กรมศิลปากรเร่งลอกสีตามวัดและโบราณสถานใน จ.สุพรรณบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/599184

  • วันที่ 29 ส.ค. 2562 เวลา 20:42 น.

กรมศิลปากรเร่งลอกสีตามวัดและโบราณสถานใน จ.สุพรรณบุรี

โดย สมาน สุดโต

จากการที่กลุ่มชาวพุทธผู้หวังดีกลุ่มหนึ่งนำสีทองทาประติมากรรม ใบเสมาหินทราย กำแพงโบสถ์วิหาร ตลอดถึงซุ้มประตู ตามวัดต่างๆ จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ ทางสื่อและทางโซเชี่ยลมีเดีย ตั้งแต่ พ.ศ.2560 เรื่อยมา ซึ่งกรมศิลป์ได้สำรวจพบว่ามีมากถึง 30 วัด ทั้งภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะจ.สุพรรณบุรี จังหวัดเดียวมีถึง 9 วัด

ด้วยตระหนักถึงความสำคัญทางด้านอนุรักษ์ กรมศิลปากร จึงต้องลงทั้งทุน และแรงงาน ลอกสีทองในวัดที่สำคัญๆ ในจ.สุพรรณบุรี 3? วัด จาก 9 วัด เพราะถ้าปล่อยไปจะเกิดความเสียหายอย่างหนัก โดยเบื้องต้นใช้งบประมาณ 9 แสนบาท จัดจ้างบริษัทเพื่อลอกสีทองบางส่วนออก เพื่อคืนความดั้งเดิมแห่งประติมากรรมให้แก่วัด เพื่อให้สาธารณชนได้ทราบผลงานการทำงานร่วมกันระหว่างกรมศิลป์ วัด ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อการอนุรักษ์

นายอรุณศักดิ์ กิ่งมณี รองอธิบดีกรมศิลปากร และ น.ส.อัจฉรา แข็งสาริกิจ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 2 จ.สุพรรณบุรี จึงนำคณะสื่อมวลชนจากส่วนกลางไปสังเกตการณ์ความก้าวหน้าในการอนุรักษ์โบราณสถาน และประติมากรรมให้กลับสู่สภาพเดิมที่จ.สุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2562

วัดแรกที่กรมศิลป์นำไปดูการอนุรักษ์ได้แก่วัดโพธาราม ต.จรเข้สามพัน อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ผู้หวังดีทาสีทองซุ้มประตูของอุโบสถเก่าทั้ง 2 ด้าน ในขณะที่อาคารอุโบสถ์ก็ถูกลงสีทองทั้งหลัง รวมถึงใบเสมาหินทราย ศิลปะช่วงอยุธยาตอนปลาย

เจ้าหน้าที่ฝ่ายอนุรักษ์ชี้ปัญหาจากสีทองที่ทาว่า เป็นสีผสมเรซิน ทนความร้อน ไม่ยอมให้น้ำหรือความชื้นซึมผ่าน ทำเกิดความเสียหายต่อประติมากรรมมาก จึงได้ลอกทองซุ้มประตูทั้ง 2 และใบเสมาหินทรายออกทั้งหมด โดยชุมชน และพระสงฆ์ในวัดเข้าใจและให้ความร่วมมือดียิ่ง ส่วนที่เหลือ เช่น กำแพง และผนังด้านในอุโบสถคงต้องใช้เวลาในปีต่อไป

วัดไชนาวาส ต.ท่าพี่เลี้ยง อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี เป็นวัดที่ 2 ที่คณะผู้หวังดีนำสีทองทองทาใบเสมาคู่ ที่สร้างจากหินทราย ศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลาย และวิหารน้อยทั้งหลัง เมื่อลอกสีทองใบเสมาโบราณออก พบว่า ทางวัดเคยทาสีทองไว้เมื่อ 32 ปีที่แล้ว จึงลอกออกได้ไม่หมด เพราะมีสีรองพื้นด้วยคงลอกออกได้แต่สีทองที่ทาใหม่ ทางคณะผู้หวังดี ยังทาสีทองพระพุทธรูป 8 องค์ รอบวิหารน้อยในวัดไชนาวาส โดยเขียนชื่อคณะผู้อุปถัมภ์ไว้ที่ฐานพระพุทธรูปด้วย

เจ้าหน้าที่กรมศิลป์ บอกว่า สีทองที่ทาเป็นสีอะคลีลิก สูตรน้ำ ผลิตจากอะคลิลิกเรซิน 100% เนื้อสีมีความเหนียว ทนต่อาภาพภูมิอากาศปิดกั้นการระเหยของความชื้นลักษณสี มีความเรียบเนียน

วัดที่ 3 ที่กรมศิลปากรพาคณะสื่อมวลชนไปดูได้แก่ วัดลาวทอง ต.สนามชัย อ.เมืองสุพรรณบุรี โดยมีแม่น้ำสุพรรณบุรี ไหลผ่าน ท่านผู้หวังดีทาสีทองหลวงพ่อดำ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ขนาดใหญ่ อายุ 800 ปี ที่เป็นพระประธานในอุโบสถเก่าทั้งองค์ พร้อมทั้งแต่งผนังด้านหลังพระประธานด้วยการทาสีทองเป็นรูปวงกลม มองดูหมือนพระจันทร์เต็มดวง ดูงามดี

แต่ความเสียหายที่เกิดจากสีทอง ที่องค์พระพุทธรูป หรือหลวงพ่อดำ คือสีเหนียวแน่น ความชื้นซึมไม่ได้ ลอกออกได้เป็นแผ่นๆ หากทิ้งไว้ ผิวหลวงพ่อดำ จะกระเทาะเป็นจุดๆ กรมศิลป์จึงลอกออกทั้งองค์ คืนหลวงพ่อดำ พระศักดิ์สิทธิ์อายุ 800 ปีให้แก่คณะสงฆ์และชาวบ้านวัดลาวทองเรียบร้อยแล้ว

ความเสียหายที่เกิดจากทาสีทองเห็นชัดเจนอีกจุดหนึ่งคือ ใบเสมาหินทราย อุโบสถเก่าของวัดลาวทอง เมื่อลอกสีทองออก พบว่า หินทรายใบเสมาที่หน้าอุโบสถ เปื่อยยุ่ยเป็นผง ทั้งนี้สีที่ทาเป็นวัสดุสงเคราะห์ มีลักษณะเหนียว ความชื้นระเหยไม่ได้

น.ส.อัจฉรา แข็งสารีกิจ ผู้อำนวยการ สำนักศิลปากรที่ 2 สุพรรณบุรี กล่าวว่า จะลอกทองออกหมดทั้ง 3 วัด น่าจะเป็น พ.ศ.?2563 และจากการเกิดปัญหานี้ สำนักศิลปากรที่ 2 จึงนิมนต์พระสังฆาธิการจากวัดต่างๆ 5 จังหวัด มาประชุมเพื่อถวายความรู้ด้านอนุรักษ์ ปรากฏว่า พระสังฆาธิการเข้าประชุมล้นหลามพร้อมทั้งบอกทิ้งท้ายให้เป็นการบ้านพระสังฆาธิการไปด้วยว่า ใครมาทำให้ประติมากรรม และโบราณสถานเปลี่ยนสภาพ จะมีโทษทางอาญา ซึ่งตัวอย่างมีให้เห็นที่เจ้าอาวาสวัดหลวงแห่งหนึ่งในกทม.ถูกศาลตัดสินลงโทษไปแล้ว

องค์กรชาวพุทธพบรมต.ประจำสำนักนายกฯผลักดันงานที่ยังค้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/599035

  • วันที่ 28 ส.ค. 2562 เวลา 17:36 น.

