลักษณะเป็นห้าเหลี่ยม ด้านหลังจะปรากฏลายนิ้วมือและมีเม็ดแร่

ในการพิจารณาพระเครื่องหลวงพ่อทวด เนื้อว่าน ปี พ.ศ.2497 นั้น นอกจากพิมพ์ที่เราต้องดูแล้วก็ต้องมาดูที่มวลสารด้วย โดยเริ่มจากพระเครื่องทั้งหมดสร้างจากมวลสารว่านสด 108 อย่าง นำมาตำขณะยังสดอยู่ ในท้องถิ่นเรียกว่า “ว่านเป็น” ผสมกับดินกากยายักษ์ที่กรองละเอียด

หลังจากได้นำมาผสมคลุกเคล้ารวมกันโดยมีน้ำมันตังอิ๊วเป็นตัวประสานแล้ว เสร็จแล้วมาปั้นเป็นก้อนมากดลงแม่พิมพ์พระ (แม่พิมพ์พระแกะจากเนื้อครั่งแกะด้านหน้าเพียงด้านเดียว) และเนื่องจากเป็นว่านสด ขณะที่กดพิมพ์ต้องใช้กำลังกดทั้งพิมพ์พอสมควร ทำให้น้ำว่านจะไหลออกมาด้านข้าง (เหมือนเรากดพิมพ์ขนมที่มีส่วนผสมของเหลว เช่น นมหรือไข่ฯลฯ) ทำให้มีคราบน้ำว่านไหลมาเคลือบที่ผิวชั้นนอก เมื่อนานวันเข้า ก็จะแห้งเป็นคราบสีน้ำตาล ถ้าองค์ไหนที่มีส่วนผสมของว่านเยอะและไปสัมผัสเหงื่อก็อาจจะปรากฏไขว่านสีขาวขุ่นออกมา

นอกจากนี้ ในมวลสารของพระหลวงพ่อทวดเนื้อว่านปี พ.ศ.2497 หากนำพระไปถ่ายรูปพร้อม กับขอภาพเป็นไฟล์ ซึ่งส่งกันทางไลน์ และนำรูปพระเนื้อว่านที่ได้ถ่ายไว้ มาขยายดูในคอมพิวเตอร์หรือในมือถือของเราเอง

จะเห็นว่ามวลสารของพระหลวงพ่อทวด เนื้อว่าน พ.ศ.2497 ไม่ว่าจะแก่ดิน หรือแก่ว่าน จะมีมวลสารที่เห็นได้ชัดในทุกองค์ ว่ามี เม็ดดำ เม็ดแดง(เศษอิฐเผาเล็กๆ) และเม็ดขาว ที่สำคัญพระหลวงพ่อทวดอาจจะมีคราบน้ำว่าน แต่ก็ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวว่าต้องมีไขว่านทุกองค์

เมื่อพลิกมาด้านหลังเพื่อพิจารณาเม็ดแร่ที่โรยอยู่ด้านหลังพระหลวงพ่อทวดเนื้อว่าน ปีพ.ศ.2497 นั้น เป็นแร่ที่คุณอนันต์ คณานุรักษ์ ซึ่งขณะนั้นท่านประกอบธุรกิจทำเหมืองแร่ เรียกว่า แร่กิมเซียว ได้นำมาโรยหรือกดแตะลงไปในองค์พระ และเมื่อมาส่องพิจารณาเม็ดแร่ก็ปรากฏว่า มีสีเหลืองอ่อนๆ แต่พอนานวันเข้า เม็ดแร่จะมองเห็นเหมือนสีโครเมียม ที่สำคัญด้วยความเก่ากว่า 60 ปี จะปรากฎคราบสนิมแร่อันเป็นจุดในการพิจารณาอีกทางหนึ่ง

