พระพรหมวชิรญาณ ยกย่องการทำงาน ของพระธรรมทูตอินเดีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/583543

  • วันที่ 17 มี.ค. 2562 เวลา 10:30 น.

พระพรหมวชิรญาณ ยกย่องการทำงาน ของพระธรรมทูตอินเดีย

เรื่อง: วรธาร

วันที่ 5-9 มี.ค. 2562 พระพรหมวชิรญาณ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดยานนาวา ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ ได้เดินทางไปเจริญศาสนสัมพันธ์ โครงการส่งเสริมบทบาทของไทยในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในภูมิภาคอินเดียตะวันตก เมืองออรังกาบัด รัฐมหาราษฎร์ โดยได้ไปปาฐกถาธรรม ณ มหาวิทยาลัย Dr.Babasheb Ambedkar Marathwada University และศูนย์ฝึกอบรมพระสงฆ์ ณ วัดโลกุตรมหาวิหาร

พร้อมกันนั้น ยังได้ไปศึกษาดูงานการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของคณะพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล และศึกษาประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา ณ ถ้ำเอลโลร่า อายุ 2,000 กว่าปี เมืองออรังกาบัด โดยมี พระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทฺโธ) หัวหน้าพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา พร้อมทีมงานพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล พร้อมด้วย ชุตินทร คงศักดิ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี และเอกพล พูลพิพัฒน์ กงสุลใหญ่ ณ เมืองมุมไบ พร้อมคณะนักศึกษาไทยมหาวิทยาลัย ดร.เอ็มเบดการ์ฯ ถวายการต้อนรับ

เวลาบ่ายของวันที่ 8 มี.ค. ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ พร้อมด้วย ชุตินทร คงศักดิ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี และเอกพล พูลพิพัฒน์ กงสุลใหญ่ ณ เมืองมุมไบ ได้เดินทางไปวัดไทยอชันต้า-เอลโลร่า เพื่อประกอบพิธีเปิดผ้าม่านพระประธานวัดไทยอชันต้า-เอลโลร่า ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่สร้างจากหินทรายแดง โดยมี พระธรรมโพธิวงศ์ หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล พระครูปลัดสุวัฒนพุทธิคุณ พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ (สมพงศ์) พระครูอุดมโพธิวิเทศ (ณรงค์) พระครูธรรมธรสงกรานต์ กิตฺติวํโส ถวายการต้อนรับ โดยมีชาวพุทธอินเดียประมาณ 100 คน มาร่วมงาน

ในโอกาสนี้ พระครูปริยัติโพธิวิเทศ (พระมหา ดร.คมสรณ์) โฆษกพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล เจ้าอาวาสวัดไทยเชตวันมหาวิหาร ผู้ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าพระธรรมทูตอินเดียให้เป็นแม่งานในการสร้างวัดไทยอชันต้า-เอลโลร่า ได้กล่าวถวายรายงานการจัดสร้างวัดไทยอชันต้าฯ ต่อพระพรหมวชิรญาณ ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ พร้อมแนะนำพระภิกษุชีวก ชาวอินเดีย ผู้มีจิตศรัทธายกที่ดินจำนวน 13 ไร่ ใกล้ถ้ำเอลโลร่า มูลค่ากว่า 50 ล้านบาท เพื่อสร้างวัดไทยอชันต้า-เอลโลร่า ถวายเป็นสมบัติในพระพุทธศาสนาและเป็นพุทธบูชา ปัจจุบันวัดอชันต้าฯ แม้จะยังสร้างไม่เสร็จแต่ก็เปิดรับคณะผู้แสวงบุญได้แล้ว

หลังจบการถวายรายงาน พระพรหมวชิรญาณ ได้จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยด้านหน้าพระพุทธรูป ชาวพุทธในงานร่วมกันไหว้พระรับศีล 5 เพื่อความเป็นสิริมงคล จากนั้นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ ได้เมตตาประพรมน้ำพระพุทธมนต์และมอบพระพุทธเมตตาแก่ผู้ที่มาร่วมงานเป็นที่ระลึก พร้อมทั้งได้เมตตาปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นที่ระลึก ขณะที่ พระธรรมโพธิวงศ์ ปลูกต้นอชปาลนิโครธ ส่วนเอกอัครราชทูต ชุตินทร ปลูกต้นพิกุล ไว้เป็นอนุสรณ์แก่วัดไทยอชันต้า-เอลโลร่า

พระพรหมวชิรญาณ กล่าวว่า ได้เห็นและติดตามการทำงานฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในดินแดนชมพูทวีปอินเดียและเนปาลของคณะพระธรรมทูตไทยสายประเทศอินเดีย-เนปาล มาตั้งแต่หลัง 25 พุทธศตวรรษเป็นต้นมา จนมาถึงรุ่นปัจจุบันที่มีท่านพระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทฺโธ) เป็นหัวหน้าพระธรรมทูต พูดได้เลยว่าคณะพระธรรมทูตทำงานอย่างหนักหน่วงและด้วยหัวใจที่ทุ่มเทมาก

“อาตมาเองได้ร่วมทำงานฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในดินแดนชมพูทวีปในช่วงเริ่มต้น ตั้งแต่ปี 2500-2516 หลังจากนั้นก็ยังติดตามงานพระธรรมทูตและคอยให้กำลังใจอยู่เสมอ ตลอดเวลาที่ผ่านมาอาตมาจึงได้เห็นถึงความยากลำบาก ความเสียสละ ความอดทนและความทุ่มเทอย่างมากของคณะพระธรรมทูตเรา เชื่อว่าด้วยพุทธบารมีของพระพุทธองค์จะทำให้การฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในดินแดนพุทธภูมิแห่งนี้ประสบความสำเร็จและกลับมารุ่งเรืองอีกวาระหนึ่งภายใต้การขับเคลื่อนของคณะพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล และพุทธบริษัททั้งหลาย

ปัจจุบันผลสัมฤทธิ์ก็เริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว ทั้งคนอินเดียและชาติอื่นๆ หันมาศรัทธาและศึกษาธรรมะในพระพุทธศาสนามากขึ้น เชื่อว่าภาพชาวพุทธรุ่นใหม่ ตั้งแต่ ดร.เอ็มเบดการ์ เป็นต้นมาถึงปัจจุบันจะสะท้อนให้เห็นความหวังที่จะฟื้นฟูพระพุทธศาสนาให้เกิดสันติภาพที่สุดในชมพูทวีปและประเทศอื่นๆ ที่ได้มาศึกษาแล้วนำไปเผยแผ่ไปทั่วโลกสืบต่อไป” พระพรหมวชิรญาณ ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ กล่าวเชิดชูการทำงานของคณะพระธรรมทูตไทยสายประเทศอินเดีย-เนปาล

ประวัติวัดสุทัศนเทพวราราม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/583546

  • วันที่ 17 มี.ค. 2562 เวลา 10:20 น.

ประวัติวัดสุทัศนเทพวราราม

เรื่อง: สมาน สุดโต

วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร มีฐานะเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 8 ตั้งอยู่เลขที่ 146 แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร ซึ่งจะเป็นสถานที่เสกน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่อัญเชิญจากแหล่งต่างๆ ทั่วประเทศวันที่ 18 เม.ย. 2562

พระอารามหลวงนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสถาปนาเมื่อพุทธศักราช 2350 พระราชทานนามว่า “วัดมหาสุทธาวาส” แต่สามัญชนเรียกว่า “วัดพระโต” บ้าง “วัดพระใหญ่” หรือ “วัดเสาชิงช้า” บ้าง

พระศรีศากยมุนี (พระโต) พระประธานในพระวิหารหลวง เป็นพระพุทธรูปหล่อสำริดที่ใหญ่โตมาก รัชกาลที่ 1 โปรดให้อัญเชิญจากพระวิหารหลวงวัดมหาธาตุ จ.สุโขทัย มาประดิษฐานที่พระวิหาร ที่ก่อฐานรากไว้รองรับ ก่อนสร้างอาคาร

การก่อสร้างพระอารามหลวงแห่งนี้ ดำเนินการมาถึง 3 รัชกาล แล้วเสร็จในรัชกาลที่ 3 ในพุทธศักราช 2390 โปรดเกล้าฯ ให้มีงานฉลองสมโภชพระอาราม พระราชทานนามว่า “วัดสุทัศนเทพวราราม” แต่ในจดหมายเหตุเรียกว่า “วัดสุทัศนเทพธาราม” อีกนามหนึ่ง

ในรัชกาลที่ 4 ทรงบูรณะและสร้างสิ่งอื่นๆ ในพระอารามอีก เช่น ศาลาลอย 4 หลังหน้าพระวิหาร อีกทั้งได้พระราชทานนามพระประธานในพระวิหารว่า “พระศรีศากยมุนี” พระประธานในพระอุโบสถว่า “พระพุทธตรีโลกเชษฐ์” และพระประธานในศาลาการเปรียญว่า “พระพุทธเสรฏฐมุนี” ซึ่งหล่อจากกลักฝิ่น เมื่อถึงรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้บูรณะพระอารามเป็นการใหญ่ โดยกรมโยธาธิการเป็นผู้ดำเนินการ

ในระหว่างพุทธศักราช 2515-2516 ทางวัดได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ขึ้นที่บริเวณหน้าพระวิหาร และตั้งมูลนิธิอัฏฐมราชานุสรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ขึ้นในพุทธศักราช 2516

ด้านประวัติการก่อสร้างนั้น วัดสุทัศนเทพวราราม สร้างตามผังที่เป็นพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย แบ่งอาณาบริเวณออกเป็น 2 เขต คือ เขตพุทธาวาส อยู่ทางเหนือ มีพระอุโบสถ พระวิหาร พระระเบียง วิหารทิศ ศาลาราย และสัตตมหาสถาน ส่วนเขตสังฆาวาส อยู่ทางใต้ ประกอบด้วยกุฏิ เสนาสนะ ศาลาการเปรียญ และหอระฆัง ซึ่งเป็นอารามหลวง ที่ออกแบบเพื่อเป็นกลางจักรวาล และศูนย์กลางพระนคร จึงเป็นที่ประกอบพระราชพิธีและรัฐพิธีเสมอมาถึงปัจจุบัน