องค์กรชาวพุทธพบรมต.ประจำสำนักนายกฯผลักดันงานที่ยังค้าง

องค์กรชาวพุทธทั้งพระและฆารวาสเข้าพบรมต.ประจำสำนักนายกฯขอให้ขับเคลื่อนงานที่ยังค้างให้สำเร็จเป็นรูปธรรม

เมื่อวันที่ 28 ส.ค.นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับงานด้านพระพุทธศาสนา ได้ให้ผู้แทนองค์กรเครือข่ายชาวพุทธ เข้าพบเพื่อหารือแลกเปลี่ยนแนวนโยบายด้านพระพุทธศาสนา ณ ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล

ทั้งนี้ ผู้แทนองค์กรชาวพุทธฝ่ายสงฆ์ได้แก่ พระธรรมกิตติเมธี รก.เจ้าคณะภาค 16-17-18 (ธ) ประธานศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย พระเมธีธรรมาจารย์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พระสุวิมลธรรมาภรณ์ ผจล.วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เจ้าคณะเขตพระนคร พระสุนทรกิจโกศล ผจล.วัดอรุณราชวราราม พระครูปลัดกวีวัฒน์ รก.หัวหน้าสำนักงานพระสอนศีลธรรม มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย และ พระครูวินัยธรวิโรจน์ สิริสาโร กรรมการศูนย์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย

ขณะที่ มีผู้แทนองค์กรเครือข่ายชาวพุทธ ฝ่ายฆราวาส นำโดย พล.อ.ธงชัย เกื้อสกุล นายกสมาคมผู้ทำคุณประโยชน์เพื่อพระพุทธศาสนา นายศิริธัช โรจนพฤกษ์ นายจิ้ง พิพัฒน์เวช พล.อ.เพิ่มศักดิ์ พวงสาโรจน์ พ.อ.(พิเศษ) บุญชู ศรีเคลือบ และ ผศ.ดร.เสถียร วิพรมหา

อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุมมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ พร้อมฝากนโยบายที่ยังขับเคลื่อนไม่สำเร็จให้รัฐมนตรี ประสานรัฐบาลขับเคลื่อนต่อไป อาทิ พ.ร.บ.ธนาคารพระพุทธศาสน, พ.ร.บ.อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา,ความปลอดภัยของชาวพุทธในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้, การหาแนวทางที่เหมาะสมในการปฏิบัติต่อพระสงฆ์ เพื่อไม่ให้กระทบต่อศรัทธา-องพุทธศาสนิกชนโดยรวม และการเข้าถึงสวัสดิการแห่งรัฐในด้านต่างๆ ที่พระภิกษุ สามเณร ยังไม่สามารถเข้าถึงได้ในฐานะคนไทย

นายเทวัญ รับจะนำเข้อเสนอไปศึกษาและจะได้มอบให้สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หาแนวทางในการดำเนินการ พร้อมทั้งปรารภถึงแนวทางที่อยากจะขับเคลื่อนเช่น การสร้างความเข้าใจกับคณะสงฆ์ เรื่องการใช้เงินงบประมาณของทางราชการเพื่อจะไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต การจัดแผนการดูแลสุขภาพพระสงฆ์ทั้งประเทศ การสร้างพระจิตอาสาเพื่อเผยแพร่ธรรมะ และกำลังใจกับผู้ป่วยในโรงพยาบาล และแนวทางการให้ไวยาวัจกรของวัดต่างๆ เข้ามามีบทช่วยงานพระพุทธศาสนาในฐานะผู้ช่วยพระพุทธศาสนาจังหวัด

ภาพเขียนประวัติศาสตร์สมัยร.5และพระอินทร์แปลง ที่วัดเสนาสน์ อยุธยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/598702

  • วันที่ 25 ส.ค. 2562 เวลา 20:21 น.

ภาพเขียนประวัติศาสตร์สมัยร.5และพระอินทร์แปลง ที่วัดเสนาสน์ อยุธยา

โดย สมาน สุดโต

กรมศิลปากรจัดโครงการเผยแพร่มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ ประจำปี 2562 เรื่อง เปิดตำนานวังหน้า จากอดีตถึงปัจจุบันที่จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2562

สถานที่เกี่ยวกับวังหน้า หรือพระราชวังจันทร์เกษม นอกจากที่เกี่ยวข้องกับพระราชกรณียกิจสมเด็จพระนเรศวรมหาราชแล้ว วัดที่ใกล้กับวังจันทร์เกษม เช่นวัดเสนาสนาราม หรือวัดเสนาสน์ ก็อยู่ในลิสต์ที่กรมศิลป์นำชมด้วย

ข้อมูลที่กรมศิลป์จัดให้บอกว่า วัดนี้อยู่ติดกับวังหน้า หรือวังจันทร์เกษม เดิมชื่อวัดเสือ เมื่อกรุงศรีอยุธยาตกเป็นของพม่าใน พ.ศ.2310 วัดเสือก็ทิ้งร้าง ได้รับการบูรณะและปฏิสังขรณ์ให้เป็นวัดที่งดงามอีกครั้งในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โดยให้เป็นวัดในสายธรรมยุต ที่ตั้งในภูมิภาคแห่งแรก

สิ่งที่เราพบเห็นก่อนเข้าวัดคือ ซุ้มประตูขนาดคนเดินสวนกันได้ มีปูนปั้นพระมงกุฎขนาบด้วยเศวตรฉัตร ประตูวัดเช่นนี้เห็นได้ในวัดธรรมยุตทั่วไป เช่น วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม หรือ วัดราชประดิษฐ์ เป็นต้น

ผังการสร้างถาวรวัตถุ คล้ายกับวัดโสมนัสวิหาร คือ มีพระเจดีย์ประธานสีทองขนาดใหญ่ ด้านหลังพระอุโบสถ ในขณะที่พระอุโบสถก็ตกแต่งหน้าบันอย่างงาม บานประตูหน้าต่างเขียนลายรดน้ำ ที่งามตระการตายิ่งคือ ภาพจิตรกรรมฝาผนัง เขียนสมัยรัชกาลที่ 5 เล่าเรื่องพระราชพิธี 12 เดือน เทพชุมนุม ประวัติศาตร์ และเหตุการณ์สำคัญในสมัยรัชกาลที่ 5

จากพระอุโบสถ เป็นวิหารพระนอนขนาดใหญ่ นำมาจากวัดมหาธาตุ อยุธยานั่นเอง เป็นพระพุทธรูปศิลาแบ่งเป็นท่อนแล้วนำมาต่อด้วยกัน ลงรักปิดทองงามเลิศทีเดียวติดกับวิหารพระนอน เป็นวิหารพระอินทร์แปลง