ประการสำคัญอีกประการหนึ่ง เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดโดยรวมจากภาพที่ขยายดู จะเห็นได้ว่า เนื้อหามวลสารของพระเนื้อว่าน หลวงพ่อทวด ปีพ.ศ.2497 นั้น มวลสารหรือเนื้อพระจะออกหลวมๆไม่แน่น และปรากฏรอยแตกรานขึ้นในองค์พระอันเนื่องมาจากส่วนผสมหลักของมวลสารการสร้างนั้น

ว่านที่ใช้ในการสร้างพระเครื่องเป็นว่านสด เมื่อมีความเก่าตามอายุของพระ น้ำมันตังอิ๊วที่เป็นตัวประสาน และเป็นส่วนผสมก็ระเหยออกไป ว่านแห้งตัวลงย่อมทำให้มวลสารคลายตัวออก มองเห็นเป็นเนื้อพระจะออกหลวมๆ ไม่แน่นนั่นเอง

นอกจากนี้ หากเราหมั่นสังเกตและเปรียบเทียบกับพระแท้ที่ปรากฏตามสื่อสังคม ย่อมเข้าใจและสามารถแยกแยะระหว่างพระแท้และพระปลอมได้ด้วยตนเอง มีเหตุผลที่สามารถตอบกับตนเองได้ว่า พระองค์นี้แท้อย่างไร ไม่แท้อย่างไร สิ่งเหล่านี้เป็นเสน่ห์ในองค์ความรู้ที่เราศึกษาและเข้าใจ

เหรียญหล่อจอบเล็ก พิมพ์แข้งตรง หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน พิจิตรและจุดพิจารณาที่สำคัญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/600425

  • วันที่ 11 ก.ย. 2562 เวลา 21:05 น.

เหรียญหล่อจอบเล็ก พิมพ์แข้งตรง หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน พิจิตรและจุดพิจารณาที่สำคัญ

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

วันนี้มาชมเหรียญหล่อจอบเล็ก หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน ซึ่งเป็นเหรียญหล่อที่มีราคาแพงที่สุดเหรียญหนึ่งในประเภทเหรียญหล่อ ราคารองจากแค่เหรียญหล่อจอบใหญ่ของหลวงพ่อเงิน เช่นเดียวกันเท่านั้น

ในประวัติบันทึกว่า หลวงพ่อเงินท่านได้จ้างช่างจากบ้านช่างหล่อกรุงเทพฯ คือนางวัน สุทัศน์ ณ อยุธยา เป็นผู้ออกแบบและหล่อพระรูปหล่อพิมพ์นิยม และเหรียญจอบใหญ่ เหรียญจอบเล็กโดยประมาณปีที่สร้างอยู่ระหว่าง พ.ศ.2451-2459

เหรียญหล่อจอบเล็กด้านหน้าเป็นรูปหลวงพ่อเงิน นั่งสมาธิ ด้านหลังเรียบดูคล้ายจอบขุดดิน ถือเป็นเหรียญหล่อที่มีขนาดกำลังพอดี และมีความนิยมสูง นิยมสวมใส่ในทุกเพศ ทั้งผู้ชาย เด็ก และสตรี เป็นเหตุให้มีของปลอมเยอะมาก ที่นำมาให้ชมนี้เป็นพิมพ์แข้งตรง ซึ่งเป็นพิมพ์ที่นิยมที่สุด จากจำนวน 4 พิมพ์ของเหรียญหล่อจอบเล็ก

ครั้งนี้นำมาให้ชม 3 องค์เพื่อเปรียบเทียบจุดตำหนิต่างๆ เหรียญหล่อจากโรงหล่อที่มีมาตรฐาน แม่พิมพ์ที่แกะจากช่างคนเดียวกัน เช่น แกะต้นแบบ 1 ชิ้นและนำมาหล่อหุ่นเทียนขยายแม่พิมพ์ออกไป ย่อมจะเหมือนกันในภาพรวม ดังนั้นในพิมพ์เดียวกัน เช่น พิมพ์ขาตรงนี้ ย่อมมีจุดที่เหมือนกันอยู่เช่นกัน อาจจะต่างอยู่บ้าง เช่นในองค์ที่นำมาให้ชม น้ำโลหะทองที่หล่อไม่เต็มครับ

จุดพิจารณาอย่างแรกที่หยิบมาส่องคือ พิมพ์ต้องถูกต้อง เนื้อโลหะต้องมีความแห้งเก่า จะเห็นเหรียญมีมิติเหมือนจริง ทุกองค์ต้องลึก คมชัด ตามร่องในองค์พระจะต้องเป็นร่องลึกลงไปทุกส่วนทั่วทั้งองค์ มองดูเหมือนองค์พระฝังอยู่ในกรอบและนูนขึ้นมา ซึ่งของปลอมจะตื้นเขินและองค์เล็กกว่าเพราะแกะพิมพ์มา

มาดูจุดพิจารณาที่สำคัญของเหรียญหล่อจอบเล็กพิมพ์แข้งตรง1.ที่หูเหรียญ ช่วงท้องของหูเหรียญจะนูนออกมาเล็กน้อยเหมือนท้องปลิง 2.หน้าผากกลมมน และจะนูนออกมาแบบสังเกตุเห็นได้3.จมูกจะยาว คางจะป้าน ยื่นออกมาเล็กน้อย4.ติ่งหูทั้งสองด้านตวัดออกด้านนอกพาดไหล่5.ขอบสันด้านนอกขวาขององค์พระจะใหญ่ และหนากว่าฝั่งด้านซ้ายองค์พระเป็นตำหนิในพิมพ์ทุกองค์6.มีตำหนิกลางหน้าอกองค์พระจะมีรอยคีมจับเพื่อตัดพระออกจากช่อ 7.แม่พิมพ์ขาตรงนี้ส่วนใหญ่ บริเวณไหล่ซ้ายองค์พระมักจะเห็นเส้นติ่งเล็กๆเชื่อมไหล่ซ้ายกับขอบ7.ตรงข้อพับแขนขวาจะมีรอยจิก 8.หัวเข่าซ้ายมือองค์พระจะล้ำเข้าไปในเส้นขอบเหรียญ9.ขาข้างซ้ายจะตรงและอ่อนพลิ้วเป็นเส้นอันเดียวกันตลอด อันเป็นที่มาของชื่อพิมพ์แข้งตรงและมีมิติเหมือนย่อส่วนตามขนาด 10.หูเหรียญด้านหลังจะเห็นเป็นรอยคล้ายปากปลิง

จุดสำคัญของเหรียญจอบเล็กอีกจุดคือ หูของเหรียญจะเป็นหูหล่อติดในตัวเลยทีเดียวทั้ง 4 พิมพ์จะเป็นพระเทหล่อเข้าช่อชนวนบริเวณกึ่งกลางฐานด้านล่างมีสายชนวนเพื่อเป็นทางไหลของน้ำทอง

การหล่อบริเวณหูเหรียญจะหล่อเป็นเส้นเหมือนหวายผ่าขึ้นไปเหนือศีรษะ หลังจากเทน้ำทองแล้วจะใช้ปลายไม้ลักษณะกลมเป็นเครื่องมือในการพับหู โดยนำหูเหรียญลนไฟจนอ่อนตัว แล้วพันด้วยปลายไม้ และตัดก้านหูส่วนที่ยาวเกินออก และรีบกดหูเหรียญไปติดแน่นกับด้านหลังของเหรียญ จึงดูเหมือนเป็นปากปลิงเกาะติดอยู่ทางด้านหลังของเหรียญ

ฉะนั้นลักษณะของปากปลิงนี้ ของปลอมเมื่อถอดพิมพ์และนำไปหล่อใหม่จึงไม่ติดเป็นชิ้นเดียวกัน ไม่เป็นธรรมชาติเป็นเหตุให้ของปลอมมักจะตัดหูทิ้งเสีย เพื่อเลี่ยงการพิจารณาที่จุดนี้ และตรงส่วนหูนี้เช่นกันมองไปความโค้งจะคล้ายท้องปลิง โดยมีส่วนโค้งอยู่ทางด้านนอก ส่วนด้านในแบนเรียบและไม่มีรอยตะไบตบแต่ง

เหรียญหล่อจอบเล็กนี้มีอยู่ด้วยกันถึง 4 พิมพ์ คือพิมพ์แข้งตรง พิมพ์แข้งติด พิมพ์เท้ากระดก และพิมพ์ตาขีด หลักพิจารณาพิมพ์คือ 1.พิมพ์แข้งตรง ปลายเท้าซ้ายหลวงพ่อจะตรงขนานกับหัวเข่าขวา 2.พิมพ์แข้งติด สังเกตใต้ฝ่าเท้าซ้ายจะมีเนื้อเกินเชื่อมกับริ้วจีวรหน้าแข้งขวาและช่วงกึ่งกลางหน้าแข้งซ้าย จะมีเนื้อเกินเชื่อมติดกับขอบฐาน 3.พิมพ์เท้ากระดก ให้สังเกตเท้าซ้ายหลวงพ่อจะเห็นคล้ายส้นเท้าและปลายเท้า-นิ้วเท้าซ้ายจะกระดกขึ้นเล็กน้อย 4.พิมพ์ตาขีด สังเกตุนัยน์ตาซ้ายหลวงพ่อจะยาวคล้ายเม็ดข้าวติดดั้งจมูก

พระเครื่องทุกรุ่นของหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน ทุกคนที่บูชาขึ้นคอล้วนแต่มีประสบการณ์สูงจากการบูชา ทั้งเรื่องการทำมาค้าขาย เรื่องแคล้วคลาดจากอุบัติเหตุ และราคาเช่าบูชาในรุ่นต่างๆ ทั้งรูปหล่อพิมพ์นิยม พิมพ์ขี้ตาที่สูงหลักหลายล้านบาท อีกทั้งเหรียญจอบใหญ่และเหรียญจอบเล็กที่สภาพสวยก็ล้วนแต่หลักล้านเช่นกัน ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ผลที่เกิดขึ้นย่อมมาจากความศักดิ์สิทธิ์ของท่านและผู้ที่อาราธนาไปใช้เกิดผลและตามเช่าหากันมาจนถึงปัจจุบัน

สมาธิที่เหมาะกับปุถุชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/599877

  • วันที่ 05 ก.ย. 2562 เวลา 18:20 น.

สมาธิที่เหมาะกับปุถุชน

โดย ราช รามัญ

ว่าจะไม่เขียนไม่พูดถึงเรื่องสมาธิแต่ก็ด้วยความกรุณาในหัวใจได้เขย่าละลายความมานะลงไปบ้าง!

“รู้แล้วผ่านมาแล้ว อย่าเห็นแก่ตัว บอกความจริงกับผู้คนเขาบ้าง จะได้ไม่งมงาย”

การฝึกสมาธิ มี 2 เป้าหมายหลัก1. ฝึกเพื่อความสงบและมีความสุข ใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่น (มีชาวคริสเตียนในต่างประเทศฝึกกันเยอะมาก เพื่อไปเป็นชาวคริสต์ที่ดีต่อไป)2.ฝึกเพื่อบรรลุธรรมเป็นอริยบุคคล ในที่นี้จะพูดถึงแค่แบบแรกครับ.. แบบแรกฝึกสมาธิเพื่อผ่อนคลาย สงบ มีความสุข ละลายความเครียด ปรับธาตุภายในร่างกาย เสริมหัวใจให้มีไยเหล็ก ไม่หวั่นไหว ไม่ทุกข์ง่ายเกินไป

ฝึกแบบสะสมบุญไม่มีในโลกนะครับเพราะอะไร จะเล่าให้ฟัง…คนทุกคน ทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนาบนโลกนี้ มีสติทุกคนไหมครับ มีสมาธิ กันทุกคนไหมครับ แน่นอนต้องมี ถ้าไม่มีก็บ้า ไม่สมประกอบทางจิต.. ดังนั้น… สมาธิ + สติ. = สมบัติของมนุษย์ทุกคนบนโลกนี้ที่ได้กันมาฟรีๆตั้งแต่เกิดเลย… #หาใช่เป็นของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง

พราหมณ์ ก็ฝึกสมาธิ./ เชนก็ฝึกสมาธิ (นั่งลมห่มฟ้า คือ แก้ผ้านั่งสมาธิ) เมื่อเราเข้าใจแบบนี้ เราก็สามารถปฏิบัติสมาธิได้ถูกต้องและง่ายยิ่งขึ้น ถ้าฝึกเพื่อตามเป้าหมายแบบข้อ 1.ฝึกที่ไหนก็ได้ วันละไม่เกิน 15-30 นาที ด้วยวิธีแบบไหนก็ได้เช่นกัน สมาธิแบบนี้เหมาะกับคนธรรมดาอย่างเราๆ อันนี้แหละฝึกเพื่อความสุข ละลายความเครียด ปรับให้ธาตุทั้ง 6 อัน ประกอบด้วย ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศธาตุ วิญญาณธาตุ สงบอย่างแท้จริง

#ฝึกด้วยปัญญาก็จะได้ปัญญา#ฝึกด้วยความงมงายก็จะงมงาย

เหรียญพระสังข์เรียกเนื้อ หลวงพ่อโศก วัดปากคลองบางครก เนื้อสัมฤทธิ์เงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/599420

  • วันที่ 01 ก.ย. 2562 เวลา 19:26 น.

เหรียญพระสังข์เรียกเนื้อ หลวงพ่อโศก วัดปากคลองบางครก เนื้อสัมฤทธิ์เงิน

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

วันนี้มีโอกาสได้เหรียญแปลกและสวยมาให้ชมกันครับ เป็นที่เสาะหาสำหรับคนพื้นถิ่นจังหวัดเพชรบุรี เป็นเหรียญหล่อโบราณเนื้อสัมฤทธิ์เงิน มาชมเหรียญพระสังข์เรียกเนื้อหลวงพ่อโศก วัดปากคลองบางครก กันครับ

เริ่มจากจินตนาการของการสร้างเหรียญนี้ รูปพระสังข์ทองนั่งร่ายพระเวทย์ อยู่ในบรรยากาศท้องฟ้ากำลังปั่นป่วน มีดวงดาวกระจายเต็มท้องฟ้า มีเมฆมาปรากฏบรรยากาศอึมครึม

ไม่น่าเชื่อว่า การแกะแม่พิมพ์ในยุค พ.ศ.2460-2470 (เป็นการคาดคะเนปีที่สร้างเหรียญนี้) สามารถทำได้สวยงามขนาดนี้ พลิกเหรียญไปมาเหมือนเหรียญสามมิติ มีส่วนที่พลิ้วเป็นท้องฟ้า สายน้ำ คลื่นน้ำ ตัวปลาเหมือนมีชีวิตชีวา แค่หยิบขึ้นมาเห็นแบบนี้ กล่าวได้เลยว่า แท้ตาเปล่าครับ

ที่สำคัญ ความพลิ้วของลายท้องฟ้า ลูกคลื่น ทั้งสองด้านเหมือนจริง แต่ไม่เหมือนกัน แสดงให้เห็นถึงจินตนาการของผู้แกะลายแม่พิมพ์ และถ้าเหมือนกันก็คงจะน่ากลัวครับ เพราะไม่น่าจะเป็นไปได้ว่า น้ำหนักมือการแกะแม่พิมพ์จะเหมือนกันทั้งสองด้านเหมือนการใช้เครื่องจักรแกะครับ

การพิจารณาเหรียญหล่อโบราณนั้น เจตนาของครูบาอาจารย์ที่สร้างเพื่อให้ลูกศิษย์ไปบูชา ดังนั้นช่างที่แกะแม่พิมพ์แต่ละยุค ย่อมทำอย่างสุดฝีมือที่จะถ่ายทอดความเป็นเอกลักษณ์ของเหรียญออกมา เหรียญหล่อนี้ก็เช่นกันครับ ความงามเส้นสายที่แกะเพื่อถ่ายทอดเรื่องราว ความเก่าของโลหะ ซึ่งเป็นจุดพิจารณาที่สำคัญ

ด้วยเหตุนี้เอง เหรียญนี้จึงเป็นที่เสาะหาและยืนยันว่าหาชมได้ยากมาก อาจเพราะกุศโลบายของตัวเหรียญเอง คือ พระสังข์เรียกเนื้อ เรียกปลา นั่นหมายถึงเสมือนหนึ่งว่า เป็นการเรียกทรัพย์เข้าหาตัวนั่นเอง โดยตัวเหรียญอิงถึงวรรณคดีไทย กล่าวถึงพระสังข์รูปทองนั่งร่ายมนต์ พอถอดรูปเงาะเสร็จ ก็ร่ายพระเวทย์มหาจินดามณี

จินดามะณี ปันนามะกะปาจินดาตะวะ ทัตตะวาโนฃจินติตะยา หิตะเมจะ ปัตโตติ

เรียกเนื้อ เรียกปลา ร่ายมนต์เสร็จแล้ว ปรากฏว่า ทั้งเนื้อและปลา ที่รู้ตนว่าหมดสิ้นอายุขัยแล้วต่างพากันมา เพื่อให้เป็นอาหาร โดยที่ไม่มีการเบียดเบียนชีวิตสัตว์โลกแต่อย่างใด เป็นเหตุให้ความเชื่อในพุทธคุณของเหรียญนี้ เน้นทางโชคลาภ และเมตตาเป็นหลัก

ประกอบกับสุดยอดพุทธคุณของหลวงพ่อโศก ที่มีประสบการณ์จากวัตถุมงคลของท่านที่สร้าง ทำให้เป็นที่เสาะหาอย่างมากมายจากคนในท้องที่ มีเรื่องเล่ากันว่าไต้ก๋งเรือลำไหนมีเหรียญพระสังข์ฯไว้ในครอบครอง ออกเรือไปพร้อมกับร่ายมนต์มหาจินดามณี จะได้ปลามามากมายไม่มีพลาด

ปัจจุบัน เหรียญหล่อพระสังข์ เรียกเนื้อ เรียกปลา หลวงพ่อโศก วัดปากคลองบางครก จังหวัดเพชรบุรี นับเป็นเหรียญในตำนานแห่งเมืองเพชรบุรีไปแล้ว และจัดว่าเป็นเหรียญโภคทรัพย์อีกเหรียญนึงของเมืองไทย เป็นเรื่องเล่าในวงการนักสะสมพระเครื่องทีเดียวว่า หากมีวัตถุมงคลของหลวงพ่อโศกให้เลือกหลายชิ้น และถ้ามีเหรียญพระสังข์เรียกเนื้อด้วย นักสะสมต่างเลือกที่จะหยิบเหรียญพระสังข์เรียกเนื้อก่อนทันที

วัตถุมงคลของหลวงพ่อโศกนั้นนอกจากเหรียญหล่อพระสังข์ เรียกเนื้อ เรียกปลา แล้ว ยังมีเหรียญพระพุทธชินวงษ์ เหรียญพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว พระขรรค์ซึ่งทำจากเขาควายเผือกที่ถูกฟ้าผ่าตาย ปลัดขิก ผ้ายันต์และวัตถุที่เป็นมงคลอีกหลายอย่าง ทุกอย่าง ล้วนเป็นที่เสาะหาของลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิด และนักสะสมพระเครื่องทั้งสิ้น เนื่องจากได้นำไปบูชาติดตัวล้วนมีประสบการณ์มากมาย

วัดปากคลองตั้งอยู่ริมแม่น้ำเพชร แม่น้ำเพชรมาแยกเป็นสองสายทางที่หน้าวัดปากคลอง ทางหนึ่งไปบ้านแหลม ทางหนึ่งไปบางตะบูน จึงเป็นที่มาของชื่อ “วัดปากคลอง” ตั้งอยู่ เลขที่ 3 หมู่ที่ 4 ตำบลบางครก อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ประมาณว่า สร้างเมื่อ พ.ศ. 2328 มีเนื้อที่ที่ตั้งวัด 10 ไร่ 3 งาน 68 ตารางวา ส่วนชาวบ้านในพื้นที่นิยมเรียกชื่อวัดว่า วัดปากคลองบางครก

กรมศิลป์พบพระดินเผาและประติมากรรมสมัยทวารวดีที่วัดพระงาม นครปฐม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/599185

  • วันที่ 29 ส.ค. 2562 เวลา 21:09 น.

กรมศิลป์พบพระดินเผาและประติมากรรมสมัยทวารวดีที่วัดพระงาม นครปฐม

โดย สมาน สุดโต

จากความพยายามในการอนุรักษ์ของกรมศิลปากร โดยขุดศึกษาทางด้านโบราณคดี พื้นที่เนินโบราณสถานวัดพระงาม ที่ดำเนินการเมื่อเดือน มิถุนายน พ.ศ.2562 ซึ่งได้ขุดค้นที่ชายเนินโบราณสถานที่ติดทางรถไฟได้พบวัสดุโบราณ เช่น อิฐดินเผาขนาดใหญมีจารึกอักษรปาละ สมัยทวาราวดี แต่ที่นำความตื่นเต้นมาสู่คณะขุดค้นได้แก่การพบ ประติมากรรมดินเผาร่างอสูร ขนาดใหญ่เท่ามนุษย์ โดยพบส่วนลำตัวสองรูป หนึ่งในนั้นยังมีส่วนศรีษะประกอบ แต่แมีสภาพแตกหัก จึงนำประกอบได้เป็นองค์อสูร ที่งดงาม (ตามภาพ)

นายอรุณศักดิ์ กิ่งมณี รองอธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า ประติกรรมนี้เป็นประติมากรรมที่สำคัญมาก เช่นเดียวกับพระพิมพ์ดินเผา พิมพ์เป็นรูปพระพุทธเจ้าประทับนั่งขัดสมาธิราบปางสมาธิบนฐานรูปแปดเหลี่ยมใต้ฉัตร มีเครื่องสูงประกอบทั้งสองข้างพระพุทธองค์พระพิมพ์แบบนี้เป็นพิมพ์เดียวกับที่พบจากโบราณสถานวัดพระมรุ เมืองโบราณนครปฐม และเจดีย์บางองค์ที่บริเวณเมืองโบราณอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นพระพิมพ์ที่มีอิทธิพลจากอินเดียสมัยปาละ ในราวพุทธศตวรรษที่ 14

นอกจากนั้น ยังพบชิ้นส่วนแตกหักจำนวนมากของพระพุทธรูปที่สร้างจากหินสีเทาออกเขียว ลักษณะที่แตกหักผิดจากแตกหักโดยปกติ ผลการศึกษาเบื้องต้นจึงอาจกำหนดระยะเวลาการก่อสร้างโบราณสถานวัดพระงามว่า อาจอยู่ราวพุทธศตวรรษที่ 14

อย่างไรก็ดี การขุดค้นศึกษายังไม่แล้วเสร็จ จึงอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามหลักฐานทางด้านโบราณคดีเพิ่มเติมขึ้นในอนาคตก็ได้ ส่วนวัตุโบราณที่พบครั้งนี้จะนำไปตั้งแสดงที่พิพิธสถานแห่งชาติ นครปฐมต่อไป