ลำดับเจ้าอาวาส

เจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม จากอดีตถึงปัจจุบัน มี 8 รูปดังนี้

1.สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อู่) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสตั้งแต่ปี 2386-2401 รวม 14 ปี

2.พระพิมลธรรม (อ้น ป.ธ.8) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสไม่ได้ระบุแน่ชัด

3.สมเด็จพระวันรัต (แดง สีลวฑฺฒโน ป.ธ.8) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ไม่ได้ระบุ พ.ศ.ไว้แน่ชัด แต่รวมได้ 23 ปี

4.สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก (แพ ติสฺสเทโว ป.ธ.5) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสไม่ได้ระบุไว้แน่ชัด

5.สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โสม ฉนฺโน ป.ธ.5) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ตั้งแต่ปี 2489-2505 รวม 16 ปี

6.สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เสงี่ยม จนฺทสิริ ป.ธ.6) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสไม่ได้ระบุไว้แน่ชัด

7.สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (วีระ ภทฺทจารี ป.ธ.9) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ตั้งแต่ปี 2527-2559 รวม 32 ปี

8.พระธรรมรัตนดิลก (เชิด จิตฺตคุตฺโต ป.ธ.9) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ตั้งแต่ปี 2559 -ปัจจุบัน

วิหารหลวง วัดสุทัศน์ ศูนย์กลางจักรวาล ที่เสกน้ำศักดิ์สิทธิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/583545

  • วันที่ 17 มี.ค. 2562 เวลา 10:00 น.

วิหารหลวง วัดสุทัศน์ ศูนย์กลางจักรวาล ที่เสกน้ำศักดิ์สิทธิ์

เรื่อง: สมาน สุดโต

อนุสนธิจากการที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก วันที่ 4-6 พ.ค. 2562 นั้น พิธีกรรมที่สำคัญ คือพิธีเสกน้ำศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งกำหนดให้ประกอบพิธีพลีกรรมเกี่ยวกับตักน้ำอภิเษก วันที่ 6 เม.ย. พร้อมกันทุกจังหวัด และวันที่ 9 เม.ย. จัดพิธีเสกน้ำที่วัดในแต่ละพื้นที่ จากนั้นจะนำน้ำจากทุกแห่งไปเข้าสู่พิธีอภิเษกรวมกัน ในวันที่ 18 เม.ย. ที่วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร และวันที่ 19 เม.ย. จะอัญเชิญน้ำอภิเษกแล้วนั้นไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

พระวิหารหลวงที่เสกน้ำศักดิ์สิทธิ์

สถานที่ที่ประกอบพิธีเสกน้ำศักดิ์สิทธิ์รวมกันทั่วประเทศ ได้แก่ พระวิหารหลวง วัดสุทัศนเทพวราราม ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นศูนย์กลางจักรวาล ศูนย์กลางพระนคร หรือ Cosmic center from Ideal to Realism.

หนังสือสองศตวรรษวัดสุทัศนเทพวราราม อธิบายความหมายนั้นในเรื่องแผนผังวัด ที่เป็นแบบแผนการใช้วิหารหลวงเป็นประธานในฐานะศูนย์กลางจักรวาล ดังนี้

พระวิหารหลวงวัดสุทัศนเทพวราราม ถือเป็นวิหารที่มีขนาดใหญ่อย่างมาก มีความกว้าง 23.84 เมตร ยาว 26.25 เมตร ดังที่กล่าวไว้ในประวัติการสร้างวัด ว่าเริ่มวางรากฐานในสมัยรัชกาลที่ 1 แต่สร้างไว้เฉพาะส่วนฐานอาคาร สร้างต่อในสมัยรัชกาลต่อมา และมาแล้วเสร็จในสมัยรัชกาลที่ 3 จึงกล่าวได้ว่า พระวิหารหลวงแห่งนี้เป็นฝีมือช่างระหว่างรัชกาลที่ 2 และรัชกาลที่ 3

สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงงานช่างใน 2 รัชกาลนั้น คือ ลักษณะอาคารแบบประเพณีนิยม ได้แก่ การทำหลังคาตามแบบที่เคยมีมาแต่เดิม คือ หลังคาซ้อนชั้น เครื่องลำยองประกอบด้วย ป้านลมเป็นนาคลำยอง หรือนาคสะดุ้ง มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของสถาปัตยกรรมในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

ลักษณะของเสายังมีการย่อมุมไม้สิบสอง มีคันทวยรองรับชายคา หัวเสาประดับบัวแวงแบบรัตนโกสินทร์ตอนต้น เช่นเดียวกับพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทำให้เห็นความแตกต่างจากอาคารแบบพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 ที่เป็นงานสร้างใหม่ ที่นิยมอาคารแบบจีน ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ และนิยมทำเสาเป็นแท่งสี่เหลี่ยม ไม่ย่อมุมและไม่ประดับบัวหัวเสา

 

งานศิลปกรรมที่บ่งบอกถึงความหมายของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

การออกแบบอาคารที่ต้องการแสดงให้สถานที่นี้เป็นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ประกอบด้วย พระระเบียงคดแทนสัญลักษณ์ของกำแพงจักรวาลที่ล้อมรอบเขาพระสุเมร

พระวิหารหลวงเปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นแกนกลางจักรวาล

ศาลาประจำมุมทั้งสี่ของพระวิหารหลวงเปรียบเสมือนทวีปทั้ง 4

ขณะเดียวกันภายในพระวิหาร มีจิตรกรรมเรื่องราวในไตรภูมิ โดยเฉพาะที่เสาทั้ง 8 ต้น และเป็นที่น่าสังเกตว่า ชั้นต่างๆ ของสวรรค์ แสดงสูงสุดอยู่เพียงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ด้วยเหตุที่ต้องการจะแสดงให้เห็นว่า ภายในอาคารคือสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ อันเป็นที่โปรดพระพุทธมารดา นอกจากนั้นยังแสดงเรื่องราวที่คอสอง ด้านทิศตะวันออกเป็นภาพพระพุทธเจ้าเทศนาโปรดพระพุทธมารดา ด้านทิศตะวันตกเป็นภาพเจดีย์จุฬามณีและต้นปาริชาติ

นอกจากนั้น แนวความคิดในการออกแบบหน้าบันพระวิหาร ที่เป็นพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ จึงสัมพันธ์กับชื่อวัดคือ สุทัศนเทพวราราม ซึ่งคือชื่อเมืองสุทัสสนนคร อันเป็นพระนครหลวงของพระอินทร์ที่ตั้งอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั่นเอง

ลักษณะนี้ได้ปรากฏที่พระปรางค์วัดอรุณราชวราราม ที่มีการประดับเรือนธาตุด้วยพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ อันเป็นคติที่สอดคล้องกัน คือ ต้องการแสดงให้เห็นว่า กรุงเทพมหานคร เป็นเมืองของเทวดา และเทวดาสูงสุดในทางพระพุทธศาสนาคือพระอินทร์

ส่วนพระอุโบสถที่วางตัวตามแนวตะวันออก-ตกนั้น งานประดับหน้าบันด้านทิศตะวันออกเป็นพระอาทิตย์ทรงราชรถเทียมด้วยราชสีห์ ส่วนด้านทิศตะวันตกเป็นพระจันทร์ทรงราชรถเทียมด้วยม้า อันถือเป็นทางโคจรของพระอาทิตย์และพระจันทร์ เปรียบเสมือนเรื่องราวที่กล่าวไว้ในไตรภูมิ ซึ่งทำให้ตีความได้ว่าพระอุโบสถเปรียบเสมือนชมพูทวีป

พระศรีศากยมุนี พระประธานในพระวิหารหลวงนั้น ประทับนั่งขัดสมาธิราบ ศิลปะสมัยสุโขทัยอัญเชิญมาจากวัดมหาธาตุ จ.สุโขทัย เป็นพระพุทธรูปสำริดที่ใหญ่ที่สุด หน้าตักกว้าง 6.25 เมตร สูงประมาณ 8 เมตร ซึ่งถือเป็นพระพุทธรูปสำริดที่สมบูรณ์และมีขนาดใหญ่ที่สุด ในประเทศไทย เป็นศิลปะในสมัยสุโขทัย มีอายุอยู่ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 20

การที่นำพระศรีศากยมุนีมาประดิษฐานเป็นพระประธานในพระวิหารหลวงนั้น ตามประวัติระบุว่า รัชกาลที่ 1 ทรงมีพระราชดำริให้สร้างวัดขึ้น โดยเริ่มก่อฐานรากของพระวิหารก่อน และได้อัญเชิญพระศรีศากยมุนี ซึ่งเป็นพระประธานในวิหารหลวง วัดมหาธาตุ จ.สุโขทัย โดยล่องแพมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา มาขึ้นที่ท่าช้าง แต่พระพุทธรูปมีขนาดใหญ่มาก ไม่สามารถผ่านเข้าประตูบริเวณท่าช้างได้ จึงให้รื้อประตู ภายหลังจึงเรียกกันว่า ท่าพระ มาจนทุกวันนี้

หลังจากพระพุทธรูปมาถึงพระนครแล้วโปรดเกล้าฯ ให้มีงานฉลองพระพุทธรูป และได้อัญเชิญโดยการชักลากทางสถลมารคมายังวิหารที่ทรงวางฐานรากไว้

ครั้งนี้มีเหตุการณ์สำคัญ กล่าวคือรัชกาลที่ 1 ทรงประชวร แต่ถึงกระนั้นก็ได้เสด็จพระราชดำเนินตามกระบวนแห่พระ โดยไม่ทรงฉลองพระบาท จนถึงยกพระพุทธรูปขึ้นตั้งบนฐานที่เตรียมไว้ จึงเสด็จกลับ

พระพุทธรูปองค์นี้เรียกกันว่า “พระโต” จนกระทั่งในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ได้พระราชทานนามว่า “พระศรีศากยมุนี” ซึ่งเป็นที่กราบไหว้บูชาของชาวพุทธตลอดมา

หลวงปู่ฝั้น วัดป่าอุดมสมพร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/583542

  • วันที่ 17 มี.ค. 2562 เวลา 09:30 น.