เป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยทองสัมริด ศิลปะล้านช้าง ปางมารวิชัย ขัดสมาธิราบ หน้าตักกว้าง 2 ศอกเศษ สูงตลอดพระรัศมี 3 ศอก 3 นิ้ว ประดิษฐานบนฐานชุกชี ด้านหลังทำเป็นซุ้มต้นพระศรีมหาโพธิ์ทั่ทำด้วยปูนปั้น

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดให้อัญเชิญมาจากนครเวียงจันทน์ เมื่อ พ.ศ.2401 ดังพระราชหัตถเลขาถึงพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า “ยังมีพระมีชื่อ?เอามาแต่เวียงจันทน์อีก 2 องค์ พระอินทร์แปลงหน้าตัก 2 ศอกเศษ พระ 2 องค์นี้ องค์ที่ออกชื่อก่อน ฉันจะรับประทานไปไว้เป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดมหพฤฒาราม (วัดตะเคียน) ที่ให้ไปสร้างขึ้นใหม่”

ด้านหลังพระอินทร์แปลงท่านให้สร้างถ้ำ ประดิฐานพระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์ ที่ไม่มีรูปปั้นช้างและลิงเคียงข้าง ที่ตรงนี้มีภาพเขียนเป็นป่าเขาด้านนอกด้วย ส่วนภาพจิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่อง วัดเสนาสนาราม เช่น พระอุโบสถ และภาพเขียนพระภิกษุรูปหนึ่งสูงวัย เป็นภาพปริศนาว่า เป็นภาพใคร ระหว่างพระเจ้าอยู่หัวรัช กาลที่ 4 หรือ พรพรหม เจ้าอาวาสรูปแรก

นอกจากนั้น มีชาดกหลายตอน นอกจากถาวรวัตถุดังกล่าว ก็มีกุฏิไม้ทรงโบราณอีกจำนวนหนึ่ง ที่สร้างขึ้นสมัยรัชกาลที่ 5 ท่านเที่ยวอยุธยา เมืองมรดกโลกแล้วอย่าลืมแวะไหว้พระ ทัศนศึกษาที่ วัดเสนาสนาราม นะครับ

สมเด็จวัดเกศไชโยพิมพ์ 6 ชั้นอกตัน และจุดพิจารณาสำคัญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/598701

  • วันที่ 25 ส.ค. 2562 เวลา 19:54 น.

สมเด็จวัดเกศไชโยพิมพ์ 6 ชั้นอกตัน และจุดพิจารณาสำคัญ

โดย อ.อาชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

สมเด็จวัดเกศไชโยอันมีเอกลักษณ์คือ กรอบกระจก อกร่อง หูบายศรี มี 3 พิมพ์ที่เป็นที่ต้องการของนักสะสมพระเครื่องคือ พิมพ์ 7 ชั้น นิยมเอ พิมพ์ 6 ชั้นอกตัน และพิมพ์ 6 ชั้นอกตลอด

ครั้งที่แล้วได้ชมพิมพ์ 7 ชั้น นิยมเอ พร้อมกับจุดพิจารณาที่สำคัญมาแล้ว วันนี้มาชม พิมพ์สำคัญอีกพิมพ์หนึ่ง และเป็นที่นิยมอย่างมากเช่นกัน คือ พิมพ์ 6 ชั้นอกตันครับ

ที่นำมาให้ชมเป็นพิมพ์ 6 ชั้นอกตัน ซึ่งเป็นพิมพ์ที่ได้รับความนิยมรองลงมาจาก พิมพ์ 7 ชั้นนิยมของวัดเกศไชโย โดยนำมาเปรียบเทียบให้เห็นทั้งสภาพสวยคมและสภาพใช้งาน ซึ่งมีจุดพิจารณาสำคัญให้เห็นเด่นชัด เพื่อเป็นแนวทางศึกษาครับ

รูปเปรียบเทียบสำหรับพระที่ไม่ผ่านการใช้งานมา และมีจุดพิจารณามากแบบนี้ บางคราวก็ไม่อาจนำไปเทียบกับพระที่ผ่านการใช้งานมา เพราะจุดพิจารณาบางจุดอาจจะสึกหรอ เพราะการใช้งานหรือการสัมผัสมา สิ่งสำคัญคือ พิมพ์ต้องถูก เนื้อหามวลสารต้องใช่

นอกจากเนื้อหามวลสารแล้ว มาดูจุดพิจารณาของพิมพ์ 6 ชั้นอกตัน คือ 1.เส้นกรอบกระจก ด้านขวาขององค์พระจะสูงกว่าด้านซ้ายเล็กน้อย 2.เส้นซุ้ม ด้านบนตรงกลางจะมีเนื้อหนากว่าทั้ง 2 ข้าง และมีลักษณะโค้งได้รูปสวยงามเหมือนพิมพ์ 7 ชั้น3.พระเกศ มีลักษณะเป็นรูปทรงกรวยเรียวเล็กจรดเส้นซุ้ม4.พระพักตร์(ใบหน้า) ลักษณะเป็นรูปไข่5.พระกรรณ(หู) ลักษณะเหมือนพระจันทร์เสี้ยว 6.เส้นลำองค์พระจะเหมือนรากฟันยาวลงมาจรดมือ 7.บริเวณลำคอจะมีเส้นขีดเล็กในองค์ที่ติดชัด 8.แขนขวาเป็นวงโค้งกว่า และเนื้อหนากว่าแขนซ้าย9.ช่องว่างของแขนด้านขวาองค์พระ จะกว้างกว่าด้านซ้ายอย่างเห็นได้ชัด10.การหักศอกของแขนทั้งสองฝั่งจะไม่เท่ากัน ที่สำคัญต้องส่องเห็นความลึกในพิมพ์เป็นมิติ11.หน้าตักลักษณะคล้ายรูปเรือและเข่าด้านซ้ายองค์พระจะสูงกว่าด้านขวาเล็กน้อย12.นอกเส้นซุ้มฝั่งซ้ายมือองค์พระช่วงล่างตั้งแต่ฐานชั้นที่ 1 ลงมาสังเกตที่นอกเส้นซุ้มจะมีร่องเป็นทางยาว13.ฝั่งขวามือองค์พระมีร่องยาวระหว่างเส้นซุ้มด้านนอกและกรอบกระจก14.เส้นฐานทั้งหมด 6 ชั้น และแต่ละชั้นค่อนข้างอวบ ส่วนปลายแหลมเรียวทั้งสองข้าง ช่องว่างระหว่างฐานมีความลึกเป็นมิติ15.ใต้เส้นซุ้มฝั่งขวาองค์พระล่างสุด ในองค์ที่ติดชัดเอียงขึ้นมาจะเห็นเส้นแตกเรียวเล็กอ่อนพลิ้ว 1 เส้น16. ขอบพระจะมีรอยขัดแต่งอย่างชัดเจนทุกด้าน และมีมองเห็นเป็นลักษณะ 2 ชั้น17. รูพรุนจะปรากฏทั่วทั้งหน้าและหลัง อันเกิดจากอินทรีย์สารเช่นกล้วย ข้าว เกสรดอกไม้ต่างๆ ที่สมเด็จโต ท่านนำมาเป็นส่วนผสม ย่อยสลายและหลุดไปตามกาลเวลาของอายุพระเครื่อง 150 กว่าปี18.ด้านหน้าและด้านหลังจะมีเม็ดมวลสารกระจายอยู่ทั่วขนาดไม่เท่ากัน เป็นไปตามธรรมชาติและมีหลุมบ่ออันเกิดจากเม็ดมวลสารที่หลุด หรือย่อยสลายไปตามธรรมชาติ19.ด้านหลังจะมีรอยนิ้วมือและรอยขัดแต่งจุดพิจารณา ที่สำคัญอีกจุดคือรอยเนื้อเน่าที่เป็นจ้ำๆต่างๆ อันเกิดจากส่วนผสมน้ำมันตังอิ๊ว ตัวประสานที่ระเหิดไปกาลเวลาและทิ้งร่องรอยไว้

วรรณะเนื้อพระทั้งสององค์จะเห็นความแตกต่าง แต่โทนสีขาวอมเหลืองก็เป็นตามแบบของวัดเกศไชโย จะเห็นได้ว่า พระองค์ที่ผ่าน การสัมผัสมา โดนเหงื่อมา จนกระทั่งเหงื่อเข้าถึงเนื้อพระ ส่วนที่โดนสัมผัสก็จะพบการสึกหรอ เปิดผิว ส่วนที่ไม่โดนสัมผัสแต่โดนเหงื่อ สีของพระก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติ

เนื้อพระสมเด็จวัดเกศไชโย มีทั้งลักษณะเนื้อละเอียดและประเภทเนื้อหยาบจะสังเกตเห็นมวลสารทั้งเม็ดสีขาว จุดแดง จุดดำ ขนาดความกว้าง 2.3 ซม.สูง 3.4 ซม.

ส่วนสีพระนั้นส่วนมากมีสีขาวขุ่นอมเหลืองอ่อน และสีขาวอมเหลืองแก่ หากองค์ไหนผ่านการใช้งานจัด สัมผัสเหงื่อมามากจะออกสีน้ำตาล หากนำไปล้างน้ำอุ่นจะเกิดคราบแป้งออกมาให้เห็นนอกผิวพระ

นอกจากการสังเกตและศึกษาจากพิมพ์และเนื้อหามวลสารโดยการเปรียบเทียบแต่ละองค์จากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้แล้ว ยังมีเคล็ดลับการตรวจเช็คจากคำพังเพยโบราณคือ ขมิ้นกับปูน ย่อมเข้ากันไม่ได้ (ถ้าเป็นปูนใหม่จะมีปฏิกิริยาทางเคมีออกมา)

กูรูรุ่นใหญ่ขออนุญาตเอ่ยนามคือ กำนันชูชาติ มากสัมพันธ์ ได้ให้ข้อแนะนำว่า การพิสูจน์พระสมเด็จแท้หรือเก๊ง่ายนิดเดียว โดยสะกิดเนื้อพระหรือพระมีรอยแยกย่นขอบข้างหรือด้านหลังองค์พระ และละลายผงขิ้นในน้ำ และหยดลงไปนิดหนึ่ง ถ้าเนื้อพระไม่เปลี่ยนสีก็คือแท้ (เพราะปูน 100 กว่าปี ผลทางเคมีหมดไปแล้ว) ถ้าเปลี่ยนเป็นสีแดงหรือสีหมากสุก ก็แปลว่าพระเก๊ไม่ทันสมเด็จโตฯ ท่านแน่นอน

วัดแม่นางปลื้มที่สมเด็จพระนเรศวรทรงสร้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/598682

  • วันที่ 25 ส.ค. 2562 เวลา 16:00 น.

วัดแม่นางปลื้มที่สมเด็จพระนเรศวรทรงสร้าง

โดย สมาน สุดโต

บรรดาวัดในเกาะเมืองอยุธยาที่สร้างในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ยังคงสภาพงดงาม เป็นวัดที่มีพระสงฆ์สาวกปฏิบัติศาสนกิจสม่ำเสมอ  ต้องนับวัดแม่นางปลื้มอยู่ในระดับต้นๆ

วัดนี้ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงสร้างเพื่ออุทิศให้นางปลื้ม ซึ่งเป็นผู้ให้ที่พัก และจงรักภักดีต่อพะมหากษัตริย์ เคร่งครัดในพระพุทศาสนา  ผมได้ทราบเรื่องนี้จากการที่กรมศิลปากร เชิญร่วมโครงการเผยแพร่มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติประจำปี 2562 เรื่องตำนานวังหน้า จากอดีตถึงปัจจุบัน ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วันที่ 17 สิงหาคม 2562

หลังจากชมพระราชวังจันทร์เกษม วัเสนาสนาราม วัดนก ก็เข้าชมวัดแม่นางปลื้ม ผมได้ยินชื่อวัดนี้มานาน แต่ไม่เคยเข้าไปชม เพราะคิดผิดว่า เป็นวัดธรรมดาๆจากการฟังแค่ชื่อ แต่เมื่อทราบประวัติ พร้อมทั้งเกร็ดประวัติศาสตร์รู้สึกทึ่งมหัศจรรย์ พร้อมทั้งสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่มิใช่เป็นพระมหากษัตริย์วีรบุรุษ แต่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ยอดกตัญญูอีกด้วย แม้ว่าคนให้ที่พักช่วงที่พระองค์เปียกฝนยามค่ำคืนนั้น จะเป็นแค่คนธรรมดาสามัญก็ตาม

ตามเกร็ดประติศาตร์ที่นักโบราณคดีกรมศิลปากร  และแผ่นป้ายเล่าเรื่องวัดแม่นางปลื้มมีความสอดคล้องกัน วัดแม่นางปลื้ม สร้างเมื่อ พ.ศ. 1920 สมัยอยุธยาตอนต้น เคยเป็นวัดร้าง แต่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงบูรณะใหม่ทรงอุทิศให้แม่ปลื้ม ซึ่งเป็นชาวบ้านธรรมดาที่มีบ้านอยู่ริมแม่น้ำชานเมืองพระนครอาศัยอยู่ผู้เดียวเพราะไม่มีลูกหลาน

วันหนึ่งสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เสด็จพายเรือมาแต่พระองค์เดียวท่ามกลางสายฝน ทรงเห็นกระท่อมหลังน้อยมีแสงตะเกียง จึงเสด็จขึ้นที่กระท่อมนั้น แม่ปลื้มเจ้าของบ้านหรือกระท่อมเห็นชายฉกรรจ์เสื้อผ้าเปียกจึงกล่าวเชื้อเชิญ ต้อนรับด้วยความมีน้ำใจ

สมเด็จพระนเรศวรมหาราชมีพระสุรเสียงดังตามบุคลิกนักรบ แม่ปลื้มกล่าวเตือนว่า ลูกเอ๋ยเจ้าอย่าเสียงดังนักเลย เวลานี้ค่ำมากแล้ว เดี๋ยวพระเจ้าแผ่นดินได้ยินจะโกรธเอา พระองค์กลับตรัสเสียงดังว่า อยากดื่มน้ำจันทร์ ข้าเปียกฝน ข้าหนาว อยากได้น้ำจันทร์ให้ร่างกายอบอุ่น ยิ่งทำให้แม่ปลื้มตกใจมากขึ้น เพราะวันนั้นเป็นวันพระ จึงกล่าวว่า ถ้าเจ้าจะดื่มจริงๆ ต้องสัญญาว่า ไม่ให้เรื่องนี้แพร่งพราย เดี๋ยวพระเจ้าแผ่นดินรู้จะเป็นอันตราย

พระเจ้าอยู่หัวทรงรับปาก แม่ปลื้มจึงจัดน้ำจันทร์ถวาย และทรงประทับค้างคืนที่กระท่อมนั้น เมื่อเสด็จกลับวัง ทรงให้จัดขบวนมารับแม่ปลื้มไปเลี้ยงในวัง ด้วยความที่แม่ปลื้มเป็นคนมีเมตตา จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์

หลังจากแม่ปลื้มเสียชีวิต ทรงจัดงานศพให้อย่างสมเกียรติ และทรงบูรณะวัดร้างเพื่ออุทิศให้แม่ปลื้มให้ชื่อว่า วัดแม่นางปลื้ม นับแต่นั้นมา

ถาวรวัตถุในวัดได้รับการบูรณะ ถึงปัจจุบันโดยมีธนาคารออมสินเป็นเจ้าภาพหลักพระเจดีย์ใหญ่หลังวิหาร มีรูปปั้นสิงห์โตประดับโดยรอบเหมือนเจดีย์วัดธรรมิกราช  ส่วนพระอุโบสถ และวิหารใหญ่ที่มีหลวงพ่อขาวเป็นพระประธาน ยังความงดงาม เป็นที่พระสงฆ์ในวัดประกอบสังฆกรรม สวดมนต์ไหว้พระ ทั้งเวลาเช้าและเย็น แม้จะมีพระสงฆ์ในวัดเพียง 5 รูปก็ตาม

ใครอยากมาไว้หลวงพ่อขาวในวัดแม่นางปลื้ม วัดที่มีประวัติศาสตร์อย่างยากนานคู่ประวัติศาสตร์ไทย เชิญมาได้ อาจมีโชดเหมือนคนอืนๆที่นำเสื้อผ้าสวยๆ งามๆมาแก้บนก็ได้

สมเด็จวัดเกศไชโยพิมพ์ 7 ชั้นนิยมพิมพ์ A

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/597474

  • วันที่ 12 ส.ค. 2562 เวลา 17:50 น.

สมเด็จวัดเกศไชโยพิมพ์ 7 ชั้นนิยมพิมพ์ A

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

อกร่อง หูบายศรี มีขอบกระจก คือเอกลักษณ์พระสมเด็จวัดเกศไชโย พิมพ์ที่นิยมเล่นหาสะสมกันในวงการ 3 พิมพ์หลัก คือพิมพ์เจ็ดชั้นนิยม, พิมพ์หกชั้นอกตัน , และพิมพ์หกชั้นอกตลอด ส่วนที่เหลือรองลงมาก็เช่นพิมพ์เจ็ดชั้นหูบายศรี และอีก 10 กว่าพิมพ์ที่มีการบันทึกการค้นพบหลังจากกรุแตก

มาชมพระสมเด็จวัดเกศไชโยพิมพ์ 7 ชั้นนิยมพิมพ์ A เป็นพระเนื้อแก่ปูนที่สวยมากที่สุดองค์หนึ่ง อาจกล่าวได้ว่าไม่ผ่านการใช้งานมาเลย เหมาะสำหรับเป็นองค์ครูเพื่อการศึกษาได้เป็นอย่างดี

สำหรับพระที่ไม่ผ่านการใช้งานมาและมีจุดพิจารณามากแบบนี้ บางคราวก็ไม่อาจนำไปเทียบกับพระที่ผ่านการใช้งานมา เพราะจุดพิจารณาบางจุดอาจจะสึกหรอเพราะการใช้งานหรือการสัมผัสมา สิ่งสำคัญคือ พิมพ์ต้องถูก เนื้อหาต้องใช่

จุดพิจารณาที่สำคัญของพระสมเด็จวัดเกศไชโย 7 ชั้นนิยมพิมพ์เอ คือ1. เกศ คล้ายปลีกล้วย หรือเปลวเพลิง ป่องตรงกลาง ระดับการตั้งของเกศจะกินมาทางซ้ายของศีรษะองค์พระ(ฝั่งขวามือเรา) ลักษณะการตั้งเอียงจะไปทางขวาองค์พระ(ซ้ายมือเรา)เล็กน้อย ถือเป็นจุดพิจารณาสำคัญ 2. หู เป็นหูบายศรี บางองค์หูข้างซ้ายจะสูงกว่าหูข้างขวา บางองค์หูข้างขวาจะสูงกว่าหูข้างซ้าย น่าจะขึ้นอยู่กับการกดพิมพ์ 3.ใบหน้า กลมเหมือนเม็ดพริกไทย(นูนกลมเล็ก)

4. คอ จะเห็นเป็นลำติดกับใบหน้า จุดสำคัญคือลำคอจะไม่ตั้งตรง จะเอียงไปทางขวาขององค์พระ(ซ้ายมือเรา) ลำคอส่วนบนจะใหญ่กว่าลำคอส่วนล่าง ในองค์ที่ติดชัดจะเห็น เส้นคอจะเห็นแยกเป็นสองเส้น 5. ช่วงโคนแขนและหัวไหล่จะมองเหมือนอินธนูวางบนบ่า(ในองค์พระที่ติดคมชัด ) 6. ข้อศอกขวาขององค์พระจะหักมุมมากกว่าข้อศอกซ้าย (มองเหมือนวางเป็น 3 ส่วน) และเนื้อช่วงศอกซ้ายองค์พระ(ขวามือเรา)จะหนากว่าช่วงศอกขวามือองค์พระ 7. หน้าอกฝั่งซ้ายมือองค์พระ(ขวามือเรา) จะมีรอยยุบ และ ส่วนที่เป็นรากฟันลงมาจะลาดลงต่ำก่อนแล้วสูงขึ้นลงมาบรรจบกับหน้าตักพอดี

8. มุมขวาบนของกรอบกระจกองค์พระ มองไปคล้ายชายธงและจะเป็นแอ่งเล็กๆ และกรอบกระจกส่วนนี้จะลาดเอียงลงมาทางซ้ายมือเรา 9.กรอบกระจกมุมบนซ้ายองค์พระมักจะมีรอยจิก 10.จะสังเกตเห็นเป็นติ่งปลายแหลมที่หัวเข่าขวาองค์พระ(ซ้ายมือเรา) ในองค์ที่สมบูรณ์ 11. ฐานชั้นแรกเป็นฐานสำเภา 12. ฐานชั้นที่สี่จะแอ่นขึ้น(จุดพิจารณาสำคัญ) 13.ฐานชั้นที่ห้าแอ่นลง(จุดพิจารณาสำคัญ) 14.ปลายฐานชั้นล่างสุดทั้งสองข้าง จะเห็นเหมือนสลักเดือยวิ่งเข้าชนเส้นครอบแก้ว

15.ปลายฐานชั้นล่างสุดด้านขวาองค์พระ(ซ้ายมือเรา)จะมีเนื้อเกินลาดลงมากับพื้น 16.ปลายฐานชั้นล่างสุดทางซ้ายขององค์พระจะแหลมคมกว่าทางด้านขวาเหมือนสลักเดือยแทงเข้าไปในเส้นซุ้ม 17.มีเนื้อเกินข้างกรอบกระจกระหว่างฐานชั้นที่สองและฐานชั้นที่สามฝั่งขวามือองค์พระ 18.ใต้กรอบกระจกล่างสุด หงายองค์พระขึ้น ใต้เส้นกรอบกระจกจะเห็นเส้นทิวบางๆ

19. ในองค์ที่แตกลายงาอย่างองค์นี้ จะเป็นเส้นที่ไม่ตรงต่อเนื่องกันทั้งองค์ 20. ขอบพระจะมีรอยขัดแต่ง 21. รูพรุนจะปรากฏทั่วทั้งหน้าและหลังอันเกิดจากอินทรีย์สารอันเป็นส่วนผสมสลายและหลุดไปตามกาลเวลา 22.ด้านหน้าและด้านหลังจะมีเม็ดมวลสารกระจายอยู่ทั่วขนาดไม่เท่ากันเป็นไปตามธรรมชาติและมีหลุมบ่ออันเกิดจากเม็ดมวลสารที่หลุดไป และ 23.ด้านหลังจะมีรอยนิ้วมือและรอยขัดแต่งจุดพิจารณาที่สำคัญอีกจุดคือ รอยเนื้อเน่าที่เป็นจ้ำๆต่างๆอันเกิดจากส่วนผสมน้ำมันตังอิ๊วตัวประสานที่ระเหิดไปกาลเวลาและทิ้งร่อยรอยไว้

เนื้อพระสมเด็จวัดเกศไชโย มีทั้งลักษณะเนื้อละเอียด (มา และละเอียดปานกลาง) และประเภทเนื้อหยาบ (มาก และปานกลาง) และพระเนื้อนุ่มหรือเนื้อจัด ซึ่งจะมีทั้งพระที่แตกลายงาและพระที่ไม่แตกลายงา ส่วนสีพระนั้นส่วนมากมีสีขาวขุ่นอมเหลืองอ่อน และสีขาวอมเหลืองแก่ หากองค์ไหนผ่านการใช้งานจัด สัมผัสเหงื่อมามากจะออกสีน้ำตาล ตาหากนำไปล้างน้ำอุ่นจะเกิดคราบแป้งออกมาให้เห็นนอกผิวพระ

ด้านขนาดองค์พระของพระสมเด็จวัดเกศไชโยนั้น มีทั้งแบบตัดปีกกว้าง และตัดชิดขอบกระจก ชนิดตัดปีกกว้างจะมีขนาด 2.5×3.5 ซม. ส่วนชนิดตัดชิดกรอบกระจกนั้น จะมีขนาด 2.3×3.4 ซม.และส่วนใหญ่ที่พบเห็นชนิดตัดปีกกว้างจะมีความหนามากกว่าชนิดตัดชิดกรอบกระจก

มีบันทึกว่าการสร้างพระสมเด็จวัดเกศไชโยนั้น สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) ท่านได้เริ่มสร้างตั้งแต่ปีพ.ศ.2404 เพื่อเตรียมบรรจุในพระพุทธรูปใหญ่ที่สร้างขึ้นในครั้งแรก แต่พระพุทธรูปใหญ่เกิดพังลงมาเสียก่อน จึงได้สร้างพระพุทธรูปใหญ่ขึ้นใหม่ครั้งที่สองจนแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2406-2407 จึงได้นำพระสมเด็จแบบยกขอบกระจกนี้มาบรรจุไว้ในพระพุทธรูปใหญ่

การแตกกรุของพระสมเด็จวัดเกศไชโย เกิดขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2430 เมื่อพระบามสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระบรมราชโองการให้เจ้าพระยารัตนบดินทร(บุญรอด กัลยาณมิตร) เป็นแม่งานในการบูรณะวัดไชโยใหม่ เมื่อมีการสร้างวิหารครอบองค์พระพุทธรูปใหญ่ จำเป็นต้องมีการกระทุ้งฐานราก พระพุทธรูปใหญ่ทนแรงสั่นสะเทือนไม่ไหวได้พังทลายลง เป็นเหตุให้พบพระเครื่องสมเด็จที่บรรจุกรุหล่นกระจายเกลื่อนทั่วไป

ถึงแม้นจะมีบันทึกของพระยาทิพโกษา( สอน โลหะนันท์ ) ที่บันทึกจากการบอกเล่าของ พระธรรมถาวร จันทโชติ สามเณรที่ช่วยท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ตำผงเพื่อสร้างพระสมเด็จประมาณ ปี พ.ศ.2409 ที่วัดระฆังฯ ว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต พรหมรังสี ) เป็นผู้สร้างสมเด็จวัดเกศไชโยขึ้น เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับโยมมารดาที่ชื่อเกศก็ตาม

แต่ก็ยังมีความกังขาจากนักสะสมพระเครื่องในอดีตว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) พรหมรังสี เป็นผู้สร้างพระสมเด็จวัดเกศไชโยหรือไม่ เพราะมีการพบพระพิมพ์เดียวกันที่กรุอื่นนอกเหนือจากที่แตกที่วัดเกศไชโย จนกระทั่งพระสมเด็จวัดเกศไชโยพิมพ์ใหญ่นิยม 7 ชั้นพิมพ์เอ และพิมพ์หกชั้นอกตลอด ได้ถูกค้นพบคราวเปิดกรุพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม เมื่อคราวเปิดกรุอย่างเป็นทางการในปีพ.ศ.2500 ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญเชื่อโยงว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) เป็นผู้สร้างสมเด็จวัดเกศไชโยนั่นเอง

พระธรรมราชานุวัตรมรณภาพอย่างสงบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/597233

  • วันที่ 08 ส.ค. 2562 เวลา 22:55 น.

พระธรรมราชานุวัตรมรณภาพอย่างสงบ

พระธรรมราชานุวัตรเจ้าอาวาสวัดพระแก้วมรณภาพอย่างสงบ คณะสงฆ์ไทยสูญเสียนักปราชญ์และนักประวัติศาตร์ที่ทุกคนยอมรับ

เมื่อวันที่ 8 ส.ค.พระธรรมราชานุวัตร อดีตเจ้าคณะภาค 6 เจ้าอาวาสวัดพระแก้ว พระอารามหลวง อ.เมือง จ.เชียงราย มรณภาพอย่างสงบเมื่อเวลา เวลา 19.45 น.ที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ หลังเข้ารับการรักษาอาการอาพาธด้วยโรคเบาหวาน

พระธรรมราชานุวัตรเป็นสังฆโสภณ เป็นพระผู้นำสงฆ์ในภาคเหนือ เป็นนักปราชญ์ นักประวัติศาตร์ที่ทุกคนยอมรับ เป็นผู้นำชุมชน ส่งเสริมเยาวชนทั้งชนกลุ่มน้อยหรือชาวเขาให้ได้เรียนในระบบฟรี ในโรงเรียนปริยัติธรรมแผนกสามัญที่ตั้งในวัดวัดพระแก้ว การมรณภาพครั้งนี้ถือเป็นความสูญเสียของคณะสงฆ์ไทยอีกครั้งหนึ่ง

“ละลายปมในใจ..ดีกว่าเก็บไว้เป็นระเบิดเวลา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/597232

  • วันที่ 08 ส.ค. 2562 เวลา 22:13 น.

“ละลายปมในใจ..ดีกว่าเก็บไว้เป็นระเบิดเวลา”

โดย ราช รามัญ

มนุษย์ทุกคนต่างมีพื้นฐานของชีวิตที่แตกต่างกันออกไป บางคนมาจากฐานะครอบครัวดี บางคนมาจากการศึกษาดี บางคนอาจจะมีชีวิตอยู่กันคนละมุมตรงข้ามกันเลยทีเดียว แต่ไม่ว่าจะมามีชีวิตที่มาจากทางไหนอย่างไรก็ตาม สุดท้ายก็ต้องมาใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมนี้ เมื่อมีที่มาที่แตกต่างกัน สิ่งที่เป็นปมในใจย่อมจะแตกต่างกัน

ต้องยอมรับว่าทุกคนต่างมีปมในใจอยู่ และคำว่าปมนี้ ล้วนเป็นคำที่สื่อไปในมุมลบมากกว่าบวก หลายคนเอาปมของตนเองมาใช้ชีวิต เอามาตั้งเป็นเงื่อนไขของชีวิตจนบางครั้งคนบางคนอาจจะเข้าถึงยาก เพราะมีปมนี้ขวางกันเป็นกรงขังเอาไว้พุทธะเองท่านสอนให้อยู่ที่ตรงนี้ กับ วันนี้ และเวลานี้ รวมความได้ว่า จงมาอยู่กับปัจจุบัน แต่เราท่านทั้งหลายขาดสติเผลอไปใช้ชีวิตด้วยเอาอดีตขึ้นมาเป็นเงื่อนไข มาเป็นโจทย์ตัวตั้ง เลยทำให้หลายคนเสียโอกาสที่ดีๆของชีวิตไป เราควรละลายปมในอดีตที่ฝังลึกอยู่ในใจ เพื่อก้าวต่อไปให้เติบโตตามความเหมาะสม ด้วยการละลายปมที่เป็นดุจน้ำแข็งใต้พื้นทะเลที่มีภูเขาครอบ

วิธีการละลายปมในอดีตที่ดีที่สุด เหมาะกับคนยุคนี้มากที่สุด คือ การกลับไปเรียนรู้เรื่องราวในอดีตอีกครั้ง แล้วจากนั้นปล่อยให้มันผ่านเลยไปอย่างชนิดที่ไม่ต้องไปสนใจไยดีอีกเลย ในสหรัฐอเมริกาเขานำเอาวิชาการฝึกจิตสมาธิ ตามแนวทางขององค์ทะไลลามะไปฝึกใช้กัน อีกทั้งเมื่อจิตมีสมาธิมากมายพอควรก็จัดการปมในอดีตนั้นให้หมดสิ้นไป

วิธีง่ายๆ ที่นิยมทำกัน คือ เมื่อจิตมีสมาธิในระดับหนึ่ง ให้ทบทวนเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมา ที่ทำให้เราเป็นปมอยู่ ขึ้นมาทบทวนอีกครั้ง จากนั้นหาจุดมองในเรื่องนั้นๆใหม่ให้ไปในเชิงบวก เมื่อสามารถคิดหรือทำได้แล้ว ภาวะแห่งปมในใจจะค่อยๆละลายออกไปเอง

หญิงสาวคนหนึ่ง..เธอเกลียดแม่ของเธอมาก ด้วยข้อหาลำเอียงรักแต่น้องแต่ไม่ค่อยรักเธอเลย ทั้งที่เธอเป็นพี่คนโต ชีวิตของเธอตั้งแต่จำความได้ จะถูกแม่ใช้ให้ทำสิ่งต่างๆ เพื่อน้องอยู่ตลอดเวลา แม้แต่ยามว่างที่เธอจะเล่นอะไรกับเพื่อนหรือส่วนตัวแม่ก็ยังคงบอกว่าให้เล่นกับน้อง ให้ดูน้อง

กระทั่งวันหนึ่งเธอเกิดความรู้สึกว่าทนไม่ไหว กับความรู้สึกแบบนี้และชีวิตแบบนี้ เพราะเหมือนคนอกตัญญูชอบกลๆ ที่ไม่ค่อยชอบแม่ของตัวเอง ผมแนะนำให้ใช้วิธีเดียวกับขององค์ทะไลลามะ ให้เธอนึกถึงตุการณ์ต่างๆแล้วลองมองในมุมบวกให้ได้ ว่าทำไม..แม่ชอบใช้เธอให้ดูแลน้อง ให้ทำอะไรเพื่อน้อง และเล่นกับน้องในคราวแรกเธอคิดไม่ออกจนกระทั่งเธอได้เริ่มนั่งนิ่งๆ ทำจิตให้สงบ ผ่านไปราวชั่วโมงเศษ เธอบอกว่าเข้าใจแล้ว

แม้ให้เธอดูน้อง แม่ให้เธอเล่นกับน้องและแม่ชอบใช้เธอมากกว่าน้อง เป็นเพราะแม่ต้องการสอนให้เธอนั้นมีภาวะความเป็นผู้นำที่สูง แม่ต้องการให้เรารู้จักคำว่ารักน้อง แม่ต้องการสอนให้เราขยันและมีความอดทนอดกลั้นกับบางสิ่งบางอย่าง ทางด้ายจิตใจ

เมื่อคิดได้แบบนี้ ปมที่อยู่ในใจของเธอก็ค่อยๆ ละลายหายไป เพราะเธอเข้าใจความตั้งใจความปรารถนาดี หรือ วัตถุประสงค์ของแม่เธอในมุมมองใหม่ที่เป็นบวกยิ่งขึ้น เพียงเท่านี้เธอสามารถปลดล็อคสิ่งที่เป็นความค้างคาอยู่ในจิตใจและความคิดของเธอที่ผ่านมากว่า 30 ปีออกได้จนหมดสิ้น เรามีปมอะไรอยู่ในใจลองทบทว

ดู..บางคนอาจจะตอบว่า ไม่รู้ว่ามีปมอะไร หาคำตอบได้ด้วยตัวเองไม่ยาก เมื่อมีอะไรเข้ามากระทบแล้วเราเริ่มเกิดความรู้สึกไม่ค่อยดี ไม่ค่อยชอบและไม่อยากที่จะเข้าไปร่วมพิธีรีกรรมด้วย นั่นแหละ ปมในอดีตเริ่มทำงาน เราก็หยิบเอาสิ่งนั้นขึ้นมาพิจารณาแล้วมองหามุมด้วยความคิดที่ดีๆให้เกิดขึ้นให้ได้ในเรื่องนั้นๆที่เป็นปม เชื่อเถอะว่า ปมนั้นจะลายไปเองโดยอัตโนมัติ

ถ้าคุณพร้อมใจเปิดใจอย่างจริงจังที่จะเรียนรู้มันใหม่อีกครั้งแล้ว จากนั้นก็ทิ้งมันลงไปแล้วกลับมาอยู่ที่วันนี้ ตรงนี้ ตามที่พระพุทธองค์สอน แค่นี้ปมในอดีตที่หนักหนาร้ายแรงก็จบสิ้นลง

ลิง หลวงพ่อดิ่ง วัดบางวัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/596876

  • วันที่ 05 ส.ค. 2562 เวลา 21:07 น.

ลิง หลวงพ่อดิ่ง วัดบางวัว

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

เครื่องรางที่แกะเป็นรูปสัตว์ต่างๆ นอกจากเสือหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย (คลองด่าน) , สิงห์หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพธิ์ ,หนุมานหลวงพ่อสุ่น วัดศาลากุน , แพะหลวงพ่ออ่ำ วัดหนองกระบอก , องคตหลวงพ่อเชย วัดบางกระสอบแล้ว ก็ยังมี ลิงหลวงพ่อดิ่ง วัดบางวัว ที่เป็นยอดนิยมของนักสะสมเช่นเดียวกัน

วันนี้มาชมเครื่องราง ลิงของหลวงพ่อดิ่ง วัดบางวัว อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ที่แกะจากรากพุดซ้อน ซึ่งเป็นไม้เนื้ออ่อน ความเก่าแห้งของเนื้อไม้ที่อายุการสร้างมากกว่า 70 ปีปรากฎต่อสายตา ซึ่งต่างจากของเลียนแบบที่นำไปแช่น้ำก่อนแล้วมาอบให้แห้งเพื่อให้เกิดรอยปริแยก ถ้าสังเกตุก็จะพบความแตกต่างอย่างชัดเจน

ลิงตัวนี้แกะเป็นพิมพ์พนมมือ มีความอ่อนช้อยงดงาม แกะจากรากพุดซ้อน ส่องดูจะพบว่า มีรายละเอียดการใช้เครื่องมือเซาะตามจุดต่างๆ เช่นด้านข้างมีรอยเซาะ ตามซอกมุมปรากฏความเก่าเห็นฝุ่นที่เกาะหนาแน่น

ส่วนที่สัมผัสก็มันวาวเป็นธรรมชาติ มีรายละเอียดค่อนข้างดี บริเวณตาเซาะเป็นร่องและปากเซาะเป็นขีดยาว บนด้านหลังศรีษะปรากฏรอยเซาะเป็นเหลี่ยม ใต้ข้อศอกทั้ง 2 ข้างและหน้าขา 2 ข้างก็เซาะเป็นรอยแบนเหลี่ยม

ไล่ดูความเก่าของเนื้อไม้รากพุดซ้อนแห้งสนิท น้ำหนักเบา ด้านหลังจะเห็นปริรานแตกตามธรรมชาติ ถือว่าเป็นลิงที่ดูง่ายทีเดียว

การสร้างลิงของหลวงพ่อดิ่งนั้น ท่านจะใช้ต้นพุดซ้อนที่มีรากชอนไปทางทิศตะวันออกเท่านั้น ต้นพุดซ้อนนี้ท่านจะรดน้ำพระพุทธมนต์เช้าเย็นทีเดียว

เมื่อได้ฤกษ์มงคล ท่านจะให้ลูกศิษย์นุ่งขาวห่มขาว สมาทานศีล ทำพิธีบัดพลีรากไม้ โดยต้องระวังไม่ให้เงาคนขุดไปทับต้นที่จะพลี และขณะขุดต้องภาวนาคาถาตลอดเวลา

เมื่อได้รากมาแล้วหลวงพ่อดิ่งท่านจะนำมาตากลมให้แห้ง และให้ช่างแกะเป็นลิงซึ่งส่วนใหญ่จะถืออาวุธ 3 อย่างคือ ตรี กระบองหรือพระขรรค์ นั่นเอง นอกจากนั้นก็จะเป็นพิมพ์พนมมืออย่างเช่นองค์นี้

หลังจากนั้นท่านจะหาฤกษ์ยามในการปลุกเสก โดยจะต้องปลุกเสกให้ครบ 7 เสาร์ 7 อังคาร โดยนำลิงแกะทั้งหมดใส่ในบาตร โดยหลวงพ่อดิ่งจะขึ้นไปนั่งปลุกเสกบนหนังเสือซึ่งทับอาวุธนานาชนิดเช่น ปืน มีด ขอ แหลน ง้าว กริช เป็นต้น อันเป็นนัยยะว่า ขุนกระบี่วานรทุกตน “อยู่เหนือ” นั่นเอง

ท่านจะนั่งปลุกเสกจนลิงสามารถกระโดดออกจากบาตรได้ ลิงตัวไหนไม่กระโดด ก็จะปลุกเสกต่อจนจะกระโดดออกจากบาตรจนหมดทุกตัว ด้านพุทธคุณนั้น ลิงหลวงพ่อดิ่งได้ชื่อว่า มหาอุดหยุดปืน เมตตามหานิยม แคล้วคลาด คุ้มครองป้องกันภัยทั้งปวง

หลวงพ่อดิ่ง คงคสุวัณโณ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดี 14 มีนาคม 2420 ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 4 ปีขาล ที่ต.บางวัว อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ท่านสิ้นเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2495 ขึ้น 15 ค่ำเดือน 9 ปีมะโรง สิริอายุ 74 ปี 5 เดือน 4 วัน 54 พรรษา

คาถาบูชาลิงของหลวงพ่อดิ่ง วัดบางวัวนั้น ตั้งนะโม 3 จบก่อน แล้วว่าพระคาถา ดังนี้ หนุมานะ นะ มะ พะ ทะ ตามกำลังวัน

“อธิบดีสถ.-ดร.วันดี”ร่วมแสดงมุทิตาสักการะสมเด็จพระมหาวีรวงศ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/596775

  • วันที่ 04 ส.ค. 2562 เวลา 17:21 น.

"อธิบดีสถ.-ดร.วันดี"ร่วมแสดงมุทิตาสักการะสมเด็จพระมหาวีรวงศ์

สภาสตรีแห่งชาติฯ ร่วมแสดงมุทิตาสักการะสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดพระราชทานสถาปนาเลื่อนสมณศักดิ์ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา

ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ พร้อมด้วย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.)กระทรวงมหาดไทย และ นางวิภาศิริ มะกรสาร ประธานคณะกรรมการฝ่ายศาสนา สภาสตรีแห่งชาติฯ นำคณะกรรมการฝ่ายศาสนา เข้าแสดงมุทิตาสักการะสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร และ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดพระราชทานสถาปนาเลื่อนสมณศักดิ์จาก “พระพรหมมุนี” เป็น “สมเด็จพระมหาวีรวงศ์” เนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว วันที่ 28 กรกฎกาคม 2562 ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร