เหรียญพระมงคลบพิตร วัดมงคลบพิตร รุ่นแรก พ.ศ. 2460 พระนครศรีอยุธยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/593569

  • วันที่ 30 มิ.ย. 2562 เวลา 15:30 น.

เหรียญพระมงคลบพิตร วัดมงคลบพิตร รุ่นแรก พ.ศ. 2460 พระนครศรีอยุธยา

ด้านพุทธคุณนั้นครบเครื่อง ครอบจักรวาลทั้งมหานิยม เสริมด้านค้าขาย แคล้วคลาด เป็นสิริมงคลสำหรับผู้ที่บูชาทำให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองกับครอบครัว ครูบาอาจารย์ล้วนแต่สุดยอดแห่งยุคมาร่วมในพิธีปลุกเสก

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

วันนี้มาชมเหรียญหลวงพ่อมงคลบพิตร รุ่นแรก ปี 2460 ที่ได้รับการยอมรับและยกย่องให้เป็น 1 เบญจภาคีเหรียญพระพุทธในระดับประเทศ จัดสร้างโดยพระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เดชะคุปต์) ขณะดำรงตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่า เพื่อเป็นที่ระลึกสำหรับผู้มีจิตศรัทธาร่วมสมทบทุนในการบูรณปฏิสังขรณ์พระมงคลบพิตร ซ่อมแซมพระเมาฬีและพระกรข้างขวาที่แตกหักตั้งแต่ครั้งเสียกรุงครั้งที่ 2 พร้อมทั้งบูรณะพระวิหารที่อยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมขึ้นใหม่ ในราวปี พ.ศ.2460-2463 โดยจัดสร้างเป็น 2 เนื้อ คือ เนื้อเงินและเนื้อทองแดง ครับ

พุทธลักษณะเป็นเหรียญปั๊มรูปไข่ หูเชื่อม พื้นเรียบ ยกขอบเป็นเส้นสันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ด้านหน้า เป็นรูปจำลองหลวงพ่อมงคลบพิตร ปางมารวิชัย ประทับบนอาสนะแท่น จารึกอักษรโดยรอบว่า “พระปฏิมากร มงคลบพิตร ศรีอยุธยา” ด้านหลัง ตรงกลางเป็นยันต์เฑาะว์ จำนวนการสร้างไม่มากนัก ที่นำมาให้ชมเป็นเนื้อทองแดงกะไหล่เงินครับ

จุดพิจารณาของเหรียญนี้นั้น หลังจากหยิบขึ้นมาส่องนั้น ดูธรรมชาติของเนื้อโลหะเก่าอายุ 100 ปี เส้นสาย ตัวหนังสือเป็นแท่ง จุดต่างๆต้องมีความคมชัด พื้นเหรียญต้องเรียบตึงต้องไม่เป็นขี้กลาก เหรียญต้องไม่บวม ดูด้วยสายตาจะเห็นสภาพความเก่าของกะไหล่เงิน ยิ่งเมื่อส่องกล้อง ยิ่งเห็นความต่างของกะไหล่ที่โดนสัมผัสและไม่โดนสัมผัส

จุดสังเกตด้านหน้า 1. เม็ดพระศกคมชัด 2. ปลาย ล มีเส้นแตกเล็กๆออกมา 3. ปลาย ฏ เป็นจุดนูนๆ ตรงขอบเหรียญล่างขวาจะมีเส้นแตกเป็นตำหนิในพิมพ์ เมื่อเอียงส่องถึงแม้นว่าเป็นเหรียญปั๊มองค์พระและตัวอักษรที่ไม่ลึก แต่จะเห็นมิติและความคมของเส้นสายต่างๆอันเกิดจากการแกะบล็อกและเครื่องจักรในสมัยก่อน ที่ไม่มีกำลังมากเหมือนในปัจจุบัน เพราะถ้าเป็นเหรียญถอดพิมพ์ น้ำหนักของการปั๊มจะต่างกัน อาจจะเห็นองค์พระและตัวหนังสือลึกมากกว่านี้หรือเล็กกว่าก็เป็นได้

จุดสังเกตด้านหลัง 1. เป็นเหรียญหูเชื่อม 2. มีเส้นยันต์ซ้อนกัน 3. บริเวณปลายยันต์ด้านบน จะเห็นรอยที่เกิดจากการปั๊มเป็นแนวอยู่ 4.พื้นเหรียญไม่มีขี้กาก 5.มีจุดลอยนูนคมๆขึ้นมา 2 จุดบนพื้นเหรียญ มุมล่างใต้ยันต์บริเวณ 7 นาฬิกา จะเห็นได้ว่าพื้นเหรียญจะตึงมาก พลิกเอียงส่องเห็นเป็นมิติของเส้นยันต์ที่ไม่ลึกแต่เป็นเส้นชัดเจนอันเกิดจากการปั๊มเต็มกำลังเครื่องจักรในสมัยนั้น

เช่น หลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติการาม, หลวงพ่อฉาย วัดพนัญเชิง, พระพุทธวิหารโสภณ (หลวงพ่ออ่ำ) วัดวงฆ้อง, พระอธิการชม วัดพุทไธศวรรย์, หลวงปู่ปั้น วัดพิกุลโสคัน และ หลวงพ่อขันธ์ วัดนกกระจาบ เป็นต้น ปลุกเสกที่หน้าพระพักตร์หลวงพ่อพระมงคลบพิตร ในพระวิหารหลวงพ่อพระมงคลบพิตร จ.พระนครศรีอยุธยา

พระมงคลบพิตร เป็นพระพุทธรูปอิฐบุด้วยทองสำริด ปางมารวิชัย ที่ใหญ่ที่สุดองค์หนึ่งของไทย ขนาดหน้าตักกว้าง 9.55 เมตร สูง 22.45 เมตร ประดิษฐาน ณ วิหารพระมงคลบพิตร ต.ประตูชัย อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ทางทิศใต้ของวัดพระศรีสรรเพชญ์ ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างในรัชสมัยใด

บันทึกของพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า วิหารพระมงคลบพิตรนั้น เดิมประดิษฐานอยู่ด้านทิศตะวันออกของพระราชวังหลวง (เป็นบริเวณวัดชีเชียง) จนในปี พ.ศ.2146 สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม โปรดเกล้าฯ ให้ชะลอมาไว้ทางด้านทิศตะวันตก (ที่ประดิษฐานอยู่ ณ ปัจจุบัน) และยังโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระมณฑปสวมไว้ในคราวเดียวกัน

จนกระทั่งกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าครั้งที่ 2 ปี พ.ศ.2310 พม่าเข้าใจว่า เป็นพระพุทธรูปทองคำ จึงใช้ไฟสุมองค์พระเพื่อลอกทองออก ทำให้องค์พระมงคลบพิตร ตลอดจนพระวิหารได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก เครื่องบนพระวิหารที่หักลงมาต้องพระเมาฬีและพระกรข้างขวาแตกหักตกลงมา กลายเป็นซากปรักหักพังนับแต่นั้นมา

องค์พระมงคลบพิตรและวิหารได้รับการบูรณะใหญ่อีกครั้งในสมัยรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม ปี พ.ศ.2499 ระหว่างการบูรณะในปี พ.ศ.2500 กรมศิลปากรยังได้พบพระพุทธรูปบรรจุในพระอุระด้านขวาเป็นจำนวนมาก ซึ่งได้นำไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม

และได้รับการบูรณะอีกครั้ง เมื่อปี พ.ศ.2533 ในคราวที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สมัยนั้น เสด็จฯ เป็นประธานเททองหล่อ “พระพุทธรูปพระมงคลบพิตรจำลอง” ได้ประทานพระดำริว่า ควรปิดทององค์พระมงคลบพิตร ทั้งองค์เพื่อความสง่างาม สมเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองมายาวนาน ทางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จึงร่วมกับมูลนิธิ พระมงคลบพิตร จัดทำ “โครงการบูรณะปิดทองพระมงคลบพิตร เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษา 5 รอบ พ.ศ.2535”

ประกอบกับเมื่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ทรงนมัสการพระมงคลบพิตร พระองค์ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 50,000 บาท เพื่อบูรณปฏิสังขรณ์องค์พระมงคลบพิตรด้วย

ประชุมจัดงาน “สมัชชาการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติ ครั้งที่ 4”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/593390

  • วันที่ 27 มิ.ย. 2562 เวลา 20:01 น.

ประชุมจัดงาน "สมัชชาการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติ ครั้งที่ 4"

“มมร”ร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่ายชาวพุทธ ประชุมเตรียมการจัดงาน “สมัชชาการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติ ครั้งที่ 4” เนื่องในเทศกาลวันอาสาฬหบูชา

เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.พระเมธาวินัยรส รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร)เป็นประธานในการประชุมเตรียมการจัดงาน “สมัชชาการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติ ครั้งที่4” ประจำปีพุทธศักราช 2562 เนื่องในเทศกาลวันอาสาฬหบูชา ประจำปี 2562 โดยมีหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วมเตรียมการ อาทิ ผู้แทนคณะสงฆ์ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานการศึกษาขึ้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ อนุศาสนาจารย์กองทัพบก ปปช. พร้อมทั้ง องค์กรเครือข่ายชาวพุทธ

ทั้งนี้ ในปีนี้ “สมัชชาการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติ ครั้งที่ 4” จะมุ่งเน้นให้ผู้มีส่วนร่วมในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาได้มีส่วนร่วมในการแสวงหาแนวทางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้เกิดความยั่งยืนในสังคมแห่งเทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของชาติ โดยได้กำหนดการจัดงานใน วันศุกร์ที่ 12 ก.ค. ที่หอประชุมกองทัพอากาศ อาคารทองใหญ่ ดอนเมือง

สำหรับ ผู้ที่มีความสนใจในการเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้สามารถแจ้งความประสงค์ สำรองที่นั่งได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ได้ที่ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย หมายเลขโทรศัพท์ 02-444-6000 ต่อ1092-1095 หรือ 09-10102639 หรือ www.mbu.ac.th

สมเด็จพิมพ์ทรงกรวยลึก หลวงปู่ปั้น วัดสะพานสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/593249

  • วันที่ 26 มิ.ย. 2562 เวลา 20:11 น.

สมเด็จพิมพ์ทรงกรวยลึก หลวงปู่ปั้น วัดสะพานสูง

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

วันนี้มาชมพระสวยอีกองค์ครับ เนื้อหาจัดจ้าน เป็นพระเนื้อผงที่คล้ายสมเด็จวัดระฆังฯมาก จนมีนักปลอมแปลงในอดีตกลุ่มหนึ่งนำมาแกะเป็นพิมพ์สมเด็จวัดระฆังฯ และสามารถปล่อยบูชาได้ แถมเซียนพระยังโดนดำเนินคดีกันโดยระนาว มาชมสมเด็จพิมพ์ทรงกรวยลึก หลวงปู่ปั้น วัดสะพานสูง กันครับ

เนื้อหาพระสมเด็จพิมพ์ทรงกรวยลึก หลวงปู่ปั้นนั้น มีส่วนผสมประกอบด้วย ผงวิเศษทั้ง 5 ที่ท่านเรียนมาจากสมเด็จพระพุทธาจารย์(โต)พรหมรังสี วัดระฆัง และปูนเปลือกหอยเป็นมวลสารหลัก เนื้อจะดูหยาบแก่มวลสารคล้ายพระสมเด็จวัดระฆังฯ มากที่สุด ท่านนับว่าเป็นศิษย์เอกองค์หนึ่งของสมเด็จโต ที่ได้สร้างพระเครื่องไว้น้อยพิมพ์ที่สุด

หยิบสมเด็จองค์นี้ขึ้นมาก็พบความจัดจ้านของเนื้อหา เส้นสายในพิมพ์คมมาก สภาพแป้งโรยพิมพ์ยังมีให้เห็นอยู่ ส่องลงไปด้านหน้า ไล่ตั้งแต่เส้นซุ้มอวบใหญ่เหมือนเส้นขนมจีน ปรากฏรอยหดและม้วนตัวเข้า เอียงส่องข้างจะเห็นลักษณะของการม้วนตัวได้ชัดเจน อันนี้เป็นลักษณะธรรมชาติจากความเก่าของพระอายุร่วม 100 ปี

มาส่องที่องค์พระพุทธลักษณะโดยรวมเหมือนทรงกรวย ความคมชัดของพิมพ์ที่ปรากฏออกมา ถือว่าเป็นพระที่สวยมากสำหรับองค์นี้ ไล่ตั้งแต่พระเกศลงมา เห็นถึงความอ่อนช้อย พระพักตร์ พระกรรณติดคมชัด เอียงข้างเล็กน้อยเห็นพระศอรำไร ไล่ลงมาที่พระอุระเห็นเส้นสังฆาฎิชัดเจน เส้รฐานแต่ละชั้นเรียงเป็นลำดับชั้น และมีความคมเห็นถึงการหดตัวตามธรรมชาติเช่นกัน

การหดเซ็ตตัวโดยธรรมชาติของพระเนื้อผงอายุเป็น 100 ปี ซึ่งมีสัดส่วนที่พลิ้วสวยงามตามลักษณะความโค้ง ความลาดเอียงขององค์พระ ส่องดูพื้นผิวพบเห็นมวลสารสีดำปรากฎทั่วไปและรูพรุนปรากฏอยู่ทั่ว อันเกิดจากการย่อยสลายของอินทรีย์สารซึ่งเป็นส่วนผสมของพระสมเด็จองค์นี้

หันด้านข้างมาดูมีความแน่นของมวลสารผงพุทธคุณ การหดเซ็ตตัวขององค์พระเป็นไปตามธรรมชาติ นอกจากมวลสารที่ปรากฎออกมาแล้ว ส่วนที่สัมผัสการใช้ก็จะปรากฎร่องรอย พลิกมาดูด้านหลัง ปรากฏรอยจ้ำรอยด่างเหมือนเนื้อเน่าอันเกิดจากน้ำมันตัวประสาน และเห็นร่องรอยการหดเซ็ตตัวขององค์พระตามธรรมชาติเช่นกัน พระที่สวยแบบนี้นับว่า เป็นองค์ครูของการเรียนรู้ได้เลยครับ สภาพสวยเช่นนี้หาชมได้ยากแถมค่านิยมหลักแสนกลางเชียวครับ ในด้านพุทธคุณของสมเด็จพิมพ์ทรงกรวยลึกนั้น ครบเครื่องเรื่องแคล้วคลาด เมตตามหานิยม

มีเรื่องกล่าวขานสืบต่อกันมาว่า หลวงปู่ปั้น สุปันโน ท่านเป็น1 ใน 4 ลูกศิษย์สมเด็จพระพุฒธาจารย์(โต) วัดระฆังฯ ท่านสืบทอดวิชาลบผงวิเศษทั้ง 5 จนสำเร็จ และได้สร้างพระพิมพ์สมเด็จ สองพิมพ์คือ 1.พิมพ์ทรงกรวยลึก 2.พิมพ์ทรงกรวยตื้น เหตุที่พิมพ์ทรงไม่เหมือนพิมพ์ของสมเด็จวัดระฆัง เพราะในอดีตลูกศิษย์จะไม่สร้างพระที่เหมือนอาจารย์หรือดังคำกล่าวที่ว่า ไม่วัดรอยเท้าครูบาอาจารย์ นั่นเอง

ในเรื่องความเข้าใจแต่เดิมว่าหลวงปู่ปั้น ท่านอยู่วัดสะพานสูง บางซื่อนั้น ข้อเท็จจริงที่มีการบันทึกมา ท่านไม่เคยอยู่วัดสะพานสูงเลย ท่านเป็นเจ้าอาวาสที่สองของวัดใหม่ทองเสน เกียกกาย กทม. เมื่อ พ.ศ.2430 จนถึง พ.ศ.2472 ในอดีตวัดใหม่ทองเสนแยกเป็นสองวัด คือวัดใหญ่ทองเสนและวัดป่าเลไลย์

ภายหลังหลวงปู่ปั้นได้บูรณะและรวมเป็นวัดเดียวกันและมีชื่อใหม่ว่า วัดใหม่ทองเสน ภายในวัดมีวิหารหลวงพ่อโตปางป่าเลไลย์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ สร้างในสมัยพระธรรมอุดม(ถึก) เจ้าอาวาสองค์แรก และพระธรรมอุดมองค์นี้เป็นพระคู่เทศน์กับสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) อีกทั้งสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) ก็ได้มาร่วมสร้างวัดและพระหลวงพ่อโตปางป่าเลไลย์นี้ด้วย

และสาเหตุที่เข้าใจว่าท่านอยู่วัดสะพานสูงนั้น อาจจะว่า เนื่องจากอาจารย์ เจ๊ก ซึ่งเป็นศิษย์เอกของหลวงปู่ปั้นได้นำเอาพระเครื่องของหลวงปู่ปั้น มาแจกที่วัดสะพานสูงนั่นเอง

ขอพรเซียนแปะโรงสีผู้เรืองเวทย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/592897

  • วันที่ 23 มิ.ย. 2562 เวลา 18:46 น.

ขอพรเซียนแปะโรงสีผู้เรืองเวทย์

โดย พงศ์พัทธ์ วงศ์ยะลา

วัดศาลเจ้า เป็นวัดเก่าแก่อีกวัดหนึ่งขอจ.ปทุมธานี ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก ในพื้นที่ ต.บ้านกลาง อ.เมือง ปทุมธานี อาณาเขตติดต่อกับวัดมะขาม ติดแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองเชียงราก ประวัติความเป็นมาของวัดศาลเจ้าแห่งนี้ มีคำบอกเล่าแตกต่างกันออกไป บ้างกล่าวว่า วัดนี้สร้างขึ้นมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา โดยชาวรามัญที่อพยพหลบหนีภัยสงครามจากพม่า เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร

ในครั้งนั้นชาวรามัญเข้ามากันเป็นจำนวนมาก โดยแยกย้ายกันไปตั้งถิ่นฐานทั้งในพื้นที่เมืองสามโคก หรือเมืองปทุมธานีในปัจจุบัน เมืองพระปะแดง ปากเกร็ด ปากลัด เป็นต้น ชาวมอญ หรือชาวรามัญเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่นับถือพระพุทธศาสนา เมื่อตั้งหลักปักฐานมั่นคง ก็มีการสร้างวัดขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ รวมทั้งปฏิบัติศาสนกิจต่างๆ และวัดแห่งนี้ก็เจริญรุ่งเรืองสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

แต่อีกตำนานเล่าขานกันต่อมาว่า วัดศาลเจ้า สร้างเมื่อปลายกรุงศรีอยุธยา โดยเจ้าน้อยมหาพรหม บุตรเจ้าเมืองฝ่ายเหนือ เป็นผู้มีวิชาไสยศาสตร์แก่กล้า ได้ล่องแพมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา จนมาถึงวัดมะขามในและได้พบกับพระภิกษุเชื้อสายรามัญ นาม “พระอาจารย์รุ” ผู้เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวบ้าน ทั้งสองได้ทดสอบวิชากัน เจ้าน้อยมหาพรหมเกิดความเคารพเลื่อมใสในวิทยาคมของพระอาจารย์รุ จึงขอสร้างวัดและศาลขึ้นตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งใจ แล้วตั้งชื่อว่าวัดศาลเจ้า คาดว่ามาจาก “ศาล” ที่สร้างขึ้นโดย เจ้าน้อยมหาพรม

และวัดแห่งนี้เป็นที่พิธีพลีกรรมตักน้ำจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ เพื่อประกอบพิธีทำน้ำอภิเษก เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สำหรับแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ บริเวณแม่น้ำเจ้าพระยา หน้าวัดศาลเจ้า เชื่อว่า เป็นเพราะความศักดิ์สิทธิ์ของศาลเจ้าที่มีเจ้าพ่อนักรบถือทวนประดิษฐานอยู่ เชื่อเพราะว่า เมื่อก่อนนี้หน้าวัดศาลเจ้าในลำน้ำเจ้าพระยามีจระเข้ชุกชุมมาก และทำร้ายผู้คนที่ผ่านไปมาเป็นประจำ

เมื่อ “เจ้าน้อยมหาพรหม” เป็นบุตรเจ้าเมืองทางฝ่ายเหนือ เป็นผู้ที่มีวิชาความรู้ทางไสยศาสตร์ มีวิชาในการปราบจระเข้ เจ้าน้อยจึงใช้สมาธิร่ายเวทมนต์จนจระเข้เชื่อง และเป็นสถานที่ประลองวิชาระหว่างเจ้าน้อยกับพระอาจารย์รุ ซึ่งเป็นเกจิอาจารย์ที่วัดมะขามใน หรือวัดมะขามน้อยใกล้ ๆ วัดศาลเจ้า ซึ่งพระอาจารย์รุมีวิชาไสยศาสตร์เหนือกว่าเจ้าน้อยทำให้เจ้าน้อยมหาพรหมเกิดความเคารพนับถือเลื่อมใสในตัวพระอาจารย์รุเป็นอย่างยิ่ง จึงรื้อแพที่ล่องมาสร้างกุฏิ และศาลาการเปรียญให้กับวัดดังกล่าว

ภายในวัดศาลเจ้ามีปูชนียสถานที่สำคัญ เช่น อุโบสถซึ่งเจ้าน้อยมหาพรหมสร้างถวายในสมัยพระอาจารย์รุ ได้ทำการบูรณะใหม่ในเวลาต่อมา นับว่าเป็นอุโบสถที่สวยงามมาก เจดีย์แบบรามัญ ซึ่งงดงามตามแบบเจดีย์รามัญ และหาชมได้ยาก พระพุทธรูปที่เจ้าน้อยมหาพรหมสร้างไว้ประดิษฐานอยู่ที่ศาลาการเปรียญ

อีกอย่างหนึ่งที่คนนิยมมากราบไหว้คื เซียนแปะ (โรงสี) ฆราวาสชาวจีนผู้เรืองเวทย์ ประวัติของ “เซียนแปะ” มีบันทึกไว้ว่า “ท่านเกิดที่ประเทศจีน ย้ายเข้ามาอยู่เมืองไทยตั้งแต่ยังเด็ก เมื่อโตขึ้นท่านได้ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไปและค้าข้าวเปลือก ต่อมาธุรกิจค้าข้าวเปลือกดีขึ้น ท่านได้ร่วมหุ้มกับโรงสีข้าวเปลือกที่ปากคลองบางโพธิ์ล่าง (ต.บางเดื่อ) และเมื่อสมรสจึงย้ายมาประกอบกิจการโรงสีไฟของตัวเอง ที่ปากคลองเชียงราก เยื้องกับ วัดศาลเจ้า ในนามของ “โรงสีไฟทองศิริ” โอนสัญชาติมาเป็นสัญชาติไทย เปลี่ยนชื่อเป็น นายนที ทองศิริ

อุปนิสัยของท่านเป็นคนโอบอ้อมอารี ชอบชี้แนะช่วยเหลือผู้อื่น ท่านเป็นกำลังหลักสำคัญในการบูรณะศาลเจ้าพ่อวัดศาลเจ้า แม้การคมนาคมขนส่งสมัยยังลำบากมาก แต่ท่านก็ไม่ย่อท้อร่วมแรงร่วมใจกับผู้มีจิตศรัทธาบูรณะศาลจนแล้วเสร็จ ด้วยความดีของ “เถ้าแก่กิมเคย” หรือ “แปะกิมเคย” ท่านจึงเป็นที่ รักเคารพและศรัทธาของชาวบ้านในละแวกนั้นเป็นอย่างมาก

การมากราบขอพร “เซียนแปะ โรงสี” , “เซียนแปะกิมเคย” หรือ “เซียนแปะโง้วกิมโคย” ฆราวาสชาวจีนผู้เรืองเวทย์ ส่วนใหญ่นิยมมาขอพรเรื่องการเงินการงาน การทำธุรกิจการค้าให้เจริญรุ่งเรือง เมื่อได้สมปรารถนาแล้วก็จะนำผลไม้ของไหวมงคลต่างๆ รวมถึงหุ่นจระเข้มาถวายเพื่อความเป็นสิริมงคลนอกจากนี้ ท่านยังเป็นผู้กำหนดวันในการจัดงานประจำปีศาลเจ้าพ่อวัดศาลเจ้า คือ วันขึ้น 5 ค่ำ เดือน 1 จนถึงขึ้น 8 ค่ำ เดือน 1 4 วัน 4 คืน ซึ่งชาวจีนเรียกช่วงนี้ว่า “เจียง่วย ชิวโหงว ถึง เจียง่วย ชิวโป๊ย” และถือเป็นประเพณีตลอดมา

เซียนแปะกิมเคยมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ส่วนใหญ่จะขอให้ท่านช่วยชี้แนะเกี่ยวกับ ฮวงจุ้ย ทำเลที่ตั้งบ้าน ห้างร้าน บริษัท ท่านก็ช่วยชี้แนะทุกรายไปโดยไม่หวังผลตอบแทน ผู้ที่ท่านช่วยชี้แนะจะประสบความสำเร็จเจริญรุ่งเรือง เป็นที่รู้จักในวงการค้า เมื่อเวลาผ่านไปถึงวัยชราร่างกายผ่ายผอมหลังโค้งงอ แต่เซียนแปะกิมเคยก็ยังคงช่วยเหลือชี้แนะบรรดาลูกศิษย์อย่างที่เคยเป็นมา จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

หลังเสร็จสิ้นพิธีศพของท่าน ครอบครัวและคณะศิษย์ได้จัดสร้าง รูปเหมือนขนาดเท่าตัวจริง ตั้งเป็นที่สักการบูชา ณ ศาลานที ทองศิริ วัดศาลเจ้า วัตถุมงคลของเซียนแปะกิมเคย ที่ได้รับความนิยม คือ เหรียญรูปเหมือนรุ่นแรก สร้างปี พ.ศ. 2519 , เหรียญรูปเหมือนทรงหยดน้ำ, ล็อคเก็ต รูปเหมือน และ ผ้ายันต์ เป็นต้น

ยันต์ฟ้าประทาน นับเป็นเครื่องรางประจำตัวของเซียนแปะ ที่ลูกศิษย์หรือคนในวงการเซียนพระ เครื่องราง เห็นแล้วต่างก็ต้องรู้ทันทีถึงความศักดิ์สิทธิ์ หรือเรื่องราวปาฏิหาริย์ที่มีกับผู้คนหลากหลายประสบการณ์ความเชื่อเรื่องจำนวนยันต์ที่อยู่ในผืนผ้า (เรียกว่า กา) นั้นมีดังนี้1 กา ใช้พกติดตัว ช่วยในการเริ่มสร้างฐานชีวิต สร้างเนื้อสร้างตัว2 กา ใช้สำหรับร้านเสริมสวย3 กา ใช้สำหรับที่ที่มีอาถรรพ์ ปรับเจ้าที่เจ้าทาง4 กา ใช้สำหรับสถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร โรงแรม5 กา ใช้สำหรับสถาบัน โรงเรียน ร้านหนังสือ หรือร้านสังฆภัณฑ์ เป็นต้น6 กา ใช้สำหรับแหล่งเริงรมย์ ร้านขายของสวยงาม7 กา ใช้สำหรับร้านก่อสร้าง ร้านการแพทย์ หรือกิจการหนักๆ8 กา ใช้สำหรับกิจการที่ต้องมีบริวาร คุมลูกน้อง9 กา ใช้สำหรับร้านเครื่องไฟฟ้า หรือขายสิ่งของธรรมะ(การไหว้)1.ส้ม 5 ลูก2.น้ำชา 5 ถ้วย3.ขนมแต้เหลียว 1 จาน4.กิมฮวย 1 คู่5.ธูป 5 ดอก6.พวงมาลัย 1 คู่7.ไหว้วันชิวโหงว วันที่ห้า ของวันตรุษจีน วันที่เจ้ากลับลงมาจากสวรรค์แค่ระลึกถึงอาแปะก็เฮงแล้ว อาแปะนั้นท่านจะช่วยคนดีมีศึลธรรมที่นับถือท่านนั้นพลิกดวงชะตาให้ดีขึ้นขอบารมีจากท่านให้คุ้มครองรักษาเรา อยากได้อะไรก็บอกท่านเหมือนเราขอพรจากผู้ใหญ่ ห้ามบนและจะเด่นด้านการเสริมดวงในการทำมาหากินให้ดีขึ้น และโชคลาภ ตามบัญชาของเทพบนสวรรค์ที่ได้ให้อาแปะมาช่วยเหลือมนุษย์

มาไหว้สิ่งศักดิสิทธิ์ที่ผู้คนเคารพนับถือแล้ว อย่าลืมแวะตลาดริมวัดศาลเจ้าซึ่งอยู่ใกล้ๆ กัน ตลาดแห่งนี้มีบรรยากาศเรียบง่าย ไม่แออัด ร้านค้าส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านในพื้นที่ มีทั้งร้านขายอาหารไทยโบราณที่หาชิมได้ยาก อาทิ ข้าวแช่ ห่อหมกปลาช่อนเนื้อแน่นเจ้าดัง ,ปลาตะเพียนต้มเค็ม,ปลาช่อน ปลาสลิดแดดเดียว ทอดร้อนๆ,แกงส้มมะรุมเครื่องแกงเข้มข้น,ปลาดุกย่าง สะเดา น้ำปลาหวาน,เต้าเจี้ยวหลน ปูหลน น้ำพริก ผักแกล้ม อีกทั้งเมนูของหวาน กล้วยปิ้งร้อนๆ,ขนมข้าวแต๋นน้ำแตงโม,ขนมครกกะทิหวานมัน,ขนมบ้าบิ่น,ขนมครกใบเตย,ขนมเบื้องโบราณ และ ผักผลไม้สดจากสวน แต่ที่ห้ามพลาดเลยก็คือ “กุ่ยช่ายเจ๊มล” มีให้เลือกหลากหลายไส้ ทั้งเผือก หน่อไม้ มันแกว มีทั้งแบบทอดและนึ่ง

การเดินทาง จากแยกแครายวิ่งเส้นถนนสายติวานนท์ มุ่งหน้าปากเกร็ดปทุมธานี ผ่านแยกปากเกร็ดก็ขับตรงไป ผ่านแยก (สะพานนวลฉวี) ขับตรงไปทางบางพูน ก่อนถึงคอสะพานข้ามแยกบางพูนจะมองเห็นซุ้มประตูวัดมะขามอยู่ทางซ้ายมือ ให้เลี้ยวซ้ายเข้าไปวิ่ง ตรงไปเรื่อยประมาณ 1.5 กิโลเมตร ผ่านอนามัย ผ่านแล้วให้เลี้ยวซ้าย จะเจอวัดมะขามอยู่ทางขวา สถานที่จอดรถสามารถจอดได้ทั้งที่วัดมะขาม และ วัดศาลเจ้า วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ การจราจรภายในวัดค่อนข้างหนาแน่น

หลวงพี่อุเทน วัดท่าไม้ ประธานหล่อพิฆเณศวร 108 ปี กรมศิลป์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/592712

  • วันที่ 21 มิ.ย. 2562 เวลา 10:36 น.

หลวงพี่อุเทน วัดท่าไม้ ประธานหล่อพิฆเณศวร 108 ปี กรมศิลป์

โดย สมาน สุดโต

กรมศิลปากร นิมนต์พระญาณวิกรม (หลวงพี่อุเทน สิริสาโร) เกจิดังแห่งยุค เจ้าอาวาสวัดท่าไม้ จ.สมุทรสาคร เป็นประธาน ในการเททองหล่อพระพิฆเณศวร เพื่อเป็นที่ระลึกในการสถาปนากรมศิลปากร ครบ 108 ปี  (ตรงกับวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ.  2562) ก่อนพิธีเททอง ได้จัดพิธีบวงสรวงขึ้นในเวลา 10.39 นาที วันที่ 19 มิถุนายน 2562 โดยอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลป์ เป็น ประธาน ณ สำนักช่างสิบหมู่ พุทธมณฑล 5 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ .นครปฐม

เมื่อถึงมงคลฤกษ์ เวลา 12.39 น.พระเถรานุเถระ 4 รูปนั่งปรก ได้แก่ พระครูโกศลนวการ (หลวงพ่อปั่น กวิสฺสโร) วัดหนองกระทุ่ม อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม พระครูสมบูรณ์จริยธรรม (หลวงพ่อแม้น) วัดหน้าต่างนอก อ.บางไทร จ.พระ นครศรีอยุธยา พระครูอดุลวิริยกิจ (หลวงพ่อเอื้อน) วัดวังแดงใต้ อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา และพระมหาเป็นหนึ่ง สุนทร เมธีป.ธ.9 วัดบรมวงษ์อิศรวราราม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา

เมื่อได้เวลาฤกษ์  13.29 น. จึงประกอบพิธีเททอง พระพิฆเณศวร 108 ปี แห่งการสถาปนากรมศิลปากร  ขนาดหน้าตัก 6  นิ้ว จำนวน 9 องค์นำฤกษ์ โดยมีพระญาณวิกรม (อุเทน สิริสาโร) เจ้าอาวาสวัดท่าไม้ จ.สมุทรสาคร เป็นประธานสงฆ์ และพระสงฆ์ 9 รูป จากวัดท่าไม้ เจริญชัยมงคลคาถา

นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลป์ กล่าวว่า ต้นแบบพระพิฆเณศวร ที่ระลึก 108 ปีนั้น เป็นแบบที่ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ได้ ออกแบบไว้ ส่วนมวลสาร 108 ที่หลอมรวมในองค์พระพิฆเณศวรนั้น สำนักศิลปากร 12 แห่งทั่วประเทศรวบรวมจากพระ เถระและเกจิอาจารย์ ทั่วประเทศ รวมทั้ง พระกริ่ง ที่ครูบาบุญชุ่ม  ญาณสังวโร เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอนเรือง เมืองพง จ.ท่าขี้เหล็ก เมียนมา เมตตามอบให้มาป็นมวลสารด้วย

พระพิฆเนศวร เป็นเทพเจ้าสำคัญในศาสนาฮินดู และเป็นที่รู้จักกันในนาม เทพแห่งศิลปวิทยา อันเป็นผู้ประสิทธิประสาทความรู้และความสำเร็จในการศึกษา และการสร้างสรรค์ศิลปกรรมทุกแขนง นอกจากนั้น ยังเป็นเทพผู้ขจัดอุปสรรคปัญหาทั้งปวง เป็นเทพที่สังคมไทยยอมรับนับถือมาเป็นเวลานาน และนิยมสร้างรูปเคารพไว้บูชา กรมศิลปากรได้นำรูปพระพิฆเนศวร ล้อมรอบด้วยดวงแก้ว 7 ดวง อันหมายถึง ศิลปวิทยา 7 ประการ

ได้แก่ ช่างปั้น จิตรกรรม ดุริยางคศิลป์ นาฏศิลป์ วาทศิลป์  สถาปัตยกรรม และอักษรศาสตร์ มาใช้เป็นตราประจำกรมศิลปากร ตั้งแต่พุทธศักราช 2480 สะท้อนให้เห็นถึงภารกิจ ของกรมศิลปากร ในการคุ้มครอง ป้องกัน อนุรักษ์ บำรุงรักษา ฟื้นฟู ส่งเสริมสร้างสรรค์ เผยแพร่ ศึกษา ค้นคว้า วิจัย พัฒนา  สืบทอดศิลปะและทรัพย์สินมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติพระพิฆเนศวร ที่จัดสร้างแบบประทับนั่งเนื้อบรอนซ์ ขนาดหน้าตัก 9 นิ้ว , เนื้อทองเหลือง ขนาดหน้าตัก 6 นิ้ว , 3 นิ้ว และ  1 นิ้วครึ่ง นอกจากนี้ยังมีขนาดหน้าตัก 1/2 นิ้ว และเหรียญรูปไข่ ซึ่งมีทั้งเนื้อทองคำ เงิน และบรอนซ์ ผู้สนใจสั่งจอง สอบ ถามได้ที่ 02 221 4443 และ 02 225 4534

เขี้ยวหมีแกะเสือหลวงพ่อนก วัดสังกะสี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/592284

  • วันที่ 16 มิ.ย. 2562 เวลา 21:23 น.

เขี้ยวหมีแกะเสือหลวงพ่อนก วัดสังกะสี

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

“ อ้าปาก ตากลม หูตั้ง บั้งหน้าขน” คือคำกล่าวถึงเครื่องรางของ หลวงพ่อนก วัดสังกะสี เครื่องรางของท่านนิยมใช้เขี้ยวหมี แกะเป็นรูปเสือ เสือของหลวงพ่อนกจัดอยู่ในหนึ่งในเบญจภาคีเครื่องรางที่แกะเป็นรูปเสือ และแน่นอนที่สุดอันดับหนึ่งย่อมเป็นเสือหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย (คลองด่าน)ซึ่งเป็นอาจารย์ของท่าน

มาดูเครื่องรางเสือหลวงพ่อนกชิ้นนี้ ความเก่าปรากฏชัดเจน มีร่องรอยผ่านการใช้งาน ส่วนที่โดนสัมผัสก็เปลี่ยนแปลงไป มีสีสันเข้มขึ้น เน้นให้เห็นการจารเส้นยันต์ของท่านซึ่งเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม เสมือนหนึ่งเป็นลายเซ็น ซึ่งเป็นจุดพิจารณาแยกแยะระหว่างของแท้กับของเลียนแบบอีกด้วยและที่สำคัญในด้านพุทธคุณของเขี้ยวแกะเสือของหลวงพ่อนกนั้น ขึ้นชื่อเลยว่าใครมีบูชาไว้ในบ้าน สามารถป้องกันคุณไสยต่างๆได้เป็นอย่างดี

มาดูรูปแบบของเขี้ยวหมีคือ ปลายล่าง(โคนเขี้ยว)จะมีเส้นวงแหวนปรากฏอยู่ เนื้อเขี้ยวแห้งเก่าไม่ฉ่ำเหมือนเขี้ยวเสือ เสือของหลวงพ่อนกนั้น รูปแบบจะเหมือนกันคือ เป็นเสืออ้าปาก มีริมฝีปาก ฟันเรียงเป็นซี่ เขี้ยวจะอยู่ด้านในสุด ถ้าองค์ไหนมีจารยันต์องค์พระ(เหมือนตุ๊กตา) ค่านิยมจะสูงขึ้น ยิ่งมีจารหลายองค์ค่านิยมก็สูงขึ้นตามส่วนถือเป็นพิมพ์นิยม ที่สำคัญคือต้องจดจำลายมือของหลวงพ่อให้ได้เพราะท่านจะจารเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงามได้สัดส่วน

จุดพิจารณาแยกแยะระหว่างของเขี้ยวหมีกับเขี้ยวเสือนั้นเขี้ยวหมีเมื่อดูเผินๆทั่วไปจะคล้ายเขี้ยวเสือ คือมีความเรียว โค้งยาว ปลายแหลมคม เขี้ยวหมีจะมีโคนเขี้ยวอ้วนป้อม และส่วนที่เป็นเขี้ยวจะเว้างุ้มเข้าในมากและจะมีเส้นเลือดเป็นลายเหมือนวงแหวนในตัวเขี้ยวจากปลายเขี้ยวเข้ามาด้านใน ซึ่งเราสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ชัดเจนและเขี้ยวหมีก็มีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ขึ้นอยู่กับขนาดตัวหมีเช่นกัน เมื่อลองนำเขี้ยวหมีมาตัดผ่าครึ่ง ก็พบรูกลวงโปร่งเช่นเดียวกันเหมือนกับเขี้ยวเสือ แต่รูของเขี้ยวหมีจะเป็นลักษณะวงรีและกว้างกว่ารูของเขี้ยวเสือมาก

เขี้ยวเสือก็เช่นกันมีทั้งขนาดเล็กและใหญ่ ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และขนาดของตัวเสือ เขี้ยวจะยาว เรียว ปลายแหลมคม โค้ง เมื่อสังเกตุจากปลายเขี้ยวจะเห็นเป็นร่องเล็ก อยู่แถบบางเขี้ยวก็มีมีหนึ่งร่อง บางเขี้ยวก็สองร่อง ทั้งสองข้าง วิ่งเป็นแนวร่องเข้ามายังตัวเขี้ยวชัดเจน เราเรียกกันว่าร่องเส้นเลือด ซึ่งร่องเลือดนี้เขี้ยวหมีจะไม่มีปรากฏ

และถ้านำเขี้ยวเสือมาตัดแบ่งครึ่ง เราจะเห็นรูตรงกลางเป็นรูกลวงโปร่งไปสุดโคนเขี้ยว ซึ่งจะมีลักษณะกลม หรือกลมรีเล็กน้อย และจะมีเส้นลายรอบปากรูเขี้ยว(เทียบเคียงเหมือนลายที่รอบหน้าตัดของงาช้าง อันเป็นลักษณะเฉพาะที่มีในเขี้ยวสัตว์แต่ละประเภท)ซึ่งมองเห็นได้ชัดเจน

เครื่องรางที่แกะเป็นรูปเสือนั้น มาจากความเชื่อและศรัทธาว่าคุณวิเศษของเสือ เป็นเจ้าป่า เสียงคำรามก้องไพรเป็นมหาอำนาจแห่งพงไพร เมื่อมาทำเป็นเครื่องรางย่อมดีทางมหาอำนาจ หากินเก่งเหมือนเสือ หากินคล่องเพราะคล่องแคล่วดุจพญาแห่งพงไพร มีเมตตามหานิยมเสมือนบารมีของเจ้าแห่งพงไพร แคล้วคลาด คงกระพันชาตรี มหาอุด เรียกได้ว่าครบเครื่อง

โบราณนั้นมีความเชื่อว่า ถ้าอาจารย์องค์เดียวกันสร้างเครื่องรางแต่ละชนิดจากเขี้ยวเสือ เขี้ยวหมี และเขี้ยวหมูนั้น เขี้ยวเสือจะได้รับความนิยมมาเป็นอันดับหนึ่ง ถัดมาก็คือ เขี้ยวหมี และเขี้ยวหมู ตามอันดับ

ด้านลักษณะคำเฉพาะของเครื่องรางแต่ละชนิดนั้น เต็มเขี้ยว คือเขี้ยวที่ถูกถอนออกจากเหงือกทั้งอัน ซึ่งยังมีปลายเขี้ยวแหลมยาวเห็นเป็นรูปเต็มเขี้ยวอยู่ เช่นเขี้ยวหมีแกะเสือของหลวงพ่อนก วัดสังกะสี เป็นต้น ด้านลักษณะของครึ่งเขี้ยวนั้นคือ เขี้ยวที่ถูกถอนออกจากเหงือกทั้งอัน แล้วนำมาผ่าแบ่งครึ่ง และเอาครึ่งแถบที่เป็นรากเขี้ยวมาแกะ เช่น เขี้ยวเสือชองหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย สมุทรปราการเป็นต้น

ด้านลักษณะของเขี้ยวซีก หมายถึง การเอาเขี้ยวทั้งอันมาผ่าแบ่งเป็นชิ้นแล้วแต่ขนาดของเขี้ยวนั้นมีความใหญ่ขนาดไหนแล้วนำมาผ่าให้เหมาะสม เสร็จแล้วนำมาแกะเป็นเครื่องรางเช่น เสือเขี้ยวซีก หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย หรือ เสือเขี้ยวแกะหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว,เสือของอาจารย์เฮง วัดเขาดิน, เขี้ยวเสือแกะ หลวงพ่อภักตร์ วัดโบสถ์ เป็นต้น

หลวงพ่อนก วัดนาคราช (วัดสังกะสี) อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ ท่านอุปสมบทที่ วัดมงคลธาวาส (วัดบางเหี้ย) โดยมี หลวงพ่อปานพระอาจารย์ ผู้เป็นตำนานสุดยอดเครื่องรางอันดับหนึ่งของเมืองไทย เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านได้การถ่ายทอดวิทยาคมโดยเฉพาะวิชาการสร้างเสือ จากหลวงพ่อปานครบสูตร จนกระทั่งหลวงพ่อปานเอ่ยปากชม ว่าหลวงพ่อนก สำเร็จวิชาสร้างเสือ สามารถสร้างได้เทียบเท่าท่าน เครื่องรางของหลวงพ่อนกถึงได้โด่งดังเป็นที่ต้องการของนักสะสมมากในปัจจุบัน

ชาวพุทธ 3 นิกายจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์นานาชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/592151

  • วันที่ 14 มิ.ย. 2562 เวลา 23:04 น.

ชาวพุทธ 3 นิกายจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์นานาชาติ

มจร ร่วมกับสมาคมสันติภาพโลกหลอมรวมชาวพุทธ 3 นิกายจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์นานาชาติถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ที่อาคารมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพฯ พระโสภณวชิราภรณ์ (ไสว โชติโก) รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ มจร. เป็นประธานการแถลงข่าว พิธีเจริญพระพุทธมนต์นานาชาติ เฉลิมพระเกียรติ และพิธีถวายมหาสังฆทานแด่พระสงฆ์ จำนวน 2,600 รูป เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 โดยมี พระครูโสภณพุทธิศาสตร์ รองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแผ่ มจร. ผศ.ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์ มจร น.ส.สาตวะ ซาง ผู้แทนสมาคมสันติภาพโลก ร่วมแถลง

พระโสภณวชิราภรณ์ กล่าวว่า การจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์นานาชาติเฉลิมพระเกียรติ ถวายพระพรชัยมงคล และพิธีถวายมหาสังฆทานแด่พระสงฆ์ 2,600 รูป ในครั้งนี้ เป็นการจัดขึ้นเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 โดยได้รับความร่วมมือจากสมาคมสันติภาพโลก (World Peace Association: W.P.A) ซึ่งได้อาราธนาพระมหาเถระจากนานาชาติมาร่วมในพิธีพร้อมเจริญพระพุทธมนต์นานาชาติถวายพระพรชัยมงคล เฉลิมพระเกียรติ จัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ในวันที่ 16 มิ.ย. 2562

“ทางสมาคมฯได้นิมนต์พระสงฆ์จาก 15 ประเทศ มาเข้าร่วมเจริญพระพุทธมนต์นานาชาติจาก 3 นิกายที่มีในโลกปัจจุบันของพระพุทธศาสนา ได้แก่ นิกายมหายาน นิกายวัชรยาน และนิกายเถรวาทของไทย ศรีลังกา เมียนมา เป็นต้น จำนวน 2,600 รูป เท่ากับปีพุทธชะยันตี พร้อมกันนี้ยังได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาร่วมเจริญพระพุทธมนต์ด้วย โดยปรารภกันที่จำนวน 6,900 รูป/คน ประกอบกับ มจร ได้มีกิจกรรมนานาชาติอยู่แล้ว เช่น กิจกรรมฉลองวันวิสาขบูชาโลก และโดยมี มจร มีนิสิตนานาชาติจำนวนมาก จาก 19 ประเทศ ที่มาเรียนในมหาวิทยาลัยฯ โดยได้กราบนิมนต์พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระปัญญาบดี นายกสภามหาวิทยาลัย มาเป็นประธานในพิธี” พระโสภณวชิราภรณ์ กล่าว

ด้านน.ส.สาตวะ ซาง (Sattva Zhang) ผู้แทนสมาคมสันติภาพโลก กล่าวว่า จุดมุ่งหมายของสมาคมสันติภาพโลก คือ ลดความขัดแย้งที่มีอยู่ทั่วโลก และสร้างสันติภาพความร่มเย็นให้เกิดขึ้นแก่มวลมนุษยชาติ จุดมุ่งหมายที่สำคัญ คือ การสร้างความรู้สึกรับผิดชอบชั่วดีในสังคมโลก  มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ รักษาสภาพแวดล้อม และสร้างสรรค์สืบทอดความเจริญรุ่งเรืองให้คงอยู่ต่อไป นับตั้งแต่ก่อตั้งสมาคมสันติภาพโลกมา ทางสมาคมได้จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์และถวายมหาสังฆทาน รวมทั้งกิจกรรมอื่นๆ ไปในหลายๆ ประเทศ เพื่อสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในโลก  การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นการเฉลิมพระเกียรติ รัชกาลที่ 10 ซึ่งทางสมาคมได้เชิญผู้แทนขององค์การสหประชาชาติ (นายบัน คี มูน) และผู้นำชาวพุทธจาก 15 ประเทศ รวมทั้งภายในประเทศ จำนวน 6,900 รูป/คน  มาร่วมงานพิธี

ด้าน พระครูโสภณพุทธิศาสตร์ รองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแผ่ มจร กล่าวว่า ในพิธีดังกล่าว มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญอย่างยิ่งเนื่องจากเป็นพิธีที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติฯ โดยดำเนินการถ่ายทอดสดเผยแพร่พิธีดังกล่าวผ่านสถานีโทรทัศน์เพื่อการศึกษามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  (MCU TV) และสื่อสังคมออนไลน์ทุกช่องทาง ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเผยแพร่ให้ประชาชนและผู้รับชมทั่วโลกได้รับทราบและร่วมอนุโมทนา อีกทั้งเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีในฐานะพสกนิกรอีกทางหนึ่งด้วย

หนุมานหน้ากระบี่ หลวงพ่อสุ่น วัดศาลากุน อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/591662

  • วันที่ 09 มิ.ย. 2562 เวลา 20:56 น.

หนุมานหน้ากระบี่ หลวงพ่อสุ่น วัดศาลากุน อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี

โดยอาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

ขุนกระบี่วานร ฤทธิเกริกไกร หนึ่งในสยาม คือสมญานามของ หนุมาน หลวงพ่อสุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในเบญจภาคีของขลังในปัจจุบัน วันนี้มาชม หนุมานหน้ากระบี่ สภาพสวย ดูง่ายมีความเป็นธรรมชาติทั้งองค์ ที่สำคัญหายากมากครับ

มาดูหนุมานรากไม้รักซ้อนองค์นี้กันครับ พลิกดูรอบๆพิจารณาดูจากความแห้งของเนื้อไม้ ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง มีร่องรอยความเก่าชัดเจน เริ่มจากดูรอยเซาะเป็นเส้นตรงที่หัวลงมา การแกะลูกตา เซาะที่อกเป็นสันเหลี่ยมงดงามสมส่วน รอยเซาะที่มือในร่องปรากฏความเก่าจากคราบฝุ่นที่ซุกอยู่ในซอก อีกทั้งคราบไคลจากที่ผ่านการใช้งานมา ดูเป็นธรรมชาติทุกสัดส่วน

พลิกมาดูด้านหลังและด้านข้าง เห็นชัดเจนคือรอยเซาะเป็นร่องที่รอบหัวด้านหลังและรอยปริแตกยาวลงมาเป็นธรรมชาติของรากไม้ที่เก่า แถมน้ำหนักเบามากเหมือนไม่มีน้ำหนักเลย เพราะความแห้งจัดของรากไม้จากอายุการสร้าง

หลวงพ่อสุ่นท่านเริ่มสร้างหนุมานจากไม้รากรักซ้อนตั้งแต่ปีพ.ศ.2468 นี่ก็เกือบร้อยปีแล้ว ไล่ลงมาดูด้านหลังจากบนลงล่าง ก็จะเห็นคราบไคลและในซอกก็มีฝุ่นซุกอยู่เช่นกัน ซึ่งก็ดูเป็นธรรมชาติทั้งหมด และพลิกมาใต้ฐานซึ่งกลมและแห้งเก่ามาก แค่นี้ก็เห็นซึ้งว่า ดูง่ายและแท้แน่นอน

ในวงการนักสะสมเครื่องรางของขลัง มีคำกล่าวว่า เสือหลวงพ่อปานหนุมานหลวงพ่อสุ่น ซึ่งแสดงถึงความเก่งของพระเกจิอาจารย์ที่เชี่ยวชาญด้านเครื่องราง และซึ่งชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าถ้าเป็นเรื่องหนุมาน แล้วก็คงไม่มีใครเกิน หลวงพ่อสุ่น วัดศาลากุน เกาะเกร็ด จ.นนทบุรี

หลวงพ่อสุ่น มีนามเดิมว่า สุ่น นามสกุล ปานกล่ำ ท่านเป็นชาวนนทบุรี มีฉายาว่า “จันทโชติก” หนุมานของท่านมีพุทธคุณเด่นทางด้านเมตตามหานิยมและแคล้วคลาด หนุมานของท่านแกะจากรากไม้ต้นรักซ้อน และรากไม้ต้นพุฒซ้อน ที่ท่านปลูกเองตั้งแต่ยังเป็นพระลูกวัด

ท่านได้ทำน้ำมนต์รดต้นไม้ทั้งสองอยู่ทุกวัน กระทั่งท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดศาลากุน และต้นไม้ทั้งสองก็โตได้ที่ เมื่อฤกษ์งามยามดี ท่านจึงลงมือขุด โดยทำพิธีพลีก่อนขุด เมื่อขุดขึ้นมาทำความสะอาดแล้ว ท่านก็นำไปตากให้แห้งสนิท

และให้ช่างฝีมือแกะสลักหนุมานขึ้นมา 2 พิมพ์ คือ พิมพ์หน้าโขน ซึ่งแกะรายละเอียดครบถ้วน มีความสวยงามมาก ส่วนพิมพ์หน้ากระบี่จะไม่มีรายละเอียดมากนัก เป็นพิมพ์ที่มีความเรียบง่าย และที่แกะจากงาช้างนั้นจะมีหลายพิมพ์แต่จำนวนน้อยมาก

มีเรื่องเล่าว่า ก่อนที่ท่านจะลงมือทำการปลุกเสกหนุมาน ในตอนเช้าท่านจะให้ลูกศิษย์ไปตัดต้นไม้ที่มีหนามมาเช่น ต้นมะขามเทศ ต้นพุทธามาเตรียมไว้ และในช่วงค่ำท่านก็จะทำวัตรกับพระลูกวัดตามปกติ

หลังจากที่ท่านทำวัตรเสร็จเเล้ว ท่านก็จะเข้าไปในกุฎิประมาณหนึ่งชั่วโมง จากนั้นท่านก็จะอุ้มบาตรออกมา และเรียกลูกศิษย์ให้อุ้มบาตรตามเข้าไปในโบสถ์และกำชับลูกศิษย์ว่าห้ามเปิดบาตรเด็ดขาด จากนั้นท่านก็จะกลับมานั่งวิปัสสนาอีกครั้ง

หลังจากท่านนั่งวิปัสสนาเสร็จ ท่านจะนั่งหันหลังให้พระประธาน และนำบาตรมาตั้งไว้ตรงหน้า ให้ลูกศิษย์นำกิ่งไม้หนามที่เตรียมไว้มาล้อมที่ตัวท่านให้แน่นรอบตัว และให้ลูกศิษย์ออกจากโบสถ์ไปรอภายนอก พร้อมกับกำชับว่าห้ามผู้ใดเข้าออก

ว่ากันว่าระหว่างที่ท่านกำลังปลุกเสกหนุมานจะกระโดดอยู่ภายในบาตร และเมื่อปลุกเสกเสร็จแล้ว ท่านจะเรียกลูกศิษย์ให้เข้าไปในโบสถ์ เพื่อเก็บหนุมานที่ท่านปลุกเสกเสร็จแล้วและโดดออกมาติดอยู่กับกิ่งไม้หนามที่ล้อมตัวท่าน

ตัวไหนที่หล่นอยู่กับพื้นให้เเยกไว้ต่างหาก ท่านว่ายังใช้การไม่ได้เพราะปลุกไม่ขึ้น ทุกคนประหลาดใจที่หนุมานขึ้นไปติดกับกิ่งไม้หนามได้อย่างไร ที่สำคัญท่านออกมาจากกองกิ่งไม้หนามที่ล้อมตัวท่านจนแน่นได้อย่างไร

ก่อนอาราธนาขึ้นคอ ต้องสวดท่องคาถาบูชาหนุมานดังนี้ ให้ตั้ง นะโม 3 จบ พร้อมว่าคาถากำกับหนุมาน “นะมัง เพลิง โมมัง ปากกระบอก ยะ มิให้ออก อุดธังโธอุด ธังอัด อะสังวิสุ โรปุสะพูพะ มะอะอุ โอมยะพุทธา ทะโยสตรี สตรี นิสังโห” เพื่อให้สัมฤทธิผลในทุกสิ่งที่เราต้องการ

เหรียญพระพุทธชินวงษ์ พ.ศ.2478 หลวงพ่อโศก วัดปากคลอง จ.เพชรบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/591053

  • วันที่ 03 มิ.ย. 2562 เวลา 16:07 น.

เหรียญพระพุทธชินวงษ์ พ.ศ.2478 หลวงพ่อโศก วัดปากคลอง จ.เพชรบุรี

โดย อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

มาชมเหรียญพระพุทธจากเกจิอาจารย์เมืองเพชร ค่านิยมไม่ถือว่าแพงนักสำหรับเหรียญรุ่นนี้ แต่จะหาสวยแบบนี้ ก็ไม่ง่ายเหมือนกัน มาชม เหรียญพระพุทธชินวงษ์ พ.ศ.2478 หลวงพ่อโศก วัดปากคลอง ต.บางครก อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรีกันครับ

หยิบเหรียญขึ้นมาดูด้วยตาเปล่า สภาพกะไหล่ทองเดิมๆสีแห้งซีดเก่า ทำให้เห็นเสน่ห์ของเหรียญนี้ขึ้นมาในทันใด ดูพระพักตร์และภาพรวมขององค์พระพุทธมีความสวยงามเป็นธรรมชาติของการออกแบบเหรียญพระพุทธในสมัยก่อน ด้านหลังของเหรียญก็เช่นกัน ปรากฏร่องรอยความเก่าต่อสายตาเช่นกัน ความเก่าของกะไหล่ทองและสีแห้งซีดของกะไหล่ที่ปรากฎ ตัวหนังสือเป็นแท่งมีความคม ความงดงามในตัว

ลงกล้องส่องที่พื้นผิวด้านหน้า มีร่องรอยของการปั๊ม มีเส้นประกายบนพื้นผิวเหรียญอันเกิดจากการปั๊มกระแทกเป็นธรรมชาติของเหรียญปั๊ม ถ้าหากไม่มีเส้นต่างๆ บนผิวเหรียญสิ ดูช่างอันตราย

มาดูองค์พระพุทธเส้นสายสวยงาม ส่วนที่ควรลึก ก็ลึกคมเช่นบริเวณพระศอ เส้นสังฆาฎิ และฐานพระพุทธ ที่สำคัญในซอกต่างๆเห็นเส้นแซมที่เกิดเป็นธรรมชาติของเหรียญปั๊มยุคเก่าชัดเจน เส้นฐานพระพุทธก็คมชัด ตัวหนังสือคำว่า “พระพุทธชินวงษ์” เป็นแท่งคม ไม่เบลอเหมือนเหรียญปลอมที่ถอดแม่พิมพ์ออกมา ความคมพลิ้วของตัวอักษรที่เห็น ทำให้เหรียญดูง่ายทันที

พลิกมาส่องด้านหลังก็เห็นความคม ความเก่าของพื้นผิวเหรียญ สีกะไหล่ทองแห้งซีดเป็นธรรมชาติ สิ่งที่ควรมีเช่น เส้นประกายบนพื้นผิวก็มีเป็นธรรมชาติ ตัวหนังสือเป็นแท่ง คมชัด สวยงาม มีเส้นเสี้ยนแซมอยู่เป็นธรรมชาติ แค่นี้ก็เพียงพอแก่การตัดสินใจแล้วว่า แท้ดูง่ายแน่นอน

ด้านพุทธคุณพระเครื่องที่หลวงพ่อโศกท่านสร้างนั้น ก็ไม่น้อยหน้าเกจิอาจารย์ท่านอื่น ครบเครื่องเช่นกัน ทั้งด้านเมตตา มหานิยม แคล้วคลาดและคงกระพัน ตามแบบพระเครื่องเมืองเพชร

วัตถุมงคลของหลวงพ่อโศกนั้น นอกจากเหรียญพระพุทธชินวงษ์แล้ว ยังมีเหรียญพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว พระขรรค์ ปลัดขิก ผ้ายันต์และวัตถุที่เป็นมงคลอีกหลายอย่าง ทุกอย่างล้วนเป็นที่เสาะหาของลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิด และนักสะสมพระเครื่องทั้งสิ้น เนื่องจากได้นำไปบูชาติดตัวล้วนมีประสบการณ์มากมายพระพุทธชินวงษ์เป็นพระประธานที่หลวงพ่อโศก สร้างขึ้นมาเมื่อคราวขยายเขตอุโบสออกไปให้กว้างกว่าเดิม เพื่อแทนพระประธานองค์เดิมที่หล่อด้วยโลหะพร้อมด้วยอัครสาวก ชึ่งหลวงพ่อโศก พิจารณาเห็นว่า พระประธานองค์เดิมมีขนาดเล็กไม่เหมาะสมกับอุโบสที่ขยายใหม่ จึงได้ย้ายอยู่ในวิหารพระพุทธบาทแทน

วัดปากคลองตั้งอยู่ริมแม่น้ำเพชร แม่น้ำเพชรมาแยกเป็นสองสายทางที่หน้าวัดปากคลอง ทางหนึ่งไปบ้านแหลม ทางหนึ่งไปบางตะบูน จึงเป็นที่มาของชื่อ “วัดปากคลอง” ตั้งอยู่ เลขที่ 3 หมู่ที่ 4 ต.บางครก อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี ประมาณว่า สร้างเมื่อ พ.ศ. 2328 มีเนื้อที่ที่ตั้งวัด 10 ไร่ 3 งาน 68 ตารางวา ส่วนชาวบ้านในพื้นที่นิยมเรียกชื่อวัดว่า วัดปากคลองบางครก

หลวงพ่อโศก หรือ พระครูอโศกธรรมสาร (สุวณฺณเถร) อดีตเจ้าอาวาสวัดปากคลอง และเจ้าคณะอำเภอบ้านแหลม จ.เพชรบุรี นามเดิม โศก สกุล พันธุ์โพทอง เกิดเมื่อ วันอังคาร ปีวอก พุทธศักราช 2415 สมัยวัยอยู่ในปฐมวัย ชอบศึกษาหาความรู้ ชอบสนทนาวิสาสะ เป็นผู้เฉลียวฉลาดมีไหวพริบ จดจำเรื่องราวต่าง ๆ ได้ดี เข้าใจทุกเรื่องราว เป็นที่ชอบพอ และถูกอัธยาศัยของเพื่อนบ้าน และมิตรสหาย

เมื่ออายุครบปีอุปสมบท บิดามารดาได้จัดการอุปสมบทให้ ณ วัดปากคลอง เมื่อปีเถาะ พุทธศักราช 2435 โดยมี พระอธิการคล้ำ วัดปากคลอง เป็นอุปัชฌายะ พระอธิการทรัพย์ วัดเขาตะเครา เป็นกรรมวาจาจารย์ พระอธิการเพิ่ม วัดสวนทุ่ง เป็นอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า สุวณฺโณ

ตลอดระยะเวลาประมาณ 8 – 10 พรรษาแรก นับตั้งแต่อุปสมบท ด้วยวัตรปฏิบัติของท่านที่เรียบร้อย งดงาม ฉายแววเป็นผู้นำ อีกทั้งเรียนรู้เข้าใจในศาสนกิจ และระเบียบการคณะสงฆ์เป็นอันดี เมื่อท่านอธิการหลุบ เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ ลาออกจากตำแหน่ง ในปีพ.ศ.2447 ท่านจึงได้รับการแต่งตั้งจากทางคณะสงฆ์จังหวัดเพชรบุรีโดย เจ้าคณะเมืองเพชรบุรี วัดคงคาราม ให้ท่านเป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาส วัดมหาธาตุ นับเป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 7 ของวัดนี้

แต่ท่านอยู่ในตำแหน่งนี้เพียงปีเศษก็ขอลาออก เพราะเจ้าอาวาสวัดปากคลองเดิม ได้ลาสิกขา ตำแหน่งเจ้าอาวาสจึงว่างลง บรรดามรรคของวัดปากคลอง เห็นพร้อมในกันว่า ควรไปอาราธนาพระอธิการโศก จากวัดมหาธาตุ มาเป็นเจ้าอาวาส โดยท่านดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดปากคลอง เมื่อปี พ.ศ.2448 ขณะนั้นมีพรรษาได้ 13 พรรษา

นอกจากท่านจะได้ศึกษาเล่าเรียนทางพระธรรมวินัย และปฏิบัติศาสนกิจแล้ว ท่านยังได้ใช้เวลาว่างเท่าที่มีอยู่ ศึกษาศิลปด้านต่าง ๆ ที่นิยมกันอยู่ในสมัยนั้นด้วย เช่น วิชาโหราศาสตร์ เวชศาสตร์ ไสยศาสตร์ เป็นต้น ท่านได้ศึกษาอย่างจริงจัง และยังได้นำเอาสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มาช่วยเหลือผู้อื่นในโอกาสต่อมาด้วย

เมื่อท่านมาปกครองวัดปากคลองแล้ว ท่านก็ได้ใช้ความรู้ในด้านเวชศาสตร์ อันเกี่ยวกับการแพทย์แผนโบราณที่ได้เล่าเรียนมารักษาผู้อื่น ช่วยเหลือประชาชนในด้านหยูกยาด้วยความเมตตา มิได้เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย ถ้ามีชาวบ้านมาพบเพราะเจ็บไข้ได้ป่วย ท่านจะจัดยาให้ทันที เพราะท่านสะสมยาไว้มาก ทั้งยาสมุนไพรและยาสำเร็จรูป หลวงพ่อแจกเป็นทานทั้งสิ้น ไม่รับสิ่งตอบแทน เว้นแต่นำมาถวายตามปกติ

อีกด้านหนึ่ง ท่านเป็นผู้มีวิชาอาคมแก่กล้า จึงทำให้ท่านเป็นผู้มีชื่อเสียงเป็นที่เคารพนับถือของชนทุกชั้น ตั้งแต่สามัญชนไปจนถึงข้าราชการผู้ใหญ่ เช่น พระยาสุรพันธุ์เสนีย์ (อิ้น บุนนาก) สมัยเป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลราชบุรี ก็ยังเคยมาค้างแรมสนทนากับท่านที่วัดปากคลองบ่อยครั้ง ครั้งละหลาย ๆ วัน

หลวงพ่อโศก ท่านดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอบ้านแหลมอยู่เพียง 4 ปี ก็มรณภาพเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2482 เวลา 11.55 น. สิริรวมอายุได้ 67 ปี พรรษา 47 โดยครองวัดปากคลองอยู่ 34 พรรษา

สปป.ลาวจัดงานวิสาขบูชายิ่งใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/590543

  • วันที่ 28 พ.ค. 2562 เวลา 22:00 น.

สปป.ลาวจัดงานวิสาขบูชายิ่งใหญ่

โดย สมาน สุดโต

ภาพชาวพุทธและนักท่องเที่ยว ตักบาตรพระสงฆ์ สามเณร จากวัดต่างๆ ที่เดินแถวรับอาหาบิณฑบาตในเวลาเช้าตรู่ ที่หลวงพระ บาง สปป.ลาว เป็นไฮไลต์ของการท่องเที่ยวแห่งหลวงพระบาง ซึ่งเป็นเรื่องปกติ มีให้เห็นทุกเช้าตรู่

แต่การตักบาตรพระสงฆ์ นับพันรูป และชาวพุทธไม่น้อยกว่าพันคน พร้อมกันร่วมทำบุญตักบาตร ที่ลานกว้างใหญ่แห่งพระธาตุหลวง นครหลวงเวียงจันทร์ ไม่มีให้เห็นบ่อยนัก หากแต่มีแล้วในวันวิสาขบูชา วันที่ 18 พ.ค.2562 เมื่อรัฐบาล สปป.ลาว นำโดย ท่านชัยสมพร พรมวิหาร ประธานศูนย์กลางแนวลาวสร้างชาติ และคณะสงฆ์แห่งองค์การศาสนสัมพันธ์ลาว (อพส.) นำโดย ท่าน อาจารย์ใหญ่มหางอน ดำลงบุน

นอกจากนั้น ยังมีทั้งคณะสงฆ์จากประเทศไทย นำโดยพระธรรมวรนายก ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดนครราช สีมา เจ้าอาวาสวัดพระนารายณ์มหาราช และ ชาวพุทธจากไทยนำโดย นายวินัย วีระภุชงค์ ประธานมูลนิธิวีระภุชงค์และครอบครัว คุณหญิงพันธ์เครือ ยงใจยุทธ นายอภัย จันทนะจุลกะ อดีตรมว.ทรวงแรงงาน และ นายสุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการชมรมโพธิคยา และคณะกรรมการร่วมงาน เป็นภาพแห่งความประทับใจ และยิ่งใหญ่ที่ไม่เคยมีมาก่อน

การที่มีวันนี้ได้ก็เนื่อง จากสปป.ลาว จัดงานวิสาขบูชาอย่างเป็นทางการเป็นปีแรก ตามที่ท่านชัยสมพร พรมวิหาร ประธานศูนย์กลางแนวลาวสร้างชาติ กล่าวแก่สื่อมวลชนว่า ที่แนวลาวสร้างชาติ ร่วมกับองค์การพุทธศาสนสัมพันธ์ลาวจัดขึ้น โดยมีพี่น้องจากไทยคือ สถาบันโพธิคยา 980 ให้การสนับสนุน เนื่องจากหลายองค์กรกระตุ้นขึ้น ที่สำคัญที่สุดองค์การสหประชาชาติ ยกย่องวันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญอยู่ในระดับสูง ประชาชนชาวลาว เกือบร้อยละ 80 นับถือพระพุทธศาสนา และปีต่อไปก็จะจัดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนายสุภชัย วีระภุชงค์ บอกว่าชมรมโพธิคยาก็จะสนับสนุนต่อไป

ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่อยู่ในวัฒนธรรมและประเพณีของชาวลาวส่วนมาก แม้ว่า สปป.ลาว จะมีผู้นับถือศาสนาอื่นๆ อีก 3-4 ศาสนา แต่ก็อยู่ร่วมกัน มีความสามัคคี และไม่แบ่งแยกกัน

ขณะเดียวกัน พระอาจารย์ใหญ่ มหางอน ดำลงบุน ประธานองค์การพุทธศาสนสัมพันธ์ลาว ( อพส.) กล่าวเปิดงานวันวิสาขบูชา โดยชื่นชมว่า เป็นความร่วมมือของชาวพุทธนานาชาติ เช่น จากประเทศไทย ที่นับถือพุทธศาสนาเหมือนกัน ท่านกล่าวว่า วันวิสาขบูชาเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ของโลก เพราะเป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน

หลวงปู่ผู้นำสงฆ์ลาว กล่าวว่า พระพุทธเจ้า ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ ประทานคำสอนเพื่อประโยชน์สุขแก่มวลมนุษย์ สัจธรรมของพระองค์กระตุ้นเตือนมวลมนุษย์ให้เกิดความรักและสามัคคี มิตรภาพ และสันติสุข แต่สังคมปัจจุบันมีการพัฒนาเทคโนโลโลยีที่ทันสมัย สังคมมีความเจริญศิริวิไลแต่ทางด้านกลับกัน ความสุข ความรัก และสามัคคี มิตรภาพ สันติภาพในสังคมมนุษย์โลก ถอยลง พระธรรม คำสอนของสมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงแสดงมา 2,600 กว่าปี ส่องแสงสว่างเป็นประทีปนำทางแก่มวลมนุษย์ตลอด

แม้ว่าสังคมโลกจะเจริญ ด้วยเทคโนโลยี และวัตถุนิยมมาก จึงเป็นที่น่าเสียใจว่ามนุษย์ทั้งหลายไม่อยู่ในฐานะที่มีสันติสุข ปราศจากการเบียดเบียนกัน ไม่มีความรักสามัคคี เพราะถูกทำลายไปด้วย โทสะ และชิงดีชิงเด่น เกลียดชังซึ่งกันและกัน จึงเป็นความโศกเศร้า จึงขอเรียกร้องให้บรรเทาสิ่งที่เป็นต้นเหตุแห่งความเศร้าโศกด้วยการแผ่เมตตา ปรารถนาให้มีความรัก สามัคคีต่อกัน ตลอดไป

สิ่งเป็นความประเสริฐแห่งจิตใจนั้นคือความเมตตา มุทิตา อุเบกขา ซึ่งเป็นคุณธรรมประเสริฐนั้นเป็นความปรารถนาดีต่อผู้อื่น การแผ่เมตตา ไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย โดยไม่เลือกชั้นวรรณะ ไม่ว่าสัตว์เหล่านั้นจะเป็นมิตร หรือศัตรู เป็นมนุษย์ หรืออมนุษย์ ผู้เจริญเมตตาจึงเป็นผู้สงบ และรักษาสันติ มีความรักและสามัคคีอย่างแท้จริง

สันติภาพภายในเป็นสิ่งที่ควรสร้างขึ้น เป็นสิ่งที่บุคคลควรพัฒนาขึ้นภายใน แล้วจึงแผ่ไปสู่ภายนอก เหมือนองค์พระสัมมาสัมพุธเจ้าได้ทรงบำเพ็ญและปฏิบัติมาแล้ว กล่าวคือทรงสร้างสันติภาพในพระองค์ก่อนแแล้ว จึงทรงนำสันติภาพนั้นออกสู่มวลมนุษย์ตลอดทั้งโลก และจักรวาลวันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญของพุทธบริษัท และชาวโลกทั้งหลาย แต่ความศักดิ์สิทธิ์นี้ จะแผ่กว้างขวางออกไป ทุกคนต้องนำคำสอนของพระองค์ไปปฏิบัติ เช่นความกตัญญู กตเวที มีหลักพรหมวิหาร 4 หลักอริยสัจ 4 หลักสามัคคี และหลักคุณธรรมจริยธรรม จึงจะได้ชื่อว่าให้ความสำคัญแก่วันวิสาขบูชาอย่างแท้จริง