หลวงปู่ฝั้น วัดป่าอุดมสมพร

เรื่อง : เอกชัย จั่นทอง

ในช่วงปี 2494 มีการปฏิสังขรณ์กุฏิวัดป่าภูธรพิทักษ์อย่างใหญ่โต แต่การก่อสร้างในครั้งนั้น หลวงปู่ฝั้น อาจาโร แห่งวัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ไม่อนุญาตให้มีการเรี่ยไร หรือบอกบุญใคร แต่ถ้าหากมีผู้ศรัทธาจึงจะมีการก่อสร้าง ขณะนั้นตรงกับช่วงออกพรรษาในปีนั้น พระอาจารย์วิริยังค์ได้นิมนต์หลวงปู่ฝั้นและหลวงปู่กงมา เพื่อไปวัดดำรงธรรม อ.ขลุง จ.จันทบุรี ต่อจากนั้นท่านได้เดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ วิเวกตามเจตนาท่าน ที่ข้างๆ น้ำตกพลิ้วและที่อื่นอีกหลายแห่งเป็นระยะเวลานานกว่า 2 เดือนขากลับท่านได้แวะพักเหนื่อยที่วัดป่าบ้านฉาง 4-5 วัน พวกชาวไร่ชาวนากำลังเดือดร้อนอย่างหนักพอดี เนื่องจากมีตัวด้วงมากินยอดมะพร้าวจนกระทั่งมะพร้าวตายไปเป็นจำนวนมาก บางไร่บางสวนถึงกับต้องเผาต้นมะพร้าวทิ้งทั้งหมด เพราะทนไม่ไหวกับแมลงที่บุกกัดกินต้นมะพร้าวจนหมดเกลี้ยง สร้างความเดือดร้อนหนักอกหนักใจให้ชาวไร่ชาวสวนแถวนั้นอย่างมาก เนื่องจากไม่เคยเกิดเหตุการณ์เดือดร้อนวุ่นวายมากอย่างนี้มาก่อน ชาวไร่ที่ทำสวนมะพร้าวคนหนึ่งได้มากราบหลวงปู่ฝั้น ก่อนจะระบายความทุกข์ใจถึงปัญหาเรื่องแมลงด้วง พร้อมกับขอให้หลวงปู่ฝั้นช่วยเหลือเพราะหมดที่พึ่งจริงๆ ด้วยความเมตตาของหลวงปู่ฝั้น ท่านจึงได้ทำน้ำมนต์ให้ และมอบไม้แปรงสีฟันไปอีก 4-5 อัน พร้อมกำชับให้ภาวนาพุทโธ และเอาไม้แปรงสีฟันไปเหน็บไว้สี่มุมของไร่ จากนั้นให้รดน้ำมนต์ให้ทั่ว

ผ่านมาเพียง 2 วัน ชาวไร่ที่ทำสวนมะพร้าวกลับมากราบหลวงปู่ฝั้นอีกครั้ง ก่อนยกมือไหว้ท่วมหัว พร้อมกับบอกว่าความเดือดร้อนได้หายไปหมดแล้ว ไม่มีตัวแมลงหรือด้วงมากัดกินยอดมะพร้าวเหมือนเช่นเคย ถือว่าเป็นเรื่องแปลกอย่างยิ่งในขณะนั้น ไม่นานหลวงปู่ฝั้นออกเดินทางออกจากบ้านฉาง ก่อนที่ท่านจะแวะที่วัดอโศการามเพื่อเยี่ยมท่านพ่อลี และพักอยู่จนเข้าเดือน ก.พ. หลวงปู่ฝั้นจึงได้เดินทางกลับ จ.สกลนคร

หลวงปู่ฝั้นไม่ได้เดินทางไปสู่วัดป่าภูธรพิทักษ์ในทันที หากแต่มุ่งจะนำเรื่องสำคัญประชุมงานวันที่ระลึกคล้ายวันประชุมเพลิงพระอาจารย์มั่นที่วัดป่าสุทธาวาส กระทั่งเสร็จกิจการประชุมจึงเดินทางเข้าสู่วัดป่าภูธรพิทักษ์ และพักอยู่ที่วัดแห่งนี้เพียง 2 สัปดาห์ ก่อนจะออกเดินทางปลีกวิเวกต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีการกำหนดเส้นทาง กระทั่งมุ่งหน้าสู่ถ้ำเป็ด อยู่ใกล้กับวัดของพระอาจารย์วัน อุตฺตโม ในเขตพื้นที่ อ.สว่างแดนดิน นับเป็นสถานที่เหมาะสมแก่การปฏิบัติภาวนาธรรมอย่างยิ่ง หลวงปู่ฝั้นเลือกพักอยู่ที่ถ้ำเป็ดแห่งนี้นานหลายเดือน ก่อนจะสร้างกุฏิที่พักสงฆ์ขึ้นมาจำนวนหลายหลัง พร้อมทั้งศาลาเพื่อใช้สำหรับฉันอาหารอีกหนึ่งหลัง

ปัจจุบันถ้ำเป็ดถูกแยกออกมาขึ้นกับ อ.ส่องดาว มีการคมนาคมสะดวกสบายมากขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาเดินเท้าเหมือนสมัยก่อน สมัยตอนที่หลวงปู่ฝั้นมาอยู่และพัฒนาถ้ำเป็ดใหม่ๆ ปรากฏว่ามีชาวบ้านละแวกนั้นซึ่งมีชีวิตความเป็นอยู่ขัดสนอัตคัดมาก ทำมาหากินค่อนข้างยาก หลวงปู่ฝั้นได้เมตตาอบรมสั่งสอนให้ชาวบ้านทุกคนมีความขยันหมั่นเพียรในทางที่ถูกต้อง โดยการทำประโยชน์ให้ทั้งส่วนรวมและส่วนตัว ให้เอาไปขุดอึ่งอ่าง เขียด กบ มาขุดสระน้ำ หันมาทำนา ทำสวน ปลูกพืชผัก และผลที่ตามมาคือความเป็นอยู่ของชาวบ้านค่อยๆ ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างมาก

หลวงปู่ฝั้นอยู่ที่ถ้ำเป็ดจนเวลาใกล้เข้าพรรษา จึงได้ย้ายออกจากที่นั่นเพื่อเดินทางกลับไปจำพรรษาที่วัดป่าภูธรพิทักษ์เหมือนเคย

ในช่วงบั้นปลายชีวิตของหลวงปู่ฝั้นท่านต้องเข้ารับการรักษาอาการอาพาธ ในปี 2519 ก่อนจะได้กลับไปพักฟื้นอยู่ที่วัดป่าอุดมสมพร จนถึงวันที่ 4 ม.ค. 2520 ท่านได้มรณภาพลงอย่างสงบ สร้างความโศกเศร้าเสียใจแก่ลูกศิษย์ไปทั่วประเทศ ทิ้งไว้เพียงความดีและหลักธรรมคำสอนอันล้ำค่าต่อสาธุชนรุ่นหลัง

หลวงปู่ทุย พระสุปฏิปันโน แห่งวัดป่าดานวิเวก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/582799

  • วันที่ 10 มี.ค. 2562 เวลา 13:11 น.

หลวงปู่ทุย พระสุปฏิปันโน แห่งวัดป่าดานวิเวก

เรื่อง พงศ์พัทธ์ วงศ์ยะลา

หากเอ่ยถึงภิกษุวัดป่าที่ยังรักษาข้อวัตรปฏิบัติและธรรมเนียมของพระป่าที่เข้มข้นที่สุดในยุคนี้คงหนีไม่พ้น “หลวงปู่ทุย” หรือ พระอาจารย์ปรีดา ฉนฺทกโร เจ้าสำนักวัดป่าดานวิเวก หรือวัดดงศรีชมภู ซึ่งตั้งอยู่ ณ หมู่บ้านแสงอรุณ ต.ศรีชมภู อ.โซ่พิสัย จ.บึงกาฬ

ท่านเป็นพระธรรมยุตสายพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต เป็นศิษย์รุ่นน้องหลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี ในด้านปฏิปทาท่านเป็นพระสมถะ สันโดษ มีความเป็นอยู่เรียบง่าย น่าเลื่อมใส และเจริญรอยตามคำสอนแห่งองค์พระศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

บุคลิกของหลวงปู่ที่ศิษยานุศิษย์รู้จักดี คือ ความดุ เจ้าระเบียบ และความเคร่งครัด แต่จิตใจท่านมีความเมตตาต่อบรรดาลูกศิษย์ เวลาทำอะไรจะยึดถือปฏิบัติตามแบบโบราณตามที่ครูบาอาจารย์สอน ไม่ใช้เทคโนโลยี เพราะท่านเห็นว่าเทคโนโลยีเข้ามาจะเป็นผลเสีย ซึ่งเห็นได้ว่าคนสมัยนี้วิ่งเร็วเกินตัวเองไปมาก ถือเป็นเรื่องอันตราย

พื้นเพท่านเป็นชาวอุบลราชธานีโดยกำเนิด แต่ไปเติบโตที่ อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร บวชเป็นสามเณรตั้งแต่อายุยังน้อย สมัยบวชเรียนเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่น เป็นรุ่นน้องของหลวงตามหาบัว ซึ่งหลวงตามหาบัวเป็นพระอุปัฏฐากหลวงปู่มั่นที่มีปฏิปทาของพระป่าสมัยก่อนที่ถือธุดงควัตร 13 ข้อ แน่นแฟ้นและปกปักรักษาป่าอย่างถวายชีวิต หลวงปู่ทุยเองก็ได้เจริญรอยตาม หลังจากที่หลวงตามหาบัวสร้างวัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี ท่านก็มาจำพรรษาอยู่ที่นี่ช่วงหนึ่ง

อุปนิสัยหลวงปู่ทุย เป็นคนรักธรรมชาติ จึงชอบสงวนที่ป่าเขาลำเนาไพร มีมากมีน้อยท่านไม่เคยทำลาย หลังจากฝึกกรรมฐานจนสำเร็จ หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกองเพล จ.อุดรธานี (ปัจจุบันอยู่ในเขต จ.หนองบัวลำภู) ได้แนะนำให้ท่านธุดงควัตรมาที่ดงสีชมภูนี้เมื่อปี 2509 ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่สีแดงที่คอมมิวนิสต์ยึดครองอยู่

หลวงปู่ทุยอยู่ที่นี่ได้ 2 ปี ก็ได้ตั้งวัดป่าดานวิเวกขึ้น ในปี 2511 ชื่อของวัดมาจากพื้นที่แห่งนี้เดิมเป็นดานหินทราย ภายในบริเวณวัดประกอบด้วยพื้นที่ป่าหลายส่วน รวมกัน 2,500 ไร่ เฉพาะพื้นที่ของวัดเองประมาณ 14 ไร่ เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เช่าโดยถูกต้องตามกฎหมาย รวมกับพื้นที่ของกรมป่าไม้ที่ให้วัดดูแลอีก 700 ไร่ และพื้นที่ ส.ป.ก.อีก 1,400 ไร่ ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านปลูกมันสำปะหลังแล้วกลายเป็นป่าเสื่อมโทรมเลยยกให้หลวงดูแล

ท่านจึงชวนชาวบ้านใน 3 ตำบล ของ อ.โซ่พิสัย ปลูกป่าใหม่ขึ้นมา ทั้งไม้ประดู่ ชิงชัง เต็ง รัง จนไม้เติบใหญ่ขึ้นเป็นป่าใหม่ แล้วพื้นที่ทั้งหมดนี้ท่านถวายเป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ในโอกาสทรงครองสิริราชสมบัติ 60 ปี ให้เป็นพื้นที่สาธารณะที่ชาวบ้านทุกคนจะได้ช่วยกันดูแล ทั้งยังหาแหล่งน้ำให้ชาวบ้านไว้ใช้ในการเกษตรอีกด้วย

หากใครได้เข้าไปในบริเวณวัดป่าดานวิเวก จะเห็นว่า วัดสงัดเงียบมาก ร่มรื่น เพราะเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยมากมาย แต่ถึงต้นไม้จะเยอะ ใบไม้จะร่วงหล่นลงมามากแค่ไหน ก็หาได้สู้ความขยันของพระเณรในวัดไม่ เพราะพระเณรจะช่วยเก็บกวาดและทำความสะอาดเสนาสนะทุกวัน

ขณะที่เสนาสนะหรือสิ่งปลูกสร้างในวัดมีเพียงกุฏิสงฆ์ ศาลาอเนกประสงค์ที่สร้างด้วยไม้ และเรือนปฏิบัติธรรมของฆราวาสเท่านั้น ภายในวัดไม่มีไฟฟ้าและน้ำประปา พระสงฆ์และเณรใช้แสงไฟจากตะเกียงและน้ำบาดาลเท่านั้น ดังนั้นวัดของหลวงปู่จึงไม่มีการบอกบุญ เรี่ยไร หรือตั้งตู้รับบริจาคใดๆ ทั้งสิ้น และข้อที่ควรรู้อย่างหนึ่งเกี่ยวกับหลวงปู่ คือ ท่านไม่ชอบให้ใครมาถ่ายรูปท่าน รวมถึงภายในวัด เพราะไม่เห็นว่าจะเกิดประโยชน์อันใด

ว่าด้วยสมณศักดิ์ก็เป็นสิ่งที่ท่านไม่เคยปรารถนาอยากได้ ได้ยินว่าทางหลวงปู่ทุยเคยแจ้งไปทางหน่วยงานราชการว่าไม่ต้องให้ยศให้ตำแหน่งหรือสมณศักดิ์แก่ท่าน ท่านบอกว่า ขอเป็นพระธรรมดา อยู่เฉยๆ ก็พอแล้ว และทางวัดจะไม่รับกฐิน เพราะไม่มีค่าใช้จ่ายจึงไม่ต้องใช้เงิน

ธรรมะที่หลวงปู่สอนเทศน์ชาวบ้านญาติโยม ส่วนใหญ่เป็นเรื่องง่ายๆ แต่แสดงให้เห็นข้อวัตรปฏิบัติและปฏิปทาอันงดงามของท่านอย่างชัดเจน เช่น “โยมไม่ต้องมาบริจาคเงินให้วัด โยมเอาเงินไปให้พ่อแม่ได้บุญมากกว่าเอามาให้วัด เรื่องเงินไม่สำคัญ ฆราวาสมีศีล 5 ก็พอ” เป็นปรัชญาสั้นๆ ที่คมลึกซึ้ง

นอกจากนี้ ท่านมักจะเทศน์สอนบอกชาวบ้านว่า “โยมอย่าเอาไฟฟ้าเข้าวัด เพราะจะทำให้พระต้องมีค่าใช้จ่าย พระไม่มีรายได้ อยู่โดยไม่มีไฟฟ้าดีกว่า” หรือ “โยมมาที่วัด ขออย่าอึกทึกเสียงดัง มาอยู่วัดให้ทำสมาธิ ฝึกจิต ได้บุญกว่ามานั่งกราบพระ” เป็นต้น

ใครที่เคยมากราบหรือสนทนาธรรมกับหลวงปู่ทุยต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หลวงปู่เป็นพระสมถะ เคร่งครัดในข้อวัตรปฏิบัติอย่างมาก ถึงแม้บุคลิกท่านจะดูค่อนข้างดุ เจ้าระเบียบ เคร่งครัดในพระธรรมวินัย กระนั้นพระเณรทั้งหลายก็อยากมาอยู่ศึกษาธรรมะกับท่าน เพราะชอบใจในข้อวัตรปฏิบัติที่หลวงปู่วางไว้และเพื่อมุ่งอรรถมุ่งธรรมจริงๆ

ยุคสมัยที่เงินทองครอบงำทุกชนชั้นวรรณะจนหลายคนหลงลืมแก่นแท้ของชีวิตว่า ความสุขแท้จริงมันเกิดขึ้นได้อย่างไร แม้แต่วงการศาสนาไม่วายที่หลายวัดต้องกลายเป็นพุทธพาณิชย์ บางวัดมุ่งเทศนาชวนเชื่อแต่เรื่องการบริจาคเงิน จนลืมแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา แต่สำหรับหลวงปู่ทุยแล้วยังคงเป็นพระธรรมดา สมถะ สันโดษ ตั้งมั่นในศีลาจารวัตร เป็นที่เลื่อมใสของชาวพุทธอยู่เสมอ

ความสำเร็จอยู่ที่การลงมือทำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/582797

  • วันที่ 10 มี.ค. 2562 เวลา 12:56 น.

ความสำเร็จอยู่ที่การลงมือทำ

เรื่อง: นสพ.ชัยวลัญช์ ตุนาค เจ้าของเพจ Dr.Dang Can Do

 

เป็นกันบ้างมั้ยครับ ที่บางครั้งรู้สึกเบื่อๆ เหงาๆ รู้สึกไม่สดชื่นกับชีวิต

อยากจะเปลี่ยนแปลงชีวิต แต่ก็ไม่รู้จะจัดการอย่างไร? ไม่มีอะไรมากระตุ้น ก็จะยังใช้ชีวิตแบบนี้ไปเรื่อยๆ อยู่ใน Comfort Zone ไปเรื่อยๆ เพราะชีวิตแบบนี้ก็ดูไม่เลวร้ายไปเสียทุกอย่าง

เขาบอกว่าคนเราจะทำอะไร หรือจะไม่ทำอะไร มีเหตุผลอยู่ 2 อย่าง คือ ความพอใจ และความเจ็บปวด

หมายความว่า เราจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้น ต้องเริ่มมาจากความพอใจที่จะทำสิ่งนั้น หรือทำเพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด อย่างเช่น ทำงานเพื่อให้มีรายได้ เพื่อหลีกหนีความเจ็บปวดจากการที่ไม่มีข้าวกิน ถ้าไม่มีรายได้

อย่างที่เรายอมทำอะไรสักอย่าง ทั้งที่ก็เบื่อๆ แต่ก็ต้องทำ เพราะทำให้มีรายได้ จะได้ไม่รู้สึกเจ็บปวดจากการที่ไม่มีรายได้นั่นเอง

บางคนยอมอยู่ใน Comfort Zone เพราะกลัวการเปลี่ยนแปลง จริงๆ แล้วก็คือ กลัวความเจ็บปวดจากการเปลี่ยนแปลงนั่นเอง กลัวว่าเปลี่ยนไปแล้วจะสะดวกสบายเหมือนเดิมมั้ย!!! กลัวการเริ่มต้นใหม่ กลัวสิ่งแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย

แต่แล้วในที่สุด ก็จะมาถึงจุดจุดหนึ่งที่เราเรียกว่า “จุดเปลี่ยนของชีวิต” ฝรั่งเรียก “Turning point” มันคือจุดที่คนเราจะตัดสินใจเปลี่ยนอะไรบางอย่างในชีวิต หรือเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตไปเลย เช่น เลิกบุหรีี่เพราะป่วยหนัก เลิกเหล้าเพราะตับพัง หรือบางคนลาออกจากงานประจำมาทำธุรกิจส่วนตัว เป็นต้น

คนเราจะเปลี่ยนแปลงอะไรจากสิ่งที่คุ้นเคยไปเป็นสิ่งใหม่ ต้องมีแรงกระตุ้นมหาศาล แรงกระตุ้นนั้นต้องมีผลกับชีวิตและความนึกคิดเป็นอย่างมาก ไม่งั้นคงไม่เปลี่ยน เขาเรียกว่า Impact มันมาก มากเสียจนต้องเป็นจุดที่ตัดสินใจว่า เอาวะ จะต้องเปลี่ยนแล้วละ จะอยู่แบบเดิมไม่ได้แล้ว

เพราะฉะนั้นไม่แปลกหรอกครับ ที่เราตั้งใจ ตั้งเป้าหมายว่าจะทำอะไรแล้วไม่ได้ทำ อาจจะเป็นเพราะความคิดยังไม่ตกผลึก คิดยังไม่ออก มองไม่เห็นประโยชน์ กลัวการเปลี่ยนแปลง จริงๆ แล้วคือ “ไม่มั่นใจในตัวเอง”กลัวความล้มเหลว กลัวคนว่าทำอะไรแล้วไม่สำเร็จ

ถ้า โทมัส เอดิสัน กลัวความล้มเหลว เราคงไม่มีหลอดไฟมาให้ใช้ รถไฟฟ้าวันนี้ก็เริ่มจากรถจักรไอน้ำ เมื่อหลายร้อยปีก่อน คอมพิวเตอร์เครื่องแรกใหญ่เท่าบ้าน จะเห็นว่า สิ่งที่ยิ่งใหญ่มันเริ่มมาจากการลงมือทำ ทำ และทำ และปรับปรุงไปเรื่อยๆ

เราต้องเรียนรู้จากความล้มเหลว ไม่มีใครทำอะไรครั้งแรกแล้วดีที่สุด ไม่อยากนั้น จะมี Version 1 Version 2 Version อื่นๆ ตามมาเหรอครับ

และสาเหตุส่วนใหญ่ที่คนส่วนใหญ่ไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ เขาวิจัยมาแล้วครับว่า ไม่ใช่จากภาวะเศรษฐกิจ ไม่ใช่การเมือง ไม่ใช่ PM2.5 หรืออะไรก็ตามแต่เราจะโยนบาปไปให้

สิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อความสำเร็จในเป้าหมายเราก็คือ “ตัวเรา” นั่นแหละ ตัวเราที่กลัวความล้มเหลว ดีแต่พูดและก่นด่าคนอื่นๆ เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ สุดท้ายก็ไม่กล้าลงมือทำอะไรสักทีนั่นเอง

ที่เราไปไม่ถึงเป้าหมายสักทีเพราะเราเอาแต่ตั้งเป้าหมาย เอาแต่พูด แต่สิ่งที่จะทำให้เราไปถึงเป้าหมาย มันมีอยู่ข้อเดียว นั่นคือ “การลงมือทำ”

ถ้าคุณไม่เปลี่ยนตัวเองวันนี้ โลกมันจะเปลี่ยนคุณเองไม่ช้าก็เร็ว เชื่อสิ!!!

เหรียญหลวงพ่อธรรมจักร วัดธรรมามูลวรวิหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/582795

  • วันที่ 10 มี.ค. 2562 เวลา 12:46 น.

เหรียญหลวงพ่อธรรมจักร วัดธรรมามูลวรวิหาร

เรื่อง: อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com

มาชมเหรียญที่ปลุกเสกโดยหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า อีกแบบหนึ่งครับ ซึ่งเป็นเหรียญพระพุทธรูปที่มีความสำคัญมากสำหรับชาวชัยนาท ถือได้ว่าเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองประจำจังหวัดมายาวนาน คือ เหรียญหลวงพ่อธรรมจักร วัดเขาธรรมามูล หรือวัดธรรมามูลวรวิหาร จ.ชัยนาท ในปัจจุบัน

เหรียญนี้ในวงการนักสะสมต่างก็เสาะหาเพราะสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2461 ซึ่งทันหลวงปู่ศุข และมีการบันทึกการจัดสร้างและพิธีการปลุกเสกไว้ด้วย พิมพ์ที่นำมาให้ชมคือ พิมพ์น้ำเต้าข้างยันต์ เนื้อเงิน ซึ่งสุดแสนจะหายาก ส่วนใหญ่ที่พบคือเนื้อทองแดง ราคาค่านิยมอยู่ที่แสนกลางครับ

เหรียญหลวงพ่อธรรมจักร พิมพ์น้ำเต้าข้างยันต์นี้ ปัจจุบันจัดได้ว่าเป็นพิมพ์ในตำนานไปแล้ว เพราะความหายากแบบสุดๆ และเป็นพิมพ์ที่นิยมที่สุดของเหรียญหลวงพ่อธรรมจักร มีประวัติการสร้างชัดเจน แต่ไม่ค่อยมีการพบเห็น อาจจะเพราะมีการสร้างน้อยมาก เมื่อเทียบกับพิมพ์อาร์มที่มีในตลาดพระเครื่อง จึงเป็นพิมพ์หนึ่งในชุดหลวงพ่อธรรมจักรที่นักสะสมสายนี้เสาะหาอย่างมากเพื่อรวมให้ครบชุดเหรียญสายวัดธรรมามูลวรวิหาร

โดยเหรียญรุ่นนี้จัดสร้างขึ้นพร้อมกับพิมพ์อาร์ม เท่าที่พบส่วนมากจะเป็นเนื้อทองแดง ส่วนเนื้อเงินจะพบได้น้อยมาก สร้างขึ้นโดยวิธีปั๊มข้างอัดกระบอก หูเชื่อมด้วยเงินบริเวณจุดที่เชื่อมระหว่างตัวเหรียญกับหูเหรียญ ด้านหลังของเหรียญมีรอยตะไบ พุทธลักษณะเป็นเหรียญทรงน้ำเต้า ด้านหน้าเหรียญเป็นรูปพระพุทธธรรมจักรประทับยืนบนฐานดอกบัว 5 ดอก ล้อมรอบด้วยอักขระขอม 4 ตัวคือ นะ มะ พะ ทะ ด้านหลังเป็นยันต์ใบพัด หรืออักขระขอมว่า อิส วา สุ บนยันต์ใบพัดจะมีตัวอุณาโลมหางชี้ลง

หยิบเหรียญมาส่อง พื้นผิวเหรียญปรากฏความเก่าชัดเจนสำหรับเหรียญอายุ 100 ปี มีร่องรอยบนผิวเหรียญตามธรรมชาติที่ผ่านการใช้มา ตัวหนังสือยันต์ที่ปั๊มลงเป็นแท่งคมสวยงามพลิ้วตามธรรมชาติ องค์พระพุทธรูปได้สัดส่วน พลิกไปด้านหลังตามตัวยันต์มีเส้นแตกตามธรรมชาติ พื้นผิวเหรียญที่ผ่านการใช้มาก็ปรากฏร่องรอยความเก่าอย่างชัดเจน แถมเห็นรอยจารยันต์แผ่วเบาแบบเป็นธรรมชาติ ไม่เหมือนของเลียนแบบที่ตั้งใจจารหนักแบบเจตนา ได้เห็นความงามของเหรียญขนาดนี้ก็ถือว่าสุดยอดแล้วครับ

ในเหรียญชุดหลวงพ่อธรรมจักรที่มีการสร้างเหรียญปั๊มหูเชื่อมขึ้นในปี พ.ศ. 2461 แบ่งเป็นพิมพ์ ดังนี้

1.พิมพ์น้ำเต้ายันต์ข้าง พบเห็นน้อยมาก

2.พิมพ์น้ำเต้าหน้าแก่

3.พิมพ์น้ำเต้าหน้าหนุ่ม โดยในพิมพ์น้ำเต้านี้มีทั้งเนื้อทองคำ เนื้อเงิน และเนื้อทองแดง

4.พิมพ์อาร์มหน้าใหญ่

5.พิมพ์อาร์มหน้าเล็ก ในส่วนของพิมพ์อาร์มนี้มีทั้งเนื้อเงิน เนื้อทองแดงกะไหล่ทอง และเนื้อทองแดง

ด้านพุทธคุณเหรียญหลวงพ่อธรรมจักรนั้น มีดีทุกด้าน “พุทธคุณครอบจักรวาล พิชิตอุปสรรคทั้งปวง”

หลวงพ่อธรรมจักร ถือว่าเป็นพระพุทธรูปคู่เมืองของ จ.ชัยนาท มาแต่โบราณประดิษฐานอยู่ในพระวิหาร วัดธรรมามูลวรวิหาร ต.ธรรมามูล อ.เมือง จ.ชัยนาท องค์หลวงพ่อธรรมจักรเป็นพระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติ สูงประมาณ 8 ศอก เนื้อทองสัมฤทธิ์ปัจจุบันพอกปูนปิดไว้ มีรูปธรรมจักรอยู่กลางพระหัตถ์ขวา ประทับยืนบนฐานรูปดอกบัว เป็นศิลปะผสมระหว่างสุโขทัยกับอยุธยา

ตามตำนานเล่าสืบต่อกันมาแต่โบราณว่า มีผู้พบพระพุทธรูปลอยตามแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อลอยมาถึงบริเวณหน้าวัดธรรมามูลวรวิหารปรากฏว่าได้ลอยวนเวียนอยู่ พระภิกษุและชาวบ้านจึงได้ทำพิธีอัญเชิญขึ้นมาประดิษฐานที่วัด โดยนำเชือกพร้อมด้ายสายสิญจน์ผูกกับพระพุทธรูป แต่ไม่สามารถดึงขึ้นมาได้ จนกระทั่งตกเย็นจึงแยกย้ายกันกลับ โดยวางแผนว่าจะมาดึงในวันรุ่งขึ้น ในตอนเช้าวันต่อมาชาวบ้านต่างแปลกใจ เมื่อไม่พบพระพุทธรูปซึ่งได้ผูกไว้ที่ชายน้ำ ต่างคิดว่าพระพุทธรูปได้หลุดลอยน้ำไปแล้วจึงแยกย้ายกันกลับ

แต่ปรากฏว่าในขณะนั้นได้มีผู้พบเห็นพระพุทธรูปองค์ที่ลอยน้ำมานั้นได้มาประดิษฐานปิดขวางทางเข้าประตูวิหารวัดธรรมามูลวรวิหาร ซึ่งอยู่ที่บริเวณไหล่เขา จึงเรียกชาวบ้านที่อยู่ด้านหลังให้ขึ้นไปดู ซึ่งทำให้เกิดความแปลกใจ และศรัทธาต่อองค์หลวงพ่อธรรมจักร จึงร่วมกันต่อเติมพระวิหารออกมาอีกหนึ่งช่วง รวมเป็น 3 ช่วง

จากบันทึกคำบอกเล่า เมื่อองค์หลวงพ่อประดิษฐานอยู่ได้ 3 วัน ก็ได้หายไปจากพระวิหาร และกลับมาประดิษฐานดังเดิม โดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งมีแต่โคลนและจอกแหนติดเปื้อนขึ้นมาด้วย ชาวบ้านจึงนำโซ่มาผูกไว้ เพื่อไม่ให้หลวงพ่อหายไปอีก

ต่อมามีชายต่างถิ่นล่องแพมาจากทางเหนือเพื่อตามหาพระพุทธรูป เมื่อมาถึงวัดธรรมามูลวรวิหาร จึงได้พบพระพุทธรูปที่กำลังตามหาอยู่ ขณะนั้นเป็นเวลาค่ำชายผู้นั้นจึงได้อาศัยนอนอยู่ที่วัดเพื่อรอเวลาอัญเชิญองค์หลวงพ่อกลับไปประดิษฐาน ณ วัดเดิมในเวลาเช้า

แต่กลับนอนฝันว่าหลวงพ่อไม่ขอกลับ แต่จะขออยู่ที่วัดธรรมามูลวรวิหาร ครั้นรุ่งเช้าเขาจึงลาท่านสมภารเพื่อเดินทางกลับบ้าน และได้ขอถอดเอาจักรที่ฝ่าพระหัตถ์องค์หลวงพ่อกลับไปด้วย นับแต่นั้นมาหลวงพ่อก็ไม่หายไปไหนอีกเลย ชาวบ้านจึงได้นำโซ่ออกและได้ร่วมกันสร้างจักรที่ฝ่าพระหัตถ์ขึ้นมาใหม่

พระเครื่องที่หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า สร้างขึ้นล้วนแต่ได้รับความนิยมในวงการนักสะสมและมีราคาแพงทั้งสิ้น อาทิ พระเหรียญหล่อพิมพ์ประภามณฑล พระปิดตาพิมพ์ต่างๆ เช่น พิมพ์กรมหลวงชุมพร ซึ่งเป็นพระปิดตาเนื้อผงคลุกรักขนาดเล็กมากเท่าปลายนิ้วก้อยที่สร้างแจกเจ้านายชั้นสูงในยุคนั้น เหรียญรูปเหมือนท่านปี พ.ศ. 2466 และเครื่องรางต่างๆ เป็นต้น

หลวงปู่ศุขท่านเกิดเมื่อวันจันทร์ เดือน 4 ปีจอ พ.ศ. 2390 และมรณภาพเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2466 สิริอายุ 76 ปี

พระราชทานทุนเล่าเรียนหลวง แด่ภิกษุสามเณร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/582794

  • วันที่ 10 มี.ค. 2562 เวลา 12:38 น.

พระราชทานทุนเล่าเรียนหลวง แด่ภิกษุสามเณร

เรื่อง: สมาน สุดโต-สมหมาย สุภาษิต

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้องคมนตรีเป็นผู้แทนพระองค์ เพื่อถวายทุนการศึกษาพระราชทานแด่พระภิกษุและสามเณรในโครงการทุนเล่าเรียนหลวง สำหรับพระสงฆ์ไทย ประจำปี 2562

5 มี.ค. 2562 เวลา 13.45 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายเกษม วัฒนชัย องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ไปถวายทุนการศึกษาพระราชทานแด่พระภิกษุและสามเณร ประจำปีการศึกษา 2561 ของโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย ซึ่งประกอบด้วย ทุนบาลีศึกษาขั้นสูง ทุนระดับอุดมศึกษา และทุนพระวิปัสสนาจารย์ พร้อมกับถวายของที่ระลึกแด่พระภิกษุ และสามเณรที่จบการศึกษาตามหลักเกณฑ์ของหลักสูตรต่างๆ อย่างสมบูรณ์ในปี 2562 ในโอกาสนี้ด้วย ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์สืบสานพระราชปณิธาน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เพื่อสนับสนุนพระภิกษุและสามเณรให้มีโอกาสศึกษาพระพุทธศาสนาชั้นสูง จากสถาบันพุทธศาสนาในประเทศ เพื่อสร้างความร่มเย็นในสังคมด้วยการดำรงตนให้ถูกต้องตามธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด เพื่อเป็นหลักในการรักษาสถาบันสงฆ์ให้มีความเจริญรุ่งเรืองถาวร และจรรโลงพระพุทธศาสนาให้เป็นที่พึ่งหลักทางใจของประชาชนและสังคมไทย

ในการนี้อินทร์จันทร์ บุราพันธ์ กรรมการและเลขานุการโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย กล่าวรายงานต่อ

เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ผู้แทนพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่าในฐานะกรรมการและเลขานุการ โครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย รู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ในโอกาสที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้องคมนตรีเป็นผู้แทนพระองค์ เพื่อถวายทุนการศึกษาพระราชทาน แด่พระภิกษุและสามเณร ในโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทยประจำปี 2562 ในวันนี้

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์สืบสานพระราชปณิธาน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่

การนี้โครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย พิจารณาพระภิกษุและสามเณรที่ได้รับทุนการศึกษาพระราชทานในปีการศึกษา 2561 จำนวน 118 รูป และกราบทูลสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทราบฝ่าพระบาทแล้ว มีดังนี้

1.ทุนบาลีศึกษาชั้นสูงจำนวน 37 ทุน

2.ทุนระดับอุดมศึกษา สาขาพุทธศาสตร์ จำนวน 66 ทุน

3.ทุนพระวิปัสสนาจารย์ ซึ่งศูนย์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้เสนอชื่อพระภิกษุและสามเณรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมจำนวน 15 ทุน

ประกอบกับในปี 2562 ได้มีพระภิกษุและสามเณรจบการศึกษาจำนวน 197 รูป จึงขอถวายของที่ระลึกในโอกาสนี้ด้วย

โครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย มีความต้องการที่จะช่วยส่งเสริมการเรียนของคณะสงฆ์ ทั้งในด้านพระธรรมวินัย พระปริยัติธรรม และการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้เจริญถาวรยิ่งๆ ขึ้นไป สมดั่งที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์สืบสานพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ได้ตั้งไว้

พระธรรมทูตเลือกไปประจำสหรัฐและยุโรปมากที่สุด

พระพรหมวชิรญาณ เจ้าอาวาสวัดยานนาวา ผู้ปฏิบัติหน้าที่ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ กล่าวเปิดการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ 25 ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา เล่าประสบการณ์ในการเป็นพระธรรมทูตต่างประเทศรุ่นแรกๆ ว่าลำบากและติดขัดในเรื่องกฎหมาย ถูกคนพื้นที่ล้อเลียน ทั้งในสหรัฐและยุโรปจึงแนะนำให้ทุกท่านอดทน รักษาพระธรรมวินัย และกฎหมายในแต่ละพื้นที่ นอกจากนี้ควรทำงานประสานกันโดยไม่แบ่งแยกนิกายขอให้มีเพียง “พุทธนิกาย”

ส่วนพระโสภณวชิราภรณ์ (ไสว) รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ มจร ประธานการดำเนินการจัดอบรม กล่าวว่า ผู้ที่เข้ารับการอบรมต้องใช้เวลา 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 4 มี.ค.-31 พ.ค. เพื่ออบรม พร้อมทั้งไปศึกษาดูงานที่ประเทศอินเดียและเนปาล ส่วนประเทศที่ผู้เข้าอบรมเลือกไปประจำนั้นคือ สหรัฐ และประเทศในยุโรป ทั้งนี้ผู้เข้าอบรมต้องฝึกภาษาประเทศที่ตนจะเดินทางไปอย่างเข้มข้นด้วย

สถาบันโพธิคยากราบสมเด็จ ป.อ.ปยุตฺโต

สุภชัย วีระภุชงค์ และคณะ ในนามสถาบันโพธิคยา 980 กราบนมัสการสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ณ วัดญาณเวศกวัน เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2562 เพื่อถวายรายงานโครงการธรรมยาตรา ลุ่มแม่น้ำโขง 6 แผ่นดิน คือ ไทย เมียนมา ลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีน ในเดือน ต.ค. 2562 ในการนี้เจ้าประคุณสมเด็จเมตตาให้ข้อคิดในการทำงาน โดยเฉพาะกับประเทศจีนยังความปีติแก่ทุกท่าน

ปีที่ 10 งานสมโภชพระธาตุ วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/582122

  • วันที่ 03 มี.ค. 2562 เวลา 15:17 น.

ปีที่ 10 งานสมโภชพระธาตุ วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์

เรื่อง: วรธาร ทัดแก้ว

ตั้งแต่วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ รัฐอุตตรประเทศ สาธารณรัฐอินเดีย เริ่มจัดงานสมโภชและนมัสการพระบรมสารีริกธาตุและเป็นงานประจำปีของวัดที่จัดอย่างยิ่งใหญ่ อลังการ และงดงาม ทั้งในส่วนของกิจกรรมที่หลากหลาย ขบวนแห่พระบรมสารีริกธาตุและพระพุทธปรินิพพาน จากวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ไปยังพระสถูปพุทธปรินิพพาน ณ สาลวโนทยาน และมกุฏพันธนเจดีย์ สถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบรมศาสดา ชาวพุทธจากทั่วทุกมุมโลก โดยเฉพาะพุทธศาสนิกชนไทยนิยมเดินทางไปร่วมงานจำนวนมาก

ทุกปีเมื่อวันมาฆบูชาเพ็ญเดือน 3 มาถึง จึงเป็นอันรู้กันว่า งานสมโภชและนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ได้เริ่มขึ้นแล้ว โดยงานจัด 7 วัน เริ่มฟอร์มงานตั้งแต่ก่อนวันมาฆบูชา 1 วัน แต่ไฮไลต์ของงานจริงๆ จะอยู่ในช่วง 2 วันสุดท้าย เกี่ยวกับพิธีแห่พระบรมสารีริกธาตุ สำหรับปี 2562 เป็นการจัดปีที่ 10 ระหว่างวันที่ 18-24 ก.พ. พิธีแห่พระบรมสารีริกธาตุ เริ่มวันที่ 23-24 ก.พ. โดยพระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญขึ้นบุษบกในขบวนแห่นั้น เป็นพระบรมสารีริกธาตุที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พระราชทานให้กับวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ประดิษฐานในพระมหาเจดีย์มหาธาตุราชศรัทธา

งานสมโภชปี 2562 ได้รับเมตตาจาก พระพรหมวชิรญาณ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดยานนาวา ผู้ปฏิบัติหน้าที่ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ เดินทางมาเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ส่วนประธานฝ่ายฆราวาส ได้ “ชุตินทร คงศักดิ์” เอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี ที่เดินทางมาพร้อมภริยา

พระธรรมโพธิวงศ์ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล ประธานสงฆ์วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เล่าที่มาของการจัดงานสมโภชและนมัสการพระบรมสารีริกธาตุว่า วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ สร้างขึ้นเมื่อปี 2537 เพื่อเทิดพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9 ในโอกาสที่พระองค์ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ซึ่งในวัดจะมีปูชนียสถานสำคัญ คือ พระมหาเจดีย์มหาธาตุราชศรัทธาที่พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นด้วยพระราชทรัพย์จำนวนหนึ่ง

“เมื่อสร้างเสร็จพระองค์ท่านได้พระราชทานพระบรมสารีริกธาตุ พร้อมเส้นพระเกศาของพระองค์มาประดิษฐานในพระมหาเจดีย์ โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ แทนพระองค์มาทรงประกอบพิธีดังกล่าว ดังนั้น ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่หาที่สุดมิได้ ทางวัดจึงเห็นสมควรจัดงานสมโภชและนมัสการพระบรมสารีริกธาตุขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ชาวพุทธได้มาสักการะพระบรมสารีริกธาตุอย่างใกล้ชิด และเพื่อให้เกิดประเพณีอันดีงามตลอดจนเป็นการสืบทอดอายุพระพุทธศาสนาให้สถาพรต่อไป”

อิงประเพณีในครั้งพุทธกาล

พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ประธานคณะกรรมการจัดงานสมโภชและนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ กล่าวว่า พิธีสมโภชพระบรมสารีริกธาตุนั้นเกิดขึ้นครั้งแรกหลังพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระพุทธเจ้าที่มกุฏพันธนเจดีย์ เมืองกุสินารา (ปัจจุบันกุสินารามีสถานะเป็นจังหวัดหนึ่งในรัฐอุตตรประเทศของอินเดีย เรียก กุศินาคาร์) โดยพวกเจ้ามัลละ กษัตริย์แห่งแคว้นวัชชี ได้จัดพิธีสมโภชขึ้น อย่างสมพระเกียรติ ตลอด 7 วัน 7 คืน มีการแห่พระบรมสารีริกธาตุรอบเมืองกุสินารา ก่อนจะมอบหมายให้โทณพราหมณ์แบ่งให้กับเมืองต่างๆ 8 เมืองนำไปบูชา ในส่วนของเจ้ามัลละเองก็จัดสมโภชอย่างยิ่งใหญ่ทุกปี

“งานสมโภชพระธาตุ วัดไทยกุสินาราฯ ก็จัด 7 วัน แต่กิจกรรมหลักจะมีในช่วง 2-3 วันสุดท้าย เป็นพิธีแห่พระธาตุ ซึ่งเราพยายามจัดตามราชประเพณีในครั้งพุทธกาลอย่างสมพระเกียรติและเป็นไปตามยุคสมัย โดยเฉพาะขบวนอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ ขบวนอัญเชิญพระพุทธปรินิพพาน และขบวนอัญเชิญ พระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 จากวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ไปยังสาลวโนทยานและมกุฏพันธนเจดีย์นั้นยิ่งใหญ่อลังการถ้าใครได้เห็นหรือได้ร่วมในพิธีเชื่อว่าจะเกิดปีติอย่างแรงกล้า” พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ กล่าว

อย่างที่กล่าวข้างต้นว่างานสมโภชมีกิจกรรมหลากหลายและมีพิธีแห่พระบรมสารีริกธาตุที่จัดยิ่งใหญ่ ทำให้เป็นที่รู้จักในหมู่ชาวพุทธมานาน โดยเฉพาะคนไทยในระยะ 6-7 ปีมานี้เดินทางมาร่วมงานจำนวนมากและเพิ่มขึ้นทุกปี ทั้งมาในรูปแบบของการช่วยงานและมาแสวงบุญโดยเฉพาะ สัดส่วนในคนอินเดียก็เป็นที่รู้จักกว้างขวางเพราะมีสื่อประเทศอินเดียประโคมข่าวทุกปี อย่างงานแถลงข่าวงานสมโภชและนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ ประจำปี 2562 เมื่อวันที่ 20 ก.พ. ที่พลับพลารับเสด็จ วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ก็มีสื่อมวลชนอินเดียเดินทางมาทำข่าวมากกว่า 20 สำนักข่าว

พระธุดงค์ธรรมยาตรา 120 รูป ร่วมงาน

นอกจากชาวพุทธและคนอินเดียมาร่วมงานแล้ว พระธุดงค์จำนวน 120 รูป ในโครงการธุดงค์ธรรมยาตรา ตามรอยบาทพระศาสดา พุทธภูมิ อินเดีย-เนปาล รุ่นที่ 6 ภายใต้กองงานพระธรรมทูต อินเดีย-เนปาล ซึ่งมี พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ (สมพงศ์) ผู้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เป็นผู้ดูแลโครงการฯ ได้เดินธุดงค์มาถึงวัดไทยกุสินารา เพื่อเตรียมเข้าร่วมงานสมโภชฯ

“คณะพระธุดงค์ทั้ง 120 รูป นำโดย พระอาจารย์ประวัติ ปวตฺโต ได้ออกเดินธุดงค์ธรรมยาตราจากวัดไทยพุทธคยา ตั้งแต่วันที่ 28 ธ.ค. 2561 ไปยังสังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่งและสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาอื่นๆ ทั้งในอินเดียและเนปาล กระทั่งวันที่ 53 ของการเดินธุดงค์คณะได้เดินทางถึงวัดไทยกุสินาราฯ ในวันที่ 19 ก.พ.อันเป็นมาฆบูชาพอดี ซึ่งการเดินทางมาถึงในวันที่ 19 ก.พ.นั้นเป็นไปตามกำหนดการเดินธุดงค์ที่วางไว้แต่ต้น เพื่อมาทันร่วมงานสมโภชพระธาตุ

อาตมาได้นำท่านเหล่านั้น ร่วมเวียนเทียนรอบพระมหาเจดีย์ โดยมีชาวพุทธร่วมเวียนเทียนด้วยประมาณ 250 คน ส่วนวันที่ 23 และ 24 อันเป็นวันแห่พระบรมสารีริกธาตุ ท่านพระธุดงค์เหล่านี้ก็ได้ร่วมในขบวนร่วมกับคณะสงฆ์จากชาติต่างๆ เช่น เมียนมา ลาว กัมพูชา จีน เวียดนาม อินเดีย ญี่ปุ่น รวมทั้งพระสงฆ์จากประเทศไทย หลังเสร็จงานสมโภชก็ได้เดินทางมุ่งสู่กรุงสาวัตถี ต่อด้วยสังกัสสะ มาพุทธคยา และมีกำหนดเดินทางกลับประเทศไทยในวันที่ 1 เม.ย. 2562”

ประกวดวาดภาพระบายสี บวชเณรอินเดีย

วันที่ 21 ก.พ.ช่วงเช้าเวลา 9 โมง มีกิจกรรมการประกวดวาดภาพระบายสีในหัวข้อ “พระพุทธเจ้า มหาศาสดาโลก” ณ สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ โดยได้รับการตอบรับจากโรงเรียนต่างๆ ในตำบลกุสินาคาร์เป็นอย่างดี อีกทั้งได้รับเกียรติจาก มณเฑียร ชูเสือหึง จิตรกรเชี่ยวชาญสำนักช่างสิบหมู่กรมศิลปากร และก่อเกียรติ ทองผุด นายช่างศิลปกรรม กรมศิลปากร เป็นกรรมการตัดสิน เวลา 10.30 น. ทำบุญตักบาตรถวายภัตตาหารเพลพระธุดงค์ตามรอยบาทพระศาสดา 120 รูป

ขณะที่ภาคค่ำ เวลา 5 โมงเย็น พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ประธานฝ่ายสงฆ์ และพงษ์ฤทธิ์ ศรีสมิตร คหบดีชาวเชียงราย ประธานฝ่ายฆราวาส ได้ทำพิธีปลงผมเด็กชายอินเดีย ในโครงการบรรพชาสามเณร จำนวน 120 รูป เนื่องในงานสมโภชและนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ ณ ลานพระบรมรูป พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ประกอบพิธีบรรพชาวันที่ 22 ก.พ. เวลา 4 ทุ่ม

บำเพ็ญกุศลถวายบูรพกษัตริย์

เช้าวันที่ 23 ก.พ. ณ ลานด้านหน้าพระบรมรูป พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มีพิธีบวงสรวงสักการะเทพยดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ จากนั้นเวลา 11.00 น. ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทานถวายบูรพมหากษัตริย์โดยพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ 10 รูป พระพรหมวชิรญาณ เป็นประธานในพิธี ส่วนประธานฝ่ายฆราวาส คือ ชุตินทร คงศักดิ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี ในงานมีพระเถรานุเถระ เช่น พระธรรมปัญญาบดี อธิบดีสงฆ์ วัดมหาธาตุ พระธรรมโพธิวงศ์ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล ประธานสงฆ์วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ พระธุดงค์โครงการธุดงค์ธรรมยาตราฯ และพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและชาวอินเดียร่วมในพิธีจำนวนมาก

อัญเชิญพระบรมธาตุไปสาลวโนทยาน

วันที่ 23 ก.พ. เวลา 15.30 น. ขบวนอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ เครื่องราชสักการะ ขบวนช้าง ขบวนม้า พลทหาร พระมหาเถระ พระสงฆ์นานาชาติ พุทธศาสนิกชนจำนวนมาก จากวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ สู่สาลวโนทยาน ได้รับเกียรติจาก MAHARAJA BAHADUR H.M. MRIGENDRA PRATAP SHAHI เจ้ามัลละกษัตริย์ พระมหากษัตริย์ผู้สืบเชื้อสายจากเจ้ามัลละกษัตริย์ ผู้ปกครองแคว้นวัชชี นครกุสินารา พร้อมด้วยมหาราชินี ราชโอรส ราชธิดา จัดราชรถโบราณ 200 ปี และข้าราชบริพาร 25 คน ร่วมขบวนแห่ในครั้งนี้

พระพรหมวชิรญาณ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดยานนาวา ผู้ปฏิบัติหน้าที่ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ พระธรรมปัญญาบดี อธิบดีสงฆ์ วัดมหาธาตุ พระกิตติโสภณวิเทศ เจ้าอาวาสวัดนาคปรก ร่วมอนุโมทนา พระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทฺโธ) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล ประธานสงฆ์วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ (สมพงศ์) ประธานคณะกรรมการจัดงาน ร่วมอัญเชิญพระไตรปิฎกสาธยายในขบวนอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ มีพระธุดงค์ธรรมยาตราตามรอยบาทพระศาสดา 120 รูป ร่วมอัญเชิญพร้อมพระสงฆ์นานาชาติ

อัญเชิญพระพุทธปรินิพพานไปมกุฏพันธนเจดีย์

วันที่ 24 ก.พ. เวลา 7 โมงครึ่ง ตั้งขบวนอัญเชิญพระพุทธรูปปางปรินิพพาน พร้อมเครื่องราชสักการะพระราชทานจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 พระบรมวงศานุวงศ์ และสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก เคลื่อนขบวนจากสาลวโนทยาน ไปยังสถานที่ถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า (มกุฏพันธนเจดีย์) เมื่อถึงสถานที่ถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า ประกอบพิธีถวายเครื่องราชสักการะและสวดมนต์บูชา พิธีถวายน้ำสรงพระราชทาน เถราภิเษกพระพุทธบาท ณ มกุฏพันธนเจดีย์ เสร็จแล้วตั้งขบวนอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ กลับสู่วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ และถวายภัตตาหารเพลพระสงฆ์

เทกระจาดแจกทานมอบอุปกรณ์การศึกษา

กิจกรรมสุดท้ายของวันที่ 24 ก.พ. คือ จัดงานเทกระจาดแจกทาน มอบอุปกรณ์การศึกษา และทุนการศึกษาแก่เด็กๆ เมืองกุสินารา จำนวน 650 คน ในการนี้ พระเทพปฏิภาณกวี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร พระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ (สมพงศ์) ผู้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ นำคณะของ ไพศาล คุนผลิน บริษัท ไทยพัฒนาประกันภัย ณรงค์ฤทธิ์ เอี่ยมเจริญยิ่ง ประธานมูลนิธิวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เทกระจาด แจกทาน มอบอุปกรณ์การศึกษา และทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียน และมอบเครื่องดนตรี แก่ผู้ชนะการแข่งขันร้องเพลงสรรเสริญพระพุทธเจ้า และมอบอุปกรณ์เครื่องเขียนแก่ผู้ชนะการแข่งขันวาดภาพระบายสีพระพุทธเจ้ามหาศาสดาโลก

บาฬีศึกษาพุทธโฆส เตรียมสอนปริญญาเอก วิปัสสนาภาษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/582121

  • วันที่ 03 มี.ค. 2562 เวลา 15:03 น.

บาฬีศึกษาพุทธโฆส เตรียมสอนปริญญาเอก วิปัสสนาภาษา

เรื่อง: สมาน สุดโต และสมหมาย สุภาษิต

วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส มจร เตรียมจัดสอนวิปัสสนากรรมฐานระดับปริญญาเอก ภาคภาษาอังกฤษ โดยจะลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกันกับสำนักมหาสี สาสนเยกต่า กรุงย่างกุ้ง สหภาพเมียนมา ให้ส่งวิปัสสนาจารย์ที่มีทักษะการสอนภาษาอังกฤษมาช่วยเหลือในโครงการ

พระเทพสุวรรณเมธี เจ้าอาวาสวัดสุวรรณาราม รองเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส บอกกับผู้สื่อข่าวว่าจะผลักดันหลักสูตรวิปัสสนาขึ้นสู่ระดับนานาชาติ โดยเปิดหลักสูตรปริญญาเอก ภาคภาษาอังกฤษเข้มข้น เพื่อสืบสานงานของสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลางให้แพร่หลายในชุมชนนานาชาติต่อไป

เมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2562 ที่สำนักวิปัสสนามหาสี สาสนเยกต่า กรุงย่างกุ้ง ประเทศสหภาพเมียนมา พระเทพสุวรรณเมธี รองเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ได้รับมอบหมายจากสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เจ้าอาวาสวัดพิชัยญาติการาม กรุงเทพมหานคร ให้เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่แทน ในพิธีปิดโครงการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา สำหรับนิสิตหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิปัสสนา แห่งวิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส นครปฐม ที่ไปเข้าคอร์สอบรม 7 เดือน ที่สำนักวิปัสสนามหาสี สาสนเยกต่า กรุงย่างกุ้ง

พิธีปิดในวันนั้นได้รับความสนใจจากชาวพุทธในเมียนมา จะเห็นได้จากอุบาสกอุบาสิกาชาวเมียนมาเข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก ในขณะที่ MR TV ซึ่งเป็นช่องทีวีของรัฐบาลเมียนมาได้ติดตามทำข่าวและขอสัมภาษณ์พระเทพสุวรรณเมธี ถึงโครงการส่งนิสิตมาอบรม 7 เดือน ซึ่งพระเทพสุวรรณเมธี ให้สัมภาษณ์ว่า โครงการนี้เป็นแนวดำริของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ ที่จัดทำและพัฒนาหลักสูตรสาขาวิปัสสนาภาวนา โดยเปิดสอนมาตั้งแต่ปี 2548 ภายใต้เงื่อนไขว่า หลังจากเรียนจบหน่วยกิตการศึกษาแล้ว นิสิตจะต้องเข้าปฏิบัติกรรมฐานติดต่อกัน 7 เดือน จึงจะมีสิทธิเสนอสอบวิทยานิพนธ์

พระเทพสุวรรณเมธีรองเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร กล่าวต่อว่า เจ้าประคุณสมเด็จฯ เลือกสำนักมหาสีสาสนเยกต่า เป็นที่ฝึกอบรมนอกประเทศ เพราะเป็นสำนักที่มีชื่อเสียงในการปฏิบัติ ถาม ตอบ สอบอารมณ์ เพิ่มพูนประสบการณ์ และตำราวิปัสสนาของท่านมหาสีมีความสอดคล้องตรงหลักฐานในพระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกาได้รับการตีพิมพ์หลายภาษาอีกด้วย

วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส มจร ส่งนิสิตมายังสำนักมหาสีตั้งแต่ พ.ศ. 2551 ส่วนระยะเวลาขึ้นอยู่กับงบประมาณ บางรุ่น อยู่ตลอด 7 เดือน บางรุ่น 3 เดือน และบางรุ่น 2 เดือน

“ในปีการศึกษา 2562 นี้ เจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ ได้มอบนโยบายให้เร่งจัดทำและพัฒนาหลักสูตรสาขาวิชาวิปัสสนาภาวนาระดับปริญญาเอก ซึ่งขณะนี้ได้พัฒนาหลักสูตรเสร็จสมบูรณ์แล้ว เหลือเพียงเสนอบัณฑิตวิทยาลัย สภาวิชาการ และสภามหาวิทยาลัย อนุมัติหลักสูตรและโครงการเปิดการเรียนการสอนเท่านั้น คาดว่าจะสามารถเปิดได้ทันภาคที่ 1 ปีการศึกษานี้อย่างแน่นอน และเพื่อให้ปรัชญาในแผนพัฒนาวิทยาเขตว่า บาลีปริยัติก้าวหน้า พระพุทธศาสนามั่นคง เสริมส่งวิปัสสนาสู่สากล บรรลุเป้าหมายตามแผน” พระเทพสุวรรณเมธี กล่าวและว่าขณะนี้ได้จัดทำโครงการภาษาอังกฤษสำหรับพระวิปัสสนาจารย์ เปิดรับวิปัสสนามหาบัณฑิต เข้าฝึกการเผยแผ่วิปัสสนากรรมฐานในระดับนานาชาติ เปิดอบรมอย่างต่อเนื่องตลอดปี เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับหลักสูตรวิปัสสนาระดับปริญญาโท-เอก ภาคภาษาอังกฤษ เพื่อเผยแผ่วิปัสสนาภาวนาไปทั่วโลก

ตามโครงการนี้ วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆสจะทำ MOU กับสำนักวิปัสสนามหาสี ให้จัดส่งวิปัสสนาจารย์ ที่มีทักษะการเผยแผ่ภาคภาษาอังกฤษมาให้การฝึกอบรม ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมวิปัสสนาสู่สากล สมตามเจตนาเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธชินวงศ์